กรุณาละเลียดอ่าน "พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์" : ไม่เลือกทักษิณ หรือจะเลือกทุนนิยมล้าหลัง?

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคนแรกๆ ที่ฟันธงว่า เบื้องลึกที่สุดของม็อบต่อต้านทักษิณ ก็คือ การไม่เลือกข้างทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ "ทักษิณ" ดำเนินไปอย่างขันแข็ง แต่เขาเชื่อในทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และเชื่อมั่นว่า "ทักษิณ" ซึ่งมาตามกติกาประชาธิปไตยจะนำพาประเทศไปได้ดีบนทางสายนี้ หากแต่ขบวนการต่อต้านนี้เองที่จะทำให้การเมืองไทยถอยหลังไปถึงสมัยพล.อ.สุจินดา หรือหลัง 14 ตุลา หรือกระทั่ง 2476 นั่นเลย
 

0 0 0

อาจารย์เคยเขียนในบทความในที่ต่างๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ คือจุดเปลี่ยนที่สังคมไทยต้องเลือกว่าจะก้าวไปสู่ทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว หรือทุนนิยมล้าหลัง
ใช่ การต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นอยู่ เป็นการต่อสู้ของ 2 ค่ายว่า แนวทางการพัฒนาสังคมจะเป็นไปตามโลกาภิวัตน์หรือไม่ อนาคตเราจะเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังที่สู้กัน แต่ข้างหน้าก็ชูธง ขายชาติๆ ชูธงเรื่องไม่โปร่งใส่ คอร์รัปชั่น จริยธรรม อะไรต่างๆ แต่ทีเป็นเบื้องหลังจริงๆ ก็คือ จะเอาโลกาภิวัตน์หรือไม่


"ระบอบทักษิณ" จะนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้จริงหรือ
งั้นถามก่อนว่า ไอ้ระบอบทักษิณที่เขาว่ากันนี่ มันคืออะไร ผมไม่เห็นใครนิยามมันได้ชัดๆ

คนที่ออกมาพูดก็พูดเหมือนกันเลย ไม่เอาระบอบทักษิณ โค่นล้มระบอบทักษิณ มันหมายถึงอะไร อย่างตอนนี้บอกว่าโค่นระบอบทักษิณคือแก้รัฐธรรมนูญ เอารัฐบาลฯ พระราชทานลงมา งั้นโค่นระบอบทักษิณตรงนี้ก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพราะตามรัฐธรรมนูญนี้มันทำไม่ได้


คือมีปัญหาใหญ่อยู่ 2-3 ประการ คือพอเป็นธุรกิจการเมืองที่เข้มแข็ง ก็เข้าไปทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองหมดเลย หรือแม้แต่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างก้าวหน้าก็มีปัญหาความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน
เรื่องธุรกิจการเมืองมันมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยชวน บรรหาร ชาติชาย หรือกระทั่งยุค พล.อ.เปรม ด้วย แม้ว่าตอนนั้นท่านจะไม่มีผลประโยชน์อะไร ไม่ใช่เฉพาะตอนทักษิณ อันนี้ต้องยอมรับก่อนเป็นประเด็นแรก เพียงแต่จำนวนเม็ดเงินมันแตกต่างกัน วิธีการก็เหมือนกัน คือเอานักการเมืองท้องถิ่นเข้ามา เอาเงินเลี้ยง มีหัวหน้าก๊วน หัวหน้ามุ้งเล็กๆ รวมเป็นมุ้งใหญ่ รวมกันเป็นพรรคการเมือง แล้วแต่ละพรรคก็โยงใยกันขึ้นมาอยู่ในระบบสภา

ในกรณีพรรคไทยรักไทยมันแตกต่างตรงที่ว่า มุ้งที่ใหญ่ที่สุดเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด แล้วมันเปิดช่องให้พรรคมีขนาดใหญ่ มีปาร์ตี้ลิสต์ ถ้าเป็นพรรคเล็กไม่มีปาร์ตี้ลิสต์ เสร็จแล้วพอพรรคมันใหญ่ เม็ดเงินมันก็ใหญ่ตามไป กลุ่มของนายกฯ ทักษิณก็เป็นมุ้งหนึ่งในพรรคไทยรักไทย แต่เป็นมุ้งใหญ่ที่สุด และถ้าคุณทักษิณวางมือทางการเมืองจริงๆ ทั้งหน้าฉากหลังฉาก มันก็แตกมุ้งกันอีก แล้วก็ไปฟอร์มกันเป็นพรรคใหม่อีก อาจจะเป็นพรรค "ไทยรักชาติ" อะไรขึ้นมาก็ได้ หัวหน้าพรรคก็เปลี่ยนตัวเป็นนักธุรกิจการเมืองคนใหม่
 

ยังไงก็ตาม มันสร้างปัญหาใหญ่คือแทรกแซงองค์อิสระจนทำงานไม่ได้
การแทรกแซงมันมีจริง อันนี้เรารู้อยู่แล้ว ไม่มีใครปฏิเสธหรอก เป็นเรื่องที่เราต้องวิพากษ์วิธีการ เหตุนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันต้องย้อนหลัง มีภาพรวมทั้งอดีตและปัจจุบัน และภาพรวมในปัจจุบันมันต้องมีทั้งมิติเศรษฐกิจ และการเมือง ไม่ใช่มีแต่เพียงว่า ขายหุ้นได้กำไรแล้วไม่จ่ายภาษีอย่างนี้ มันชั่ว เรื่องมันไม่ใช่แค่นั้น หรือ ขายหุ้นชินคอร์ปซึ่งมีดาวเทียมและมือถือให้สิงคโปร์ไปแล้ว อย่างนี้มันขายชาติ

องค์กรอิสระเกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันไม่มีองค์กรตรวจสอบ  รัฐบาล ส.ส. นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ทำอะไรก็ได้ องค์กรที่จะตรวจสอบก็คือ ป.ป.ป. ในสมัยนั้น แต่ ป.ป.ป. ก็เป็นหน่วยงานในสำนักนายกฯ พอมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เลยตั้งองค์กรอิสระบานเลย สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมม กกต. อะไรเต็มไปหมด มีหน้าที่ต่างๆ กันไป

ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือ ถ้าเราไปดูในรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นว่ามันกำหนดที่มาขององค์กรอิสระไว้ค่อนข้างดีพอควร ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศในอเมริกา ยุโรป ที่เจริญแล้ว ของเราก็ค่อนข้างใกล้เคียง คือผ่านมาทางด้านสมาชิกวุฒิสภา ในกรณีของไทยก็เสนอโปรดเกล้าฯ ด้วย

แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซง วิธีการแทรกแซงไม่มีอะไรมาก คุณยึดกุมวุฒิสภาได้ ก็คุมได้หมดแล้ว เพราะวุฒิสภาเป็นผู้ที่ตั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย ฉะนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่วุฒิสภา ไม่ใช่อยู่ที่องค์กรอิสระว่ามันไม่ดี

แต่ต้องเข้าใจก่อนนะว่า ความคิดที่จะให้วุฒิสภาปลอดจากการเมือง ปลอดจากการแทรกแซงของพรรคการเมืองเป็นไปไม่ได้ แล้วเป็นความคิดที่ผิดด้วย สมาชิกวุฒิสภาอเมริกาก็สังกัดพรรคการเมือง ชัดเจนว่ารีพลับลิกัน เดโมแครต แต่ว่าระบบการเมืองเขาพัฒนามาเป็นร้อยปีแล้ว ถึงจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาฝ่ายเดียวกับประธานาธิบดีบุช มีเรื่องมีราวอะไรก็ยังด่ากันได้ ตรวจสอบกันได้ แต่อาจมีแนวโน้มว่า ถ้าเป็นพรรคเดียวกับบุชก็จะเสียงอ่อนหน่อย ถ้าไม่ร้ายแรงจริงๆ ก็อาจไม่ออกมา
 

แล้วองค์กรอิสระของเขาเป็นยังไง
ในอเมริกาเอง การตั้งองค์กรอิสระผ่านสมาชิกวุฒิสภาก็ทะเลาะกันเละเหมือนกัน จะเอาคนของตัวเข้ามาเหมือนกัน มันไม่ได้ต่าง การเมืองมันเข้าไปแทรกตลอด

มีการพูดตลอดว่า กรรมการชุดนี้มีแนวโน้มเป็นรีพลับริกัน กรรมการชุดนี้มีแนวโน้มเป็นเดโมแครต แม้กระทั่งศาลสูงสุด ประธานาธิบดีก็เป็นคนเสนอชื่อต่อสภาคองเกรสให้ตั้งนะ ก็ต่อรองกันน่าดูว่า จะเอาประธานคนไหนขึ้นมานั่ง ก็จะรู้กันในวงการแล้วว่า ผู้พิพากษาคนนี้หัวอนุรักษ์นิยม คนนี้หัวเสรีนิยม

ในเมืองไทย ถ้าจะไปบอกว่า องค์กรอิสระ หรือสมาชิกวุฒิสภาไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงเลย มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องเกิดขึ้นแน่ เพียงแต่ว่าช่วงที่ผ่านมา การเข้าไปกุมวุฒิสภาของฝ่ายการเมืองค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ พอเบ็ดเสร็จแล้วมันเลยไม่ function

แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็ต้องโทษสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่กำหนดการได้มาซึ่งวุฒิสภาว่า จะไม่ให้วุฒิสภามีสังกัด องค์กรอิสระมีการเมืองแทรกแซง ต้องอิสระอย่างแท้จริง เพื่อจะตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดย 1.ห้ามหาเสียงเลือกตั้ง 2.ห้ามสังกัดพรรคการเมือง แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ 3.ห้ามสมัครติดต่อกัน 2 สมัย 4.สมาชิกวุฒิสภา ถ้าหมดสมัยก็หมดพร้อมกันเลยทั้งเซ็ต ทั้งที่ความจริงสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่จะมีอายุ 6 ปี แล้วค่อยๆ ทยอยออกทุกๆ 2 ปี ฉะนั้นในช่วงเวลาหนึ่งก็จะเป็น 2 ใน 3 ของวุฒิสภาที่จะเป็นสมาชิกเก่าที่มีประสบการณ์ แต่โละทั้งแผง ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่จากศูนย์
 

มันจะแก้ปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นอยู่นี้ได้ยังไง
ก็ตรงนี้ไง ให้มันชัดขึ้นมาว่า สมาชิกวุฒิสภา ใครเป็นไทยรักไทย ใครเป็นฝ่ายค้าน ให้มันเห็นๆ กันเลย แล้วเวลาโหวตก็รู้เลย ใครอยู่กับใคร หรือใครอิสระ ไม่ได้บอกให้ต้องอยู่กับพรรคการเมือง แต่อย่าไปห้ามเขาสังกัดพรรค ฉะนั้นคนปกติทั่วไปก็ลงได้ ถ้าอยากจะลง คือการเมืองมันมีแน่ แต่ทำให้การเมืองมันเห็น

 

ถ้าการเมืองในสภาชัดเจนขึ้นมันจะช่วยอะไร
มันจะได้รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน แล้วการแทรกแซงก็จะเห็นชัดขึ้น คุณก็ด่ากันง่ายขึ้น ประชาชนจะได้ตรวจสอบ เพราะวุฒิสภาใครจะไปตรวจสอบเขาได้ แต่ทุกวันนี้มันไม่รู้เลย ใครเป็นใคร ใครรับเงินรัฐบาลบ้าง หรือมันอาจพอรู้ แต่มันเอ่ยชื่อได้ไหม

ฉะนั้น เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระมันมีมานาน แล้วรัฐธรรมนูญก็ไม่ถูก จะบอกไม่ให้มีเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่ทำยังไงให้มันโปร่งใส ให้มันชัด และพอการเมืองมันผ่านไปเรื่อยๆ นานๆ เข้า ความเป็นวุฒิสภา การสั่งสมประสบการณ์ มันก็จะทำให้ทำงานของมันเอง เหมือนในอเมริกา ถึงแม้จะอยู่พรรคเดียวกันก็ตรวจสอบกันได้

แต่การแทรกแซงที่ว่าแทรกแซงวุฒิสภามากมาย ก็ไม่ได้ 100% ที่ผ่านมากฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เข้าวุฒิสภาก็ติดขัดหลายฉบับ ถูกตีกลับหลายฉบับ
 

อย่างนั้นแล้ว อาจารย์เห็นด้วยกับวาระเร่งด่วนในการปฏิรูปการเมืองรอบ 2 หรือเปล่า
มันยังไม่เคลียร์ว่า เขาจะปฏิรูปอะไร แต่ที่เขาชูๆ กันมา มันมีแนวโน้มจะไปสู่ยุคก่อนปฏิรูปการเมืองเสียอีก มันจะถอยหลัง เช่น ถ้าคุณไปปลดล็อก 90 วันให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ อย่างนี้คุณก็จะได้พรรคเล็ก แล้วก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมอย่างสมัยก่อน ซึ่งนายกฯ ไม่มีอำนาจ แต่กลุ่มก๊วนการเมืองมีอำนาจ

ก็ดูสิว่าสมัยชวน สมัยบรรหาร การเมืองเป็นยังไง เละตุ้มเป๊ะรึป่าว ที่คุณทักษิณพูดก็ถูกว่า ถ้าจะย้อนหลังไปก็เป็นระบบ "เกี้ยเซียะ" ก็คือ อยากได้อะไรก็เคาะประตูห้องนายกฯ ถ้าไม่ให้ก็ไปป่วนในสภา แล้วรัฐบาลก็จะล้ม อยู่ได้ไม่ครบ 4 ปี ก่อนปฏิรูปการเมืองมีรัฐบาลไหนอยู่ครบ 4 ปีบ้าง ไม่มี


แต่ล็อก 90 วันก็มีปัญหา ทำให้ส.ส.ไม่อิสระ ต้องอยู่ใต้อำนาจพรรค
ก็ไม่อิสระที่จะย้ายพรรคไง ไม่อิสระที่จะต่อรองเอาผลประโยชน์จากหัวหน้าพรรค แต่ถ้าให้ย้ายพรรคได้ มันถอยหลังชัดเจน ให้นักการเมืองใหญ่กว่าพรรค เฉพาะตรงนี้ก็แย่แล้ว

แล้วนักการเมืองที่มาจากก๊วนเล็กก๊วนน้อย เป็นกลุ่มผลประโยชน์ ทำงานไม่เป็น คนที่ได้ประโยชน์คือข้าราชการเทคโนแครต พวกปลัดกระทรวง อธิบดี นักการเมืองจะต้องถามข้าราชการว่า จะต้องทำอะไรบ้าง อะไรก็ตามที่ข้าราชการไม่เห็นด้วยรัฐมนตรีก็ไม่กล้าทำ เพราะไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด มันก็กลับไปสู่ระบบการเมืองที่อ่อนแล้วทุกคนก็ได้ประโยชน์

แล้วโดยรวมข้อเสนอก็ไม่ชัดเจน ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะถอยหลังลงคลอง แต่ถ้าการปฏิรูปการเมืองเจาะจงเฉพาะการปรับปรุงเรื่องสมาชิกวุฒิสภา และกระบวนการคัดสรรองค์กรอิสระ อันนั้นน่าจะดีขึ้น แต่ว่าถ้ามันแก้แล้วก็จะถูกผนวกไปหมดทุกเรื่องรวมมิตร จะแก้บางจุดไม่แก้บางจุดคนที่ไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ยอมอีก

พูดกันแต่จะปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการเมือง ถามว่าแล้วคุณควบคุมได้ไหมว่า จะปฏิรูปเฉพาะส่วนที่จะทำให้ดีขึ้น ไอ้ที่ปฏิรูปแล้วเลวลงจะกันมันออกได้รึปล่าว มีการันตีไหม


แต่กระบวนการมันต้องมีส่วนร่วมจากหลายๆ ฝ่าย ช่วยกันพิจารณา
ก็หลายฝ่ายนั่นแหละ แต่คนที่ยกมือรับไม่รับคือใคร ส.ส. กับ ส.ว.


อาจารย์คิดว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ถึงทางตันที่ต้องนำไปสู่นายกฯ พระราชทานแล้วหรือยัง
มันตันแล้ว ซึ่งนายกฯ พระราชทานจะลงมายังไง ถ้าคุณไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ
 

ปัญหาของนายกฯ พระราชทานคืออะไร แล้วมีทางออกอะไรหรือไม่ที่จะไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ
นายกฯ พระราชทาน มีปัญหาเพราะว่า 1. กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีช่องให้ จะตั้งนายกฯ ต้องมีสภา สภาไม่มีจะตั้งนายกฯ ได้ยังไง

มันมีช่องอยู่นิดเดียว คือ นายกฯ รักษาการพระราชทาน ซึ่งเป็นข้อเสนอของอธิการบดีธรรมศาสตร์ คือให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการด้วยตัวเอง แล้วก็ตีความทางกฎหมายว่า เกิดช่องโหว่ทางการเมือง ก็ให้ตั้งรักษาการนายกฯ พระราชทาน แต่อันนั้นก็หมิ่นเหม่ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือ ถ้านายกฯ ทักษิณลาออก รองนายกฯ คนอื่นๆ ก็ขึ้นมารักษาการแทน

นี่คือตามตัวหนังสือ แต่ถ้าคุณจะเล่นแบบศรีธนญชัย ใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ .... ก็เอา ถ้าคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความหมาย จะเล่นยังไงก็ได้ แต่ในความเห็นของผม นายกฯ พระราชทาน หรือรักษาการนายกฯ พระราชทาน มันขัดรัฐธรรมนูญ ต่อให้อ้างมาตรา 7 ก็ไม่ได้ แล้วถ้าคุณจะเอาตรงนี้มันต้องฉีกรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ฉีกมันก็ฉีกได้หลายวิธี เอาทหารออกมา แล้วประกาศยกเลิกเลยก็ได้ แล้วมีธรรมนูญการปกครองแทน เหมือนสมัย พล.อ.สุจินดา (คราประยูร) มี 19-20 มาตรา โอเคจบ นายกฯ จะเป็นใครก็ได้ เป็นทหารหรือเบื้องบนจะส่งลงมาก็แล้วแต่ จากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับไปเลย ใช้เวลาอีก 1-2 ปีแล้วก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ อันนี้ก็ย้อนยุคไปสมัยสุจินดา ทำมา 14 ปียังเหมือนเดิม ถ้าตอนนั้นผมมีลูก ลูกอยู่มัธยมแล้วประเทศไทยยังเหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็น Pattern เดียวกับหลัง 14 ตุลาเหมือนกัน 20-30 ปีก็ยังเหมือนเดิม ร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่นั่นแหละ รัฐธรรมนูญดีแต่ได้นายกฯ ไม่เป็นที่พอใจก็ฉีกมันทิ้งเลย


แล้วทางออกควรจะเป็นยังไง
ผมก็ไม่รู้ ไม่มีทางออก แต่ดูแล้วนายกฯ ทักษิณคงอยู่ยาก ถ้าท่านไม่ยอมออกเกาะเก้าอี้แน่น ยอมตายคาเก้าอี้ ก็อาจจะมีเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งมาแล้วสภามีพรรคเดียว มันก็คงถูกมองว่าเป็นสภาโจ๊ก แล้วจะถูกด่า ถูกต่อต้านไปอีกยาว ปกครองยาก ทำงานไม่ได้

แต่จริงๆ มันมี 2 step คือ stepแรก จะถึงวันที่ 2 เมษารึเปล่า ระหว่างนี้จะถูกยึดอำนาจ หรือนายกฯ ทักษิณถูกเรียกเข้าไปข้างในแล้วบอกให้ลาออกรึเปล่า 19 ล้านเสียงไม่มีความหมายหรอกถ้า 1 เสียงบอกให้ไปเถอะ แล้วก็มีนายกฯ รักษาการ ถ้าไม่ล้มกระดานก็อาจใช้วิธีเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 30 วัน แล้วพรรคฝ่ายค้านกลับมาลงเลือกตั้ง มันก็จะไปได้

แต่ผมดูแล้วมีแนวโน้มจะล้มกระดานสูง เพราะตอนนี้ทุกคนจะเอานายกฯ พระราชทานหมดแล้วนี่ ทุกคนเรียกร้องให้ฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว แม้กระทั่งหมอเสม (พริ้งพวงแก้ว) หมอประเวศ (วะสี) ระพี สาคริก พวกที่เคยบอกว่ารักประชาธิปไตย พวกที่เคยเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ม็อบก็ใช่ สนธิก็ใช่ จำลองก็ใช่ เรียกร้องจะเอานายกฯ พระราชทาน ตอนนี้คนที่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่คนเดียวคือ คุณทักษิณ

คงฉีกรัฐธรรมนูญแน่ ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ทหารปฏิวัติ แต่เป็นงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันนี้ก็จะย้อนหลังไปปี 2476 เลย ถ้าอ่านประวัติศาสตร์จะเห็น นายกรัฐมนตรีคนแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา มีปัญหากับสภา สั่งปิดสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและไม่บอกมาตราไหนด้วย ปกครองแบบนั้นอยู่เป็นปี จนเกิดปฏิวัติขึ้นมาโดยพระยาพหลฯ แล้วพระยามโนปกรณ์ฯ ต้องหนีไปอยู่มาเลเซีย

พวกนี้เกลียดทักษิณ จะเอาออกให้ได้ โดยไม่ดูว่า กติกามันมีรึเปล่า ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็ได้ เอานายกฯ พระราชทานก็ได้ แต่ขอโทษที ต้องรบกวนเบื้องสูงอยู่เรื่อย ไม่อายกันบ้างรึไง พัฒนาการเมืองมาตั้ง 40-50 ปี แก้ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ทุกที ประชาชนไทยเหมือนเด็ก 3 ขวบ ทะเลาะกัน ชกกัน แล้วแก้ไม่ได้ ร้องไห้บอกพ่อลงมาช่วยห้ามมวยด้วย ร้องหาพ่อทุกที กฎกติกามีก็ไม่ทำตาม พ่อก็ต้องลงมาช่วยทุกที


อาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ก็พูดประเด็นนี้ว่า ถึงที่สุดแล้วในการต่อต้านทักษิณนี้มันจะทำลายระบบ และไปสู่นายกฯ พระราชาทาน ซึ่งก็มีบางส่วนของสังคม หรือแม้แต่บางส่วนของกลุ่มพันธมิตรเองก็ตามที่ไม่อยากไปสู่จุดนั้น แต่มันไม่มีทางออก ช่องทางมันปิดหมด ขณะที่สถานการณ์ก็ไปไกลเกินกว่าจะถอย
ก็คุณเล่นเกมยังไง เล่นจนจะพัง ถ้าฉีกรัฐธรรมนูญ หรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราก็ต้องอยู่ในสภาพนี้อย่างน้อยปีหนึ่ง แล้วแก้รัฐธรรมนูญออกมาแล้วก็ไม่รู้จะเลวลงหรือเปล่า

 

มองในแง่ดีกระบวนการภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวได้สร้างความตื่นตัวทางการเมืองครั้งใหญ่ให้สังคมอีกครั้ง มันอาจจะช่วยให้การเมืองไทยพัฒนาไปอีกขั้น?
ผมว่ามันกำลังทำลายแล้วฉีกรัฐธรรมนูญอย่างนี้ จะเอารัฐบาลพระราชทาน ถึงขนาดให้มีทหารออกมา ใช่ไหม หรือคุณจะเถียงอีก ไอ้พวกนี้อยากให้ทหารปฏิวัติยึดอำนาจ แล้วเอารัฐบาลพระราชทาน


แต่มันมีหลายสายภายใต้กลุ่มเดียว ไม่เป็นเอกภาพ
ก็นั่นแหละ แล้วมันจะรวมกันอยู่ได้ยังไง แล้วถ้าใครจะเอาทหารออกมาปฏิวัติ เป็นเผด็จการ คุณก็ต้องไล่มันออก จะไปร่วมกับมันทำไม
 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถึงจุดนี้ ตอนที่คัดค้านกันแรกๆ ก็เพียงเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เพราะประเด็นปัญหา "จริยธรรม" แต่นายกฯ ก็ไม่ออก อาจารย์มองประเด็นจริยธรรมยังไง
มันเป็นแค่เกมการเมือง ย้อนถามว่าไอ้พวกที่พูดมันมีจริยธรรมสักแค่ไหน


อาจารย์มองว่ามันคือเกมการเมือง
เกมการเมืองเท่านั้นเอง เล่นตรงนี้เพราะเห็นตรงนี้เป็นจุดอ่อน คุณหมายถึงพรรคฝ่ายค้านใช่ไหม หรือฝ่ายต่อต้าน
 

หมายถึงทั้งหมดทุกฝ่ายที่ชูประเด็นจริยธรรม กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดสินจริยธรรมผู้นำ ผู้นำจำเป็นต้องมีจริยธรรมไม่ใช่หรือ
ไม่มีจริยธรรมยังไง ไม่เสียภาษีใช่ไหม ก็กฎหมายมันเปิดช่อง ก็ไปแก้กฎหมายสิว่า ต่อไปนี้ซื้อขายหุ้นโดยส่วนบุคคลมีกำไรต้องเสียภาษี อันที่จริงกฎหมายนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ที่ขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี ค้านไปตั้งแต่แรกแล้ว มันดันออกมา แต่นี่เป็นกฎหมายที่ปล่อยกันมาตั้งนานแล้ว และคนอื่นเขาซื้อขายกันมาตั้งเยอะโดยที่ไม่เสียภาษีเลย มากกว่านี้ด้วยซ้ำ มือถือที่ถูกซื้อไปแล้วก็คือ ดีแทค โดยบริษัทเทเลนอร์ของนอร์เวย์ วิธีการเหมือนกันเลย ทำไมไม่เห็นต่อต้าน นั่นก็สัมปทานขององค์การสื่อสารของประเทศไทย แต่คราวนี้ทำไมต่อต้านกันจัง กลัวทุนสิงคโปร์ไม่กลัวทุนนอร์เวย์เหรอ

ฝ่ายต่อต้าน ม็อบลองไปดูบางคนขายหุ้นก็ไม่ได้เสียภาษี หนังสือพิมพ์มติชน บางกอกโพสต์ เดอะเนชั่น อยู่ในตลาดหุ้น คนที่ถือหุ้นพวกนี้ขายหุ้นได้กำไรก็ไม่ได้เสียภาษีเหมือนกัน นี่คือช่องโหว่ของกฎหมาย

แต่นายกฯ ไปใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเลี่ยงการจ่ายภาษี ซึ่งมันก็แย่ ผมรู้สึกว่ามันแย่ มันก็เป็นจุดพลาดของแก ผมว่าแกก็แย่ จริงๆ ไม่มีความจำเป็นต้องไปหลบเลี่ยงภาษีเลย ให้ตายเถอะ ถึงหักภาษีแล้วก็ยังรวยเละ แกไม่น่าทำ ไม่น่าเลี่ยงภาษีอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งด่าตรงนี้ มันโอเค

แล้วการแก้กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม คนที่ตั้งเรื่องแก้ก็คือรัฐบาลชวน คนเสนอให้แก้ก็คือ บริษัทเอกชน 4-5 แห่งที่เขาต้องการเพิ่มทุน แล้วมันก็ยืดเยื้อมาจนรัฐบาลนี้
 

แก้สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติจาก 25% เป็น 49% น่ะหรือ
ใช่


แสดงว่าอาจารย์ไม่ได้มองเหมือนคนอื่นๆ มองว่ามันเป็นการแก้กระชั้นชิดเพื่อรองรับธุรกรรมของนายกฯ
คนที่ต่อต้านมันก็จับแพะชนแกะ แล้วก็ออกมาในรูปนี้ คุณต้องมองภาพทั้งหมด ต้องรู้ประวัติแล้วก็จะรู้เองว่าเหตุการณ์ที่ออกมาเป็นการเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาปะติดปะต่อเป็นเรื่องขึ้นมา แต่ถ้าเอาข้อมูลมายันกันนะ มันก็ตกเกือบหมด

แต่ประเด็นเรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงวุฒิสภา อันนี้ต้องด่ามากๆ ต้องช่วยกันด่า เพื่ออะไร เพื่อให้มันพัฒนา ให้รู้ว่าวุฒิสภาควรเป็นอิสระจากการเมืองระดับหนึ่ง เพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตรวจสอบสภาผู้แทนราษฎรไปในตัวด้วย แต่จะบอกว่าคุณแทรกแซงแล้วต้องออกไปเลย มันไม่ได้ เหตุผลมันไม่พอ

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน เป็นประชาธิปัตย์ ผมก็เชื่อว่าเขาจะแทรกแซงวุฒิสภา เพราะมันเป็นการเมือง


ด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่เอื้อ
ด้วยธรรมชาติของนักการเมือง เพราะมันไม่อยากให้ใครเอาไฟมาส่อง เพราะส่องแล้วกินข้าวไม่สะดวก เพราะฉะนั้นต่อให้ไม่ใช่รัฐบาลทักษิณมันก็ต้องแทรกแซง


ถ้าอย่างนั้นขอข้ามไปประเด็นเศรษฐกิจ อาจารย์ช่วยวิเคราะห์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลทักษิณหน่อยว่าที่ผ่านมามันเป็นยังไง
รัฐบาลคุณทักษิณก็มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า จะให้ประเทศไทยเจริญไปในระดับเดียวกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน แล้ววิธีการที่เขาจะทำก็คือ การเปิดเสรีการค้า การลงทุน ผ่าน WTO, FTA  แล้วก็ปรับโครงสร้างต่างๆ เปิดตลาดให้การแข่งขันจากต่างประเทศเข้ามา แล้วการแข่งขันจะบีบให้ผู้ประกอบการไทยต้องถีบตัวเอง

ในแง่นี้พอเปลี่ยนมันก็จะค้าขายได้มากขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วคุณทักษิณก็ โฟกัสอยู่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยเจริญหรือไม่


อย่างนี้ก็เข้ากับ concept ของอาจารย์ว่ามันคือทุนนิยมที่พัฒนาแล้วหรือเปล่า
ทุนนิยมที่เจริญแล้วมันต้องมีอย่างอื่นด้วย มันไม่ใช่มีจีดีพีเยอะๆ อย่างเดียว มันต้องมีกระบวนการเสริมอื่นๆ ด้วย ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ คือ เมกะโปรเจกต์ที่จะทำอยู่ ต้องยกเครื่องใหม่หมด ระบบรถไฟฟ้า ถนนหนทาง สนามบิน ท่าเรือ มันจะเจริญไม่ได้ถ้าไม่มีของพวกนี้ ระบบกฎหมาย ระบบภาษี ภาษีนำเข้าสูงมากก็ต้องทยอยลด การส่งออกที่มันติดกฎเกณฑ์สารพัดอย่าง การลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามา การจ่ายใต้โต๊ะต้องมีน้อยหรือไม่มี แล้วกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยกระดับขึ้น ที่มีมูลค่าต่ำก็ต้องขยายไปสู่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น


ถ้าวิชั่นทางเศรษฐกิจชัดเจนแบบนี้ แต่ระบบการบริหาร การเมืองมีปัญหาผูกขาดอย่างที่เห็น มันจะไปกันได้ไหม มันจะผลักดันไปสู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่พัฒนาแล้วอย่างที่อาจารย์ว่าได้หรือ
การเมืองที่ยังมีปัญหาอยู่ขณะนี้ คือมีวุฒิสภาที่ยังไม่สมประกอบ องค์กรอิสระยังไม่ทำงานเต็มที่อย่างที่บอก  และที่สำคัญคือ คนยังไม่เข้าใจยุทธศาสตร์พวกนี้ 

แต่โครงสร้างทางการเมืองกับเหตุการณ์ทางการเมืองคนละอันกันนะ โครงสร้างทางการเมืองในภาพรวมตามรัฐธรรมนูญนี้ ผมว่า 90% โอเคนะ หมายถึง โครงสร้าง วิธีการปฏิบัติ หลักกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ตั้งแต่การเลือก ขึ้นไปถึงศาล ถึงสภา ผมว่าโอเคแล้วกับการพัฒนาทุนนิยม  มันติดปัญหาอยู่ 5-10% ก็มาแก้กันที่องค์กรอิสระ ที่วุฒิสภา

แต่การเล่นหรือการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโลกาภิวัตน์อย่างแน่นอน
 

แสดงว่าอาจารย์มองว่า การจะไปสู่โลกาภิวัตน์หรือไม่นี้ขึ้นอยู่ที่ตัวทักษิณเลยหรือ
เอาอย่างนี้ ถ้าคุณเอาทักษิณออกจะมีใครทำอีก หรือต่อให้มีคนใหม่ขึ้นมา ใครจะกล้าทำอย่างนี้อีก ถ้าทำแล้วถูกต่อต้าน เปิดเอฟทีเอ ดับเบิลยูทีโอ เพิ่มสัดส่วนให้ต่างชาติถือหุ้นได้ ถูกด่าว่าขายชาติหมด ใครจะกล้าทำอีก


