กรณ์อุมา พงษ์น้อย : คำตอบแห่งยุคสมัย และทำไมต้อง "รักท้องถิ่น" ?


คืนวันที่ 21 มิถุนายน 2550 ในงานครบรอบ 3 ปีการเสียชีวิตของ "เจริญ วัดอักษร" ที่วัดสี่แยกบ่อนอก ต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์  กรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยาของเขา ซึ่งเป็นประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ได้แถลงถึงที่มาและอนาคตของการสืบสานและเผยแพร่อุดมการณ์ "รักท้องถิ่น"


 


 


 


 


0 0 0


 


ทำไมต้อง "รักท้องถิ่น" ?


 


กรณ์อุมา พงษ์น้อย


กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก - กุยบุรี


 


 


 


สวัสดีค่ะพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนมิตรทุกท่านที่ได้เดินทางมาร่วมกันเป็นสักขีพยานในการติดตั้งรูปหล่อ "เจริญ วัดอักษร" หรือที่อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ตั้งชื่อไว้ให้ว่า "ทรนง ณ ธรณี" 


 


แม้ว่าแรงบันดาลใจในขั้นแรกของการสร้างรูปหล่อนี้ จะมาจากน้ำใจและความปรารถนาดีของเหล่าศิลปิน ที่ต้องการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อแสดงความระลึกถึงและให้เกียรติต่อ เจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี ที่ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗  


 


แต่ความหมายที่แท้จริงของอนุสาวรีย์นี้ ก็เป็นอย่างที่พวกเราในที่นี้ทุกคนเข้าใจร่วมกัน และที่เป็นสาเหตุให้เราต่างมาจากทุกสารทิศเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในพิธีติดตั้งอนุสาวรีย์ในวันนี้  นั่นคือ เพื่อให้อนุสาวรีย์นี้เป็นสัญลักษณ์ถึงการต่อสู้ของชาวบ้านสามัญชนอย่างเราทั่วทุกหัวระแหง ที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ของความรักท้องถิ่น และสามัคคีกันทั้งชุมชนเพื่อเป็นพลังอันเข้มแข็ง


 


ทำไมต้องมีอุดมการณ์ของการปกป้องรักท้องถิ่น ? 


 


ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของบ้านเมืองนี้ ชุมชนหลายแห่งได้ลุกขึ้นมาต่อรองอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง ได้เกิดการต่อสู้ขึ้นมาหลายครั้งในหลายพื้นที่ แลกมาด้วยเลือดเนื้อของชาวบ้านนิรนามไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งที่แพ้บ้างชนะบ้าง แต่ก็ล้วนได้ลุกขึ้นสู้อย่างมีศักดิ์ศรี


 


เป็นชาวบ้านที่ลุกขึ้นสู้ด้วยสำนึกอย่างชาวบ้าน ว่ากูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล  อยู่ร่วมกันมาเป็นชุมชน เป็นเทือกเถาเหล่ากอ ที่สามัคคีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ก็ยังยึดโยงกันอยู่เป็นชุมชน เพราะเราต้องพึ่งพาพึ่งพิงซึ่งกันและกัน


 


เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา  เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ตามสัญชาติญาณ ตามสามัญสำนึก ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนตรงไปตรงมาว่า เราต้องสู้เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้


 


อย่ามาพูดคำว่า "ผลประโยชน์ของชาติ"  หรือ "ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่" กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ


 


เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี


 


ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จะมีอยู่จริงได้อย่างไร ถ้ามันได้มาด้วยการยื้อแย่ง ทำลาย ปล้นชิงคนเล็กคนน้อย เพราะชาติ ประกอบขึ้นด้วยชุมชนเล็กๆ หลายๆ ชุมชน ชุมชนเข้มแข็ง ชาติจึงเข้มแข็ง


 


