ปาฐกถา ส. ศิวรักษ์ คิดอย่างไทย : สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ

-1-


 


วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ แม้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกทิ้งไปแล้ว วันรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นวันหยุดราชการ และมีงานพระราชพิธี อย่างน้อยก็เพื่อถวายบังคมพระบรมรูป พระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญเมี่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475


 


เราต้องไม่ลืมว่าปี 2475 เรามีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ฉบับแรกพระราชทานเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งประกาศถึงความเป็นใหญ่ของราษฎร ผู้เป็นเจ้าของประเทศ หากถูกสกัดลงไว้ให้เป็นเพียงฉบับชั่วคราว ในขณะที่ฉบับวันที่10 ธันวาคม เป็นฉบับถาวร แต่ในทางพุทธศาสนานั้นไม่มีอะไรที่จะคงทนถาวร พ้นพระอนิจลักษณะไปได้ แต่ฉบับดังกล่าวก็อยู่มาได้ โดยไม่มีการล้มล้างจากคณะปฏิวัติรัฐประหารใดๆ หากเปลี่ยนไปเป็นฉบับ พ.ศ. 2489 ด้วยวิถีทางของประชาธิปไตย คืออภิวัตน์ให้ดีขึ้น อย่างสันติวิธี แต่จะเป็นเพราะฉบับ พ.ศ. 2489 เป็นประชาธิปไตยมากไปหรือมิใช่ จึงถูกพวกเผด็จการและศักดินาขัตติยาธิปไตยทำลายล้างลงภายในเวลาอันสั้น แล้วเราก็ปฏิวัติรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกันเรื่อยมา จนตราบเท่าทุกวันนี้


 


 


ที่เรามาเคารพรูปอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญนั้น ออกจะเป็นการเหมาะสม เท่ากับว่าเรามาบูชาบุคคลที่ควรแก่การบูชา ซึ่งนับว่าเป็นอุดมมงคล การที่ไม่มีรูปท่านอยู่ที่หน้ารัฐสภานั้น ก็ออกจะเป็นการสมควร เพราะสภาที่ปราศจากสัตบุรุษ หาชื่อว่าสภาไม่ ก็รัฐสภาที่ท่านปลุกปั้นขึ้นมาแต่ต้นและประคับประคองมาถึง 15 ปี ยังลืมบุญคุณท่านได้ โดยที่เมื่อรู้ว่าท่านตายจากไป ด้วยการเนรคุณของชนชั้นปกครองที่บริหารบ้านเมืองอยู่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่แม้ยืนไว้อาลัยให้ท่านเพียงหนึ่งนาที โดยที่นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นก็กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเสียใจ (และนายกรัฐมนตรีคนที่ว่านี้ก็คือประธานองคมนตรีในเวลานี้) อย่างน้อยนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสยังส่งพวงมาลาไปเคารพศพท่านที่นอกกรุงปารีส ยิ่งสภานิติบัญญัติในบัดนี้ด้วยแล้ว ใครบ้างที่แลเห็นคุณูปการของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งไม่แต่เป็นผู้นำประชาธิปไตยมาหยิบยื่นให้สยาม ในนามของคณะราษฎร หากยังเป็นผู้ซึ่งปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงคงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสมศักดิ์ศรีอีกด้วย มิใยต้องเอ่ยถึงคุณูปการอื่นๆ ของท่านทางด้านธำรงรักษาไว้ ซึ่งอิสรภาพของบ้านเมือง และถ้าท่านไม่ถูกขจัดไปโดยอำนาจของอธรรม ตามวิถีทางของรัฐประหาร ตามจิตสำนึกของพวกเผด็จการ บ้านเมืองเราคงเดินหน้าไปในทางความเสมอภาค อย่างมีภราดรภาพ โดยอาจเข้าถึงเสรีภาพจากการครอบงำของจักรวรรดินิยมและบรรษัทข้ามชาติอีกก็ยังได้ มิใยต้องเอ่ยถึงการไปพ้นอุ้งมืออุ้งเท้าของขัตติยาธิปไตย


 


จะกล่าวว่าระบอบทักษิณธนาธิปไตย เป็นศัตรูกับระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ได้ โดยที่รัฐประหารคราวที่แล้ว เป็นการกำจัดทักษิณ ซึ่งเป็นเผด็จการที่ใช้รูปแบบของประชาธิปไตยมารับใช้เขา และพวกเขา ด้วยวิธีการนอกเหนือรัฐธรรมนูญ การกำจัดทักษิณนอกเหนือครรลองของรัฐธรรมนูญนั้น ชอบแล้วละหรือ ไม่มีวิธีอื่นใดภายในกรอบของรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะเอาชนะเขาตามทำนองคลองนิติธรรม ไม่ได้เจียวหรือ ข้าพเจ้าเกรงว่าความข้อนี้ คงไม่มีใครวิเคราะห์กันจริงๆ จังๆ และเมื่อล้มศัตรูของประชาธิปไตยในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปได้แล้ว ได้มีมาตรการใดบ้าง ที่จะสร้างสรรค์ระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่กุมอำนาจอยู่ในเวลานี้ เคยใช้ชื่อว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยซ้ำ อยากทราบว่ามีใครเข้าใจลึกซึ้งเพียงใดถึงการปกครองในระบอบดังกล่าว ซึ่งต้องการความลุ่มลึก อย่างสุขุมคัมภีรภาพ มิใช่น้อย


 


ข้าพเจ้าจะไม่ขอเอ่ยถึงผู้ที่มีภาระในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ มาในอดีตและในปัจจุบัน โดยยังไม่เห็นจะมีสักกี่คนเลย ที่ชัดเจนในระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ควบคู่ไปกับรัฐธรรมนูญ


 


แม้รัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 17 กันยายนนี้ จะถือว่าสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของผู้คนในจังหวัดต่างๆ เป็นอย่างมาก และยกย่องกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของเรา แต่จุดอ่อนที่สุด อยู่ตรงที่ไม่ได้ตีบริบทไว้ให้ชัดเจนเอาเลยถึงสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือจะพูดให้เกินเลยไปก็ได้ว่า สถาบันดังกล่าวดูจะอยู่นอกเหนือรัฐสภาไปเอาเลยด้วยซ้ำ


 


ก็การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ต้องการความละเมียด ละเอียดอ่อน และการดำเนินงานด้านนี้ก็ต้องใช้อุปายโกศลเกินกว่าที่นักการทหาร นักการเมือง และนักธุรกิจการค้าทั่วๆ ไป จะเข้าใจได้ ยิ่งนักวิชาการที่อาจแม่นในทางนิติศาสตร์ต่างประเทศ โดยแทบไม่เข้าใจเนื้อหาสาระของวัฒนธรรมไทยเอาเลย จะซาบซึ้งถึงระบอบดังกล่าวกระไรได้


 


ขอย้ำถึงคุณภาพที่กล่าวมาแล้วอีกครั้ง คือความละเมียด ละเอียดอ่อน และสุขุมคัมภีรภาพ ซึ่งจำต้องผนวกไปกับความกล้าหาญทางจริยธรรม การกล้าแสดงออก กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ให้ทุกสถาบันโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่แต่ในแวดวงของสถาบันกษัตริย์ และในแวดวงของชนชั้นนำ หากต้องกระจายไปยังทวยราษฎร์ทุกหมู่เหล่าด้วย


 


ถ้าไม่เข้าใจความข้อนี้ ผู้คนจะพอใจกับระบบเผด็จการ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หาไม่ก็หันไปหามหาชนรัฐ ซึ่งอ้างว่ามีความเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกๆ คนเสมอกันหมด แม้จนประธานาธิบดีก็เป็นสามัญมนุษย์ อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี


 


-2-


 