อาจารย์มองว่ามันเป็นไม่ได้ที่จะไม่เอาเรื่องเหล่านี้
ก็ต้องถามคนที่ต่อต้านว่า คุณเชื่อว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่าล่ะ แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็อาจจะได้นะ คุณจะอยู่อย่างนี้ก็ได้ แต่คุณก็เป็นฟิลิปปินส์ เป็นพม่า มันไม่มีใครที่ไม่เอาโลกาภิวัตน์แล้วจะอดตาย มันไม่ถึงขนาดนั้น แต่คุณก็จะอยู่อย่างด้อยพัฒนา แล้วตอนนี้มันมีคำพูดในหมู่คนต่างชาติที่ผมรู้จักกันแล้วว่า TPI

ประเทศไทย TPI ไม่ใช่ TPI ของคุณประชัย (เลี่ยวไพรัตน์) นะ แต่เวลาพูดถึงเอเชีย พูดถึงอาเซียนจะมี 3 ประเทศ TPI คือ Thailand Philippines Indonesia เขาจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้

นั่นคือทิศทางสังคมไทยจะเอาหรือไม่เอาโลกาภิวัตน์

แต่ถ้าพูดถึงพลังทางการเมืองของสังคมที่กำลังสู้กันอยู่  มันเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่าง คนในชนบทฝ่ายหนึ่ง กับพวกชนชั้นนำในเมืองทั้งหมดอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่พวกจารีตนิยม พวกนายทุนเก่า ชนชั้นกลางที่มีการศึกษา นักศึกษา นักวิชาการ ประเด็นคือ เอาหรือไม่เอาทักษิณ

สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะ 3-5 ปีก็คืออันนี้ ชนชั้นกลางในเมืองจำนวนมากสูญเสียสถานภาพ สูญเสียอำนาจมาโดยตลอด พวกจารีตนิยมก็ถูกลดความสำคัญลง กลุ่มทุนเก่าผูกขาดก็เสียผลประโยชน์จากการเปิดเสรี FTA กลุ่มนักวิชาการ เทคโนแครต ก็เสียสถานภาพ ถูกกด จากเมื่อก่อนนี้สมัยประชาธิปัตย์ รัฐบาลตัวจริงคือ เทคโนแครต นักการเมืองก็ต้องถามท่านปลัดมีเรื่องอะไรให้ทำมั่ง คนบริหารประเทศคือ ปลัดกระทรวงกับอธิบดี มาถึงสมัยนี้ พวกนี้ถูกทำลายอำนาจไปหมด ถ้าไม่ทำตามปลดออก ย้ายออก ย้ายข้ามกระทรวงยังได้ เมื่อก่อนย้ายข้ามกระทรวงต้องฆ่ากันตาย นักวิชาการก็กลายเป็นแค่คนสอนหนังสือ ไม่มีราคาเลย จากที่เคยเป็นที่ยอมรับของนักการเมือง กลุ่มมุ้งการเมืองรุ่นเก่า สมัยก่อนมีอำนาจมาก เพราะพรรคการเมืองเล็ก มีหลายพรรค ฉะนั้น ที่ทักษิณทำมาตลอด 5 ปีคนในเมืองเสียทั้งนั้น

กลุ่มเหล่านี้เสียประโยชน์จากการเมืองใหม่ที่เปิดช่องให้ประชาชนระดับล่างได้เลือกนายกฯ โดยตรงผ่านปาร์ตี้ลิสต์ คุณดูพรรคการเมือง ดูปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 คือใคร ก็เท่ากับเลือกนายกฯ แล้วใบเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์กับ ส.ส.เขตก็กาแยกกัน ฉะนั้น นายกฯ คนนี้จึงเป็นคนที่มาจากเสียงของคนข้างมากทั่วประเทศ แล้วนายกฯ คนนี้เขาเข้ามาก็เอาประโยชน์ไปให้คนชั้นล่าง แต่ประโยชน์จะยืนยาวหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งโครงการเอื้ออาทร กองทุนหมู่บ้าน เงินกู้ ต่างๆ คนชั้นล่างได้ประโยชน์เป็นครั้งแรก แต่เขาจะหายจนหรือเปล่า มันอีกเรื่อง


แล้วอาจารย์มองยังไง
คนอาจจะมองในแง่ของคนในเมืองก็ได้ เฮ้ย มันเป็นการติดสินบนซื้อใจ หลอกชาวบ้านให้มาเลือก แต่ถ้าคุณมองจากมุมชาวบ้าน พวกอยู่ในชนบท ชนชั้นล่างในเมือง ไม่เคยมีอำนาจอะไรเลย ถูกตำรวจรังแกตลอด ถูกคนรวย คนชั้นกลางกดหัวมาตลอด ไปสถานที่ราชการก็ถูกกดหัวมาตลอด พรรคการเมืองมาให้ประโยชน์ก็ตอนเลือกตั้ง แจกเงิน จะเอาลูกเข้าโรงเรียน ไม่มีเงินก็ต้องไปขอ ส.ส. ชีวิตแทบจะไม่มีอะไรเลย

ระยะเวลา 30 40 ปี 60 ปี ที่ผ่านมาชาวบ้านอยู่อย่างนี้ ไม่เคยได้อะไร แต่อยู่ๆ ปุ๊บก็มีกองทุนหมู่บ้านเข้ามาแล้ว มี 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ก่อนนี้เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลรัฐ รอตั้งแต่เช้าถึงเย็น ค่ายาทุกบาทคุณต้องออกเอง ร้อย สองร้อย ห้าร้อย คนชั้นกลางอย่างเรา มันไม่ใช้หรอก  โหย มันแย่ มันห่วย เราไม่จำเป็นต้องใช้เราก็เลยไม่เห็นความสำคัญ

คนในเมืองมันไม่เคยเข้าใจคนชั้นล่าง ที่ชีวิตมัน ขอโทษนะ "โคตรทุกข์" ชาวบ้านข้างล่าง ไม่มีอะไรประกันเลย เจ็บป่วย การศึกษา ทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ แต่แล้วมาวันนี้ 5 ปีมานี้ ทักษิณก็ให้เขา 30 บาทรักษาทุกโรค พักชำระหนี้ ให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย บ้านเอื้ออาทร เป็นครั้งแรกที่เขาได้
 

แต่มีความกังวลไม่น้อยเลยว่า เขาบอกว่าในระยะยาวการเปิดเสรี หรือการผลักดันประเทศไปสู่โลกาภิวัตน์ สุดท้ายแล้วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายคนรากหญ้า
นี่คือความเข้าใจผิด อันนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์อ้างมาตลอดว่า โลกาภิวัตน์ทำร้ายคนจน


จริงๆ ไม่ใช่
มันจะทำร้ายหรือไม่ทำร้าย ขึ้นอยู่กับการบริหารของรัฐบาล ไม่ใช่การค้าเสรีอย่างเดียว ตัวทุนนิยมเอง capitalism หรือโลกาภิวัตน์ มันไม่เห็นแก่หน้าคนจนหรือคนรวย นี่คือสิ่งที่คนไม่เข้าใจธาตุแท้ของทุนนิยม ไม่ได้ไปอ่านเศรษฐศาสตร์การเมืองจริงๆ


แต่ว่าคนรวยมีอำนาจ มีโอกาสในการเข้าถึงทุกอย่างมากกว่า
มันไม่เกี่ยวหรอก คุณกำลังพูดถึงทุนนิยมโลกาภิวัตน์สิครับ ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาด ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันกันนี่นะ คนที่จะอยู่ได้ คนที่จะรวยได้มันต้องเก่ง มันต้องลดต้นทุน ผลิตสินค้ามีคุณภาพ มันถึงจะครองตลาดได้ ถ้าใครมาทำได้มันก็ได้ไป ดังนั้น ต่อให้คุณเป็นทุนใหญ่ ต้นทุนคุณแพง สินค้าคุณห่วย แล้วรัฐบาลไม่คุ้มครองนะมันเจ๊ง เดี๋ยวรายใหม่ก็เข้ามา

ธาตุแท้ของทุนนิยมมันไม่เห็นแก่หน้าใคร เพราะเหตุนี้มันจึงมีการเพิ่มการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้า ประเทศที่มันเจริญแล้วมันจึงรวยขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันมีการแข่งขัน รายเก่าไป รายใหม่มา 20-30 ปีที่แล้วบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ไอบีเอ็ม แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะมันมีการแข่งขัน

ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า พอมีการพัฒนามีการแข่งขัน นายทุนคนชนะก็รวย คนแพ้มันก็เจ๊ง ทีนี้รวยแล้วทำยังไง รวยแล้วก็ต้องกระจายความรวยให้คนอื่น นี่คือหน้าที่ของการเมือง

โลกาภิวัตน์ และระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่มีหน้าที่ และมันไม่ต้องการที่จะกระจายความรวย มันมีหน้าที่สร้างความรวย แต่คนที่จะเอาความรวยนี้ไปกระจายให้คนอื่นคือรัฐบาล รัฐบาลต้องจัดเก็บภาษี ต้องจัดระบบต่างๆ ที่ทำให้คนรวยนั้นแบ่งมาให้คนอื่นอย่างถูกกฎหมาย

ประเทศอื่นเขาไปกับโลกาภิวัตน์แล้ว ทำไมเขาไม่เห็นต้องกลัวว่าคนจนประเทศเขาจะต้องซวย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายก็คือ เมื่อเปิดตลาดโลกาภิวัตน์ขึ้นมาแล้ว มีทุนนิยมขึ้นมาแล้ว รัฐบาลมันห่วย ถูกครอบงำด้วยคนไม่กี่ตระกูล ก็ไม่กระจายความรวย คนก็ต้องไปด่ามัน ไปด่ารัฐบาล ด่านักการเมือง ไม่ใช่ไปด่าโลกาภิวัตน์

ถ้าคุณไม่เอาโลกาภิวัตน์ ไม่เอาการค้า ไม่เอาต่างชาติ คุณไม่มีทรัพย์สินจะเอามาแจก คุณไม่มีความรวยไปแจก คุณต้องสร้างความรวยก่อน แล้วเอาไปแจก นี่คุณเล่นไม่ทำอะไรเลย

ระบบสังคมนิยมมันเจ๊งเพราะอะไรรู้ไหม มันไม่ได้ผลิตอะไร พอไม่ได้ผลิตอะไร มันไม่มีรายได้ พอไม่มีรายได้ทุกคนก็จนเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นคุณต้องสร้างมันขึ้นมาก่อน แล้วหาวิธีการที่จะกระจาย ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ทำไมไม่ออกวะประเทศไทย เราไม่กล้าออกเพราะมันกระทบคนรวย

 

....................................................................................

สัมภาษณ์ รศ.ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
9,10 มีนาคม 2549

 

Comments

janny

ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก น่าจะนำมาพิจารณาตั้งนานแล้ว อย่าให้ช่องว่างถ่างออกไปมากกว่านี้อีกเลย

อ่อน

ทุนนิยมล้าหลัง ทุนนิยมก้าวหน้า ทุนนิยมสามานย์ สามตัวนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะเจออะไร
FTA ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เราจะปฏิบัติตัวอย่างไรเราจึงจะไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ไม่มีใครปฏิเสธความเจริญ และต้องมุ่งสู่ความเจริญ แต่เจริญแล้วต้องคำนึงว่าต้องได้มากกว่าเสีย
ได้มากกว่าเสีย ไม่ใช่ได้เงินมากในรูปของการเกินดุลการค้า ไม่ใช่การเติบโตของGDP ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย
การกระจายให้แก่ชนชั้นล่างไม่ใช่กระจายแบบบริโภคนิยมแล้วระทมหนี้ดังเช่นวันนี้
ท่านอาจารย์ดูเหมือนจะรอบคอบในเรื่องของกรอบคิดทางการเมือง กรอบคิดทางรัฐศาสตร์ แต่กรอบทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ท่านน่าจะละเอียดมากกว่านี้
ไม่เอทักษิณจะเอาใคร
ไม่เอาทุนนิยมแล้วจะเอาอะไร
ต้องยึดรัฐธรรมนูญโดยปล่อยให้คนที่ข่มขืนรัฐธรรมนูญมันมีชีวิตยืนยาวต่อไป
ในเมื่อท่านก็รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน ทำไมจะแก้ไม่ได้
อยากได้ทุนนิยมก้าวหน้า แล้วอย่าไปกลัวการรื้อสร้าง
ผมเชื่อว่าการต่อสู้ของประชาชนผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่า ประชาชนฉลาดขึ้นครับ
และที่สำคัญผมก็เชื่อว่าแกนนำสนามหลวงไม่ได้มีแต่สนธิ-จำลองเท่านั้นหรอก
ถ้ากลัวผีสนธิ-กรุณาอยู่บ้านเฉยๆ

ศิษย์เก่า

ผมทราบแล้วครับว่า
ทำไม"ธรรมศาสตร์และการเมือง"จึงสูญสิ้น
และทราบเป็นอันดับต่อมาแล้วครับ..ว่า...
ทำไม "ธรรมศาสตร์" จึงตกต่ำ
ขอโทษนะครับ อยากทราบประวัติคนๆนี้ด้วยครับ หากใครรู้จัก
(ไม่อยากเรียกเขาว่าอาจารย์น่ะครับ)
คำว่า อาจารย์ ความหมายละเอียดและมีคุณค่ากว่าคนๆนี้นะครับ
มีอีกคำหนึ่งที่น่าจะพิจารณานำไปเรียกนะครับ
"ผู้มีรายได้จากการบรรยายเศรษฐศาสตร์แขนงหนึ่ง ณ มธ."

spiraldyne

กี่ปีต่อกี่ปีผ่านไปก็คิดตามตำราเป๊ะๆ อยากจะบอกว่่าเชยแล้ว โลกาภิวัฒน์นะต่อนี้ฝรั่งกำลังเห่อ Glocalization เดี๋ยวคำนี้ก็จะดังขึ้นมาแทน

ยิ่งเรื่องกลุ่มทุนยิ่งไปกันใหญ่ ไม่รู้เรื่องเลยว่างานอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีระดับกลางขึ้นไปในบ้านเราเป็นของต่างชาติทั้งหมด ยิ่งคุณภาพของกลุ่มทุนยิ่งไปกันใหญ่ ข้อดีที่กลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ในต่างประเทศก็คือมันช่วยผลิตทรัพยากรสารสนเทศและความรู้ราคาถูกแก่กลุ่มทุนการผลิตจริง แต่ในบ้านเราใช่หรือเปล่าละ
เทียบกันง่ายๆ ระหว่าง กลุ่มทุนซัมซุงของเกาหลีเทียบกับกลุ่มทุนชินวัตร แค่นี้ก็เห็นความต่างมหาศาลแล้ว

ผมยอมรับที่อาจารย์ว่ามาถ้าผมจะต้องสอบตามตำรา แต่ถ้าในทางการวางแผนนโยบายแล้วขอโยนทิ้งก็แล้วกันครับ

Thai-Thai

If you want to know more about this person, here is a link so you can e-mail to him.

http://www.econ.tu.ac.th/faculty/english/archan/archan_Pichit.htm

David

ในประเทศผมเชื่อว่าแทบไม่มีใครปฎิเสธทุนนิยม อย่างไรเสียมันก้ต้องดำเนินไปในครรลองนั้นแน่นอน แต่ถามว่า ที่ทักษิณทำนั้น ได้สร้างความพร้อมให้แก่สังคมไทยหรอยัง และยังถูกห้องล้อมด้วยความน่าเคลือบแคลงสงสัยอีก โดยเฉพาะ FTA ที่แทบไม่เคยเปิดเผยเงื่อนไขการเจรจาต่อสาธารณชนเลย ไม่มีใครปฎิเสธแนวทางที่ทักษิณบอก แต่วิธีการแบบทักษิณมันไม่สมควรอย่างยิ่ง ผมไม่เชื่อว่า ถ้าไม่ใช่ทักษิณแล้วเราจะพัฒนาทุนนิยมที่ยุติธรรมต่อสังคมทุกชนชั้นไม่ได้ เราต้องค่อยๆ ก้าวไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ทิ้งคนด้อยโอกาสไว้ข้างหลัง แล้วลวงตาเขาด้วยทุนสารพัดอย่างที่ก่อหนี้สินล้นพ้นตัวในภายหลังครับ

แวะมา

อาจารย์ก็พูดซะตรงเกิน

เล่นเอาคนเกลียดทักษินดิ้นพล่านเลย

สหายสิกขา

ผมไม่เห็นอาจารย์จะเข้าข้างใคร ท่านก็พูดตรงๆทั้งนั้น

คุณที่ด่าๆนะ ไม่ได้อ่านจริงจังหรือเปล่าครับ หรือไม่เข้าใจจริงๆ

คน

ที่อาจารย์เขาพูดนะถูกต้องเลยละ พวกที่เสียผลประโยชน์ได้อ่านเข้าก็เลยไม่พอใจนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ หรือคนระดับรากหญ้าเขาเข้าใจทั้งนั้นแหละ มีก็พวกที่เสียผลประโยชน์เท่านั้นที่สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ เศรษฐกิจของชาติเสียหายไปเท่าไหร่แล้วพวกคุณลองคิดดูบ้าง มัวแต่มานั่งประท้วงกันอยู่ได้ รู้จักไปทำมาหากินกันบ้างซิ ใช่ซิพวกผู้นำการประท้วงเขารวยล้นฟ้า เขาได้เงินอุดหนุนมาจากไหนต่อไหนพวกคุณลองคิดดูให้ดีซิ[emo4.gif]

แมกโนเลีย

อาจารย์พูดได้เป็นกลางมาก
มีตำหนิและชมทั้งข้อดีและข้อเสีย ของทุกฝ่าย

คุณศิษย์เก่าน่ะหัดเอาอคติออกไปบ้าง แล้วปัญญาจะเกิด

น่าชื่นใจที่ยังเหลืออาจารย์ที่น่าเลื่อมใสค่ะรั้วยูงทอง

จากศิษย์เก่าเช่นกัน เสียดายไม่ทันรุ่นอาจารย์ค่ะ

ทันเรียน อ.เจิมศักดิ์ หิ่นทอง อ. รังสรรค์ ธนพรพรรณ อ. อัจนา ไวความดี ซึ่งท่านเหล่านี้มวลชนรู้จักเป็นอย่างดี
[emo20.gif]

ศิษย์เก่า 2

สิ่งที่อาจารย์พิชิตพูด เป็นความจริง โปรดอย่าได้แปลกใจครับ สังคมนี้มันเกลียด และกลัวความจริง ดูง่ายๆ ลองเช็คประวัติ และที่มาของผู้บริหารชุดนี้ อธิการบดี, คณบดี และกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่ เป็นคนของใคร? ก็ไม่ใช่พวกที่สยบยอมกับกลุ่มทุนเก่าที่เสียผลประโยชน์ดอกหรือ?
ผลงานของอาจารย์ที่น่าสนใจ-- Pichit Likitkijsomboon. Marx^*s Theory of Money: A Critique, 1990 [Dissertation(Ph.D.)- University of Cambridge.]

ทุนตัวเอง

ระบบทุนนิยมที่อาจารย์ว่านี่ เขาต้องโกงกันด้วยหรือครับ หรือเขาทำงานกันด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้หรือไม่

คนกรุงเทพ

อ่านแล้วเข้าใจดีและเห็นด้วยเต็มที่เลย กับความเห็นของอาจารย์ ดีใจที่ธรรมศาสตร์ยังมีคนที่ให้ความเห็นตรงไปตรงมา ไม่เล่นการเมืองจนหมดความน่าเชื่อถือ
ยิ่งรู้สึกสงสารท่านนายกที่ทำงานแทบตายกลับได้ผลตอบแทนอย่างนี้

puresea

จริงๆความคิดและมุมมองของอาจารย์ก็น่าสนใจค่ะ และทำให้เห็นประเด็นบางอย่างที่ชัดเจนขึ้น
เป็นการดีที่เรามีโอกาสได้ฟังข้อมูลจากหลายๆฝ่าย เพราะดูเหมือนขณะนี้ต่างคนก็ต่างมีภาพความคิดความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมแตกต่างกัน โดยที่เรามีแนวโน้มที่จะยึดมั่นถือมันในภาพความคิดความเข้าใจของตัวเอง
การเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่างได้มาปะทะสังสรรคกัน บนฐานของสติปัญญา เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดีค่ะ และนำไปสู่การค่อยเปลี่ยนเงื่อนไขที่ดีขึ้นได้

โดยส่วนตัวคิดว่าทุกคนก็มีความคิดความเชื่ออย่างหนึ่งและแต่ละคนก็พยายามทำดีที่สุดแบบที่เขาคิด แต่มนุษย์ทุกคนก็มีความอ่อนแอมากน้อยตามแต่เหตุปัจจัยแวดล้อม

อยากให้บรรยากาศของความสันติและเมตตาเกิดขึ้นในสังคมไทยค่ะ

ชม

นักเศรษฐศาสตร์ จะมองแค่ดีมานส์ซัพลาย เราไม่ต้องเลียนแบบไต้หวัน สิงคโปร์ก็ได้ โครงสร้างทางสังคมต่างกัน จะเอารวยลูกเดียวมันไม่ไหว แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอามันวัตถุนิยมสุดกู่ คนด้อยโอกาสทางสังคมยังมีอยู่เยอะ สิงคโปร์กับไต้หวันเป็นประเทศนายหน้าค้าเงิน ประชากรน้อยง่ายแก่การควบคุมโดยรัฐบาล สิงคโปร์เป็นประเทศเผด็จการโดยรัฐสภาฯมาตั้งแต่เริ่มเป็นประเทศ ไม่มีทรัพยากรของตนเองเพื่อการผลิต ต้องพึ่งประเทศอื่น ชีวิตคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เลิศหรู มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องอยู่อย่างอุดอู้ในคอนโดหรือแฟลต ชีวิตคนสิงคโปร์ถูกควบคุมโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวดในเกือบทุกเรื่อง และมีสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงไม่มีใครปฏิเสธโลกาภิวัฒน์หรือระบบทุน แต่ควรจะเป็นเรื่องของ Fair Trade ไม่ใช่เอาเปรียบผู้บริโภค อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและชอบธรรม ไม่ใช่แอบโกง การแข่งขันเสรีมันไม่มีจริงมีแต่ในตำราเศรษฐศาสตร์กับผู้สอนที่ล้าหลังเท่านั้น

คนไทย ๖๐ กว่าล้านคนจะไม่มีคนดีมีความสามารถและเสียสละเชียวหรือ ทักษิณคนเดียวจะไม่มีใครเก่งกว่าทักษิณเลยหรือ อย่าลืมศรีอยุธยา ไม่เคยสิ้นคนดี

free rider

Quick Fact
ประมาณปี 30-35 พิชิต เริ่มโด่งดังจากการพูดถึงหนังสือเรื่องทุน 3เล่มของ MARX ที่ปฏิเสธทุนนิยม และวิเคราะห์การต่อสู้ทางชนชั้น หลังจาก advertise ตัวเองเป็นที่เรียบร้อย......
ในปัจจุบันมีโอกาสและรายได้จากการเป็นหนึ่งในที่ปรึกษา FTA ไทย-ญี่ปุ่น
การ Pro free trade ในบทความของพิชิต ในกรุงเทพธุรกิจ เป็น mission ของรัฐบาลในการโฆษณา free trade ด้วยจุดยืนที่ขาดความเป็นวิชาการและบิดเบือน การอ้างงานวิจัยจากต่างประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น บทความเกียวกับทรัพย์สินทางปัญญาหลายชิ้น ที่โฆษณาอย่างหน้ามืดตามัวว่า ประเทศไทยต้องมี ระบอบทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ งเพราะจะก่อให้เกิดการพัฒนา สิ่งประดิษฐ์ ความรู้ต่าง ทั้งๆที่งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า ไม่เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา จะเกิดการผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ ....ในบทความเรื่อง labor standard กับ FDI ก็อ้างงานวิจัยจากต่างประเทศซึ่ง ไม่ตรงกับผลการศึกษาจริง
สรุปคือ คุณ ชูวัส ไม่น่าจะเอาความเห็นที่บิดเบือนมาลงให้เสียเวลา

ทุ ททุทุ นนน นิ นนิ ยม ล้า หลลัง ไม่เอื้อประโยชน์กับ technocrat อย่าง พิชิต

อาหารการเมือง

โปรดละเลียดอ่าน ขบเคี้ยว ชิมดู ถ้าอร่อยก็กลืนลงไป ถ้ารสชาตไม่ดีก็ขากถุย คายทิ้ง ก็สิ้นเรื่อง

ง่ายจะตายกับอาหารการเมือง ในหน้าร้อน มักอร่อยแป๊บเดียว เผลอกลายเป็นของเน่า

มีทั้งเนื้อมีทั้งเศษเดน ฮาๆๆ หรือไม่ฮา[emo2.gif][emo3.gif]

balee

อาจารย์ พูดว่าขายมือถือ ไม่ใช่แค่มือถือนะคะ คิดดีๆ อย่าแกล้งลืม อาจารย์พูดแต่เรื่องวิสัยทัศน์ ก้าวไปข้างหน้า อยากเหมือนประเทศอื่น ที่ยกตัวอย่างมา เคยถามตัวเองมั้ยว่า เราควรจะทำอะไร ควรจะเดินไปยังไง เรียนจบจากต่างประเทศ ใช้ตำราฝรั่ง คิดตามเค้าไปวันๆ เสียดายเงินและเวลาจัง
30 บาท ดีจริงหรือกับประชาชนรากหญ้าเราพร้อมที่จะทำอย่างนั้นหรือ ทำไมมีโรงพยาบาลถอนตัว ต่อไปจะมีแต่บริการสาธารณะสุข ที่แย่ลง คนมีเงินก็ไปใช้เอกชน
แล้วอาจารย์ รู้หรือไม่ว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์มันก้าวกระโดด ด้วยการผลิต ผลาญทรัพยากร ของโลกแล้วสุดท้ายก็ล่มสลาย อยากวิ่งไปแบบฝรั่งเหลือเกิน แต่ไม่มองบทเรียนที่ผ่านมาของประเทศเหล่านั้นเราอาจล้าหลังเค้าถ้าคิดแบบเค้า ถ้าเราอยากเป็นแบบเค้า ที่เป็นอนาคตของเราที่เราฝันจะวิ่งไปให้ทัน ก็ศึกษาประเทศที่คุณบอกว่าเจริญ ว่ามันดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร แล้วดูตัวเองว่าเราควรจะพัฒนาประเทศไปทางได รัฐธรรมนูญ ก็ดีแล้วแต่ปัญหามันเกิดเพราะผู้นำเลว

เยี่ยม

สุดยอด....ขอแสดงความนับถือ[emo1.gif][emo2.gif][emo14.gif]

ต้องคิด

ผมอ่านบทความที่ยาวมากๆแล้วก็ต้องใช้สติประกอบการอ่านอย่างระมัดระวังพอสมควร ผมจับความได้ว่าอาจารย์ท่านนี้ยึดติดกับตำราเศรษฐศาสตร์และการเมืองที่อาจารย์มีอยู่ในมือมาก จนลืมมองไปว่า
กระแสโลกาภิวัฒน์ที่อาจารย์พูดอยู่ตลอดในบทความนี้นะมันสร้างปัญหาให้กับโลกในเวลานี้ขนาดไหน ความปั่นป่วนที่มันเกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้มันมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์หรือเปล่า ถ้าอาจารย์ลองคิดอย่างไม่มีอคติอาจารย์จะมีคำตอบในใจแล้วละผมเชื่ออย่างนั้น การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคจนเกินความพอดีหรือเกินความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนเราก็มาจากทุนนิยมแบบโลกาภิวัฒน์ และกระแสนี้จะต้องมีการแข่งขันเพื่อให้คนชนะอยู่รอดเป็นที่หนึ่งที่ประสบความสำเร็จแบบที่ค่านิยมสังคมปัจจุบันยอมรับกัน แล้วคนที่แพ้ละทำอย่างไร ก็กลับไปทำทุกวิถีทางที่จะเข้ามาแข่งเพื่อให้ได้ชัยชนะไงละครับ แล้วเป็นยังไงคงไม่ต้องจินตนาการยาวนัก ปัญหาลูกโซ่ตามมาเป็นขบวน กระแสโลกาภิวัฒน์และทุนนิยมแบบโลกาภิวัฒน์เป็นคำตอบสุดท้ายในเวลานี้จริงหรือไม่คงต้องพิจารณากันให้ดีแล้วละครับ

ทีนี้ลองหันมาดูสิ่งดีๆของประเทศที่เรามีอยู่แต่ไม่เคยให้ความสนใจกันอย่างจริงจังกันเลยเพราะมัวเกาะกระแสก้าวไปให้ทันโลก องค็พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเป็นอัจฉริยะทางความคิดและท่านทรงเป็นตัวอย่างของนักปฏิบัติอย่างแท้จริงที่ประชาชนคนไทยควรศึกษาและเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่ง ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนนำพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติอย่างเป็นจริงเป็นจังเลยแม้แต่รัฐบาลเดียว ลองไปศึกษาดูสิครับว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทรงแนะนำมาตลอดนั้นจริงแล้วมันดีและมีประโยชน์อย่างไร ผมแนะนำให้ รศ.ดร.พิชิตผู้ถูกสัมภาษณ์ในบทความนี้ลองศึกษาดูอย่างจริงจัง อาจารย์อาจจะต้องวางตำราที่อาจารย์ถืออยู่ในมือมาตลอดเสียก่อนเริ่มทำการศึกษา หรืออาจนำมาประยุกต์กับความรู้ที่อาจารยย์มีอยู่ อาจารย์อาจจะได้ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มใหม่เลยก็ได้ ทุกวันนี้เรามัวแต่เดินตามตำราของชาติตะวันตกโดยลืมมองไปว่ามันมีข้อเสียข้อดีอย่างไร เรากลับยึดมันไว้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่มองว่ามันยังมีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบันหรือไม่ ไม่ต้องกลัวหรอกครับกับ TPI ที่อาจารย์กล่าวถึงถ้าประเทศของเราสามารถอยู่รอดด้วยตำราเศรษฐศาสตร์เล่มใหม่ที่คนไทยช่วยกันสร้างขึ้น อย่าลืมว่าประเทศไทยครั้งหนึ่งเป็นอู่ข้าวอู่นำเป็นประเทศที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยระบบเกษตรกรรม แต่ผู้คนจำนวนมากในบ้านเราเองช่วยกันกระทำชำเราและบอกว่ามันต้องเปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรมโดยลืมคิดไปว่ามันไม่ใช่รากเหง้าของชีวิตคนไทยเลย เราอยากไปให้ทันกระแสโลกเรากลัวล้าหลัง เราไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับมาดูตัวเองและพัฒนาตัวเองในจุดที่เรามีอยู่ให้ดีขึ้น เราต้องการแค่ก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียวแม้ว่าข้างหน้ามันจะเป็นทางพาเราไปหาอะไร เป็นสวรรค์หรือเหวก็ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้ามีสติคิดดูก็จะตอบได้ว่าข้างหน้าคืออะไร ถ้าเราพัฒนาการเกษตรของเราให้เราสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างดีแล้ว เรื่องการส่งออกเพื่อเลี้ยงชาวโลกด้วยก็คงมิได้ยากเย็นเข๊ญใจ ดังนั้นเราต้องพึ่งตัวเราให้ได้ก่อน มิใช่เอาตัวเองไปอิงไปยึดกับต่างชาติเท่านั้นหรือผมหมายถึงการเข้าไปแข่งขันกับทุกเรื่องโดยเฉพาะทางการค้าที่ผมไม่ขอเอ่ยถึงว่ามันกดขี่ประเทศที่ด้อยกว่าเพียงใด เพราะทุกอย่างมันคือการแข่งขันไงครับ

ทีนี้ย้อนกลับมาที่วิกฤติเหตุการณ์บ้านเมืองที่เราประสบอยู่ ทักษิณกำลังเป็นตัวแทนระบบทุนนิยมแบบโลกาภิวัฒน์ที่ รศ.ดร.พิชิต กล่าวว่าถ้าไม่ใช่ทักษิณแล้วใครละจะพาประเทศไปสู่ความเจริญในแบบที่อาจารย์กล่าวถึง มันเกี่ยวพันกับเรื่องที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้ว่าถ้าคนไทยได้ย้อนคิดถึงข้อดีข้อเสียของคำว่าโลกาภิวัฒน์แล้วคงจะพอมีคำตอบแล้วเช่นกัน หลายคยอาจตอบได้เลยว่าทักษิณอาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วละในเวลานี้เพราะเราคนไทยคิดจะเดินทางไปกับระบบเศรษฐกิจแบบที่คนไทยเรากำลังจะช่วยกันสร้างขึ้นมาคือระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง และ รศ.ดร.พิชิตอาจเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเขียนตำราเล่มนี้ด้วยก็ได้ ตำราเล่มนี้อาจกลายเป็นตำราเล่มใหม่ที่ทั่วโลกอาจหันมาสนใจและขอเอาไปศึกษากันเพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์จริงและเขาก็อาจจะโยนตำราเก่าๆที่เขายึดถือกันมาทิ้งไปเลยก็เป็นได้ ส่วนคุณทักษิณก็คงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปเพราะจะมีคนใหม่ๆที่เลือกใช้ระบบเศรษฐกิจแนวใหม่เข้ามาช่วยกันบริหารประเทศต่อไป