เรารู้ ว่าธงอย่างที่เรียกว่าธงชาติไทย มีสีอะไรบ้าง แต่เมื่อเราจะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องท้องถิ่นของเรา เราเย็บธงของเราขึ้นเอง ตัดไม้ทำด้ามธงของเราเอง และเลือกเองว่าจะใช้ธงสีอะไร


 


การชูธงเขียว ธงแดง ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธธงชาติ ตรงกันข้าม มันคือการยืนยันตัวตนของเราในฐานะชุมชนที่ประกอบกันขึ้นเป็นชาติ


 


ถ้าเราไม่รอด ชาติก็ไม่รอด


 


ขบวนการประชาชนในระดับชุมชน อาจดูเป็นเรื่องเฉพาะประเด็น เฉพาะถิ่น แต่ภายในขบวนการเล็กๆ เช่นนี้นี่เองที่เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร เรามองเห็นได้ทะลุในทุกส่วน ทุกองค์ประกอบของขบวน เพราะมันล้วนมาจากเรา อยู่ในสายตาของเรา อยู่ในการควบคุมและตัดสินใจของพวกเรา  กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแกนนำหรือผู้นำ ก็ไม่อาจตัดสินใจหรือลงมือกระทำการใด ที่รอดพ้นไปจากการกำกับตรวจสอบของพวกเราได้


 


สนามเล็กๆ นี้เองที่ฝึกฝนเราให้เท่าทันสนามที่ใหญ่กว่า ผลจากอุดมการณ์ของความรักท้องถิ่นนี่เอง ที่ทำให้เราเท่าทันกลลวงและความหมายที่แท้จริงของอุดมการณ์ที่ใหญ่กว่า


 


สำหรับเราแล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือนโยบายที่แท้จริง ต้องเริ่มจากตีนเล็กๆ ของชาวบ้านที่มาเดินร่วมกัน ฟันฝ่าล้มลุกคลุกคลานด้วยกัน ผลักดันความเปลี่ยนแปลงไปทีละก้าว ทีละขั้นร่วมกัน 


 


ตราบใดที่แต่ละก้าวนั้น ย่างออกไปด้วยกำลังขาของตัวเอง และด้วยการตัดสินใจของตัวเอง จะเดินช้า หรือสะดุดล้มบ้าง ก็ยังภูมิใจได้ว่าเป็นการก้าวไปด้วยตีนของเรา


 


เหมือนอย่างที่พี่น้องสมัชชาคนจนเคยบอกว่า รัฐธรรมนูญเขียนได้ด้วยตีนของเรา เหมือนอย่างที่พวกเราเชื่อว่าถ้าอยากเห็นรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ก็ให้ลงมือทำเอา แล้วเดี๋ยวรัฐธรรมนูญก็จะเป็นไปตามนั้นเอง


 


พี่น้องอาจไม่ทราบว่า ในช่วงการเตรียมงานติดตั้งอนุสาวรีย์นี้ พวกเราที่นี่หลายคน อดตาหลับขับตานอน ลงแรงขนหิน ขนทราย แบกปูน ร่วมกันก่อสร้างฐานเพื่อรองรับอนุสาวรีย์นี้ เพราะอนุสาวรีย์นั้น ต่อให้ยิ่งใหญ่ หรือสูงค่าเพียงใด ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้โดยปราศจากฐานรองรับ


 


อุดมการณ์ของการรักท้องถิ่น คืออุดมการณ์ของคนที่เชื่อในการลงแรงสร้างฐาน เพื่อนำไปสู่การผงาดของอนุสาวรีย์หรือการเปลี่ยนแปลงอันเป็นประวัติศาสตร์


 


และด้วยความเชื่อที่ว่า ความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่นคือฐานสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงนี่เอง  เราจึงตั้งใจที่จะพัฒนาพื้นที่อันเป็นสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์นี้ ให้เป็นโรงเรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้ปกป้องท้องถิ่น เป็นที่เก็บรวบรวมเรื่องราวการต่อสู้ของท้องถิ่น เป็นสถานที่บันทึกประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยคนท้องถิ่นที่เป็นผู้ลงมือสร้างประวัติศาสตร์เอง


