"คำวินิจฉัยกลาง" ของ 5 อาจารย์นิติฯ มธ. ต่อ "คำวินิจฉัยกรณียุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญ"


ชื่อบทความเดิม :  บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรค การเมือง


เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 3 - 5 / 2550 เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย โดยคณะตุลาการฯ ได้วินิจฉัยให้มีการยุบพรรคการเมืองทั้งสามพรรค และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคมีกำหนดเวลาห้าปี


คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ได้ศึกษาคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว มีความเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสาธารณชนทั่วไป เป็นการสมควรที่จะเสนอบทวิเคราะห์เพื่อแสดงความเห็นทางกฎหมายต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯในเรื่องดังกล่าว


อนึ่ง โดยเหตุที่บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรคการเมืองนั้นมีประเด็นอันควรแก่การพิเคราะห์อย่างยิ่งหลายกรณี และโดยเหตุที่กรณีเหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว จึงขอพิเคราะห์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่อาจส่งผลอย่างรุนแรงต่อไปในระบบกฎหมายไทยคือ ปัญหาเกี่ยวกับ "การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง" ของบุคคลในเบื้องต้นเสียก่อน ดังนี้


1 . คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ


1.1 เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทยแล้ว โดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 คณะตุลาการฯ ก็ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคเป็นเวลา 5 ปี


1.2 เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต่อการนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ข้อ 3 มาใช้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคมีเนื้อความโดยสรุปว่า แม้ประกาศ คปค.ฉบับดังกล่าวจะได้รับประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2550 ขณะที่การกระทำของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาภายหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549 มีผลใช้บังคับคือเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 จนถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ก็ตาม แต่ประกาศ คปค.ฉบับข้างต้น ก็สามารถใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองของทั้งสามพรรคได้ เนื่องจากว่าหลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อบุคคล เมื่อพิจารณาจากหลักการที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตหลายฉบับ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 หลักการดังกล่าวข้างต้นจะใช้กับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น เมื่อการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลมิใช่เป็นโทษทางอาญา หากเป็นแต่เพียงมาตรการทางกฎหมายที่เกิดจากผลของกฎหมายที่ให้อำนาจในการยุบพรรคการเมือง อีกทั้งการจะมีกฎหมายกำหนดว่า บุคคลใดควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ย่อมสามารถกระทำได้ ฉะนั้น ประกาศ คปค. ฉบับนี้ย่อมสามารถมีผลใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อการกระทำอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคได้


1.3 ก่อนจะพิเคราะห์ต่อไปถึงการวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของคณะตุลาการฯ สมควรที่จะกล่าวถึงประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ในฐานะที่เป็นกฎหมายซึ่งได้นำไปบังคับใช้กับคดีของคณะตุลาการฯ เสียก่อน


2. ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ในฐานะกฎหมายที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำไปบังคับใช้กับคดี


2.1 โดยข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องในคดีนี้ไม่ได้หยิบยกประเด็นที่ว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่มาเป็นข้อต่อสู้ในทางคดี และคณะตุลาการฯ เอง แม้จะมีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถกระทำได้ ก็หาได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนไม่


2.2 อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ถือเป็นกฎหมายที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำไปใช้เป็นฐานในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องเป็นเวลาห้าปี ฉะนั้น เพื่อให้การพิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ ในเรื่องนี้เกิดความสมบูรณ์รอบด้าน เป็นการสมควรที่จะต้องพิจารณาและตั้งข้อสังเกตถึงสภาพทั้งปวงเกี่ยวกับประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว แม้จะไม่มีข้อเท็จจริงดังจะกล่าวต่อไปนี้ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ ก็ตาม


2.3 ประการแรก ที่มาและการบังคับใช้ของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ควรตั้งข้อสังเกตก่อนว่า ประกาศ คปค. ฉบับนี้ ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้นำมาบังคับใช้กับคดี มีที่มาจากคณะรัฐประหารซึ่งได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 จัดตั้งขึ้น มิใช่เป็นกฎหมายที่ได้ออกมาบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในช่วงระยะเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะปกติ นอกจากนั้นการนำประกาศ คปค. ฉบับนี้มาใช้บังคับกับคดีของคณะตุลาการฯ ก็เป็นการบังคับใช้ในระหว่างระยะเวลาที่คณะรัฐประหารยังกุมอำนาจในการปกครองประเทศอยู่


2.4 ประการที่สอง ความมุ่งหมายในการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 แม้ประกาศ คปค. ฉบับนี้จะแสดงเหตุผลในการออกประกาศว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการมีผลใช้บังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 รวมทั้งกำหนดเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำการต้องห้ามตามกฎหมายนั้น" แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมจากการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างกรรมต่างวาระของหัวหน้า คปค. ซึ่งเป็นผู้ลงนามให้ประกาศใช้ประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว อาจมีข้อสงสัยต่อมูลเหตุจูงใจในการประกาศใช้ประกาศ คปค.ดังกล่าวได้ เช่น เมื่อมีคำถามว่าการออกประกาศ คปค. ฉบับนี้มีเป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งหรือไม่ หัวหน้า คปค. กล่าวว่า "ผมทำเพื่อชาติ" ในอีกคราวหนึ่ง เมื่อต้องให้สัมภาษณ์กับผู้บริหารในเครือเนชั่น ต่อคำถามที่ว่า "ให้ยุบพรรคไทยรักไทย คงจะสลายตัวกันหมด" หัวหน้า คปค. ตอบว่า " กำลังศึกษาอยู่ ให้คณะกฤษฎีกาไปดำเนินการ…" พฤติการณ์แวดล้อมเหล่านี้สมควรยิ่งที่คณะตุลาการฯจะต้องนำมาพิจารณาว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 โดยเฉพาะในข้อ 3 นั้นถูกประกาศใช้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ" ประโยชน์สาธารณะ" อันเป็นความมุ่งหมายในการออกกฎหมายของประเทศที่ยึดถือหลักนิติรัฐ หรือเพื่อ "ประโยชน์อย่างอื่น" อันมิชอบ


2.5 ประการที่สาม ลักษณะของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ควรทราบว่าตามหลักการออกกฎหมายของนานาอารยะประเทศ ตามหลักทางนิติศาสตร์ และหลักการที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กฎหมายที่จะออกมาเพื่อบังคับใช้กับราษฎร โดยเฉพาะกฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ จะต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับกรณีหนึ่งกรณีใด หรือกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ


2.6 เมื่อพิจารณาถึงประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 โดยเฉพาะเนื้อความตามข้อ 3 แล้ว หากพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่ปรากฏทั้งโดยแจ้งชัดและโดยปริยายดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2 . 3 และข้อ 2. 4 แล้ว มีข้อที่ต้องตั้งไว้ให้สังเกตว่าประกาศ คปค. ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเพื่อให้เกิดผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป หรือมุ่งประสงค์จะให้ใช้บังคับกับกรณีหนึ่งกรณีใด หรือกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ อันถือเป็นกฎหมายที่มีลักษณะมิชอบทั้งตามหลักการในการตรากฎหมายของนานาอารยะประเทศ และหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ซึ่งได้รับการยืนยันไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540


2.7 จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ในฐานะของกฎหมายซึ่งได้ถูกนำไปบังคับใช้กับคดี แม้ทั้งผู้ถูกร้องหรือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้หรือวินิจฉัย แต่โดยสภาพทั้งปวงของประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว ก็พอจะตั้งข้อสังเกตให้เห็นได้ว่ามีหรือไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปและหลักนิติรัฐ


3 . การวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ


3.1 ดังได้กล่าวแล้วว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ให้เหตุผลในการใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้องในคดีนี้เพียงว่า เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องนั้นมิใช่เป็นโทษทางอาญาจึงย่อมสามารถใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษกับผู้ถูกร้องได้ จากเหตุผลของคณะตุลาการฯ ดังกล่าวนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาก่อนว่า ตามหลักทั่วไปกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับในเวลาใด และจริงหรือไม่ที่หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายกับบุคคลจะนำไปใช้บังคับเอาได้เฉพาะกับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอาญาเพียงประการเดียว


3.2 หลักในทางตำราความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กำหนดการบังคับใช้กฎหมายในแง่ของเวลาว่า กฎหมายจะเริ่มต้นมีผลบังคับเมื่อใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดไว้ หากไม่มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศกฎหมายฉบับนั้น ในกรณีที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดให้ใช้บังคับย้อนหลัง ย่อมต้องพิเคราะห์ต่อไปว่าการกำหนดเช่นนั้นขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายต่อบุคคลหรือไม่ เมื่อประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ได้รับการประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 และไม่มีความข้อใดบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในแง่ของเวลา จึงต้องถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นไป คณะตุลาการฯ ไม่ได้พิจารณาประเด็นนี้ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้กฎหมาย แต่ข้ามขั้นตอนไปพิจารณาประเด็นที่ว่าจะใช้ประกาศ คปค. ฉบับนี้ย้อนหลังได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่ประกาศ คปค.ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ ซึ่งหากถือว่าประกาศ คปค.ดังกล่าวใช้บังคับได้ ประกาศ คปค.ดังกล่าวย่อมเริ่มมีผลใช้บังคับกับการกระทำตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นไปเท่านั้น


3.3 ภายใต้หลักการปกครองโดยกฎหมายบนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือ หลักนิติรัฐ เป็นที่ยอมรับกันว่า เพื่อให้บุคคลผู้ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเกิดความไว้วางใจและเกิดความเชื่อถือของต่อการใช้อำนาจของรัฐ โดยหลักแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องยอมตนให้ตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักการห้ามมิให้มีการตราและใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ดังนั้นหากการกระทำของบุคคลในวันนี้ไม่ผิดกฎหมาย รัฐย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด และนำมาใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายกับผู้กระทำได้ ในทำนองเดียวกันหาก การกระทำของบุคคลในวันนี้มีโทษที่มีความรุนแรงระดับหนึ่ง รัฐก็ย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดโทษสำหรับการกระทำนั้นให้รุนแรงขึ้นและใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้


3.4 หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลเช่นว่านี้ ย่อมถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้ความเคารพ หากรัฐวางตนละเลยหรือเพิกเฉยต่อหลักการดังกล่าวนี้ บุคคลย่อมไม่อาจเชื่อถือหรือไว้วางใจการใช้อำนาจของรัฐได้เลย เมื่อบุคคลไม่อาจเชื่อถือหรือไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้แล้ว ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะก็เป็นอันเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดแล้วสันติสุขในระบบกฎหมายก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นในการปกครองตามหลักนิติรัฐ การห้ามตรากฎหมายให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลจึงมีความสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขปราศจากความหวาดระแวงรัฐ และเพื่อป้องกันมิให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล


3.5 ข้อที่ควรจะต้องพิจารณาต่อไปมีว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลนั้น มีความมุ่งหมายให้ใช้บังคับเฉพาะกับกรณีการกระทำที่มีโทษในทางอาญาเพียงประการเดียว หรือไม่


3.6 ต่อความข้อนี้ ในนานาอารยะประเทศ หลักการดังกล่าวนอกจากจะนำไปปรับใช้อย่างเคร่งครัดกับการกระทำที่เป็นโทษในทางอาญาแล้ว ยังได้นำไปปรับใช้อย่างเข้มข้นกับการกระทำที่ไม่ใช่โทษในทางอาญาอีกด้วย เช่น ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส คณะตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเคยมีคำวินิจฉัยลงวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1982 เกี่ยวกับกรณีโทษทางภาษีว่า หลักการไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของกฎหมาย มิได้ใช้บังคับเฉพาะกับกฎหมายที่บัญญัติกำหนดความผิดและโทษทางอาญาเท่านั้น หากต้องขยายไปใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษทุกประเภท สำหรับประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ได้วินิจฉัยไว้ว่า โดยหลักแล้วการตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้วให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลจะกระทำมิได้ ด้วยเช่นกัน


3.7 อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล โดยเฉพาะผลร้ายซึ่งมิได้เป็นโทษในทางอาญา องค์กรตรวจสอบควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายในแต่ละประเทศ จะนำไปปรับใช้อย่างเข้มข้นหรือไม่ อย่างไรนั้น ย่อมถือเป็นดุลพินิจขององค์กรนั้นเองที่จะวินิจฉัยตามความจำเป็นเหมาะสมแล้วแต่สภาพการณ์ แต่ไม่ว่ากรณีใด หากจะต้องใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อบุคคล แม้โทษนั้นจะมิใช่โทษในทางอาญา ก็จำเป็นจะต้องใช้ในลักษณะที่เป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ทั้งยังต้องคำนึงถึงความหนักเบาของโทษและสภาพการณ์อย่างอื่นอย่างรัดกุมรอบคอบประกอบกันอีกด้วย มิอาจอ้างเหตุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะลอยๆ ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว รัฐอาจตรากฎหมายให้มีผลร้ายย้อนหลังกลับไปใช้บังคับกับการกระทำที่จบสิ้นไปแล้วได้ทั้งสิ้น


3.8 ปัญหามีว่า การที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อได้พิจารณาจากหลักการที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตหลายฉบับ อีกทั้งเมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 แล้วมีความเห็นว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล จะนำไปใช้บังคับเฉพาะแต่เพียงกับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดในทางอาญานั้น ถือเป็นความเห็นที่ชอบด้วยเหตุผล อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่


3.9 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย พิเคราะห์เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบกับหลักในทางตำรา และหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศยอมรับนับถือแล้ว เห็นว่าการให้เหตุผลดังกล่าวเป็นการให้เหตุผลที่คลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ โดยหลักแล้ว การห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ถือเป็นหลักการที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับโทษทั่วไปไม่เฉพาะแต่เพียงโทษในทางอาญาเท่านั้น แต่ด้วยเหตุว่าเมื่อโทษทางอาญามีผลกระทบ กระเทือนต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งในสายตาของกฎหมายนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงมีการรับรองหลักการ "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย" ในส่วนของโทษทางอาญาไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้หลักการดังกล่าวได้รับการรับรองอย่างชัดเจน และจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด หาได้มีความหมายถึงขนาดว่า หากเป็นโทษอย่างอื่นซึ่งมิใช่โทษในทางอาญาแล้ว รัฐย่อมสามารถออกกฎหมายย้อนหลังไปให้เป็นผลร้ายอย่างไรก็ได้ โดยปราศจากเงื่อนไขตามนัยแห่งการให้เหตุผลของคณะตุลาการฯ ไม่


3.10 นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในกรณีนี้ซึ่งเป็นเรื่องของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคล ในเมื่อสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกถึงความเป็นพลเมืองของรัฐอย่างสมบูรณ์ในประเทศเสรีประชาธิปไตย ยิ่งกว่าสิทธิในทรัพย์สินหรือร่างกายบางประการ แม้การออกกฎหมายเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลจากเหตุทางกฎหมายในบางกรณีนั้นสามารถกระทำได้จากการให้เหตุผลของคณะตุลาการฯ แต่กฎหมายเช่นว่านี้จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อเอาไปบังคับใช้กับข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าเท่านั้น จะนำไปใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลซึ่งได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว ก่อนหน้าที่กฎหมายจะมีผลใช้บังคับ ย่อมไม่ได้


3.11 อนึ่ง นอกจากเหตุผลทางกฎหมายเกี่ยวกับหลักการห้ามมิให้มีการใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลแล้ว สิ่งที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญควรนำมาพิจารณาไว้ในใจในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลก็คือ ข้อเท็จจริงทั้งหมดอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยคดี


3.12 เป็นที่รับรู้กันว่าขณะนี้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร และเป็นคณะรัฐประหารคณะนี้เองที่ได้ใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยผู้ถูกร้องที่ 1 ในคดีนี้ ในสภาวการณ์ที่ผู้ออกกฎหมายอยู่ในฐานะที่เป็นปรปักษ์กับผู้ถูกร้อง ประกอบกับประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 นั้นได้มีการแสดงออกต่างกรรมต่างวาระจากผู้ออกกฎหมายฉบับนี้ว่ามีความประสงค์อย่างไร ในขณะที่กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นมิได้ออกโดยรัฐสภาซึ่งมีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ได้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นโดยมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อคณะตุลาการฯ จะต้องนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลอย่างยิ่งมาบังคับใช้กับคดี ก็ย่อมมีเพียงเฉพาะคณะตุลาการฯ เท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าจะวินิจฉัยคดีโดยยึดถือหลักการ "อำนาจคือธรรม" หรือ "ธรรมคืออำนาจ"


3.13 การให้เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพียงว่า ประกาศของ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ย่อมสามารถนำมาใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับผู้ถูกร้องทั้งสามได้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ถือเป็นโทษในทางอาญานั้น นอกจากจะไม่เป็นเหตุผลที่สามารถยอมรับได้ดังที่ได้แสดงให้เห็นมาทั้งหมดในบทวิเคราะห์ฉบับนี้และการวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวอาจจะกระทบกระเทือนกับการเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์อย่างรุนแรงแล้ว เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าแนวทางการวินิจฉัยเช่นว่านี้อาจจะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎร และเมื่อคณะตุลาการฯ มีคำวินิจฉัยโดยการให้เหตุผลเช่นนี้ นับจากนี้ไปราษฎรจะเชื่อมั่นและไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้อีกหรือไม่ วิญญูชนย่อมตรึกตรองได้เอง


อาศัยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น และด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ขอแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยนี้ ทั้งในผลแห่งคดีและการให้เหตุผลของคดี


รองศาสตราจารย์ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร


 

Comments

samart

เยี่ยมครับเป็นอีกมุมมองที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาะปไตยของคณาจารย์เหล่านี้ดีกว่าอธิการบดีองท่าน

BANGKOKIAN

ด้วยเหตุผลตามหลักวิชาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เห็นด้วยครับที่อาจารย์ทั้ง 5 ท่านกล้าแสดงความคิดเห็น และด้วยความเคารพต่อตุลาการรัฐธรรมนูญเช่นกัน

คนชัยนาท

เพิ่งรู้สึกว่าอาจารย์จากธรรมศาสตร์ก็ยังมีคนดีอยู่มาก นึกว่าเป็นเท้าให้คมช.เหมือนดร.สุรพล/ดร.สมคิดและฯลฯ
เยี่ยมมากครับในด้านเหตุผลแสดงว่าตุลาการ6ใน9เป็นพวกกอดกฏหมายหากินและแก่กระโหลกกะลาแท้ๆๆ

J o r n

ขอแสดงความนับถือ คณาจารย์ทุกท่าน

ขอคารวะอย่างจริงใจ
ในความกล้าหาญ และความยุติธรรม

สิ้นหวัง

เมื่อก่อนเห็นศรีธนนชัยเต็มสภา อนิจามาบัดนี้นั่งเต็มศาล หมดที่พี่งแล้วเราคนไทย

บรรจง

ดีใจค่ะ ที่ยังมีนักวิชาการที่กล้าแสดงความคิดเห็นแบบนี้ เพิ่มพูนปัญญากับสังคมจริงๆ [emo2.gif][emo2.gif]

xx

sound not that hopeless for Thailand.

YSOSTUPID

ศาลหมดศักดิ์ศรีและความศักดิสิทธิ์แล้ว จากนี้ไปต้องถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง

imthai

ความยุติธรรม..ยังมีอีกหรือ ผมขอกราบเท้าท่านทั้งห้าที่ให้ความกระจ่าง [emo3.gif][emo1.gif][emo2.gif]

ตั้งธง

ท่านนายกสุรยุทธ์บอกถูกต้องหมด มีเหตุมีผลชี้แจงรายละเอียดทำให้ประชาชนเข้าใจ แต่ผมดูแล้วทำไมเห็นตรงข้ามกับท่านนายกสุรยุทธหมด ทำให้รู้สึกสิ้นหวังกับการที่จะพึ่งอำนาจศาลหรือตุลาการต่อไป
บอกตรงๆเล่นกันเป็นทีมแบบนี้ก็แย่ มองดูว่าจะล้มท่านนายกทักษิณและพรรคไทยรักไทยให้สิ้น
ดูพฤติกรรมของ พล.เอก สนธิ+กลุ่มมัชฌิมาให้ดีรู้สึกจะมีข้อตกลงอะไรกันอยู่และมาผิดล็อคตอนตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสิน [emo6.gif]

ant

[b]ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้ความกระจ่าง ในเรื่องข้อกฏหมาย พวกนักศึกษาอย่างผม จะได้มี ข้อมูลเชิงวิชาการมาอ้างอิงสำหรับการเรียน ขอบคุณอีกครั้งครับ[/b]

หนุ่ม

อธิบายได้ชัดเจนครับ
สิ่งที่เราทำในวันนี้ ก็ต้องผูกพันกับกฎหมายที่อยู่ในวันนี้ ไม่ใช่วันรุ่งขึ้นมีการตรากฎหมาย เพิ่มโทษเอาผิด เรื่องในอดีต

ประชาชนจะไม่สามารถไว้วางใจกฎหมายได้ หากใครไปเหยียบเท้าผู้มีอำนาจ ถึงท่านไม่ทำผิดกฎหมาย ก็สามารถร่างกฎหมายเอาผิดท่านได้ทันที

ตุลาการเหล่านั้นควรจะละอายใจบ้างนะ
[emo13.gif]

ตี๋

ข้อกฎหมายลักษณะนี้ถ้าไม่มีใครมาให้ความรู้กับชาวบ้าน ผู้ที่มีอำนาจทั้งหลายก็จะหาข้ออ้างต่างๆนานามาอ้างเพื่อความถูกต้องของตนเอง เป็นกำลังใจให้กับความถูกต้องที่ไม่อะไรแอบแฝงมา และขอบคุณกับความรู้ข้อกฎหมายดังกล่าว

คนตดหอม

อยากให้นำกระทู้นี้ออกเผยแพร่ในเวปต่างๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้คนอีกหลายๆ กลุ่ม ได้อ่าน ได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริง เห็นด้วยกับอาจารณ์ทั้ง 5 แต่ว่า น่าจะเป็นขบวนการที่ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้ว คณะตุลาการ จึงต้องวินิจฉัยไปตามแผนที่วางไว้ แม้จะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงก็ตาม โดยเฉพาะประธานศาลปกครอง ซึ่งเป็นคนใต้สายสะตอ..ผิดถูกอย่างไรไม่รู้..แต่กรูเอาพวกไว้ก่อน....

ประชาธิปไตยเฉยๆ

เขียนดี เข้าใจได้ดีมาก ขอบคุณมากครับ
สมัย “ตุลาการภิวัฒน์”นี้ เมื่อตุลาการจับมือกับขั้วอำนาจใหม่ รับใช้อำนาจใหม่เป็นเนติบริการ เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตย(เฉยๆ) โดยอ้างเหตุผลและหลักการที่แปลกมากและฟังไม่ขึ้นสำหรับคนธรรมดาอย่างข้าพเจ้า
ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย (ไม่ใช่ตัวปลอม) ออกมาช่วยปกป้องความยุติธรรมเพื่อประชาชน ข้าพเจ้าจึงต้องยกย่องท่านอาจารย์ที่ยังไม่ยอมขายตัว

eq

[emo29.gif]
ในที่สุดเราก็ได้คนดีที่เอื้อ อาทร ประชาชน ขอบคุณ และคารวะในความกล้าหาญ ของ อาจารย์
ที่สุดคือ นสพ ไทยรัฐ ลงพาดหัวหลักให้ เราว่ายักษ์ใหญ่ตื่นแล้วหละ
ขออย่างเดียวประชาชนอย่าทิ้ง การทำงานความคิดและภาคสนาม เราชนะแน่

มองทะลุเจตนา

ตลกรธน.ย่อมรู้ดีแก่ใจว่า สิ่งที่ตนกระทำไปนั้น ผิดต่อหลักการอันพึงมี

การที่คนเราจะ ยอมผิดต่อหลักการ โดยเฉพาะพวกความรู้วิชาการสูงนั้น ก็ด้วยการให้ "ความเชื่อ" เป็นใหญ่เหนือวิจารณญาณ-หลักการ-เหตุผล

"ความเชื่อ" ของบุคคลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการนี้ คือเชื่อว่า มีระบอบทักษิณ และมันเป็นระบอบที่เลวร้าย ที่จักต้องทำลาย ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ซึ่งหมายถึง วิธีการที่ "อำมหิต-เลือดเย็น-ไม่เป็นคน" ก็ใช้ได้เช่นกัน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราเห็น ศาลทหาร ในคราบ ตลกรธน. ถ่ายทอดสด การเชือดชำแหละพรรคการเมืองหนึ่ง-ในช่วงเวลาที่คนอยู่หน้าทีวีจำนวนมากทั่วประเทศ และลงท้ายด้วยการประหารขีวิตพรรคการเมืองนั้นให้สิ้นไป

คนที่มีหลักการเหตุผลจักทำเช่นนี้หรือ ??

มีแต่คนที่ใช้ "ความเชื่อ" เท่านั้น ที่สามารถกระทำการอำมหิตเลือดเย็นอย่างนี้ได้

อีกไม่นานหรอก การพิสูจน์ครั้งสำคัญจะเกิดขึ้น ... การตัดสินสื่อสนธิในศาลอุทธรณ์และฏีกา หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้ผิดไปแล้ว

สื่อสนธินั้นคือศูนย์กลางการสร้างความเชื่อและเผยแพร่ความเชื่อจำนวนมากผ่านเครือข่ายสื่อของตน

ชะตากรรมของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ตัดสินตรงนี้แหละ

อ๋อ พันธมิตร น่ะหรือ ... ถูกประณามไปแล้วจากกลุ่มฝ่ายที่น่าจะจัดให้เป็นพวกเเดียวกันนั่นเอง

จักรพล

ก่อนปฎิวัตคนในประเทศก็จะยอมรับคำตัดสินของศาลอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วเพราะคมชต้องการเอาผิดนายกทักษิณและทรทให้ได้ต้องการถอนรากถอนโคนเลยต้องออกกฎหมายย้อนหลังเอาผิดและอาศัยตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะดูให้สมจริงสมจังว่ามีความผิดจริง(ตามคปคฉบับที่27)ซึ่งเป็นกฎหมายย้อนหลัง แถมยังจะบรรจุคำวินิจฉัยลงในบทเรียนอีก นี่มันพยายามจะประจานตัวเองหรือจะเปลี่ยนตัวบทกฎหมายใหม่ กันแน่ ไม่เคยมีครั้งใดที่นักวิชาการโดยเฉพาะที่เรียนจบนิติศาสตร์มามีความเห็นที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้ประชาชนสับสน อีกทั้งคมชและรัฐบาลก็ปิดกั้นสื่อที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม ออกเฉพาะข่าวที่ตนเองต้องการ นี่มันเป็นการล้างสมองประชาชน เท่าที่ผมออกไปพูดคุยกับชาวบ้านมา(นี่เฉพาะกทและปริมลฑล) แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ชาวบ้านไม่รู้ข่าวสารที่เป็นจริงเลย มีแต่ข่าวสารที่ดูจากสื่อของรัฐและสื่อหนังสือพิมพ์ที่ครอบงำหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน

เจได

นั่ง ยืน นอน ฟัง ตั้งแต่บ่าย ถึงเกือบเที่ยงคืน
ไม่ว่าจะด้านการให้น้ำหนักพยาน การใช้หลักกฎหมาย
ยิ่งกว่าคำว่ามั่ว ยิ่งฟังก็ยิ่งหนาวสะท้าน
ถ้าหากบ้านเมืองเรา ต้องมาพึ่งพาคนที่เรียกตัวเองว่าตุลาการพวกนี้
อนาคตคือนรกแน่ๆครับ

ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งห้าท่าน
ที่ช่วยออกมาให้ความกระจ่างแก่คนในบ้านเมือง
ไม่งั้นคงลงเหวกันทั้งหมด

H5555

เห็นด้วยกับท่านทั้งห้าและความคิดเห็นทุกท่านครับ ชอบความคิดเห็นที่19ที่มองทะลุเจตนาได้อย่างชัดเจน.....ผมดีใจและภูมิใจที่ยังมีความคิดอย่างอาจารย์ทั้งห้าท่านมาให้ประชาชนได้รับรูถึงสิ่งที่มีอยู่และควรเป็น อย่างนี้สิครับคือบทบาทของนักวิชาการอย่างแท้จริงที่ให้ต่อสังคม ดีใจแทนสถาบันที่ท่านอยู่ ดีใจแทนศิษย์ที่เรียนกับท่านและขอแสดงความยินดีมาเป็นการล่วงต่อนักศึกษาที่จะต้องเรียนกับท่านทั้งห้าด้วยครับ

เจริญ

เคารพในความเห็นของทุกท่าน และอาจารย์ทั้ง 5 ท่าน แต่ขอแสดงความคิดเห็นจากที่ได้อ่านว่า
1.ท่านทั้ง 5 อ้างถึงตัวอย่างการไม่ควรใช้กฏหมายย้อนหลังในกรณีที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ผมเห็นว่าตัวอย่างที่ท่านอ้างถึงล้วนแล้วแต่ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับกรณียุบพรรคของไทยได้ เพราะฝรั่งเศษ และเยอรมันนั้น เขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองเหมือนบ้านเรา นักการเมืองของเขามีแต่ข่าวเรื่องการลาออกทันทีที่มีข่าวพัวพันกับความไม่ถูกต้องทางจริยธรรม ตัวอย่างที่ท่านนำมาเป็นในกรณีเกี่ยวกับภาษี ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วที่ไม่ควรมีผลย้อนหลัง ท่านคงเคยได้ยินกรณีรัฐมนตรีของญี่ปุ่นฆ่าตัวตายเพียงแค่มีข่าวฉาวเรื่องทุจริตเพียงแค่เงิน 3 แสนกว่าบาท มิพักต้องให้มีการสอบสวนอะไรให้วุ่นวายเหมือนบ้านเราเลย แต่นักการเมืองบ้านเราสร้างบรรทัดฐานไปในแบบที่ว่า ถึงไล่ก็ไม่ออก เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ตุลาการรัฐธรรมนูญให้ไว้ในการตัดสิทธิทางการเมืองแก่คนเหล่านี้ในทำนองว่า "เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้ไปกระทำความเสียหายแก่รัฐมากไปกว่านี้ จึงสมควรต้องมีมาตรการในการกำราบนักการเมืองเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป" ผมขอเน้นว่า "จริยธรรมของนักการเมืองไทย ไม่สามารถเอากฏเกณฑ์ปกติที่นานาอารายประเทศใช้อยู่มาเป็นตัวอย่างเทียบเคียงได้เลย แม้แต่น้อยนิด"
2.การที่อาจารย์ทั้ง 5 ท่าน อ้างถึงเหตุผลต่างๆที่ไม่ควรใช้กฏหมายย้อนหลังนั้น ผมมองว่าท่านมองว่ามนุษย์ที่ได้รับผลจากการใช้กฏหมายย้อนหลังเป็นมนุษย์แบบหุ่นยนตร์คือเป็นแค่ตุ๊กตาว่าเป็นมนุษย์เท่านั้น ท่านไม่ได้มองว่ามนุษย์พวกนี้คือมนุษย์ที่ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปในสาระของความรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก มนุษย์พวกนี้ยินยอมให้ทักษิณทำอะไรก็ได้กับบ้านเมือง ทั้งๆที่รู้ว่ามันผิด และกระทบกับบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง เคยมั้ย?ที่ออกมาบอกทักษิณว่า ท่านครับ ที่ท่านทำนะ มันไม่น่าจะถูกนะ มีแต่คนที่ไม่เห็นด้วยและละอายต่อการกระทำของทักษิณแล้วรับไม่ได้ ลาออกไปอย่างนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เขาจึงรอดตัวไป อยากให้ท่านได้ใคร่ครวญในเรื่องเหล่านี้ประกอบด้วย จึงจะเห็นภาพรวมที่พวกเหล่านี้ต้องถูกใช้กฏหมายย้อนหลังคราวนี้

"ตุลาการเหื้ย"

1.อ้างเอาประกาศคณะปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นกฎหมาย
2.ออกกฎหมาย เพิ่มโทษย้อนหลัง

สมควรเรียกพวกมันว่า "ตุลาการเหื้ย"

ไท

คห 23
ออกจากกะลาเสียที

จริยา

ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความกระจ่าง ประชาชนคนไทยอีกหลายล้านคนไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย คิดไม่ออก พูดไม่เป็น อย่างน้อยวันนี้ก็เข้าใจอะไรอีกเยอะ ได้เห็นว่ารัฐบาลเผด็จการจริงๆ และเห็นว่าสถาบันถูกครอบงำ

อาจารย์ปริญญา เคยได้ยินท่านพูดทางทีวีว่า คำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยนี้ เป็นคำสั่งที่อ้างถึงประกาศ คปค. แล้วประกาศ คปค.ทั้งหลายก้อออกโดย ผู้ข่ ม ขื น ประชาธิไตย เพื่อใช้บังคับใช้ ผู้ ลวน ลาม ประชาธิปไตย รู้สึกชอบมากๆ

ชัดเจนไหม 23

จริงๆแล้วตัวทักษิณเอง ไม่ได้เป็นคนที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างผู้คนหรอกครับ สิ่งเหล่านนี้มันเกิดขึ้นเพราะมันอยู่ในแผนการค่นล้มรัฐบาลอยู่แล้ว ความผิดของทักษิณยังไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจน มีกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าทักษิณผิดอย่างร้ายแรงจริงในหลายๆข้อกล่าวหา อีกกลุ่มหนึ่งคิดว่าทักษิณถูกกล่าวหาเกินความเป็นจริงไปมาก ความผิดที่จริงๆก็อาจมาแต่มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดต้องไล่กันออก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากแผนการของฝ่ายตรงข้ามที่พยาม กล่าวหา ความผิดร้ายแรงต่างๆ หลายข้อหา แล้วพยามใช้สื่อเพื่อให้ผู้คนในสังคมเกิดความเกลียดชัง คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่เชื่อในกระแสข่าว แล้วก็เกิดความพยายามของฝ่ายตรงข้ามให้เกิดการเลือกข้าง เป้าหมายก็เพื่อสร้างความแตกแยกในผู้คนในสังคมให้มากที่สุด แล้วโยนความผิดให้รัฐบาล สร้างสถานการณ์ความแตกแยกให้หนักจนกระทั้ง พยามก่อม๊อบ แล้วเอาพวกเดียวกันมาชนกันเอง แล้วโยนความผิดว่ารัฐบาลจัดม๊อบมาชนม๊อบ ให้คนยิ่งเกลียดรัฐบาลหนักขึ้นอีก

สุดท้ายก็เอาความวุ่นวายของสังคมที่ฝ่ายต่อต้านสร้างกันขึ้นมาเอง เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการใช้กำลังทหารมาระงับ ก็เท่านั้น

ดังนั้นการเกลียดทักษิณของผู้คนในสังคม มันเป็นเพียงกระบวนการของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ในการทำสงครามแย่งชิงประชาชน สร้างแนวร่วม เพื่อสร้างความชอบธรรมในปฏิบัติการขั้นต่อๆมาเท่านั้น

ส่วนคนที่รักทักษิณ ก็คือคนที่ไม่เชื่อในกระแสข่าว ที่กล่าวหา และไม่เชื่อการตัดสินข้อหาโดยการใช้ศาลเตี้ย ฝ่ายตรงข้ามมักจะกล่าวหาว่าคนรักทักษิณเพราะเห็นแก่เงิน เป็นวิธีการใส่ร้ายเพือ ให้คนที่รักทักษิณรู้สึกผิดที่ต้องคิดอย่างนี้ พอไปบอกกับใครว่าสนับสนุนทักษิณก็ไม่กล้าบอก เพราะจะถูกมองไม่ดี แต่แท้จริงแล้วมีคนจำนวนมากกว่าที่สนับสนุนทักษิณด้วยเหตุผลเพราะผลงานที่เขาลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่เขาได้ประกาศไว้ต่างหาก

ประชา

ถึงคุณเจริญ คห 23
คุณอาจเป็นคนธรรมดาที่ไม่เข้าใจฐานและวิธีคิด ก็ไม่มีอะไรที่ควรตำหนิ .... คุณต้องอ่านสิ่งที่อาจารย์ท่านเขียนให้ละเอียด ผมคงไม่เอามาพูดอีก....
การมองเรื่องที่เกิดขึ้นใครมองอย่างไรก็มองไป ... ใครชอบไม่ชอบทรท. หรืออะไรอย่างไรก็ว่าไป....
... หลักการของประชาธิปไตยและวิธีการใช้กฎหมาย คือสิ่งที่แสดงในบทความนี้ ไม่ได้หมายให้ถึง พรรค ทรท. แต่หมายถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมประเทศไทย ว่าพึงจะต้องมีหลักนิติรัฐ.... และหลักนิติรัฐนั้นมีวิธีคิด วิธีการในทางกฎหมายที่ต้องกระทำอย่างนี้... 1 2 3.... ประเทศอื่น ๆ ในโลกเขาก็ใช้วิธีคิดนี้
.... ดังนั้น เราพึงทำความเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เหล่านี้ท่านเขียน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็โยงไปหาเรื่องที่เราชอบหรือไม่ชอบถ่ายเดียว ..... อย่างนี้แล้ว เราจะได้ประโยชน์อะไรจากปรากฎการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ... นอกจากความแตกแยก และแบ่งข้าง.....
สังคมที่อยู่ได้มานี้ ใช้หลักนิติรัฐ.... ทักษิณทำผิด ถูก ต้องให้ขึ้นศาลตามหลักแห่งกฎหมาย ไม่ใช่ปฏิวัติรัฐประหารและอ้างความชอบธรรมโดยเขียนกฎ (ยันว่าแค่ "กฎ" ) มาบังคับใครต่อใคร แถมย้อนหลังอีกต่างหาก มันไม่ถูกต้องตาม"หลักแห่งนิติรัฐ......" และคนที่มีหน้าที่สอนกฎหมาย สอนหลักแห่งนิติรัฐ จะนั่งเฉย ๆ ได้อย่างไร ....
ตัวผมเองเป็นแค่เกษตรกร ไม่อาจลึกซึ้งในเรื่องใด ๆ ได้ทั้งหมด ...แต่เพียงแค่ "สามัญสำนึก" ของปุถุชน ก็รู้ว่าวิธีการที่เกิดขึ้น มันผิด....
...อย่ากล่าวร้ายต่อกันเลย เราเป็นแค่ปชช. หาเงินมาจ่ายภาษี ให้เขาเอาปืนมาข่มเหงเรา ให้เขาออกมาทำอะไรก็ได้กับเรา เช่นนั้นหรือ..... เพราะความคิดอยู่กับตัวเรา หากแม้เราไม่เคารพความคิดของเราแล้วไซร้ จะเหลืออะไร ต่อความเป็นตัวเราอีก .... สังคมประชาธิปไตย มีพื้นฐานคือ การรับฟังความคิดผู้อื่น ....อย่ากล่าวร้ายต่อใครเขา หากเราเองทำตัวแค่เป็นทาสพวกเผด็จการ....

ตัวจริง

คห 26 อย่าลืมว่าอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
ก็พอๆ กับ สุรพล นิติไกรพจน์นั่นแหละ ตัวแสบทั้งนั้น รวมทั้ง อีกหลายๆอาจารย์ที่ด่าทักษิณ
มีความรู้แต่อคติ ego จัด
ซึ่งโง่ยิ่งกว่าก็คือทหาร
เชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ยังไง
ดูถูกชาวบ้าน
แบบนี้ชาติไปไม่รอดหรอกครับ มาช่วยกัน
กำจัดพวกนี้ให้หลาบจำ ถึงจะแก่เกินแกง
ก็ต้องเอามันให้อยู่ ไม่งั้น
ประเทศนี้ป่นปี้แน่

noom^*

[emo29.gif]

ขอคารวะท่านผู้รุ้และได้หันกลับมาช่วยกันต่อสู้ เพื่ออิสระภาพและประชาธิปไตยฃองปวงชนชาวไทย

[emo29.gif][emo29.gif][emo29.gif]

ขอขอบพระคุณทุกๆท่านครับ

คนแก่นขอน

อีก 5ปีกลับมามีอำนาจแล้วเขียนกฎหมายย้อนหลังเอาผิด คมชเลยเข่นฆ่าให้หมดพวกที่ทำลายเศรษฐกิจประเทศจนพังทะลาย ก่อให้เกิดหวยใต้ดินให้มีการส่งสวยอีกครั้ง ขรก ค้ายาบ้าอีกรอบอีก10 ปีจะพื้นไหมนี่ประเทสนี้มีแต่คนจริยธรรมเลิศ ปราบคอรัปชั่นไม่ใช่ไม่มีให้ทานเหรอเลยปฎิรูปครั้งนี้นะอาจารย์ทั้ง 5 ท่าน สุดยอด

สวัสดี

คห 23 ถ้าคุนไม่ได้ทำผิดแล้วมีคนมาว่าคุณผิดแล้วไล่คุณออกไปคุณจะยอมไหมครับ กลับกันลองคิดแบบนี้กะคนอื่นเขาจะยอมไหม อยู่ๆมีคนมาป้ายขี้ ออกก็เท่ากับเรายอมรับสิว่าผิด ถ้างั้นคุณทำงานในบริษัทวันนึกมีผู้ร่วมงานมาใส่ร้ายว่าคุณทุจริตคุณก็ลาออกเลยใช่ไหม โดยที่ยอมรับว่าผิดหรือหรือคุณทำแบบนั้นจริงๆ ตื่นได้แล้ว [emo16.gif]

อรดี

ขอบคุณอาจารย์มากที่ยังยืนยันในหลักการ

[emo12.gif]

นกเอี้ยง

กฎหมายน่ะมนุษย์เป็นคนเขียนขึ้นมา ปัญหามันมีอยู่ว่าคณะตุลาการน่ะมีความยุติธรรม ความเที่ยงธรรมอยู่ในหัวใจหรือไม่ ความอคติได้ถูกถอดทิ้งไปหรือเปล่า น่าเป็นห่วงประเทศชาติจริง ๆ แล้วชาวบ้านจะไปพึ่งพาอะไรกันได้หรือ

คนเมืองชล

ผมไม่เข้าใจคนไทยเลย

วันหนึ่่งมีคนมาบอกคุณว่า "เมียคุณมีชู้" คุณไม่ต้องสืบสาวเรื่องราวเลย คุณโมโหมาก และฆ่าเธอทิ้งทันที

ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วมองเห็นคุณค่าคนของเรา เชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษ หรือมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิต

เดือน

ผลงานชิ้นนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้อย่างยาวนานและเป็นระบบจากผู้ที่ทนเห็นประชาชนเทใจให้ ทรทไม่ได้...ผู้ที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร [emo9.gif][emo9.gif]

คนไทย

อำนาจทั้ง สาม (บริหาร, นิติบัญญัติ, และตุลาการ) มีเพียงอำนาจเดียว ที่ไม่มีการตรวจสอบใดๆ เลย
ขืนปล่อยปะละเลย ต่อไป คงถึงวิกฤติที่สำคัญ จนพาชาติล่มจมแน่ๆ
ขนาดหลัก นิติธรรม ซึ่งมีสอนตั้งแต่วิชาแรกๆ ของการเรียนนิติศาสตร์ พวกคนพวกนี้ยังสอบตกเลย แล้วจะเอาอะไรมาเป็นหลักให้คนรู้สึก หวังพึ่งหลังจากผิดหวังจาก อำนาจบริหารและนิติบัญญัติกันล่ะคราวนี้ [emo16.gif]

คนมข.

ยังเหลือคนใช้ได้อยู่บ้างในแวดวงคนที่ควรมีหลักการและยุติธรรมซึ่งกําลังจะสูญพันธ์ไปจากไทย ได้ติดตามคําตัดสินโดยตลอด ยอมรับว่ารู้สึกมึนงงและผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะนึกไม่ถึงว่าผู้ที่ควรทรงความยุติธรรมและน่าจะเป็นที่พึ่งของคนไทยที่กําลังขัดแย้งกันอย่างมาก จะทําได้ขนาดนี้ เหตุผลที่ใช้กับการตัดสินระหว่าง 2 พรรคฟังแล้วมีคําโต้แย้งมากมายเพราะดูเหมือนเป็นการหาเหตุประกอบผลที่ตั้งธงไว้แล้ว มาเสวนาในกลุ่มเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยก็มีความรู้สึกเดียวกัน คือสิ้นหวังกับระบบยุติธรรมในประเทศ

นินจา

[emo10.gif] ผมเป้นนักกฎหมายเล็กๆคนหนึ่ง เมื่อกระทำการอันใด โดยมีอคติกับผู้ถูกสอบสวน แล้วต้องกลับมาทุกข์ใจ ต้องกลับไปแก้ไขการกระทำของตนเพราะสำนึกผิด...[emo4.gif]
ท่านตุลาการทั้งหกท่าน จะวินิจฉัยไปโดยอคติหรือไม่ท่านเองก็รู้แก่ใจดี...หากท่านกระทำโดยมีอคติ กระทำนี้จะเป็นส่งหลอกหลอนจิตใจไปจนนานแสน...เพราะผมยังเชื่อว่า ท่านเป็นผู้มีจิตใต้สำนึกดีงาม..
หากท่านทั้งหลายกระทำการวินิจฉัยไปตามองค์ความรู้ ไร้อคติ ท่านก็สุขสบายดี....แต่ผมเชื่อว่าท่านมีความรู้ที่สั่งสมมามากมายเพียงพอ...แต่จะไปด้วยอะไรไม่อาจใคร่รู้....ผมติดตามท่านอาจารย์วรเจตน์มานานพอสมควร...ผมเห็นว่าท่านจำนำความน่าเชื่อของคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์กลับมา....ขอคาราวะครับท่าน...
อาจารย์กฎหมายจากมหาลัยอื่นจะยึดหลักความต้องบ้างไหมเนี่ย....[emo27.gif]

สามัญชน

เราไม่คิดว่ามีหลักนิติธรรมอยู่ในแผ่นดินนี้ และเราก็จะไม่คิดว่าพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เพราะเราไม่เชื่อไอ้พวกโจรที่บังอาจปล้นอธิปไตย แต่มาทำตนมีจริยธรรมที่เป็นเพียงโวหารปลิ้นปล้อน ไอ้โม่งยังไม่เคยมีจริยธรรม แต่มีหน้ามาพิจารณาโทษประชาชนสามัญชนทั่วไป น่าหัวร่อนัก

เราจะจัดการเช็คบิลกับไอ้พวกสีแสบตาให้หมดไป เราไม่ใช่พวกที่งมงายเหมือนเมื่อ 60 ปีก่อนแล้วแน่นอน

thierry

มีข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตหลายประการเช่น
1.พวกที่ตัดสินไม่ใช่ศาล เป็นแค่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่แทนศาลเท่านั้น
2.คัดเลือกมาจากคปค. ไม่ได้ตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยในหลวง
3.ไม่ได้สวมครุยของผู้พิพากษาในการตัดสิน สวมแค่สูท
4.ใช้คำว่า"คำวินิจฉัย"ไม่ใช่"คำพิพากษา"
5.การตัดสินไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน แต่เลี่ยงใช้คำว่า"เห็นควรเชื่อได้ว่าผิด"แค่นั้นก็ลงโทษเลย
ถ้ามีการใช้การตัดสินครั้งนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อไปข้างหน้ารัฐสภาก็อาจจะออกกฎหมายลงโทษตัดสิทธิ์เลือกตั้งให้มีผลย้อนหลังแก่ผู้ที่ทำรัฐประหารหรือสนับสนุนรัฐประหารบ้างก็ได้ คมช.ระวังตัวไว้ให้ดี

thierry

มีข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตหลายประการเช่น
1.พวกที่ตัดสินไม่ใช่ศาล เป็นแค่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่แทนศาลเท่านั้น
2.คัดเลือกมาจากคปค. ไม่ได้ตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยในหลวง
3.ไม่ได้สวมครุยของผู้พิพากษาในการตัดสิน สวมแค่สูท
4.ใช้คำว่า"คำวินิจฉัย"ไม่ใช่"คำพิพากษา"
5.การตัดสินไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน แต่เลี่ยงใช้คำว่า"เห็นควรเชื่อได้ว่าผิด"แค่นั้นก็ลงโทษเลย
ถ้ามีการใช้การตัดสินครั้งนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อไปข้างหน้ารัฐสภาก็อาจจะออกกฎหมายลงโทษตัดสิทธิ์เลือกตั้งให้มีผลย้อนหลังแก่ผู้ที่ทำรัฐประหารหรือสนับสนุนรัฐประหารบ้างก็ได้ คมช.ระวังตัวไว้ให้ดี

รักประเทศไทย

ขอขอบคุณอย่างสุดตัวต่อท่านอาจารย์ทั้ง 5ท่าน และขอความกรุณาได้โปรด เป็นที่พึ่งให้กับประเทศชาติต่อไป ที่จะช่วยให้เราคนไทยด้วยกันเข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าเดิม เิดิมทีรู้สึกว่ามีการรุมกันโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ยังรู้สึกตื้นตันที่ยังมีบุคคลดีอย่างท่านทั้ง5 ขอสดุดี ด้วยใจจริงค่ะ

Manee

ตอนนี้ปัญญาชน นักวิชาการผู้นิยมทักษิณและขบวนการคนรักทักษิณและรักท่อน้ำเลี้ยงทักษิณกำลังสร้างวาทกรรมที่ว่า การโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือการโค่นล้มประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ และรื้อฟื้นระบอบเผด็จการอำนาจนิยมแบบเปิดเผยของพวกจารีตนิยมขึ้นมาอีกครั้ง

สอดรับกับการออกมาเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่มีชื่อกลุ่มและสโลแกนเดียวกันว่า “คนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ”

วาทกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างภาพให้เห็นว่า ทักษิณคือประชาธิปไตย เพราะทักษิณมาจากการเลือกตั้ง และตัดต่อภาพให้เห็นว่า การออกมาขับไล่ ^*ระบอบทักษิณ’ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะเป็นพวกพวกจารีตนิยมที่สนับสนุนเผด็จการอำนาจนิยม

แล้วปัญญาชนผู้มีนิยมทักษิณในคราบของนักวิชาการสุดโต่งก็ใช้สูตรสำเร็จเดิมเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส สมาชิกวุฒิสภา สื่อสารมวลชน และนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน ที่ออกมาด่าทอ ‘ระบอบทักษิณ’ ว่า เป็นพวกขวาจัด

ปัญญาชนผู้นิยมทักษิณได้ออกมาทำตัวเป็น “ทนายแก้ต่าง” ให้กับ ‘ระบอบทักษิณ’ ดูถูกดูแคลนคนอื่นว่า ไม่รู้ไม่เข้าใจประชาธิปไตย เป็นเพียงพวกหอคอยงาช้างที่ไม่ได้เข้าใจ ^*ชาวบ้าน’ อะไรเลย

และเห็นว่า นโยบายประชานิยมของ ‘ระบอบทักษิณ’ คือ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านและครอบครัวให้ดีขึ้น ยึดมั่นอยู่กับการเลือกตั้ง ระบบตลาด ระบบทุน และโลกาภิวัตน์

ปัญญาชนผู้นิยมทักษิณไม่ยอมรับว่า การที่กลุ่มพลังประชาชนที่ออกมาโค่นล้มระบอบทักษิณ เพราะพวกเขารับไม่ได้กับการใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงองค์กรอิสระทำลายเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญในหลายกรณี การครอบงำวุฒิสภา การไม่ให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ การแทรกแซงสื่อที่ปรากฏพฤติกรรมอย่างชัดแจ้งในหลายกรณี การทำลายระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ

ปัญญาชนผู้นิยมทักษิณ เชื่อว่า ข้อกล่าวหาที่ว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ทำลายประชาธิปไตย ละเมิดรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน และสร้างนโยบายเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จที่กอบโกยประโยชน์เข้าสู่พวกตน ไม่เป็นความจริง และกล่าวหาว่าพวกปฏิเสธ ‘ระบอบทักษิณ’ คือ พวกอนุรักษ์นิยม ปฏิเสธประชาธิปไตย และคลั่งชาติ คลั่งความเป็นไทย

ปัญญาชนผู้นิยมทักษิณท่องจำเพียงว่า ทักษิณ คือระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการโค่นล้มทักษิณ คือ การทำลายระบอบประชาธิปไตย แล้วชี้หน้าด่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองว่า เป็นพวกขวาจัด พวกสุดโต่ง พวกหอคอยงาช้าง พวกจารีตนิยม โดยไม่ใส่ใจว่า ที่คนกลุ่มหนึ่งออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ เพราะความชั่วร้าย และชี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมมาตลอดว่า ทักษิณมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบอย่างไร

‘ระบอบทักษิณ’ ผูกขาดครอบงำด้วยการสร้างระบบสวามิภักดิ์ในกองทัพและระบบราชการ แต่มีเปลือกนอกเป็นการสลับกันไปมาระหว่างระบอบทุนนิยมเผด็จการแบบโจ่งแจ้งกับระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่เข้มแข็งซึ่งอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งและฉันทานุมัติของประชาชนเป็นฉากบังหน้า

ปัญญาชนผู้นิยมทักษิณชี้ให้เห็นว่า การแสวงหาประโยชน์ ใช้อำนาจไม่ชอบ เล่นพรรคเล่นพวก เป็นเรื่องปกติธรรมดา ของชนชั้นผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำจากตระกูลสูงส่งเพียงใด เป็นสกุลผู้ดีสืบเนื่องมานับร้อยปี หรือสามัญชนและนักการเมืองทั่วไป ทุกชาติทุกภาษาทั่วโลก ล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เห็นแก่ประโยชน์ตนกันทั้งนั้น ล้วนชอบใช้อำนาจ ไม่ชอบถูกตรวจสอบ ไม่ชอบข้อจำกัดทางกฎหมาย มักเล่นพรรคเล่นพวก และมีแนวโน้มทุจริตถ้ามีโอกาส

ดังนั้นพฤติกรรมของทักษิณที่ถูกกล่าวหาว่าชั่วช้าจึงเป็นเรื่องปกติวิสัย

ทั้งที่แท้จริงแล้วประชาชนที่ออกมาขับไล่ ‘ระบอบทักษิณ’ ส่วนมาก เขาไม่ได้ยึดกุมทฤษฎีทางชั้นอะไรที่ลึกซึ้งมากไปว่า ความดี-ความเลวซึ่งเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ ที่ ‘ระบอบทักษิณ’ ได้กระทำต่อประเทศชาติ เขาไม่ได้เก่งในการ “ตกแต่ง-ตัดต่อ-ประดิดประดอย” ทฤษฎีเพื่อสร้างความชอบธรรมต่อความคิดและพฤติกรรมของตัวเอง

ต่างกับปัญญาชนผู้นิยมทักษิณที่พร่ำท่องจำอยู่แต่ว่า การโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือการโค่นล้มประชาธิปไตย พร่ำท่องแต่ทฤษฎีล้วนๆ พรรณนาถึงการต่อสู้ทางชนชั้นในอดีต ไม่ใส่ใจถึงพฤติกรรมของ ‘ระบอบทักษิณ’ ที่ได้ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล แล้วกล่าวหาว่า พวกต่อต้านระบอบทักษิณเป็นผู้สนับสนุนเป็นพวกเกลียดชังต่างชาติ บูชาลัทธิชนชั้นผู้นำและระบอบอภิสิทธิ์ชน

เป้าหมายทางการเมืองของแนวร่วมต้านเผด็จการ และปัญญาชนสุดโต่งคือ ต้องการฟื้น ‘ระบอบทักษิณ’ แต่เพื่อปกปิดเป้าประสงค์ที่แท้จริง พวกเขาจึงต้องใช้กุศโลบายเอาการต่อสู้กับเผด็จการมาเป็นเปลือกห่อหุ้มปิดบัง แล้วเรียกเหมารวมพวกที่ต่อต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ ว่าเป็นพวกขวาจัด และทำให้เห็นว่า คนรักทักษิณที่ถูกปลุกอารมณ์อย่างสุดขั้ว เป็นพวกรักประชาธิปไตย

คำขวัญ ‘โค่นล้มระบอบเผด็จการ’ ให้คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกหิริโอตตัปปะ สำนึกแห่งความผิด-ถูก-ชั่ว-ดีฉุดให้ยับยั้งชั่งใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เพราะหลักฐานแห่งความชั่วของ ‘ระบอบทักษิณ’ มันตำตา ระรี้ระริกไม่เขินอายในการออกมาปกป้อง ‘ระบอบทักษิณ’ ในนามของการต่อสู้โค่นล้มระบอบเผด็จการอีกต่อไป

ปัญญาชนผู้มีนิยมทักษิณ เฉกเช่นเดียวกับสื่อมวลชนผู้นิยมทักษิณกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกกลุ่มประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้ทักษิณกลับมาว่า เป็นพลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้กล่าวหาพลังประชาชนที่ออกมาขับไล่ ‘ระบอบทักษิณ’ ว่า เป็นพวกสร้างความวุ่นวาย ไม่ยอมรับกติกาในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ ชาวบ้านเดือดร้อน ค้าขายไม่ได้ เศรษฐกิจตกต่ำ

ความชั่วร้ายประการสำคัญที่สุดของวาทกรรม ‘การโค่นล้มระบอบทักษิณ ก็คือการโค่นล้มประชาธิปไตย’ ซึ่งเบี่ยงเป้าบิดประเด็นไปจากต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทย คือการเอาการต่อสู้ของพลังประชาชนกับการรัฐประหารของทหาร มาผสมปนเปกันเข้าแล้วขึงพืดขึ้นบนตะแลงแกง ให้เห็นว่า ‘การโค่นล้มระบอบทักษิณ’ เนื้อแท้คือการเรียกร้องให้โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญนั่นเอง ดังนั้น การต่อสู้ของ ‘คนรักทักษิณ’ เพื่อ ‘โค่นล้ม คมช.’ จึงคือความชอบธรรม

เป้าหมายเฉพาะหน้าของการต่อสู้คือ โค่นล้ม คมช. คว่ำบาตรการร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ นำเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาและให้มีการเลือกตั้งโดยทันที ส่วนเป้าหมายที่แอบแฝงคือ การฟื้น ‘ระบอบทักษิณ’ เพราะ ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชนที่แท้จริง

ไม่รู้เหมือนกันว่า มีอะไรอยู่ในหัว ‘นักวิชาการ’ พวกนี้

ขอเป็นกำลังใจให้คุณเจริญ คห.21

ดก

อยากอ่านความเห็นที่แตกต่างมากกว่านี้ กระทู้นี้ฝ่ายค้านนัอยจัง ....คนที่เห็นด้วยกับตุลาการในบอร์ดนี้ไปไหนหมด

มารต้

ขอประนามตุลาการทั้งเก้าคน และไว้อาลัยแด่กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

คนใต้

ท่านเคยเจอ ท่าน ผู้พิพากฯ ท่านอัยฯ
จนบ้างไหมเอย แต่กระยังไม่เคยเห็นเลย ไม่มีใครคิดที่จะตรวจสอบว่าร่ำรวยผิดปรกติ

คนไทยคนหนึ่ง

คุณความเห็นที่ 21 วิเคราะห์ได้ถูกต้อง แต่ไม่ทั้งหมด คุณออกจะดูถูกประชาชนผูนิยมทักษิณมากไปนิด และดูแคลนประชาชนผู้นิยมประชาธิปไตยเกินไปหน่อย
ทักษิณอาจเป็นตัวแทนความชั่วร้ายของนักการเมืองแห่งยุค รธน. 40 ตามสีสันที่ระดมป้ายกันเข้ามา แต่เขาก็เป็นผูที่มิติใหม่ทางการเมืองและการบริหารที่พรรคการเมืองรุ่นเก่าๆ ต้องปรับตัวและเดินตามรอยเขาอย่างจำใจ เมื่อจะมีการเลือกตั้ง
สังคมไทยควรปลอดจากการกระทำที่เป็นไดโนเสาร์แบบนี้ได้แล้ว ถ้ากากว่าทักษิณไม่กระทำการยั่วยุต่อทุกองค์กรและสถาบัน เขามีส่วนทำตัวเองไม่น้อยที่ต้องกลายเป็นแบบนี้
แต่ขณะนี้ ประชาชนต่างคับข้องใจกับการกระทำของ คมช. และพรรคพวกเป็ฯอย่างยิ่งเกี่ยวกับการถือครองอำนาจ ความเคลื่อนไหวที่อาจสืบทอดอำนาจ การเข้าครองตำแหน่งสำคัญๆ เพียงเพื่อสวาปามผลประโยชน์และหาเรื่องทำลายทุกๆ สิ่งที่มาจากทักษิณ รวมทั้งการใช้องค์กรตุลาการเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการสลายกำลังของฝ่ายทักษิณ ปรากฎการณ์นี้ก็เช่นเดียวกับทีทักษิณครอบงำองค์กรอิสระนั่นแหละ
บังเอิญว่า คมช.เจอหนามตำก้นสำคัญที่ประจานว่า สุดท้ายตัวเองก็ไร้กึ๋นในการทำงานทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ตามชื่อองค์กรตัวเองอยู่แล้ว นั่นคือ ปัญหาไฟใต้ ซึ่งได้ฟ้องให้เห็นแล้วว่า ทักษิณลง ปัญหาก็ไม่หมดไป
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อทวงคืนอำนาจการปกครองแบบประชาธิปไตยของกลุ่มชนทุกกลุ่มทั้งที่รักหรือไม่รักทักษิณจึงไม่ต่างจากการต่อสู้เพื่อขับไล่ทักษิณ และอาจมีความหมายเสียยิ่งกว่า เพราะเป็นการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจที่มาจากความไม่ถูกต้องของ คมช. ซึ่งก็ไม่ได้ทำการนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกัน

จำปาไฟ

42 ว่าเขาอิเหนาเป็นเองทั้งนั้น
ว่าทักษิณโกง แล้วเขายายเที่ยงไม่โกงหรือ เกราะกันกระสุนไม่โกงหรือ

เพิ่มงบกระทรวงกลาโหม เพิ่มงบลับ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ

ใช้ปืนจากภาษีประชาชน ล้มสภา เห็นความสำคัญของสภานิติบัญญัติหรือ

ว่าเขาอิเหนาเป็นเอง กิ๋ว กิ๋ว

วิ่งเร็วหมู

แล้วทำไมไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตี้งถึงไม่มีความผิดหล่ะ ??

มัจจุราช

ผมขอประนามทุกกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการปล้นอำนาจไปจากประชาชน การสนับสนุนการรัฐประหารคืออาชกรรมที่จะยอมความไม่ได้ ไม่ว่าจะอีกกี่ปีต้องเอาพวกนี้มาลงโทษให้ได้ และจะต้องจารึกลงไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยให้ได้ว่ากลุ่มคนชั่วช้าที่ได้ร่วมกันปล้นประชาธิปไตยไปจากเมืองไทยได้รับการลงโทษอย่างสาสมไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

ann

สับสนในชีวิตเคยมั่นคงในอาชีพ ถูกจ้างให้ออกจากงานก่อนกำหนดใครเจอบ้าง ดูรายละเอียดทางแก้ก่อนล่วงหน้าที่ family77.pro.tc

กวยหัว

ถึง คห. 42
คุณนี่แหละคือ คนสร้างความแตกแยกตัวจริงเสียงจริง....
ถ้าอยู่แถวไร่ผม ให้คนงานช่วยกันย้ายข้าวของออกจากไร่ไปแล้ว....
หลาย ๆ คนในนี้เขาไม่ได้สนับสนุน ทรท. หรือ ทักษิณนะครับ....
เรายืนยันเรื่องประชาธิปไตย และ หลักนิติรัฐ.....
คุณเขียนได้ดีครับ แต่เป็นการเอาเรื่องอื่น ๆ มาป้ายสีคนอื่นเขา คุณนี่ พวก คมช. ชัดเจน ไอ้ซากเดนเผด็จการ จะไปดายที่ไหนก็ไปเหอะ.....

อะตอม

ครับ เหมือนว่า 51จะแอบอ่านข้อความผม ยอมรับครับว่า เรื่องนิติรัฐ??? เขาไม่อนุญาติให้คุย (ส่งข้อความแล้วเครื่องแห้งส์เข้าเว็บท์นี้ไม่ได้)

เอาเป็นว่าไม่อนุญาติไม่เป็นไร? ความจริงมันมีอยู่ติดอยู่ที่ว่าคนเราจะยอมรับหรือปฎิเสธ ถ้าเลือกยอมรับแล้วแก้ไข เป็นคุณและเป็นบวกกับตัวเองและสถานการณ์รวม ทั้งที่ความจริงอันเดียวกันมันมีอยู่แต่ถ้าเลือก ปฎิเสธและแก้ตัว มันก็จะกลายเป็นถูกผิดดีชั่วใครจะแก้ตัวได้ดีกว่ากัน ทั้งที่ความจริงมันมีอยู่???

ผมว่าบทวิเคราะห์และเนื้อข่าวนี้ท้วงติงไว้ชัดเจนแล้ว เอาเป็นว่าผมไม่อยากตอกย้ำ หรือซ้ำเติมกัน เอาสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดในการแก้ไขความพลาดแล้วพลาดอีกๆๆๆๆๆต่อไปดีกว่า

ผมว่าทุกคนรู้แล้วว่าคืออะไร? บางทีการป้องกันตัวที่ดีที่สุด ไม่ใช่ไล่ตีใคร หรือไล่ทุบใคร อยู่ที่เราทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดยัง ???

ผมอยากพูดหรือเล่าเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง(เขาอนุญาติให้พูดตรงไม่ได้) คนเลี้ยงวัว ตั้งใจควบคุมดูแลวัว แต่วัวมันแกว่งเขาฉวัดเฉวียนน่ากลัว(จะด้วยสาเหตุใดไม่รู้) จนคนดูแลระแวงว่ามันจะมาเสียบตัวเอง เลยทำการ เขวี้ยงค้อนปอน หรือ ไม้หน้าสาม แทนขือแป คือแปลขื่อแป(ศาล)เป็นไม้หน้าสาม

แรงด้วยความตั้งใจจะหยุดวัวกระทิงมัน แต่ด้วยแอ็คชั่น มีผลเท่ากับรีแอคชั่นกำลังสอง ถ้ามีตัวสะท้อนกรรมที่ดี ไม่ได้ทำหน้าที่แอพชอร์พกรรม ตามเนื้อหาของความถูกต้องชอบธรรม

ค้อนปอนอันนั้นหรือไม้หน้าสาม มันจะสะท้อนเขาวัวกลับเป็นแรงบวก ไปหาหรือโฟกัสปาก คนเขวี้ยงและคนปา บวกเจตนาจะเล่นเขาเอาให้อยู่อย่างเดียว ไม่คิดตัวแปรร่วมอื่นอย่างรอบควบ

ที่สุดมันสะท้อนกลับมาพร้อมแรงบวกมาที่คนเขีว้ยง ที่สุดแล้วคนเขวี้ยงถึงสำนึกตัวได้ว่า คืออะไรทเมื่อมันบานปลายเท่ากับปากตัวเองเจ่อ แล้วอุทานออกมาว่าตูบาป ตูบาป กูบาป???

เมื่อตรงไม้ได้ก้ขออ้ออมที่สุดเท่าที่จะ ไชดืโค้งได้ครับ ด้วยความเป็นห่วงสถานการณ์และประเทศชาติครับพุดมากกว่านี้ไม่ได้ครับ???

อะตอม

อ้อ51 ครับถ้าบังเอิญใช่ว่าได้อ่านข้อความที่51 ของผมที่เขาไม่อนุญาติ เรื่องนิติรัฐที่บิดเบี้ยวนั้น ถ้าอุ้มไปเรียกค่าไถ่ ผมไม่อนุญาติน่ะครับ ยกเว้นกลบดินฝัง???

เหลี่ยมจ๋าอย่าทิ้งทุย

อาจารย์ทั้ง 5 ท่านเค้าวิเคราะห์และไม่เห็นด้วยแค่ประเด็นเดียว คือประเดนที่ว่า
‘การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง’ นะ

ไม่ได้วิคราะห์เรื่องการยุบพรรคซักหน่อย

เฮ้อ หลับหูหลับตาเชียร์กันเข้าไป...นะพวกชอบของเหลี่ยม

คน กทม.

ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่พิพากษาตามคำสั่งเผด็จการอย่างเป็นกระบวนการ
แล้วจะหาความยุติธรรมได้จากไหนครับ...วังเวงจริงๆ ครับประเทศไทย.....

tdhara

คห ที่ 42 ข้าพเจ้าเป็นเพียงประชาชนคนธรรมดามิได้เป็นนักวิชาการหรือผู้มีความรู้ท่วมหัวแต่อย่างใด ความรู้ที่ข้าพเจ้ามีก็เพียงแต่ทักษะทางด้านวิศวกรรม และการค้าขาย จะไปต่อปากต่อคำเกี่ยวกับองค์ความรู้ในด้านนิติบัญญัติ หรือ ระบอบทักษิณ ข้าพเจ้าคงนั่งบื้อ มิได้รู้เรื่องรู้ราวแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้ก็คือ ข้าพเจ้าเคยได้รับความยุติธรรม จากการที่คุณทักษิณสั่งให้สอบสวนกรณีที่ลูกชาย ข้าพเจ้าเสียชีวิตจากความผิดพลาดของโรงพยาบาล โดยไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น โดยที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครยอมนั่งฟังคำร้องของข้าพเจ้าเลย แม้แต่อธิบดีหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการณ์นี้ทั้งหมด แต่คุณทักษิณยอมนั่งฟังทางโทรศัพท์จนจบทั้งๆที่งานท่านก็แทบจะล้นมือ ตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมามีนายกคนใหนทำแบบนี้บ้าง ข้าพเจ้าอยากรู้ ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจที่ทำไม คนที่ชื่นชมในตัวคุณทักษิณจึงมีมากมาย และอย่าได้ดูถูกคนที่ชื่นชมในตัวคุณทักษิณ พวกเราไม่ได้โง่เพียงแต่พวกเรารู้ว่าใครคือผุ้นำที่ดี ใครคือผู้นำที่แย่ ผู้นำที่ดีจะสนใจทุกคนไม่ว่าจะอยู่ระดับใหน ผ้นำที่ดีจะพร้อมจะปกป้องทุกคนถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะอาศัยอยู่ประเทศใดๆก็ตาม เช่นประเทศกัมฟูชา ผู้นำประเทศที่ดีย่อมเจ็บยิ้งกว่าเมื่อประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเช่นยอมทำทุกวิถีทางที่จะยุติปัญหาเช่น นโยบายปราบปราบยาบ้า ข้าพเจ้ามองเห็นอยู่เพียงเท่านี้ ส่วนการที่กล่าวว่าคุณทักษิณโกงกินอะไรต่อมิอะไรมากมาย ข้าพเจ้าก็อยากเห็นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผู้ตัดสินคดีขอเป็นศาลโลกได้หรือไม่เพราะข้าพไม่เชื่อว่าศาลไทย ณ ปัจจุบัณ ไม่มีความเป็นกลาง ถ้าคุณทักษิณผิดจริงก็ประหารชีวิตไปเลย ถ้าแน่จริง คมช รัฐบาล ต้องกล้าทำ แต่ถ้าผลการตัดสินปรากฏว่าไม่ผิด คมช รัฐบาล กลุ่มพันธมิตรและผู้กล่าวหาทั้งหมดต้องรับผิดชอบ ต่อคำพูดของตัวเอง จะได้หรือไม่

ajarn

ท่านวรเจต ท่านสอนหนังสือ แต่ไม่สอนจริยธรรมบ้างหรือ เลวดีต้องแยกให้ออกด้วย ฟังแล้วไม่นับถือเลย

ดฟ

ฟังวรเจตพูดในวิทยุทีวีตั้งแต่แรกๆ ฟังแล้วเซ็ง เรียนหนังเป็นอาจารย์ คำพูดที่พูดคิดแต่เรื่องว่าจะสอนนิติศาสตร์ได้อย่างไร โง่จังกฎหมายต้องมีความีดี คนเป็นทนายหลายคนทำคนผิดให้เป็นถูก อย่างนี้สังคมล้มเหลว เกลียดมาก เกลียดมาก

meriwa

งานนี้ไม่รู้ใครจะโดนใครหลอก อีกฝ่ายอยากได้ประชาธิปไตยจนยอมเข้าร่วมกับฝ่ายทักษิณ อีกฝ่ายก็ใช้ข้ออ้างประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งทักษิณ สุดท้ายตอนจบก็จะได้รู้ว่าใครโง่กว่ากัน 5555
ต้องเปลี่ยนสโลแกนใหม่ว่า "หลักการปกครองแบบประชาธฺปไตยคือหลักการปกครองโดยประชาชนเพื่อทักษิณ" แล้วซะละมั้ง

เห็นด้วยกับ 21 หลักการต่างๆ แม้จะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันคือข้อมูล ที่จะเอามาใส่ลงไปในหลักการ หากใส่ตัวแปรผิด ผลลัพธ์มันก็ผิด รู้แต่สูตรสำเร็จเอาแต่ท่อง แต่ไม่รู้ว่าจะต้องแทนค่าอย่างไร ก็จบ