โปรดฟังอีกครั้งในรอบ 75 ปี เมื่อ "ลูกพระยาพหลฯ" อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1

"ตอนพ่อทำ พ่อไม่มีอะไรในกำมือ มีแต่ความตั้งใจที่จะนำประชาธิปไตยมาให้คนในชาติ ถ้าไม่สำเร็จก็ 7 ชั่วโคตร ดังนั้น ทุกครั้งที่มีรัฐประหารขอบอกว่า เป็นการเปลี่ยนฝูงเหลือบที่จะมาสูบเลือดของชาติ แต่เจตนาบริสุทธิ์มีครั้งเดียวเท่านั้น คือ 24 มิ.ย. 2475"

 

 

 

 

 

เวทีเสวนา "เบื้องหลังการอภิวัฒน์ 24 มิ.ย. 2475"

 

ประชาไท - 25 มิ.ย. 50 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. คณะมนุษยศาสตร์และสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร, สโมสร 19 และบริษัท ชนนิยม จำกัด จัดงานเสวนาประวัติศาสตร์รำลึก 75 ปี ประชาธิปไตย "เบื้องหลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475" ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยก่อนจะเริ่มการเสวนาได้กล่าวไว้อาลัยและสงบนิ่งถึงการจากไปของท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ ภรรยานายปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎรคนสำคัญ

 

นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสที่การอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ครบรอบ 75 ปี พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ได้อ่านแถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 1 (ตามล้อมกรอบ) ย้อนรอยเส้นทางที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาบิดาซึ่งเป็นผู้นำคณะราษฎรที่เคยประกาศไว้ต่อหน้าบรรดาทหารและผู้ร่วมอุดมการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า เนื้อหาสำคัญของประกาศดังกล่าว คือ หลัก 6 ประการ ที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวพ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

นายศุขปรีดา พนมยงค์

 

เมื่อการเสวนาเริ่มต้น นายศุขปรีดา พนมยงค์ ทายาทนายปรีดี พนมยงค์ เล่าถึงที่มาของการอภิวัฒน์ใน พ.ศ. 2475 ว่า แรงบันดาลใจของคณะราษฎรมาจากเหตุการณ์ ร.ศ. 130 ซึ่งมีทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งต้องการประชาธิปไตย แต่บังเอิญเกิดมีผู้กลับใจไปเข้าข้างผู้มีอำนาจจึงไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ทางคณะราษฎรก็มีความรู้สึกถึงผู้ก่อการใน ร.ศ. 130 ว่าเป็นรุ่นพี่

 

ขณะนั้น นายปรีดี ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเห็นว่าคนยังได้รับความทุกข์ยาก ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อมา พ.ศ.2468 - 69 จึงคิดเริ่มต้นกันที่เมืองปารีสโดยเริ่มแรกมี 7 คน (ประกอบด้วย ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี นายทหารกองหนุน อดีตผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์รัชกาลที่ 6 ร.ท. แปลก ขีตตะสังคะ นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์ หลวงสิริราชไมตรี ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ นายปรีดี พนมยงค์ ดุษฎีบัณฑิตกฏหมายฝ่ายนิติศาสตร์ ฝรั่งเศส)

 

จากนั้นเมื่อกลับสู่ประเทศไทยจึงขยายวงด้วยการไปเชิญ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเป็นรองจเรทหารบกซึ่งเห็นความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมอยู่แล้วมาร่วมด้วย โดยก่อนนี้ พ.อ.พระยาพหลฯ ได้เคยเสนอให้ปรับปรุงกองทัพ แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเรื่องความอ่อนอาวุโสกว่า

 

ในเวลาต่อมา ทางคณะราษฎร มี พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.ท. พระประศาสน์พิทยายุทธ พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเณย์มาร่วมเพิ่ม เมื่อรวมกับ พ.อ. พระยาพหลฯ แล้วเรียกว่า 4 ทหารเสือ นอกจากนี้ ยังมีฝ่ายทหารเรือมาร่วมอีกกลุ่มหนึ่ง

 

ที่สำคัญการก่อการ พ.ศ. 2475 ยังมีชาวไทยมุสลิม ได้แก่ นายบรรจง ศรีจรูญ นักศึกษาไทยที่เมืองไคโร ประเทศอียิปต์ และนายแช่ม พรหมยงค์ อดีตจุฬาราชมนตรี ด้วย ส่วนชาวคาธอลิกก็มาช่วยในด้านงานพิมพ์แถลงการณ์ฉบับที่ 1 ที่โรงพิมพ์นิติสาส์น หลังพิมพ์เสร็จก็สั่งรื้อแท่นพิมพ์ทันที

 

นายศุขปรีดา บรรยายเบื้องหลังของแผนการว่า แผนการแรกคิดว่าจะลงมือตอนรัชกาลที่ 7 แปรพระราชฐานไปที่หัวหิน ซึ่งต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีบางกอกน้อยและต้องผ่านบริเวณตลิ่งชัน จะใช้กองเรือกลเข้าล้อมและถวายอารักขา อย่างไรก็ตาม เกิดการเกรงว่าหากมีการปะทะจะยุ่ง จึงวางแผนกันใหม่กำหนดเวลาที่แน่นอนคือ ช่วงที่รัชกาลที่ 7 จะแปรพระราชฐานไปพระราชวังไกลกังวล ในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 โดยนัดหมายเวลากันตอนย่ำรุ่งตามศัพท์เรียกโบราณ

 

เมื่อถึงเวลาเช้ามืดตามนัดจึงไปกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เช้านั้นนอกจากทหารผู้ก่อการแล้ว มีทหารอื่นที่ไม่ทราบเรื่องประมาณหนึ่งกองพันใช้ลานพระรูปฝึกทหาร แต่เมื่อไปถึง พ.อ.พระยาพหลฯ กล่าวคำเดียวว่า "พร้อมตายกับทุกคน" จากนั้นจึงสั่งจัดแถวทหารใหม่แบบให้ทุกหน่วยปนกันหมด เพื่อไม่ให้ใครสั่งการได้

 

ส่วนทหารอื่นหนึ่งกองพันก็ได้ถามผู้คุมว่าจะเอาด้วยหรือไม่ เขาก็เอาด้วย พ.อ.พระยาพหลฯ จึงไปอ่านแถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 1 ข้างบรมรูปทรงม้า หลังอ่านจบจึงเดินไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ใช้ 2มือ ถือคีมตัดโซ่ที่คล้องประตูออก แล้วใช้พระที่อนันตสมาคมเป็นที่บัญชาการ หลังจากนั้นจึงเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญ รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์คนอื่นๆ มาควบคุมไว้ จึงไม่มีการเสียเลือดเนื้อ

 

หลังก่อการจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเชิญรัชกาลที่ 7 กลับ พระองค์ทรงตกลงแล้วเสด็จกลับโดยทางรถไฟ เมื่อมาถึงทางคณะราษฎรก็เข้าไปในลักษณะเชิงขอขมาลาโทษ นายปรีดีเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นท่านรับสั่งกับพระยาศรีวิศาลวาจา ว่า "ฉันบอกแกแล้วใช่หรือไม่ ให้มีการปกครองแบบใหม่ขึ้น" ซึ่งคณะราษฎรก็ไม่ทราบมาก่อนว่าจะทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญที่พระราชทานโดยพระเจ้าแผ่นดินหลายอย่างนั้นจะสงวนไว้สำหรับพระมหากษัตริย์อยู่ดี ปัจจุบันจึงถูกพูดว่าเป็นคุณหลวงห่ามๆ รีบทำกันเพราะในหลวงท่านพร้อมพระราชทานอยู่แล้ว แล้วมีความยายามลบความทรงจำตรงนี้ออกไป

 

ต่อมาพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งเป็นกลุ่มที่สูญเสียอำนาจไป ได้ยกทัพมาแต่ก็ไม่ได้รับความสำเร็จกลายเป็นกบฎบวรเดชไป บริเวณที่พูดอยู่ตอนนี้คือทุ่งบางเขนเป็นจุดที่ยกทัพมาตรึงแนวกันไว้ แล้วก็ล้มตายกันไปที่นี่ คนที่ตายก็ไม่ใช่เจ้านายแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์มา ต่อมาจึงมีการสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน หรือวัดประชาธิปไตยขึ้น เหตุผลหนึ่งของการสร้างวัดนี้ก็คือการขออหสิกรรมใน พ.ศ. 2476 อีกประการหนึ่งคืออยากให้สงฆ์ธรรมยุตินิกายและมหานิกายรวมกันได้ ส่วนพระภิกษุที่บวชรูปแรกของวัดก็คือ พ.อ.พระยาพหลฯ และแพทย์ประจำตัว