เมื่อพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 5 ต้องพระราชประสงค์จะนำความทันสมัยหรือศรีวิไลมาให้สยามตามแบบฝรั่งนั้น ทรงหันไปที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของยุโรปเป็นแบบอย่าง แม้จะมีผู้คนทักท้วงว่า ประมุขของประเทศ ควรมีรัฐธรรมนูญเป็นกรอบ ควรกำหนดพระราชอำนาจไว้ภายในขอบเขตของกฎหมายให้ชัดเจน ก็ไม่ทรงนำพา เพราะทรงเห็นความสำเร็จ โดยไม่เห็นความล้มเหลวหรือจุดบกพร่องของการปกครองในระบอบราชาธิราช ไม่ว่าจะออสเตรีย - ฮังการี เยอรมนี หรือรัสเซีย แม้อังกฤษจะมีวิวัฒนาการไปในทางประชาธิปไตยยิ่งกว่าอภิมหาอำนาจทั้งสามนี้ แต่สหราชอาณาจักรก็ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร ย่อมยากที่คนนอกจะเข้าใจได้ แม้ไปเรียนอังกฤษกันมาคนละนานๆ จะหาเนติบัณฑิตอังกฤษคนใดที่เข้าใจถึงเนื้อหาสาระของราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ย่อมยากเป็นอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่ในรัชกาลที่ 5 เลย หากรวมถึงรัชกาลปัจจุบันด้วย ดังนายกรัฐมนตรีพระราชทานที่เลวร้ายอย่างสุดๆ ในทางเผด็จการ ก็คือผลผลิตจากเนติบัณฑิตยสภาของอังกฤษนั้นแล ทั้งนี้โดยไม่ต้องเอ่ยถึงนายกรัฐมนตรีคนแรกในปี 2475 ก็ได้ว่านั่นก็เนติบัณฑิตอังกฤษ ที่ไม่แลเห็นคุณของประชาธิปไตยเช่นกัน


 


ในรัชกาลที่ 5 ประเทศต่างๆ ในยุโรปเป็นราชาธิปไตยแทบทั้งสิ้น ยกเว้นเพียงฝรั่งเศส โปรตุเกส กับสวิสเซอร์แลนด์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 เท่านั้น ราชาธิปไตยปลอดไปจากยุโรปเกือบหมด ดังแฮรอลด์ นิโกลสัน เอ่ยไว้ในพระราชประวัติพระเจ้ายอชที่ 5 แห่งอังกฤษ ว่าในรัชกาลดังกล่าว "โลกได้แลเห็นว่าพระจักรพรรดิสิ้นไป 5 พระมหากษัตริย์สิ้นไป 8 ราชวงศ์ต่างๆ ก็ปลาสนาการไปอีก 18"


 


สาระสำคัญที่สถาบันกษัตริย์ในยุโรปปลาสนาการไป เพราะแพ้สงคราม แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็ตรงที่สถาบันกษัตริย์ขัดขืนต่อการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของรัฐธรรมนูญ มหาชน


 


รัฐไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอุดมคติ แต่เกิดขึ้นเพราะระบบกษัตริย์ไม่อาจคงทนอยู่ได้


 


 ในเอเชีย สถาบันกษัตริย์ปลาสนาการไปเพราะเสียเอกราชไปกับจักรวรรดิฝรั่ง เว้นเสียแต่ว่าฝรั่งจะต้องการรักษาสถาบันดังกล่าวไว้ภายในอารักขาของตน เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แม้เมื่อลาวเป็นประเทศคอมมูนิสต์แล้ว แรกทีเดียวก็ไม่คิดจะล้มสถาบันเดิม แต่เจ้ามหาชีวิตไม่คิดถึงหัวอกของชนชั้นปกครองอย่างใหม่ ทั้งยังฝังพระทัยไปทางอาณานิคมฝรั่งมาโดยตลอดอีกด้วย สำหรับเวียดนาม จักรพรรดิ์เบาได๋ก็เป็นตัวเชิดให้ฝรั่งอย่างปราศจากจิตสำนึกในทางอิสรภาพ จึงต้องถูกถอดไป สำหรับกัมพูชานั้น สถาบันกษัตริย์ขึ้นอยู่กับสมเด็จพระสีหนุยิ่งกว่าอะไรอื่น แม้จะโปรดให้พระราชโอรสสืบราชสมบัติแทนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าสถาบันดังกล่าวจะไปรอดหรือไม่ เพราะการเอาสถาบันกษัตริย์ไปผูกไว้กับความเป็นผู้นำของพระราชาพระองค์เดียว ย่อมเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง ส่วนจีน ไทย กับญี่ปุ่น ที่ไม่เสียเอกราชให้ฝรั่งไปนั้น ระบบกษัตริย์จีนถูกโค่นล้มลงโดยขบวนการชาตินิยม ซึ่งถือว่าราชวงศ์แมนจูไม่ใช่จีน และสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นดำรงอยู่ได้ แม้จะแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เพราะอเมริกันต้องการประคับประคองเอาไว้ให้เป็นเจว็ด โดยจะไม่ขอเอ่ยถึงสถาบันกษัตริย์ไทยในที่นี้


 


อีกสองประเทศในเอเชียใต้ที่ยังมีสถาบันกษัตริย์อยู่ ก็เพราะอังกฤษปล่อยให้มีไว้ในสมัยปกครองอินเดีย เช่น เนปาล ซึ่งคงถึงกาลอวสานในเร็วๆ นี้ ส่วนภูฐานนั้น พระราชาต้องการถางทางให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยภายในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งถ้าไม่ระวังให้ดีๆ นี่ก็อาจเป็นโทษได้ยิ่งกว่าเป็นคุณ สำหรับมาเลเซียนั่นเล่า เจ้าผู้ครองรัฐต่างๆ ผลัดกันเป็นพระราชาธิบดีทุกๆ 5 ปี และเมื่อนายมหาเธียร์ โมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ลดพระราชอำนาจลงจนเกือบหมด ในทางบูรไน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เฉกเช่นทางซาอุดิอารเบียนั้นแล ดังที่กษัตริย์เปอร์เซียก็เป็นเช่นนี้มาก่อน แล้วก็ต้องถูกขับไล่ไสส่งไป อนึ่ง พระเจ้าฟารุคแห่งอียิปต์เคยตรัสว่า ในอนาคตจะมีพระเจ้าแผ่นดินอยู่เพียง 5 องค์ คืออังกฤษองค์หนึ่ง ส่วนอีกสี่องค์นั้นอยู่ในไพ่ป๊อก


 


การล้มเลิกระบบกษัตริย์ เพื่อเอาระบบมหาชานรัฐมาแทนที่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปลี่ยนตัวประมุขจากการสืบทอดสันตติวงศ์มาเป็นประมุขที่รับเลือกมาเท่านั้น แต่ถ้ามองจากอดีตให้จะๆ แล้ว จะเห็นได้ว่านั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน หรือไม่ก่อให้เกิดเสรีภาพ เพราะมักจะเปลี่ยนไปในทางเผด็จการ ซึ่งก่อให้เกิดเสถียรภาพกับชนชั้นบนจำนวนน้อย อย่างไม่ต่างกันไปมากนักกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


 


ระบบกษัตริย์มักเกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ด้วยเสมอไป เพราะพระราชพิธีมักโยงไปในทางลัทธิศาสนาด้วย แม้รัชกาลของพระนางเอลิซเบธที่ 2 ของอังกฤษนี่เอง เมื่อเสวยราชย์แล้วได้ 4 ปี (คือปี ค.ศ. 1956) ประชามติยังออกมาว่าคนอังกฤษถึงร้อยละ 35 เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกพระนางเธอให้เสวยราชย์ แต่ในปัจจุบัน ความเชื่อในเรื่องพระสภาวะอันพิเศษของพระบรมราชินีนาถปลาสนาการไปจากคนอังกฤษเกือบหมดแล้ว ยิ่งสมัยที่นางมากาเร็ต แทตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แต่ปี 1979 ถึง 1990 ด้วยแล้ว นางถึงกับประกาศว่า สถาบันอันเก่าแก่ทั้งหลายของอังกฤษต้องได้รับการท้าทาย หาไม่จะไม่เกิดความทันสมัย ดูทักษิณ ชินวัตร ก็จะได้กระเส็นกระสายความคิดในเรื่องนี้มามิใช่น้อย นางมากาเร็ต แทตเชอร์ท้าทายระบบข้าราชการ ศาล ศาสนจักร มหาวิทยาลัย รวมถึงบีบีซี แต่สถาบันกษัตริย์กลับปลอดไปจากความสั่นสะเทือนเอาเลยก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่นางมีพฤติกรรมและแสดงอาการกิริยาท้าทายสถาบันดังกล่าวมิใช่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะสถาบันสามารถปรับตัวเองได้ มิใยว่าเสรีภาพจะมีมากขนาดไหน ในทางสื่อสารมวลชนถึงขนาดล่วงละเมิดไปยังวิถีชีวิตส่วนพระองค์ขององค์พระประมุขและราชตระกูลอย่างจังๆ แต่ก็ทรงไว้ซึ่งพระขันติธรรม และปรับปรุงสถาบัน แม้จะไม่ถึงกับทันสมัย ก็ไม่ล้าหลังไปเสียเลยทีเดียว ถึงจะล่าช้าไปบ้างหรือขัดขืนประชามติไปบ้าง แต่พอรู้พระองค์ ก็ยอมเปลี่ยนท่าทีอย่างงามสง่า ดังใครที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Queen ที่นำออกแสดงเมื่อเร็วๆ นี้ จะเข้าใจความข้อนี้ได้


