Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
Event Date

 

เวทีเสวนาวิเคราะห์ “กฎหมาย อำนาจ(ดุลพินิจ)ในการมีคำสั่งที่ว่าด้วยการปล่อยตัว 
สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร”
 
23 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 – 16.30
 
ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงค์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
 
13.00 – 13.15 น.  ลงทะเบียน  
13.15 – 13.25 น.  ชมวิดีทัศน์ “กรณีผู้ได้รับผลกระทบคดีป่าไม้ ที่ดิน”
13.25 – 13.40 น.  กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานเวทีเสวนา โดย คุณสมนึก ตุ้มสุภาพ ผู้แทนองค์กรร่วมจัด
13.40 – 14.00 น.  ปาฐกถา เรื่อง “สิทธิมนุษยชนในช่องทางออกของอำนาจในดุลยพินิจสั่งประกันตัว” โดยศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร  ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
14.00 – 16.30 น.  สังเคราะห์ กฎหมายและบทบาทผู้ทำหน้าที่พิจารณา(ผู้พิพากษา) สั่งให้ประกันตัว (ตาม ป.วิอาญา มาตรา 106(4) วรรคสอง, 108,108/1) โดย
-  รศ.ประธาน  วัฒนวาณิชย์    นักวิชาการด้านกฎหมาย
-  ผู้แทนสำนักประธานศาลฎีกา
-  สุนี  ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
-  ผู้แทนสภาทนายความ
ผู้ดำเนินรายการ : คุณนัยนา สุภาพึ่ง  ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร
 
เวทีทางวิชาการนี้ มุ่งเข้าไปถกเถียง วิเคราะห์วิพากษ์ เพื่อพัฒนาปรับปรุงบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภาระหน้าที่ของผู้มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
 
1. ดุลยพินิจในการสั่งตามมาตรา 106 (4)วรรคสอง “ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวให้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต มิฉะนั้นให้รีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพื่อสั่ง แล้วแต่กรณี” ควรหรือจำต้องมีเหตุผลหรือเงื่อนไขอันมิอาจสั่งได้ของศาลชั้นต้น หรือไม่อย่างไร
 
2. คำวินิจฉัยสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวโดยนำเงื่อนไขพิเศษในมาตรา 108/1 “การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง..” มาพิจารณาเป็นประเด็นหลัก แต่หาได้พิจารณาอย่างเคร่งครัดไม่ และแม้ตามวรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวจะปรากฎข้อบังคับแห่งกฎหมายที่ต้องแสดงเหตุผล แต่การระบุเพียงเกรงว่าอาจจะหลบหนี โดยไม่มีการแสดงเหตุประกอบเหตุแห่งการเชื่อเช่นนั้นว่ามีอย่างไร หรือเพียงแต่แสดงเหตุในความน่าเชื่อจากภาวะในความนึกคิดในความกังวลเฉพาะตัว จะเป็นเหตุผลเพียงพอตามเงื่อนไขที่เคร่งครัดบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ เช่นตัวอย่างชาวบ้านจังหวัดชัยภูมิ ศาลฎีกาสั่งว่า “คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.. ยังไม่รับอนุญาตให้ฎีกาและยังไม่ยื่นฎีกา มีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยตัว.. อาจจะหลบหนี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” 
 
3. ข้อจำกัดแห่งการต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไม่เกินสองปี และศาลอุทธรณ์ยืนตามหรือลงโทษไม่เกินกำหนดสองปี เป็นการริดรอนสิทธิในการกระบวนการต่อสู้ในสิทธิของการกำหนดเจตน์จำนงแห่งการดำรงวิถีชีวิตหรือไม่
 
4. สมควรนำมาพัฒนาปรับปรุงเงื่อนไขในบทบัญญัติต่างๆที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ 
 
สิ่งที่คาดหมายว่าจะได้จากเวทีเสวนา
เพื่อช่วยกำหนดทัศนคติของผู้พิจารณาตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่จำต้องนำบริบททางสังคมเข้ามาพิจารณาประกอบในการออกคำสั่งต่างๆ ที่ไปกระทบสิทธิมนุษยชนและเป็นการปกป้อง ส่งเสริมคุ้มครองศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์อย่างแท้จริง ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ที่รอบด้านแก่กระบวนการยุติธรรมไทย และช่วยทำให้เกิดการศึกษาพัฒนากฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการขับเคลื่อนการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม
 
 
 
องค์กรร่วมจัด
1) อนุกรรมการด้านที่ดินและป่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย
3) เครือข่ายผู้หญิงปกป้องสิทธิที่ดินและเกษตรยั่งยืนเทือกเขาเพชรบูรณ์
4) ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน
5) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)
 
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising