อีกหนึ่งวงดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โค้งสุดท้ายจากเชียงใหม่

"มาร์ก" รับร่าง รธน.50 ให้การเมืองเดินหน้าไปได้ ถ้าไม่รับอำนาจกลับสู่มือ คมช. อำนาจเก่าใหม่จะสู้กันยืดเยื้อ "วรเจตน์" ซัด แค่มาตรา 309 ก็เพียงพอต่อการไม่รับ อัปลักษณ์ที่สุดในการเขียนกฎหมาย ทำลายหลักการการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสิ้นเชิง "ไชยันต์" รับรัฐประหารเพราะเป็นเครื่องมือไม่ให้นองเลือด ชูมาตรา 28 เป็นอาวุธสู้เพื่อสิทธิ "จาตุรนต์" งงทำไมท่องแต่คาถานองเลือด ชี้ไม่รับร่าง รธน. 50 ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องการมี รธน. แต่เพื่อบอกชาวโลกว่าเราต้องการประชาธิปไตย

 

 

ประชาไท - เมื่อวันที่ 17 ส.ค. โครงการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และการลงประชามติ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศานศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการอภิปรายเรื่อง "รัฐธรรมนูญ 2550 กับทิศทางการเมืองไทยในอนาคต" ณ หอประชุมใหญ่สถานบริการสาระสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้อภิปรายฝ่ายสนับสนุนให้ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรศ.ดรไชยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนผู้อภิปรายคัดค้านให้ลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง กลุ่มไทยรักไทย

 

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวเป็นคนแรกว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กับ 2550 มีโครงสร้างหลัก 3 ประการที่ไม่แตกต่างกัน ประการแรกคือเขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้อย่างกว้างขวาง ประการที่สองคือเปลี่ยนรูปแบบการปกครองในรัฐสภาแบบดั้งเดิมโดยเสริมกลไกการตรวจสอบนอกสภาด้วยองค์กรอิสระ ประการสุดท้ายคือหลักประชาธิปไตยประชาชนต้องเป็นผู้กำหนด โดยในรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรียังต้องแต่งตั้งจากสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้น ในภาพรวมรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับจึงมีโครงสร้างหลักไม่ต่างกัน ส่วนในรายละเอียดอาจจะต่างกันบ้างจนนำไปสู่การขยายความของทั้งฝ่ายรับและไม่รับรัฐธรรมนูญ และคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เองก็ไม่ได้ดีทั้งหมดอย่างที่ฝ่ายสนับสนุนคุย แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ฝ่ายคัดค้านบอก

 

ในส่วนที่ดี เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ เดิมในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จะต้องรอกฎหมายลูกออกมาแต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะมีผลทันทีแม้ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่จะไปสู่การตีความของศาล

 

นอกจากนี้การเขียนกฎหมายตามลายลักษณ์อักษรดีขึ้น โดยพยายามแก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เขียนไว้ดีแต่ประสบปัญหาในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ถ้าปลายปี 2549 มีการเลือกตั้ง รัฐธรรรมนูญ พ.ศ. 2540 ก็จะมีการแก้ครั้งใหญ่ ซึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก็หยิบหลักการเหล่านั้นมาใช้

 

ในส่วนที่มองว่าไม่ดี และไม่เห็นด้วย คือ มาตรา 309 และเรื่องวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเป็นการสืบทอดอำนาเผด็จการหรือการฟื้นระบอบอมาตยาธิปไตยคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะประเด็นอย่างนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งหรือการมีคณะกรรมการฉุกเฉินแก้วิกฤติก็ถูกตัดออกไป ประเด็นคนที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนมีอำนาจมาชี้นำได้จึงไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน

 

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ได้วิเคราะห์ประเด็นองค์กรอิสระว่า มีที่มาไม่แตกต่างกันมากนักในรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ นอกจากนี้ องค์กรอิสระยังไม่มีบทบาทในด้านนโยบาย เพราะเรื่องนโยบายยังเป็นส่วนที่พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องไปแข่งขันกัน จึงทำให้ไม่มีปัญหาอำนาจแทรกแซง

 

ในประเด็นที่มองว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายได้ง่าย ประเด็นนี้ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีจิตวิญญาณประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะหลักสำคัญของประชาธิปไตยจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสภา รัฐบาลจะต้องคุมเสียงข้างมากในสภาให้ได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลที่โปร่งใสจะต้องพร้อมชี้แจงต่อสภา

 

ในเรื่องการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเป็นเขตที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้ได้รัฐบาลผสมนั้น ตัวชี้วัดจะไม่ใช่เรื่องกติกาแต่กลับเป็นข้อเท็จจริงทางการเมือง ดังนั้นแม้จะใช้ระบบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่ถ้าเป็นใน พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทยก็ยังจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ในขณะที่ตอนนี้แม้จะใช้ระบบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ก็อาจจะได้รัฐบาลผสม เพราะสภาพหลังการรัฐประหาร กลุ่มต่างๆ แตกตัวเป็นอย่างที่เห็น ทั้งนี้ รัฐบาลผสมในสามัญสำนึกอาจจะดูอ่อนแอแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอ่อนแอเสมอไป มันอยู่ที่ความเป็นผู้นำรัฐบาลและกติการะหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่มาร่วมต้องยอมรับวาระประชาชน ซึ่งถ้าไม่ได้ก็พร้อมจะไม่เป็นรัฐบาล

 

สุดท้าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงจุดที่ชอบในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า สามารถให้รัฐมนตรีคงสภาพ ส.ส. ได้ เพราะจะทำให้ความผูกพันต่อสภาชัดเจนขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อแยกรัฐมนตรีออกจากการเป็น ส.ส. ทำให้รัฐมนตรีไม่ใส่ใจต่อสภาทำให้เกิดสภาพที่ผู้แทนของประชาชนต้องวิ่งไปหารัฐมนตรีเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ

 

อีกเรื่องหนึ่งคือการขยายเขตเลือกตั้งใหญ่จะทำให้ไม่เกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในเขตเลือกตั้ง และจะลดการซื้อเสียง ไม่สร้างความแตกแยกในชุมชน รวมทั้งจะทำให้ ส.ส. สนใจงานในระดับชาติมากขึ้น  เพราะการที่เขตเลือกตั้งเล็กจะทำให้ ส.ส. เห็นท้องถิ่นสำคัญกว่าทั้งที่ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำตรงนั้นให้เต็มที่

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เคารพคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีที่มาจากการรัฐประหาร และส่วนตัวก็ไม่ชอบหลายเรื่อง แต่ตอนนี้รัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้ว ชอบหรือไม่ชอบก็เปลี่ยนไม่ได้ และถ้าไม่ชอบอำนาจจะกลับไปสู่มือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพราะสุดท้ายจะเป็นผู้เลือกรัฐธรรมนูญมาใช้ ถ้ารับรัฐธรรมนูญแล้วจะเกิดเหตุการณ์เหมือน พ.ศ. 2535 ก็จะไม่รับร่างนี้เช่นกัน แต่ถ้ามันพอไปได้แล้วรับ สิ่งที่ได้คือความชัดเจนทางการเมืองอีกทั้งมั่นใจว่าสภาในชุดหน้าจะแก้รัฐธรรมนูญแน่และแก้ง่ายกว่าฉบับอื่นๆที่ผ่านมา การรับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชัดเจนในการเดินไปข้างหน้า แต่หากไม่รับอำนาจจะยังอยู่ในมือรัฐบาลปัจจุบันและ คมช. การต่อสู้ของกลุ่มอำนาจเก่าและใหม่ก็จะยืดเยื้อ ซึ่งมองว่าพอแล้วสำหรับทั้งเศรษฐกิจและสังคมที่เสียหาย เพราะอยากให้ประเทศเดินหน้าจึงเป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

 

 

ด้าน รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวถึงความเห็นในการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ว่า การพูดถึงรัฐธรรมนูญและประชามติต้องเข้าใจก่อนว่าสำคัญอย่างไร รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นแม่บทที่ใช้ในการปกครองประเทศ เรื่องสำคัญที่ต้องมองคือเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการจัดการโครงสร้างทางการเมือง ในเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพนั้นในทางเนื้อหาไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แต่สามารถใช้สิทธิได้โดยตรงมากขึ้น เรื่องนี้ได้แก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จริง แต่ก็เป็นเรื่องที่พูดกันมาก่อนและเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขกันอยู่แล้ว

 

แต่ในส่วนโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและองค์กรอิสระแม้จะไม่ต่างกันในภาพกว้าง แต่หากลงรายละเอียดจะเห็นความต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งบางอย่างเป็นความต่างในทางหลักการและมีข้อบกพร่องซึ่งสามารถแก้ไขได้ยากจึงต้องปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

 

ความบกพร่องของโครงสร้างสถาบันทางการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คือเรื่องระบบการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งวุฒิสภา ระบบการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 400 เขต แต่ละเขตสามารถเลือกคนเข้ามาได้คนเดียว เสียงแต่ละคนจึงไม่ต่างกันจึงเป็นความเสมอภาคในการลงคะแนน

 

ส่วนในระบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วนนั้นเดิมทีใช้ประเทศเป็นเขตแล้วหาสัดส่วน ส.ส.เข้ามา คิดว่ายุติธรรมเพียงแต่มีปัญหาเรื่องการต้องมีสัดส่วนที่พรรคนั้นต้องได้รับเลือก 5% จึงทำให้เสียที่นั่งในการเป็นตัวแทน ส.ส.ในสภา ซึ่งเรื่องนี้แก้ได้เพียงตัดเรื่อง 5% ออกไป

 

แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ได้แบ่งประเทศเป็น 8 เขต โดยจัดเป็นกลุ่มจังหวัด หากเอาจังหวัดในภาคเหนือไปรวมกับภาคใต้ เพื่อมี ส.ส. ร่วมกัน ตรงนี้เอาอะไรเป็นเกณฑ์

 

ในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง 74 คน การเลือกตั้ง 76 คน ก็มีความบกพร่อง เพราะในบางกรณี ส.ว.ต้องเป็นรัฐสภา เช่น เวลาที่ ส.ส.หมดวาระไป การที่ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนแล้วจะมาใช้อำนาจแทนประชาชนได้อย่างไร

 

ในส่วนองค์กรอิสระ เดิมทีให้อำนาจองค์กรสรรหามากอยู่แล้ว มาในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 องค์กรสรรหาจำนวนไม่น้อยมาจากประธานศาลต่างๆ จากนั้นจึงเลือกกรรมการอิสระส่งไปให้ ส.ว.เลือกอีกที และถ้า ส.ว. ปฏิเสธไม่เลือกจะต้องส่งรายชื่อกลับมาที่องค์กรสรรหา แต่ถ้าหากองค์กรสรรหายังยืนยันเป็นเอกฉันท์ก็สามารถส่งชื่อไปลงพระปรมาภิไธยได้ จึงเป็นการออกแบบให้อำนาจสำคัญมาอยู่ที่องค์กรสรรหาที่มาจากการแต่งตั้งหรือโดยตำแหน่ง

 

รศ.ดร.วรเจตน์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อไปในเรื่องการสืบทอดอำนาจว่า การทำในรูปแบบเดิมเป็นไปไม่ได้แล้วแต่มันจะเนียนขึ้นโดยจะทำผ่านคณะกรรมการสรรหา ผ่าน ส.ว. ผ่านองค์กรอิสระ ผ่านคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (มาตรา 308) และการยอมให้มีมาตรา 309

 

ทั้งนี้ หากรับร่างรัฐธรมนูญ พ.ศ.2550 ไปแล้ว การบอกว่าค่อยไปแก้ทีหลังนั้นทำได้ยาก เพราะเมื่อรับแล้วกลไกต่างๆ จะเริ่มเดิน การเลือกตั้งก็มีปัญหาในเชิงหลักการ การสรรหาองค์กรอิสระบางองค์กรก็จะเกิดขึ้น อัยการกลายเป็นองค์กรอิสระที่ไม่เกี่ยวกับการบริหาร เป็นต้น และถ้ากลไกเหล่านั้นเดินแล้วจะสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ง่ายๆ อย่างที่ว่ากันหรือ

 

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ รศ.ดร.วรเจตน์ ระบุว่าเพียงมาตราเดียวก็เพียงพอต่อการไม่รับร่างรัฐธรรมนุญ พ.ศ. 2550 ก็คือมาตรา 309 ความเป็นมาของมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นได้รับการวิพกษ์วิจารณ์มากจากทุกฝ่ายว่าเขียนกว้างเกินไป แต่กลับไม่มีการแก้ไขแม้แต่คำเดียวในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะให้ลงประชามติ

  

มาตรา 309 ถือเป็นกล่องดวงใจของผู้กุมอำนาจในเวลานี้และแก้ไม่ได้ ทางหนึ่งคือการนิรโทษกรรม ล้มความผิดในอดีต ให้ลืมการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปเสีย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรา 309 ไม่ได้เขียนเพื่อลบล้างความผิดในอดีตเท่านั้น เพราะถ้าอ่านแล้วจะได้ความว่าการกระทำใดๆ หลังการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 หากทำไม่ถูกจะได้รับการนิรโทษกรรมด้วย ยกตัวอย่างสมมติว่า หากในวันนี้ คมช. ใช้อำนาจไม่ชอบตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนุญชั่วคราว พ.ศ. 2549 เช่นใช้งบประมาณไม่ถูกต้อง หรือเกิดการทุจริตในเวลานี้ ถ้ามาตรา 309 ประกาศใช้โดยถ้อยคำก็จะยกเลิกความผิดนี้

 

นอกจากนี้ หากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คมช.จะยังไม่พ้นตำแหน่งจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมารับหน้าที่และมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ดังนั้น คมช.จะสามารถใช้อำนาจไปถึงตอนนั้นได้ จึงหมายความว่า มาตรา 309 รองรับการกระทำของ คมช. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรานี้อัปลักษณ์ที่สุดในการเขียนกฎหมาย มาตรา 309 นัยยะคือเรื่องไม่ชอบถือว่าชอบ เป็นการทำลายคุณค่าขั้นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม

 

อีกประเด็นหนึ่ง การบอกว่ารัฐประหาร 19 กันยาฯ เกิดขึ้นแล้วทำอะไรไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้วันนั้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยอมรับว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ แต่เมื่อเกิด 19 กันยาฯ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อย่างไรก็ตามผลของการลงประชามติคือการส่งสัญญาณว่า วันข้างหน้าคุณอย่าทำ ผลประชามติไม่รับจะบอกว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองนอกระบอบประชาธิปไตยอย่าทำอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคต

 

ในส่วนที่บอกว่าถ้าไม่รับจะทำให้ไม่เกิดความชัดเจนทางการเมือง ในนานาอารยะประเทศความชัดเจนทางกรเมืองจะเกิดขึ้นได้เมื่อกลับเข้าสู่ระบบแล้วมีการเลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้แม้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็มีการเลือกตั้งแน่ๆ ทั้งนี้ ยอมรับว่าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อำนาจจะกลับไปอยู่ในมือ คมช.จริง เป็นเพราะที่ผ่านมากติกาหล่านั้นล้วนไม่แฟร์มาตลอด แต่จะเอามาเป็นเหตุผลได้หรือ แน่นอนว่าหลังการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความกดดัน แต่มันจะไม่นาน จากนั้น คมช.จะต้องประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งจะมีการแก้ครั้งใหญ่ เพียงแต่อำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะกลับมาอยู่ในมือประชาชนโดยไม่มีกฎอัยการศึก

 

หรือการที่มีบางคนพูดว่าถ้าไม่รับจะนำไปสู่การนองเลือด การนองเลือดนั้นจะเกิดขึ้นต่อเมื่อลั่นกระสุน แต่ถ้าผู้กุมอำนาจไม่ลั่นกระสุนก็จะไม่มีการนองเลือด การไม่รับคือการไม่เห็นด้วยกับที่มาและเนื้อหา จึงต้องเป็นหน้าที่ คมช.ที่ต้องนำรัฐธรรมนูญที่ดีกว่ามาใช้ เพราะทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่มาจากการต่อรองที่ไม่เท่ากัน ปัญหานี้คือเรื่องกติกาของการอยู่ร่วมกันในสังคม การยอมรับจะเกิดได้ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม แต่ตรงนี้ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้

 

 

รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร กล่าวเป็นคนต่อไปว่า ในทางรัฐศาสตร์ การยึดอำนาจรัฐนั้นหากยึดได้สำเร็จก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็เรียกว่กบฎ และถ้ามาตรา 309 เรียกว่านิรโทษกรรมแสดงว่าเวลานี้การรัฐประหารอาจจะยังทำไม่เสร็จ และจะเสร็จทันทีเมื่อมีมาตรา 309

 

ดังนั้นการที่ยังมีฝ่ายไม่รับรัฐธรรมนูญ เช่น ม.เที่ยงคืน กลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร อยู่แสดงว่าการยึดอำนาจยังไม่สำเร็จ และกำลังมีความพยายามยึดอำนาจกลับคืนมาจากฝ่ายประชาชนซึ่งเป็นเรื่องที่แตกต่างจากในอดีตเพราะในการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 คนมีความตื่นตัวสูง ในวันแรกหลังการรัฐประหารก็มีการประท้วงที่สยามพารากอน และมีต่อเนื่องตามมาตลอด

 

อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตย 5 ปีก่อน ประเด็นการละเมิดสิทธิผ่านการออกพระราชกำหนดการก่อการร้ายโดยคณะรัฐบาลทักษิณก็สามารถออกมาได้เลย ในขณะที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ....ของเผด็จการเมื่อจะออกมา ทุกกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านจนไม่สามารถออกมาได้ ดังนั้นเผด็จการกับประชาธิไตยอาจเป็นแค่ชื่อหรือนามก็ได้

 

รัฐประหารเกิดเพราะการยุติโอกาสในการนำไปสู่การนองเลือดไม่ใช่เพื่อการแก้รัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก คิดว่าถ้าคณะรัฐประหารเลือดเย็นกว่านี้ ถ้ามีการนองเลือดก่อนคงชอบธรรมมากกว่า แต่รัฐธรรมนูญหรือการปกครองที่เราศรัทธาหรือประชาธิปไตยมันไม่มีความหมายถ้าต้องตายเพราะมัน เราผ่านการสูญเสียมาเยอะแล้ว มนุษยชาติต้องมีชีวิตรอดก่อนจึงมีการปกครองที่ดีได้ ซึ่งหมายถึงต้องรักษาชีวิตคนอื่นด้วย ดังนั้นถ้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ นองเลือดก็ไม่เห็นด้วย

 

"ผมปฏิเสธการนองเลือด ทหารเป็นเพียงเครื่องมือของผม ของประชาชน เป็นทัพหลังของประชาชน"

 

จากนั้นจึงได้กล่าวต่อในประเด็นเนื้อหาในรัฐธรรมนูญว่า การพิจารณาก่อนลงประชามติให้นำรัฐธรมนูญทั้ง 2 ฉบับมาเปรียบเทียบกันว่ามาตราใดที่มีประโยชน์อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใดเป็นเกณฑ์ ในส่วนตัวโชคดีที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มีมาตรา 65 จึงทำให้สามารถนำไปใช้อ้างในการสู้คดีฉีกบัตรเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้

 

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีมาตรา 28 ไว้ให้สู้อีกทางหนึ่งซึ่งเพิ่มมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงอยากลองใช้ดู ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องล้มรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะใช้มาตรา 28 เป็นตัวตั้งในการนำร่องเพื่อสู้เรื่องสิทธิของตัวเองต่อไป

 

 

นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวเป็นคนสุดท้ายและโต้ประเด็นมาตรา 28 ว่า การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญไม่ใช่การต้องพูดทุกมาตรา แต่การอ้างมาตรา 28 มาตราเดียวแล้วเห็นข้อดีว่าฉีกบัตรแล้วไม่ผิดสำหรับรัฐธรรมนูญนั้นมันไม่ใช่แค่เขียนเรื่องสิทธิเรื่องเดียวแล้วก็พอใจ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น ต้องเอาเรื่องหลักๆ มาดูกัน

 

มาตรา 309 จะไปนิรโทษกรรม คมช. ที่โยงไปกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549  มาตรา 37 ที่ว่า บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง

 

จากนั้น กฎหมายจึงรับรองว่าการฉีกรัฐธรรมนูญ การล้มสภา  การเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ก็ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งพิเศษคือการกระทำใดๆ ขององค์กรหลังรัฐธรรมนูญชั่วคราว และการกระทำต่อไป ถ้าทำผิดกฎหมาย เช่น การยึดเอกสาร การจับคนไปขังในค่ายทหาร หากอ้างว่าเป็นคำสั่ง คมช. แม้จะไปฟ้องศาลก็จะถือว่าไม่เป็นความผิด มาตรา 309 จึงเป็นการนิรโทษกรรมการกระทำล่วงหน้าด้วย

 

ส่วนการอ้างให้รับเพราะกลัวการนองเลือดนั้น คราวที่แล้วก็อ้างว่ารัฐประหารเพราะกลัวการนองเลือด ทำไมจึงท่องคาถากันแบบนี้ ทั้งที่ ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 ถ้าป้องกันกันจริงๆ ก็ไม่นองเลือด

 

ในประเด็นประชามติ นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำประชามตินั้นเขาทำในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งเป็นการถามความคิดเห็นประชาชนว่าจะเอาหรือไม่ อย่างไร รัฐบาลมีหน้าที่แค่รับฟังเท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่เพราะทั้งรัฐบาลและ คมช.มีการขู่ประชาชนว่าหากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะได้รัฐธรรมนูญที่แย่กว่าเดิมมาใช้ ขณะที่ประธาน คมช. ก็ยังพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ดีกว่า 2540 ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นนี้เราจะเรียกว่าเป็นประชามติได้อย่างไร เป็นการทำประชามติที่ไม่เข้าใจหลักการของประชามติเลย

 

"คนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ เขาต้องการ เพียงแต่เขาไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่นอกจากมาจากการรัฐประหารแล้วยังมีข้อบกพร่องต่างๆ มากมาย ดังนั้นการลงประชามติครั้งนี้จึงเป็นการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง และเป็นโอกาสที่เราจะบอกชาวโลกว่าเราต้องการประชาธิปไตย เราไม่ต้องการการรัฐประหาร" ประธานที่ปรึกษากลุ่มไทยรักไทย กล่าวทิ้งท้าย

  

 

มาตราสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในการอภิปราย

 

มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
        บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง หากการใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องใดมีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดแห่งการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้แล้ว ให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
        บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความในหมวดนี้

 

มาตรา ๓๐๙ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
       

 

 

 

 

 

Comments

lll

ถ้า 36 เป็น +
309 เป็น -
รธน 50 เท่ากับติดลบ

lll

อืมมาตรา 28 พิมพ์ผิด

.........

อ.ไชยันต์ดูเหมือนจะเป็นพวกโพร์สโมเดริ์น แต่ความเห็น ทัศนะและจุดยืนทางการเมือง โคตรprimitive เลยว่ะ

ดา

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นเพียง ผู้ที่มารับจ้างสอนหนังสือเท่านั้น ไม่ใช่ ครู หรือ อาจารย์ในความหมายของคนไทย เขาไม่สามารถแยกความถูก และความผิกออกจากกันได้ อ้างแต่ประชาธิปไตย ทั้งที่ตนเองยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริง เห็นแต่กรรมวิธีหรือกระพี้ เท่านั้น จะขอสอนว่า อำนาจอธิปไตยมี 3 อย่าง คิอ 1.อำนาจบริหาร 2.อำนาจตุลาการ 3.อำนาจนิติบัญญัติ หลังจากทักษินชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 1 ก็จัดการ ควบรวมพรรคความหวังใหม่เพื่อจัดตั้งรัธบาล การควบรวมเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ผิดวัตถุประสงค์ของกม.พรรคการเมืองทรยศต่ออุดมการณ์ทางการเมือง หลังจากนั้นพยายามรวบรวมพรรคการเมืองอื่น ๆ ให้ได้ผู้แทนให้ครบ 300 เสียงเพื่อหลีกหนีการตรวจสอบการบริหารจากสภา(อำนาจนิติบัญญัติ) การกระทำเช่นนี้ เป็นการยึดอำนาจ นิติบัญญัติ ให้มาอยู่ใต้อาณัติของ อำนาจบริหาร ทักษิน ยึดอำนาจ นิติบัญญัติมา 5 ปีแล้ว ด้วยสมองอันไร้การวิเคราะห์หาเหตุผล อันถูกต้อง ทำให้ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ไม่ใช้วิจารณญานอันถูกต้อง เสนอแนวความคิดไม่ตรงตามหลักความจริง แต่ ทุกรายการพยายามเข้าร่วมเสวนาแสดงความคิดดังกล่าว เพื่อ ยกระดับตนเอง ให้มีค่า อายุยังน้อย ต้องการก้าวหน้าไปเทียบชั้นกับผู้มีอาวุโสอื่น ๆ แต่วิธีการโฆษณาตนเองนั้น น่ารังเกียจนัก

aun

ความคิดเห็นที่ 4

เป็นความคิดที่แสดงสติปัญญาที่คับแคบ ที่อ้างว่ามีการควบรวมกันของพรรค ทรท กับ พรรคความหวังใหม่ ซึ่งนั่นก้เป้นแค่ข้อตกลงและมติของพรรค ที่เห้นพ้องต้องกัน และเห็นด้วยโยบาย และแนวทางในการบริหารประเทศ

ถ้าคุณอ้างชุ่ย ๆ อย่างนี้ ในกรณี 3 พรรคฝ่ายค้านร่วมกันบอยคอตการเลือกตั้ง ก็น่าจะเรียกได้ว่าการควบรวมของ 3 พรรคฝ่ายค้าน ใช่หรือไม่ ครับ

ผมว่าเรื่องการยกมืออกเสียงในสภา มันก็ต้องมีฝั่งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย และ มันก็ต้อง มีจำนวนไม่เท่ากันอยู่ ในสัดส่วนต่างกันไป แล้วแต่มติและการตกลง ของ
พรรคการเมือง

ถ้าคุณคิดว่าต้องการจะให้มีการเปิดอภิปราย รัฐมนตรีได้ตลอดเวลา และ ถ้ากลัวคิดว่าโหวตในสภา แล้วฝ่ายค้านจะต้องแพ้ คุณก็ต้องตั้งกฏ ให้การอภิปรายนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมีการโหวต แล้วครับ

[emo13.gif][emo13.gif]

การ์ตูน

ถึงความเห็นที่ 4
คุณอ้างว่าวรเจตน์ไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริง จากนั้นคุณก็อ้างถึงการไม่เคารพประชาธิปไตยของทักษิณ แล้วพยายามโยงสองส่วนดังกล่าวเข้าด้วยกัน ว่าการที่วรเจตน์ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายที่เอาทักษิณออกไปคือการที่วรเจตน์ไม่เข้าใจประชาธิปไตย นี่คือการเชื่อมโยงที่มีวิจารณญาณแล้วหรือ

สุดท้ายคุณอ้างว่าวรเจตน์อายุน้อยแต่อยากก้าวหน้าเหมือนคนอาวุโสกว่า ผมขอถามว่าคุณจะให้วงการวิชาการยกย่องนับถือคนตามอาวุโสหรืออย่างไร ไม่ใช่ตามความสามารถหรือ คุณไม่เคยเห็นคนประเภทยิ่งแก่ยิ่งโง่หรือ

เกลียด สมุน คมช.

คห.4 ควรศึกษา ประชาธิปไตยเพิ่มเติม ความคิดยังแคบไป มองแต่รูปแบบ ....แสดงว่ายุค คมช.เป็นยุคประชาธิปไคยเบ่งบานจริงๆ
ไชไย! เมืองไทย ทหารออกรณรรงค์ประชาธิปไตย

ดา

คิดแล้ว ว่าพวกคุณจะต้องออกมาแก้ตัวพัลวัล การรวมพรรค ภายหลังการเลือกตั้ง ไม่เรียกว่าควบรวมแล้วเรียกว่าอะไ การบิบ สุวัจน์ให้รวมพรรคโดยการแบล็คเมล์ เรื่อง คลองด่าน การดึงตัวกลุ่มชลบุรีโดยเอากำนันเป๊าะ มาต่อรอง คืออะไร คุณอย่าคิดว่าคนอื่นไม่มีวิจารณญาน การที่3 พรรคฝ่ายค้าน มีความเห็นตรงกันนั้นไม่เรียกว่าควบรวม เพราะพรรคทั้ง 3 ไม่ยุบพรรคเข้ามาอยู่ในพรรคเดียวกัน สำหรับ นาย วรเจตน์นั้น ติดตามมาตลอด เป็นคนที่ไม่เลื่อมใสในระบบเศรษฐกิจพอเพียง เป้นพวกนิยม วัตถุ และแต่ละคนที่อยู่ใน พรรคทรท.เดิมนั้น แต่ละคนเปลี่ยนพรรคมาจนจำชื่อพรรคเดิมไม่ได้แล้ว คนเหล่านี้มีอุดมการทางการเมืองหรือ การเป้นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ไม่มีการบังคับ ก่อนคุณจะเข้าเป็นสมาชิก คุณต้องศีกษา แนวนโยบายก่อนให้รอบคอบ แล้วจึงสมัครเป็นสมาชิกพรรค และคำตอบข้ออื่น ๆ ทำไมไม่ยกมาว่าคัดค้าน หรือ คุณไม่ได้ดูว่าในหลวงตรัสว่าอย่างไร สำหรับ จาตุรนต์นั้นไปถาม คนเมืองแปดริ้ว ดูว่า ทำไม วัดโสธร จึงสร้างนานนัก ใครแอบหากินกับวัดนี้บ้าง

หนองเหียง

ผมอยากเขียนถึงคุณดามากแต่เอาไว้ก่อน เพราะคงต้องสอนวิชาการเมืองเบื้องต้นกันใหม่ คงเข้าใจยาก เพราะ ไม่อยากเรียนแต่ถูกบังคับ เลย เขียนคำตอบแบบง่าย ๆ .....
เมื่อวานฟังวิทยุFM100 ถ่ายทอดการอภิปรายอยู่แล้วก็ต้องปิดเพราะทนฟังอภิสิทธิ์ ไม่ไหว คนเราพูดได้หมดในสิ่งที่เข้าข้างตัวเอง แต่การกระทำในอดีตต่างหากที่บอกว่าเขาคิดและทำอย่างไร.... เอาเถอะขอให้เจริญ ๆ อาศัยอยู่ในกางเกงในทหาร เน่าเหม็น ปนเศษขี้ กลากเกลื้อน แต่รู้สึกอิ่ม อร่อย บรรยากาศดี ก็ว่าไป....
มาอ่านที่ประชาไทลงก็พาลรู้สึกว่าไชยัน ไม่เคยรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวทำ พยายามกล่าวอ้างยกความชอบธรรมให้ตนเอง ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูก ไชยันประหนึ่งว่าตนกำลังขี่ม้า(ทหาร) นำหน้าปชช. เพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของทักษิณ.... เลยไม่เข้าใจว่า ไชยันสอนรัฐศาสตร์แบบเพียว ไม่เคยรู้ว่าในมหาวิทยาลัยมีคณะนิติศาสตร์ด้วย รัฐศาสตร์นั้นใช้นิติศาสตร์เป็นเครื่องมือครับ คุณไชยัน ไม่ใช่ใช้รถถัง..... ถ้าไม่พูดอะไรก็น่าจะดีกว่า เพราะสิ่งที่ควรทำมาก ๆ คือ ไปทบทวนตัวเอง กล่าวคำขอโทษ เสียใจและจะไม่ประพฤติอีก น่าจะทำให้ชีวิตสูงส่งขึ้น....
เขียนอย่างนี้ เป็นพวกทักษิณ.... ขอโทษครับ ไม่เคยอยู่ข้างใคร จะสูงเทียมฟ้าหรือ ค่าเพียงดิน แต่มีคุณค้าตามสำนึกของผม การกระทำที่เหมาะสม ถูกต้องตามกาละเทศะ ให้เกียรติแก่กันในฐานะคนในสังคมก็ดีแล้ว

เวไนยสัตว์

เมื่อวานผมก็ฟัง FM100 และก็ติดตาม อ.วรเจตน์ มาตลอด ดีเบต ช่อง 11 และที่ มช. แกยังแม่นมั่น ในหลักของแกได้อย่างน่าชื่นชม
สำหรับ คุณดา คห.4,8
มันคงยากที่จะเข้าใจแล้วหละ แล้วก็จะอ้างว่าเข้าถึง "เศรฐกิจพอเพียง" คิดว่าเพราะเป็นแค่แฟชันที่ถกกันในหมู่ "ไฮโซ" เท่านั้น
มีคนบางพวกที่เลื่อมใส "เศรฐกิจพอเพียง" เพียงเพื่อ ยกระดับตัวเองเป็น "ไฮโซ"
มีคนบางพวกที่เลื่อมใส "เศรฐกิจพอเพียง" เพียงเพื่อยกระดับตัวเองเทียบชนชั้น "ปัญญาชน"
มีคนบางพวกที่เลื่อมใส "เศรฐกิจพอเพียง" เพียงเพื่อยกระดับ ตัวเองเพียงเพื่อ "???"
...........หุหุหุ...........

ดา

นายวรเจตน์ อ้าง ม.309 ในมาตรานี้ บอกว่า อะไรที่ถูก ให้ถือว่าถูกต่อไป ไม่ได้บอกว่าอะไรที่ผิดให้กลายเป้นถูก ใครสับสนกันแน่ พวกคุณทั้งหลายไม่ต้องออกมาตอบโต้ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ คุณก็ไม่สามรถสอนลูกคุณให้แยก ถูก-ผิด ชั่ว -ดี ได้แล้ว แล้ววันนั้น คุณจะรู้สึกเอง ดูแต่นายคุณ ที่มีเงินล้นฟ้า แต่หาลูกที่ดีไม่ได้แม้แต่คนเดียว ในวงการศึกษาการทุจริตในการสอบถือว่าผิด เพราะเอาเปรียบสังคมอย่างร้ายแรง ถ้าพวกดุณยังเห้นสิ่งเหล่านี้ถูกต้องก้ทำต่อไป เพราะหลังจากตาย ไม่มีใครทราบว่าจะพบกับอะไร ใครทำกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น

รี่ ประชาชนติดดิน

ผมไม่ได้เรียนสูงอะไรนักหนา แต่ผมก็เข้าใจ ผมรู้สิกว่าคุณดา ฝังใจอยู่กับอดีตและรู้สึกเอาความที่ไม่ชอบ่คุณทักษิณมาวิเคราะสมทบ ซึ่งบางเรื่องก็เป็นแค่ข้อมูลว่ากันไปเอง ซึ่งความจริงคืออะไร คุณก็ไม่รู้จริง แต่ตอนนี้เรากำลังถกเถี่ยงถึงเรื่องอนาคต ความเป็นไปของประเทศชาติ การยอรมรับความเป็นอยู่ของคนในชาติ ไม่ว่าจะยากดี มีจน ผู้พิพากษา ผู้ต้องหา เศรษฐี ขอทาน จะได้รับความ ยุติธรรมใน สังคม ทุกระดับ ความสามัคคีของคนในชาติ ความสุขของคนในชาติ ตลอดจนการนำพาประเทศชาติให้มีความเจริญ อย่างน้อยสุดก็ให้ทัดเทียมประเทศอื่นเขา ไม่ได้หวังว่าจะต้องนำหน้าคนอื่นเขา แลวอะไรหละที่จะ ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ข้อแรก จะเราก็ต้องวางรากฐาน โครงสร้าง กติกาในการอยู่ร่วมกัน ที่ทุกฝ่ายยอมรับ และมีพื้นฐานมาจากประชาชน ไม่ได้กำหนดจากกลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่ง และไม่เกิดในบรรยากาศแห่งความขัดแย้ง ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะไม่เกิด ความเสมอภาคในความคิดก็จะไม่เกิด เพราะฉะนั้นผมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะไม่เหมาะสม เราควรจะหาวิธีในการร่างรํฐธรมนูญกันใหม่ เพื่อให้ทุกส่วนของสังคม ยอมรับ ทั้งในแหล่งที่มา ผู้จัดทำร่าง และเนื้อหา โดยเฉพาะแหล่งที่มา และผู้จัดทำร่าง ต้องให้ทุกฝ่ายในสังคมยอมรับเสียก่อน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ทุกคนก็จะยอมรับ ผมขอแนะนำให้ไปลงประชามติ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วให้ คมช นำรัฐธรรมนูญ ฉบับ 40 มาใช้ และให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมทันที่หลังจากได้รัฐบาล โดยกำหนดให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม อย่างจริงจัง แล้วทุกอย่างก็จะเดินต่อไปได้ แต่ถ้ารัฐธรรมมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติ ผมว่าปัญหาของประเทศชาติจะไม่ได้รับการแก้ไข จะมีปัญหาตามมาอีกเยอะ ทั้งในเรื่องการยอมรับ ทั่งในเรื่อง ความขัดแย้งในสังคม ตลอดจนปัญหาอื่น ๆ อีกเยอะ จนไม่สามารนำพาประเทศให้พันวิกฤต ประเทศชาติก็จะหาความเจริญ ความผาสุกได้เลย เราอย่างมุ่งแต่ทำลาย และพลักดันกันให้อยู่คนละด้านที่คอยจะห้ำหั้นกั่นไปตลอดหรือ
แล้วคุณคิดว่าประเทศจะสงบได้อย่างไร

รี่ ประชาชนคนติดดิน

ฝากถึงคุณดาโดยเฉพาะ ข้อมูลที่คุณดานำมาเสนอผมก็คิดออก ถ้าผมมีอคติ มีจิตใจลำเอียง ผมก็สามารถที่คิดข้อความต่าง ๆอย่างที่คุณคิดได้กับทุกคน แต่ความจริงคืออะไร คุณเองก็ไม่รู้ ผมขอถามคุณจริง ๆ คุณรู้ข้อมูลทั้งหมดกี่ % คุณลองนึกดูให้ดี ๆ คุณอย่างเชื่ออะไรง่าย ๆ ครับ

สุดหล่อ

คุณ ดา ลองหยุด แล้วไปใช้สมองคิดให้ถ้วนทั่วก่อนนะครับ แล้วลอง ตรองทีละอย่างอาจจะละอีโก้ตัวเองได้นะ มองได้ด้านเดียว ตัวเองต้องถูกไม่มีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนมันต้องยอมรับฟัง โดยเหตุผลจากคนอื่นบ้างแค่ขึ้นต้น คุณก็ด่าเขาเสียแล้ว การมีตำแหน่ง มันก็เป็นการคัดกรองเบื้องต้น การให้เกียรติ จึงเหมาะสมสำหรับ ปัญญาชนที่ดี นะครับ

Bang Bang

น่าสมเพช พวกอาจารย์ที่เกรียดทักษิณจนเสียหลักการ ลืมหลักวิชาที่อุตส่าห์รำเรียนมา สามารถพูดบิดเบือนหลักการได้เหมือน อ.ไชยยัน

????

ทรยศต่อตัวเองยังทำได้
นับประสาอะไรกับประชาชนอย่างเราๆซึ่งไม่ได้เกี่ยวดองกันเลย
ไอ้พวกบ้า รับไม่ได้จิงๆๆ

pramon

อยากให้คุณดา ไปหาบทสรุปของคุณคณิน ฯ จากการดีเบตทางช่อง 9 เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์มาฟัง นะครับ
เพื่อว่าจะได้มีโอกาสเห็นทางสว่าง ได้บ้าง