 


บทเรียนประการหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้ มีอยู่ว่าถ้าเจ้านายในพระราชวงศ์ต้องการประชานิยมมากเกินพอดีไป ให้โทษต่อสถาบันกษัตริย์อย่างมักมองไม่เห็นกันในระยะสั้นอีกด้วย


 


 


-3-


 


ดุ๊กออฟเอดินเบอเร่อ พระสวามีของพระบรมราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรในปัจจุบันเคยตรัสว่า สถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของพระราชา หากมีไว้เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของราษฎร


 


ถ้าเข้าใจข้อความนี้ได้ชัดและทำตามนี้ ก็จะเห็นได้ว่าสถาบันกษัตริย์ในยุโรปที่ดำรงคงอยู่ได้ ก็เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในแนวทางของประชาธิปไตย ทุกประเทศ แม้ประเทศที่เคยเป็นเผด็จการมาอย่าง สเปน พอหันมาหาระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประเทศนั้นก็หันเหไปทางเสรีภาพและภราดรภาพ ยิ่งๆ ขึ้น แม้จะมีปัญหาของชนชาติที่ต่างกันอย่างฉกรรจ์ เช่นพวกบาสค์ แต่ก็หาทางหันหน้าเข้าหากันได้อย่างสันติวิธี เพราะพระราชาธิบดี ทรงวางพระองค์เป็นกลาง อย่างเข้าใจเนื้อหาสาระของประชาธิปไตย


 


สำหรับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสแกนดิเนเวีย องค์พระประมุขอาจมีความเป็นผู้นำน้อย แต่ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม ที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ยิ่งพระราชาธิบดีของประเทศเบลเยี่ยมด้วยแล้ว ทรงเป็นพระองค์เดียวที่ผู้คนในประเทศยอมรับความเป็นกลาง เพราะครึ่งประเทศเป็นพวกเฟลมิช อีกครึ่งเป็นพวกวัลลูน พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงเป็น The King of Belgium แต่ทรงเป็น The King of the Belgians ความละเอียดอ่อนเช่นนี้ ยากที่จะมีได้นอกสถาบันดังกล่าว


 


ส่วนสุลต่านทางอาหรับนั้น มุ่งใช้สถาบันกษัตริย์ไปเพื่อรับใช้ชนชั้นตนและราชวงศ์ของตนยิ่งกว่าอะไรอื่น จึงจำต้องเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเผด็จการอยู่แม้จนบัดนี้ โดยที่สถาบันดังกล่าวจะดำรงอยู่ได้นานแค่ไหน ก็ขอให้คอยดูกันต่อไป


 


ทราบกันทั่วไปว่า หนังสือของ Walter Bagehot เรื่อง The English Constitution ที่ตีพิมพ์แต่ ค.ศ. 1867 นั้น พระราชาธิบดีของอังกฤษแทบทุกพระองค์ ตลอดจนมงกุฏราชกุมารองค์ปัจจุบัน ย่อมทรงศึกษาดังกับว่าเป็นคัมภีร์เลยทีเดียว


 


Bangehot เขียนไว้ชัดเจน ว่าพระราชาทรงสิทธิ 3 ประการ กับรัฐบาลของพระองค์คือ


 


1) รัฐบาลต้องปรึกษาหารือองค์พระประมุข 2) ทรงอุดหนุนหรือประทานกำลังใจ และ 3) ทรงตักเตือน ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ปรากฏต่อมหาชน พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรีของพระองค์ ก็อาจทูลแนะนำองค์พระประมุขได้ แม้พระราชดำรัส ต่อมหาชนหรือรัฐสภา ก็เกิดจากคำแนะนำของรัฐบาล คือไม่ต้องทรงรับผิดชอบต่อถ้อยคำนั้นๆ หากรัฐบาลต้องรับผิดชอบ คือต้องเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการทั้งหลาย สมกับคำที่ว่า The King can do no wrong เพราะรัฐบาลรับผิดชอบแทนพระองค์อยู่แล้ว


 


ในระบอบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนั้น ประมุขของประเทศแตกต่างจากประมุขของรัฐบาล ประมุขของประเทศประกอบพระราชกรณียกิจ 3 ประการที่สำคัญ คือ 1) หน้าที่อย่างเป็นทางราชการ เช่น ตั้งนายกรัฐมนตรี และออกพระราชกำหนด ปิดรัฐสภา (ถ้าพระราชาไม่เป็นเพียงเจว็ดหรือเป็นเผด็จการแล้วไซร้ ย่อมทรงใช้พระราชอำนาจทั้งสองประการนี้อย่างแยบคาย) 2) หน้าที่ในทางพิธีกรรม รวมถึงกิจการงานทางสังคม 3) ที่สำคัญสุด คือสัญลักษณ์ของประชาชาติ ถ้าพระราชาขาดความเป็นกลาง หรือไม่เป็นที่ยอมรับอย่างจริงใจในหมู่ชนชั้นนำหรือในบรรดาทวยราษฎร์ ไม่อาจทรงเป็นสัญลักษณ์ของประชาชาติได้ การสดุดีพระราชาอย่างสุดๆ ไม่ได้หมายความว่า นั่นคือสัญลักษณ์ที่แท้ของประชาชาติ หากประโยชน์ดังกล่าวได้กับพวกสอพลอปอปั้นต่างหาก และการเยินยออย่างเกินเลยไปนั้น อาจเป็นไปดังนิทานที่ว่า The King and the new cloth ก็ได้


 


Bagahot เน้นไว้ในเรื่อง The English Constitution ถึงข้อแตกต่างระหว่าง Efficient กับ dignified elements อย่างแรกคือความสามารถในการปกครอง ในการดำเนินตามนโยบาย ซึ่งน่าจะได้แก่นายกรัฐมนตรี ส่วนอย่างหลังนั้น คือการกระทำที่มีศักดิ์ศรี เพื่อความสมานฉันท์ของทวยราษฎร์ แม้จะต่างพรรคการเมือง ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา กรณียกิจอย่างนี้สถาบันกษัตริย์ที่ปรับตนได้อย่างสมสมัย ทำได้ดีกว่าประธานาธิบดี แม้ที่เป็นเพียงประมุขอย่างอินเดีย เป็นต้น


 


ปี 1802 Sir William Anson ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึงกับเขียนข้อความว่า "ในเรื่องของรัฐ พระราชาย่อมไม่รับคำแนะนำจากคนอื่น ที่ไม่ใช่คนของรัฐบาล พระองค์ย่อมไม่ทรงแสดงทัศนะทางการเมือง โดยไม่ได้ทรงหารือรัฐบาลก่อน และย่อมทรงรับทัศนะของรัฐบาลและสนับสนุนคณะรัฐมนตรี ตลอดเวลาที่เขาเหล่านั้นเป็นรัฐบาลของพระองค์"


 


แม้ทัศนคติของพระราชาในทางส่วนพระองค์ ก็ย่อมต้องระวังพระองค์ ไม่ให้กระทบกระเทือนรัฐบาลของพระองค์ และที่สำคัญเหนืออื่นใดสำหรับสถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญนั้นก็คือ พระราชาและพระราชินีต้องไม่ข้องแวะกับขุนพลทั้งหลายทั้งปวง ทหารมีหน้าที่เพียงรักษาพระราชอิสริยยศ หากนอกเหนือไปจากนี้ ในระยะยาวจักเป็นอันตรายกับสถาบันกษัตริย์อย่างร้ายแรงที่สุด แม้พระราชาของสเปนจะเคยเป็นนักเรียนนายเรือมาก่อน ครั้นพวกทหารต้องการล้มล้างรัฐบาลพลเรือนนอกเหนือรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ทรงอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย โดยไม่หันเหพระองค์ไปในทางทหารเอาเลย นี่แลที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ของสเปนได้รับความเคารพนับถือจากทุกๆ คน ที่เห็นว่าประชาธิปไตยสำคัญเหนือความสำเร็จทางเผด็จการในระยะสั้น


 