 

พ.ท.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา

 

ด้าน พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา กล่าวว่า พ่อไม่ค่อยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟังแต่จะรู้จากแม่หรือคนรอบข้างบ้าง ที่รู้คือจมื่นสุรฤทธิไกรหรืออาเคยมาชวนพ่อ เมื่อครั้ง ร.ศ. 130 จากนั้นอาก็ถูกปลดจากทหารเพราะกรณีดังกล่าว พ่อเคยบอกว่า ถ้าไม่มี ร.ศ. 130 ก็ไม่มี 24 มิ.ย. 2475 พวกนี้เป็นรุ่นพี่ที่ทำให้น้องรุ่นหลังเห็นตามด้วย ในวันที่ก่อการนั้น พ่อสั่งเสียกับแม่ก่อนว่าจะไปทำอะไร ถ้าไม่สำเร็จให้อพยพอย่างไร เพราะถ้าไม่สำเร็จคงถูกประหาร 7 ชั่วโคตร

 

พ.ต.พุทธินาถ ยังกล่าวถึงประสบการณ์ของการเป็นทหารว่า เริ่มต้นจากการไปสมัครเป็นนายสิบ และเคยเป็นกำลังในกรณีกบฎเมษาฮาวาย ที่ พ.อ.มนูญ รูปขจร เป็นผู้ก่อการ ขอบอกว่าสิ่งที่ พ.อ.มนูญ ทำกับ กรณี 24 มิ.ย. 2475 ผิดกันมาก

 

"ตอนพ่อทำ พ่อไม่มีอะไรในกำมือ มีแต่ความตั้งใจที่จะนำประชาธิปไตยมาให้คนในชาติ ถ้าไม่สำเร็จก็ 7 ชั่วโคตร ดังนั้นทุกครั้งที่มีรัฐประหารขอบอกว่า เป็นการเปลี่ยนฝูงเหลือบที่จะมาสูบเลือดของชาติ แต่เจตนาบริสุทธิ์มีครั้งเดียวเท่านั้น คือ 24 มิ.ย. 2475" พ.ท. พุทธินาถ กล่าว

 

ส่วนในช่วงท้าย ทายาทของ พ.อ.พระยาพหลฯ ได้พูดสรุปอีกครั้งว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การนำมาแต่ต้องได้รับการศึกษาด้วย สิ่งที่พ่อและนายปรีดีได้ทำก็คือการตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งเวลานี้สูญหายไปจากประเทศไทยแล้ว ชื่อที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ เพราะเขาไม่ได้สอนให้คนไทยรู้จักประชาธิปไตยอีกแล้ว

 

เขาเล่าว่า เคยได้คุยกับนักศึกษาที่บอกว่าตอนเรียนมีอุดมการณ์ต่างๆ มากมาย แต่พอไปเป็นข้าราชการแล้วก็ต้องทิ้งหมด เพราะถ้าถืออุดมการณ์ไว้ก็ไม่สามารถก้าวหน้าในราชการได้ อยากบอกว่าอุดมการณ์เป็นสิ่งสูงส่งของวัยรุ่น ถ้าไม่ใช้หรือใช้ไม่ได้ก็ควรเก็บใส่กระเป๋าไว้ แต่อย่าขว้างอุดมการณ์ทิ้ง เมื่อมีโอกาสก็เอามาดู ควักมันออกจากกระเป๋ามาดูว่าตรงไหนใช้ได้ ถ้าทุกคนที่จบมหาวิทยาลัยเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วนำมาใช้เมื่อมีเวลาตามภาระหน้าที่ ประเทศไทยก็ไปข้างหน้าไม่รู้ถึงไหนแล้ว แต่ตอนนี้เล่นขว้างทิ้งกันตั้งแต่วัยรุ่นก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองแย่ อุดมคติเป็นสิ่งบริสุทธิ์ เป็นความคิดบริสุทธิ์ที่วัยรุ่นมี อย่าทิ้ง เมื่อถึงวัยอันสมควรอาจจะได้ใช้ และป่านนี้ชาติคงไปไกลกว่านี้

 

พ.ต.พุทธินาถ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้ไม่ได้รบกับชาติอื่นด้วยอาวุธแต่รบด้วยปัญญาและศีลธรรมจึงจะสู้กับชาติอื่นได้ ระบอบประชาธิปไตยก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนมีปัญญานำไปใช้ให้แผ่นดินนี้อยู่รอดได้

 

นายชุมพล พรหมยงค์

 

ด้านนายชุมพล พรหมยงค์ ทายาทของนายแช่ม พรหมยงค์ คณะราษฎรสายมุสลิม กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แขกกับเจ๊กจะร่วมก่อการในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เพราะทั้งแขกและเจ๊กก็มีส่วนร่วมในกระบวนการปกครองของสยามมานาน

 

สมัยก่อน แขกจะส่งลูกไปเรียนนอกได้ก็ที่เดียวคือประเทศอียิปต์ นายบรรจงเป็นลูกคนมีเงิน แต่พอไปเรียนคงก็ไม่มีเงินติดกระเป๋ากลับบ้านก็คงไปอาศัยยืมเงินพรรคพวกคนไทยด้วยกันในปารีส อีกทั้งเป็นลูกเจ้าของร้านปืน เพื่อนๆ กันก็อยากช่วยกัน แล้วก็ไปชวนเพื่อนแขกคนอื่นมารวมทั้งพ่อด้วย จึงจะฝากให้คิดว่า วีรบุรุษกับผู้กล้าหาญนั้นมักจะเป็นเรื่องบังเอิญ

 

"พ่อผมเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ท้ายที่มารวมตัวกันสมบูรณ์พอดี เพราะมีหัวก็ต้องมีท้าย พอปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475 ก็ทำด้วยความรู้สึกที่ต้องการร่วมด้วย มาจากความรู้สึกที่ดีและอยากจะทำงานมากกว่าอย่างอื่น คนในบ้านเมืองเราก็มีคนแบบนี้อยู่มาก เพียงแต่ต้องหาโอกาสให้เขา"

 

นายสุพจน์ ด่านตระกูล

 

สุดท้าย นายสุพจน์ ด่านตระกูล นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 มาแล้ว อัครราชทูตไทยคนหนึ่งเคยมีหนังสือกราบเรียนให้เปลี่ยนการปกครองเพื่อต่อสู้กับอาณานิคมฝรั่ง ซึ่งรัชกาลที่ 5 มีหนังสือตอบไปว่าเห็นด้วยในหลักการแต่ต้องสำหรับประเทศอื่น ส่วนสยามควรปกครองกันแบบเดิม คือพระมหากษัตริย์มีอำนาจล้นพ้นไม่จำกัด

 

จากการที่กำลังศึกษาเรื่องประวัติรัฐธรรมนูญพบว่า หลัง 24 มิ.ย. 2545 กลุ่มพลังเก่าพยายามลบล้าง ประวัติศาสตร์ 24 มิ.ย. 2475 ออกไป ที่ชัดเจนคือการยกเลิกการให้วันที่ 24 มิ.ย. ของทุกปีเป็นวันชาติ ใน พ.ศ. 2503 ไทยจึงกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ไม่มีวันชาติ และผู้พยายามยกเลิกก็คือ ตระกูล "ชุณหะวัณ" หลังการทำรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญหลังจากนั้นมา ก็พยายามยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิ.ย. 2475 ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นการทำสัญญาประชาคม หลังการยื่นคำขาดต่อในหลวง

 

รัชกาลที่ 7 กลับมาในวันที่ 25 มิ.ย. หลังรับคำขาดวันที่ 24 มิ.ย. และถึงกรุงเทพฯ วันที่ 26 มิ.ย.โดยได้สาส์น 2 ฉบับ คือ การขอออกกฎหมายนิรโทษกรรมคณะราษฎรกับรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ขอนิรโทษกรรมนั้นทรงอนุญาต แต่ส่วนรัฐธรรมนูญนั้นทรงขอพิจารณาหนึ่งคืนโดยไม่ลงพระนามในวันนั้น จากนั้นจึงเติมคำว่า "ชั่วคราว" ลงไป

 

นายสุพจน์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญนี้ มาตราที่ 1 บอกว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย" และตอกย้ำด้วยมาตรา 7 ว่า การกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

 

เหล่านี้ล้วนมีเพื่อตอกย้ำอำนาจที่เป็นโครงสร้างใหญ่ ถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ รัชกาลที่ 7 ทรงลงนามในฐานะกษัตริย์ ดังนั้นใครที่กระทำรัฐประหารต่อมาจึงไม่มีสิทธิออกนิรโทษกรรมทั้งสิ้น