สมภารเก้ง

ผมยืนยันว่าชีวิตผมก็ทำผิดมาเยอะ และอาจมากกว่าคุณดาด้วยเพราะคงมีการศึกษาต่ำกว่า ยากจนกว่าและ ประสบการณ์ด้อยกว่า โอกาสทำผิดมีมากกว่า แม้จนตอนนี้มิอาจใช้ คารม เขี้ยวคม ถกเถียงให้แพ้ ชนะได้ แต่ผมก็เชื่อในข้อมูล ข่าวสารของผม และคิดตามหลักเกณฑ์พื้นฐานสังคมทั่วไปได้ ประการหนึ่งคือ ทักษิณทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหลายเรื่อง ประเทศไทยเรามี ระบบยุติธรรมทำงานอยู่ ตอนที่ใครต่อใคร ออกมาบนถนนขับไล่ ตั้งม๊อบกัน ทำไมคนระดับชั้นสูง ผู้นำความคิดต่าง ๆ ถึงไม่เตือนสติกัน ทำไมสื่อเอาแค่ยอดขายกระจายข่าวลือมากมาย ทำไมเราปฏิเสธระบบที่ดีที่สุด ทำไมพรรคการเมืองไม่ลงเลือกตั้งจนนำมาซึ่งความวุ่นวายไม่รู้จบ ทำไมศาลตัดสิน กกต. เรื่องหันคูหาด้านหลังออกเป็นเรื่องผิด ทั้งที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการเลือกตั้ง สส. ในญี่ปุ่นเป็นข่าวมา เขาจัดคูหาเหมือนอย่างที่ กกต.ไทย จัด หรือเพราะธงคือการล้มทักษิณ แล้วใคร ถือธงนำ ..... ทำไมการล้มทักษิณไม่อยู่ในระบบที่จะต้องเป็น ทำไมสุดท้ายเราต้องรับความยากจน รับความวุ่นวาย รับสังคมแตกแยก รับภาวะขโมย โจร เต็มบ้านเมือง รับเด็กนศ. จบตกงาน และต้องรับอะไร ๆ ที่เราไม่ได้รู้ เช่น เรื่องระหว่างประเทศอีกหลายเรื่อง เพราะแค่ต้องการล้มทักษิณ ...... ใครถือธงเรื่องนี้แล้วไม่รับผิดชอบอะไรเลย
วันนี้ จะให้เราออกมาร่วมเดินหน้าแก้ปัญหาชาติโดยการไปรับร่างรัฐฯ เพราะว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว ต้องคิดไปข้างหน้า.... ถามว่า จะเดินไปข้างหน้าแบบที่เขามัดมือเท้า เขาควบคุม เขาเอา "พอเพียง" ยัดปาก ขณะที่เขาเอา ๆ เอา ๆ เอาแต่ส่วนพวกเดียวกัน ปากพร่ำพูด คุณธรรม ความดี และพอเพียง .... เราจะไปเดินหน้ากับมันได้หรือ อภิสิทธิ์ พูดที่เชียงใหม่บอกว่า " ผมเป็นคนมองไปข้างหน้า วันนี้ป่วยการจะไปพูดเรื่องที่ผ่านมา ต้องมองว่า ต่อไปจะทำอย่างไร " ฟังดูดี เป็นไฮโซ เป็นวิชาการ ถามว่าตอนวุ่น ๆ ใครกันที่ไม่เคยใช้หลักกฎหมายในรัฐธรรมนูญ ใครอยากให้ม๊อบตีกัน ใครขอพระราชทานนายก คนนี้นะหรือ " มองไปข้างหน้า" มันอยากอยู่ในกางเกงในทหารต่างหาก .......
ผมว่า คห. ของแต่ละคนต่างก็สงวนสิทธิ์ แต่หากแสดงออกในสาธารณะก็ต้องรับผิดชอบ หากผิดพลาด ข้อมูลคลาดเคลื่อนก็ต้องรับผิดไป วันนี้ มีใครรับผิดในสิ่งที่แสดงไปบ้างหรือเปล่า ไชยันฉีกบัตรเลือกตั้งก็ไม่ผิด พรรคการเมืองขอพระราชทานนายกก็ไม่ผิด การชุมนุมด่าว่าเอาข้อมูลถูก ๆ ผิด ๆ ทำลายล้างกัน ก็ไม่ผิด ไชยันยังบอกหน้าซื่อว่า ทหารเป็นเครื่องมือผม .... โถ... ไชยัน แก้เกี้ยวที่ตัวเองทำผิดไปแล้ว "ขอโทษ" พูดไม่ได้ เพราะอัตตาสูงมาก ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างที่ ใครเขียนข้างบนนะหละว่า รัฐศาสตร์เขาใช้นิติศาสตร์เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ทหารและการยึดอำนาจ.....
พรุ่งนี้ คนรอบตัวเรากว่า 300 "ไม่รับร่าง" ไม่ว่ามันเป็นอย่างไรต่อไป เราไม่เอาทหารและระบบอำมาตย์ ระบบศักดินา ไม่รับโว้ย

คนเดือนตุลาที่รับร่าง รธน.

ในสงครามมวลชนปัจจุบันในศึกลงประชามติรับร่าง รธน. อาจแบ่งได้ ดังนี้

1.มวลชนที่รู้สึกสงสารทักษิณที่ถูกรังแก ถูกยึดทรัพย์ ถูกใส่ร้าย เข้าใจว่าตุลาการถูกแทรกแซงจนตัดสินให้ ทรท.ล่มสลาย
2.มวลชนผู้ยากไร้อันไพศาลที่เข้าใจผิด เสพติดประชานิยม ทรท. คาดหวังว่าทักษิณจะกลับมา
3.กระบือสนตะพาย สมาชิก ผู้ปฏิบัติงาน และ ผู้สนับสนุน ทรท.ทั้งหลาย
4.คนเดือนตุลาที่ทรยศอุดมการณ์ แต่แสร้งอำพรางว่าต้านรัฐประหารสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
5.คนเดือนตุลาที่มีจิตใจต้านรัฐประหารถึงที่สุดไม่สนับสนุนระบอบทักษิณไม่สนับสนุนพันธมิตรฯ ไม่เอาศักดินา ม.7
6.กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาที่มีจิตใจต้านรัฐประหารถึงที่สุด

โดยความเห็นส่วนตัว
น่าเห็นใจกลุ่มที่ 1 และ 2
รู้สึกสมเพช แกมเดียดฉันท์ และไม่ขอสมานฉันท์กลุ่มที่ 3 และ 4
ขอคารวะกลุ่มที่ 5 และ 6 และ ยินดีสมานฉันท์ด้วย

เมื่อเข้าใจมวลชนย่อมทำความเข้าใจต่อยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและท่าทีที่ควรปฏิบัติต่อมวลชน กลุ่มที่ 1 และ 2 และ เพื่อพ้องน้องพี่ กลุ่มที่ 5 และ 6 ตลอดจนฝ่ายปฏิกิริยา กลุ่มที่ 3 และ 4 ดังนี้

เพื่อให้เข้าใจยุทธวิธีของ ทรท. ขอสรุปยุทธศาสตร์ของ ทรท. ว่า วิธีที่จะชนะในสงครามประชาชนครั้งนี้ได้ ในความหมายของ กลุ่ม ทรท. ก็คือการให้ ประชาชนคนชั้นกลาง กลุ่มที่ 1 และ มวลชนอันไพศาลเช่น กลุ่มที่ 2 ลุกขึ้นฮือ ต้านเผด็จการทหาร ที่มีศักดินาหนุนหลังลงให้ได้ ในการทำความเข้าใจ กับมวลชน ผู้ปฎิบัติงานที่เป็นแกนและถูกจัดตั้งอย่างดีในกลุ่มที่ 3 จะปฏิบัติงานอย่างเอาการเอางานอย่างถึงที่สุด เพราะพวกเขาซื่อตรงต่อพรรค และ เข้าใจว่า ระบอบทักษิณก้าวหน้าถึงที่สุด พวกเขาเคียดแค้นชิงชังศักดินาที่ใช้อำนาจผ่านเปรมในการทำรัฐประหารโค่นล้มระบอบทักษิณ พวกเขาไม่คิดว่า บิ๊กบัง สรยุทธ์ คือ ปัญหาใหญ่ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ชอบสะพรั่ง แต่ ระวัง ทั้งนี้รวมถึง อนุพงษ์ ด้วย ทหารในกลุ่มนี้พวกเขาอาจพอใจ วินัย มากที่สุด แต่มิได้เกรงกลัว กลุ่มทหารทั้งหลาย ทหารเหล่านี้แต่อย่างใด เพราะระบอบทหารนั้นพวกเขารู้ว่าแม้ปฏิวัติ-รัฐประหารได้แต่ปกครองไม่ได้ อยู่นานก็ไม่ได้ อาจได้รับการสนับสนุนในระยะแรกแต่ระยะยาวยิ่งได้รับการต่อต้าน ยิ่งท่าทีการอยากสืบทอดอำนาจของบิ๊กบัง โดยไม่มีความชัดเจนว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่มากเท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่อการทำสงครามมวลชนของฝ่าย ทรท.เท่านั้น ยิ่ง สะพรั่ง พูดมากเท่าไร หรือยิ่งมีข่าวแตกแยกช่วงชิง ตำแหน่ง ผบ.ทบ ระหว่าง สะพรั่ง กับ อนุพงษ์ มากเท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่อพวกเขามากเท่านั้น

สิ่งที่เขากริ่งเกรงมากที่สุดอาจเป็นศักดินาซึ่งยังถือว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจที่เข้มแข็งที่สุดที่ทำลายระบอบ และ พรรคของเขาลง นอกจากเป็นศูนย์รวมพลังและอำนาจที่เข้มแข็งที่สุดยังเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณและความศรัทธาต่อมวลชนอันไพศาลของกลุ่มที่ 1 และ 2 ของเขาด้วย แต่อย่างไรก็ตามแกนการจัดตั้งและเครือข่าย ส.ส. และ หัวคะแนนในท้องถิ่นสามารถทำงานมวลชนและก่อกระแสการต่อต้านทหารคณะปฏิวัติได้โดยไม่ยาก โดยการหว่านเงินที่เป็นวิธิที่ง่ายและได้ผลมากที่สุดเฉกเช่นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งที่ผ่านมาเพื่อให้ล้มไม่รับร่าง รธน. หรือไม่ไปออกเสียงก็ได้ โดยใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อประชานิยมเสพติดเช่น กองทุนหมู่บ้าน เงินกู้ยืม โอท๊อป แปลงสินทรัพย์เป็นทุน พักชำระหนี้30 บาท รักษาทุกโรค จะสูญหายไปหากรับร่าง รธน. พวกเขายังไม่แตะต้องโจมตีศักดินาโดยตรงแต่ก็จัดตั้งแกนและรอคอยจนกว่าจะพบว่าโอกาสที่เหมาะสมว่าผู้นำมวลชนในท้องถิ่นคนใดที่มีความศรัทธาในพรรค และพร้อมที่จะเป็นหัวคะแนนให้ พรรคก็จะค่าตอบแทนให้ในรูปของเงินจ้างวานเพียงเล็กน้อยโดยคิดเป็นรายหัวของมวลชนในหมู่บ้าน ชุมชน เมื่อ และแกนหรือผู้ปฎิบัติงานของพรรคก็พร้อมที่จะผลักดันให้ผู้นำมวลชนท้องถิ่นคนนั้นให้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับเช่นเป็นหัวหน้าสำนักงานสาขาพรรค หรือ คณะทำงานและผู้ติดตาม หรือ คนสนิท ของ นักการเมืองในท้องถิ่นเรื่อยขึ้นมาตามลำดับเมื่อนั้น การจัดตั้งดังกล่าวทำเป็นระบบทำให้ แกนนำของพรรคสามารถกุมสภาพมวลชนได้และสามารถส่งสารจากศูนย์กลางอำนาจที่อาจอยู่ไกลถึงลอนดอน ผ่านกลุ่มจัดตั้งศูนย์การพรรคที่เป็นคนเดือนตุลาที่ทรยศอุดมการณ์แต่มีความจัดเจนสูงไปยังมวลชนอันไพศาลให้เคลื่อนไหวปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ที่ขึ้นอยู่แต่และสถานการณ์ได้จนถึงขอบเขตในชุมชนในเมือง หรือ หมู่บ้านในชนบท
การจัดตั้งดังกล่าวสามารถเรียกได้ว่าเป็นแบบประชาธิปไตยรวมศูนย์จากศูนย์กลางอำนาจคนๆเดียวคือทักษิณนั่นเอง