กลับมาที่การเมืองและเรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่กำลังถูกแต่ละฝ่ายและโดยเฉพาะนักการเมืองนำมาอ้างเพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างทางตันผมก็ยังงงมาก ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับบนี้มันต้องมีการแก้ไขก็แก้ไขกันเถอะ รศ.ดร.พิชิตพูดถึงขนาดว่ากำลังทึ้งกำลังฉีกกันอยู่ ก็ถ้ามันมีปัญหากันขนาดนั้นก็อาจต้องทำไม่ต้องกลัวหรอกครับว่ามันจะเดินถอยหลังไปถึงสมัยไหน บางครั้งของเก่าอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ แต่เรามัวกลัวกันอยู่ไงว่าต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียว ลองหยุดและหันหลังมองดูพวกเรากันเองแล้วแก้ป้ญหา จะเห็นอะไรมากมายเลยครับที่เรานึกไม่ถึง ระบบการเมืองบ้านเราที่เป็นอยู่และเป็นมาช้านานพอควร ยังจำได้ไหมครับคำว่าวงจรอุบาทว์ นักการเมืองยังคงวนเวียนกันเข้ามามีอำนาจในสภาและก็ใช้รัฐธรรมนูญอ้างความชอบธรรมมาตลอดและก็ใช้ช่องโหว่ต่างๆที่พวกเขาคล่องแคล่วและรู้ช่องทางกันดีแสวงหาผลประโยชน์จนเป็นธุรกิจการเมืองที่เรารู้กันดีว่าเป็นอย่างไร แล้วกลุ่มธุรกิจที่มีอยู่ไม่กี่กลุ่มในประเทศที่สามารถหาประโยชน์จากการเมืองได้ก็เข้ามาเกาะกับกลุ่มอำนาจที่แปรเปลี่ยนกันเข้ามาในสภา ทุกคนคงนึกภาพกันออก ดังนั้นสิ่งที่รศ.ดร.พิชิต พูดถึงการตรวจสอบขององค์กรอิสระ โดยต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ผมก็เชียร์ให้ทำเลยครับ จะได้มีการตรวจสอบทุกอย่างอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นรูปธรรมที่สามารถใช้งานได้จริง และเน้นยำว่าในอนาคตประชาชนต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม

สุดท้ายผมคงต้องบอกว่าหากเรากลัวการเปลี่ยนแปลง หากเรายังคงยึดตำราเก่าหรือตำราที่ชาวตะวันตกเขียนขึ้นมาอย่างเดียวโดยไม่มองว่าความเป็นจริงมันเหมาะกับเราหรือสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ สิ่งที่ผมกล่าวมาก็คงไม่มีวันเกิดขึ้น อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือคุณธรรมและจริยธรรมยังเป็นสิ่งจำเป็นเสมอไม่เฉพาะประเทศของเรา ในสังคมโลกก็มีความจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ และมันไม่เคยเป็นสิ่งล้าสมัยเลยครับ ครับ ผมเป็นแค่ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีความรู้หรือดีกรีอะไรที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการเมืองเลย ฝากประชาชนคนไทยช่วยกันคิดด้วยครับ

ธัมทีโป

ทุนนิยมใหม่ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ มันเป็นยังไง ผมไม่มีความรู้ผมจินตนาการไปเองผมว่ามันจะคล้าย ๆ คลื่นสึนามิหรือเปล่า ถ้ามันคล้าย ๆ ก็กลัวมาก เราจะสร้างป้อมปราการอย่างไร เพื่อป้องกันสึนามิ หรือเราป้องกันไม่ได้ แล้วตายไปพร้อม ๆมัน
ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ คือตัวกระตุ้นความอยากของคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แข่งกันผลิต แข่งกันอยู่ แข็งกันกิน แข็งกันเสพแข่งกันแสวงหา แข่งกันสะสม มันมีแต่แข่ง ๆ ๆ ๆ ใครแข่งไม่ไหวก็ล้มหายตายจากไป ในการแข่งขันมันไม่มีความเอื้ออาทร ไม่มีความรัก ความเมตตา ชีวิตจะถูกกดดันอย่างรอบด้าน เพราะเขาโฆษณาให้เราต้องมีต้องเสพ ต้องแสวงหา แล้วมันจะมีความสุขได้อย่งไรมันไม่แปลกหรอกที่ประเทศต่าง ๆ พัฒนากันแต่ด้านวัตถุอย่างสุดโต่งและมีเงินกันมาก ๆ แต่ประชาชนไม่มีความสุข ฆ่าตัวตาย มันช่างน่ากลัวจริง ๆ
เพียงแค่อยากทันสมัยเหมือนคนอื่นแล้ววิ่งตามโลกต้อย ๆ เชื่อง ๆ แล้วคุณเก่งตรงไหนเนี่ย คนเก่งที่แท้จริงคือคนที่กล้าต้านทานต่อกระแสโลกาวินาศได้ซิ ถึงจะจนแต่ขออยู่อย่างมีเกียรติสักหน่อย เป็นตัวของตัวเองสักนิดตายไปจะได้ไม่อายบรรบุรุษ

พี่เอก

รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขียนมาเพื่อป้องกัน ทหารปฏิวัติ ให้มีนายกมาจากการเลือกตั้ง
นายกพระราชทาน ความหมายก็ผิดแล้ว

นายขันหมาก

1.ขอบอกว่าอาจารย์มองอย่างไม่เข้าใจความเดือดร้อนของคนที่โดนกระทำโดยทักษิณ
2.คำว่าทักษิณเอารัฐธรรมนูญทำให้คนอื่นดูเลวร้ายไม่ทำตามกติกาบ้านเมืองกันที้งหมดทั้งๆที่คนเล่นตุกติกกับรัฐธรรมนูญตลอดคือทักษิณ คำว่าฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแรงไปสำหรับคนที่อยากให้สังคมมีความเท่าเทียมกัน
3.หากมีข้อเสนอที่ดีก็เสนอมาแต่อย่าวิพากษ์โดยไม่มีทางออก คุณจะมาบอกว่าการเปิดเสรีจะดีหรือไม่ดีอยู่ทีรัฐ ช่วยวิเคราะห์ผ่านระบบปัจจุบันด้วยว่ามันจะดีได้ยังไง

นายแสนดี

ผมข้องใจตรงที่ว่าถ้าเปิดการค้าเสรีแล้วผู้ประกอบการจะถีบตัวเอง ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น แต่ธุรกิจของเราพึ่งจะเริ่มเติบโตเงินทุนต่างๆรวมไปถึงโครงสร้างขององค์กรที่จะออกไปแข่งขัน ยังยากนะที่จะไปแข่งกะเขา กลัวจะถูกเขาถีบกระเด็นกลับมาเจ๊งไม่เป็นท่าซะก่อนน่ะซิ

นัฐพงษ์

เห็นด้วยกับพิชิต พวกนักวิชาการนี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่หน้าไหว้หลังหลอกไม่แพนักการเมือง น่าสังเกตว่าสิทธิประโยชน์และบริการต่างๆที่ "ปัญญาชน" เหล่านี้ได้รับจากรัฐ เป็นสิ่งเดียวกับที่ปัญญาชนพากันคัดค้าน/ต่อต้านอย่างหัวชนฝาไม่ให้รัฐบริการประชาชน โดยข้ออ้างสารพัดเช่นทำให้ปฏิเสธการทำงานหนัก กลัวคนชักดาบ ฐานะการเงินประเทศไม่มั่นคง เป็นการก่อหนี้ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หวังผลระยะสั้น ฯลฯ แต่โดยสรุปคือเป็นการ "เปลืองเงินหลวง" (ทีเขาจ่ายให้ตนเองนี่ไม่ยักมีใครบอกเปลือง!)

และพอเขาจัดสรรลงไปให้ประชาชนก็พากันบอกว่าอย่าเอาเพราะจะทำให้ชุมชนแตกแยก ทำลายวิถีชีวิต ทำให้คนเสพวัตถุ ทำให้ไม่รู้จักรักษาวินัยการเงิน (สงสัยว่าถ้าเขามีนโยบายพักหนี้ข้าราชการ สงสัยว่าจะมี "ปัญญาชน" รายใดบ้างที่ไม่ร่วมโครงการ หรือถ้าเขายกเลิกค่ารักษาพยาบาล ใครบ้างจะไม่โวย!)

สิ่งทีี่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในแนวคิดของปัญญาชนและ ngo คือการลดบทบาทการบริการสังคมของรัฐ เพราะอย่าลืมว่าบรรดาผู้ที่ชูธงแนวคิดนี้ส่วนใหญ่ (ปัญญาชนทั้งหลาย) ล้วนแต่เป็น "ข้าราชการ" ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากบริการของรัฐทั้งสิ้น สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง ถึงจะจ่ายไปก่อนแต่ก็สามารถเบิกคืนได้ทั้งสิ้น ไนอกจากนี้ยังมีการผ่อนผัน ประนอมหนี้ต่างๆ ที่คนเหล่านี้ได้รับสิทธิต่างๆเนื่องจากรัฐจัดสวัสดิการให้ทั้งสิ้น

และที่ปัญญาชนเหล่านี้สร้างภาพชุมชนว่าไม่เหมาะกับผลผลิตของทุนนิยม เช่นโจมตีชาวบ้านที่มีเครื่องใช้สมัยใหม่ว่าหลงใหลวัตถุ ผมเห็นด้วยกับ อ.ใจ ที่ว่า บรรดาเครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านี้ในแง่หนึ่งก็ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเขา และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่คนในเมืองรวมถึงปัญญาชนเหล่านี้ใช้อยู่แล้ว

ขอตบท้ายด้วยคำพูดเมธัสที่ว่า
ทำให้ผมได้ข้อสรุปเบื้องต้นสำหรับพวกเอ็นจีโอว่าอะไรก็ตามที่เป็นการคัดค้านรัฐบาลคือหน้าที่ของเอ็นจีโอ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเพื่อคนจนหรือเพื่อคนรวยก็ตาม

ถ้าสวัสิการต่างๆไม่ดีจริงผมก็ขอเสนอว่าพวกนักวิชาการนี่แหละสมควรจะเป็นกลุ่มแรกที่เลิกใช้ เพราะถ้าจะไปบอกคนอื่นในขณะที่ตัวเองยังใช้อยู่ มันแปลว่าอะไร

พูดเรื่องที่นักวิชาการออกมาค้านประชานิยม เช่นกองทุนหมู่บ้านโดยใช้ข้ออ้างห่วยๆว่าทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ชาวบ้านไม่ชอบ ไม่ทราบว่าพวกท่านเคยไปถามชาวบ้านจริงๆไหม ตัวชาวบ้านตาสีตาสาที่ไม่ใช่ "ปราชญ์ทรงภูมิปัญญา" นั่นน่ะ หรือไม่ก็เงินเข้าไปทำให้ชาวบ้านทะเลาะ ความสัมพันธ์ในชุมชนสั่นคลอนเพราะเงินล้าน เอ่อ... พ่อแม่ผมเป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้าน เงินกองทุนนี่น่ะมันทะเลาะกันจริงๆน่ะแหละ แต่ว่าถึงแม้ไม่มีเงินก้อนนี้มันก็มีเงินก้อนอื่น และมันก็ทะเลาะ โกงกินเพียงเพราะเงิเล็กน้อยเหมือนกัน ทำไมไม่ด่าหรือเห็นเพียงว่ารัฐเข้าไปยุ่ง จะมาหาว่าหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ถึงไม่มีก้อนนี้ถ้าเขาอยากกู้จริงๆเขาก็ไปกู้ที่อื่นอยู่ดี และความสัมพันธ์ของผู้อุปถัมภ์กับชาวบ้านก็ไม่สั่นคลอน เนื่องจากว่าเงินนี่มันไม่ได้กันทุกคน ดังนั้นเงินล้านจึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มขึ้น และอยากบอกว่าถ้าเขากู้เงินนี้กับเขาไปกู้เงิน ดอกเบี้ยเก็บร้อยละ 20 ต่อวัน ไม่ทราบว่าอันไหนจะทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากกว่า และอย่างน้อยรัฐบาลคงไม่อุ้มชาวบ้านยิงทิ้งเพียงเพราะเบี้ยวหนี้กองทุน แต่พวกที่มันเก็บรายวัน ดอกก็โหด มันไม่ปราณีนะครับ

และถ้าเทียบระหว่างข้าราชการกับชาวบ้าน ชาวบ้านเขาใช้หนี้ตรงเวลากว่าด้วยซ้ำ ข้าราชการเสียอีก อ้างโน่นอ้างนี่ ผัดผ่อนไปเรื่อยโดยอาศัย "เครดิต" ว่าเป็นข้าราชการ และผมก็อยากรู้ว่านักวิชาการคนไหนบ้างไม่เป็นหนี้ และผมขอถามว่าระหว่างเงินล้านกับธนาคาร สหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน อันไหนมันตัวก่อหนี้มากกว่ากัน ทำไมไม่ด่าแหล่งเงินกู้เหล่านี้บ้าง ถ้าจะบอกว่าตัวเองมีความจำเป็นต้องใช้ แล้วพวกท่านตรัสรู้ได้อย่างไรว่าชาวบ้านจำเป็นน้อยกว่าท่าน มีเงินเล็กๆน้อยๆให้เขากู้ไปใช้หนี้ หรือลงทุน มันก็เหมือนกับการที่ข้าราชการพากันกู้เงินไปผ่อนรถ ผ่อนบ้านนั่นแหละ ผมสมมติว่ารัฐบาลยกเลิกเงินล้าน พวกท่านก็ไม่เดือดร้อนอะไรเพราะพวกท่านวิถีชีวิตไม่เกี่ยวกับเงินนี้ แต่ถ้าเขายกเลิกการกู้จากสถาบันการเงิน จะเป็นยังไง

ว่าด้วยโครงการเอื้ออาทรก็หาว่าของถูกกระตุ้นให้คนบริโภควัตถุ ไม่ทราบว่าพวกท่านบริโภคกันไหมครับ การที่เขามีของถูกให้กับประชาชนที่มีกำลังซื้อน้อย ถามว่ามันไม่ดีตรงไหน ถ้าเขายกเลิกโครงการนี้ไปจริงๆพวกท่านก็ไม่เดือดร้อนอีกนั่นแหละ เพราะท่านมีปัญญาไปซื้อของแพงที่คุณภาพดีกว่า พูดง่ายๆคือไม่มองของพวกนี้อยู่แล้ว แต่คนทั่วไปมีรายได้ ห้าหกพันเขาเดือดร้อนแน่ๆ ยกตัวอย่างโลว์คอส แอร์ไลน์ ก็พากันด่า ก็ประชาชนที่ท่านรักนักหนาได้บินราคาถูกก็ดีไม่ใช่หรือครับ เขาไม่มีค่าเครื่องบินไปกลับเหมือนเวลานักวิชาการไปสัมมนากันนี่ครับ ควักกระเป๋าตัวเองกันทั้งนั้น ลองท่านทั้งหลายมีเงินเดือน 6000 แล้วไปสัมมนาโดยจ่ายค่าเดินทางเอง ไม่ทราบว่าเครื่องบิน 5000 กับ 1500 จะนั่งอันไหน เผลอๆไม่ไปเอาด้วยซ้ำ
ถ้าจะอ้างว่าทำให้การบินไทยขาดทุน ถ้ามันจะเจ๊งเพราะคนทั่วไปใช้ของถูกก็ปล่อยไปเถอะ ไม่ใช่อ้างความรุ่งเรืองของการบินไทยแต่ค่าโดยสารมหาโหด ขอถามว่าความรุ่งเรืองนั่นน่ะของใคร ประชาชนมีส่วนแบ่งปันในความรุ่งเรืองนั่นบ้างหรือเปล่า ถ้าจะบอกว่าโครงการประชานิยมเป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ผมอยากบอกว่าคนที่อยู่ในปัจจุบันนั่นน่ะมันสำคัญกว่าคนที่ยังไม่เกิด เพราะคนที่อยู่เขาจะดำเนินชีวิตยังไงสำคัญกว่า อย่าลืมว่ารายได้ท่านมากกว่าพวกเขาถึงพูดได้

ต่อด้วยโครงการที่ผมว่าดีที่สุดของรัฐบาล 30 บาท ก็ด่าอีกแล้ว หาว่าทำให้โรงพยาบาลขาดเงินอุดหนุน บริการไม่ดีอะไรนั่น สมมติว่าเขายกเลิกพวกท่านก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ใช้ เพราะมีสวัสดิการ มีเงินทองที่จะรับบริการแพงๆ พูดง่ายๆ "มีปัญญาจ่าย" แต่ชาวบ้านเขาไม่มี โอเค 30 บาทบริการไม่ดี แต่อันที่จริงบริการไม่ดีก็มีมานานแล้ว ถึงขั้นตอนยุ่งยากแต่ก็ดีว่าราคาถูก สมมติว่าเขารักษาโรคอย่างหนึ่งไม่ดีเท่าไหร่ พอทุเลา จ่าย 30 กับหายขาด บริการดีทุกอย่างจ่าย 30000 ผมว่ากว่าจะหาเงินได้เผลอๆคงตายไปก่อน อย่าลืมว่าชาวบ้านเขาไม่ได้รู้จัก ซี6 ซี7 ที่จะค้ำเงินกู้ให้เขาทุกคนนะครับ
ยกตัวอย่างรูปธรรม ผมกับพ่อไปส่งชาวบ้านหาหมอ ที่ ร.พ.ประสาท เขาบอกว่าค่าเอกซเรย์ 5000 จะใช้ 30 บาทก็ได้แต่ต้องส่งตัว ผมว่าถึงยุ่งยากแต่ก็ยังดี แต่ถ้าไม่มีเขาจะได้เอกซเรย์ไหม เพราะเขาหาเช้ากินค่ำ รับจ้างไปวันๆ (ทำงานที่บ้านผมนั่นแหละ) เขาจะหาได้ไหมภายในวันสองวัน และผมสงสัยว่าถ้ายกเลิกพวกที่ด่านี่จะตามไปจ่ายให้ "ชาวบ้าน" ที่ตัวประกาศว่าเข้าใจวิถีชีวิตนักหนาหรือเปล่า

ถามว่าจะต้องใช้ภาษีมหาศาล เอ..ถ้าจำเป็นมันก็ต้องอุ้มกันล่ะ ขนาดธุรกิจนายทุนเป็นแสนล้านยังเอาภาษีคนจนไปอุ้ม โดยชาวบ้านไม่ได้อะไร นอกจากความมั่นคงของใครก็ไม่รู้ ในนามประเทศชาติ

อ้อ เรื่องกองทุนเงินล้านถ้าจะอ้างว่าตกแก่ชนชั้นนำ อยากบอกว่าไม่ว่าก้อนไหนมันก็แบบนี้ั้งนั้น ก็ขอเชิญด่าด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐบาลก็ด่าลูกเดียว พูดก็พูดเถอะ พอเขาไม่ทำอะไรก็ด่า พอเขาทำก็ด่า เมื่อก่อนประชาชนไม่มีเงินลงทุนก็บอกให้รัฐจัดสรรเงิน พอเขามีมาให้ก็ก็บอกว่าก่อหนี้ ค่ารักษาแพงก็ให้หาหลักประกัน พอเขามี 30 บาทก็ด่า ของแพงก็ด่าว่าไร้น้ำยา ของถูกก็ว่ากระตุ้นบริโภค แต่ถ้าเขายกเลิกก็จะพากันด่าอีกแหละ นี่ตกลงจะมีรัฐบาลไปทำไม (วะ) พูดก็พูดเถอะ ประชานิยมนี่ผมเห็นแต่นักวิชาการนั่นแหละที่เดือดร้อน คนทั่วไปเขาไม่เดือดร้อนด้วย ผมอ่านบทสนทนาของไชยันต์ กับ ศิโรตม์ ใน adayveekly เรื่องหนึ่งที่พูดกันว่าถ้าเขาอยู่นานแต่ทำดีจะว่าไหม ศิโรตม์ต้องว่า แต่ไชยยันต์ตอบประเด็นนี้ประโยคหนึ่งที่ว่าข้ออ้างคือการคอร์รับชั่น แล้วต่อด้วยอะไรไม่รู้แต่ผมสะดุดใจประโยคที่ว่าหรือว่าปัญหามันอยู่ที่วิธีคิดของนักวิชาการ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมว่าทางที่ดีในเมื่อของถูกรักษาถูกก็ไม่เอา ของแพงรักษาแพงก็ไม่เอา ท่านทั้งหลายเสนอมาดีกว่าจะเอายังไง 1...2..3..4... พร้อมวิธีการที่เป็นรูปธรรม ไอ้เรื่องการเข้าถึงทรัพยากรนั่นก็เห็นด้วย แต่ประเด็นของผมคือเรื่องที่ชาวบ้านเขาได้ประโยชน์ แต่พวกมีเงินเดือนกินออกมาโวยนั่นต่างหาก อย่าหลงประเด็น และถ้าจะหาว่าผมคิดแบบทักษิณ แล้วไง จริงไหม ตอบได้ไหม

นัฐพงษ์

บรรดาผู้ที่ออกมาต่อต้านโครงการนี้ล้วนแต่คนมีเงิน มีสวัสดิการด้านต่างๆ น่าขันว่าพวกท่านมีในสิ่งที่ท่านกำลังต่อต้านไม่ให้รัฐจัดสรรลงไปให้ประชาชน โดยข้ออ้างสวยหรูว่าจะทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอซึ่งเท่ากับเป็นการรักษาผลประโยชน์นายทุน เพราะผู้ที่ออกมาโวยวายล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ในระบบที่รัฐไม่มีสวัสดิการสำหรับคนส่วนใหญ่

bee

"รวยแล้วก็ต้องกระจายความรวยให้คนอื่น นี่คือหน้าที่ของการเมือง"

I do think that politics is just a tool and it can not be succeeded if the person who use the tool does not have ethical thinking.
For example, corruption problems are inherently a part of Thai political history. And nobody seriously talk about this issue.
If they do corrupt themself it is hardly to believe that they will help the poorer live better.

"Wealthy people are not cheating" true or false

เด็กโง่

อาจไม่รู้เรื่องอะไรเลย
แต่ก็ยอมไม่ได้ที่จะให้มีกฏหมายขายแผ่นดิน
บรรพบุรุษของเราเสียเลือดเนื้อเพื่อรักษาแผ่นดิน

นายกฯเคยบอกว่าจะไม่ยอมเสียแผ่นดินแม้สักกระเบียดนิ้ว(ภาคใต้)

ตอนนี้
ใครมีเงินก้ซื้อได้ ใช่ไหมค่ะ

นิยดา

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความรู้ขนาดนี้ยังตอบโลกด้วยเงินอย่างเดียวหรือนี่

brutus

i really like this website for the fact that people really share their value opinion. inspite of differences or disagreement, it allows the readers to get to see two sides....

cheers.

มธ.

โห..เศร้า แนวคิดทุนนิยมสุดโต่งจริงๆ
สนแต่ indicator ทางเศรษฐกิจ เห็นด้วยกับนิยดามาก ประเทศไทยไม่เคยพัฒนาอุตสาหกรรมหนักที่เข้มแข็งได้ เพราะไม่เคยพัฒนาเทคโนโลยี เพราะไม่พัฒนาคน สร้างแต่คนที่จะมาอยู่ในตลาดแรงงานกับพ่อค้าวาณิชที่เป็นแต่เกมธุรกิจ แต่คิดอะไรแบบยั่งยืนไม่เป็น (เหมือนอาจารย์พิชิตเนี่ยแหละ) แล้วจาไปลุยโลกาภิวัฒน์ โถ..ปัสสวะ

หนูจำมาย

อาจารย์มองในแง่มุมทุนนิยมก้าวหน้า หรูหราสวยสดงดงามเกินไป และมองในมุมของทุนนิยมล้าหลังอย่างอคติ และมองในแง่ร้ายจนเกินไป

ก่อนที่เราพยายามจะผลักดันลากจูงประเทศไปในทางไหนนั้น เราต้องรู้จักรากเหง้าที่แท้จริงของตัวเราซะก่อน โดยอัตลักษณ์แล้วประเทศไทยไม่มีทางจะเป็นอย่างสิงคโปร์ ได้ มีfactor อีกหลายอย่างมากที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ต้องมองต้องคิดแบบบูรณาการ ถ้าเราพยายามที่จะเป็นทุนนิยมก้าวหน้าเร็วเกินไป ประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรจากประเทศตะวันออกกลางบางประเทศที่มีกลุ่มคนเพียงเล็กน้อยของประเทศที่ร่ำรวยมหาศาล ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังคงจนอยู่ จนแล้วจนเล่า จนซ้ำซาก ปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย

ในขณะที่นายกทักษิณกำลังจะสร้างมอเตอร์เวย์ สร้างรถไฟฟ้า สร้างสนามบินเพื่อสนับสนุนให้ทุนนิยมก้าวหน้าไปได้ในเมืองไทย อย่าลืมมองว่าพาหนะของคนรวยกับคนจนมันสมรรถนะไม่เท่ากัน ในขณะที่คนรวยขับรถสปอร์ต นั่งเครื่องบิน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังถีบจักรยานอยู่เลย แล้วมันจะทันกันไหม ยิ่งความเจริญทางวัตถุเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ช่องว่างระหว่างคนจนกับตนรวยก็ยิ่งห่างกัน

อาจารย์ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นแบบนั้นหรือคะ สำหรับดิฉันยังไงก็ยังเห็นว่าแนวทางพึ่งพาตัวเอง แนวทางเศรซฐกิจพอเพียงยังเหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่า ทุนนิยมแบบก้าวหน้า

Neanderthal

พิชิต เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าสนใจ..........ในการเดินทางการพูด เขียน จากที่เป็น ซ้ายตกขอบ....จนไปเป็น ขวาตกขอบ ด้วยเวลาไม่เท่าไร ด้วยเงินที่ซื้อจุดยืนเพียง ไม่กี่บาท

ที่พิชิตน่าสนใจก็คือว่า เขาเชื่อ จำได้ และรับผิดชอบ ในสิ่งที่ตัวเองพูดหรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ ไม่ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ต้องไม่ลงเรียนเรียนกับ อออออาจารย์คนนี้ ขนาดตัวเองยังไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองพูด แล้วยังมีหน้ามาสอนใครได้อีก

ต้องคิด

ผมมีโอกาสอ่านข้อความคุณนัฐพงษ์ก็รู้สึกเห็นด้วยและก็เห็นว่าเป็นจริงอย่างที่คุณว่านั่นแหละ แต่มันเป็นการทำให้เห็นผลเพียงระยะสั้นเท่านั้นแหละครับ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่บอกว่าเกษตรกรหรือคนจนส่วนใหญ่จะเทิดทูนคุณทักษิณได้ขนาดนั้น (ซึ่งอันนี้ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเรื่องจริงแค่ไหน หรือเป็นเพียงเรื่องที่เล่าลือกันต่อๆมา) เพราะยังไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าทำแบบนี้มาก่อน

ถ้ามองผลของมันในระยะยาววิธีการแบบนี้มันน่ากลัวมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่กลายเป็นบริโภคนิยมเรียบร้อยแล้ว ผมขอสมมุติเหตุการณ์บางอย่างให้ฟัง เกิดวันใดวันหนึ่งเศรษฐกิจผันผวนขนาดหนัก ข้าวปลาอาหารขาดแคลน สภาพแวดล้อมถูกคุกคามจนเกิดปัญหาที่ไม่เคยคาดคิดปรากฎขึ้นมา ถามว่าสิ่งที่เรียกว่าเงิน มันจะสามารถแลกซื้ออะไรได้หรือ วันหนึ่งเกิดไม่มีไฟฟ้าใช้ขึ้นมา พลังงานเช่นนำมันขาดแคลนอย่างหนัก ไม่มีนำสะอาดให้ดื่มกิน ถามว่าเงินจะสามารถซื้อหาสิ่งที่คุณต้องการได้ไหม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คุณบอกว่าใครๆเขาก็อยากมีกัน วันหนึ่งมันกลายเป็นขยะเพราะไม่มีไฟฟ้าให้มันต่อใช้ได้ ผมว่าเรื่องเหล่านี้มันสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าคุณติดตามดูข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆของโลก ภัยธรมชาติร้ายแรงต่างๆที่พากันเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด และผมยังยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราอีกต่อไปแล้ว แต่ ยังพอมีเวลาให้เราหันกลับมาคิดใหม่ ว่าเราอยากเดินไปทางนั้นหรือ วัตถุกับความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี่มันไม่ใช่สิ่งยั่งยืนหรอกครับ แต่สิ่งจริงแท้แน่นอนคือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนเรา ถ้าเรายังคิดจะเสพสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้และกระทำชำเราสิ่งรอบตัวเรา ผมหมายถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างลืมหูลืมตา เอาเงินแลกซื้อกับทุกๆอย่างที่อยากได้โดยไม่เคยถามตัวเองว่าสิ่งเหล่านั้นมันจำเป็นแค่ไหนในการดำรงชิวิต ผลอันนี้มันเกิดกับคนทุกระดับชั้นตั้งแต่มหาเศรษฐีจนถึงระดับยาจก

ผมว่าลองมองอะไรที่มันส่งผลระยะยาวดีกว่า ถึงวันนี้จะลำบากหน่อย แต่วันหน้ามันยังมีทรัพยากรให้เราค่อยใช้และพัฒนามันควบคู่กันไป ถ้าเรามาศึกษาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ผมว่าประเทศเราจะไปได้สวย หันกลับมาพัฒนาการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของไทยอย่างมีระบบ คนไทยสามารถสร้างและผลิตเรื่องอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ถ้าสามารถผลิตได้มากขึ้นมากขึ้นสามารถส่งออกได้ด้วย การพัฒนาระบบการเกษตรแบบยั่งยืนไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ไม่ใช้การกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบกันในสังคม สร้างความเห็นอกเห็นใจกัน สร้างเมตตาธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ ศึกษาคำว่าพอเพียงให้ลึกซึ้ง คนทุกระดับชั้นสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง คุณอาจจะลืมคำว่าเงินกู้ไปเลยก็ได้ ผมว่าผมคงไม่ได้สร้างวิมานในอากาศนะครับ ถ้าทุกคนช่วยกันและรัฐบาลก็เริ่มใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาชาติ วันนั้นพวกเราอาจจะลืมไปเลยว่าทักษิณคือใคร รศ.ดร.พิชิต มีความเห็นยังไงบ้างครับ ช่วยตอบด้วย ผมอาจคิดผิดก็ได้!!!