 


สถานที่แห่งนี้จะเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์และเรื่องราวการเคลื่อนไหวของชาวประจวบฯ และชุมชนต่างๆ เป็นศูนย์กลางสำหรับพี่น้องชาวบ้านชุมชนต่างๆ ที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ของการต่อสู้ปกป้องหวงแหนท้องถิ่นเหมือนกัน ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฝึกฝนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กัน


 


เราอยากเห็นชุมชนต่างๆ ลุกขึ้นมาสร้างประวัติศาสตร์ของตนเอง ต่อสู้ยืนหยัดปกป้องท้องถิ่นด้วยความเข้มแข็ง ส่งทอดและสืบสานอุดมการณ์รักท้องถิ่นให้แก่ชุมชนอื่นๆต่อไป


 


ขณะเดียวกันการรักษาอุดมการณ์และความเข้มแข็งของชาวประจวบฯ ไว้ ก็เป็นภารกิจที่ไม่ใช่เรื่องง่าย  ในวันนี้การต่อสู้ของพวกเราชาวประจวบฯเองก็ยังไม่จบสิ้น แม้โรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูดจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่โรงไฟฟ้าใหม่ๆ ทั้งถ่านหิน ก๊าซและนิวเคลียร์ ก็รอจังหวะที่จะรุกเข้ามา โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างสหวิริยาก็จ้องจะขยายอาณาจักรมารุกรานทำลายทรัพยากรและสุขภาพของชาวประจวบฯ ให้ยิ่งหนักข้อเข้าไปอีก ที่ดินสาธารณะคลองชายธงก็ยังอยู่ในมือกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น


 


ถ้าเมื่อไหร่ที่ชุมชนของเราไม่เห็นความสำคัญของการรวมตัวกันต่อสู้ด้วยความเข้มแข็ง ไม่เห็นความสำคัญของการยืนหยัดด้วยตนเอง ประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะของชุมชนที่เราเคยสร้างไว้ ก็จะกลายเป็นตำนาน เป็นนิทานปรัมปราที่มีแต่จะถูกลืมเลือนไป พร้อมๆ กับวิถีชีวิตและทรัพยากรของชุมชนที่จะถูกทำลาย


 


แล้วเราก็จะเหลือแต่อนุสาวรีย์ทองเหลืองนี้ตั้งไว้ แต่ไม่เหลือภารกิจให้สืบสานอะไร  เป็นท้องถิ่นที่หมดศักดิ์ศรีและถูกกลืนหาย เป็นชุมชนทาสอยู่ในชาติที่เรียกตัวเองว่าไทย


 


 


21 มิถุนายน 2550


ครบสามปีการจากไปของเจริญ วัดอักษร

Comments

เดญาพอ

ดีใจด้วยค่ะ ที่ได้เห็นพลังเข้มแข็งจากชุมชน ขอเป็นกำลังใจค่ะ

โอ

ขนลุกซู่เลยค่ะ

ภู เชียงดาว

ชีวิตจักต้องไม่ยอมจำนน

เจริญ ทางจิตใจหรือพัฒนาไปในทิศทางใดกันเล่าหนอชีวิต!?

วัด คุณค่าใดในดวงจิตให้คิดครุ่นกังวลตระหนกสงสัย

อัก อ่วนใจยิ่งนักทั้งหน่วงหนักกับการต่อสู้ในสิ่งที่เป็นธรรม

ษร ธรรมพิสุทธิ์พลันชอกช้ำ กลับกลายเซ่นเป็นเหยื่ออธรรม

โอ. วิถีการก้าวย่างบนเส้นทางสามัญทุกข์ทน

ชีวิต เขาเผชิญผจญเคียงข้างพี่น้องท้องถิ่นให้รู้สึกแหนหวงอยู่อย่างนั้น

ประกาศ อาจหาญท่ามกลางความฉ้อฉลข่มขู่ของนายทุนผลประโยชน์ผู้คลั่งบ้า

ก้อง กู่ให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า…แผ่นดินถิ่นเกิดผืนนี้

จัก ต้องเป็นธรรม!!