การที่ทรงวางพระองค์เป็นกลางได้อย่างเคร่งครัด ย่อมเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ในระบอบรัฐธรรมนูญ และจะทรงทำเช่นนั้นได้ ต้องมีราชเลขานุการที่สามารถ และเป็นกลาง อย่างมีความกล้าหาญทาง จริยธรรม ที่จะขัดพระราชหฤทัยด้วย พร้อมกันนั้น ราชเลขานุการก็ต้องไม่ฝักใฝ่ในทางการเมือง หรือธุรกิจการค้าอีกด้วย โดยต้องอุทิศเวลาทั้งหมดเพียงเพื่อพระราชาเท่านั้น


 


บทบาทของราชเลขานุการนั้นเป็นไปเพื่อรักษาพระสถานะทางรัฐธรรมนูญของพระราชา โดยที่พระราชาย่อมต้องทรงทราบเรื่องต่างๆ ที่เจ้ากระทรวงต่างๆ ทูลเสนอขึ้นมา เพื่อไม่ให้ทรงทราบความข้างเดียว เพื่อจะได้ตัดสินพระทัยถูก ทางด้านการใช้พระราชอำนาจ พระราชาองค์เดียวจะทรงรอบรู้ทุกๆ เรื่องกระไรได้ จำต้องมีคนกล้าทูล กล้าท้วง แต่ไม่ใช่เพื่อมาชี้แนะพระองค์ท่าน


 


ระบบองคมนตรีของอังกฤษเป็นเพียงสัญลักษณ์ในทางนิตินัยและพิธีกรรมเท่านั้น ดังระบบองคมนตรีและอภิรัฐมนตรีของไทยในสมัยราชาธิปไตยก็เริ่มมาด้วยดี แล้วก็กลายสภาพไปจากสาระที่แท้อย่างน่าเสียดาย


 


ดังกล่าวแล้วว่า Bagehot บ่งว่า พระราชาทรงไว้ซึ่งสิทธิที่รัฐบาลจำต้องหารือ เพื่อจะได้ทรงอุดหนุนให้กระทำการ หรือทรงเตือนให้ระวัง แต่ก่อนที่จะทรงกระทำเช่นนั้นได้ จำต้องทรงสามารถใช้พระราชวินิจฉัย นอกเหนือไปจากคำกราบทูลของรัฐบาล ราชเลขาฯ มีหน้าที่กราบทูลให้ได้ทรงทราบข้อเท็จจริงอย่างกว้างขวางออกไป แต่ราชเลขาฯไม่มีหน้าที่เพ็ดทูล เสนอแนะ ซึ่งมาได้เพียงจากรัฐบาลเท่านั้น


 


ที่ว่ามานี้เป็นของอังกฤษ ของเราเองเป็นไปเช่นไร จักยังไม่ขอเอ่ยถึงในที่นี้ แต่บทบาทของราชเลขาฯ นั้นสำคัญยิ่งนัก ในอดีต ม.จ. นิกรเทวัญ เทวกุล ก็ดี ม.จ. วงศานุวัตร เทวกุลก็ดี และ ม.ล. ทวีสันต์ ลาดาวัลย์ ก็ดี ล้วนมีบทบาทอย่างควรแก่การก้มศีรษะให้ทุกท่าน แม้ในสมัยราชาธิปไตย เราก็มีกรมหลวงปาจิณ- กิติบดี และเจ้าพระยามหิธร ซึ่งทำหน้าที่ ที่รักษาความเป็นกลางของตำแหน่งอย่างน่าชื่นชม ทุกท่านอุทิศตนในการรับใช้พระมหากษัตริย์อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย แม้รองราชเลขาธิการอย่างนายภาวาส บุนนาค ก็เช่นกัน


 


ไม่แต่ราชเลขาฯ เท่านั้น หากนักการเมืองและประชาราษฎรทั่วๆ ไป ถ้าเห็นคุณค่าของสถาบันกษัตริย์ จำต้องช่วยกันทำให้ความเป็นกลางและความโปร่งใสของสถาบันดังกล่าวเป็นไปอย่างไม่ให้สถาบันสูงสุดไปพัวพันกับทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร หรือในทางอื่นใด นอกเหนือวิถีทางของประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐาน


 


ถ้าสถาบันกษัตริย์ขัดกับรัฐธรรมนูญเมื่อใด สถาบันนั้นก็จะคลอนแคลนไป โดยยากที่จะรับรู้ได้อย่างผิวเผิน และถ้าไม่ตระหนักให้ชัด สถาบันกษัตริย์ก็จะเป็นไปเพื่อพระราชา ยิ่งกว่าเพื่อราษฎร ถ้าความจริงข้อนี้เข้าใจกันชัดเจนและกว้างขวางเพียงใด หายนภัยของสถาบันกษัตริย์ก็จะมีมากและเร็วขึ้นเพียงนั้น


 


นอกจากบทบาทของราชเลขาฯ ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง ทางด้านการปิดทองหลังพระแล้ว การใช้จ่ายพระราชทรัพย์ก็สำคัญยิ่งนัก ความข้อนี้จำต้องโปร่งใสในทุกๆ ทาง ทางอังกฤษประเด็นนี้เป็นที่ท้าทายมาก มาแทบทุกรัชสมัย แม้จนบัดนี้ ก็ยังไม่โปร่งใสเท่าที่ควร แต่ยิ่งมีเสียงเรียกร้อง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ มากขึ้นเท่าไร องค์พระราชาและมกุฏราชกุมารก็พยายามปรับปรุงสถานะทางด้านนี้กันยิ่งๆ ขึ้น อย่างน่าสำเหนียก


 


การไม่ฟังคำเรียกร้อง คำวิพากษ์วิจารณ์ คือการขัดขืนประชามติ ซึ่งผิดก็ได้ ถูกก็ได้ แต่ถ้ารับฟังคำติชม และหาทางอธิบายให้เข้าใจกันได้ สถาบันนั้นๆ ย่อมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองไปได้ ตามจังหวะจะโคน และขั้นตอนทางด้านการเปลี่ยนแปลงของสังคม


 


ทุกสังคม ทุกสถาบัน ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามพระอนิจลักษณะ จะขัดขืนอยู่หาได้ไม่


 


ที่แสดงบรรยายมานี้ คงเป็นแสงสว่างได้รางๆ สำหรับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งไม่ต้องการความมืดมิด ผิดกับมหาวิทยาลัยในกระแสหลักทั้งหลาย ซึ่งดูจะติดยึดอยู่กับความมืด หรือความกึ่งดิบกึ่งดี กึ่งจริง กึ่งเท็จ ยิ่งกว่าที่จะกล้าแสวงหาสัจธรรม หรืออย่างน้อยก็ไม่กล้าพูดความจริงอย่างจังๆ ในเรื่องสถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ อธิการบดีบางมหาวิทยาลัยถึงกับยอมเข้าข้างทรราชอย่างเชื่องๆ ซึ่งบางทีถึงกับอ้างว่าทรราชเป็นองค์อธิปัตย์เอาเลยก็มี จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยพวกนี้ต้องการออกจากกำกับของรัฐ เพื่อมุ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐทรัพย์สำหรับเขาและพวกเขา ยิ่งกว่าจะเข้าใจถึงความเป็นเลิศทางวิชาการ


 


 


.......................................................................


ส. ศิวรักษ์ พูดที่ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10 ธันวาคม 2549 ตามคำเชิญของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


 


[เอกสารที่ใช้ประกอบการเตรียมปาฐกถานี้อาศัย The Monarchy and the Constitution by Vernon Bogdonar (OUP 1997) มากกว่าอะไรอื่น]


 


ที่มา : http://www.semsikkha.org/paca/index.php?option=com_content&task=view&id=241&Itemid=1

Comments

z

สรุป ๑ กษัตริย์ต้องเป็นกลาง

๒ กษัตริย์ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับตะหาน

๓ กษัตริย์ ต้อง ไม่ขัดขืนนโยบาย แนวทางรัฐธรรมนูญมหาชน

๔ กษัตริบย์ ต้องไม่เป็นเผด็จการหรือเจว็ด

๕ กษัตริย์ต้อง โปรงใส ตรวจสอบได้

๖ กษัตริย์ ไม่ควรมีภาพ สิ่งสักสิทธิ หรือความมหัศจรรย์

๗ กษัตริย์ ไม่ควรปกป้องประโยชน ราชา แต่ต้องปกป้องประโยชนืประชาชน

๘ กษัตริย์ ต้องไม่แสดงสิ่งใดต่อสาธารณะ เกินพอดี

๙ ต้องไม่แสดงทัศนะทางการเมือง โดยไม่หาฤารัฐบาลก่อน

๑๐ ต้องฟังคำติชมวิพากวิจาร์จากประชาชน

ที่ว่ามาหมายถึงกษัตริย์อังกฤษนาคับ ประเทศอื่นไม่เกี่ยว

ใช่ป่าว

z

ประเทศอื่น ทำตามอย่างไม่ได้ เพราะ อังกฤษเขาสงวนลิขสิทธิเอาไว้555555555

A Thai

Thai monarchy is far from all actions Khun z mentioned in #1.