บางครั้งกลุ่มจัดตั้งศูนย์การพรรคที่เป็นคนเดือนตุลาก็อาศัยพลิกแพลงสถานการณ์กำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเคลื่อนไหวได้เองโดยไม่ต้องขึ้นกับผู้นำ ณ ลอนดอน ก็ได้ วิธีการจัดตั้งดังกล่าวถือว่ามีปะสิทธิภาพสูงสุดมากกว่า กลุ่มการเมือง เช่น กลุ่มพันธมิตร ยามเฝ้าแผ่นดิน และ พรรคการเมืองใดๆในประเทศ แม้แต่อำนาจรัฐ ที่มีหน่วยข่าวกรอง กอ.รมน สันติบาล ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งก็คือข้าราชการ ในระบบอำมาตยาธิปไตย ก็ไม่อาจสู้ได้ เพราะ การดำรงการจัดตั้ง และ การปฏิบัติงานของ ทรท. นอกจากมีความคล่องตัวสูง และ มีท่อน้ำเลี้ยงหรือ เงิน ดีแล้วยังมีอุดมการณ์และความเชื่อว่าระบอบทักษิณก้าวหน้าถึงที่สุดเป็นการขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ที่สามารถโค่นล้มศักดินาที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าล้าหลังและอ่อนล้าเต็มทนได้ การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเช่น นปก.1 และ 2 สามารถสร้างแนวร่วมและยกระดับมวลชนที่ศรัทธาระบอบทักษิณได้จำนวนหนึ่ง มวลชนที่ยกระดับขึ้นก็จะกลายสภาพเป็นแกนที่ขึ้นกับจัดตั้งขึ้นๆไปจนถึงกลุ่มจัดตั้งศูนย์การพรรคในที่สุด นอกจากนี้การเคลื่อนไหวยังสามารถขยายแนวร่วมออกไปยังกลุ่มคนชั้นกลางและนักวิชาการ นิสิต-นักศึกษา และกลุ่มคนเดือนตุลาในกลุ่มที่ 5 และ 6 ได้ โดยอาศัยเพียงการชูธงต่อต้านปฏิวัติคณะทหาร ก็สามารถสร้างแนวร่วมได้มากขึ้นทุกๆขณะ

ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวของ นปก.1 ที่พลาดท่าพ่ายแพ้ทางการเมืองจนแกนนำถูกจำขังทั้ง 9 คน เพราะการเคลื่อนไหวผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี คือกำหนดยุทธศาสตร์ผิดที่ตีศักดินาผ่านเปรมซึ่งไม่ได้ผลในวงกว้างต่อมวลชนและแนวร่วมคนชั้นกลางในเมืองแล้วการเคลื่อนไหวยิ่งไม่ถูกต้องเพราะใช้ผู้นำมวลชน เช่น วีระที่มีต้นทุนทางการเมืองต่ำกว่าเปรมและกระทำการผิดทำนองครองธรรมในความเชื่อความศรัทธาว่ากระทำเนรคุณต่อผู้มีพระคุณอย่างเปรมที่คอยช่วยให้พ้นคุก และ เคยแต่งตั้งให้เป็นถึงรมต.ในอดีต อีกทั้งการเข้าปะทะตำรวจไม่ชนะไม่เลิก แสดงความป่าเถื่อนยิ่งทำให้พ่ายแพ้ทางการเมืองมากขึ้น การเคลื่อนไหวของแกนและผู้ปฏิบัติงานอื่นๆก็หาได้ลดละไม่โดยประสานเครือข่าย เอ็นจีโอ และ นักวิชาการ และ นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่ต่างๆ ตามกระแสที่สูงขึ้นจาก การจัดดีเบตครั้งแรก และ ครั้งต่อๆมา ตามลำดับ เมื่อ แกนนำ นปก.1-2 ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่การโหมกระแสไม่รับร่าง รธน. ทุกวิถีทาง เช่นการออกใบปลิว จดหมาย ไปรษณียบัตร และไม่รวมการเปิดเวบไซค์ และโพสต์ สร้างข้อความและกระทู้ในเวบบอร์ดต่างๆ โดยมีเนื้อหาบิดเบือน ร่าง รธน. และ โจมตีทหาร ศักดินา หลักศาสนา อย่างเปิดเผย ตามด้วยการจัดชุมนุมโดยอดีต ส.ส. ทรท.และ กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน กลุ่ม 3-4 เมื่อวันที่ 15 สค. 50 ดูเหมือนจะปลุกกระแสมวลชน และ แนวร่วม กลุ่มที่ 1-2 และ 6 ได้หลายหมื่นคนซึ่งถือเป็นโค้งสุดท้าย ของการชุมนุมใหญ่

ผู้ที่รักความเป็นธรรมควรปฏิบัติตัวอย่างไร ในสถานการเช่นนี้ ?

ก่อนที่จะมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์เช่นนี้ต้องเข้าใจระบบประชาธิปไตยของ ทรท.ก่อน ระบอบทักษิณเลวร้ายเกินกว่าที่จะยอมรับได้ พวก ทรท.มักอ้างเสมอว่าต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการหรือ คมช. ออกไป ฟังดูดี แต่ ประชาธิปไตยในรูปแบบเท่านั้นที่เหล่ากระบือสนตะพาย ทรท.เรียกร้องถวิลหาและกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงโดยนำมาเป็นข้ออ้างเสมอมา ทำไมถึงเรียกกระบือ สนตะพาย เพราะพวก ทรท.ไม่มีอิสระในความคิดในทุกๆเรื่องเพราะทุกเรื่องจะถูกกำหนดจากศูนย์การนำหรือจากทักษิณทั้งสิ้นดูอย่างกรณีหมักเป็นตัวอย่าง ทักษิณสั่งมาให้เป็นหัวหน้าพรรคแม้จาตุรนต์ที่เป็นอดีตคนตุลาก็ไม่กล้าหือหรือแสดงทัศนะโต้แย้งได้อย่างนี้เรียกประชาธิปไตยหรือ ถึงแม้จาตุรนต์ซึ่งเคยเป็นน้ำดีสายพิราบแต่เมื่ออยู่ใต้การครอบงำของทักษิณที่เป็นเผด็จการอย่างสุดขั้วก็ไม่กล้าขัดขืน ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงอดีตคนตุลาอื่นๆเช่น สุธรรม สุรพงษ์ พรหมินทร์ ภูมิธรรม เกรียงกมล จะไปกล้าหือกับทักษิณหรือ

กรณี จาตุรนต์ เห็นชัดที่สุดเขาเหมือนหุ่นเชิดทางการเมือง ทักษิณเรียกใช้ตามที่เห็นประโยชน์เช่นให้ออกมารักษาการหัวหน้าพรรคหลัง 19 ก.ย 49 เพราะภาพพจน์ดีกว่าทุกคนและดูเหมือนจะมีเครดิตดี แต่เมื่อไม่ต้องการก็ถอดออกง่ายเช่นการประชุมพรรคครั้งแรกโดยมี 2 เจ๊ สายตรงทักษิณเข้ามาจัดการ จาตุรนต์ก็เหมือนสุนัขรับใช้ดีๆนี่เองจาตุรนต์ยอมเสียศักดิ์ศรีให้ทักษิณจูงจมูกเหมือนกระบือสนตะพายเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแม้มีภาพดูดีกว่าทุกคนแต่เมื่อทักษิณไม่เอาโดยอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จในพรรคก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง หรืออย่างกรณียุบพรรค การโกงเลือกตั้งแก้ฐานข้อมูล การซื้อผู้สมัครจากพรรคเล็กๆ ก็ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย

เมื่อระบบพรรคไม่เป็นประชาธิปไตย การบริหารประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ระบอบทักษิณควบรวมพรรคอย่างพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา หรือกลุ่มพญานาคของพินิจ แสดงว่าทักษิณซื้อได้หมดทุกอย่าง อาจไม่ซื้อด้วยเงินแต่ซื้อด้วยผลประโยชน์ เช่นยอมให้กลุ่มวังต่างๆได้ตำแหน่งรมต.เช่นกลุ่มสุริยะดูแลคมนาคมซึ่งมีโครงการสุวรรณภูมิที่เชื่อมโยงกับสมศักดิ์ เทพฯ ที่มีวางเครือข่ายไว้ตั้งแต่อยู่พรรคกิจสังคมสมัยร่วมรัฐบาลพล.อ ชวลิตเป็นนายกฯ เครือข่ายของสุริยะ+สมศักดิ์ กระทำทุจริตในโครงการสุวรรณภูมิอย่างเบ็ดเสร็จเช่นกรณี CTX ที่ทักษิณนั่งหัวโต๊ะในการเห็นชอบวงเงินและการประมูล หรือกรณีประมูลโครงการท่อร้อยสาย ที่สุริยะรับทราบแต่ไม่ล้มการประมูลที่ สตง. ตรวจสอบ ทำให้ ทรท. ไม่พอใจ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ต้องไม่ยินยอมให้สตง.ตรวจสอบและหาทางปลดคุณหญิงจารุวรรณออกจากตำแหน่งและเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ว่าระบอบทักษิณได้ทำการท้าทายพระราชอำนาจอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนของรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยข้อเท็จจริงทราบได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าให้คุณหญิงจารุวรรณดำรงตำแหน่งต่อไปและไม่ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งคนที่ สว. ซึ่งทักษิณคุมได้เลือกเข้ามา จนเกิดวิกฤติการครั้งประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ทำให้สังคมไทยรับทราบความขัดแย้งอย่างรุนแรงในครั้งนี้

เมื่อระบอบทักษิณไม่ยอมให้มีการตรวจสอบระบบการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็เป็นอัมพาต การตรวจสอบโดยรัฐสภาไม่สามารถทำได้เพราะ ทรท. กว้านซื้อ สส. สว และ ควบรวมพรรคเบ็ดเสร็จ ทักษิณแบ่งผลประโยชน์จัดโควตารมต.ให้กลุ่มก๊วน วังต่างๆ โกงกินประเทศได้ ทั้งหมด สื่อมวลชนที่ควรทำหน้าตรวจสอบก็ไม่ปรากฏว่ามีสื่อใดๆอย่างเข้ามาหาเหาใส่หัวยกเว้น สื่อในเครือผู้จัดการ และ นสพ. ไทยโพสต์ และ เดอะเนชั่น ที่ไม่เกรงกลัวต่อ อำนาจเผด็จการ ที่กล้านำเสนอโดยเฉพาะสนธิ ลิ้มที่ทำหน้าวิจารณ์การโกงกินบ้านเมืองของระบอบทักษิณในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางช่อง 9 อสมท.ซึ่งต่อมาถูกถอดรายการออกจึงทำให้เกิดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรและก่อเกิดเป็นพันธมิตรประชาชนตามลำดับในภายหลังซึ่งเป็นการร่วมกับ สว.น้ำดีเช่น การุณ นิรันดร์ เจิ่มศักดิ์ ฯ และองค์กรภาคประชาชน เช่น ครป. เป็นต้น