 

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑

 

ราษฎรทั้งหลาย

 

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว

 

 รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน

 

 ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง ! บ้านเมืองกำลังอัตคัตฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำจึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเท่าไหรก็เอาฝากต่างประเทศคอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

 

 เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

 

 ๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

 ๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

 ๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก

 ๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)

 ๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๕ ประการดังกล่าวข้างต้น

 ๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

 

 ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริย์" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

 

 

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ 

 

 

ข้อมูลประกอบ

รายชื่อสมาชิกคณะราษฎร

 

 

 

Comments

คมคน

“ตอนพ่อทำ พ่อไม่มีอะไรในกำมือ
มีแต่ความตั้งใจที่จะนำประชาธิปไตย
มาให้คนในชาติ..ถ้าไม่สำเร็จก็ 7 ชั่วโคตร ดังนั้นทุกครั้งที่มีรัฐประหารขอ
บอกว่า....เป็นการเปลี่ยนฝูงเหลือบ
ที่จะมาสูบเลือดของชาติ แต่เจตนา
บริสุทธิ์มีครั้งเดียวเท่านั้น คือ 24 มิ.ย. 2475” พ.ท. พุทธินาถ กล่าว
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

ยังไง

รัฐประหารปี 2476 หรืออีกหนึ่งปีถัดมา นั่นก็โดยพระยาพหลฯนะครับ

หลังมืดมิด ท้องฟ้าย่อมกระจ่างสว่างไสว

ขอคารวะและให้พลังใจ ,คับ

การต่อสู้เพื่อประชาธปไตยที่แท้จริงของประชาชน (มิใช่ของข้าราชการ ขุนนาง ,ทุนนิยมสามานย์ นักธุรกิจสามานย์ นักการเมืองที่สามานย์ในระบบรัฐสภาสามานย์ที่ซื้อเสียงเข้ามาปล้นชาติประชาชน ฯลฯ)

การต่อสู้ของประชาชนต้องดำเนินต่อไป ตราบได้ชัย

ประชาชนจงเจริญ... เผด็จการทั้งเผด็จการทหาร และเผด็จการรัฐสภาจงพินาศ

คนไทยคนที่2

ต้องยอมรับว่าคณะราษฏร์เมื่อปี2475นั้นมีจุดมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่ทว่ามันกับถูกบิดเบือนและบิดเบี้ยวไปโดยพวกกลุ่มซอยราชครูหรือชุณหะวัณดังที่สุพจน์ ด่านตระกูลได้กล่าว เพราะจากบันทึกความทรงจำของประมาณ อดิเรกสาร ก็ชี้ชัดเช่นนั้นเท่านั้นยังไม่พอ ประมาณยังกล่าวอีกว่าผู้ที่สร้างคำขวัญคำว่าชาติศาสน์กษัตริย์ก็คือสฤษดิ์ และจากบันทึกความทรงจำของประมาณอีกเช่นกันที่ต่อให้เห็นภาพว่าคำว่าไซมีสทอล์คนั้นฝรั่งไม่ได้กล่าวหาไทยอย่างลอยๆ เพราะเหตุการณ์สงครามมหาเอซียบูรพามันฟ้อง ถึงความศรีธนญชัยของไทยที่ไม่ว่าญี่ปุ่นหรืออเมริกาชนะ ไทยก็จะชนะด้วยเพราะเล่นนโยบายตีสองหน้า นั่นคือป พิบูลย์สงครามทำทีเข้าข้างญี่ปุ่น ส่วนปรีดีก็แอบอยู่ข้างอเมริกาและอังกฤษ เล่นละครหลอกมันทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาอังกฤษมันซะดื้อๆ รักชาติทั้งคู่
แต่ทว่าก็ตกเป็นเหยื่อด้วยกันทั้งคู่อยู่ดี
ต้องอ่านค้นคว้าประวัติศาสตร์จากทุกฝ่ายแล้วจะมองเห็นภาพได้ชัดว่าใครคือผู้ร้ายตัวจริง ของสารขัณนี่มันแสบยิ่งกว่าสามก๊ก
ต่อให้ขงเบ้งที่ว่าประเภทยอดปัญญา แต่เมื่อมาเจอกับระดับสุดยอดศรีธนญชัยของสารขัณ ขงเบ้งกลายเป็นแค่ของเด็กเล่น

จิ้งจกข้างฝา

[emo6.gif] 75 ปีแล้วที่ความแค้นฝังอยู่ในใจของอำนาจเก่า ... รอเวลาที่จะเอาคืน ... ตอนนี้ได้โอกาส ... เวลาเหลือน้อยเต็มที ... อายุก็มากขึ้น ... ลูกหลานก็ไม่ได้เรื่อง ... แถมยังมีไอ้ลูกลาวภาคเหนือมาเป็นนายกน ... จนครองใจคนไทยทั้งประเทศ ... ถ้าไม่ยึดอำนาจกลับมาตอนนี้ ... ไม่ทันแล้ว ... ไหน เรียกป๋ามานีซิ ... ไปบอกศาลนะว่าให้ล้มเลือกตั้ง ... ไปบอกทหารว่าให้ปฏิวัติ ... ถ้ามันไม่เชื่อ ก็พามันมาเข้าเฝ้าฯ ... บอกศาลให้ยุบพรรค ... ไอ้ตัวแสบทั้ง 111 คน อย่าให้มันลงเลือกตั้ง ... พรรคนี้ต้องกวาดให้เกลี้ยง ... เวลามีน้อย ... รีบไปทำ ...

เบื่อคนแหล

ลองนึกถึงความแหลของบังแล้วน่าจะเข้าใจได้ว่าบังเข้ามายึดอำนาจเพื่ออะไร ยกตัวอย่างความแหล
1.บอกว่าจะไม่ปฏิวัติ ไม่กี่วันต่อมาก็มายึดอำนาจ
2.บอกว่าเพิ่งคิดยึดอำนาจมา 2 วัน แต่วีรบุรุษสัตว์คลั่งสารภาพกับนักข่าวว่าวางแผนมา 7-8 เดือนแล้ว
3.บอกว่าใน 2 สัปดาห์จะคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลับกลายร่างเป็น คมช.ซึ่งสามารถปลดนายกรัฐมนตรีได้
4.ทันทีที่เกิดระเบิดตอนปีใหม่ก็รีบป้ายขี้ว่าเป็นฝีมืออำนาจเก่า แต่จนป่านนี้ยังหาตัวคนผิดไม่ได้เลย
5.พอมีคนสงสัยว่าระเบิดเป็นฝีมือคมช.เพื่อสร้างสถานการณ์ ก็บอกว่าไม่ได้ทำเพราะรักประชาชนยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง (น่าเชื่อไหม)
6.บอกว่าพอยกหูโทรศัพท์ข้อมูลก็จะวิ่งไปสิงคโปร์ แต่ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐได้อธิบายข้อมูลเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคมว่าเป็นดาวเทียมพาณิชย์ไม่สามารถใช้จารกรรมได้เพราะอยู่สูงกว่าพื้นโลกเกินกว่าจะดักฟังได้
7..บอกว่ารัฐบาลเก่าแทะประเทศจนเหลือกระดูกจนน้ำตาไหล แท้ที่จริงแล้วคงน้ำลายไหลมากกว่าเพราะเขาสร้างเงินคงคลังให้ประเทศสูงถึง 2200000 ล้านบาท (ข้อมูล ธปท.) ตอนนี้ก็ทำท่าอยากสืบทอดอำนาจ
8.การจดทะเบียนสมรสซ้อนแสดงว่าต้องแหลกับเมียคนที่ 2 และเจ้าหน้าที่ที่รับจดทะเบียนว่าไม่เคยจดทะเบียนมาก่อน

ดก

นับเป็นแถลงการที่ยังทันสมัยอยู่เลย ผมอ่านแล้วมีความสุขลึกๆในใจ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยสำหรับแถลงการฉบับนี้ แย่จริงๆครูวิชาประวัติศาสตร์ไม่เคยสอนผมเลย

ขอคารวะในความตั้งใจบริสุทธิ์ของคณะราษฎ์ครับ

เปา

คห 5
ความคนที่ท่านว่าน่าเสียวสะดูดตูด
ใครคนพูด...ซู๊ดได้อย่างไร หือ
คมช จงรู้ไว้... อะไต้สะดือ
ล้วนนั่นคือ... ของ เอ๊ย ความลับที่คับคอ