สรนันท์

ขอชมเชยประชาไท ที่นำเสนอบทความลักษณะนี้ออกมาเรื่อยๆ

อยากให้เปิดกว้างต่อไป

ผมอ่านแล้วมีทั้งที่เห็นด้วยและเห็นด้วยกับเจ้าของบทความ

ประเทืองปัญญาดีครับ ช่วยให้คิดในแง่มุมใหม่ๆ

แต่ผมยังไม่เปลี่ยนจุดยืนในการชุมนุมเรียกร้องให้คุณทักษิณเว้นวรรคทางการเมือง

ศิษย์เก่า-ไม่ใช่ศิษย์เขา

ขอบคุณสำหรับประวัติ/ไม่อ่านหรอกครับ
กลับมาอ่านอีกรอบ เผื่อผมเองไม่ได้ละเลียดอ่าน แต่พอละเลียดอ่านแล้ว ยิ่งเอียนหนัก กับ บทความ ด้วยเหตุผลดังนี้
1.)ผู้ให้สัมภาษณ์ มีความเข้าใจ เรื่อง "การพัฒนาสังคม" น้อยมาก น่าจะไปคุยกับ อาจารย์ท่านอื่นๆบ้างนะครับ เช่น คุณธีรยุทธ บุญมี ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง
2.)ผู้ให้สัมภาษณ์ กล่าวเหมือนชำนาญการเศรษฐศาสตร์การเมือง ถ้าเช่นนั้นก็ควรไปคุยกับ เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯ บ้าง ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์
3.)ผู้ให้ สัมภาษณ์ กล่าวถึงรัฐธรรมนูญแล้วก็กติกาประชาธิปไตย โดยเฉพาะกล่าวถึงองค์กรอิสระว่ามีที่มาที่ดี
ตรงนี้ตลกที่สุด น่าจะไปคุยกับ คุณรังสรรค์ ธนพรพันธุ์ ที่เขียน เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ ดูเหมือน สอนอยู่ที่ มธ.ด้วยนี่
ส่วนในเรื่อง นายกพระราชทาน นั้น ก็น่าจะเข้าใจได้ง่ายๆว่าหากนายกรัฐมนตรี ลาออก มันก็จะมีช่องว่าง ให้ นำ ม.7 มาใช้ได้ ทำไขสือไม่รู้ไปได้ อย่างนี้น่าจะโทรไปถาม ศ.ชัยอนันต์ นะครับ
4.)ผู้ให้สัมภาษณ์ ทำเป็นไม่เข้าใจระบอบทักษิณ ถามหา นิยาม อย่างกะจะเอาไปเขียนตำรา ก็วานให้ คุณกชกร เลขาฯสนนท.ไปอธิบายให้ฟังก็ได้นี่ครับ ดูเหมือนเธอยังเรียนอยู่ที่จุฬา นะครับ
5.)ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ กับ ทุนนิยมล้าหลัง เป็นไงน่ะครับ ผมรู้เศรษฐศาสตร์น้อย
อ่านดูบทความดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังก้าวหน้าด้วยนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ดูเหมือนว่าผู้ชุมนุมกำลังจะทำให้ประเทศไทยล้าหลังทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม
เอ!แล้วที่ เออร์นานโด เดอ ซาโต ผู้ทำวิจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของเปรู และได้เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ดูเหมือนชื่อ Mystery of Capital ซึ่งเคยมาพบนายกฯทักษิณ เขามาศึกษาประเทศไทยด้วยหรือเปล่า ทำไม ไม่เห็นนายกฯเอามาคุยโม้ให้ฟังเลย หรือเขาวิจัยแล้วพบว่า ไทยก็เหมือนกับเปรูและประเทศล้าหลังอื่นๆ ที่ "ทุนนิยมแบบโลกาภิวัฒน์" ใช้ไม่ได้และล้มเหลวมาตลอดทุก เนื่องเพราะ...
อยากทราบไปหาอ่านละกัน
ก็อยากขอความเห็น(เผื่อจะมีใครมาช่วยตอบ)
จะไม่กลับมาต่อกระทู้แล้วครับ เซ็ง บายๆ
(ดีใจ-ตัดสินใจถูก-ไม่ให้ลูกหลานเรียนเศรษฐศาสตร์แบบข้างต้น)

ชัชภัสสร

อาจารย์พิชิตมองในแง่มุมของนักเศรษศาสตร์ผู้เดินอยู่บนวิถีทางแห่งวิชาการ อาจกล่าวได้ว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่อาจารย์ให้ความคิดเห็ในแง่ของทฤษฎีมากเกินไปรึเปล่าคะ ในทางปฏิบัติแล้ว ดูเหมือนว่าแง่คิดของอาจารย์ยังไม่มีความเป็นไปได้สูง หากเรายังคงมีรัฐบาลเผด็จการทุนนิยม ผู้ซึ่งไม่มีความสำนึกในการรักชาติ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ดิฉันไม่ขอกล่าวว่าอาจารย์เข้าข้างคุณทักษิณ เพราะสิ่งที่อาจารย์พูดถึงอยู่มันคือทฤษฎีที่นักฝันทางเศรษฐศาสตร์อยากให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ดิฉันขอเสนอความเห็นให้อาจารย์ควรศึกษาถึงจริยธรรมทางการเมืองและพฤติกรรมที่ผ่านมาของรัฐบาลเผด็จการทุนนิยมก่อนดีกว่าว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ชาติไทย หรือเอื้อผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้แก่นักธุรกิจระดับชาติกันแน่คะ
ถึงแม้ตัวดิฉันเองไม่ได้มีความรู้พื้นฐานทางเศรษศาสตร์เลย แต่เป็นคนหนึ่งที่สนใจบทความวิชาการและผลการวิจัย รายงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรฐศาสตร์และการเมือง จึงเห็ว่าสิ่งที่อาจารย์กล่าวอ้างถึงนั้นสวยหรูพอๆ กับทฤษฎีสังคมนิยมของคาร์ล มารกซ์ เพ้อฝัน หวังให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม โดยลืมดูไปว่าแท้ที่จริงแล้วทางปฏิบัติไม่มีผู้ใดเคยทำได้
ขอบคุณสำหรับบทความนี้ที่ช่วยเปิวิสัยทัศน์ของดิฉันให้กว้างขึ้น และได้แง่คิด มุมมองใหม่ๆ ค่ะ

เล่นรอบ

สุดยอดครับ สมกับเป็นอาจารย์ ที่ไม่ทำอะไรไปตามกระแสครับ

คันมือ

เอ่อ คุณชัสภัสสร อาจารย์อาจจะเกาะทฤษฎีแน่นเกินไป แต่รับรองว่าไม่ใช่

"สวยหรูพอๆ กับทฤษฎีสังคมนิยมของคาร์ล มารกซ์ เพ้อฝัน หวังให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม"

ไม่ช๊าย ไม่ช่าย ... เค้าป่าวปกป้องปู่มารกซ์นะตัวเอง แต่อาจารย์เขาว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของเขาจะช่วยให้คนแข็งแรง (ขี้โกงก็ได้ถ้าฉลาดพอ) ยิ่งรวยๆๆๆๆๆ แล้วกการเมืองก็จะจัดการเฉลี่ยให้คนจน คนโง่ ทั้งหลายพออยู่ได้ โดยไม่ลุกขึ้นมาก่อจลาจล ...ต่างหากเล่า
ฮ่าๆๆๆ
เห็นด้วยกะศิษย์เก่า-ไม่ใช่ศิษย์เขาว่ามีคนน่าสัมภาษณ์อีกมาก แต่ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่กลับอ่านกระทู้ มันส์ขนาดนี้[emo14.gif]

พีท

ตรงเผงเลยครับ

สมัยนี้โลกไร้พรมแดน

จะปิดบ้านก็เตรียมแข่งกับพม่าได้เลยครับ

[emo13.gif]

anit

คนที่คิดตามเขาไม่ทัน(ไม่อยากใช้คำที่แรงๆ) ก็มักจะกลัว
แล้วก็หาว่าเขาโกง

ขนาดอาจารย์ท่าน พูดได้ค่อนข้างเป็นกลางที่สุดแล้วนะ ยังโดนด่า

เฮ้อบ้านเรา อย่างที่อาจารย์บอก การเมืองบ้านเราต้องถอยหลังย้อนกลับไปประมาณ 40-50 ปีจริงๆมั้ง

รักไทย ไม่ใช่รักพงษ์

จารย์เคยเข้าป่า 14 ตุลา ผิดหวัง ชอกช้ำ ก่อนออกมา

ไปเรียน เศรษฐศาสตร์การเมือง ในประเทศทุนนิยม กลับมาเป็นทุนนิยมเต็มตัวเลย

รู้สึกชื่นชมกับมุมมอง
รู้สึกหวั่นไหวกับสังคมไทย

ทากสินจงเจริญ
ธรรมสาดจงเจริญ
[emo2.gif]

C

[emo1.gif][emo1.gif] อาจารย์ธรรมศาสตร์ที่กล้าคิด กล้าทวนกระแสอย่าง อ.พิชิตมีไม่มาก หรือมีก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห้นเพราะเสียงไม่ดัง เครดิตสู้ อ.ที่ชอบฝักใฝ่การเมือง ชอบ ออกทีวีหรือลงบทความใน นสพ. (เอียงๆ) ไม่ได้ ทุกวันนี้ผมอับอายมากกับพฤติกรรม อ.หลายๆ คนที่ผมเคยเรียนด้วย อคติมันครอบงำท่านจนหน้ามืดตามัวไปหมดเล็คเชอร์เก่าๆ ของผมยังเก็บไว้อยู่ อ.ทำคนละเรื่องกับที่เคยสอนสงสัยผมต้องเผามันทิ้งแล้ว

C

[emo1.gif][emo1.gif] อาจารย์ธรรมศาสตร์ที่กล้าคิด กล้าทวนกระแสอย่าง อ.พิชิตมีไม่มาก หรือมีก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห้นเพราะเสียงไม่ดัง เครดิตสู้ อ.ที่ชอบฝักใฝ่การเมือง ชอบ ออกทีวีหรือลงบทความใน นสพ. (เอียงๆ) ไม่ได้ ทุกวันนี้ผมอับอายมากกับพฤติกรรม อ.หลายๆ คนที่ผมเคยเรียนด้วย อคติมันครอบงำท่านจนหน้ามืดตามัวไปหมดเล็คเชอร์เก่าๆ ของผมยังเก็บไว้อยู่ อ.ทำคนละเรื่องกับที่เคยสอนสงสัยผมต้องเผามันทิ้งแล้ว

มองโลกดี

อาจารย์มีสิทธิ์ที่จะเสนอความจริงที่เห็นและเป็นอยู่ในสังคมบ้านเรา ผมไม่เห็นอาจารย์จะเข้าข้างใคร อาจจะกล่าวถึงบ้างเพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ทุกคนรับทราบกันอยู่ ท่านมองทั้งข้อดีและข้อเสีย ให้คนที่มีวุฒิทุกด้านได้คิด เปิดใจรับฟังบ้างอย่าด่ากันอย่างเดียว คนที่ด่าๆนะ ขอให้อ่านจริงจังก่อนแล้วทำความเข้าใจอย่างมีสติ แล้วจะเกิดปัญญา อย่าบริโภคข้อมูลเฉพาะคนที่เราชอบเท่านั้น ต้องยอมรับในความต่างที่จะทำให้ทุกสิ่งลงตัว นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันยังสร้างสรรค์เป็นมือได้ บางท่านบอก มธ.ตกต่ำ ผมก็เป็นศิษย์เก่า มธ. ไม่เห็นว่า มธ. จะตกต่ำตรงไหน บุคคลากรทุกคนทำงานเต็มที่ อาจจะมีทั้งคนที่ดีและไม่ดี แต่ทุกคนยังเดินได้ภายใต้กติกาของ มธ. และของชาติ ผมไม่ได้เชียร์ใครนะ ขอให้กำลังใจทุกคนที่คิดในสิ่งที่สร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดี เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และขอขอบคุณอาจารย์วิชิตที่ให้ความจริงอีกด้านที่เป็นประโยชน์ จะนำไปคิดไตร่ตรองก่อนที่ผมจะบริโภค อย่าท้อนะครับอาจารย์/รัก-เคารพ

[emo1.gif]

777

ถูกใจข้าน้อย คนใช้แรงงานยิ่งนัก ท่านอาจารย์ [emo2.gif]

กวิน

เห็นด้วยครับอาจารย์...

เมืองไทยเราไม่เคยมีมาตรฐานและหลักการกันเลย อย่างเรื่องเลี่ยงภาษีที่หลายคนพูดกัน

จริงที่นายกอาจเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี โดยเฉพาะในสิ่งที่หลายคนบอกว่าเป็นการหลบเลี่ยงภาษี ถ้ามองว่าการหลบเลี่ยงภาษีเป็นการกระทำที่ชั่วช้า

แต่ถามหน่อยว่าบริหารจัดการภาษีกับหลบเลี่ยงภาษีมันต่างกันแค่ไหน? ปัจจุบันประเทศไทยเราก็มีบริษัทที่ให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเต็มไปหมดซึ่งเค้าก็มีหน้าที่ให้คำแนะนำเพื่อหาทางที่จะทำให้เสียภาษีน้อยที่สุดอยู่แล้ว --- ไม่เห็นจะมีธุรกิจไหนที่มั่นคงหน่อยจะไม่มีการบริหารจัดการเรื่องภาษี ไม่เว้นแต่ธุรกิจของนักการเมือง

ทีนี้ ถ้ามันใกล้เคียงกันมากระหว่างการบริหารจัดการด้านภาษีกับการเลี่ยงภาษี... คุณจะใช้อะไรเป็นตัวแบ่ง หรือคุณกำลังจะมองว่าแม้แต่การบริหารจัดการด้านภาษีก็ไม่ควรทำ สำหรับผมเครื่องแบ่งที่ดี ก็คือกฎหมายหรือบรรทัดฐานในทางปฏิบัติ ... เราอยู่บนกฎเกณฑ์เดียวกัน ถ้าเค้าทำไม่ผิดกฎหมายหรือแนวปฏิบัติ ผมก็โอเคนะครับ จะหมื่นบาทหรือหมื่นล้านก็ควรอยู่บนหลักการเดียวกัน ไม่ใช่พอหมื่นล้านก็เกิดเสียดายขึ้นมา

ไอ้เรื่องผิดเล็กๆ น้อยๆ ติ๊กผ่งติ๊กผิด โอเค... มีกันได้ ก็ลงโทษกันไปตามสมควร แต่ไม่เห็นจะถึงขั้นไล่ออกเลย ผมเห็นด้วยกับคุณนะว่านายกชั่วผมก็ไม่เอา แต่ผมเห็นต่างจากคุณที่ ผมไม่เห็นว่าเค้าทำอะไรชั่ว หรือทำอะไรต่างจากที่คนธรรดาเค้าทำกันตรงไหน และผมก็ไม่เห็นว่าคนทั่วไปเค้าจะละอายอะไรกันเวลาบริหารภาษีได้เก่ง...

ถ้าเราอยากไม่ให้มีคนเลี่ยงภาษีเลยก็ผลักดันให้กฎหมายภาษีรัดกุมขึ้นไม่ต้องมีช่องโหว่ให้คนบริหารจัดการกันเลย ให้เสียภาษีเต็มไม่ต้องมีการลดหย่อน... รู้มั้ยคับว่าทุกช่องโหว่ของกฎหมายที่มีไม่ใช่ว่าคนออกกฎหมายจะไม่ทราบ แต่นั่นเค้าทำขึ้นโดยจงใจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เพื่อส่งเสริมให้มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น หรือเพื่อทำตามพันธกรณีเรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อน ฯลฯ ถ้าไม่อยากให้เลี่ยงกันเลยก็แก้ได้ครับง่ายๆ ถ้านั่นจะถือว่าเป็นจริยธรรมที่ดี

ว่ากันตามจริง ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกับที่เราพยายามขุดคุยธุรกิจนายกอยู่ตอนนี้ ผมไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่ไหนหรอกที่ไม่เคยทำผิดกฎหมายซักข้อ

อีกอย่าง ถ้ามองว่านายกก็โอนหุ้นทั้งหมดให้ครอบครัวไปแล้วยังไม่พอ ยังถือว่าเป็นของนายก... ต้องให้ครอบครัวและทั้งตระกูลคนที่จะมาเล่นการเมืองขายกิจการออกไปให้หมดเลยหรอครับ

สิ่งหลายคนพยายามพูด เหมือนกับจะนำไปสู่บรรทัดฐานเดียวทางออกเดียว คือ ในอนาคตห้ามนักการเมืองโดยเฉพาะคนที่เป็นนายกหรือรัฐมนตรีมีธุรกิจ หรือถ้าจะมีธุรกิจต้องพยายามหาทางเสียภาษีให้มากที่สุด --- บ้ามั้ยคับเนี่ย...

ตรรกะผมก็ง่ายๆ แบบนี้แหละ

สิ่งที่ควรดูมากกว่าคือ "ท่านใช้อำนาจรัฐในฐานะนายกโดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ หรือให้มีการปฏิบัติที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป หรือมีเจตนาทำให้ชาติเสียหายรึเปล่า"

ผมก็ไม่ชอบหรอกครับ นายกโกงน่ะ... แต่จะกล่าวหาก็หาหลักฐานมาด้วย ไม่ใช่พูดลอยๆ แล้วทุกคนจะฟังคุณเอง

ปล. เรื่องที่อยากให้นายกมาตอบ ผมก็อยากนะ แต่ก็เข้าใจว่า... ทำไมท่านถึงยังลังเล ... มันไม่มีใคร perfect หรอกครับ ต้องเข้าใจ

เบื่อความเกลียดชัง

ตรงประเด็นและมีเหตุผลอย่างมากครับ

ระบบทุนนิยมกันก็ตรงตัวอย่างที่อ.ว่าจริงๆ "ใครทำได้ดีกว่า เอาไปกิน" ไม่เกี่ยวกับใครมีเงินมากกว่าด้วยซ้ำ บทเรียนIBM ที่พ่ายแพ้ให้กับDell ในตลาดPC จนต้องขายทิ้งให้กับกลุ่มทุนจากจีน แสดงให้เห็นชัดว่า "ทุนนิยมไม่เข้าข้างใคร"

โลกต้องเปลี่ยนแปลง อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่เปลี่ยนแปลงมากไป เร็วไป จะขาดเสถียรภาพ จุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยก้าวตามเขาไม่ทัน

จุดจะเปลี่ยนก็ไปยั้ง จุดที่ควรรักษาก็ปล่อยให้หลุดไป
ฟันเฟืองมันพิการมานานแล้ว
ตรงนี้เป็นจุดที่ดีของทุนนิยม "อะไรใช้ไม่ได้ ก็สมควรตายไปซะ" เป็นโลกที่ Survival of the fittest อย่างแท้จริง
และเป็นยาที่ดีที่ต้องฉีดให้มะเร็งในการเมืองประเทศไทยจบๆไปซะ

หัวข้อจริยธรรมก็เช่นกัน
มันสร้างสรรค์ได้และก็ทำลายได้
สร้างสรรค์ ถ้าเรานำมันไปใช้ในระบบนิติ สร้างเสริมระบบศาลและกฏหมายให้แกร่งได้

ทำลาย ถ้าเรานำมันมาใช้พร่ำเพรื่อ มองข้ามระบบ ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบไป
ดิสเครดิตระบบว่า "ถูกซื้อ" "ใช้งานไม่ได้" "ถูกครอบงำ"

หน้าที่ของพวกเรา เชิงสร้างสรรค์คืออะไร?
ไม่ใช่บ่นครับ บ่นไปไร้ประโยชน์ ออกมาประท้วงบีบบังคับด้วยอำนาจหมู่ก็ไม่ใช่

แต่เป็นการหาหนทางปิดช่องโหว่เหล่านี้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับตัวรัฐธรรมนูญไว้ใช้งาน

บทความของอาจารย์ตรงประเด็นและได้ใจควมครับ (อ่านแล้ว) รู้สึกยินดีที่ยังมีคนไม่หลงผิดในสังคมวิชาการไทย อยู่

และขอให้อาจารย์มีกำลังใจในการแสดงความคิดเห็น แบบมีเหตุผลไม่หลงกระแส เ่ช่นนี้อีกมากๆครับ

นัฐพงษ์

ในประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน ผมเห็นด้วยกับพิชิต ผมเคยวิจารณ์นิธิในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (กรณที่นิธิต่อต้านกระเช้าภูกระดึง) เห็นว่ายังใช้ได้กับคำอธิบายกรณีนี้ จึงเอามาโพสซ้ำ

1.บทความนิธิเรื่องกระเช้า รับไม่ได้จริงๆกับคำอธิบายของนิธิ ทำนอง ถ้ามึงสังขารไม่ให้ก็ไม่ควรขึ้นอะไรทำนองนี้ นี่คือลักษณอย่างหนึ่งของสังคมไทย ไม่ว่าฝ่ายอนุรักษ์หรือพัฒนา คือไม่เคยคำนึงถึงผู้ด้อยโอกาส คือพัฒนาก็เอากันจนสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่คำนึงถึงผู้แพ้ ส่วนฝ่ายอนุรักษ์ก็หลับหูหลับตาค้านอย่างเดียว ไม่ดูว่าคนไทยนี่มันแข็งแรง ครบ 32 กันทุกคนหรือ คนแก่ เด็ก คนพิการ ที่เขาต้องการเข้าถึงทรัพยากร (ภูกระดึง) ก็มี ไม่ใช่ไปบอกว่ามีสถานทีๆ ไม่ควรไป (เธค บันจี้จัมพ์) ยกตัวอย่างมาคนละเรื่องกับประเด็นกระเช้า คงไม่มีคนแก่สติดีที่ไหนจะไปบันจี้จัมพ์ เพราะถ้าแบบนั้นแล้ว พลาดพลั้งตายไปก็สมควร แต่นี่เรื่องกระเช้า มันจะทำให้คนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงบ้าง ชอบใจ สว ที่บอกว่านี่จะอยู่กันแบบป่าหิมพานต์หรืออย่างไร ต่างประเทศที่เขาอนุรักษ์ธรรมชาติ วัฒนธรรมได้ดีกว่าเรา เขายังมีบริการสำหรับประชาชนที่ด้อยโอกาส แล้วคนไทยก็มาชื่นชมกัน พอเราจะทำบ้างก็ด่ากันแล้ว จะมาบอกขึ้นไม่ได้ก็อย่าขึ้น พวกขึ้นได้ก็พูดได้ พวกมีโอกาสมากกว่าคนอื่นก็มักไม่คำนึงถึงผู้ด้อยโอกาส ถ้าเกิดตัวเองทำไม่ได้บ้างจะเข้าใจความรู้สึก ประหลาดว่า นิธิโปรคนชายขอบ ถามว่าคนแก่ เด็ก พิการ ที่อยากไปแต่ไปไม่ได้นี่ไม่ใช่ "ชายขอบ" หรืออย่างไร" ไม่เห็นใจเขาเลยหรือ ที่สำคัญคุณไม่คิดจะให้ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้มีโอกาสเข้าถึงหรือร่วมใช้ทรัพยากรกับคนที่มีครบถ้วนสมบูรณ์เช่นพวกท่านเลยหรือ

จะอ้างว่าเมื่อก่อนคนพวกนี้ก็ไม่ดิ้นรน ก็สมัยก่อนมันไม่เครื่องอำนวยความสะดวก ตอนนี้มีแล้วคนด้อยโอกาสก็จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยให้ตนเองเข้าถึงทรัพยากรบ้าง จะบอกว่าไม่ดีหรือผิดก็คงไม่ได้ พูดง่ายๆถ้าโหยหาอดีตแล้วโจมตีโครงสร้างพื้นฐานกันนักไฟฟ้านี่ก็ควรเลิกใช้ ทีวีตู้เย็นก็ไม่ต้องมี บ้านนี่ก็ควรปลูกกระท่อมมุงหญ้าคา ห้องน้ำก็ไม่ต้องรถก็ไม่ได้ต้อง เดินเอา เห็นนักอนุรักษ์ชอบอ้างว่าคนสมัยก่อนเขาไม่มีรถยังเดิน ใครแน่จริงก็เดินเอาครับสมัยนี้ ประหลาดคือพวกที่พูดแบบนี้เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครทำ ที่พูดมานี่ก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่นิธิหาว่าเอาแต่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ก็ถ้าไม่มีโครงสร้างพื้นฐานนี่ไม่ทราบว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในปัจจุบัน

จะบอกทำลายอาชีพคนท้องถิ่น บริการนั่งเสลี่ยง 2000 คนรวยๆนั่นแหละมีปัญญานั่ง อาชีพคนท้องถิ่นก็จริง แต่แบบนี้มันขูดรีดชัดๆ อาชีพแบบนี้สูญพันธ์ไปก็ดี เรื่องลูกหาบก็อีก ทีกระเช้าแล้วใช่ว่าคนจะเลิกเดิน มันก็เหมือนกระเช้าขึ้นดอยสุเทพนั่นแหละ ใครอยากขึ้น ขึ้น อยากเดิน เดิน พูดง่ายๆคือมันเป็น "ทางเลือก"

จะบอกถ้ามีกระเช้าจะทำลายธรรมชาติ เสน่ห์ของภูกระดึงคือธรรมชาติ คงไม่มีใครไปสร้างอะไรจนธรรมชาติหายไปหมด เพราะถ้าธรรมชาติหมด ภูกระดึงก็หมดความหมาย เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวก็พังตาม เรื่องนี้พวกที่จะสร้างเขาคงมองออก ขนาดคนนอกอย่างเรายังดูออกเลย

ทั้งหมดนี้ผมจึงไม่เคยเฮโลไปกับเรื่องต่อต้านการสร้างเคเบิลคาร์ หรือเมกะโปรเจกต์ในเชียงใหม่ มันไม่มีใครบ้าพอจะไปรื้อลานครูบาหรือสร้างบนหัวรูปปั้นครูบาแน่ๆ เอาง่ายๆแค่เราไปยืนบนดอยสุเทพนี่เราก็อยู่บนรูปปั้นครูบาหรือมังรายหรืออีกหลายๆอย่าง ก็ไม่เห็นีใครตะขิดตะขวงใจ

ชื่นชม

ขอบคุณอาจารย์ที่ให้แง่คิดอีกมุมหนึ่ง
ที่นักวิชาการท่านอื่นๆ ไม่กล้าพูดเพราะ
สวนกระแส และขัดกับผลประโยชน์ของ
คนบางกลุ่ม อาจจะมีคนด่าว่าถ้าอาจารย์
คิดคนละมุมกับเค้า แต่ขอเป็นกำลังใจให้
อาจารย์นะค่ะที่กล้าคิดกล้าพูดโดยไม่จำเป็นต้องเอาใจใคร พวกที่เห็นว่าเราคิดไม่เหมือนเค้าแล้วก็มาด่าว่า ก็ช่างเค้าเถอะนะค่ะ ยังมีอีกมากที่ชื่นชม...
.....
..แม้เพียงเล็กน้อย ..แต่ก็สร้างความแตกต่าง
[emo12.gif]

เหอะๆ

เข้าใจเลือกพูดแต่เรื่องที่ด่าไม่ได้

เข้าใจเลือกไม่พูดในสิ่งที่พูดแล้วถูกด่า

จะเอาอะไรกับคนที่หน้าห้องติดว่า

"งดเขียน Recommendation"

สงสัยรับจ๊อบนอกเพลินจนไม่มีเวลาให้นักศึกษา

เป็นบุญที่ไม่เคยยกมือไหว้คนๆ นี้ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม

ป 4

เป็นด๊อกเตอร์แค่ในประกาศนียบัตร แต่ความคิดและจิตวิญญาณแย่กว่าคนจบ ป 4 อีก น่าสงสารเมืองไทย แล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไรถ้าคุณมองแต่เศรษฐกิจ หรือเพราะสอนเศรษฐศาสตร์ เลยไม่สนใจเรื่องอื่น คุณค่าความเป็นอยู่ของคนไม่ได้วัดที่เศรษฐกิจอย่างเดียว ถ้าวันนี้คนรวยล้นฟ้า แต่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ เอาแต่ประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่สนใจชาติบ้านเมืองว่าใครจะเอาไปขาย ไปปู้ยี่ปู้ยำยังไง วันนั้นแผ่นดินนี้คงจะเจริญก้าวหน้า แต่อาจจะไม่ได้เรียกว่าแผ่นดินไทยอีก มองโลก มองปัญหาให้กว้าง ไม่งั้นเสียดายเงินทองที่ได้รำเรียนมาสูง
สงสัยจริงๆ ว่าจิตวิญญาณคุณคงแลกได้ด้วยเงิน เพราะเห็นความสำคัญของเงินเหลือเกิน อีกอย่างรัฐธรรมนูญน่ะโดนทักษิณฉีกมาตั้งนานแล้ว!!!!

BB

ทุกๆ คนที่กำลังด่าอาจารย์ท่านนี้ ลองมองทุกอย่างในภาพรวม (และที่สำคัญ ลดอคติลง) แล้วจะเข้าใจสิ่งที่อาจารย์ท่านพูดนะครับ

m

พราะอาจารย์@#@ อย่างนี้ สังคมจึงเลวชาติลงเป็นร่นๆ @#@
เข้าใจอะไรผิวเผินนำมาทฤษฎีมาใช้อย่างกลไก....มรึงไม่รูรึไง...ไอ้ทฤษฎีต่างๆ ที่ตะวันจกมันแพร่เข้ามาในหัวสมองของพวกมรึง ก็เพราะมันต้องการให้พวกมรึงยอมรับทางความคิดก่อน...ตานี้แม่งมรุงจะปล้นมรึงยังไงก็ได้ @#@เอ้ย....

(ประชาไทลบข้อความบางส่วนของคุณm-จีรนุช)

john

ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์พิชิต ไม่ได้เป็น 1 ใน 19อาจารย์ของเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่ร่วมลงชื่อให้ทักษิณลาออกด้วย

ไม่แปลกใจด้วยที่อาจารย์มองแค่ว่า จริยธรรม เป็นแค่เรื่องเกมการเมือง

เพราะผมรู้จักอาจารย์ดีว่าเป็นคนยังไง เพราะเคยทำงานวิจัยกับทีมของอาจารย์มาก่อน
ทีมดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ที่ปรึกษาสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

sirotek@hotmail.com

เมื่อไรจะเอาบทความนี้ลงไปซะที

เรียนท่านผู้อ่าน เราได้รับแจ้งจากคุณศิโรตม์ ถึงการแอบอ้างชื่อในการตอบกระทู้หลายต่อหลายครั้ง กระทั่งครั้งนี้ที่ระบุชัดเจนด้วยอีเมลล์แอดเดรส ของคุณศิโรตม์ ทางกองบรรณาธิการได้ทำการตรวจสอบ IP ของผู้ตอบกระทู้ตามการร้องเรียนของเจ้าของอีเมลล์ พบว่า IP ของผู้ตอบกระทู้คือ 58.11.70.38 ซึ่งเป็นการเข้าใช้จากในประเทศ ขณะที่เจ้าของอีเมลล์นี้อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้นขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวนี้ เพื่อให้เวทีเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

กองบรรณาธิการ ประชาไท

เก่ง

เป็นบทความที่ดี ขอให้อยู่นานๆ ครับ ^^

ฮก

ทุกคนอย่าคิดฉาบฉวย มุ่งประโยชน์ใดๆมากเกินเหตุ ให้มองมิติหลายด้าน แยกแยะถูกผิดอย่าเหมารวม การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนอย่าใช้มุมมองเดียว จำต้องมีความเห็นคิดแต่ละมุมมอง จริยธรรม กฎกติกา วัฒนธรรมทุน ระบบสังคมปัจจุบันไทย(ความแตกต่างของชนชั้นสังคมไทย) การเมืองไทย หาจุดสมดุล แยกประเภทอย่านำมารวมสับสน จะเกิดอวิชชา

จืด

ท่านพิชิตเข้าใจโลกาภิวัตน์ได้มากกว่าใครๆ
ผมขอเรียกร้องให้ ท่านพิชิต เป็นนายกฯของเรา

woran@yahoo.com

อันนี้ มั่วนิ่ม ยกเมฆมาเลย "ในอเมริกาเอง การตั้งองค์กรอิสระผ่านสมาชิกวุฒิสภาก็ทะเลาะกันเละเหมือนกัน จะเอาคนของตัวเข้ามาเหมือนกัน มันไม่ได้ต่าง การเมืองมันเข้าไปแทรกตลอด "

"มีการพูดตลอดว่า กรรมการชุดนี้มีแนวโน้มเป็นรีพลับริกัน กรรมการชุดนี้มีแนวโน้มเป็นเดโมแครต แม้กระทั่งศาลสูงสุด ประธานาธิบดีก็เป็นคนเสนอชื่อต่อสภาคองเกรสให้ตั้งนะ ก็ต่อรองกันน่าดูว่า จะเอาประธานคนไหนขึ้นมานั่ง ก็จะรู้กันในวงการแล้วว่า ผู้พิพากษาคนนี้หัวอนุรักษ์นิยม คนนี้หัวเสรีนิยม"

Smith

ทุนนิยมก้าวหน้าของพิชิตคือ สร้างถนน สนามบิน ลดภาษีนำเข้า แค่นี้เหรอ อันนี้ไม่ต้องเป็นดอกเตอร์ econ ก็พูดได้ "กว้างโคตร" "ล้าหลังโคตร" ถ้าไม่รู้อย่าใช้คำหรู ขอร้อง และเชยโคตร ยกตัวอย่าง IBM กับ Microsoft ตัวอย่างนี้เกือบปีแล้ว ถ้าอยากจำขี้ปากเขามาพูดไปอ่านหนังสือแนว inovation หรือ ไปอ่านสรุปสัมมนาเกี่ยวกับ new economy ที่ jackson hole อะไรเทือกนี้ แล้วค่อยมาพล่ามถึง โลกาภิวัตน์

เบื้อกสุด
"ทุนนิยมที่เจริญแล้วมันต้องมีอย่างอื่นด้วย มันไม่ใช่มีจีดีพีเยอะๆ อย่างเดียว มันต้องมีกระบวนการเสริมอื่นๆ ด้วย ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ คือ เมกะโปรเจกต์ที่จะทำอยู่ ต้องยกเครื่องใหม่หมด ระบบรถไฟฟ้า ถนนหนทาง สนามบิน ท่าเรือ"

เชยโคตร
"คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ไอบีเอ็ม แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะมันมีการแข่งขัน กฎเกณฑ์สารพัดอย่าง การลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามา การจ่ายใต้โต๊ะต้องมีน้อยหรือไม่มี แล้วกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยกระดับขึ้น ที่มีมูลค่าต่ำก็ต้องขยายไปสู่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น"