นอกจากโกงกินแล้วระบอบทักษิณยังเข้าหาประโยชน์เข้ายึดกิจการทีพีไอของประชัย โดยใช้อำนาจรัฐเบียดเบียนนายทุนชาติ อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ประชัยสู้ตายจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน 92.25 สู้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเครือผู้จัดการจนล้มระบอบทักษิณได้ในที่สุดเมื่อ ทหารทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 การล้มระบอบทักษิณเกิดจากสายธารประชาธิปไตยหลายสายเช่น สายธารจากพรรคฝ่ายค้าน คือเมื่อทักษิณถูกกดดันให้ลาออก และ ปฏิรูปการเมือง ทักษิณกลับต้องการเอาชนะทางการเมืองแบบอ่อนหัด ทำให้ พรรคปชป. ชาติไทย มหาชน ไม่ร่วมสังฆกรรม เป็นเหตุให้เกิดปรากฏการ no vote จำนวน 10 ล้านเสียง ขึ้น สายธารภาคประชาชนกลุ่มพันธมิตร ทำให้ระบอบทักษิณไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ แม้แต่เข้ามาทำงานในทำเนียบรัฐบาล เพราะถูกมวลชนเดินขบวนอย่างสันติอหิงสาปิดล้อมกดดัน การเดินขบวนเพื่อรุกใหญ่ที่กำหนดไว้วันที่ 20 ก.ย. 49 คือวันแตกหักที่สุกงอม เพราะฝ่ายพันธมิตรลุกหนักและทำการเดินขบวนหลายครั้ง หวุดหวิดทำให้เกิดการปะทะจนทำให้เสียเลือดเนื้อและปราบปราม แต่ทรราชทักษิณรู้ดีว่าหากเกิดเลือดสักเพียงหนึ่งหยดจากกระสุนเพียงนัดเดียว ระบอบและรัฐบาลทักษิณก็ถึงการอวสานในทันใด

การนัดชุมนุมวันที่ 20 ก.ย.49 ดูว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเพราะระบอบทักษิณยังมีอำนาจ พรบ.ในสถานการฉุกเฉิน หรือ พรบ. ติดหนวดที่พร้อมงัดออกมาใช้ปราบปรามผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรได้ทุกเมื่อ และได้เตรียมการซ่องสุมผู้ปฏิบัติการต่อต้านรัฐประหาร หรือ กระทำการรัฐประหารไว้เช่นเดียวกัน แต่ถูก คปค.ซึ่งเป็นสายธารสายคุมกำลังทหารที่ช่วงชิงกระทำการรัฐประหารก่อนในเย็นวันที่ 19 ก.ย เพื่อยุติการนองเลือดก่อนวันที่ 20 ก.ย จึงสิ้นสุดรัฐบาลทักษิณและระบอบทักษิณตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาในขณะที่ทักษิณอยู่ในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ประเทศสหรัฐอเมริกา การรัฐประหารไม่มีการต่อต้านจากประชาชนและทหารคุมกำลังฝ่ายทักษิณซึ่งเป็นปรากฏการที่หาน้อยเต็มทีในการรัฐประหารทุกครั้ง ซึ่งถือว่าระบอบทักษิณพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างราบคราบในสงครามมวลชนซึ่งสะท้อนจากปรากฏการ no vote มาก่อนหน้านั้น มีนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มอ้างว่าไม่มีหรอกที่ทหารทักษิณจะทำรัฐประหารเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อจากผ่าย คปค. เท่านั้นโดยข้อเท็จจริงทราบได้ว่าผู้ปฏิบัติการของฝ่ายทักษิณได้ทำการจัดตั้งเตรียมการรัฐประหารในวันที่ 19 หรือ 20 กย. แล้วซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นความลับและประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เปิดเผย

เมื่อพิจารณาจากระบอบทักษิณในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาระบอบทักษิณปกครองโดยใช้ระบอบประชานิยมบวกวิธีการจัดตั้งแบบประชาธิปไตยรวมศูนย์สั่งการจากคนๆเดียวหรือศูนย์กลางอำนาจคือทักษิณนั้นเป็นการบิดเบือนทฤษฎีสงครามมวลชนมารับใช้ระบอบเผด็จการโกงกินบ้านเมืองย่อมไม่ใช่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเพรียกหาระบอบทักษิณอีกต่อไป แม้ทหารจะทำการรัฐประหารและการปกครองโดยทหารจะไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแต่สามารถโค่นล้มระบบทรราชทักษิณลงได้ การร่าง รธน. 50 ขึ้นใหม่และ ให้มีการลงประชามติจึงเปรียบเสมือนการกวาดล้างทำลายระบอบทักษิณให้สิ้นซากและก่อร่างระบบประชาธิปไตยขึ้นใหม่โดยภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมมากขึ้น แม้จะมีข้อโต้แย้งว่า รธน. 50 ไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะมีข้อบกพร่องมากมายหลายประเด็นเช่นภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการยกร่าง สว.บางส่วนมาจากการสรรหา (หรือจะเรียกว่าการแต่งตั้งก็ได้) มีการนิรโทษกรรม คมช. และอีกๆหลายประเด็น แต่โดยทางการเมืองจำเป็นต้อง ผลักดันให้ร่าง รธน. นี้ผ่าน เพราะ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองหรือการทำสงครามกับระบอบทักษิณโดยไม่หลั่งเลือด นั่นเอง

ผู้รักความเป็นธรรม นักสิทธิมนุษยชน นักการเมืองภาคประชาชน และ คนเดือนตุลาที่มีจิตใจต้านรัฐประหารถึงที่สุดที่ไม่สนับสนุนระบอบทักษิณ ไม่สนับสนุนพันธมิตรฯ ไม่เอาศักดินา ม.7 และ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาที่มีจิตใจต้านรัฐประหารถึงที่สุด จะร่วมต่อสู้ทำสงครามที่ไม่หลั่งเลือดกับระบอบทักษิณก็คือ ลงมติรับร่าง รธน. หากพวกท่านยอมให้กลุ่ม ทรท. และ ระบอบทักษิณ สามารถเอาชนะการลงมติโดยไม่รับร่าง รธน. ได้สำเร็จ ก็ใช่ว่าสงครามจะยุติ และ เมื่อถึงวันหนึ่งสิ่งที่ปวงชนชาวไทยไม่ต้องการให้เกิดคือสงครามจริงที่หลั่งเลือดระหว่างสองฝ่าย คือฝ่ายหนึ่งมีกลุ่มพันธมิตรที่มีกำลังคนชั้นกลางเสียง no vote 10 ล้านเสียงสนับสนุน และอีกฝ่ายมีมวลชนอันไพศาลในชนบทที่นิยมระบอบประชานิยมเสพติดเป็นเสียงสนับสนุน สามารถล้มล้าง รธน.ได้ และเมื่อมีการเลือกตั้ง ทรท.มีความหึกเหิม สามารถส่ง สส. ลงเลือกตั้งได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมากได้กลับมาเป็นรัฐบาลแล้วสั่งปลด ผบ.ทบ และทหารฝ่าย คมช.ทั้งหมด สงครามประชาชนที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นและครั้งนี้ต้องหลั่งเลือดแน่นอนเพราะระบอบทักษิณแท้จริงแล้วคือเผด็จการที่พร้อมจะใช้เงินซื้อทุกอย่าง ทุกสถาบัน แม้ฝ่ายคุมกำลังเองที่อ่อนแอก็อาจหันกระบอกปืนมาประหัตประหารศัตรูทางการเมืองได้ อย่างเช่น สงครามยาเสพติด 2500 ศพ ที่เกิดขึ้นจากการสั่งการของคนเดียวก็ได้เกิดขึ้นมาในสมัยทักษิณแล้ว นอกจากนั้นการเอาหมักมาเป็นหัวหน้าพรรค ทรท.ใหม่ คนเดือนตุลาเก่าๆคงรู้กิติศัพท์ของหมักได้ดีมิรู้ลืมในชีวิตนี้ว่าโหดก้าวร้าวไม่แพ้จอมเผด็จการคนใด ผลงานชิ้นโบว์ดำคือ 6 ตค 19 นั้นไง แต่สงครามครั้งใหม่จะเป็นสงครามประชาชนของ ทรท. ที่ต้องการให้เกิดและสุดท้ายใครคือผู้ชนะนั้นฟ้าเท่านั้นที่รู้ ในการสงครามครั้งนี้จะมีคนล้มตายอีกกี่ร้อยศพทั้งสองฝ่ายอนาคตนั้นน่าสะพรึงกลัวเสียจริง ผู้รักความเป็นธรรม นักสิทธิมนุษยชน นักการเมืองภาคประชาชน และ คนเดือนตุลาทั้งสองฝ่าย อาจล้มตายจนถึงขั้นสูญพันธ์ก็เป็นได้ในสงครามครั้งนี้

โดยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของ ทรท.ที่ผ่านมาและในอนาคต จะสามารถสร้างสงครามประชาชนได้ และเอาชนะระบอบศักดินา อำมาตยาธิปไตย ได้หรือไม่ คำตอบน่าจะมีดังนี้

1) การเดินเกมการเมืองของ นปก. ที่ผ่านมาโดยใช้ผู้นำอย่าง เหวง วีระ และ จรัล เป็นแกนนำที่ไม่ได้รับการยอมรับ
ไม่มีราคาทางการเมือง การปราศรัยที่ใช้ถ้อยคำหยาบอย่าง จตุพร ณัฐวุฒิ จักรภพ ที่ผ่านมาทั้งหมดผิดพลาดถือ
เป็นการเมืองที่ผิดพลาด การชูหมักให้เป็นหัวหน้า พรรคพลังประชาชน ถือเป็นการเมืองที่ผิดพลาด เพราะการกลับมาร่วมมือระหว่างขวาจัดถึงซ้ายที่หลบหนีเข้าป่าอย่างแกนนำ อย่าง จาตุรนต์ ซึ่งขณะนี้ถูกจัดให้เป็นนักการเมืองน้ำเน่าขาดความน่าเชื่อถือในวันถูกยุบพรรค ได้ทำการทรยศต่ออุดมการณ์ เปลี่ยนสี ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ ทรท. พ่ายแพ้ ทางการเมืองอีก ครั้ง ไม่สามารถโหมกระแสและปลุกมวลชนอันไพศาลให้มาเอาชนะการลงประชามติไม่รับร่าง รธน.ได้