เฮ้อ

อย่างคุณคนไทย..ว่าอะครับ เรื่องศรีธนญชัยพี่ไทยเก่ง
แม้วันนี้ ยังเจือกศรีธนญชัยโลกอีก ล้มรบ.เลือกตั้งบอกว่าปชต.เปลี่ยนผ่าน
อุ้ย ให้มันเปลี่ยนผ่านกันเองก็ได้ โลกเขาไม่อยากฟังบทตีสองหน้าของไทยอีกแล้ว
เบื้องหลังทั้งหมดทั้งมวล ก็ราวๆคห.๕ จะแอบหรือตัวจริงหรืออะไรก็ตามแต่
ที่แน่ปชต.ของไทยสะดุดมาจากความไม่เป็นปชต.ของคนๆเดียว

ลูกเสือดำพลัด 3

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำถือเป็นขั้นแรก แต่จากนี้จะเกิดบัญญัติ 7 ข้อเบื้องต้น ที่จะเป็นข้อเสนอหรือต่อรองกับรัฐบาลไทยมีดังนี้ คือ

1. ก่อตั้งหน่วยรักษาความสงบอิสลามแห่งชาติ เพื่อดูแล้วความสงบเรียบร้อยใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เสมือนตำรวจ
2. ก่อตั้งกองกำลังมุสลิม MINOT (เอ็มไอเอ็นโอที) ทำหน้าที่เป็นกองกำลังป้องกันตนเอง ที่อยู่ในรูปแบบทหาร
3. จัดตั้งพรรคเพื่ออำนาจต่อรองการได้สิทธิ์ปกครองตนเอง และสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึงรัฐบาลไทย
4. จัดตั้งให้เป็นเขตพื้นที่การปกครองพิเศษเสมือนรัฐบาลอิสระ การบริหารแยกเป็นเอกเทศเหมือน กรุงเทพ และพัทยา
5. สามารถจัดเก็บภาษีเองได้โดยอิสระ ในขณะที่รัฐบาลกลาง(รัฐบาลไทย)ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้อง
6. กำหนดให้เป็นเขตพื้นที่การปกครองพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะของทางศาสนาอิสลาม
7. ให้พื้นที่การปกครองพิเศษดำเนินการทางกิจกรรมของศาสนาอิสลามเป็นหลัก

พรรคการเมืองที่แข็งที่สุดได้ถูกยุบไปแล้วตามแผนที่ได้วางเอาไว้..พรรคการเมืองที่เหลือไม่มีน้ำยาอะไรแถมบางพรรคยังสามารถต่อรองผลประโยชน์ร่วมกันได้ดังที่เคยทำมาแต่ก่อน...ดังนั้นแผนการยึดประเทศไทยของแนวร่วมต่าง ๆ ทั้งที่ถูกหลอกใช้และเต็มใจหรือแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ใกล้จะสำริดผล ดังนั้นจากการประมวลสถานการณ์ทั้งหมดมาประกอบการวิเคราห์ อีกประมาณ 2 ปีจากนี้ 3 จังหวัดภาคใต้อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แยกตัวเป็นรัฐอิสลามเป็นอันดับแรก จากนั้นจะตามมาอีก 2 จังหวัด คือ สงขลา กับ สตูล จากนั้นไม่เกิน 8 ปี มีสิทธิ์ที่ประเทศไทยจะถูกยึดเป็นรัฐอิสลามตามแผนที่วางไว้แต่มีบางส่วนของประเทศไม่เห็นด้วยและจะเริ่มแยกออกเป็นรัฐหรือประเทศเล็กอีก 2 ประเทศที่ทางภาคเหนือ 1 ประเทศ และภาคอีสานอีก 1 ประเทศ แต่ไม่เช่นนั้นจะรวมกันเป็นประเทศเดียวทั้งนี้ทั้งหมดโอกาสเป็นไปได้สูงถ้ายังไม่มีคนรู้เท่าทันแผนการณ์...ดังนั้นผมภาวนาข้อให้ทุกอย่างไม่เป็นดังแผนของมันทั้งหมดมันคือ ระบอบหรือ ลัทธิอิสลามที่ร้ายกว่า ระบอบคอมมิวนิสต์หลายร้อยเท่า
เราไม่รู้เขา แต่เขารู้เราหมด ตรงกับคำของ ซุนจือ ว่าไว้ ลองพิจารณาดูว่า เขาได้สร้างเครือข่ายไว้ที่ใดบ้าง ถึงขนาดบางจังหวัดในประเทศไทยทางตอนบนทุกภาค ถ้าไทยพุทธต้องการกู้เงินแบบไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่มีดอกเบี้ย ไทยพุทธคนนั้นต้องย้ายหรือเปลี่ยนการนับถือศาสนาด้วย...ข้อมูลนี้คุณลองไปขยายผลดูครับ..ตรวจสอบได้ว่ามีจริง

บัวพ้นน้ำแล้ว

ขอคารวะให้กับผู้กล้าแห่งคณะราษฏร์ 75 ปีมาแล้วที่ไอ้พวกศักดินาอยากกระอักเลือด จึงได้คอยล้างแค้นกับประชาชนอย่างเงียบและแยบยล พวกมันเป็นยิ่งกว่า"ปลิง" ที่สูบเลือดประชาชนและฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

น่าสมเพชประชาชนยิ่งนัก ไม่รู้ว่าพวกมันกำแหงใช้ไอ้ทหารที่มันชอบคอร์รัปชั่นมาเป็นลูกมือในการปฏิวัติล้มอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

วันหนึ่งหรอกที่มันและครอบครัวจะต้องถูกตัดสินจากประชาชนอย่างสาสมแก่ความเลวทรามที่ทำไว้

สสล

อ่านไปอ่านมา อ่านขึ้นอ่านลง
ให้งวยงงเป็นนักหนา
ไอ้พวกมุสลิมกับพวกศักดินา
พวกมันจะรบราฆ่าฟันกันเพราะอะไร

ที่นี่... วุ่นวายหนอ
ที่นี่... วุ่นวายหนอ

vok5.0

วันที่ 20 มิถุนายน 2476 คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม และหลวงศุภชลาศัย ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา

(ข้อมูลจาก wikipedia)

การพูดยกบรรพบุรุษให้เหนือกว่าคนอื่นนั้นดีที่ความกตัญญู แต่นึกไม่ออกว่าจะให้ประชาชนทั่วไปปลดแอกจากกษัตริย์แล้วมาขึ้นกับคณะราษฎร์อย่างนั้นหรือ?

ประชาธิปไตย ประชาชนต้องได้คิด ได้เลือกอย่างอิสระ ไม่อยู่ใต้กะลาของใครทั้งนั้น

แม้แต่คณะราษฎร์

ไทยๆ

เจตนาบริสุทธิหรือความตื่นในสิ่งใหม่ๆที่ได้ไปเรียนไปพบไปเห็นจนเกิดเป็นแรงบัลดาลใจเป็นล้นพ้น โดยไม่ดูสภาพความเป็นจริงของบ้านเมืองว่าเป็นยังไง อารมณ์ร้องตื่นของใหม่ ขาดความลอบคอบและรู้จะรอคอยให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีระบบและต้องใช้เวลา ผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันคือทำให้ประชาชนขาดจิตสำนึกทางการเมืองเพราะไม่รู้จักประชาธิปไตยมาตั้งแต่แรก
จวบจนปัจุบันประชาชนคนไทยรวมทั้งนักการเมืองจึงไม่ยึดมั่นในระบบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง ดั่งเห็นได้จากประชาธิปไตยของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในขณะนี้ที่คำพูดเป็นประชาธิปไตยแต่มองดูการกระทำกลับไม่ใช่ประชาธิปไตย

เสี่ยหงวน

แต่พวกคณะราษฎรเองไม่ใช่หรือที่ฆ่ากันเองตั้งเยอะแยะ
จอมพล ป สั่งประหารคนแบบศาลเตี้ยไปตั้งกี่คน ส่งไปตะรุเตากี่คน [emo14.gif]

J o r n

ปัญหาอยู่ที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ได้
รับการปลูกฝังอย่างจริงจัง

อีกแง่หนึ่งคือ มีความพยายาม
ไม่ให้มีการเรียนรู้พอ

เอชุน

อย่าบิดเบือนกันนักเลย หากเอาหนังสือประวัติศาสตร์มาอ่านกันดูหลายภาษาสักหน่อย จะเห็นว่า ร7 เราไม่ได้ลงจากบัลลังก์แบบที่เรียนรู้มา ใช้กำลังทหาร (ตอนนี้ทหารก็บอกว่ารักในหลวงยิ่งชีพ...) ทั้งต้อนขับไล่ดีที่พระองค์ท่านหนีไปขึ้นเรือทันที่กลางอ่าวไทย ขนาดท่านสวรรค์คต พระศพยังห้ามนำกลับมาเผาที่เมืองไทย (เพิ่งได้กลับมาเมื่องานพระราชทานเพลิงศพพระพันปีหลวงนี่เอง....)