อยากพิมพิ์

บทความของอาจาร์ยพิชิตดีกว่า และความคิดของคุณนัฐพงศ์ดีมากๆ บอกตรงๆว่าอยากเจอมานานแล้ว ที่เมื่องไทยจะมีผู้นำแบบนี้ ประเทศจะได้เจริญแน่ๆที่มีจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือสังคมจริงๆ แต่ในสังคมทุกวันนี้ อุดมการณ์แบบนี้จะได้ฟังก็ตอนหาเสียง หรือ ในหนังสือ ทุกวันนี้ที่เค้าไม่ยอมรับทักษิณเพราะท่านไม่ได้เป็นอย่างที่คุณวางความฝันกันไว้ 30 บาทมันช่วยเหลือคนจนและนโยบายของรัฐบาล แต่เอายาของอเมริกามาตีตลาดยาไทย จำกัดงบประมาณของรพ.และจะโอนหน่วยงานรพไปสังกัดอบจ.เอาเงินไปให้ อบจ.คุมกันเอง พูดๆง่ายถ้าอบจ.มีงบ 1ล้านบาท แต่ตาสีตาสาต้องผ่าตัดหัวใจเป็นเงิน 2 แสนบาทคุณคิดว่า อบจ.จะอนุมัติง่ายมั้ย เค้าก็จะส่งคนไข้ไปอีกหน่วยงานนึงในสังกัด ( ตายกันพอดี ) ครั้นหมอจะดันทุรังรักษาก็ไม่มีงบประมาณพอ อย่างกองทุนหมู่บ้าน ที่ว่าชาวบ้านเอาไปละลายแม่น้ำ แต่ถ้าไม่ให้ก็ไม่มีการกระตุ้นการซื้อ-ขาย ในประเทศ นโยบาย เหตุผลดี แต่ธนาคารมีไว้ทำไม ถ้าจะบอกเหตุผลว่าตาสีตาสาไม่รู้การกู้เงิน ไม่มีคุณสมบัติตามธนาคารหรือกู้ยากบ้าง ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นวิธีการลดคุณสมบัติบางอย่างลงเพื่อเอื้อต่อการกู้ยืมของชาวบ้าน ในบางกรณี ก็คล้ายๆกับโทรศัพท์มือถือที่มีหลากหลายโปรโมชั่น ให้เราได้ประหยัดค่าโทรลง แต่ยังจ่ายเงินกับแหล่งเดิมที่มีการตรวจสอบได้ ไม่ใช่ไปจ่ายให้ที่คนขายมือถือที่มาบุญครอง กองทุนหมู่บ้าน คุมเงินเป็นล้านๆกันเอง ใบเสร็จก็ไม่มี หลักฐานการจ่ายเงินก็ไม่เหมือนกับธนาคาร เด๊ยวมีปัญหาก็ฟ้องศาลลำบากอีก หรืออาจตั้งตั้งสหกรณ์ในหมู่บ้านกันเอง นโยบายของอาจารย์มีหลักการดี แต่ บุคคลที่เอามาใช้ไม่ได้เป็นในรูปความฝันของนักอุดมการ์ณนะ มันเหมือนกับว่า ถ้าคุณหาเงินมาแทบตายคุณเป็นคนดี คิดทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่สามีคุณกลับเอาเงินไปเล่นการพนัน คุณคิดว่าคุณจะแก้ที่จุดไหนและถ้าคนภายนอกไม่รู้ว่าสามีคุณเป็นแบบนี้เค้าก็อาจจะแนะนำให้คุณโหมทำงานมากๆแต่เค้าไม่รู้ปัญหาของบ้านคุณ คุณจะยอมที่จะแก้ปัญหาที่ตัวสามีคุณหรือคุณจะยอมโง่หาเงินมาให้สามีคุณถลุง

Freeman

ยอมรับว่าอาจารย์แน่วแน่กับการมองโลกทางกายภาพแบบสุดโต่งเลย แต่ผมขอออกความเห็นว่าระบบทุนนิยมเป็นช่วงหนึ่งในประวิติศาสตร์มนุษย์เท่านั้น ระบบนี้เติบโตตามปรัชญาของดาวิน ซึ่งปัจจุบันทฤษฎีนี้กำลังนำพาโลกไปสู่หายนะ เพราะว่าสัตว์มันแข่งขันไปตามสัญชาติญานดิบ แต่คนมีปัญญามีสติที่จะทำอะไรที่เรียกว่า จริยธรรม ,ความดี เรื่องแค่นี้ดันไม่ทำ ดันไปเลียนแบบนิสัยสัตว์มาใช้ สุดท้ายสังคมหรือนิเวศน์วิทยาของโลกมันเริ่มส่งสัญญานแห่งการล่มสลายครั้งใหญ่ออกมาแล้ว ซึ่งก็เกิดการการมองอะไรแบบแยกส่วน และอยากเอาชนะธรรมชาติ ผมอาจจะอธิบายแล้ววกวนแต่คิดว่าผู้ใดได้ศึกษาแนวคิดใหม่ของวิทยาศาตร์ยุคใหม่ คงต้องยอมรับว่าระบบทุนนิยมไม่สอดคล้องกับความจริงของจักรวาลวิทยาเอาซะเลย ขอแนะให้อาจารย์ไปหาหนังสือของ ศรีอรพินโธมาอ่าน อาจเกิดปัญญาเห็นธรรมก็ได้นะครับ

ต่อ

คุณนัฐพงษ์ ถามคำเดียวไปภูกระดึงมาหรือยัง มาตอบหน่อย ถามใจจริง ๆ ของคุณสิครับ อย่าไปเอานิยม นิยามกับทฤษฎีให้มากเกินไป

นิสิต..

เห็นด้วยกับ อ.รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ถึงผมจะไม่ใช่ นิสิต มธ. แต่อ่านบทความแล้วนับถือครับ

PK

ถูกต้องที่ว่านอกจากทักษิณแล้ว ไม่มีใครทำอย่างนี้ได้ เพราะเงินไม่ถึงแค่ compromise มุ้งต่างๆ ก็ไม่ต้องบริหารบ้านเมืองแล้ว ไหนต้องหงอกับนักวิชาการและสื่อมวลชน (ในประวัติศาสตร์สองพวกนี้ไม่เคยบอกใครดี เพราะไม่งั้นหากินไม่ได้) และที่สำคัญการคุมเสียงได้เบ็ตเสร็จ เขาเรียกว่าพระสยามเทวาธิราชประธานทักษิณมาให้พัฒนาประเทศครั้งใหญ่ เหมือนสมัย ร.5 นั่นแหละ การต่อต้านครั้งนี้จะเป็นปราการด้านสุดท้ายที่ประเทศไทยจะหลุดจากวงโคจรเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง

สิงห์ดำ 27

เห็นด้วยกับคำสัมภาษณ์ของคุณพิชิตมากเลยครับ วิเคราะห์อธิบายแบบหยาบ ๆ ได้กระจ่างแจ้งและเข้าใจง่ายสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ต้องมีความรู้ลึกซึ้งมาก ได้อย่างชัดเจน ในยามนี้ ประเทศชาติต้องการนักวิชาการที่แท้จริงที่จะมาชี้ข้อเท็จจริงและนำเสนอความจริงให้กระจ่างชัด ไม่ใช่พวกนักวิชาการบ้า ๆ บอ ๆ ที่ไม่เอาวิชาการมาพูด หรือพูดความจริง ๆ ครึ่งเดียวหรือมีวาระซ่อนเร้น ถ้ายังปล่อยให้นักวิชาการจอมปลอมครอบงำความคิดทางสังคม คนดีก็คงท้อแท้ ผมงงจนคิดว่า ถ้าทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่อาจารย์เหล่านี้นำเสนอและบอกว่าเป็นสิ่งถูกต้อง ทั้งม็อบอภิสิทธิ์ที่อ้างเสียงประชาชน ทั้งพรรคที่ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยอ้างว่ามีสิทธิ ถ้าพรรคการเมืองปฎิเสธการเลือกตั้งนั้นทำถูกต้อง ถ้าขอรัฐบาลพระราชทานนั้นถูกต้อง ถ้าสิ่งที่เขาเรียกร้องและโหยหานั้นเป็นจริง และเกิดขึ้น ผมจะเอาปริญญาที่ได้มาไปคืนให้ที่คณะด้วยตนเอง เพราะความรู้ที่ได้มาและเข้าใจตลอดมาอีก 30 กว่าปีที่คิดว่าถูกต้องและภาคภูมิใจในความรู้นั้น ๆ ถือว่าผิดพลาด และคงแก้ตัวในชาตินี้ไม่ทันเสียแล้ว ไว้ชาติหน้าค่อยแก้ตัวใหม่ จะไม่เลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬา อีกเลย

นิสิต

คิดอยากมให้ประเทศตัวเองเป้นแบบประเทศที่ตัวเองไปร่ำเรียนมา

เกาะตำราแน่นจนเป็นง่อย

มองข้ามปัญหาไม่ยอมรับความจริง

ประเด็นคือ ปัจจุบันคนเลวมันผูกขาด มันหาช่องโหว่ในกฏหมาย และทำลายกฏหมายเพื่อเอาประโยชน์เข้าตัว

อย่าดีใจไปเลยอาจารย์ พวกที่เข้าข้างร้อยเปอร์เซ็นต์ก็พวกไม่มีความรู้และสมองพอจะเข้าใจประเด็นทั้งนั้แหละ เผลอๆก็พวกรับจ้าง

ดีใจว่ะ ที่ไม่เลือกคณะนั้น
และดีใจกะธรรมศาสตร์ด้วย ที่ยังมีคนฉลาดมากกว่าคนโง่

555

ขอบคุณท่านที่แจ้งให้ทราบว่า เขาคือหนึ่งในที่ปรึกษาของ สุรเกียรติ เสถียรไทย และเป็นหนึ่งในทีมงาน FTA
ยืนคนละข้างครับท่าน
ไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับบทความนี้

bic

อาจารย์ พูดดีและเข้าใจง่ายเกินไปคับ พวกรับใช้สนธิ มันพล่านกันใหญ่ รีบโพสๆ เข้าเร็ว

ต่อไปจะไม่มีแผ่นดินให้อยุ่ ถึงต้องกู้ชาติ เชื่อมันเลย

อีตอนเป็นหนี้ imf ที่ต้องรายงานทุกนโยบายที่รัฐวางแผน ให้ท่าน IMF ทราบนี้ ไม่ต่างอะไรจากเมืองขึ้น ไม่เห็นมีหมาตัวไหน มากู้ชาติเลย

ถามจิงเหอะ มันจะไม่มีประเทศให้อยุ่เหรอ คุณเชื่อจิงๆเหรอ สมองน้อยแต่อวดฉลาด เจ้าพวกวิชา ที่คุณจบอย่าง ไทย สังคม แคล แมตช์ art ไม่ได้ช่วยให้เก่งไปทุกเรื่องหรอกนะ

อยากรู้ว่าคนจบ ป.4 แต่เป็นเจ้าของ cp นี้เค้าเป็นปัญญาชนรึเปล่า

ปุจฉา ปัญญาชนคืออะไร
วิสัชนา พวกโง่อวดฉลาด

ศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์มธ.ที่เคยทำงานวิจัยกับทีมของดร.พิชิต ดร.ศุภั

ปล.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ แห่งเศรษฐศาสตร์ มธ. ไม่ใช่อาจารย์ที่มีจรรยาบรรณทางวิชาการ จงคิดให้หนักๆๆๆๆๆๆๆๆๆก่อนเชื่อความคิดของแก บางอันก็เชื่อได้ ควรเห็นด้วย แต่อีกหลายอย่างสุดโต่งมากและเต็มไปด้วยอคติ อย่างไรก็ดี แนวคิดของแก ช่วยยั่วยุให้เราคิดยอดให้แตกฉานออกไปได้ เพียงแต่ยึดหลักกาลามสูตรดั่งขุนเขา แต่ถ้าเรื่องจริยธรรม ขอเอาศีรษะแม้ว ทุศีลเป็นประกัน แทบจะไม่มีในดร.คนนี้เลยครับ เมื่อเทียบกับ ศ.รังสรรค์
พวกเราช่วยกันฟังความเห็นของอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักวิชาการผู้บริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ ไม่เคยอิงแอบนักการเมือง เป็นนักวิชาการที่แท้ ผู้เคร่งครัดในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ นักวิชาการที่ประชาชนไทยทั้งประเทศพึ่งพาได้ เป็นลูกศิษย์เอกของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ วีรชนเทคโนแครตคนสุดท้าย(???) ของสังคมไทยที่ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการสมัยจอมพลถนอม

เอ็กคลูซีฟ ‘รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์’ (1) :เจรจาFTAธรรมาภิบาลน่ะมีไหม ตอน 1/10

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยืนเคียงข้างปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม ทำไมเขายังมองว่า การเจรจาเอฟทีเอของไทยที่ผ่านมามีปัญหา ท่ามกลางการเรียกร้องให้เอาข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เข้าสภา เขายืนกรานว่า แค่นั้นไม่พอ....เพราะอะไร เขาเคยบอกให้ไทยเว้นวรรคการเปิดเสรีแบบเต็มสูบโดยให้เหตุผลว่า เราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ...เอฟทีเอทำให้เราป่วยหนักขึ้นหรือไม่ ทำไมคนไทยชอบสงสัยไว้ก่อนว่า นายกฯคนเก่งทำเอฟทีเอเพื่อประโยชน์ของวงศ์วานว่านเครือ โปรดติดตามหาคำตอบ ซึ่งเขาเปิดโอกาสให้ ‘ประชาไท’ ได้ถาม

ไทยมีความจำเป็นแค่ไหนในการทำเอฟทีเอ
ขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนดทิศทางของเราอย่างไร ขณะนี้รัฐบาลไทยถูกครอบงำโดยฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus)

โดยแนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ในข้อเท็จจริงก็คือ เราพึ่งสหรัฐเป็นตลาดในการส่งสินค้าออกมากที่สุด สินค้าออกของเรากว่า 20 เปอร์เซ็นต์ขายให้สหรัฐ เมื่อสหรัฐเริ่มทำข้อตกลงการค้าเสรี การไม่ทำข้อตกลงการค้าเสรีมันจึงมีต้นทุน

สมมติว่าคู่แข่งของเราผลิตสินค้าได้คล้ายกับเรา และแข่งกับเราในการค้าหลายๆ ชนิด เมื่อเขาทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอเมริกาแล้วเราไม่ทำ ก็มีความเสียเปรียบในการเจาะตลาดสหรัฐ

ผมคิดว่าข้อตกลงในการทำการค้าเสรี มันมีทั้งด้านบวกและลบ อยู่ที่ว่าจะเลือกเจรจาการค้าเสรีในประเด็นอะไร

บทเรียนที่ทำ FTA กับจีน หรือกับออสเตรเลียที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์พยายามมองเรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (http://ftadigest.com/backgroundGlossary.html) ในแง่ดี แต่กับจีนเอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้อะไร

ทุกอย่างต้องกลับมามองเรื่องธรรมาภิบาลของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมพูดมาตั้งแต่เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ก็คือ ข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่เคยต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและเห็นตัวอย่างมาแล้วมากมาย ว่าข้าราชการหรือรัฐบาลไทยไปทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยที่ประชาชนคนไทยซึ่งเป็นคนได้รับผลกระทบไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น

ตอน 2/10
ผมเห็นว่าข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา แต่ว่า แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ก็ยังเดินตามแนวทางเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 คือการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา ทั้งๆ ที่เป็นธรรมาภิบาลของการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

เมื่อรัฐไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา รัฐบาลก็ไม่ต้องรับผิด (Accountability) ไม่มีใครมาตรวจสอบและถ่วงดุล นี่เป็นปัญหาใหญ่

ผมต้องการเห็นการทำเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีธรรมาภิบาล คือ 1.ประชาชนมีส่วนร่วม ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมแสดงความเห็น

2. ต้องมีความโปร่งใส จะเห็นว่าการเจรจาการค้าไทยสหรัฐ รัฐบาลไทยปิดบังข้อมูลตลอด ไม่ยอมเปิดเผยว่าการเจรจาในประเด็นต่างๆ มีแนวโน้มที่จะตกลงอย่างไร หรือว่ามีการตกลงกันไปแล้ว ในขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ต้องรายงานต่อรัฐสภาอเมริกัน เวลาที่สมาชิกรัฐสภาถามว่า เจรจาแล้วตกลงอะไรกันไปบ้างแล้ว รายละเอียดอย่าไร เจรจาอย่างไร USTR เรื่องแบบนี้ต้องตอบ

แต่ในด้านไทยเอง แม้แต่สมาชิกรัฐสภา หรือแม้แต่กรรมาธิการของรัฐสภา เวลาถามรัฐบาลหรือข้าราชการไทยอาจจะสงวนไม่ตอบก็ได้ ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง คือกระบวนการการเจรจาของเรา ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่มีความโปร่งใส และก็ไม่มีความรับผิด ถ้าเราไม่แก้เรื่องนี้ก่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คืออย่างที่เห็น คือพวกต่อต้าน FTA ออกไปใช้กำลัง ออกไปเดินประท้วงบนท้องถนน เพราะรัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับรู้

ประเด็นใหญ่อีกประเด็นคือ เมื่อทำเอฟทีเอ มันจะมีคนที่ได้ประโยชน์ มันจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์ แล้วก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ มีภาคเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องร่วงโรยไป ล่มสลายไป แต่รัฐบาลไม่เคยมีแผนในการช่วยเหลือกิจกรรมที่จะร่วงโรยจากการเปิดเสรีทางการค้า สิ่งเหล่านี้เราเห็นได้จากกรณีของการทำการค้าข้อตกลงไทย-จีน ในการเปิดเสรีผลไม้

ในการดำเนินนโยบายนั้น มีทางเลือกหนึ่ง คือโอนประโยชน์จากกิจกรรมจากอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรี ไปเกื้อกูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องร่วงโรยอันเป็นผลจากการเปิดเสรี แต่รัฐบาลไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้ ไม่ได้พูดถึงเลย ไม่ได้มีการเตรียมการเลยว่า เมื่อลงนามไปแล้วจะมีแผนในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระเทือนจนกระทั่งจะต้องหมดอาชีพอย่างไรบ้าง

ตอน 3/10

แต่มันน่าแปลกว่า ตอนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ส.ส.ร.ก็มีนักกฎหมายมหาชนเข้าไปตั้งเยอะ แต่ไม่เห็นประเด็นนี้ อย่าว่าแต่ประเด็นนี้เลย แม้แต่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ จำได้ไหมตอนที่จะแก้รัฐธรรมนูญต้องไปแก้มาตรา 211 คราวนี้ก็เหมือนกัน คราวนี้อาจารย์อมร (จันทรสมบูรณ์) บอกให้แก้มาตรา 313 ทำไมมันย่ำอยู่กับที่แบบนี้ล่ะ คือเราบอกว่า คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มีทางที่จะปฏิรูปการเมืองได้ เราจึงไม่ให้อำนาจกับสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ทำไมยังเอาวิญญาณของรัฐธรรมนูญ 2534 มาใส่

ประเด็นเรื่องการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศอยู่ตรงไหนในกระแสแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้
อันนี้ควรเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพราะข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นข้อตกลงที่ให้คุณให้โทษกับภาคเศรษฐกิจบางภาค ถ้าคุณต้องการให้กระบวนการทำข้อตกลงมีธรรมาภิบาล คุณต้องให้สภาเข้ามาตรวจสอบและถ่วงดุล กระบวนการต้องโปร่งใสโดยอัตโนมัติ สภาต้องเรียกร้องขอข้อมูล แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกติกาเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นนี้ผมพูดมา 20 ปีแล้วนะ

สำหรับกระแสแก้รัฐธรรมนูญ ผมกำลังคิด ผมต้องการดูภาพทั้งหมด ผมไม่ต้องการแก้เป็นจุด เช่นไม่ต้องการแก้จาก 90 วันเป็น 30 วัน มันหยุมหยิม

อาจารย์เรียกร้องเรื่องของธรรมาภิบาลในการเจรจาเอฟทีเอ เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ท่านทูตนิตย์ พิบูลสงคราม ก็บอกว่า เราโปร่งใสเพียงพอ และรับฟังข้อมูลจากประชาชนไทยมาโดยตลอด
แกไม่โปร่งใสนะครับ เมื่อเริ่มการเจรจา ผมก็จัดประชุมขึ้นที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในหัวข้อที่ว่าในการเจรจานั้น ไทยควรจะมีจุดยืนอย่างไร ผมเชิญผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่างๆ มา และผมก็คิดว่าในบรรดาผู้ประท้วงการเจรจาเอฟทีเอในหลายต่อหลายเรื่อง ก็มีความเห็นสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญที่ผมเชิญมาในหลาย ๆ เรื่อง แต่ในส่วนของคุณนิตย์นั้น ผมเห็นว่าแกมีความเข้าใจผิดค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น ในการประชุมครั้งนั้น เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า ข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา แต่คุณนิตย์ยืนยันว่าต้องขอ ผมก็บอกในที่ประชุมว่า ตามรัฐธรรมนูญไม่ต้องขอ คือคุณนิตย์มีความไม่รู้เป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นหัวหน้าผู้เจรจา

แล้วมันมีรายละเอียดหลายเรื่องที่คณะผู้แทนเจรจาไม่เปิดเผย โดยอ้างว่า เป็นข้อตกลงกับผู้แทนเจรจาของสหรัฐ ซึ่งอย่างนี้มันแย่มาก ก็ในเมื่อคุณไปเจรจา คุณกำลังตกลงกันในเรื่องที่กำลังเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประชาชนภายในประเทศ ทำไมคุณไม่ให้ประชาชนมีส่วนในการรับรู้ตั้งแต่ต้น เพื่อจะดูว่าข้อตกลงอย่างนี้จะกระเทือนต่อประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่าอย่างไรบ้าง

อาจารย์พูดเรื่องการขอสัตยาบันจากรัฐสภาหรือการขอความเห็นชอบจากประชาชนว่ามันมากกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรค 2 ซึ่งบัญญัติว่า หากว่ารัฐบาลจะต้องทำสนธิสัญญาที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภายในประเทศจะต้องผ่านเห็นชอบจากรัฐสภา...แค่นี้ไม่พอหรือ
ไม่พอครับ การทำข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือสัญญาระหว่างประเทศ โดยทั่วไปไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา เว้นแต่ข้อตกลงนั้นมีผลในการเปลี่ยนแปลงราชอาณาเขต หรือมีผลในการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ หรือมีผลทำให้ต้องตราพระราชบัญญัติเพื่ออนุวัตรตามข้อตกลง แต่ตอนนี้ที่รัฐบาลทำ รัฐบาลได้ออกกฎหมายล่วงหน้าไปแล้ว กฎหมายที่คาดว่าจะปรากฏอยู่ในข้อตกลงจำนวนมากได้ออกล่วงหน้าไปแล้ว เช่นเรื่องระงับข้อพิพาททางการค้าโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แทนการใช้กระบวนการทางศาลก็มีกฎหมายอยู่แล้ว และก็เป็นที่แน่ชัดว่า สหรัฐอเมริกาก็จะต้องหยิบเรื่องมาเป็นประเด็นหัวข้อการเจรจาเรื่อง Trade and Investment

พูดอย่างนี้เข้ากระแสแก้รัฐธรรมนูญพอดี
ผมยังไม่อยากพูดเรื่องนี้ เพราะถ้าพูดผมก็อยากจะพูดให้มันจบสิ้นกระบวนความ คือผมพูดตั้งแต่ตอนที่เขาแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2521 คือเรื่องนี้ต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งของการแก้รัฐธรรมนูญ คือบทบัญญัติเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นบทบัญญัติที่เกื้ออำนาจของฝ่ายบริหาร อันนี้เป็นมรดกมาจากระบอบอมาตยาธิปไตย คือในยุคที่อำมาตย์เป็นใหญ่นั้น กฎหมายก็จะออกในลักษณะที่ให้อำนาจกับอำมาตย์ เช่นกฎหมายจำนวนมากที่มีบทบัญญัติอยู่นิดเดียว แล้วให้อำนาจฝ่ายบริหารไปออกกฎหมายลูก ซึ่งบางครั้งกฎหมายลูกมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่ากฎหมายแม่อีก

ตอน 4/10

แต่มันน่าแปลกว่า ตอนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ส.ส.ร.ก็มีนักกฎหมายมหาชนเข้าไปตั้งเยอะ แต่ไม่เห็นประเด็นนี้ อย่าว่าแต่ประเด็นนี้เลย แม้แต่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ จำได้ไหมตอนที่จะแก้รัฐธรรมนูญต้องไปแก้มาตรา 211 คราวนี้ก็เหมือนกัน คราวนี้อาจารย์อมร (จันทรสมบูรณ์) บอกให้แก้มาตรา 313 ทำไมมันย่ำอยู่กับที่แบบนี้ล่ะ คือเราบอกว่า คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มีทางที่จะปฏิรูปการเมืองได้ เราจึงไม่ให้อำนาจกับสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ทำไมยังเอาวิญญาณของรัฐธรรมนูญ 2534 มาใส่

ประเด็นเรื่องการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศอยู่ตรงไหนในกระแสแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้
อันนี้ควรเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพราะข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นข้อตกลงที่ให้คุณให้โทษกับภาคเศรษฐกิจบางภาค ถ้าคุณต้องการให้กระบวนการทำข้อตกลงมีธรรมาภิบาล คุณต้องให้สภาเข้ามาตรวจสอบและถ่วงดุล กระบวนการต้องโปร่งใสโดยอัตโนมัติ สภาต้องเรียกร้องขอข้อมูล แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกติกาเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นนี้ผมพูดมา 20 ปีแล้วนะ

สำหรับกระแสแก้รัฐธรรมนูญ ผมกำลังคิด ผมต้องการดูภาพทั้งหมด ผมไม่ต้องการแก้เป็นจุด เช่นไม่ต้องการแก้จาก 90 วันเป็น 30 วัน มันหยุมหยิม

ตอน 5/10

เอ็กคลูซีฟ:รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์(2): FTAไทย การเจรจาแบบ‘เหมาเจ๋อตง’

14 มกราคม 2549 20:02 น.
อาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่ยึดปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม มองนายกฯ คนเก่งทำเอฟทีเอ เพื่อประโยชน์ของใคร โปรดติดตาม หาคำตอบ
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยืนเคียงข้างปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม ทำไมเขายังมองว่า การเจรจาเอฟทีเอของไทยที่ผ่านมามีปัญหา ท่ามกลางการเรียกร้องให้เอาข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เข้าสภา เขายืนกรานว่า แค่นั้นไม่พอ..เพราะอะไร เขาเคยบอกให้ไทยเว้นวรรคการเปิดเสรีแบบเต็มสูบโดยให้เหตุผลว่า เราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ...เอฟทีเอทำให้เราป่วยหนักขึ้นหรือไม่ ทำไมคนไทยชอบสงสัยไว้ก่อนว่า นายกฯคนเก่งทำเอฟทีเอเพื่อประโยชน์ของวงศ์วานว่านเครือ โปรดติดตามหาคำตอบ ซึ่งเขาเปิดโอกาสให้ ‘ประชาไท’ ได้ถาม
ท่ามกลางบรรยากาศคัดค้านเอฟทีเอ ขบวนการภาคประชาชนวิพากษ์เชิงท้าทายกับลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เช่น สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้ว เมื่อใดที่มีการเปิดตลาดเสรี หายนะจะตามมาเสมอ จริงไหม
(หัวเราะ) เปิดเสรี...กิจกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องหายนะ กิจกรรมที่แข่งขันได้ก็ได้ประโยชน์ เปิดเสรีมีประโยชน์อยู่ 1 อย่างคือ กระตุ้นให้ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต แต่ก่อนนี้เมื่อไม่มีการเปิดเสรี ก็ไม่มีสิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต เปิดเสรีไม่มีประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
การเปิดเสรีต้องใช้รัฐเป็นเส้นทางผ่าน แต่ถ้ากระบวนการผ่านของรัฐมีปัญหาล่ะ เช่น รัฐไทยไม่ยอมเปิดเสรีโทรคมนาคม
ทำไมรัฐไทยไม่เปิดโทรคมนาคม (หัวเราะ) ถามคุณทักษิณสิว่า ทำไมไม่เปิดโทรคมนาคม ทำไมโทรคมนาคมไม่เป็นประเด็นในการเจรจา ทำไมไปเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร

ตอน 6/10
ถ้าอย่างนั้นการเปิดเสรีก็ไม่การันตีว่าประชาชนในรัฐจะได้ประโยชน์
ดังนั้น ประเด็นต้องกลับไปที่ธรรมภิบาลของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศใช่ไหมครับ คือการตัดสินใจว่าจะเอา sector อะไรไปแลก sector อะไร มันควรจะเป็นการตัดสินใจที่อยู่ภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เอาภาคปศุสัตว์ไปแลกกับออสเตรเลีย ภาคปศุสัตว์ก็ต้องแย่แน่ๆ เพราะว่าโคเนื้อโคนมไทยสู้ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ไม่ได้แน่ๆ แต่คุณก็แลก แล้วใครได้ ภาคยานยนต์ ทำไมคุณตัดสินใจแลกอย่างนี้ กระบวนการแลกอันนี้มันควรจะเป็นประชาธิปไตย แต่ขณะนี้มันไม่เป็น
แล้วคุณดูสิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำ คุณก็รู้ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ภาคปศุสัตว์ไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่ว่ารัฐบาลทักษิณยังดำเนินการแจกโค ยังคงดำเนินการให้เกษตรกรยังคงเลี้ยงโคต่อ ทำไมไม่ดำเนินการปรับโครงสร้างเสีย แต่เดี๋ยวนี้ในเมื่อรู้ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้าการเลี้ยงโคนมโคเนื้อมีปัญหา ทำไมไม่ดำเนินการให้เกษตรกรที่เลี้ยงโคค่อยๆ เปลี่ยนอาชีพ แต่นี่ยังคงให้เกษตรกรต้องจมปลักไปกับกิจกรรมนี้ซึ่งรู้อยู่แล้วว่า จะได้รับผลกระทบจากการค้าเสรีกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
แต่เรื่องนี้เกษตรกรเขาก็ยืนยันว่านี่คือวิถีชีวิตของเขาที่เขาจะต้องเลี้ยงโคต่อไป เพราะเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุนแม่แล้ว
เขาก็เลี้ยงได้ แต่เขาไม่สามารถแข่งได้ในการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาก็เลี้ยงเพื่อกินเพื่อใช้ ไม่สามารถเลี้ยงเพื่อกินเพื่อขาย
แต่สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือการตบหลังด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรี แล้วก็ปลอบโยนด้วยการมีนโยบายการแจกโค แต่ว่าในระยะยาวมันยิ่งสร้างปัญหาใหญ่
ดูเหมือนว่าสำหรับอาจารย์แล้วแก่นของปัญหาในการทำข้อตกลงการค้าเสรีก็คือ ธรรมาภิบาล ของการเจรจา
ใช่ ในความเห็นผมมันอยู่ที่เรื่องธรรมาภิบาล จะทำอย่างไร แล้วที่คุณทักษิณสามารถละเลยเรื่อง Good Governance ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างระเบียบเรื่องนี้ขึ้นมา
ถึงแม้ว่าจะมีกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้มีหลักประกันใช่ไหมว่า รัฐบาลนี้จะไม่ละเลย
รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างเงื่อนไข เรื่องที่รัฐบาลละเลยเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างเงื่อนไข
ในตอนต้น อาจารย์พูดถึงการแผนการที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมที่จะต้องร่วงโรยไปจากการเจรจาเอฟทีเอ เช่น ช่วยเหลือให้เปลี่ยนอาชีพ มีปัญหาว่า วิธีการเช่นนี้จะไปขัดกับสิ่งที่สังคมไทยระดับชุมชนซึ่งกำลังพัฒนาปรัชญา ‘ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา’ หรือ เรื่อง ‘สิทธิชุมชน’ หรือไม่