ต้อง สังเวยกันอีกกี่เลือดเนื้อจิตวิญญาณนักต่อสู้,บริสุทธิ์

ไม่ คิดไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตน, ในชีวิต

ยอม แลกกับความเจ็บปวดเพื่อพี่น้องประชาไท ให้เรียนรู้เจ็บจำและจดจำ

จำนน หรือ!? อย่าเลยเพื่อนผองของข้า…อย่ายอมจำนน!!

ขอเป็นกำลังใจนักสู้แห่งบ่อนอก-บ้านกรูดทุกคนครับ.

ann

สับสนในชีวิตเคยมั่นคงในอาชีพ ถูกจ้างให้ออกจากงานก่อนกำหนดใครเจอบ้าง ดูรายละเอียดทางแก้ก่อนล่วงหน้าที่ family77.pro.tc

kookai

" ....ถ้าเมื่อไหร่ที่ชุมชนของเราไม่เห็นความสำคัญของการรวมตัวกันต่อสู้ด้วยความเข้มแข็ง ไม่เห็นความสำคัญของการยืนหยัดด้วยตนเอง ประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะของชุมชนที่เราเคยสร้างไว้ ก็จะกลายเป็นตำนาน เป็นนิทานปรัมปราที่มีแต่จะถูกลืมเลือนไป พร้อมๆ กับวิถีชีวิตและทรัพยากรของชุมชนที่จะถูกทำลาย ..."

รัฐสยามได้แบ่งแยก เพื่อปกครอง คนท้องถิ่นมานานแล้ว ภาษาและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ถุกทำลายหรือไม่ก็ถุกลืม โดยพวกสยามชั้นสูง ที่นิยมตะวันตก ไม่เคยชี้นำสังคมในทางที่ถุกและมีหลักการ พอชาวบ้านเขามีตัวแทนที่ทำให้ฐานะดี ชุมชนกำลังเข้มแข๊ง ก็ทำลายระบบประชาไตย

ท้องถิ่นต้องสู้และอย่ายอมอำนาจกลาง ที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่เคารพเสียงของประชาชน

อ้ายแสงดาวฯ

น้อง"กระรอก" และพี่น้องฯ , คับ อ้ายแสงดาวฯไม่ได้ไปร่วมงานที่งดงาม ทรงพลังนี้ด้วย เพราพมีเหหหหหหตุขัดข้องหลาย
อย่าง แต่พวกเราก็ติดตามให้กำลังใจเสมอ คับ ...พวกเรา กวี นักคิด นักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ ชาวบ้าน ฯลฯ ทางเหนือขอคารวะ และ ให้พลังใจ , คับ

ด้วยคารวะ - พลังใจ

อ้ายแสงดาวฯ และเพื่อนๆ ฯลฯ

David

"การชูธงเขียว ธงแดง ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธธงชาติ ตรงกันข้าม มันคือการยืนยันตัวตนของเราในฐานะชุมชนที่ประกอบกันขึ้นเป็นชาติ

ถ้าเราไม่รอด ชาติก็ไม่รอด"

คำกล่าวนี้เหมือนเป็นการเอาชาติเป็นตัวประกันยังไงไม่รู้

ผมเห็นด้วยกับการปกป้องชุมชนท้องถิ่น จากการเอารัดเอาเปรียบและแย่งชิงทรัพยากรไปโดยสร้างความเดือดร้อนให้กับท้องถิ่นอย่างมากมาย

แต่ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันที่ชุมชนท้องถิ่น จะทำตัวยึดมั่นถือมั่น ว่าสิ่งนี้ ที่ตรงนี้ เป็นของตน โดยปราศจากความคิดที่จะเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่บ้าง โดยอ้างว่า ถ้าตนไม่ได้ประโยชน์ ชาติก็ไม่ได้ประโยชน์ด้วย