แล้วแบบนี้จะให้ศรัทธาคนพวกนี้ได้อย่างไร

ทหารแก่

สุดท้าย เพราะคำว่า "อำนาจ" คณะราษฏร ก็เล่นเกมชิงอำนาจกันเอง จน พ.ศ. 2500 ผู้มีอำนาจคนสุดท้ายของ คณะราษฏร จอมพล ป พิบูลสงคราม ต้องลี้ภัย และไปเสียชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น กรรมสนองกรรมที่เนรเทศให้ เสด็จบริพัตรไปชวา รัชกาลที่ 7 ต้องเสด็จไปอังกฤษ เสด็จกรมพระยาดำรงไปมาลายู

YSOSTUPID

การมอมเมาประชาชนคือวิธีการที่จะคงอยู่ซึ่งอำนาจ

YSOSTUPID

จอมพลสฤตษ์จะคอรัปชั่นเท่าไหร่ จะมีอนุกี่คน ไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงมีความจงรักภักดีต่อสถาบันก็พอ

ที่มาของสยามมีสทอร์ค

ประกาศคณะราษฎร์ฉบับที่ 1 แสดงให้เห็นว่า การเลิกทาสในสมัยจุลจอมเกล้าเป็นเรื่องโกหก เพราะคณะราษฏร์ยืนยันว่ายังมีทาสอยู่ตอนที่ออกประกาศ มีการทำนาบนหลังคน มีการกดขี่ขูดรีดมอมเมาประชาชน มีการแต่งตั้งพวกประจบสอพลอที่จงรักภักดีมากกว่าคนที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่เหนือกฎหมาย มีอภิสิทธิ์ล้นเหลือ ฯลฯ โอ พระเจ้าจอร์จ ความชั่วช้าสารเลวเหล่านั้นยังมีอยู่ครบสมบูรณ์และถูกปลูกฝังล้างสมองคนไทยจนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไปเสียแล้ว คณะราษฎร์เป็นคณะหนึ่งที่จะต้องยอมรับว่ามีส่วนทำให้สังคมไทยเป็นเช่นนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการปล่อยจรเข้ลงน้ำ การปล่อยเสือเข้าป่า การตีงูให้หลังหัก มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง ศักดินาเคยกล่าวว่าคนไทยไม่เคยรักใครจริง ไม่มีอุดมการณ์ โกรธใครก็ไร้เหตุผล รักใครก็ไร้เหตุผล ใครเข้าใจและเข้าถึงก็เรียบร้อย ดังนั้นศักดินาและบริวารจึงเชี่ยวชาญการควบคุมคนไทยชนิดเข้าไปนั่งอยู่ในใจ และปฏิบัติต่อคนไทยเยี่ยงทาส แต่ศักดินาไม่สามารถจะทำดังว่าได้กับคนต่างชาติ ดังนั้น ไม่ว่าต่างชาติต้องการอะไร ศักดินาต้องยอมตามเพื่อความอยู่รอดของโคตรเหง้าของตนเอง เพราะประเทศในเอเซียส่วนใหญ่ ผู้ที่โค่นล้มศักดินาไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นชนต่างชาติ เช่น อินเดีย พม่า จีน เวียตนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ ต่างชาติจึงละเว้นโทษตายให้แก่ศักดินาไทยมาตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ เพราะไม่ต้องใช้กำลังใดๆ แค่เอ่ยปากศักดินาก็ลนลานตัวสั่นงันงก แต่มาบอกกับราษฎรไทยว่า จัดการกับฝรั่งด้วยปรีชาชาญ นี่แหละฝรั่งถึงกับส่ายหน้าสั่นหัวและขนานนามให้กับสยามมีสทอร์ค

คณะราษฎรรุ่นใหม่

คณะราษฎรรุ่นเก่ากล้าหาญ..เจตนาดี

แต่ฉี่(เ ยี่ ย ว )ไม่สุด

เหลือท่อน้ำเลี้ยงศักดินาเอาไว้

แก้ปัญหาโครงสร้างการเมืองเพียงเล็กน้อย

แต่ไม่อายัดทรัพย์ศักดินาที่เกินจำเป็น

ไม่แก้รูปการจิตสำนึกเจ้าขุนมูลนายให้ประชาชน

ลูกเสือดำผลัด 3

ไม่ร่วม ไม่รับ ไม่เห็นชอบ
รัฐธรรมนูญสายโจรกบถแผ่นดิน

ไทยๆ

ผมก็รู้สึกเหมือนกับคุณลูกเสือผลัด3เหมือนกัน
รู้สึกแปลกกับการกระทำของสนธิเกี่ยวกับเรื่องศาสนา
ประเทศไทยเราได้เป็นสูนกลางพระพุทธ์ศาสนาโลก
เทียบได้กับวาติกันที่เป็นสูนกลางศาสนาคริสแต่กลับ
ไม่บรรจุให้พระพุธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเหตุผล
เขาบอกว่ากลัวจะเกิดการแตกแยกพออ่านข้อความคุณก็เข้าใจกระจ่างขึ้น

รักชาติยิ่งสิ่งใด

คณะราษฎร์สามารถเปลียนแปลงการปกครองได้ก็ดีแล้ว ไม่มีใครว่าอะไร มีแต่คนแส้ซ้องยินดี และสถาบันหลักก็รับสภาพไปแล้ว แต่นะวันนี้ที่สถาบันหลักกลับมาเป็นที่ชื่นชมของอาณาประชาราชเพราะอะไร ท่านคิดกันบ้างหรือไม่ เพราะความดีความห่วงหาอาทรต่อประชาชนใช่หรือเปล่า ถึงอยู่ยงคงกระพันมาได้ถึง 75 ปี และยังเป็นความนิยมเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุดของประชาชน ความดีเท่านั้นครับที่ครองโลก และผมเองคิดว่าสถาบันหลักไม่ได้คิดจะกลับมาปกครองประเทศตามระบบเก่าอย่างที่พวกท่านพยายามใส่ร้ายหรอก ตรงกันข้ามกลับพยายามส่งเสริมประชาธิปไตยในทิศทางที่ถูกต้องอีกด้วย ไม่ใช้ประชาธิปไตยในกำมือของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ณ วันนี้ที่เรามานั่งบ่นกันว่า ทำไม 75 ปีแล้วประชาธิปไตยถึงยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เราอย่ามานั่งโทษคนโน้นคนนี้เลย สาเหตุที่ประชาธิปไตยยังไม่ก้าวหน้า เพราะประชาชน ยังขาดความรู้ความเข้าใจอยู่อีกมาก ทำไมไม่ช่วยกันส่งเสริมตรงนี้ละ ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกในประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็บิดเบือนไม้ได้หรอก การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเท่านั้นที่จะทำให้ประชาธิปไตยก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ชอบธรรม และก็พยายามลด ละ เลิก การทะเลาะเบอะแว้งลงชะบ้าง เพราะมันจะทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ หันมาส่งเสริม ปลุกจิตสำนึกความรักชาติให้มากขึ้น

คนไทยคนที่2

คำถามมีอยู่ว่า ถ้าหากส่งเสริมประชาธิปไตยจริงแล้วรัฐประหารทำพระแสงดาบด้ามยาวทำไมไม่ทราบตั้ง16หรือ17ครั้งนับต้งแต่ปี2475
พอประชาธิปไตยทำท่าจะตั้งลำตั้งตัวหรือออกรากแก้วให้ยึดฐานแน่นได้ ก็เล่นโค่นมันทิ้งทุกที อย่างคราวนี้19กย2006นี่ชัดเจนมันที่สุด ที่ประชาธิปไตยทำท่าจะเข้มแข็งก้าวสู่ความมีศิวิไลซ์ ก็ถล่มมันซะเละ ปู้ยี่ปู้ยำฉีกมันทิ้งแล้วก็มาทำอ้างว่าจะเริ่มต้นใหม่

tim

♣ การเมืองไม่มั่นคง ทำให้เงินเลี้ยงครอบครัวไม่พอใช้ โชคดีพบทางออกสร้างเงิน 2-3 ชม.จากเวลาว่างนอกเวลาทำงานที่ jjjobs.net.tf