ตอน 7/10

โอเค ก็ต้องกลับมาถามเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนาว่า คุณจะเดินบนเส้นทางของชุมชนท้องถิ่นพัฒนาหรือคุณจะเดินบนเส้นทางของโลกานุวัตรพัฒนา ชนชั้นปกครองไทยก็นำสังคมเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา ประชาชนในชนบทในหลายภูมิภาคจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินแนวทางพึ่งตนเอง อยู่พอดี กินพอดี ไม่ได้ต้องการที่จะผลิตเพื่อขาย ผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ แต่แนวทางโลกานุวัตรพัฒนาเป็นแนวทางที่ทำให้ประชาชนต้องใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต ผลิตเพื่อขาย แล้วก็ต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนของตลาดโลก
แปลว่าเราต้องยอมรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางโลกานุวัตรพัฒนาเป็นแนวทางหลัก
ในเมื่อประชาชนเลือกรัฐบาลที่มีจุดยืนที่จะนำสังคมเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา…ในขณะนี้เป็นเรื่องยากมากนะครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมเขียนบทความชื่อ Bangkok Consensus บอกว่านี่คือฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในขณะที่โลกานุวัตรพัฒนานั้นเดินอยู่บนเส้นทางของฉันทามติวอชิงตัน แต่ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย ฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีทางเอาชนะฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันได้ คือถ้าประชาชนยังไม่ตระหนักถึงประเด็นนี้
ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลทักษิณที่ลากเราไปหาวอชิงตัน กระทั่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ลากเราไปหาวชิงตันเพียงแต่ว่า ดีกรีมันต่างกันเท่านั้นเอง
กลุ่มทุนไทยเป็นกลุ่มซึ่งกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มทุนไทยทำสัญญาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มทุนสากล และในขณะเดียวกัน คุณก็เห็นขบวนการประชาชนในประเทศไทยก็เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับขบวนการประชาชนในต่างประเทศอย่างที่เห็นที่เชียงใหม่
ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะไปเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาหลักของประเทศจากเส้นทางของการเปิดประเทศมาเป็นเส้นทางที่ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นเรื่องที่ถ้าประชาชนเห็นว่า เส้นทางการเปิดประเทศนั้นไปไม่ได้ และดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นเรื่องที่อย่างที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ พูดว่า “ทางใคร ใครเลือก” ผมเห็นว่าเป็นแค่นั้น เป็นมากไปกว่านั้นก็คงจะลำบาก
อาจารย์เคยเสนอในบทความชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2543 ให้เว้นวรรคดับเบิลยูทีโอ (องค์การการค้าโลก) 10 ปี เพราะว่าเราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ การทำข้อตกลงเอฟทีเอ ไม่ใช่เชื้อโรคในกลุ่มเดียวกันหรือ
อยู่ในสำนักความคิดนั้น ก็คือขนาดของการเปิดประเทศของเรามากเกินไป แล้วเราจัดการกับมันไม่ได้ ตัวอย่างของการจัดการไม่ได้ก็มีให้เห็นแล้วเมื่อวิกฤติการณ์ 2540 ผมเขียนว่า ให้เว้นวรรคดับเบิลยูทีโอ ไม่ได้บอกให้ปิดประเทศ ผมบอกว่า ให้เปิดประเทศเท่าที่เคยเปิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อเราแพ้สงครามการเงิน ผมไม่ได้บอกว่า ให้ลาออกจากดับเบิลยูทีโอ แต่บอกว่าให้เปิดเสรีเท่าที่เคยเปิด แต่อย่าเปิดต่อ ถ้าจะเปิดต้องมั่นใจว่า เรามีความสามารถในการจัดการกับปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มันมีสาเหตุมาจากนอกประเทศ

ตอน 8/10

อาจารย์เขียนไว้ด้วยว่า ผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมต้องยอมรับว่า สังคมเศรษฐกิจไทยไม่สามารถฝืนมรสุมทางเศรษฐกิจได้ เพราะระบบเศรษฐกิจไทยมิได้มีพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ถ้ายอมรับข้อความนี้ การทำเอฟทีเอหรือสนธิสัญญาการค้าอื่นๆ ก็เป็นข้อที่ต้องพึงระวังเอามากๆ
ใช่ ๆ คุณกำลังเอาความรุ่งเรืองให้กับบางอุตสาหกรรม และคุณกำลังสร้างความฉิบหายให้กับบางอุตสาหกรรม คุณต้องเปิดโอกาสให้เขาส่งเสียงได้ หรือคุณต้องเตรียมการช่วย แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลแย่มากๆ รัฐบาลไม่ได้เตรียมการช่วยเลย นอกจากนี้เราก็ไม่รู้ชัดเจนด้วยว่า เขาเอาอุตสาหกรรมอะไรไปแลก
เมื่อเราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจเพราะการเปิดเสรี การทำเอฟทีเอก็ทำให้เราป่วยซ้ำ อาจารย์มองว่าเราจะป่วยหนักขึ้นไหม
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราพัฒนาความสามารถของเราในการจัดการระบบเศรษฐกิจ มากไปกว่าเมื่อปี 2540 หรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก มันมีการเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานซึ่งได้รับผลกระเทือนโดยตรงก็คือแบงก์ชาติ อย่างน้อยแบงก์ชาติตอนนี้มีความโปร่งใสมากกว่าก่อนปี 2540 แต่คนที่ทำให้แบงก์ชาติโปร่งใสไม่ใช่คนภายในแบงก์ชาติ เป็นคนนอกแบงก์ชาติ เรื่องนี้ต้องชมคุณชายจัตุมงคล โสณกุล ซึ่งเป็นคนจัดการให้ระบบข้อมูลของแบงก์ชาติมีความโปร่งใส
แต่ในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการระบบเศรษฐกิจ มันมีความเปลี่ยนแปลงไม่มาก และรัฐบาลทักษิณไม่ได้สนใจ รัฐบาลทักษิณเมื่อเข้ามาปี 2544 เคยคิดแก้กฎหมายวิธีการงบประมาณและผมไปเป็นกรรมการด้วย จนเดี๋ยวนี้กฎหมายนี้ไม่ออก จะแก้ระบบการงบประมาณ ซึ่งมีหลักการสำคัญอันหนึ่งที่ผมพูดในที่ประชุมว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิด งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล ควรจะให้เอกชนได้
หมายความว่าอย่างไร
ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินมีแต่ให้กับหน่วยราชการ แต่ไม่เคยให้กับเอ็นจีโอ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เอ็นจีโอได้รับงบประมาณจากรัฐบาล คือถ้าเราคิดว่า องค์กรเอกชนมาช่วยรัฐบาลในการพัฒนา รัฐบาลควรจะจัดสรรงบประมาณให้องค์กรเอกชนได้
คือแทนที่จะคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ต้องเปลี่ยนความคิด รัฐทำเองไม่ไหวแล้ว ระบบเศรษฐกิจมันใหญ่ไปแล้ว และมันซับซ้อนมากไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะเอ็นจีโอออกมาเย้วๆ มากไปหรือเปล่า (หัวเราะ)
แนวโน้มที่ดีจากปี 2540 นอกจากแบงก์ชาติแล้ว มีอะไรอีกบ้าง
ที่มันแย่ลงก็คือเทคโนแครต จิตวิญญาณเทคโนแครตมันเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนนี้ยังมีเทคโนแครตที่เมื่อเห็นว่านโยบายรัฐบาลทำไม่ดีก็ออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน อย่างน้อยคัดค้านเป็นการภายใน
ซึ่งเป็นวิธีที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำมาโดยตลอด ในยุคหลังอาจารย์ป๋วยก็ยังมีคนทำแบบนี้อยู่ แต่ขณะนี้ไม่มีเลย ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่รัฐบาลจะมีนโยบายขายรัฐวิสาหกิจ ไม่มีเทคโนแครตออกมาทักท้วง ไม่ทักท้วงเพราะอะไร เพราะได้แบ่งหุ้น เทคโนแครตในกระทรวงการคลังตั้งแท่นให้คุณทักษิณล้วงเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งไปใช้ รายได้ไม่ส่งรัฐ แล้วเอาส่วนนี้ไปใช้จ่าย มันทำให้ระบบการงบประมาณไม่มีเช็คแอนด์บาลานซ์ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนแครต เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เลว
แต่ก่อนเทคโนแครตแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมด้วยการคัดค้าน หรือการลาออก เช่นในแบงค์ชาติซึ่งเป็นจารีต แต่เวลานี้ไม่มี...สิ่งที่คุณทักษิณทำสำเร็จก็คือ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนด เทคโนแครตเป็นคนเอานโยบายไปทำ

ตอน 9/10
ประเทศไทยก็ไม่ต้องติดอยู่กับระบบราชการ ไม่ดีหรือ
แต่เทคโนแครตควรจะเป็นด่านแรกในการตรวจสอบถ่วงดุลนโยบายของรัฐ ถ้าจะพูดให้สวยก็คือ เป็นด่านแรกในการกลั่นกรองนโยบายของรัฐ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว มันมีแต่ Yes Man เต็มไปหมด แล้วคุณดูสิเวลาถ่ายทอดการประชุม ครม. ก็พูดอยู่คนเดียว ไม่มีใครแสดงความเห็น พอแสดงความเห็นอีก็ปรับครม. (หัวเราะ)
มีคำกล่าวหาว่า ปลายทางของเสรีนิยมคือการผูกขาด อาจารย์เห็นด้วยไหม
อย่างนั้นมันไม่ใช่เสรีนิยมที่แท้น่ะสิ
เสรีนิยมที่แท้เป็นอย่างไร
เสรีนิยมที่แท้ต้องมีการแข่งขัน เสรีนิยมจอมปลอมก็อย่างเช่น นโยบายการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของรัฐบาล รัฐบาลเพียงแต่เปลี่ยนความเป็นเจ้าของจากรัฐไปเป็นเอกชน แต่รัฐไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน ยกตัวอย่าง คุณแปรรูปการปิโตรเลียม คุณเอาการปิโตรเลียมเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) แล้วก็เอาหุ้นไปขาย แต่คุณไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน
อย่างนี้จะเรียกว่าเสรีนิยมไม่ได้ คุณเปลี่ยนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นบริษัทมหาชนจำกัด แล้วเอาหุ้นออกขาย แต่ว่าคุณไม่ได้สร้างกติกาให้มีการแข่งขันกันในการผลิตไฟฟ้า ถ้าคุณสร้างกติกาให้มีการแข่งขันกันในการผลิตไฟฟ้า ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์
แต่สภาวะเสรีนิยมจอมปลอมก็ไม่ได้มีเฉพาะของไทย แต่เป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศที่เปิดเสรีให้กับประเทศใหญ่ๆ เช่นอเมริกา
ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมภายใต้ระเบียบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่สามารถที่จะเดินไปสู่ปลายทางของปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมได้
เราเป็นประชาธิปไตยทำไมการเมืองของเราถึงปกป้องประชาชนไม่ได้ เช่น การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐที่กำลังดำเนินอยู่ก็มีข้อวิตกกังวลกันว่า จะกระทบกับการเข้าถึงยาของประชาชนไทย
เรื่องยาเราต้องเสียเปรียบแน่นอน
ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าเศรษฐกิจเสรีนิยมและประชาธิปไตยอย่างที่ไทยเป็นนั้นปกป้องประชาชนของเราไม่ได้
มันคนละเรื่องกันนะ เรื่องการเจรจาการค้าเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องอำนาจต่อรองการค้าระหว่างประเทศประเด็นเรื่องยา แม้กระทั่งออสเตรเลียซึ่งมีปัญญา มีสมองในการเตรียมการเจรจา ก็ยังเพลี่ยงพล้ำ
อย่างเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่เราจะต้านได้ไหม
โอ๊ย ก็คุณทักษิณเขาจะให้อยู่แล้วน่ะ แล้วถ้าคุณทักษิณเขาจะให้ภายใต้กระบวนการเจรจาที่เป็นอยู่ มันก็ลำบาก เพราะไม่มีใครไปคานเขาในสภา และที่สำคัญเรื่องมันไม่เข้าสภาด้วย

ตอน 10/10
ท่านทูตนิตย์เข้าใจมาตลอดว่า ต้องเข้าสภา ล่าสุดก็ยังยืนยันว่าต้องเข้าสภา
แกพูดเมื่อไหร่
เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา
ผมจัดเวทีมาเกือบ 2 ปีแล้ว แกก็พูดแบบนี้ แต่คุณทักษิณเป็นคนพูดเอง ว่าไม่จำเป็นต้องเอาเข้าสภา แกเพิ่งพูดเมื่อวันสองวันนี้ไม่ใช่เหรอ
ผมคิดว่าการบริหารการเจรจาของไทยมีปัญหา คือหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่เจรจาการค้าระหว่างประเทศอยู่แล้วคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แต่ว่าคุณทักษิณกลับไปเลือกกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจากับประเทศที่สำคัญ คือญี่ปุ่นกับอเมริกา นี่คือการตบหน้ากระทรวงพาณิชย์ และล่าสุดมีการส่งคุณอุตตมะ สาวนายน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปช่วยดูแลการเจรจาด้วย กระทั่งไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบการเจรจากันแน่
คุณทักษิณทำข้อตกลงการค้าเสรีมากเกินไป และนักเจรจาการค้าระหว่างประเทศของเรานั้นมีจำนวนจำกัด นี่เป็นความผิดของราชการไทย
เมื่อเราเป็นสมาชิกของ GATTs ในปี 2525 ราชการไทยไม่เคยคิดสร้างนักเจรจาการค้า นักเจรจาการค้า 1.ต้องมีความรู้เศรษฐศาสตร์ เพราะมันข้องเกี่ยวกับเป็นประเด็นเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์เยอะมาก 2.ต้องมีความรู้กฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คนที่รู้และชำนาญด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผมคิดว่าในเมืองไทยมีไม่ถึง 5 คน และ 3.คุณต้องเคยมีประสบการณ์ในการเจรรจา
นักเจรจาการค้าในเมืองไทยมีน้อยมาก เมื่อมีน้อยก็ควรจำกัดการเจรจา แต่ว่าไทยจัดการทีเดียวมีข้อตกลงนับสิบข้อตกลง นักเจรจา 1 คน อาจจะต้องเจรจากับต่างประเทศมากกว่า 1 ประเทศ
และในคราวนี้ ผมเข้าใจว่าคุณทักษิณบอกว่าจะต้องพยายามสรุปข้อตกลงกับสหรัฐให้ได้ภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งการเร่งเจรจาให้จบเร็วๆ มันเป็นการทำลายอำนาจต่อรองของผู้แทนการเจรจา เพราะว่าคู่เจรจารู้อยู่แล้วว่าคุณอยากจะลงนาม
การเร่งการเจรจาก็แสดงว่ารัฐบาลมีสินค้าที่เป็นเป้าหมายอยู่ในใจแล้ว
ปัญหาคือ เราไม่มี Hard Fact ว่ารัฐบาลจะเอาอะไร ทำไมนายกทักษิณจึงเลือกเปรู ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่มีเลย ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศไม่มีเลย แต่ก็เลือกทำเอฟทีเอกับเปรู เนื่องจากประชาสังคมไทยมีความไม่ไว้วางใจคุณทักษิณสูงมาก คนก็เดาว่า คุณทักษิณต้องไปหาประโยชน์จากเรื่องดาวเทียม คนตั้งข้อสงสัย เพราะว่าคุณทักษิณปล่อยให้บริวาร ปล่อยให้ญาติมิตรมาหาประโยชน์ทับซ้อนอย่างน่าเกลียดมาก คือไม่มีตระกูลนายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ไทยที่ปล่อยให้เครือญาติมาหาประโยชน์แบบนี้
ยังมีประเทศบาร์เรนที่ไปทำเอฟทีเอไว้แล้ว โดยที่เราเองก็ไม่มีอะไรจะแลกกับเขา เขาก็ไม่มีสินค้าจะแลกกับเรา
ทั้งหมดนี้ก็กลับมาที่ปัญหาธรรมาภิบาลในการเจรจา อย่างเวลาที่ USTR หรือผู้แทนสหรัฐจะไปเจรจากับต่างประเทศต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบ รัฐสภาอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเลือกประเทศ A มันสำคัญอย่างไร ต้องอธิบายกับรัฐสภา แต่ว่าการเลือกประเทศในการทำข้อตกลงของไทย คุณทักษิณเป็นคนชี้ คือมันเป็นกระบวนการตัดสินใจภายใต้ระบบเหมาเจ๋อตง คือเป็นระบบวีรชนเอกชน
โดย ประชาไทย

ป 4

อยากให้คุณ bic และคนอื่นที่เห็นด้วยกับนายพิชิตคนนี้ ลองฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดูบ้าง อย่าปิดหูปิดตาปิดใจตัวเอง ไม่ใช่รับฟังแต่ด้านดีของทักษิณ อย่าคิดถึงภาพรวมที่สวยหรู แท้จริงลึกลงไปแล้วพวกมันมีเจตนาเอาพื้นที่แผ่นดินไทยของเราไปประเคนให้กลุ่มนายทุน ต่างชาติ คุณรู้จักกฏหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเปล่า หรือที่เรียกว่ากฏหมายขายชาติ และยังมีกฏหมายอีกหลายฉบับที่เอื้อต่อต่างชาติและกลุ่มนายทุน พวกชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนกำลังจะตาย ที่ตายไปแล้วก็มี เพราะในบ้านเมืองเรามีคนที่ไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้ มีความคิดแคบๆ มองแต่ประโยชน์ส่วนตน วันนี้ฉันสบายแล้ว คนอื่น หรือประเทศชาติจะเป็นอย่างไรช่างมัน! วันนี้เรายังมีองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข เราจะยอมให้มันออกกฏหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อยึดผืนแผ่นดินไทยไปได้ยังไง

หนี้ imf ทำไมทักษิณถึงใช้หนี้ได้ เพราะรัฐบาลที่แล้วมีนโยบายไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีนโยบายให้ข้าราชการหรือนักการเมืองเดินทางออกนอกประเทศบ่อยๆ เหมือนรัฐบาลนายทักษิณ ทำให้ประเทศไทยมีเงินเหลือที่จะไปใช้หนี้ และทักษิณคนนี้ก็รีบใช้หนี้ imf เพื่อเอาหน้าทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาการชำระหนี้ หัดฉลาดรับข้อมูลข่าวสารหลายๆ ด้านดีกว่าที่จะมา post แสดงความโง่เขลาของตัวเองออกมา คุณอย่าอคติกับนายสนธิ เพราะตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสนธิกับทักษิณ แต่เป็นทักษิณกับประชาชนชาวไทย

ถ้าวันข้างหน้ากฏหมายนี้ออกมาใช้ได้ และมันเวนคืนที่ดินคุณ วันนั้นคุณคงเป็นคนที่น่าสมเพชที่สุด !!!!!

คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาทำให้คุณเข้าใจ เพราะว่าเรื่องแบบนี้ สำหรับคุณแล้วมันคงยากเกินกว่าจะเข้าใจ ไม่อยากจะสีซอให้...ฟัง เหนื่อยเปล่า ตอนนี้มีคนจำนานมากตื่นแล้ว เชิญคุณนอนอยู่ในตมให้สบายเถอะ ไม่ต้องขึ้นมาก่อก่วนหรือขัดขวางคนอื่นที่เขามีเจตนาดีต่อประเทศชาติ

งง งง

ทุนนิยมก้าวหน้าหรือ?เป็นยังไงอ้ะ?
ผมว่าเป็นได้ "พ่อค้าไร้คุณธรรม" มากกว่ามั้ง เอ!เดี๋ยวนี้หนังสือเรื่อง Capitalism ของ อ.สุภา ศิริมานนท์ (2494) เขายังมีให้ นศ.เรียนอยู่มั้ยเนี่ยครับ แล้วคณะเศรษศาสตร์ได้สอนให้รู้จักความแตกต่างของ "เศรษฐศาสตร์"
กับ "ลัทธิเศรษฐกิจ" หรือเปล่าครับ
ผมอ่านบทความแล้วเห็นว่าที่รัฐบาลชุดนี้กับที่ปนึกษาทั้งหลายกำลังทำกันน่ะมันเข้าลักษณะของลัทธิ "Merchantilism" มากกว่า Capitalism นะครับ

ศิษย์เก่า มอ.

ต่างคนต่างความคิด....

เป็นกำลังใจให้อาจารย์พิชิต ค่า

john

โลกานุวัตร ไม่ได้มีแค่เรื่องทุนนิยมเสรีแค่นั้น นายพิชิต ไม่รู้หรือไงว่า มันมีสองเรื่องที่สำคัญ ด้วย คือ 1. Good governance 2. Human rights

รัฐบาลชุดนี้ไม่มีธรรมาภิบาลเลย ตัวทุศีลเองต่างหากที่ฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่น่าเชื่อว่า พิชิตจะมองไม่เห็นประเด็นนี้เลย อีกทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนเต็มไปหมด เห็นได้ชัดจากหลายๆ กรณีมาก ไม่ว่าการแปรรูปปตท กฟผ FTA 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน เหยียนปิง วัดพระแก้ว จัดซื้อเครื่องบิน etc. เยอะจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ตอบคำถามประชาชนไม่ได้สักข้อ ดีแต่บอกว่า
เสียผลประโยชน์ ใส่ร้าย ไม่ทำตามกติกา

นายทุศีลเองแหล่ะ ท่องกติกูจนขึ้นใจ

เรื่อง Human rights ฉาวโฉ่มากๆๆๆๆๆ จนมีรายงานจาก UN ว่าไทยติดอันดับโลกเรื่องละเมิดสิทธิมุนษยชน

อย่างที่อาจารย์นิธิบอกแหล่ะว่าทักษิณหมดความชอบธรรม
ไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ฆ่าตัดตอนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้นายกหรือประธานาธิบดีประเทศพัฒนาแล้ว
เ้ค้าลาออกไปตั้งนานแล้วครับ ไม่สะสมความชั่วจนท่วมประเทศอย่างนี้หรอก
นี่ผมเืชื่อว่าถ้าออกเมื่อไหร่ และทรท ไม่ได้เป็นรัฐบาล ขี้อีกกองโต จะโผล่ออกมาแน่ๆๆๆๆ เพราะมันนั่งทับไว้อีกพะเรอเกวียน

ไม่ทราบว่าพิชิต หลงลืมประเด็นสำคัญทั้งสองนี้ไปได้อย่างไร

นี่หรือที่คิดว่าตัวเองรู้จักโลกานุวัตร

ลูกช้าง

"ลัทธิเศรษฐกิจ กับ เศรษฐศาสตร์ "
แตกต่างกันยังไง อธิบายหน่อยได้มั้ย
ทั้งเจ้าของบทความและกองเชียร์
ขอท้าๆ จากเด็กสถาบันอื่น

ลูกช้าง

ไม่มีใครมา-เริ่มให้ก่อน-รอผู้รู้มาถกกันครับ
อ.สุภา ศิริมานนท์, พ.ศ.2494 -บรรยายไว้ให้ นศ.ธรรมศาสตร์และการเมือง ฟัง เกี่ยวกับ ลัทธิเศรษฐกิจ Mercantilism และได้ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือเรื่อง แคปิตะลิสม์,หน้า 3 ว่า...
Mercantilist คือพวกที่ทำให่เกิดคำพังเพยพิศดารที่ว่า "เงินคือแก้วสารพัดนึก" เงินตราคือพระเจ้าผู้มีอิทธฤทธิ์สูงสุด หรือนัยหนึ่งเป็นพวกที่ถือเอาความเทียบเท่าของมูลค่า คือ "ราคาของมูลค่า" เป็นสรณะ โดยไม่ยอมคำนึงถึงบ่อเกิดและผู้ให้กำเนิดแก่มูลค่านั้นๆแต่อย่างใดเลย จากคำบรรยายว่าด้วยลักษณะเศรษฐกิจของยุคแคปิตะลิสต์นี้จะช่วยให้นักศึกษาผู้ฟังทราบได้เองว่า สำนัก Mercantilism เป็นเสมือนหนึ่งสำนักของพวกนายทุน (Capitalist) ในยุคค้าขาย เริ่มรวบรวมทุน (Capital) เป็นยุคที่พัฒนาการของการผลิตกำลังคลี่คลายมาจากยุคศักดินา (Feudalism) ตอนต่อเชื่อมกับยุคแคปิตะลิสม์...
นี่ขนาดอาจารย์บรรยายไว้เมื่อปี พ.ศ.2494 นะครับ ผมยังไม่เห็นเลยว่า เศรษฐกิจแบบปัจจุบันของไทยน่ะ มัน ก้าวหน้า ตรงไหน? ในเมื่อนี่มัน พ.ศ.2549 เศรษฐกิจไทยมันเพิ่งเดินมาถึงดังขั้นตอนที่ผมยกข้อความข้างต้นมาอ้าง
หุหุ!! เศรษฐกิจก้าวหน้าแบบโลกาภิวัฒน์ ตามโลกไร้พรมแดน !!!

ผ่านมา

โทษทีนะคะ ที่อดสงสัยไมได้ว่าอาจาร์ยพิชิตเป็นใครเพราะว่าความคิดท่านสวนกระแสกับสังคม สิ่งที่ท่านพูดถ้านักการเมืองเราโปร่งใสแบบนั้นจริง มันก็จะดี แต่นี่ เล่นแปรรูปเอาเข้าตัวเองแล้วมาหลอ
กว่าแปรเพื่อชาติ ทั้งๆที่ไม่เห็นมีบริษัทไหนมาแข่งเสรีกับปตทเลย การค้าเสรีก็งุบงิบทำกันไม่ผ่านรัฐสภา แบบนี้ อาจาร์ยยังยกย่องนักการเมืองประเภทนี้ให้อยู่ในสังคมอีกเหรอคะ พอใครแย้งหน่อยก็หาว่าพวกเสียผลประโยชน์งั้นพวกที่อยู่ข้างทักษิณก็พวกได้ผลประโยชน์น่ะสิ

Chatpassorn

[emo6.gif]
สงเอย..สงสัย
ทั้งที่อาจารย์พิชิตเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเดือนตุลา เป็นศิษย์ปู่คาร์ล มาร์กซ มาก่อน และเคยเป็นคนที่ต่อต้านทุนนิยมเป็นสุดๆ ทำไมวันนี้อาจารย์ turn back แบบ dramatically ขนาดนี้ล่ะคะ
อาจารย์เป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาเรื่อง FTA และยังเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่นักวิจัยโครงการของสกว.เพื่อหาข้อเสียของการดำเนินการนี้ไม่ใช่เหรอคะ
อะไรทำให้อาจารย์ลี่ยนไป

สิท

:)[emo24.gif][emo24.gif][emo24.gif][emo24.gif]

ว่าเค้าขายชาติ แต่ทุกคนรวยขึ้น รถป้ายแดงเต็มเมือง แท็คซี่เต็มเมือง ของฟุ่มเฟือยก็เต็มเมือง แฟชั่นอีก คุณเอาเงินมาจากไหนถเเศรฐกิจของประเทศมันไม่ดี

ถ้าปล้นประเทศ ทุกคนต้องจนลง อดตาย ติดหนี้ โจรขโมยก็น่าจะเพิ่มขึ้น ตกงานอีก ถามว่ายุคทักษิณกับยุคก่อนๆในเหมือนกันหรอ

เวลามองต้องมองหลายๆด้าน เข้าใจและยอมรับในแต่ละด้านครับ

แต่ที่แน่ๆวันที่2 ผมจะไปเลือกตั้ง เพราะถ้าไม่เลือก แล้วใครมันจะรู้ว่าผมคิดไรอยู่ รวมทั้งคุณๆท่านๆด้วย สวัสดีครับ :)[emo24.gif][emo24.gif]

พพ

หนังสือเล่มเล็กของอ.แก้วสรร ที่โดนสันติบาลยึด สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ http://files.thaiday.com/download/stop.pdf ดาวน์โหลดไปอ่านกันเยอะๆ จ้ะ (รูปประกอบสวยมาก)

koomkumkaew

business is not charity.

ไม่มีจริงดอก good governance หรือ human right ตราบใดที่ยังมีการผลิตและค้าขายอาวุธ เอาไว้เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง

ดีใจที่มีนักวิชาการอย่างนี้

เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างสุดตัว

ขอบคุณที่แสดงจุดยืนที่มั่นคงชัดเจน ไม่ตามกระแส

ถึงแม้ว่า สุดท้าย ม๊อบอาจชนะ แต่เชื่อว่าระยะยาว คนจะเข้าใจว่าอะไรเป็นไร ในภายหลัง

Cambridge

ตีตรง
คมคาย

สมแล้วที่จบสถาบันทรงภูมิ

เห็นด้วยกับอาจารย์ และ เบื่อม๊อบที่นึกว่าตนทรงภูมิ

คุณๆที่ต้านอ.พิชิตทั้งหลาย
คุณก็เหมือนกับปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล

คุณจะกระโจนหนีอ่างทุนนิยมได้ มันไม่ง่ายนักหรอก
โมเมนตัม สูง หยุดเมื่อไร
แรงเหวี่ยงส่งกลับ แรงเช่นกัน

อยากให้มองแบบสองด้าน มองแบบ สิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่อุดมคติ

ที่กินไม่ได้ แต่ถ้าใครคายออกให้สาธารณะชนเห็นแล้วจะดูเท่ห์มาก

ยกตัวอย่าง Gandhism หรือ Self reliance แนว socialism ที่แทนซาเนีย
สองแนวคิดนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดีแน่นอนไร้พิษภัยแฝงเร้น

สุดท้าย ไม่ยั่งยืน และใช้ได้จริง กลับต้องมีแนวทางประยุกต์ให้เข้ากับสภาวะการณ์ globalisation & modernity

จากแนวคิด Gandism เพียวๆ ก็ กลายเป็น AT ( Appropriate Technology) ที่ต้องแสวงหาสิ่งที่ดีและเหมาะสม ไม่ใช่แนวทางสุดโต่ง

จาก Arusha declaration แนวคิด self reliance ทีแทนซาเนีย ก็ยังไม่มีความยั่งยืนและทนทาน เพราะ เป็นแนวระบบปิดแบบ socialism ก็ยังต้องล้ม
พอเจอแรงเหวี่ยงจาก capitalism และ stuctural adjustment ก็ยังต้องล้ม

หันมาดูบ้านเรา แนวทางที่รัฐกำลังทำอยู่ ก็มีทั้งเวิร์กและไม่เวิร์ก
อย่างนโยบายระดับมหภาค แบบ ดุอัลแทร็ค ซึ่งพัฒนาคู่ขนาน ทั้งระดับมหภาคและจุลภาค นี่ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับนโยบายนี้ คือ ไปได้กับแนวทาง Sufficiency Economy คือ ไม่เป็นระบบปิดมากเท่า selfl reliance เปรียบเหมือนต้นอ้อ ที่ไม่ต้าน แต่ลู่ลม แต่มีรากแก้ว รากฝอยที่แข็งแรง

ยกอย่างนโยบาย เรื่อง micro credit ซึ่งนโยบายของรัฐบาล ก็คิดในเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน ของคนชนบทที่ขาดโอกาสมาเนิ่นนาน ซึ่งคนทั่วโลกเขาก็รู้และตื่นตัว

และก็ประสบปัญหาเดียวกัน คือ ติดตามและประเมินผลการคืนทุนของคนชนบท ตรงนี้เป็นประเด็นที่ไม่เวิร์ก แต่ไม่ใช่ว่า ไม่ควรทำหรือทำไม่ได้
ที่เค้ากำลังเป็นวาระอยู่ตอนนี้ ก็เรื่องการใช้ระบบ IT ในการติดตามเพื่อความโปร่งใส และติดตามผลสะดวก

ระบบทุกระบบ ต้องมีการพัฒนา ติดตามประเมินผลและแก้ไข ผู้ที่ไม่ผิด คือผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยต่างหาก

บางคนชอบพูดว่า สอนให้คนจน เค้ารู้จักทำเบ็ด ซึ่งก็เป็นความจริง แต่ผู้พูดจะเคยคิดไหมว่า
หลายๆคน แม้แต่เงินซื้ออุปกรณ์ทำเบ็ดยังไม่มี แล้วจะให้ไปทำคันเบ็ดได้อย่างไร

เห็นด้วยว่า มีคนติ คนติง สื่อทัดทาน ตรวจสอบ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีในการทำงาน

ตรงนี้รัฐบาลต้องรู้จักน้อมรับ

แต่การบิดเบือนใส่ไคล้ ปลอ่ยข่าวแล้ว เชื่อตามกัน อย่างสี่สิบคำถามนี่ ตั้งกันอยู่ได้ เป็นเจ้าหนูจำไม เขาตอบกันไปแล้ว ก็ยังไม่คิดจะไปค้นหาความจริง และใช้ตรรกะค่อยๆกรองแยกแยะ ว่าอะไรจริง หรือไม่จริงประการใด

อะไรใช่บ้าง และอะไร ไม่ใช่สาระ

คนเชื่อก็เชื่อเอาๆ นึกแล้วเศร้า พลเมืองเรา ขาดวิจารณญาณที่พอเพียง

กลายเป็นว่า เราจะเอานายก ออกโดยไม่สนใจจะหาข้อเท็จและข้อจริง เอาเรื่องสรตะ มาบิดเบือน เบี่ยงเบนสร้างภาพ จนเกินเหตุ ทั้ง เรื่อง ธงเอย วัดพระแก้วเอย เว๊บมานุดสะยาเอย..อีกจิปาถะ

ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ เอาเรือ่ง ที่เป็นสารัตถะ ที่หนักหนาสาหัสเรื่องเดียวเปิดประเด็นให้ลึก สร้างความจริงให้ปรากฎไม่คลุมเครือ คุณจะได้ใจแนวร่วมมากกว่านี้หลายขุม

ท้ายนี้ขอให้อาจารย์ ยึดมั่นในความเป็นกลางและถูกต้อง เป็นกระจก ส่องสังคม ถึงแม้บานเล็ก แต่ก็มีคุณค่าในสายตาของผู้อ่านคนหนึ่ง

Mars

ผมมองที่เป้าหมายมากกว่าผลของการกระทำนะครับ

พูดง่ายๆก็คือเป้าหมายของทักษิณไม่ได้ตั้งใจจะแก้ปัญหาความยากจน แต่เป้าหมายคือทำให้ชนชั้นล่างเห็นว่ากำลังพยายามแก้อยู่ตลอด

พิชิต

ช่วยโทร ไปคุยกับมันหน่อยพิชิตน่ะ
xxxxxxxxxx

(ประชาไทขอลบบางส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว-จีรนุช)

ธงทอง

พิชิต มันอยากเป็น อธิการบดีธรรมศาสตร์
ให้อภัยมัน ฝากบอกมันด้วย กูมีความสามารถมากกว่ามึงมากนัก อย่าได้คิด รอทุศิลมันแต่งตั้งนะ[emo11.gif]

บิดเบือนเพื่อรับใช้?