Re-consider your institution, role and action, the monarchy!

ดอกกะเจียว

สุดยอดครับ ท่านอาจารย์
ชอบใจประโยคที่ว่า ทุกสังคม ทุกสถาบัน
ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามพระอนิจลักษณะ
จะขัดขืนอยู่หาได้ไม่
ขอคารวะท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ด้วยครับ
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยังโง่เรื่องนี้ รู้แบบสุก ๆ ดิบ ๆ
อ่านข้อความของอาจารย์ทำให้หูตาสว่างขึ้นมาเยอะ

กลับมาแล้ว Shane come back

ส.ศิวรักษ์..คนเดิมกลับมาแล้ว.
ผิดหวังตอนที่เดินตามหลังสนธิ ลิ้มลองอสุจิ
เพราะมันคนละชั้นกันมาก..เหมือนพญาราชสีห์เดินตามหลังสุนัขจิ้งจอก
อะไรอย่างนั้น..

เด็กเล็ก

สาธุ ทุกสิ่งคือ ธรรมชาติ เมื่อมีสติ คือมีปัญญา แต่เมื่อเวลาผ่าน คือธรรมชาติที่จำต้องขาดหาย การละ ลด ในกิจวัตร เป็นส่วนหนึ่งของการธำรงไว้ซึ่งความรู่สึกที่ดี ที่เคยมี และไม่ควรขัดขืน มิฉะนั้น สิ่งที่ทำดีมาทั้งชีวิต จะหมดลงเพียงพริบตา เห็นๆ กันแล้วมิใช่หรือ

คนจริง

" ดังระบบองคมนตรีและอภิรัฐมนตรีของไทยในสมัยราชาธิปไตยก็เริ่มมาด้วยดี แล้วก็กลายสภาพไปจากสาระที่แท้อย่างน่าเสียดาย "
ท่านอาจารย์ สุลักษณ์ กล่าวได้ตรงความจริงในข้อนี้มากที่สุด
ไม่เคยมียุคสมัยใดที่สถาบันองคมนตรี ต้องตกต่ำเท่ากับยุคนี้

ประชาชน

[emo6.gif] ในอดีตคนเรามีกษัตริย์เพราะคนส่วนใหญ่ยังโง่อยู่ ได้รับการศึกษาน้อย ... จึงต้องการผู้นำที่ฉลาด ... แต่ปัจจุบันคนเรามีการศึกษามากขึ้น ฉลาดขึ้น จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกษัตริย์มากเท่าเดิม ... แต่จะยึดสิทธิ เสรีภาพของตนเองมากขึ้น ...ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ... ดังนั้นการปกครองระบอบกษัตริย์จึงคลี่คลายมาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ... บางสังคม เช่น ไทย ทั้งสองระบอบยังรวมกันอยู่ได้ แม้จะอยู่ด้วยความขัดแย้งมากว่า 74 ปี ... บางสังคม เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ทั้งสองระบอบรวมกันอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา ... เพราะระบอบกษัตริย์ยอมรับอำนาจของประชาชนมากขึ้น ... ของไทยเราระบอบกษัตริย์ ซึ่งรวมทั้งขุนศึกหรือทหารยอมรับอำนาจประชาชนค่อนข้างน้อย ... จึงขัดแย้งกับประชาชามาโดยตลอด ... บางสังคม ซึ่งเป็นสังคมส่วนใหญ่ในโลก ไม่มีกษัตริย์แล้ว ... แต่มีผู้นำที่ประชาชนเลือกคือประธานาธิบดี ...
ปัญหาทางการเมืองของไทยในปัจจุบันเกิดจากอำนาจกษัตริย์กับอำนาจประชาชนขัดแย้งกัน ... เราจะคลี่คลายปัญหาอย่างไร ... ถ้าดูตามตัวอย่างประเทศต่างๆที่เห็นในโลก ... อำนาจกษัตริย์ไทยต้องลดลง และเพิ่มอำนาจประชาชนมากขึ้น ... โดยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญลดอำนาจกษัตริย์ ... แต่ถ้าคิดว่าไทยไม่จำเป็นต้องเหมือนประเทศอื่นในโลก ... เราจะเป็นของเราอย่างนี้ต่อไป ... ก็น่าวิตกว่าปัญหาจะยังคงอยู่ การยึดอำนาจจะยัวคงอยู่ ... โดยเฉพาะในอนาคตถ้ากษัตริย์ได้รับการยอมรับจากประชาชนน้อยลง ... ก็ยากที่จะคงอำนาจไว้ได้ ... ยังไม่เคยมีประเทศใดที่ประชาชนคืนอำนาจของตัวเองให้กษัตริย์โดยสิ้นเชิง ... เพื่อกลับไปเป็นเหมือนสมัยโบราณ ... ถ้าทั้งสองอำนาจประสานกันได้อย่างละเมียดละมัย ... ประชาชนก็จะมีความสุข ประเทศก็จะน่าอยู่ครับ

a

เจว็ดคืออะไรครับ

คนอ่าน

ขอบคุณประชาไทมากที่อนุเคราะห์บทความนี้ อยู่บ้านนอกก็เลยไม่มีโอกาสไปฟังที่ลานปรีดี เป็นบทความที่มีคุณค่ามาก ควรแก่การนำไปศึกษา ขอกราบคารวะท่านอาจารย์ส.ศิวรักษ์ไว้ณที่นี้ด้วย

ทีมงานประชาไทย ขณะที่กำลังอ่านใกล้จะจบบรรทัดสุดท้ายของหน้า1 มีข้อความขึ้นว่าerrow แล้วถามว่าจะส่ง ไม่ส่งอะไรก็ไม่รู้แปลไม่ออก ไม่เคยเป็นนะ เลื่อนข้อความจะอ่านต่อก็ไม่ได้เพราะเลื่อนไม่ไป พอปิดหน้าต่างก็มีภาพอะไรก็ไม่รู้ขึ้นมา จะกสับหน้าเดิมก็ไมได้อีก ตกใจหมดคิดว่าจะไม่ได้อ่านเสียแล้ว พอรีสตาร์ทใหม่ เรียกใหม่ก็อ่านได้ ไม่ทราบว่ามีอะไรขัดข้องหรือเปล่า ช่วยเช็คและแก้ไขด้วยถ้ามี ขอบคุณมาก

ขอออกความเห็นด้วยคน

เวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง จะให้ทุกอย่างคงที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตของคนทยในปัจจุบันเลยหรือ

สภาพชีวิตและสังคมของคนไทยใน พ.ศ.2475 กับปัจจุบันต่างกันขนาดไหน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ยกเว้น 2 สถาบันซึ่งไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและยังพยายามคงไว้ซึ่งสภาพเดิม จะฝืนความเปลี่ยนแปลงได้อีกนานแค่ไหน

ทำไม สถาบันไม่คิดบ้างว่า การอยู่ให้ยั่งยืนได้นาน ในความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน สถาบันควรจะต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรให้คงอยู่ได้ ไม่ใช่ยึดติดหรือผูกติดกับสถาบันทหาร เพราะคิดว่าสถาบันทหารมีกำลังเข้มแข็งและสามารถทำให้สถาบันกษัตริย์คงอยู่ไปได้ตลอดกาล

ฟ้าแดงเดือด

อยากให้อ.สุลักษณ์ วิเคราะห์สถาบันกษัตริย์ไทยให้มากกว่านี้เพื่อความฉลาดของประชาชนชาวไทย อยู่ที่ว่าจะกล้ารึเปล่าเดี๋ยวก็โดนคดีหมิ่นจนได้ อีกอย่างเดี๋ยวจะไม่มีประเทศอยู่อีก ยิ่งสมัยนี้เผด็จการครองประเทศอยู่เดี๋ยวก็หายตัวจนได้