เที่ยงธรรม

คห26 ปฏิวัติ 16-17 ครั้งที่คุณว่า ต้องแยกแยะออกมาให้ดีว่าพวกไหน ใครปฏิวัติ ผมว่าเป็นผู้มีอำนาจต่อฯมา หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองมากกว่ามั่ง สำหรับครั้งที่ 19 ผมเองในฐานะประชาชนคนธรรมดาก็ยังเหลือทนกับระบอบทักษิณ ประชาธิปไตยอย่างนี้ผมก็ไม่เอา และนี้คือการสั่งสอนนักการเมืองชั่ว ถ้าเป็นประเทศอื่นผมว่าเขาประหารไปแล้ว หรือไม่ก็ติดคุกหัวโต

คนนอก

กรณีแรก คณะราษฏร์ไม่ได้ห้ามมิให้ไม้ได้นำพระศพ ร๗ มาจากอังกฤษ ท่านพอใจจะอยู่ที่นั่นและสิ่นพระชทน์กระทันหัน พอดีติดช่วงสงคราม ตอนนั้น ท่านสละราชสมบัติแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกีดกันเรื่องของพระองค์ อยากจะชื่นชมพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่ทรงมีชีสิตพอเพียง และก่อคุณูปการด้านงานศิลปาชีพอย่างเงียบๆ ขอให้คุณความเห็นที่ ๑๘ มองอะไรให้ลึกซึ้ง และเห็นด้วยกับความเห็นเชิงเหตุผลหลายคนในที่นี่ ประเทศไทยยังมีหน้ากากหลายชั้นซ่อนอยู่ในหมู่ชนมีอำนาจ เราถดถอยมากแล้ว และคงจะถดถอยกันต่อไป ตราบใดที่ที่ยังไม่มีการปฏิวัติ....อย่างแท้จริง

ดิฉันคงไม่อยากจะฝากศรัทธาไว้กับสถาบันใด เห็นมามาก แต่กรรมจะมีและความเสื่อมจะมาเยือนสำหรับผู้กระทำร้ายต่อบ้านเมือง ไม่ว่าหมู่คนใดหรือสถาบันได้

บ้านเมืองนี้คงไม่ใช่ของเรา

tim

♣ การเมืองไม่มั่นคง ทำให้เงินเลี้ยงครอบครัวไม่พอใช้ โชคดีพบทางออกสร้างเงิน 2-3 ชม.จากเวลาว่างนอกเวลาทำงานที่ jjjobs.net.tf

ไม่ปลี้มคณะราษฎร์ ไม่ปลื้มปรีดี

ถ้าไม่มีคณะราษฎร์ ป่านนี้เมืองไทยก็ยังอยู่อย่างสงบใต้ร่มพระโพธิสมภาร
คณะราษฎร์ทำกรรมไว้ กรรมสนองไปแล้ว

ปรีดี พนมยงค์ คิดการใหญ่ ต้องการล้มล้าง
สถาบันเบื้องสูง โกหกสร้างหลักฐานเท็จ กรรมส่งให้ต้องตายนอกประเทศ

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ไม่ใช่คนไทย พวกโคตะระเจ๊ก นับถือปรีดีเป้นเจ้าเหนือหัว ต้องการล้มล้างสถาบัน
ไม่แปลกใจที่เว็บประชาไท จะกลายเป็นเว็บซ่องสุมของพวกอั้งยี่ต้องการทำลายสถาบันฯ มีลูกสองคนของป๋วยเป็นหัวหน้าแก๊งค์
เว็บประชาไทถึงไม่เคยลบกระทู้หมิ่น หรือแกล้งทำเป็นตาบอดมองไม่เห็น ปล่อยไว้จนกว่าจะมีคนไปร้องเรียน ไอซีที