ตรรกะบิดเบือน เบี่ยงเบนประเด็น
ประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่จะเลือกระบบเศรษฐกิจแบบไหน
แต่อยู่ที่ทักษิณละเมิดรัฐธรรมนูญชัดแจ้ง
และไม่สามารถชี้แจงได้เลย

1.ผมถามอาจารย์หน่อยที่อาจารย์ว่า

"เหตุการณ์ที่ออกมาเป็นการเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาปะติดปะต่อเป็นเรื่องขึ้นมา แต่ถ้าเอาข้อมูลมายันกันนะ มันก็ตกเกือบหมด"

ทำไมทักษิณไม่ออกมาชื้แจงให้เคลียร์ได้เลย ทำไมกุนซือของเขาที่มีความสามารถทั้งนั้น ไม่มั่นใจเหมือนอาจารย์ว่าจะให้ความกระจ่างแก่ประชาชนได้ กลับแนะนำให้หลบเลี่ยงเวทีสาธารณะตลอดมา ที่ออกมาน้อยครั้งก็เกิดอาการพูดแล้วฟังไม่ขึ้น ไม่เห็นจะ "มันก็ตกเกือบหมด" เหมือนที่อาจารย์ว่าเลย

2.ผมขอถามว่า
ประเทศที่ใช้ระบบทุนนิยมทีว่าดีตามความเห็นของอาจารย์ นายกละเมิดรัฐธรรมนูญ หรือเลี่ยงภาษีได้โดยไม่มีความผิด ได้ด้วยหรือ

3.จริงๆ ผมเห็นว่าบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ของอาจารย์ เป็นเพียงการยกเหตุผลบิดเบือนต่างๆ นานา และเจตนามองข้ามข้อเท็จจริงทีมองเห็นชัดเจน (ทั้งในเรื่องทุนนิยมในภาพรวม และ รูปการณ์การเมืองในช่วงนี้ของเรา) เพียงเพื่อให้คำตอบสุดท้ายว่าต้องเอาทักษิณเท่านั้นเอง เพราะหากมีจุดมุ่งหมายทางวิชาการจริงๆ แล้ว การวิเคราะห์โดยเอาตัวบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่สามารถให้คำตอบต่อคำถามในเรื่องข้อดีข้อเสียของระบบทุนนิยมต่างๆ ได้เลย

4.ผมเห็นด้วยมากเลยกับข้อคความของคุณ "ศิษย์เก่า" ที่ว่า
คำว่า อาจารย์ ความหมายละเอียดและมีคุณค่ากว่าคนๆนี้นะครับ
มีอีกคำหนึ่งที่น่าจะพิจารณานำไปเรียกนะครับ
"ผู้มีรายได้จากการบรรยายเศรษฐศาสตร์แขนงหนึ่ง ณ มธ."
ดังนั้น ผมขอแก้คำว่า อาจารย์ในข้อเขียนของผมทุกคำให้เป็นชื่อตามที่คุณ "ศิษย์เก่า" เสนอนะครับ

Schisse

"ไม่มีจริงดอก good governance หรือ human right ตราบใดที่ยังมีการผลิตและค้าขายอาวุธ เอาไว้เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง"

มีจริงครับ แต่มีในระดับที่ต่างกันไป อย่ามองแบบเหมารวมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะครับ ไม่งั้นเค้าจะมีการจัดลำดับเรื่องนี้กันเหรอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

kom

ตรงใจดี มีเหตุมีผลดีอะ

Anothai

หลักการ ทฤษฎี ถูกต้องครับ

แต่ถ้ายึดแต่หลักการและทฤษฎีทุกอย่างเป๊ะๆ รับรองครับว่า ประเทศ ฉิ บ หา ย แน่ ครับ

ประเทศไทย แตกต่างกับประเทศอื่นๆ และอยู่รอดท่ามกลางทรราช ผ่านวิกฤตมาได้ตลอด เพราะ 2 ประการ คือ จริยธรรมของคนในชาติ และ พระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว ที่อาจารย์ประชดประชันพระองค์ท่านว่า " .... 19 ล้านเสียงไม่มีความหมายหรอกถ้า 1 เสียงบอกให้ไปเถอะ แล้วก็มีนายกฯ รักษาการ ...."

แต่อย่าลืมสิ่งหนึ่งนะครับ ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีประมหากษัตริย์เป็นประมุข แม้กษัตริย์จะทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรนูญ แต่ก็ทรงเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญเช่นกัน สำนึกบ้างนะครับ
รักษาทฤษฎี จนตัวตาย ชาติฉิ บ หาย ยังไงก็ช่าง เป็นปรัชญาทฤษฎี ที่ธรรมศาสตร์สอนหรือครับ โชคดีจังที่ผมไม่ได้เรียนกับอาจารย์ มิเช่นนั้นผมคงเรียนไม่จบหรอกครับ และโชคดีที่พ่อ-แม่ผมจบธรรมศาสตร์ก่อนอาจารย์เข้าสอน มิเช่นนั้น ท่านก็คงเรียนไม่จบเช่นกัน

dg

เห็นด้วยกับอาจารย์ในเกือบทุกประเด็น

ทั้งหมดมันก็แค่เกมการเมืองจริงๆนะ แกนนำฝ่ายต่อต้านทักษิณก็คือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ส่วนประชาชนหลายคนก็ดันถูกพวกที่เสียประโยชน์เหล่านี้หลอกให้ไปเล่นเกมการเมือง "กู้ชาติ" เพื่อประโยชน์ของคนเหล่านี้ ไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศแต่อย่างใด (ขอโทษที่พูดแรง แต่ผมเห็นอย่างนี้จริงๆ)

ฝ่ายต่อต้านก็ชูเรื่องขาดความชอบธรรม ขาดจริยธรรมขึนมาอ้าง ราวกับว่าตัวเองมีจริยธรรมสูงส่งกว่าทักษิณ ดูนสพ.ผู้จัดการของคุณสนธิสิ มีจริยธรรมแค่ไหนในการเสนอข่าว? มีแต่เสนอข่าวเข้าข้างตัวเอง พาดหัวรุนแรง นี่หรือคือจริยธรรมของผู้ที่เรียกร้องจริยธรรม?

เกมการเมืองแย่งชิงอำนาจ (โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ) แบบนี้มันมีมานานแสนนานทุกยุคทุกสมัย ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ทักษิณควรอยู่หรือไป แต่ทำอย่างไรให้เกมการแย่งชิงอำนาจดำเนินไปได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนเช่นในต่างประเทศที่การเมืองเขาเจริญแล้ว

ที่ว่าการเมืองเจริญแล้วไม่ได้แปลว่านักการเมืองเขามีคุณธรรมจริยธรรมสูงส่งนะครับ การเมืองก็ยังคงเป็นการเมืองที่มีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา แต่ระบบมันกำกับดูแลให้เกมการเมืองดำเนินไปโดยไม่ทำให้เกิดปัญหารุนแรงต่างหาก

ผมไม่ได้ชื่นชอบทักษิณ ไม่ได้เลือกเขาด้วย ผมชอบวิพากษ์วิจารณ์เขา แต่ผมไม่สนับสนุนให้เขาลาออก ผมไม่สนับสนุนให้ฝ่ายต่อต้านทักษิณออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกให้ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็แย่สิ พอกลุ่มคนที่เสียประโยชน์ไม่ชอบนายกคนไหนก็ออกมาต่อต้านประท้วงให้ลาออก อย่างนี้จะมีระบอบประชาธิปไตยไว้ทำไม?

ถ้าใครไม่ชอบทักษิณ ก็ออกมาด่ามาวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทุกคนควรรับฟัง แต่สุดท้ายแล้วคนทั้งประเทศคือผู้ตัดสินนะครับ คุณจะเอาความเห็นของคุณมาเป็นตัวตั้งไม่ได้หรอก จะมาบังคับให้เขาลาออกไม่ได้หรอก ถ้าคนอื่นเขายังเห็นว่าทักษิณทำประโยชน์ให้พวกเขาอยู่มาก

ประเทศนี้เป็นของทุกคนนะ ไม่ควรมีใครที่มีสิทธิ์มีเสียงมากไปกว่าคนอื่น หรือคุณคิดว่ามันไม่จริง?

ประเวศ

๑. นัตถิ ปัญญา สมาอาภา

ในสมัยใหม่ที่สลับซับซ้อน มีระบบที่ซับซ้อนและดำมากมาย ระบบเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจจึงดำ ระบบเหล่านี้เป็นเสมือน “กล่องดำ” เมื่อสังคมไม่เข้าใจระบบที่ซับซ้อนและดำจึงถูกมันทำร้าย อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรง บ่อย ๆ ครั้งทุกข้างของความขัดแย้งล้วนเป็นเหยื่อของระบบที่ซับซ้อนและดำ สังคมต่าง ๆ แก้ปัญหาไม่ได้หรือวิกฤต เพราะ “กล่องดำ” ทางสังคมเหล่านี้

ฉะนั้น “ยุทธการแกะกล่องดำ” จึงมีความจำเป็นในการทำให้บ้านเมืองพ้นวิกฤต นั่นคือการใช้ความรู้ ข้อมูล หลักฐาน คลี่ความซับซ้อนออกมาให้สว่าง พอที่สังคมจะเข้าใจ และจัดการกับมันได้อย่างถูกต้อง โบราณจึงว่า นัตถิ ปัญญา สมาอาภา หรือแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

สังคมการเมืองไทยกำลังสับสน ขัดแย้ง ร้อนระอุประดุจไฟไหม้ ต้องทำความเข้าใจ ประเด็นของปัญหา สาเหตุ และเครื่องมือในการแก้ปัญหา จึงจะดับไฟที่กำลังเผาไหม้ได้

๒. ประเด็นหลักของวิกฤตการณ์ทางการเมือง

นายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริต หรือถึงขั้นทำผิดกฎหมายและหลบเลี่ยงกฎหมาย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัวมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ

จนมีบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ออกมาประท้วงและเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ และล่าสุดคือแถลงการณ์ของสภาทนายความและสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๙ ที่กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีทำผิดกฎหมาย นี้คือประเด็นที่ไม่ควรจะหลงลืม

๓. ๑๙ ล้านเสียงและการเลือกตั้งใหม่ไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธ์ได้

เมื่อประเด็นคือการถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริต ทางแก้คือการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง

ถ้านายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดก็ควรจัดให้มีการพิสูจน์โดยกลไกที่เชื่อถือได้ ถ้าไม่ผิด การพิสูจน์ใด ๆ ก็จะเจอว่าไม่ผิด ข้อกล่าวหาก็จะตกไป แต่นายกรัฐมนตรีไม่เคยยอมให้พิสูจน์

มักอ้างเรื่อง ทรท. ได้รับเลือกมา ๑๙ ล้านเสียง การที่พรรคได้รับเลือกมาไม่ว่ากี่เสียง ๆ ก็ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าไม่ได้ทำผิด ฮิตเลอร์และมาร์กอส เริ่มแรกก็ได้รับเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น หรือประธานาธิบดีนิกสันก็ได้รับเลือกจากประชาชนอเมริกันมากกว่า ๑๙ ล้านเสียง แต่เมื่อทำผิดซึ่งน้อยกว่าข้อกล่าวหาที่นายกรัฐมนตรีกำลังได้รับมากก็ต้องลาออก ไม่สามารถอ้างเสียงหลายสิบล้านคนมาฟอกความผิดได้

การเลือกตั้งใหม่ไม่ใช่เครื่องมือฟอกว่าไม่ผิด คนมีเงินมาก ๆ และมีอำนาจรัฐอยู่ในมือสามารถจัดการให้คนมาออกเสียงให้ตัวได้มาก ๆ แต่ข้อกล่าวหายังอยู่ การจะฟอกว่าไม่ผิดได้คือกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นอิสระโดยการสืบสวนสอบสวน ไม่ใช่การโหวต

การเลือกตั้งจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะไม่ได้พิสูจน์ข้อกล่าวหาฉกรรจ์ที่มีต่อนายกรัฐมนตรี การขาดความเชื่อถือไว้วางใจ (Trust) จากนักศึกษา คณาจารย์ สื่อมวลชน คนชั้นกลาง ข้าราชการที่สุจริต ตลอดจนพระราชวงศ์ และองคมนตรี มีแต่จะขยายตัวออกไป ทำให้ไม่สามารถบริหารประเทศได้และอาจวิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น

คุณทักษิณมีส่วนสำคัญในการสร้างโครงสร้างที่ปิดทางออกของตัวเอง จนสังคมรู้สึกตีบตันว่าจะมีทางออกกันอย่างไร และหวั่นวิตกว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงนองเลือด แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคนและทุกภาคส่วนของสังคมที่จะช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุด

๔. ระบบการเมืองไม่สามารถดับไฟที่ตัวเองจุดได้

ขณะนี้ไฟกำลังลุกไหม้ระบบการเมือง

และระบบการเมืองไม่สามารถดับไฟที่ตัวเองจุดได้ จำเป็นที่ภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคมการเมืองจะต้องเข้ามาช่วยกันดับไฟ

แผนผังในตอนที่ ๗ ข้างล่างแสดงภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมการเมืองอย่างคร่าว ๆ

ระบบการเมืองจุดไฟเผาตัวเอง และไม่มีปัญญาดับ แต่ไฟนั้นลามเลียส่งความร้อนหรือไหม้ส่วนต่าง ๆ ของสังคมไปด้วย ทำให้สับสนวุ่นวายและเหนื่อยกันไปหมดทั้งสังคม เพราะคน ๆ เดียวแท้ ๆ

ป๋าเปรมอายุ ๘๐ กว่าแล้ว ต้องมาพลอยเหนื่อยและเครียดไปด้วย

ใครว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เหนื่อย ในสภาพอย่างนี้

วิกฤตการณ์ทางการเมือง ความเครียดและความเหน็ดเหนื่อยในครั้งนี้หากนำไปสู่การเรียนรู้ของสังคมทั้งหมด จะให้ประโยชน์ต่ออนาคตที่ถูกต้องของประเทศไทย

ความไม่ถูกต้องเกิดจากทุนขนาดใหญ่รวมตัวกันมายึดอำนาจทางการเมือง

ทำให้สังคมการเมืองเสียดุลอย่างแรง

ปรกติความโลภของภาคธุรกิจจะต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจรัฐที่มีธรรมาภิบาล

ธนกิจการเมืองรวมอำนาจเงินและอำนาจรัฐเข้ามาด้วยกัน อำนาจนั้นจึงล้นเกิน เสียดุลยภาพทางสังคมการเมืองอย่างรุนแรง องค์กรอิสระต่าง ๆ ถูกครอบงำและแทรกแซงจนหมดศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ ไม่สามารถเป็นกลไกตรวจสอบและคานอำนาจได้อีกต่อไป

กอปรกับนายกรัฐมนตรีมีบุคลิกโดดเด่นผิดธรรมดาในการนิยมให้อะไร ๆ มาขึ้นกับท่านคนเดียว เสมือนกลไกของประเทศทั้งหมดมาขึ้นกับคน ๆ เดียว ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อำนาจสิทธิขาดอยู่ที่คน ๆ เดียว ไม่สามารถฝ่าคลื่นลมทางการเมืองของสังคมสมัยใหม่อันซับซ้อน และโถมถั่งรุนแรงได้ จนต้องปรับเปลี่ยนเป็นระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไปตามๆ กัน ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่รอดปลอดภัย

แปลกที่คุณทักษิณไม่เข้าใจในข้อนี้ ที่ต้องการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่ตัวคนเดียว ประดุจ “ไม้ต้นเดียวเปลี่ยวสันโดษ” จะทานแรงลมไปได้อย่างไร ดูรูป (ก)

ระบบรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คน ๆ เดียวอันตรายมาก และไม่ยั่งยืนหักโค่นได้ง่าย และเมื่อมีอันเป็นไปก็ไม่มีอะไรต่อเนื่อง ตรงข้ามกับระบบเครือข่ายตามรูป (ข) ที่มั่นคงยั่งยืนกว่า

ปัญหาสังคมปัจจุบันสลับซับซ้อนและยาก แก้ไม่ได้ด้วยอำนาจ รัฐบาลทักษิณเป็นตัวอย่างที่ดี ที่มีอำนาจมาก แต่แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ มิหนำซ้ำยังกำลังโดนอำนาจอื่น ๆ ตีกลับจนตกอยู่ใน “โครงสร้างมรณะ” ลำบากแทบเลือดตากระเด็น

หวังว่าความลำบากของคุณทักษิณจะเป็นบทเรียนให้กับภาคธนกิจว่าการจะเข้ามายึดอำนาจทางการเมืองอาจจะไม่ยาก แต่หลังจากยึดแล้วยากสุดกำลังที่จะบริหารประเทศ หวังว่าภาคธุรกิจการเงินจะช่วยกันดูแลให้เกิดความถูกต้องในภาคของตัวและในความสัมพันธ์กับสังคมการเมืองของประเทศ เพราะถ้าปราศจากความถูกต้องแล้วเศรษฐกิจจะเจริญและยั่งยืนไม่ได้

๕. ความขัดแย้งรุนแรงใหญ่ๆ เกิดจากนักการเมืองเสมอ

ประชาชนไม่ว่าที่ไหน ๆ จะสร้างระบบการอยู่ร่วมกัน ดังที่สร้างเป็นกฎกติกาว่าจะไม่ทำร้ายกัน ไม่ลักขโมย ไม่ผิดลูกเมีย ไม่โกหก เป็นต้น ประชาชนจะทะเลาะกันบ้างก็เล็กๆ น้อยๆ หรือแม้โจรก็ไม่สามารถก่อความขัดแย้งรุนแรงได้มากอะไรถ้าเทียบกับความรุนแรงที่ก่อโดยนักการเมือง ในสมัยโบราณนักการเมืองอาจพาคนไปตายเป็นหมื่นเป็นแสน เพราะความโลภบ้าง เพราะต้องการอิสตรีบ้าง ต้องการช้างเผือกบ้าง ต้องการแผ่อำนาจบ้าง ต้องการรักษาศักดิ์ศรีบ้าง

ผมมีเพื่อนเป็นหมอชาวศรีลังกา เขาบอกว่าคนสิงหลกับคนทมิฬชนเกาะศรีลังกา เมื่อก่อนก็อยู่ร่วมกันเป็นปรกติ แต่นักการเมืองเข้าไปยุยงให้แตกแยกจนฆ่าฟันกันรุนแรง เพราะนักการเมืองต้องการหาเสียง ต้องการมีอำนาจ ต้องการกลบเกลื่อนความผิดของตัว สงครามเวียดนามที่คนหนุ่มอเมริกันตายไปถึง ๕ หมื่นคน และคนเวียดนามตายไปกว่า ๒ ล้านคน เกิดจากการตัดสินใจของนักการเมืองอเมริกันเพียง ๔-๕ คน

คนไทยเกิดแตกแยกกันยกใหญ่ เช่น ระหว่างคนเหนือกับคนใต้ ระหว่างคนจนในชนบทกับคนชั้นกลางในเมือง เพราะนักการเมือง ที่จริงคนเหนือกับคนใต้ไม่ใช่ศัตรูกัน คนจนกับคนชั้นกลางไม่ใช่ศัตรูกัน คนชั้นกลางเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิสูจน์ตัวเองหรือแสดงความรับผิดชอบ แต่นายกรัฐมนตรีกลับไปปลุกระดมคนจนให้เกลียดคนชั้นกลาง เหตุกับการกระทำไม่ตรงกัน แต่ก็เป็นธรรมดาของนักการเมือง ดังกล่าวข้างต้น ที่ต้องการหาเสียง ต้องการอำนาจ ต้องการกลบเกลื่อนความผิด โดยไม่คำนึงถึงความแตกแยกและเสียหายที่ก่อให้เกิดขึ้น

ที่จริงเรื่องความยากจนนั้น ผมเคยพูดมาจนปากเปียกปากแฉะและเคยบอกนายกรัฐมนตรีด้วยว่า เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับคนจน ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชนมีศักดิ์มีศรีมีสิทธิและมีความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งจะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร มีเกียรติ มีศักยภาพที่จะกำหนดอนาคตของตนเองได้ ไม่ใช่เอาเงินไปล่อ ให้เขาเสพติดเงิน และตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ

๖. มโนสำนึกทางจริยธรรมและการแสดงความรับผิดชอบ

คนเราทำผิดได้ทุกคน มโนสำนึกทางจริยธรรมจะช่วยให้คลี่คลายปัญหาได้ โดยที่นักการเมืองหรือผู้ปกครองมีผลกระทบต่อบ้านเมืองมาก นักการเมืองหรือผู้ปกครองจึงต้องมีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป ทศพิธราชธรรมจึงกำหนดคุณธรรมจริยธรรมของผู้ปกครองไว้อย่างสูงส่งและละเอียดยิ่ง สังคมจีนแต่โบราณก็บันทึกไว้ว่าถ้าเมื่อใดกษัตริย์ไม่ตั้งอยู่ในความเป็นธรรม บ้านเมืองจะเกิดทุพภิกขภัย ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ดินฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดสงคราม

มโนสำนึกทางจริยธรรมต้องออกมาเป็นการแสดงความรับผิดชอบ เช่น รัฐมนตรีคลังของอังกฤษคนหนึ่งลาออก เพราะลูกเขยแอบไปสต็อกใบชาเก็งกำไร รัฐมนตรีคมนาคมของญี่ปุ่นคนหนึ่งลาออกเพราะเครื่องบินเจเอแอลตก เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ลาออกเพราะมัวไปตีกอล์ฟกับนักธุรกิจขณะที่กำลังมีปัญหาในบ้านเมือง เหล่านี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบด้วยมโนสำนึกทางจริยธรรม ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำความผิดโดยตรงที่ชัดเจนแต่ประการใด

ของเรายังไม่ต้องนับข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องทำผิดกฎหมาย เรื่องขายชาติ ฯลฯ เอาแค่ว่าเป็นรัฐบาลแล้วไม่สามารถรักษาให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ก็น่าจะต้องรับผิดชอบแล้ว

๗. ข้าราชการ – องคมนตรี สมาสัย ดับไฟ

เมื่อไฟไหม้บ้านก็ต้องช่วยกันดับ

ถ้าไหม้เล็ก ๆ น้อย ๆ คนไม่กี่คนก็ช่วยกันดับได้ แต่ถ้าไฟไหม้รุนแรง และไม่มีท่าทีว่าจะดับได้ ทุกภาคส่วนของสังคมก็ต้องช่วยกัน

ข้างล่างนี้เป็นแผนผังภาคส่วนทางสังคมการเมืองอย่างคร่าว ๆ ความพยายามและข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาโดยภาคส่วนต่าง ๆ

ภาคประชาชน – สังคม นั้นรวมถึงภาควิชาการและสื่อมวลชนด้วย การเมืองภาคประชาชนกำลังเรียกร้องความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีอยู่

ภาคธุรกิจ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวมาก แต่ควรเข้ามามีบทบาททำให้เกิดความถูกต้องในบ้านเมือง เพราถ้าปราศจากความถูกต้อง เศรษฐกิจเจริญไม่ได้

ราชประชาสมาสัย เป็นข้อเสนอที่มาแรง แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกันทุกฝ่าย สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็อยู่ในฐานะลำบากมากว่าจะทำอย่างไร เมื่อใด แน่นอนถ้ามีการนองเลือดและเกิดสุญญากาศทางการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ต้องลงมาช่วยแก้ไข แต่ก็มีการเรียกร้องว่าไม่น่าปล่อยให้นองเลือดเสียก่อน

ข้าราชการ – องคมนตรี สมาสัย ข้าราชการตามปรกติก็ถูกการเมืองควบคุมอยู่และว่าต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง คณะองคมนตรีก็อยู่เหนือการเมือง แต่ยามวิกฤต ไฟกำลังไหม้บ้าน และจะลามเลียไปไหม้หมดทุกสถาบันในสังคมเช่นนี้ ทุกคน โดยศักดิ์ศรี ฐานะส่วนตัว และมโนสำนึกเพื่อบ้านเมือง จะช่วยกันทำอะไรได้บ้าง

ความจริงข้าราชการเป็นกลไกของรัฐ สามารถทำอะไรๆ ได้เยอะมากที่จะหยุดยั้งความไม่ถูกต้องในบ้านเมือง องคมนตรีแต่ละท่านนั้นมีเกียรติประวัติอันงดงามจึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ทุกท่านจึงมีบารมีโดยส่วนตัว

ข้าราชการและองคมนตรีจะให้กำลังใจแก่กันและกันได้อย่างไร ในการก่อให้เกิดมโนสำนึกทางจริยธรรมถึงระดับที่สามารถถอดชนวนความรุนแรงในบ้านเมืองได้ ด้วยสันติวิธี

ขอให้ช่วยกันนำกันไปพิจารณาอย่างกว้างขวางว่าข้าราชการและองคมนตรีจะให้กำลังใจแก่กันและกันได้อย่างไร จนถึงขั้นดับไฟที่กำลังลุกลามบ้านเมืองอยู่ได้

Think Harder

To Mr พิชิต,

(Sorry that I can^*t make this message in Thai) Your opinion seems very interesting but actually it^*s - in some sense - quite poor. When reading your words, I immediately think of the story of Argentina and many articles written by Mr. Nithipoom that show how globalisation can weaken a country through evil politicians. Also, I think of the articles made by Dr ประเวศ which are similar to those pieces. To me they have firmly showed to us their fight is for ceasing the EVIL USE of globalisation, not against the globalisation itself as you mentioned. Their aim is clearly to MAINTAIN THALAND^*S ECONOMICAL AND POLITICAL AUTONOMY.

Regarding your idea, it does not correctly respond to all the matters raised by them. You explained things based on your own ego and knowledge, so the counter-arguments you used are not logic enough. For example, I cannot see where your words precisely prove the theme about the crisis that - you believe - is the dispute between pro and anti globalisation camps. So far, it^*s only your doubt. Although you already quoted the history of political frauds to support your idea, it doesn^*t help much.

I would like to suggest you that all the people against the PM have been working hard than you in terms of viewing the problem. And - sorry - they smarter than you so far. You should do more research about them before giving an interview REALLY.

PriZiLLa_X

เห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์ค่ะ ถึงหนูจะไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย

แต่หนูร้อย่างเดียวว่าถ้าไม่มีรัฐบาลทักษิน ป่านนี้ครอบครัวหนูคงไม่มีจะกินแล้วค่ะ

ขอบคุณสำหรับ OTOP ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวหนูลืมตาอ้าปากได้ และมีเงินให้หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยนะคะ

กรทัศน์

อาจานพิชิต ขอยกย่องอาจารกล้ามากครับ

ส่วนคนที่เชียร์สนธิ เขาจะได้ตะหนักเร็ววันว่าแนวทางนั้นนำไปสู่สิ่งใด

ผมจะสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ!!!

sd

เบื่อพวกเบี่ยงประเด็น สนธิ บ้าบออะไร เค้าไล่นายก ไม่ได้เกี่ยวกับสนธิเลย หัดใช้สมองฝ่อๆ คิดซะมั่ง กินข้าวกล้องแทนหญ้าเสียบ้าง จะได้มีปัญญาขึ้น

แกะดำ

ผมว่าว่ารัฐไหนๆ ก็ทำได้ถ้ามีเงินทุน อย่างรัฐบาลคุณทักษิณที่ทำอะไรแล้วดูเป็นรูปเป็นร่างเร็ว ก็เพราะ ลุงทักษิณแกมีเงินทุน ของชวน ของ ชาติชาย ทีช้ามานก็เงินหละครับ เอาง่ายๆ อย่างเงินพัฒนาหมู่บ้าน กว่าจะได้รอเป็นชาติ เงินอะครับซื้ออะไรได้หมดละครับแม้กระทั่งความคิดของคนครับ (ข้อดีของลุงทักษิณแกก็มีอยู่บ้างครับ) จะไปว่าซะทีเดียวอะไม่ได้ ...แต่ที่ไม่ชอบมากๆ คือลุงแกตีตัวเสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งครับ

หางอึ่ง

ตอบ ....คุณกวิน
1 - อีกอย่าง ถ้ามองว่านายกก็โอนหุ้นทั้งหมดให้ครอบครัวไปแล้วยังไม่พอ ยังถือว่าเป็นของนายก... ต้องให้ครอบครัวและทั้งตระกูลคนที่จะมาเล่นการเมืองขายกิจการออกไปให้หมดเลยหรอครับ

[emo7.gif] สมมุติว่าลูกคุณอายุเท่าตาพานทองแท้ ธุระกิจขนาดนั้น คุณคิดว่าจะโอนให้ลูกทั้งหมด โดยที่มีการซื้อขายแล้วตัดสินใจโดยไม่ต้องถามคุณไหม แล้วถ้าขายโดยไม่ถามคุณจะคิดอย่างไร แล้วถ้าคิดแสดงว่าคุณไม่ยุ่งเกี่ยวเหรอเปล่าครับ?

2 - สิ่งหลายคนพยายามพูด เหมือนกับจะนำไปสู่บรรทัดฐานเดียวทางออกเดียว คือ ในอนาคตห้ามนักการเมืองโดยเฉพาะคนที่เป็นนายกหรือรัฐมนตรีมีธุรกิจ หรือถ้าจะมีธุรกิจต้องพยายามหาทางเสียภาษีให้มากที่สุด --- บ้ามั้ยคับเนี่ย...