เจว็ด

เจว็ด

เจว็ด คือรูปเทพารักษ์ที่ประดิษฐานไว้ในศาลพระภูมิหรือศาลที่สร้างขึ้นในการประกอบพิธีทางศาสนาและความเชื่อต่างๆ เช่น หากทำเป็นรูปเทวดาถือคันไถ ก็จะใช้ในพิธีแรกนาขวัญ

เมือง

ไม่มีอะไรยั่งยืน ควรปรับเปลี่ยนไป จะอยู่ได้หรือไม่ กลุ่มองคมนตรีควรยุบเพราะทำตัวเป็ยผู้ปกครองประเทศ ยึดติดกับอำนาจ ทำให้สถาบันเสือ่ม

k

ตห.5

ส.ศิวรักษ์..คนเดิมกลับมาแล้ว.
ผิดหวังตอนที่เดินตามหลังสนธิ ลิ้มลองอสุจิ เพราะมันคนละชั้นกันมาก..เหมือนพญาราชสีห์เดินตามหลังสุนัขจิ้งจอก
อะไรอย่างนั้น..
.....................................
ติดเหมือนคห 5

ยังติดใจตอนร่วมด้วยช่วยกันกับพันธมิตร
ปรมาจารย์ขนาดนี้เป็นไปได้อย่างไร

ช่างไม่รู้เชียวหรือว่าระบบถูกทำลาย การเมืองไทยเวลานี้ มามือเปล่าทำอะไรได้ ถ้าไม่มีเงิน

ท่านเป็นบุคคลที่มีเครดิต การวิพากวิจารย์ มีโอกาสทำให้ทุกอย่างแย่ลงได้

ท่านมักมองอะไรเป็นดำและขาว ไม่เป็นไปตามลักษณะธรรมชาติ

เดี๋ยวนี้เลิก เต็มร้อย ไม่ว่ากะใคร เข็ด

คนไทย

ไอ้พวกเนรคุณ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตย์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านมากมายเกินกว่าจะบรรยายได้ วันนี้พวกคุณยังมีแผ่นดินให้แหกปากอยู่ได้มิใช่เพราะเดชะพระบารมีหรือ ระวังจะไมมีแผ่นดินอยู่

สงสัย

จะสื่อไปถึง ส. ศิวรักษ์ ได้ไหมเนี่ยะ ว่า ตั้งแต่หนุ่มจนแก่นี่นะ คิดอะไรต่ออะไรมาเยอะแยะ สอนคนโน้นคนนี้ไปทั่วนี่นะ สิ่งที่คิดที่ทำนั้นทำให้ได้ประชาธิปไตยที่คิดอยากได้มาบ้างหรือยัง ถ้าจนจะถึงวันนั้นแล้วยังไม่ได้ก็อยากจะขอบังอาจเตือนสติกลับไปบ้าง(คนมีคนไม่มากทีจะกล้าบังอาจมาเตือนสติท่าน)ว่า สิ่งที่ท่านคิดท่านถือเอาเป็นบาทฐานในการคิดมาตลอดอาจจะผิดหรือไม่สมจริงก็ได้ มันก็เลยเข้าทำนองตั้งโจทย์ผิดมาตั้งแต่ต้นแล้วจะไปหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาให้ได้มันก็เลยไม่สำเร็จ ที่แย่ยิ่งกว่าคือเที่ยวได้ปลูกฝังความคิดความเชื่อแบบผิดๆให้คนมาแล้วไม่รู้กี่รุ่น ประเภทสอนผิดให้กับลูกศิษย์ 10 คน ลูกศิษย์แต่ละคนก็ไปสอนผิดอีกคนละ 10 คน ผลที่สุดคือความฟั่นเฟือนของบ้านเมืองอย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ แนวคิดที่ ส. ศิวรักษ์ ควรจะลองนำไปพิจารณาให้ดีเพราะน่าจะสอดคล้องกับโลกและชีวิตจริงมากกว่า ไม่เพ้อฝัน ก็อย่างของคุณธงชัย วินิจจะกุล นั่น

PD

ชอบบทความนี้ของอาจารย์
ช่วงที่ผ่านมาผิดหวังอย่างมากกับบทบาทของอาจารย์ที่ไปเข้าพวกกับพันธมาร

อย่างไรก็ตาม
อาจารย์กลับมาแล้ว

ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน
ช่วงนี้เป็นช่วงร้อนๆของสถาบัน
อาจารย์คงได้ลูกศิษย์เพิ่มขึ้นโข

ดฟ

เสนอหน้าหมาๆ มาอีกแล้ว ส.ศิวรักษ์ นี่มันพวกร่วมปล้นชาติ เป็นนักเขียนในคอลัมน์ประจำของ นสพ.ผู้จัดการ .ของอดีตผู้ก่อตั้ง สนธิ ลิ้มดอกทองกุล...ตอนออกมาไล่ทักษิณ ..บ้านมันก็มีคนไปวางระเบิดใกล้บ้านที่แท้พวกมันเองสร้างสถาณการณ์...เช่นเดียวกับบ้านสี่เสาร์ของทางราชการ ที่เปรมชั่ว ..มันอาศัยเป็นอีกาฝาก...บ้านไม่ต้องเช่าหลวง แล้วพวกมันก็สร้างสถาณะการณ์เอง

Panda

คุณ ศ. แกอยากได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพตะหาก โดยการออกมาชนกะสถาบันฯ เพื่อที่จะได้โดนจับและเมื่อ
โดนจับแล้วฝรั่งก็จะได้เห็นใจ (ว่าลำบาก
เพื่อความเชื่อของตน) และให้รางวัลไง

รายา รำมะนา

ขอบคุณอาจารย์ ส.ครับ

ผมเห็นว่าสิ่งที่ อาจารย์กล่าวมา เป็นคุณประโยชน์ที่ควรนำมาพิจารณาให้ลึกซึ้ง
เพื่อการดำรงคงอยู่ต่อไปได้ของสถาบัน
ไม่มีใครฝืนพลังธรรมชาติได้
ไม่มีนามธรรมใดตั้งอยู่อย่างนั้นได้ตลอดกาล
ไม่มีรูปธรรมใดที่คงเสถียรภาพได้โดยไม่ปรับตัวไม่ตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลา

น้าศรี.

น่าสมเพชบุคคลผู้นี้ที่ดีแต่โวหาร ตีนไม่ติดดิน....น่ากัว..น่ากัวจิงๆ...(กลัวจะฆ่าตัวตายแบบไร้สาระ) นี่แหละตัวอย่างของ ความรู้ท่วมหัว แต่..........

9]

พูดเรื่องถาบันฯ ก็พูดไปทำไมต้องไปแขวะดร.ทักษิณ หรือว่า ต้องค่อยๆล้างหน้าไก่ เพราะเสียโง่ไปเป็นลิ่วล้อสนธิลิ้ม อยู่เป็นเวลานาน 55555

เอาเถอะ ขอให้กำลังใจ อจ.ส.

pp

อ. สุลักษณ์ อ.เสนห์ และนักคิด นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกหลายท่าน ได้สูญเสียโอกาส ที่จะเป็นปูชนียบุคคลของชาติ ท่านเหล่านี้ได้ต่อสู้และสั่งสอนคนหนุ่มสาวเพื่อประชาธิปไตยมาแต่งแต่หนุ่มจนตอนนีท่านมีอายุเกิน 70 ปี ท่านได้ช่วยให้มีรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะปี 2540
ลองคิดดูว่าหากไม่มีการรัฐประหารเมื่อ19 กย49 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการเลือกตั้ง แก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางกฎหมายประเทศไทยยังปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง เมื่อท่านสิ้นบุญ ท่านเป็นปูชนียบุคคลของประเทศแน่นอน แต่เมื่อมีรัฐประหารหลายท่านกลับสนับสนุน บางท่านอ้างว่าแม้มีกติกาดี(รัฐธรรมนูญ) แต่คนที่เข้ามาเล่นไม่ดี ท่านก็ต้องถามตัวเองว่าทำไม่ท่านไม่เข้ามาเล่นในสนามเสียเอง และถ้าท่านเชื่อว่ากติกาท่านดี ทำไม่ไม่ผลัดดันให้คนเล่นตามกติกา เสียดายโอกาสในการเป็นปูชนียบุคคลของพวกท่าน นักศึกษารุ่นใหม่คงไม่ฟังท่านมากมายนัก เหมือนนักศึกษกเมื่อ30กว่าปีก่อน

wertyu

ใครจะเชื่อคนที่โดนคดีหมิ่นฯ.... ก็เชื่อไปเถอะ มันก็เหมือนเชื่อนายสนธิ ลิ้มนั่นแหละมันไม่ได้ดีกว่าใครหรอก [emo4.gif]