วันหนึ่ง อึ๊งภากรณ์ต้องรับกรรมเหมือนคณะราษฎร์ เหมือนพนมยงค์

คณะราษฎร์ พนมยงค์ อึ๊งภากรณ์
พวกเนรคุณ

คนไทยคนที่2

คห28
การทำรัฐประหารในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นหลายครั้งครั้งแรกโดยพวกเจ้า นั่นคือกบฏบวรเดช แต่ทว่าก็ถูกรัฐบาล ป ปราบลงได้
เมื่อเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา(สงครามโลกครั้งที่2)รัฐบาล จอมพล ป ที่มีปรีดีอยู่ร่วมคณะรัฐบาลด้วย ตอนนั้น จอมพลป เล่นบท อยู่ข้างญี่ปุ่น ให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยเพื่อไปตีพม่าและอินเดีย จากบันทึกความทรงจำของพลตรีประมาณ ประมาณบอกว่า จอมพล ป นั้นรักชาติ เพราะ
1ต้องการเอาดินแดนไทยที่เสียไปในสมัยร5กลับคืนมาจากฝรั่งเศส จึงต้องอาสัยญี่ปุ่น และ
2 ญี่ปุ่นขณะนั้นมีพลานุภาพมากเพราะยามาโมโต้นำลูกพระอาทิตย์ ถล่มลูกหลานลุงแซมซะเละที่เพริลฮาร์เบอร์ แถมยึดแมนจูเรียตั้งปูยีเป็นกษัตริย์ของแมนจูเรียและยังยึดแผ่นดินจีนได้บางส่วน ไล่อังกฤษที่มีลอร์ดหลุยเมาแบทเทิลตกทะเลสิงคโปร์ จอมพล ป เห็นว่า ไทยคงต้านญี่ปุ่นไม่ไหว ขืนต้าน มีหวังกรุงเทพเละเป็นโจ๊ก คนไทยจะตายเป็นเบือ เพื่อเป็นการรักษาชีวิตและทรัพย์สินคนไทยไว้ จอมพล ป เลยเล่นบท ยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยได้ โดยเป็นผู้ร่วมรบด้วยกัน ขณะเดียวกัน จอมพล ป ก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับอังกฤษและสหรัฐ จึง ยอมให้หรือเอาหุไปนาเอาตาไปไล่ โดยที่ให้ ปรีดี
เป็นคนเล่นบทหัวหน้าเสรีไทย ที่ต่อต้านกองทหารญี่ปุ่น เรื่องนี้ ทั้งสองคน ต่างรู้กัน มันเป็นการเล่นไพ่สองใบ แต่ทั้งคู่ รักชาติ อันนี้ต้องยอมรับแม้นว่าจะเป็นไซมีสทอล์ค
อย่างการเมืองก็คือการเมือง อำนาจมันไม่เข้าใครออกใคร
สงครามโลกครั้งที่2ญี่ปุ่นแพ้ จอมพล ป ต้องขึ้นศาลอาชญากรสงครามซึ่งฝรั่งเศสต้องการให้ใช้ศาลนานาชาติ แต่สหรัฐอังกฤษไม่ยอมบอกให้ใช้ศาลไทยแล้วมีผู้สังเกตุการณ์จากประเทศมหาอำนาจเข้าร่วมฟังในศาลด้วย
นายพลนาคาตะที่เป็นผู้บังคับบัญชาทหารญี่ปุ่นในไทยได้มาเป็นพยานให้กับจอมพล ป ว่า จอมพล ป ไม่ได้รู้เรื่องด้วย ทุกอย่างญี่ปุ่นทำหมด(ทหารญี่ปุ่นรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของคนไทยที่ไม่ได้เหยียดหยามดูถูกทหารญี่ปุ่นตอนที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามและถูกถอดอาวุธอาจเพราะคนไทยนี้นนับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกับญี่ปุ่นและให้การช่วยเหลือเรื่องอาหารการกินแก่ทหารญี่ปุ่นเป็นอย่างดี) จอมพล ป เลยรอดจากการถูกแขวนคอ ยกฟ้อง นี่คือลูกผู้ชายทหารญี่ปุ่นที่ชื่อนาคาตะ
มีพรรคการเมืองที่ชื่อปชป เข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อตั้งขึ้นมาโดยนายควง อภัย9 หม่อมเสนีย์ หม่อมคึกฤทธิ์และกลุ่มนิยมเจ้า ดังนั้นในหลังสงครามโลกครั้งที่2
กลุ่มการเมืองไทยเริ่มชัดเจน แตกเป็นสี่กลุ่ม
คณะราษฏร์แตกเป็น
กลุ่มทหารจอมพล ป
กลุ่มพลเรือน ปรีดี ที่มีทหารอากาศและทหารเรือบางส่วนหนุนหลัง
ส่วนอีกสองกลุ่ม คือ กลุ่มพรรคปชป และกลุ่มที่นิยมเจ้า(กลุ่มที่นิยมเจ้า จะมีทหารสอดแทรกเป็นยาดำและกลุ่มนี้จะร่วมมือกับกลุ่มปชปเสมอในการดำเนินการทางการเมือง) เหตุการณ์ทั้งหมด สถานทูตสหรัฐและอังกฤษทราบดีและทราบละเอียด
เมื่อเกิดคดีสิ้นพระชนม์ของร8จากกระสุนปืน1นัด การต่อสู้ทางการเมืองของพวกทั้ง4กลุ่มดังกล่าวเป็นไปอย่างแหลมคมดุเดือด และโหดร้าย โดยที่ไม่คำนึงถึงประเทศชาติ ไม่คำนึงถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรมและไม่คำนึงถึงความจริง เพียงเพื่อขอให้ได้มาซึ่งอำนาจ และกำจัด คนหรือศัตรูทางการเมือง
ปรีดี ถุกกล่าวหาว่าฆ่าร8 โดยปชปส่งคนไปตะโกนในโรงหนังเฉลิมกรุง(หรือเฉลิมไทยเพราะหลายเล่มเขียนไม่ตรงกันแต่ที่ตรงกันชัดเจนนั่นคือบอกว่าปชปส่งคนไปตะโกนในโรงหนัง) เท่านั้นแหละเละ เพราะรัฐบาลปรีดี แทบล้ม ผู้คน เชื่อเป็นตุเป็นตะ เชื่อแบบชนิดไฟลามทุ่ง แบบปากบอกต่อปาก ปรีดีพยายามที่จะออกมาแถลงการณ์ตอบโต้ แต่ทว่ามันสายไปเสียแล้ว เพราะถุกถล่มการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนักด้วยพรรคปชป ที่เปิดอภิปรายเรื่องนี้8วัน8คืนในสภาเรียกว่า ถุยกันเละด่ากันเลอะ ตามไสตล์ปชป ชาวบ้านฟังวิทยุกันแบบอ้าปากตาค้าง เชื่อ
เชื่อในสิ่งที่ถุกหลอก (การทำออท็อปซี่ขอใช้คำนี้ ตามของฝรั่ง ทางรัฐบาลอังกฤษและสหรัฐให้ส่งแพทย์พยาธิมาร่วมชัณสูติแต่ห้ามแสดงความคิดเห็นเพราะรัฐบาลทั้งสองไม่อยากที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกรณีเช่นนี้) ผลที่ตามมาคือเกิดการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลปรีดีลง โดยพวกที่ทำรัฐประหารไปเชิยจอมพล ป มาเป็นหัวหน้า
ปรีดีต้องหนีตายโดยการไปอาศัยยังสถานทูตของสหรัฐและอังกฤษ(เป็นทอดๆ)แล้วออกนอกประเทศไทยไปจีนไปขอความช่วยเหลือทางการเงินจากเจียงไคเช็ค(ไม่ใช่เมาเซตุง)และไปขอความช่วยเหลือทางการเงิจจากสหรัฐแต่สหรัฐไม่ให้ให้แต่อาวุธปืนมาเข้าใจว่าคงเป็นร้อยกระบอกพร้อมกระสุนเพื่อมายึดอำนาจคืนแต่ปรีดีก็ผิดหวังอีกเพราะโดนคนไทยด้วยกันหลอกหน่วยเสรีไทยที่ปรีดีหวังจะใช้ไม่ได้ผล
นายควงได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็โหมโฆษณามันอย่างเดียว ว่าปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์และฆ่าในหลวง(คนไทยในยุคนั้นไม่รู้เลยว่าที่ปรีดีได้หลบหนีออกนอกประเทศนั้นไม่ได้มาจากการช่วยเหลือของคอมมิวนิสต์ แถมปรีดีก็ไม่มีเงินติดตัวแม้นแต่สลึงเดียวเสื้อผ้าก็มีแค่ชุดเดียวที่ใส่ ปรีดีได้รับการช่วยเหลือจากอังกฤษ สหรัฐ และจีนคณะชาติเจียงไคเช็ค ไม่ใช่เมาเซตุง
ต่อมารัฐบาลปชปของนายควงทำท่าจะเละทหารก็เลยทำรัฐประหาร จอมพล ป ได้เป็น สิ่งที่เรียกว่า เชนคัมแบ็ค กลับมาเป็นนายก9อีกครั้งหนึ่ง
ตอนนี้มีสิ่งที่สำคัญเกิดขึ้นเกิดการทำรัฐประหารหลายครั้ง
พลตำรวจเอกเผ่าหนึ่งในกลุ่มซอยราชครูเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เป็นยุคที่ ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้
มีการลากสสที่เป็นอดีตรมตถึงสี่คน ไปยิงทิ้งข้างถนน มีการลากเอาโตค๊ะครูหะยีสุหลงโต๊ะ9ไปฆ่าทิ้งโยนศพลงในทะเลสาบสงขลา ด้วยข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน
เรียกได้ว่า แผ่นดินลุกเป็นไฟ และนี่อาจนับว่าเป็นการจุดไฟแห่งการก่อกำเนิดขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรมมาจนกระทั่งทุกวันนี้
คดีลอบปลงพระชนม์ร8 ได้เดินทางมาสิ้นสุดเอาช่วงระยะเวลนี้ มหาดเล็กสามคนถูกพิพากษาลงโทษตัดสินประหารชีวิต
จากหนังสือบันทึกความทรงจำของพลตรีประมาณในเรื่องนี้ กล่าวว่า เผ่า ได้มาบอกกับจอมพล ป ว่านักโทษทั้งสามยืนยันก่อนตายว่าไม่ได้ฆ่า และปรีดี ก็ไม่ได้ฆ่าในหลวง จอมพล ป จึงคิดที่จะมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำการสืบค้นใหม่เพื่อหาความจริง
