ประมงพื้นบ้านเฮ ศาลปกครองยกฟ้องอวนรุน

ประชาไท -- 7 ก.ค. 48 ชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีเฮ ภายหลังจากศาลปกครองมีคำพิพากษายกฟ้องคดีผู้ประกอบการอวนรุนกล่าวหากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขัดรัฐธรรมนูญจากการห้ามประกอบการอวนรุน

วันนี้ ศาลปกครองมีคำพิพากษายกฟ้องกรณีผู้ประกอบการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนทำการฟ้องร้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากการที่กระทรวงฯ ออกประกาศกระทรวงห้ามใช้เครื่องมืออวนรุนในเขตจังหวัดปัตตานี

โดยผู้ประกอบการอวนรุนระบุว่า ประกาศกระทรวงฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

ภายหลังศาลมีคำพิพากษา นายมูหามะสุกรี มะสะนิง ประธานชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดปัตตานี กล่าวกับประชาไทว่า ที่ผ่านมา เรืออวนรุนสร้างปัญหาให้กับการประมงพื้นบ้านมาโดยตลอด เนื่องจากอวนรุนซึ่งมีตาข่ายถี่ได้จับเอาสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมหาศาล และอุปกรณ์ประมงของประมงพื้นบ้านเป็นการสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ และเศรษฐกิจประมง

สำหรับคำพิพากษาศาลปกครองในวันนี้ ทางเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านระบุว่าถือเป็นการนำร่องสำหรับพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้ ประมงพื้นบ้านปัตตานีนั้น ได้รวมตัวเข้ากับเครือข่ายประมงพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งข้อมูลจากคดีนี้ จะเผยแพร่ระหว่างกันต่อไป ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการเรียกร้องให้เลิกใช้อวนรุนในพื้นที่ประมงของจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป โดยทางเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านจะขอสำนวนผ่านสำนักงานประมงจังหวัดปัตตานี

"ถ้าได้เอกสารก็จะแจกจ่ายให้กับพี่น้องเพื่อผลักดันให้ที่อื่นทำอย่างที่ปัตตานีทำ และหากกลุ่มเรืออวนรุนจะอุทธรณ์คดี พวกเราก็พร้อมที่จะให้ข้อมูลผลกระทบจากการทำอวนรุนเพิ่มเติม" ประธานชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีกล่าว

ความเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2513 ซึ่งช่วงแรก ชาวประมงพื้นบ้านก็ไม่รู้ถึงผลกระทบ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดปัญหาในการจับสัตว์น้ำเนื่องจากอวนรุนซึ่งมีตาข่ายถี่ ได้กวาดเอาสัตว์น้ำไปจำนวนมาก รวมถึงลูกสัตว์น้ำ และอุปกรณ์ประมงของชาวประมงพื้นบ้าน เป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจประมงซึ่งชาวประมงพื้นบ้านต้องเผชิญมาอย่างยื้ดเยื้อเรื้อรังกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ นายมูหามะสุกรี กล่าวว่า กรณีที่อวนรุนทำการฟ้องร้องต่อศาลปกครองนั้น เป็นผลสืบเนื่องมากจากการเรียกร้องของชาวประมงพื้นบ้านให้มีการยกเลิกการใช้อวนรุนในการประมงเพราะสร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรสัตว์น้ำ และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ จนกระทั่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มีประกาศกระทรวงห้ามใช้อวนรุนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ปี 2546 โดยมีแผนที่แนบท้ายกำหนดเขาห้ามใช้อวนรุนทำให้ผุ้ประกอบการอวนรุนฟ้องศาลปกครองโดยอ้างว่าประกาศดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ถือเป็นคำสั่งของหน่วยงานราชการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

"คนที่ทำอวนรุนเขาก็รู้ว่าผิด ที่แน่ ๆ ทางกลุ่มเรืออวนรุนบางส่วนก็เลิกไปแล้ว จาก 100 กว่าลำเหลือเพียง 27 ลำ ซึ่งเป็นของคนเพียง 9 ครอบครัวเท่านั้น"

สุวิมล พิริยธนาลัย จากโครงการการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งจังหวัดปัตตานีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือประมงที่ใช้อุปกรณ์อวนรุนนั้น แต่เดิมมี 177 ลำ ประกอบด้วย เรือประมงขนาดกลาง 120 ลำ และขาดใหญ่ 57 ลำ ซึ่งมีผู้ใช้เรืออวนรุน 16-17 ครอบครัว ในขณะที่ ชาวประมงพื้นบ้านมีจำนวน 83,001 ครอบครัว

ที่ผ่านการใช้อวนรุนทำลายสัตว์น้ำเศรษฐกิจกว่า 135 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากการใช้อวนรุนทำให้สัตว์น้ำในวัยอ่อนถูกจับถึง 70% นอกจากนี้ยังทำลายอุปกรณ์ประมงพื้นบ้านจำนวนมากด้วย อาทิเช่น อวนปู ซึ่งมีราคาผืนละประมาณ 350 ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านจะหว่านเอาไว้ครั้งละประมาณ 10 ผืน, ลอบปู ราคาประมาณอันละ 80 บาท ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านใช้ดักลอบปูครั้งละประมาณ 80-100 อัน โดยเครื่องมือเหล่านี้ ชาวประมงพื้นบ้านต้องใช้เวลาเก็บเงินสะสมเป็นเวลานาน

สุวิมลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่เริ่มมีการใช้อวนรุนประมาณ ปี 2513 เป็นต้นมา ส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาวประมงพื้นบ้านอย่างรุนแรง เช่น บางรายจับกุ้งได้ไม่กี่ตัว จากที่มีรายได้ประมาณ 200-400 บาทต่อวัน ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านส่วนมากเลือกที่จะหลบหนีเข้าประเทศมาเลเซียไปเป็นแรงงานราคาถูก ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เช่นปัญหาโรคเอดส์ ปัญหาคน 2 สัญชาติ ปัญหาเยาวชนไม่ได้รับการศึกษา เป็นต้น

"ที่ผ่านมา ทรัพยากรสัตว์น้ำนั้นอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่ครอบครัวซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความยากจนในพื้นที่เป็นระยะเวลายาวนาน" สุวิมลกล่าว

พิณผกา งามสม