2)ถึงแม้ว่าในขณะนี้ บิ๊กบังไม่แสดงท่าทีไม่ชัดเจนว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่อาจทำให้มวลชน และ คนชั้นกลาง ที่ออกเสียงโนโวต จำนวน 10 ล้านเสียง ที่อยู่ในเขตการเลือกตั้งที่1 ทั่วประเทศไม่อาจไว้วางใจ ในทหารได้ อาจไม่รับร่าง รธน. บวกด้วยเครือข่ายทักษิณที่มีการจัดตั้งอย่างดีทำการโหมโฆษณาบิดเบือนสาระของรัฐธรรมนูญ และสามารถทุ่มเงินอย่างหนักแจกจ่ายให้มวลชนอันไพศาลก็อาจเอาชนะการทำประชามติไม่รับร่าง รธน. จนถึงขั้นฝ่ายรัฐบาล และ คมช. ที่กุมอำนาจรัฐแพ้การลงประชามติได้ ถือว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้ล้มเหลว บิ๊กบัง ทำลายตัวเองและความชอบธรรมในการรัฐประหารครั้งอย่างย่อยยับด้วยน้ำมือของทหารเอง

3)ถ้า บิ๊กบัง เล่นการเมือง ทรท.จะกลับมาชนะแน่นอนในระยะยาวแม้พ่ายแพ้ลงประชามติในวันที่ 19 ส.ค. นี้

คนไทยในแผ่นดินไทย

คุณๆ ทั้งหลายที่รับร่างไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด กรุณาอย่าเอาเหตุผลและความรู้สึกของคุณมาปะปนและกล่าวหาผู้ที่ไม่รับร่าง
แล้วกรุณาอย่าเที่ยวไปคิดหรือเข้าใจเพราะถูกปลุกปั่นมาด้วยข่าวสารด้านเดียวจากฝ่ายอำนาจใหม่เกี่ยวกับการกระทำผิดใดๆ เกี่ยวกับการล้มร่าง รธน.
พวกคุณควรใช้หัวสมองตรองดูว่า กำลังถูกหมอผีที่กำลังครองเมือง ปลุกเอาวิญญาณของทักษิณมาสร้างเป็นผีมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์เพื่อหลอกใคนเอาผ้ายันต์กันผีปี 50 มาครอบหัวเพื่อตกอยู่ใอนาจหมอผีที่จะกลายร่างไปเป็นปีศาจที่ครองร่างดูดเลือดประเทศไทยต่อไป
แล้วก็เลิกได้แล้วกับการตราหน้าคนไม่รับ รธน. ว่าป่วนชาติ รักทักษิณ รับเงินมาล้ม รธน.

มาร์ค

มาร์ค(อภิสิทธิ์)หมกเม็ดเป้าหมายสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 คือ ปฏิรูปการเมือง

ที่หมกเม็ดเพราะมาร์คสมัยเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯคุมการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลชวน 2540-2543 ล้มเหลวอย่างสิ้นท่าเพราะขาดการใฝ่รู้

1. ไม่รู้ว่าประเด็นการปฏิรูปการเมืองของโลกที่เปลี่ยนแปลงคือ "การบริหารระบบ"(Quality Management System)

2. มาร์คไม่รู้ว่า"ระบบ"ดังกล่าวคืออะไรและบริหารอย่างไร

3. มาร์จบจากอ๊อคฟอร์ดของอังกฤษแต่การบริหารระบบดังกล่าวเกิดใน USA.

มาร์ครีบรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหวังผลเป็นรัฐบาลอยากเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ล้มเหลวเรื่องปฏิรูปการเมือง

เป็นรัฐบาลไปทำไม ? เมื่อล้มเหลวเรื่องบริหารที่เป็นหัวใจของการเป็นรัฐบาล

ประชาธิปวด ณ ชายยัน

มาร์คเสียคน เพราะอยากเป็นใหญ่ มาร์คควรศึกษาสำนวนที่ชวนเคยถูกด่าว่า "พายเรือให้โจรนั่ง" สมัยประชาธิปัตย์เป็นใหญ่ ส่วนไชยันต์ แก้ผ้าล่อนจ้อน คุณไม่ใช่โพสต์โมเดิร์น แต่คือฟาสซิสต์อีซึ่ม จะเลิกอ่านหนังสือทุกเล่าที่คุณเขียน จำเอาไว้

ไท

19 เขียนได้ห่วย ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะเดือนไหน อั้ยที่คลานเกลื่อนกลาดข้างรองเท้าบู๊ท คนเดือนตุลาก็เยอะแยะ

abc

ความคิดเห็นที่ 11

ดา

124.120.35.xxx
นายวรเจตน์ อ้าง ม.309 ในมาตรานี้ บอกว่า อะไรที่ถูก ให้ถือว่าถูกต่อไป ไม่ได้บอกว่าอะไรที่ผิดให้กลายเป้นถูก ใครสับสนกันแน่ พวกคุณทั้งหลายไม่ต้องออกมาตอบโต้ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ คุณก็ไม่สามรถสอนลูกคุณให้แยก ถูก-ผิด ชั่ว -ดี ได้แล้ว แล้ววันนั้น คุณจะรู้สึกเอง ดูแต่นายคุณ ที่มีเงินล้นฟ้า แต่หาลูกที่ดีไม่ได้แม้แต่คนเดียว ในวงการศึกษาการทุจริตในการสอบถือว่าผิด เพราะเอาเปรียบสังคมอย่างร้ายแรง ถ้าพวกดุณยังเห้นสิ่งเหล่านี้ถูกต้องก้ทำต่อไป เพราะหลังจากตาย ไม่มีใครทราบว่าจะพบกับอะไร ใครทำกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น

วันที่ 18/8/2550 12:4

----------------------------------------
ความเห็นนี้ของคุณดา ที่กล่าวหาคนอื่นนั้น ดูเหมือนจะเป็นการด่าตัวเองทุกเรื่องทุกข้อ มากกว่านะครับ
[emo12.gif]

abc

มุมมองของฝ่ายต่างๆ ต่อมาตรา309

1. อ.วรเจตน์ บอกว่าเป็นการเขียนกฏหมายที่อัปลักษณ์มากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ไม่มีใครเขียนกฏหมายออกมาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน แค่อ่านมาตรา 309 มาตราเดียวก็ตัดสินใจได้เลยว่าจะปล่อยให้รัฐธรรมนูญลักษณะนี้ออกมาไม่ได้เด็ดขาดเพราะจะเป็นปัญหาของประเทศชาติชนิดที่ว่าไม่มีใครคาดคิดผลที่จะตามมา มาตรา 309 มีเนื้อหาคุ้มครองการกระทำการใดๆของพวก คมช.ทั้งที่ผ่านมาในอดีตและที่จะมีต่อไปในอนาคตจากนี้ไปว่าไม่เป็นความผิด ไม่สามารถเอาผิดใดๆ นิรโทษกรรมทั้งเรื่องที่ผ่านมาและที่จะมีขึ้นต่อไป

2.มุมมองมาตรา 309 ของ อ.ไชยยันต์ ชัยพร หนุ่มผมยาวฉีกบัตรบอกว่าจำเป็นต้องมีมาตรา 309 เพื่อให้ คตส.มีความชอบธรรมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบทักษิณต่อไปให้ถึงที่สุด ถือเป็นคนที่เอา อคติอยู่เหนือหลักการ ซึ่งไม่น่าจะใช่คุณสมบัติที่ดีของคนที่จะมาเป็นครูบาอาจารย์ได้เลย

3. มุมมองของพรรค ปชป.ต่อมาตรา 309 เห็นว่ามาตรา309เป็นเพียงแค่การเขียนขึ้นมาทางเทคนิคเท่านั้นเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น พรรค ปชป.มองว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวอะไรอย่างที่ฝ่ายไม่รับร่างฯขู่ไว้ นี่ก็ไม่ใช่คุณสมบัติของพรรคการเมืองที่ตระหนักในความทุกข์สุขของประชาชน

abc

อ.ไชยยันต์ อ้างว่าที่ไล่ทักษิณเพราะทักษิณไม่มีคุณธรรม ซื้อขายหุ้นแล้วหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ลแวมาเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ

ถ้า อ.ไชยยันต์เป็นคนมีมาตฐานทางคุณธรรมเช่นนี้จริงไม่ปลิ้นปล้อนตลบแตลง อ.ไชยยันต์ต้องออกมาแสดงความรังเกียจพฤติกรรมการได้มาของที่ดินเขายายเที่ยงของนายกฯสุรยุทธ์ด้วย

และการหลอกจดทะเบียนสมรสซ้อนเพื่อเอาเมียหลายคนของประธาน คมช.ด้วย

แต่พฤติกรรมการแสดงออกของ อ.ไชยันต์กลับเข้าไปทำงานรับใช้ให้บุคคลเหล่านี้อย่างพินอบพิเทา ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า อ.ไชยยันต์ไม่ได้รังเกียจกับการได้มาอย่างไม่ชอบด้วยกฏหมายของที่ดินเขายายเที่ยงและการหลอกสาวทำเมียด้วยการจดทะเบียนสมรสซ้อนของประธาน คมช.

มาตรฐานทางคุณธรรมของนายไชยยันต์ ชัยพรจึงเป็นเพียงข้ออ้างของคนตลบแตลงปลิ้นปล้อนหลอกลวงประชาชนไม่ต่างไปจากคนอื่นที่ อ.ไชยยันต์ด่าเขามาตลอด

น่าสมเพทกับคนอย่างนี้ที่มาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงนั้นนะครับ

การ์ตูน

ผมมีความรู้สึกอย่างเดียวให้คุณดาครับ คือสงสาร
ส่วนไชยันต์ ผมว่าเขาก็มีหลักการของเขา แต่ดูเหมือนเป็นหลักการที่ตั้งอยู่บนฐานของอารมณ์เสียมาก

พุฒิวนากุล

รับ ไม่รับเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล อย่าให้การเมืองวุ่นวายมากกว่านี้เลย