[emo7.gif] ไม่ต้องมากที่สุดครับ แต่ให้เหมือนๆ กับคนทั่วไปๆ หลีกเลี่ยงได้บ้างเท่าที่สมควรไม่ใช่ไม่เสียเลย อีกอย่างอย่าลืมว่าลุงทักษิณ แก่เป็นนายยกนะครับ เป็นผู้นำ ที่เคยประกาศป่าวๆ ว่าประชาชน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

3 - สิ่งที่ควรดูมากกว่าคือ "ท่านใช้อำนาจรัฐในฐานะนายกโดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ หรือให้มีการปฏิบัติที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป หรือมีเจตนาทำให้ชาติเสียหายรึเปล่า"

[emo7.gif] หลีกเลี่ยงภาษี / ปิดโอกาศทางธุรกิจ เอื้อประโยชน์เพื่อตนเองและครอบครั้ว ญาติมิตร / ปลูกฝังความคิดที่ผิดๆ ให้คนจนเป็นหนี้ (บ้านเอื้ออาทร เงินกู้ ลองตามโครงการเหล่านี้ดู บ้านหรือลังหนู)

4 - ปล. เรื่องที่อยากให้นายกมาตอบ ผมก็อยากนะ แต่ก็เข้าใจว่า... ทำไมท่านถึงยังลังเล ... มันไม่มีใคร perfect หรอกครับ ต้องเข้าใจ

[emo7.gif] เพราะว่าความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตายนะคับ ..ทุกคำพูดของท่านสามารถใช้เป้นหลักฐานในชั้นศาลได้ (จำตำรวจมาใช้)

ตอบ .......นัฐพงษ์
[emo7.gif] ตอบรวมๆ เรื่อง 30 บาทนะครับ คุณคิดว่ามานใช้ได้จริงเหรอคับ ใน 1000 คน จะมีซักคนหนึ่ง มั้งครับที่รักษาได้อย่างที่คุณบอก ทีเหลือตายหมดครับกว่าจะได้รักษา แถวๆ บ้านผมที่ระยอง มีแต่คนบอกว่าขืนรอคิว กินยา 30 บาท คงตายไปนานแล้ว ตาสียายสาที่ล้มป่วยแล้วตายไป ก็คงรอ 30 บาทรักษาเนี่ยหละครับ มานดีแค่จุดหนึ่งเท่านั้นครับ แต่มานไม่ได้เลิศเลอเหมือนที่คุณพูดเลย จิงถ้าจะให้ดีน่าจะมีกองทุนทักษิณมากกว่านะคับ ถ้าคิดจะทำเพื่อประชาชนและสังคม ควรบ้างที่ลุงทักษิณแกจะต้องเสียสละเงินส่วนนี้บ้าง

2.- บรรดาผู้ที่ออกมาต่อต้านโครงการนี้ล้วนแต่คนมีเงิน มีสวัสดิการด้านต่างๆ น่าขันว่าพวกท่านมีในสิ่งที่ท่านกำลังต่อต้านไม่ให้รัฐจัดสรรลงไปให้ประชาชน โดยข้ออ้างสวยหรูว่าจะทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอซึ่งเท่ากับเป็นการรักษาผลประโยชน์นายทุน เพราะผู้ที่ออกมาโวยวายล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ในระบบที่รัฐไม่มีสวัสดิการสำหรับคนส่วนใหญ่

[emo7.gif] การทำการค้า กระจายรายได้ให้ประชาชน จะดีกว่าการที่รัฐบาลหาเลี้ยงประชาชนทั้งประเทศไหมละครับ

ตอบ .....คนกรุงเทพ
1 - อ่านแล้วเข้าใจดีและเห็นด้วยเต็มที่เลย กับความเห็นของอาจารย์ ดีใจที่ธรรมศาสตร์ยังมีคนที่ให้ความเห็นตรงไปตรงมา ไม่เล่นการเมืองจนหมดความน่าเชื่อถือ
ยิ่งรู้สึกสงสารท่านนายกที่ทำงานแทบตายกลับได้ผลตอบแทนอย่างนี้

[emo7.gif] คุณคิดว่างานที่ ตาทักษิณทำนั่นเพื่อประเทศชาติ หรือทำเผื่อประเทศชาติครับ (ผมว่าทำเพื่อตัวเอง แต่เผื่อประเทศชาติ เพื่อให้ประชาชนมองว่า โอ้วส์ นายทักษิณเก่งจิงล่วงโลกได้ขนาดนี้)

ตอบ .....คุณ คน
1 - ที่อาจารย์เขาพูดนะถูกต้องเลยละ พวกที่เสียผลประโยชน์ได้อ่านเข้าก็เลยไม่พอใจนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ หรือคนระดับรากหญ้าเขาเข้าใจทั้งนั้นแหละ มีก็พวกที่เสียผลประโยชน์เท่านั้นที่สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ เศรษฐกิจของชาติเสียหายไปเท่าไหร่แล้วพวกคุณลองคิดดูบ้าง มัวแต่มานั่งประท้วงกันอยู่ได้ รู้จักไปทำมาหากินกันบ้างซิ ใช่ซิพวกผู้นำการประท้วงเขารวยล้นฟ้า เขาได้เงินอุดหนุนมาจากไหนต่อไหนพวกคุณลองคิดดูให้ดีซิ

[emo7.gif] ถามนิดนึ่งนะครับ ว่าคุณเป็นเจ้าของกิจการ หรือลูกจ้าง ถ้าเป็นลูกจ้างก็จบประเด็น ...แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ คุณไม่ร้อนๆ หนาวๆ บ้างเหรอ เพราะกิจการของคุณอาจขัดผลประโยชน์ของคนใดคนนึ่ง ที่จ้องและต้องการเอากิจการของคุณมาเป็นของตนเอง (ประเด็นหลังนี้ตอบยากจัง มองเจ้ามือหวยใต้ดินแล้วกันง่ายดี อิอิ)

ตอบ ........คุณ เบื่อความเกลียดชัง
1. - หน้าที่ของพวกเรา เชิงสร้างสรรค์คืออะไร?
ไม่ใช่บ่นครับ บ่นไปไร้ประโยชน์ ออกมาประท้วงบีบบังคับด้วยอำนาจหมู่ก็ไม่ใช่

[emo7.gif] ความคิดที่ไม่แสดงออกช่วยเหลืออะไรคนอื่นบ้างได้ไหม การที่ผู้ชุมนุมออกมาชุมนุม เพื่อเรียกร้องสิทธิ ให้กับทุกๆ คน ให้ทุกๆ ได้เท่าเทียมกัน ไม่ใช้ใช้ยศใช้อำนาจทางการเมืองมาทำธุระกิจ นี่สิที่นาสรรเสริญ เสียเลือดสีเนื้อ ก็ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ทำแลมีผลดีกันทั้งประเทศ อย่างนี้ยังว่าไม่ดีอีกเหรือครับ ....ภาพสวยๆ มองอย่างไรมานก็สวยเพราะเขาตั้งใจทำมานขึ้นมา แต่ถ้ารู้เบื่องหลังว่าคนที่วาดภาพเป้นคนที่ฆ่าคนได้เลือดเย็น คุณก็คงไม่อยากที่จะแขวนภาพนั้นต่อไปอีกแน่นอนครับ

Comment เยอะจริงๆ ครับ เอาเป็นว่า ลองร้องเพลงชาติไทยดูครับ แล้วคุณจะรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเข้าใจประเทศชาติ / เข้าใจผู้ชุมนุมมากกว่านี้
*** ประเด้นทั้งหมด ก็เพื่อ ประชาธิปไตย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูล (ไม่ใช่อย่างที่ลุงทักษิณแก่พูดว่า ประชาธิปไตยแบบทักษิณ) แต่เป็นประชาธิปไตยแบบคนไทย ที่เราอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะคนไทยมีความรักกัน มีความสามัคคี ไม่แบ่งพวกแบ่งพ้อง ลองมองดูตัวคุณเองในกระจกแล้วถามดูดิว่า ความรักชาติของคุณมานแบบไหน รักที่มีคนมานพูดดีๆ สร้างภาพดีๆ ให้ดู หรือรักอย่างที่คุรพร้อมจะยืนหยัดเป็นคนหนึ่งเพื่อสร้างชาติ ไม่ได้คอยแต่นั่งดู แล้ว วิ๊ดวิ่ว ไปตามๆ เขานะคับ
[emo26.gif][emo26.gif]

CS

บทความนี้ มองในมุมกว้างได้ดีมากครับ
บางทีการมองดูปัญหาจากภาพใหญ่ จากที่อาจารย์ได้อธิบายมานี้ ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและความขัดแย้งต่างๆได้ดี มากกว่าพวกต่ออต้าน ที่วันๆ มัวแต่หากลยุทธ์ต่างๆ เรื่องเล็กๆน้อยๆ มาโจมตีรัฐบาล เช่น รูปคนโบกธง ทรงพระเจริญ เป็นต้น ซึ่งไม่มีนัยสำคัญต่อนายกเลยทักษินเลย ก็เอามาเป็นประเด็นได้
น่าจะสรุปได้ว่า เป็นความขัดแย้งของ 2 แนวคิด คือ แนวคิดแบบทุนนิยมสมัยใหม่ กับ แนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยม(ของเก่า) ซึ่งไม่มีการพัฒนา คนที่ชอบทักษิณส่วนใหญ่คือ
1. ประชาชนรากหญ้า ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
2. พวกนักธุรกิจที่มีหัวคิดทันสมัย
3. คนทำงานที่มีความกระตือรือล้น ต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
ส่วนพวกที่ไม่ชอบและต่อต้านทักษิน ส่วนใหญ่คือ
1. พวกที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบการแข่งขัน ชอบอยู่นิ่งๆ เหมือนเดิม
2. พวกที่ไม่ได้ประโยชน์จากยุคทักษิน
3. พวกข้าราชการที่มีความมั่นคงเดิมอยู่แล้ว

dfa

รู้สึกดีใจจริงๆที่ไม่ได้เรียนกับพวกหลังเขา ก็รู้ๆกันอยู่ว่าที่เขามาเย้วๆกันเนี่ยไม่ได้ประท้วงเรื่องทุนนิยม แต่มาประท้วงพวกทุนเขมือบและพวกของมัน ก็ยังจะเบี่ยงเบนประเด็นไปได้

เลือดเหลืองแดง

โดยรวมเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ เพราะมองภาพตามความจริงไม่ใช่ภาพในอุดมคติที่ต้องให้ทุกอย่างขาวสะอาด อย่าลืมว่าคนที่เก่งและดีมากๆๆคงไม่เข้ามาทำงานการเมืองหรอกค่ะ

แต่ขอยกตัวอย่างที่มีอยู่จริงในสังคมนะคะ
มีเพื่อนอยู่รัฐวิสาหกิจ เงินเดือนดี โบนัสดี สวัสดิการดีมาก มีตรวจสุขภาพด้วย ตอนนี้เชียร์ฝ่ายพันธมิตร

เพื่อนอีกคนรับราชการ เกลียดทักษิณตั้งแต่ถูกเปลี่ยนระบบงาน บอกว่างานหนัก เครียด ไม่มีความสุขกับการทำงาน มีการเล่นเส้นเล่นสาย เงินเดือนน้อย แต่ตอนพ่อแม่ไม่สบาย เบิกได้ ตัวเองต้องผ่าตัดตา เบิกได้หมด และถ้าลาออกในช่วงเกษียณยังมีบำนาญเหยียบล้าน คนนี้ก็เข้าข้างพันธมิตร

เพื่อนอีกคนเป็นพนักงานเอกชน ยุคฟองสบู่แตกสามีเกือบถูกเลย์ออฟจากบริษัท แต่ก็พ้นวิกฤติมาได้ ต่อมาลูกป่วยเป็นโรคหัวใจตอนแรกก็แอนตี้ 30 บาทกลัวลูกตาย แต่ติดปัญหาเรื่องรายได้ จำเป็นต้องเข้าโครงการนี้ ปัจจุบันลูกแข็งแรงดี และเขาก็ประทับใจคุณหมอและพยาบาลที่ศิริราชมาก เพื่อนคนนี้ ยอมรับทักษิณได้แม้จะรู้ว่าเป็นสีเทา

เพื่อนอีกรายเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจด้านมอเตอร์ไซค์ เมื่อก่อนเป็นแค่ธุรกิจห้องแถว ปัจจุบันมีบริษัทและโรงงานในเครือถึง 4 แห่ง ในเวลาเพียง 6 ปี เพราะเศรษฐกิจดีขึ้นมาก คนนี้ก็เชียร์ทักษิณ และบอกว่าความจริงก่อนทักษิณขึ้นมา ขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์ได้ดีกว่านี้อีก เพราะมีวัยรุ่นในซอยและเด็กโรงงานที่แอบค้ายาฯ เงินสะพัดและมีรถขี่แทบทุกบ้าน

เพื่อนอีกคนค้าขายในจตุจักร ก็วางตัวเป็นกลางไม่เชียร์ใคร แต่พูดสั้นๆว่าการค้าดีขึ้นมากเนื่องจากโอท็อปไทยรู้จักกันทั่วโลก และต่างชาตก็มาสั่งออเดอร์กันจนถึงจตุจักร

เพื่อนอีกคนทำงานแบ็งค์ ซึ่งหลังฟองสบู่แตกสาวแบ็งค์ที่เคยทำงานสบายๆ มั่นคง โบนัสงาม ก็อยู่ในฐานะง่อนแง่น ไม่รู้จะถูกบังคับให้เข้าโครงการสมัครใจลาออกแลกกับเงินก้อนเล็กๆเมื่อไหร่ ต่อมาแบ็งค์ถูกต่างชาติเทคโอเวอร์ ก็ต้องทำงานหนักเยี่ยงทาส อึดอัดใจกับระบบงานใหม่สารพัด คนนี้ก็เป็นกลางค่อนไปทางพันธมมิตร แต่ต่อมาโดนลูกหลงฝ่ายพัธมิตรบอกให้คนไทยบอยคอตธุรกิจต่างชาติซึ่งรวมของแบ็งค์ตัวเองด้วย ก็เลยอึ้งกิมกี่

นี่คือภาพจริงในสังคมไทย ไม่ใชในตำรา
สรุปคือทุกอย่างมีทั้งข้อดี ข้อเลว ตามแต่ใครจะเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้จากตรงไหน
และมองภาพด้านใดชัดเจนกว่ากัน

แต่สังคมน่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขถ้าเคารพกติกาของส่วนรวม

สันติ

เห็นด้วยครับ
เศรษฐกิจแบบเดิมทำให้อำนาจทางการเกินกระจุกตัวอยู่ที่นายทุนเก่า
การเปิดประเทศตามกระแสโลกทำให้อิทธิพลกลุ่มทุนเก่าลดลง

หึหึ

อาจารย์@#@ทักษิณได้เยี่ยมไปเลยครับ

(ประชาไทขอลบข้อความบางส่วน-จีรนุช)

หางอ่าง

ถามคุณหางอึ่งครับ

กี่รัฐบาลที่ผ่านมามีโครงการอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนจนบ้างครับ
บอกมาเยอะๆเลยนะครับ
เดี๋ยวจะกลับมาถามอีก

ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าปัญญาชน

ชอบทั้งบทความนี้ และชอบความเห็นของคุณ เลือดเหลืองแดง

พ่ออยู่เชียงใหม่ (แถวฝาง) บอกว่าเดี๋ยวนี้เรื่องยาเสพติดลดลงไปเยอะ ที่มีอยู่ก็หลบๆซ่อนๆ ไม่ประเจิดประเจ้อใช้เงินยั่วให้คนมาค้ายาเหมือนเมื่อก่อน โครงการ 30 บาททำให้เพื่อนบ้านหลายๆคนได้รับการผ่าตัด ได้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ชาวบ้านมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวโดยไม่ต้องกู้เงินนอกระบบ (ดอกเบี้ยนอกระบบ ~20%) ไอ้ที่นำไปใช่สุรุ่ยสุร่ายก็มี แต่สำหรับหลายๆ คน มันคือโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก เมื่อก่อนเราต้องคอยส่งเงินให้พ่อใช้ เป็นห่วงว่าแกจะไปกู้นอกระบบ เดี๋ยวนี้แกทำธุรกิจเล็กๆ เลี้ยงตัวเองได้ เคยกู้แบ๊งก์แต่ก็ผ่อนหมดแล้ว

ที่พูดมายาวเหยียดก็เพื่อบอกว่า ถ้า implement ไม่ดีในหลายๆ พื้นที่ น่าจะแก้ที่จุดนั้น อย่าเหมารวมว่านโยบายไม่ดีหมด

ไม่ได้แก้ต่างให้รัฐบาล และไม่เห็นด้วยที่ร่างกฎหมายให้สิทธิ กฟผ. มหาชน เวนคืนที่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่า ก็ไม่ได้คิดว่าการแสดงออกอย่างสุดขั้วของกลุ่มพันธมิตรกำลังหาทางออกหรือแก้ไขไปในแนวทางที่พัฒนาขึ้น และที่แน่ๆ พันธมิตรไม่ควรอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชน ถ้า subset ของประชาชนน่ะใช่

กะหรี่แห่งปาล์มพลาซ่า

@#@ ก็ทักษิณมันโกงไง @#@แค่นี้

(ประชาไทขอลบข้อความบางส่วน-จีรนุช)

เลือเหลืองแดง

ขอเพิ่มเติมอีกนิดจากที่ประสบมาหมาดๆ
เพิ่งกลับจากไปธุระแถวภาคใต้
ทีแรกคิดว่าชาวบ้านจะแอนตี้ทักษิณกันมากอย่างที่รู้เห็นจากสื่อ
แต่ความจริงคือมีคนนิยมไม่น้อยแต่ห้ามแสดงตัว จึงถามเขาว่าทำไมนิยมทักษิณ
เขาบอกว่า รักประชาธิปัตย์ รักนายชวน แต่รักมาหลายปี ก็ไม่เห็นความแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่นิยมพรรคนี้มาตลอด แต่พอไทยรักไทยเข้ามา ราคายางดีขึ้น มีโครงการ 30 บาท มีโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเงินเหล่านี้ขอฝากบอกว่าพวกชาวเมืองส่วนใหญ่ว่าไม่ได้ผลาญเงินภาษีชาวเมืองอย่างที่คิด เพราะเขากู้มาลงทุนจริงๆ
และทำธุรกิจเอสเอ็มอีได้ผล และสิ่งที่เขาตอบแทนกลับมาให้ก็คือภาษีเข้ารัฐเช่นกัน
ขณะกำลังคุยกัน เด็กที่มาช่วยงานในร้านตอนปิดภาคก็บอกว่า ถ้าไม่มีรัฐบาลนี้หนูก็คงไม่ได้เรียนต่อ เพราะบ้านยากจน และอยู่กับตะเกียงมาตั้งนาน เพิ่งได้ใช้ไฟฟ้ารุ่นนายกทักษิณ เพราะนโยบายต้องให้ไฟฟ้าเข้าถึงทุกหมู่บ้านเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนเมืองคงไม่เคยเจอ ไม่โดนกับตัวจึงไม่เห็นและไม่เข้าใจ แต่อีกไม่น้อยก็เกลียดทักษิณ และหากใครคิดแตกต่างก็จะแสดงการต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งเขาไม่เข้าใจว่าทำไมจะคิดต่างและแสดงออกซึ่งความคิดแตกต่างไม่ได้ในเมื่อบ้านเราเป็นเสรีประชาธิปไตย

ดังนั้นในภาคใต้หากชอบทักษิณก็ต้องแอบชอบ และจะใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ก็คือวันเลือกตั้ง ที่ไม่มีใครมาบังคับเขาได้ เพราะเขารู้ว่าสิทธิอยู่ในมือของเขา และสมองก็เป็นของเขาใครจะมายัดเยียดข้อมูลที่เขาไม่เชื่อก็ไม่ได้เช่นกัน

ฟังแล้วก็คิดว่าเด็กวัยรุ่นคนนี้มีความคิดเป็นของตัวเองดีค่ะ แต่ไม่สามารถแสดงออกในสังคมรอบๆตัวเขาเท่านั้น จึงทำให้อึดอัดใจพอควร ซึ่งหลายคนในสังคมตอนนี้ไม่เฉพาะภาคใต้ก็คงอึดอัดไม่แตกต่างกัน

ต่างกับอีกฝ่ายที่คิดได้แสดงออกได้ค่อนข้างเต็มที่ ก็เลยไม่อึดอัดเท่าเด็กคนนี้

ปราชญ์ ปัญจคุณาธร

อาจารย์พิชิตนี่แหละ คืออาจารย์ที่เข้าใจ
"โลกตามสภาวะความเป็นจริง"
และไม่หลงกระแสของนักวิชาการ
ไม่ติดอยู่กับอคติของนักวิชาการที่ถูก ignore

...ประเทศของเราอยู่ในโลกของทุนนิยม
อยู่ในโลกแห่ง Globalization
ท่านที่มองโลกตามความเป็นจริง
ย่อมเข้าใจได้ว่า เราไม่มีทางหลีกเลี่ยง
สิ่งเหล่านี้ได้พ้น

...วาทะกรรมทางการเมืองที่ออกมา
สร้างภาพที่เลวร้ายให้แก่ "ทุนนิยมโลกาภิวัตน์" นั้่น
แท้จริงแล้ว เป็นเพียงคำที่อ้างหลักธรรมพุทธ
และทฤษฎีขององค์พระเจ้าอยู่หัว
มาสร้างความชอบธรรมให้ความเกลียดชังของตนเอง
โดยไม่ได้ตระหนักว่าประเทศชาติยังต้องการพัฒนา และแข่งขันตามสภาวะโลก

..."จริยธรรม" นั้นคืออะไร
...นักการเมืองแบบไหนเรียกว่ามีจริยธรรม
นักวิชาการยังตอบไม่ได้เลย

...อาจารย์พิชิตกล้าหาญมาก
ผมนับถือและเคารพในตัวท่าน
ความคิดอย่างนี้หรือเปล่า ที่พิสูจน์
ปริญญาเอกจาก Cambridge ของท่านได้

เห็นด้วย

ชื่นชมอาจารย์ค่ะ อย่าท้อถอยกับพวกที่คิดไม่ตรงกับอาจารย์นะครับ

VoIP

ให้กำลังใจอาจารย์พิชิต ค่ะ อาจารย์คะความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ ใครที่หลงครำครวญกับ Dialectric Materialism แบบจำแลงแปลงกาย อยู่ก็ไม่เห็นจะเป็นไร วันนี้อาจารย์กล้าคิด กล้าเขียนก็พอแล้ว ถ้าไม่ถูกใจก็ใช้วาจาให้ดีไม่อย่างนั้นมันจะส่อให้เห็นถึงกำพืด

คนเกลียด ม.ธรรมศาสตร์

ชื่นชม ศรัทธา และนับถือ ในทัศนคติของอาจารย์มากๆ และดีใจ ที่ได้รู้ว่า ในธรรมศาสตร์ ก็ยังมีอาจารย์ ที่ดีๆ ที่วิสัยทัศน์กว้างไกล อยู่ในนั้น แต่อาจารย์ไม่อึดอัดหรือ ที่ไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเช่นนั้น

พล่านเลยแต่ละคน

อาจารย์ก็พูดซะตรงเกิน

เล่นเอาคนเกลียดทักษินดิ้นพล่านเลย

ผู้อ่าน

ธรรมศาสตณืไม่สูญสิ้น แต่ไอ้คนนี้มันเพี้ยนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว คิดอะไรแบบคนไม่คบก็เลยหลุดโลก

รากหญ้า

อ่านบทความของท่านอาจารย์แล้ว เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอาจเพราะมีความรู้น้อย จบแค่ปริญญาตรี แต่ก็ชื่นชมอาจารย์มากเป็นคนที่น่ายกย่องยอมเป็นแกะดำในฝูงแกะกระดำกระด่างของรั้ว ธรรมศาสตร์ ยอมรับว่าท่านเป็นคนกล้าและน่านับถือยกย่องมาก เป็นคนที่ทันสมัยและความคิดกว้างไกลไม่อยู่ในกะลาครอบเฉกเช่น คนอื่น มองโลกกว้างมาก ปัจจุบัน สถาการณ์โลกเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากประเทศมหาอำนาจจ้องที่จะกลืนประเทศด้อยพัฒนาและไม่รู้ทัน บุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ ในปัจจุบันมีเพียงนายกฯทักษิณเท่านั้นที่พอจะสูสีกับพวกจ้องจะกลืนประเทศเรา แต่ก็มีพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ตนที่หลงว่าตนเองฉลาดเกินและรู้เท่าทันนายกฯทักษิณ ออกมาทำให้ประเทศต้องหยุดชะงักการพัฒนา พวกนี้เป็นพวกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว งมงายอยู่กับความคิดของตนเองไม่พัฒนาและมองผู้อื่นบ้าง คน 60 ล้านคนมีคนเก่งอยู่เฉพาะคนที่พวกนี้ยกย่องนับถือเท่านั้น ทั้งที่ ชาวไร่ ชาวนา ตาสีตาสาบางคนรู้มากและฉลาดกว่าคนกลุ่มนี้อีก ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นผู้ฉลาดรอบรู้ที่พวกนักวิชาการพวกนี้ไม่ยอมรับเพราะท่านไม่จบดอกเตอร์มาจากต่างประเทศ มีนักวิชาการที่ดิฉันไม่ยอมรับเลย
แต่ชอบออกมาแสดงความคิดเห็น ทุกคำพูดที่เขาพูดพออ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ว่าเขาคิดและกำลังทำอะไร คนนี้จะคิดและทำเพื่อตนเองเท่านั้น เพราะดิฉันเคยร่วมทำงานกับท่านเมื่อครั้ง 14 ตุลา 16 จึงรู้จักท่านพอสมควร และก็ชื่นชมว่าท่านดิ้นรนจนได้ดี นับว่าเป็นคนมีความมานะพยายามยอดยิ่ง แต่มาออกความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยนี่รับไม่ได้เลยค่ะ ประเทศของเราถูกขายไปนานแล้วค่ะ เป็นการขายที่ถาวรพอสมควร เพราะขายวัฒนธรรมของชาติ จะช้าไปรึไม่ดิฉันไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่าชาติไทยเราถูกกลืนไปจนเกือบหมดแล้วเพราะพวกนักวิชาการที่ไปเรียนเมืองนอกนำเอาวัฒนธรรมอันไม่พึงปรารถนามาแพร่โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัย และสถานศึกษาของไทย ทำให้เยาวชนคนไทยรับเอาวัฒนธรรมนั้น ๆ มาแบบไม่ได้กลั่นกรองว่าเป็นสิ่งเหมาะสมกับตนเอง กับสังคมและประเทศชาติหรือไม่ เขาเห็นแบบอย่างและการปฏิบัติมาอย่างไรก็ปฏิบัติตามบ้าง
อย่างเช่น วัฒนธรรมการแต่งกาย วัฒนธรรมทางภาษา ค่านิยม วัฒนธรรมการกิน วัฒนธรรมการปฏิบัติตนตามอาวุโส การรู้จักกาลเทศะ ปัจจุบันคน(บางส่วน)ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพกติกา ไม่เคารพบิดา มารดา ไม่เคารพและให้เกียรติผู้อื่น ไม่เคารพเหตุและผล เคารพและเชื่อมั่นเพียงความคิดเห็นขงตนเองรึของบุคคที่ตนเองชอบ คนปัจจุบันพึงรับรู้เพียงสิทธิ เสรีภาพ ไม่รับรู้หน้าที่และความรับผิดชอบ โหยหาความยุติธรรม คุณธรรมและจริยธรรมของคนอื่นแต่ตนเองกลับไม่ประพฤติปฏิบัติ (คิดว่าไม่ได้รับความชอบธรรมเพราะส่งที่ได้รับไม่ตรงกับที่ตนเองปารถนาไม่สนองตอบตามที่ตนต้องการก็ว่าสิ่งนั่นไม่ยุติธรรม) ไม่มองตนเองมองแต่คนอื่น ซึ่งจะไปโทษคนที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้องนัก ต้องโทษการจัดการศึกษา ที่ตัดสิ่งจำเป็นที่คนไทยต้องทราบคือวิชา หน้าที่พลเมืองและวิชาศีลธรรมออกไปจากหลักสูตร อันนี้เพราะนำพวกดอกเตอร์ที่จบจากต่างประเทศมาสร้างหลักสูตร จึงทำให้คนไทยสูญเสียสิ่งที่พึงมีไปอย่างไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ จึงเกิดเหตุกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ในอดีตปู้ ย่า ตายายไม่มีคนจบระดับปริญา มากมายเท่าปัจจุบัน แต่ท่านก็สามารถสอนลูกสอนหลานเป็นคนดี มีศีลธรรมได้ แต่ปัจจุบันผู้รู้มากมายระดับยอดเยี่ยม ม่อาจ สอนคนให้เป็นคนดี มีน้ำใจ แต่กลับสอนคนให้เป็นคนดีที่เห้นแก่ตัว มี่ความรู้แต่ไม่มีน้ำใจ ปัจจุบันคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดและไม่มีคุณธรรมคือบุคคลที่มีระดับอายุ 40-70 ปี เพราะพวกนี้เป็นพวกพยายามดิ้นรนออกจากกรอบคุณธรรม รวมทั้งตัวดิฉันด้วย ดิฉันก็ยังไม่หลุดพ้นแต่ก็รู้สึกสมเพสตัวเองที่เคยมองแต่ความผิดของคนอื่นลืมมองตัวเอง จึงขอร้องทุกท่านอย่าเข้าข้างตนเองจนเกินไปและตัดความอยากาออกไปบ้าง ดิฉันชอบสุภาษิตคำกลอนนี้มากค่ะ
หากท่านได้ทุกอย่างตามที่คิด ทั้งชีวิตจะเอาของกองที่ไหน หากได้บ้างเสียบ้างช่างปะไร ขอแต่ให้ทำดีเท่านี้พอ
ลดความอยากลงบ้างแล้วจะมีความสุข
นะคะ อย่าทะเลาะกันอีกเลยค่ะ หันมาช่วยกันจะดีกว่า ต่างคนต่างจิต ต่างความคิด ไม่มีใครถูกใครผิด มีเพียงใครคิดดีและคิดไม่ดีเท่านั้นค่ะ

5555

ขอค้านอย่างแรง ที่นายคนนี้อ้าว่าเปิดช่อง ในการเลี่ยงภาษี แค่ข้อแค่นี้ก็รู้อาจานย์เป็นอย่างไร ประเภทศรีธนญชัย อย่าอ้าง ดิฉันทำบัญชี
คำว่ากม เปิดช่อง ไม่ใช่เปิด อยู่ที่คนตีความก็สรรพากร ถ้าเขาบอกไม่เสียก็คือไม่เสีย แต่จะมีผลก็ต่อเมือเข้าสู้ขบวนการยุติธรรมมีการฟ้องร้องนั่นแหละ ก็คือทักษิณเอาสรรพกรมาการันตี เพราะว่าสรรพการคือเจ้าหน้าที่เก็บภาษี แต่สิ่งที่เขาทำถูกหรือไม่ถูก ก็ตามกม ขนาดมีข้อโต้แย้ง หรือ คดีตัวอย่างเขาก็อ้างว่า เข้าใจผิด ขนาดขึ้นโรงขึนศาลแล้ว เขาจะพูดเขาทำใครจะทำไมเพราะเขาถือเขามีอำนาจเสียอย่างจริง

hipark

คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศเหมาะกับทุนนิยมแล้วหรือ

เราพัฒนาพวกเค้าให้พร้อมรับมือ ชิวิตในระบบทุนนิยมแล้วหรือ

ระหว่าง หนู ที่กินอาหารดี อยู่ในกรง แต่ต้องถีบจักร ตลอดเวลา กับหนูกลางทุ่งที่
อาจต้องอดบ้าง แต่ก็ไม่เหนื่อยตลอดเวลา
มีเวลาอยู่กับครอบครัวเต็มที่ คุณอยากเป็นแบบไหนกัน

PuNNeZ

[emo16.gif]อ่านแล้วทำให้ผมรู้สึกว่าบทความนี้ควรจะให้คนไทยทุกคนได้อ่านนะครับ
เพราะทำให้ตาลายสมองมึนตึบและลืมการเมืองอันเน่าเหม็นไปได้ชั่วขณะหนึ่ง

ปล.ทางแก้ปัญหาของไทยที่ได้ผลที่สุดคือ ให้คนไทยตายให้หมดประเทศเท่านั้นเอง[emo15.gif]

Sleepless

อยากจะถามว่าเมืองไทยพร้อมที่จะรับกับ globalization เพียงใด ผมเป็นนักธุรกิจตนหนึ่งที่คิดว่าพร้อมรับมือกับ globalization และหากินกับมันได้ จากที่ได้ทำธุรกิจกับหลายประเทศ ผมกล้าพูดได้เลยว่านักธุรกิจไทยที่พร้อมรับมือกับ globalization มีเพียงหยิบมือเดียว แต่ยังมีคนไทยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกมากมายที่ไม่พร้อมสำหรับ globalization ที่จะต้องตายอย่างเขียด น่าอนาถที่เห็นอาจารย์ที่คิดสั้นขนาดนี้

คนเคยรักธรรมศาสตร์

ไม่รู้ว่าได้รับพระราชทานปริญญาบัตรมารึเปล่า รู้จักประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน เหมาะสมแล้วเหรอที่จะก้าวไปทุนนิยมสุดโต่งอย่างนั้น คุณกำลังคิดถึงแค่คนจำนวน30%ของคนทั้งชาติ เราเป็นกสิกรรม จำไว้เราเป็นกสิกรรม อยากให้เราเป็นประเทศที่มีคนมีความสุข มีอยู่ มีกิน มากกว่า ความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างนี้ การมีกินโดยตัวเราเอง ไม่ใช่การกู้ การสร้างหนี้อย่างที่ทักษิณปลูกไว้ในนิสัยคนไทยตอนนี้ เสียใจมากที่คนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่มัวแต่มองตำรา คนไทยมีแบบอย่างที่ดี แนวคิดที่ดี จากพ่ออยู่แล้ว หัดเอามาคิดตามมั่ง รู้จักมั้ย พอเพียง รู้จักมั้ย ยั่งยืน คิดแล้วเศร้า

เอก

อ่านแล้วคิดตามดีๆ ด้วยใจเป็นกลาง แล้วจะไ้ด้อะไรดีๆเยอะเลย

กระแสโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกรากก็ไม่ต่างกับน้ำท่วม
ภาคเหนือที่ผ่านมาหรือซึอนามิเมื่อปีก่อนเท่าไหร่ ถึงแม้เราจะไม่อยากเจอ ไม่อยากลงไปลอยคอ
แต่มันก็จะมา มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่าลืมว่าโลกในอนาคตเราไม่ได้เป็นผู้กำหนดกติกานะ
ไม่งั้นทุกวันนี้เราคงนุ่งผ้าขะม้าเิดินไปทำงานกัน
แทนที่จะขับรถและใช้ชีวิตทั้งวันอยู่ในห้องแอร์

บางพลี

มีคนแบบอาจารย์ไว้เป็นแค่สีสันความหลากหลายในสังคมก็พอแล้ว แต่ขออย่าให้คนอย่างท่านผู้นี้ได้มีโอกาสเป็นผู้นำในสังคมเลย