ขณะเดียวกัน ในยุคนั้นโลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหมาและกองทัพประชาชนสามารถเอาชนะกองทัพของนายพลเจียงไคเช้คได้ เจียงไคเช็ค ถอยร่นขึ้นเรือรบหนีไปที่เกาะฟอร์โมซาหรือไต้หวัน ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นโดบสหรัฐอังกฤษฝรั่งเสสให้การรับรอง โลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็นแบ่งเป็นสองขั้วนั่นคือ โลกเสรีนำโดยสหรัฐอังกฤษฝรั่งเศส และโลกคอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียตและจีน แน่นอน ไทยก็ต้องตกอยู่ในวังวนของสงครามเย็นด้วย จอมพล ปเล่นไพ่สองใบอีกครั้ง โดยการส่งลูกของนายสังข์พัฒโนทัย(ต้องถือว่านายสังข์นี่เป็นปัญญาชนของไทยคนหนึ่งที่มีงานเขียนออกมามากมายพอสมควรและจัดว่าคนละสายกับหลวงวิจิตร วาทะการ)ไปเรียนหนังสือที่ประเทศจีนโดยอาศัยอยู่กับนายกรัฐมนตรีแห่งตำนานของจีนในยุคนั้นนั่นคือจูเอนไหล(ที่ใช้คำว่านายกรัฐมนตรีแห่งตำนานก็เพราะว่า จูเอนไหลเป็นปัญญาชน มีความคิดที่เป็นเสรีชน(ไม่ใช่เผด็จการคอมมิวนิสต์แบบสุดขั้ว)รักสันติภาพ ที่สำคัญเขาสามารถเข้าได้กับทุกคนในโลกยุคนั้นนั่นคือสามารถประสานผลประโยชน์ได้ และได้ร่วมมือกับซูการ์โน(อินโดเนเซีย) เยาวหะรานเนห์รู(อินเดีย) ตั้งกลุ่มปัญจะศีล ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
จะเห็นได้ว่า จอมพล ป นี่ห่วงประเทศกลัวประเทศเละ เพราะถ้าพระยาช้างสารรบกัน ไทยที่เป็นหญ้าแพรก พลอยจะเละไปด้วย ก็เลยขอเป็นพวกมันทั้งสองฝ่ายโดยฝ่ายหนึ่งออกหน้า อีกฝ่ายหนึ่งก็ในทางลับ
(นี่เป็นมุมมองของฝ่ายจอมพลป ซึ่งก้มีเหตุผลพอที่จะรับฟัง)
จากคำพูดของเผ่า และหลายสิ่งหลายอย่างทำให้จอมพล ป ต้องการที่จะทำคดีเรื่องปลงประชนม์ให้มันชัดเจนและปรากฏอย่างน้อย ก็จะได้เป็นการยืนยันในความบริสุทธิ์ของปรีดี(ทั้งๆที่ปรีดีก็เคยเป็นทั้งเพื่อน และกลายมาเป็นศัตรูสู้รบกันแทบเป็นแทบตาย) แต่ทว่าไม่ทันที่จะทำการรื้อฟิ้นสำเร็จ จอมพลสฤษดิ์บุรุษหนุ่มแห่งที่ราบสูง ก็ทำการล้มล้างรัฐบาลจอมพลปในยุคที่ ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้(มอตโต้ของพลตำรวจเอกเผ่า) เพราะยุคนั้น ตำรวจมีรถถังเหมือนกัน แต่ดัน ยังไม่ทันได้ใช้ดวลกับพวกกองทัพบกที่มีสฤษดิ์เป็นผบทบ
และจากบันทึกความทรงจำนี่เองที่บอกว่า ยุคสฤษดิ์นี่เองที่ทำให้การหมอบคลานเข้าเฝ้าที่ยกเลิกไปในสมัยรัชการที่5ตอนเลิกทาส ได้ถุกรื้อฟื้น นำมาปัดฝุ่นใช้มันอีกครั้งหนึ่ง
จากบันทึกความทรงจำของประมาณและหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มของทั้งไทยและเทศ สรุปได้ตรงกันว่า ทั้งปรีดี ทั้ง ป ต้องหลุดออกจากวงโคจร ของประเทศไทยไป พำนักลี้ภัยอาศัยยังต่างประเทศ (ปรีดีไปยู่ในจีนคอมมิวนิสต์ก่อนที่ปักกิ่งนานนับสิบปียี่สิบปีจึงย้ายไปอยู่ที่ปารีสจนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนจอมพล ป ก็ไปพำนักในประเทศญี่ปุ่น ณที่ซึ่งเป็นมิตรแท้ของเขา และไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีกเลยจนกระทั่งหมดอายุไข ทั้งคู่ถูกห้ามกลับ)
ส่วนคำว่าระบอบทักษิณมันคืออะไร ต้องตั้งคำถาม ว่ามันจริงหรือ มันคือเพียงแค่วลี ที่เน่าๆ ที่เหล่าพรรคแมลงสาบเน่าที่เคยใส่ร้ายปรีดี และเหล่านักวิชาเกินเน่าสายแมลงสาบเน่าปชปที่จำขี้ปากฝรั่ง(มาจากคำว่ารีจีม)เอามากล่าวหารัฐบาลทักษิณ โดยที่ไม่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่ารีจีมแต่อย่างใด เพียงแค่เห็นว่ามันโก้เก๋ฟังดุแปลกแค่นั้น(ระบอบ)
ถ้าหากรัฐบาลที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะในการแสดงความคิดเห็นในการแสดงออก ไม่ว่าจะทางสื่อหรือผ่านทางใดๆเช่นอินเตอร์เน็ท รัฐบาลทักษิณไม่เคยปิดกั้น(ยกเว้นเว็บโป๊ลามกทั้งนี้เป็นการเรียกร้องของกลุ่มเอ็นจีโอสิทธิมนุษยชนกลุ่มที่คุ้มครองดูแลเด็กและเยาวชน เอ็นจีโอกลุ่มที่ต่อต้านการค้ามนุษย์เรียกร้อง) ยุครัฐบาลทักษิณเป็นยุคที่สื่อเน่าต่างๆสามารถที่จะจิกหัวด่ามารดารัฐบาลได้อย่างเสรี รัฐบาลไม่เคยไปปิดสื่อ หรือห้ามสื่อด่ามารดารัฐบาล หรือใครว่าไม่จริง มีแต่สื่อเน่าสื่อระยำเช่นมติชั่วที่ปลิ้นปล้อนตอแหลหลอกลวงประชาชนว่ารัฐบาลมาซื้อสื่อ นั่นคือแกรมมี่มาซื้อหุ้นเศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่าจนมีหุ้นมากกว่าไอ้ค วา ย ช้างขรรชัย ไอ้ระยำช้างขรรชัยแหกปากร้องอย่างกับหมาถูกน้ำร้อนราดโวยวายร้อเอ๋งไปดังลั่นมันทั้งบางว่ารัฐบาลทักษิณรังแกสื่อฮุบสื่อแล้วเป็นไง ความจริงก็ปรากฏว่าไม่ใช่ มันคือแกรมมี่ แล้วในที่สุดแกรมมี่ก็ไม่ได้ซื้อมากแกรมมี่มันก็อยากที่จะมีสื่อเอาไว้โฆษณาพวกมัน มันก้เหมือนกับที่กลุ่มเซ็นทรั่ลซื้อบางกอกโพสท์เอาไว้เป็นปากกระบอกเสียงให้เซ็นทรั่ลหรืออย่างแนวเน่านี่ก็ของนายทุนสนามกอลฺฟชั่ว หรืออย่างบ้านเมืองนี่ก็ของบรรหาร หรืออย่างสยามรัฐในอดีตนี่ก็ของคึกฤทธิ์ทั้งๆที่คึกฤทธิ์เป็นนายกบรรหารเป็นนายก ก็ไม่เห็นมีไอ้ค วา ย หรือไอ้สุนัขขีเรื้อนตัวไหนไปโวยวาย เพราะทั้งคู่ก็ยังเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่ว่าในขณะดำรงค์ตำแหน่ง แต่นี่ทักษิณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่ดันโดนกล่าวหา ตลกมันสิ้นดี แต่ยังไม่เท่านั้น ถ้าหากว่าไอ้มติชั่วมันกลัวโดนเทคโอเวอรื มันเอาเศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่าของมันเข้าตลาดหลักทรัพย์หาพระแสงดาบด้ามยาวทำไม แล้วมันขายหุ้นให้กับฝรั่งทำบิดามันหรือ ทีไอ้แบบนี้ไม่แหกปากบ้าง เลวระยำอัปปรีย์มันที่สุด
ทักษิณ เป็นนายกของไทยคนแรกก็ว่าได้ที่มีแนวความคิดประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าที่สุดเกือบคล้ายของยุโรปและสหรัฐนั่นคือเข้าสู่ระบบประกันสังคม(ไม่ใช่ระบบประกันสังคมครึ่งๆกลางๆแบบที่ๆเป็นมา)โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ30บาทรักษาทุกโรค ธนาคารคนจน กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มอี9ล9สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาคุรภาพชีวิตยกระดับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ทักษิณเป็นคนประกาศว่าเขาจะอยู่แค่เพียงสองสมัยเท่านั้น เพื่อให้เกิดบันทัดฐาน ว่านายกรัฐมนตรี ไม่ควรจะงอกราก
ควรให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่คนที่มีฝีมือได้มารับใช้ชาตินั่นก็คือรับใช้ประชาชน ไม่ใช่แค่ฝากความหวังเอาไว้แค่คนๆเดียวดังในอดีต ประเทศมันจะได้พัฒนา และพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นี่จึงจะเป็นโลกหรือระบอกการปกครองที่ยูโทเปีย หรือการปกครองที่เสมือนหนึ่งไร้การปกครอง เพราะทุกคนมีส่วนร่วมทุกคนมีโอกาสที่เท่าๆกัน ทุกคนไม่มีใครถูกทอดทิ้งแม้นยามชรา ไม่มีใครถูกทอดทิ้งแม้นยามเจ็บป่วย ทุกคนจะมีบ้านที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการคิดการพุดการเขียน มีเจตจำนงที่เสรี
สิ่งเหล่านี้มันกำลังจะเกิดขึ้น ก็ดันมีเหล่าทรราชศักดินาเผด้จการจุนตาทหารมาทำลายมันเสียก่อนแล้วเข้าสุ่วังวนอุบาทก์มันแบบเดิมๆต่อไป มันไม่รู้สึกโหดร้ายหรือน่าเบื่อไปหน่อยหรือ

เบสต์

คงจะจริงอย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า "วัฒนธรรมของคนไทยไม่สามารถปกครองตนเองได้ ต้องมีผู้นำที่เป็นเผด็จการขึ้นมาชี้นำ"

หากว่าเราไม่อยากให้ประโยคอันเจ็บแสบนี้เป็นจริง เราคงต้องมาร่วมกันสร้างสังคมที่เท่าเทียม ให้เป็นจริงสักที

ประชาชนทุกคนมีสิทธิ มีความสามารถที่จะคิดพิจารณาสิ่งที่พวกเขาต้องการ อย่าดูถูกสิทธิอันพึงมีของตนเอง ราษฎรทั้งหลาย

kkk.p

http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=41463AF7945JC[X6ZRWU1F78J1UTKN