เพียงแต่การเสียสละนั้นภาครัฐจะต้องเข้ามาเยียวยาและทำให้บังเกิดความยุติธรรม ส่วนรวมได้ประโยชน์ คนท้องถิ่นได้ประโยชน์ ในรูปแบบที่เขาสมควรจะได้ทดแทนกับสิ่งที่สูญเสียไป และทำให้ท้องถิ่นเต็มใจที่จะเสียสละเพื่อบ้านเมืองจริงๆ

David

เสริมด้านบน แต่สำหรับกรณีของคุณเจริญ กับโรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด ผมเห็นด้วยในการรักษาทางถิ่นตรงนั้นไว้ และก็ได้เห็นธาตุแท้ของนายทุนที่หวังเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะถ้าเจตนาบริสุทธิ์และเป็นผลประโยชน์ของชาติจริงๆ การเจรจาพูดคุยกันอย่างเปิดอก ชี้แจงถึงผลดีผลเสียอย่างตรงไปตรงมาน่าจะเกิดขึ้น แทนที่จะเป็นการใช้ความรุนแรงถึงกับสังหารแกนนำชาวบ้านเช่นนี้หรอกครับ

โปรดดู

โปรดดู
www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms01&ContentID=2563&SystemModuleKey=mailtoBK&SystemLanguage=Thai

=================

เห็นต่างแนวคิด “รักท้องถิ่น” ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

โสภณ พรโชคชัย {1}
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}

“. . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่’ กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี” {3}

ถ้อยแถลงข้างต้นนี้เป็นของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ซึ่งต่อสู้จนโรงงานไฟฟ้าที่วางแผนจะสร้างบริเวณบ้านบ่อนอก มีอันต้องยกเลิกไป นัยหนึ่งนับเป็นความสำเร็จของชาวบ้านที่ต่อต้านการสร้างสิ่งที่อาจเกิดมลภาวะ แต่อีกนัยหนึ่งหากทุกชุมชนต่อต้านเช่นนี้ แล้วจะพัฒนาประเทศได้อย่างไร
ถ้อยแถลงข้างต้นมีประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ผมเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา {4} และกรณีกรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคอื่นให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน จึงขอแสดงความเห็นเพื่อการศึกษา

การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่
การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินจึงเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี
อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์หรือวัดวาอารามยังถูกเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะมาแล้ว {5} แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและความเอื้ออาทรเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม {6} ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง

โดยสรุปแล้ว การซื้อหรือการเวนคืนทรัพย์สินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างโครงการสาธารณูปโภคใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศและความผาสุกของประชาชน อย่างไรก็ตามบุคคลหรือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบ จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และได้รับค่าทดแทนที่สมเหตุสมผล ครบถ้วนและทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยหลักวิชาการประเมินค่าทรัพย์สินที่สามารถพิสูจน์และเป็นที่เข้าใจร่วมกันตามเหตุผลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย

ขัอสังเกต:
ข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นเรื่อง “รักท้องถิ่น” เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป

อ้างอิง
{1} นายโสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org
2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org
{3} ส่วนหนึ่งของปาฐกถาเรื่อง “ทำไมต้อง ‘รักท้องถิ่น’?” โดยคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” และเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โปรดอ่านที่ ประชาไท: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8593&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999641.html
{4} โปรดอ่าน “๒๗ ปี ชีวิตต้องสู้ของแม่เฒ่า ไฮ ขันจันทา ..!!” ที่ http://www.numtan.com/nineboard/view.php?id=1779 และโปรดดูรายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ทำให้กับยายไฮโดยมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทสไทย ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Research/Research_hi.htm
{5} โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 2548 20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm
{6} โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรื่อง “เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?” http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm

===================

โปรดดู
www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms01&ContentID=2563&SystemModuleKey=mailtoBK&SystemLanguage=Thai