ANTI-COUP

ไม่น่าเชื่อว่าการกระทำของประธานองคมนตรีและคณะ คมช.จะดึงฟ้าต่ำลงได้ถึงเพียงนี้ น่าจะออกมารับผิดชอบนะครับ

อากาศโยธิน

ไอ้ ส.ศิวลึงค์ มึงก็คืออาจารย์เฮงซวย มึงแค่คนอ่านหนังสือมากเท่านั้น เอาความคิดเห็นของคนอื่นมาดัดแปลงเป็นของมึง ใครเขาก็เข้าใจแบบนี้มานานแล้วโว้ย ไอ้เลว [emo16.gif]

manu

ท่อน 1 พล่าม ด่าชาวบ้าน ตัดไปทั้งท่อนก็ไม่เสียหาย
ท่อน 2 เอาของฝรั่งมา ปากบอกเกลียดฝรั่ง
ท่อน 3 สับสนไม่รู้ไปทางไหนดี

จบรายงานข่าว

dd

นึกว่ามีแต่ผมคิดอย่างนี้คนเดียวเสียอีก
สุดยอดครับ

f

#6

ที่ผ่านมาใส่หน้ากาก

แต่ ออกแรงมากไปหน่อย หน้ากากหลุด

A Thai

It is the time Thai people should decide

1 Would like to be slave forever including your children

2. Would like to be a true TAI (a human being with the full basic rights).

The future is in your hands. If you cannot accept the truth and start to change by yourself, noone can help you!

Olala

อาจารย์ ส. ศิวรักษ์ พยายามหา ทางออกให้ กับสังคมไทยในทุกวันนี้ และพยายามเป็น

กลางให้มากที่สุดตามวัยของท่านครับ ผม เอง ไม่คิดว่าทางออกของท่านที่เสนอไว้จะแก้ปัญหา

ได้เท่าไร หรือ ว่า ท่านขยักไว้บางอย่าง หรือ บางทีทางแก้อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่ท่าน

เสนอไว้ก็ได้ อาจจะ ล้าสมัยไปก้ได้ ผมไม่ค่อย เชื่อเท่าไรว่าท่านจะไม่รู้เลยหรือว่า

การประท้วงของกลุ่ม พันฯ จุดประสงค์ หลักจริงของกลุ่มเป็นอะไร เพราะ

ว่าดูยังใง ก็เป็น กลุ่มที่ดำเนินทางธุรกิจที่ เหมือนกันคือ "เสรีนิยม" หากจะต้องการให้

เป็นแบบ "สัีงคม นิยม" ก็มองไม่ออก เชียวเหรอว่าจุดประสงค์ของกลุ่ม พันธฯ ไม่ใช

"สังคมนิยม" หรือว่า หลายท่านเป็น "ข้าเก่า เต่าเลี้ยง" กันมาก่อน พยายามที่จะแยกกัน

ทำงานแต่ละด้าน แต่ก็มีหลายท่านมีหนทาง ที่ต่างออกไป แล้วทำใมมีบางท่านถึงเลือก

เป็นกลุ่ม "พันธฯ" น่าจะมีอะไรมากกว่านั้นแน่ นอน ..................................

x

ยอมรับว่าตามอาจารย์ส.ไม่ถูก ฉลาดเกินเราอ่านออก

เดี๋ยวไปพันธมาร เดื๋ยวมาพันธเทพ สับสนๆ

ถ้าเอาเฉพาะบทความนี้ก็เขียนดี ไม่มีอะไรขัดแย้ง

kkk

It^*s gonna be fine but not now.

vk

คุณ ส.ศิวลักษณ์ เป็นคน อีโก้สูง
เหมือนแมว ถ้าใครพูดขวา เขาจะพูดซ้าย
คุณ ส.ศิวลักษณ์ มีความสับสนระหว่างโลกความจริง กับ โลกในความฝัน
สิ่งที่เสนอล้วนเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ ที่ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าใครติดตามและศึกษาความคิดของเขาจะพบว่าสิ่งที่เขาเสนอเป็นทางออกของสังคม เป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศไหนทำได้ นอกจากในความฝันเท่านั้น
คุณ ส.ศิวลักษณ์ มักมองคนอื่นเป็นโง่ แต่แก่ฉลาดคนเดียว เก่งคนเดียว
ทุกคนต้องยกย่องแก ถ้าไม่เช่นนั้น จะถูกโจมตีจากแก
กับคน ๆนี้ ไม่ควรให้ความสำคัญมากนัก เพราะเป็นยิ่งกว่ากิ้งก่า คือเปลี่ยนสีได้เร็วมากจนตามไม่ทั้น
แต่ฟัง มัน ๆ ได้เป็นบางเรื่องเท่านั้น

ข้าน้อยเองครับเจ้านาย

@ +_+ ! ประชาไทขอทำการปิดความคิดเห็นนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม @

คนไทยคนที่2

ประเทศไทยมันก็ยังคงจริงอย่างที่ฝรั่งในอดีตมันกล่าวถึงคนสยามเอาไว้แหละ(ฝรั่งที่ว่านี่เป็นนายทหารอังกฤษแค่ยศร้อยเอกเท่านั้น)ว่าคนสยามนี่มันขี้เกียจ ขี้ริษยา ขี้โอ้อวด และขี้โกง
มันเป็นการมองลึกลงไปถึงราก
ประเทศนี้ฝรั่งในอดีตแม้นแต้ลอร์ดหลุยส์เม้าแบตเติ้ล ผู้สำเร็จราชการประจำอินเดีย(ตอนอินเดียเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษ)ยังได้เคยพูดถึงสยามเอาไว้ว่าประเทศนี้มักจะใช้วิธีนั่งทับขี้ซ่อนทิ้งปัญหาเอาไว้ โดยการหลอกลวงตลบแตลงทำให้ปัญหามันซับซ้อนมากขึ้นจนแทบจะหาเรื่องจริงไม่ได้
สิ่งที่ลอร์ดหลุยส์เม้าแบตเติ้ลได้เคยพูดเอาไว้มันยังคงเป็นจริงอยู่แม้นในกระทั่งทุกวันนี้

หายไมเกรนแล้วแต่ยังเศร้าซึมเป็นพักๆ

ส.ศิวรักษ์เป็นนักคิด ศิลปิน นักแปลชั้น

ยอด ใครไม่เชื่อลองหาอ่านแปลไทยรบแพ้

พม่าอย่างไรแปลจากฝรั่งเศสเป็นอังกฤษ

จากอังกฤษเป็นไทยโดยท่าน ภาษาไทย

ของท่านดีมากเลย ขั้นปรมาจารย์จริงๆ แต่

ว่านะ "แนวทางปฏิบัติที่ดีก็มักจะมาจาก

แนวคิดที่เกินเลย สุดขอบมิใช่หรือ" ศิลปิน

ผู้สุดขอบก็มักให้อะไรที่ดีๆแก่โลกใบนี้

เสมอมิใช่หรือ เชื่อสิ ลองตัดๆ ทอนๆ ของ

ท่านมาใช้ดูนะ รับรองปฏิบัติได้เป็นสิ่งไม่

เกินสมมติ แบบพอเพียงตามรอยภูฏานไป

ทำไร เราผ่านมาตั้งนานแล้ว จะพากันไป

หนาวตายซะที่ยอดเขาหิมาลายาหรือ..ว่า

แล้วก็ขยาดไมเกรนขออย่ากลับมาอีกเลย

แม้ชาติจะแย่ไปกว่านี้ ...คนไทจะไม่

ขี้โอ่อย่างไรได้ก็วัฒนธรรมสอนเราคิดว่ามา

จากเทวดากัน แล้วก็แข่งกันเป็นเทวดาใน

สังคม ใครไม่เบ่งให้เป็นเทวดาให้เห็น

แอ้ง...ไม่นับถืออีกตะหาก คนไทชอบคน

มายำเกรง เห็นไหม กลัวไม่ได้ ขอให้

เกรงใจนั่นไง..ความเกรงใจ...คำนี้ต้องถก

กันอีกและ

J o r n

เหมือนกัน

ผิดหวังกับสถาบันองคมนตรี

44++

ผมเป็น เด็ก เกิดไม่ทันยุค อาจาร สอ รุ่งเรือ่ง เเต่เท่าที่อ่าน ยอมรับ ว่า งง ไม่ทราบว่า จะอ้างโน่นอ้างนี่ทำไม คิดอะไรก็บอกไปตรงๆไม่ได้เหรอ
ผมไม่เข้าใจ ว่า ท่านต้องการให้ สถาบันกษัตรย์ยังอยู่ต่อไปยังไงเหรอ อีกอย่าง ผมยัง งง อยู่ สถาบัน องคมนตรี มีจริงเหรอเนี่ย เพิ่งรู้ ก็เห็นสีในธงชาติมีเเค่ สามสีมาตั้งนาน ไม่เคยคิดว่าจะมี สี่สีเลยนี่นา สถาบันทหารอีกอย่าง ยัง งง มีจริงเหรอ มีตั้งเเต่เมื่อไร ผมนึกว่า พ่อผมเสียภาษีจ้างทหารเผ้าประเทศซะอีก ไม่นึกว่าทหารจะถือปืนมาขู่พ่อผม
ตกลง อาจจารย์ช่วยตอบผมทีนะครับ ผมเด็กจริงๆ ผมอยากรู้ว่า ถ้าเค้ามีกันทุกสถาบันเเล้ว มันมี สถาบันประชาชนบ้างมั้ยครับ สถาบันประชาชนมันจะมีบทบาทในการดูเเลอนาคตของตัวเองยังไงบ้าง รบกวนตอบที ผมไม่อยากให้สถาบันใดๆมาเอาเปรียบผม เเล้ว อ้างโน่นอ้างนี่ครับ มันรังเเกเด็กกันเกินไป
รบกวนอาจารย์ หรือ ผู้รู้ช่วยตอบหน่อยนะครับ สถาบันประชนชน ควรอยู่ตรงไหนดีเมือเทียบกับสถาบันอื่นๆ เเละจิงๆ สถาบันของผม เป็นเจ้าของประเทศจริงเหรอ หรือเเค่เพียง"ภาพลวงตา"ที่ใครเค้าสร้างขึ้น

***

คนโกงชาติขายชาติชื่อทักสินไม่มีแผ่นดินอยู่ กรรมตามทัน คนอื่นแค่โกง แต่ทักสินขายชาติเลย

newSpoke

แนะนำเว็บ search ข่าว
เพื่อให้คุณรับรู้ข่าวได้อย่างรวดเร็ว และไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร

ลองsearch ได้ที่
http://www.newspoke.com
พาดหัวข่าวที่คุณเลือกได้

รู้จักส.ศิวรักษ์

นายนี่บ้าไปวันๆ ไปเมืองนอกก็ตลกแดก เราก็เคยให้มันแดกมาแล้ว ขอทานดีๆนี่เอง

คนปทุม

พล่ามไปได้เรื่อยๆสำหรับ นาย ส.ศิวรักษ์ หาแก่นสานและจุดยืนได้ที่ไหน

สรุปได้แค่นี้

ตอบไม่ถูกกับอาจารย์สอ. นักคิดครึ่งๆกลางๆ

แด่..คนจัญไร ส. ศิวรักษ์

ส. ศิวรักษ์ พูดเฉไฉเขวะไปเรื่อยที่ว่า...ระบอบทักษิณธนาธิปไตย เป็นศัตรูกับระบอบประชาธิปไตย ก็มึ งพูดเองเออเอง..ตอนนี้เป็นระบอบเปรมมาธิปไตย..ทำไมมึ.งนั่งอมสาก..ได้ละวะ.. ทำไมเองแสดงตัวนักว่ารักประชาธิปไตย แต่รวมหัวกับไอ้ สนธิ ลิ้มดอกทองกุล และเปรม ขันธีเฒ่า พวกคนจัญไรได้ เลยไม่พูดถึงสิ่งที่พวกมึ.งทำวะ นาย ส.ศิวลึงค์..อมอยู่ทำไมไอ้เหี้ ยเปลี่ยนสีได้..
[emo16.gif]

หลานปู่

เป็นคนแก่ที่เรียกร้องความสนใจ ต้องการให้ลูกหลานดูแล และเยินยอ เดินทางไปเมืองนอกบ่อยมาก ไม่รู้ไปทำอะไร ทำตัวเหมือนคนสมรรถะ นิยมความเป็นไทยแต่ใจเป็นทาสฝรั่ง พูดที่ไหนต้องมีบทเพราะพูดไปเรื่อยเปื่อยหาสาระไม่เจอ งานเขียนของสับสน ไม่น่าเชื่อถือ

บุญถึง

คนเรา ถ้ามัน มีจิตใต้สำนึกดีอยู่ คือ จิตใจรักประชาชน คือคนส่วนใหญ่ที่มันจนๆ ไม่มีจะกินถูก เอาเปรียนนะครับ

คงจะอ่านบทความคุณ ส. รู้เรื่อง

บางทีคนเราก็มีพลาด ตอนนั้น ทักษิณมันเกินไป มันจะขายทุกอย่าง ถ้าทักษิณ ไม่เกินไป นะแล้วเปลี่ยนระบบกษัตริย์ให้อยู่ ใต้รัฐมนูญจริงๆ เหมือนที่ท่านคิดจะให้เป็นสัญลักษณ์ ผมว่า ง่ายเลย

แต่ขายประเทศ ไอ่โกงกินนะมันจับแล้วยึดคืนได้ ไอ่นี่เล่นขายใครจะไปยอม ได้เพราะมันเกี่ยวถึงลูกหลานข้างหน้าชัดเจน

อันนี้ผมว่าคงไม่ผิดที่ ไปร่วมกับพันธมิตร เพราะ เราไม่เคยเห็นนายกที่มีระดับอัฉริยะในการโกงกินบ้านเมืองแบบไม่ต้องคอรับชั่นซึ่งหน้า

มาถึงเรื่องที่ อาจารย์วิจารย์ อันนี้ชัดเจนนะครับ ใครจะไปพูดว่า ขี้ข้าฝรั่ง ฝรั่งมันนำหน้าเรา มันเจ้งก็เจ้งก่อนเรา แต่เราตามก้นฝรั่งมาตลอด การศึกษาการเมือง เศรษฐกิจ การเมือง มาวิเคราะห์วิจารย์ สู่การนำปรับใช้นั้น มันก็ แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องศึกษา ใช้แตกฉาน

ทำไมภูฏาณถึงทำได้ ก้าวหน้าด้วย
เจ้าชายแบบนี้คนรักตาย ประชาชนก็จะทำคงไว้ เพราะเหมือนกันชน ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในกรณีรัฐบาลเฮงซวย

ของไทยเรากีทีกีทีก็อ้าง มิ่นบรม ตลอดอ้างในการยึดอำนาจ อย่างงี้มัน ไม่ชัดเจนล้าหลัง ยึดถือ ตัวกู ของกู มากเกินไป

อันนี้คนอ่านต้องชัดเจนก่อนว่าทุกวันนี้ คปค. คมช. ทุกวันนี้ก็ คือตัวแทนฝ้ายนั้นชัดเจนมากซึ่งก็ขัด กับนักศึกษาที่ประท้วย มอออกนอกระบบอยู่ จริงๆ แล้ว ขัดกันเยอะกับประชาชน ไม่ว่าการเก็บภาษีก้าวหน้า การกระจายที่ดิน เพื่อการจัดการรัฐสวัสดิการที่คนจะมีวิถีชิวิตที่ดีขึ้น เหล่านี้ มากมาย

สุดท้าย อย่างไงระบบกษัติย์ต้องปรับตัว ครับ ผมคิดว่าไม่มีทางเลือก แล้วตอนนี้ คงต้องสู้กับ ตัว ป. ตัวสุดท้าย

ที่ไม่เคยเข้าใจ หัวใจของระบบสังคมที่สมบูรณ์ (ประชาธิปไตยแค่องค์ประกอบ)

รัฐบุรุษ ต้อง เขาใจตรงนี้ (หรือลองโอนทรัพย์สินเขารัฐแล้ว ไปทำไรทำนาทำสวน เลี้ยงสัตว์ เป็นกรรมกร ที่ถูกกดขี่ แบบไม่มีทางเลือกดูครับ เน้นว่าไม่มีทางเลือกและไม่ได้รับการดูแลจากตัวแทนประชาชน(รัฐ) ท่านจะเข้าใจว่า ระบบสังคมที่สมบูรณ์ ประชาชนต้องการอะไรบ้าง)