ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อวันที่ 15 .. 50 มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดงานเสวนา "ครบรอบ 100 ปีปริทัศน์: รัฐธรรมนูญและกบฏปฏิวัติรัฐประหาร - การเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ พ..2454-2550" ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อจากนี้คือการถอดความและเรียบเรียงการบรรยายเรื่อง "สถาปัตยกรรมไทย: ภาพสะท้อนการเมืองในสยามประเทศไทย" โดยชาตรี ประกิตนนทการ


อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมี ศรัณย์ ทองปาน เป็นผู้ดำเนินรายการ


 


 


0 0 0


 


 


ชาตรี ประกิตนนทการ


อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


 


 


ศึกษาสถาปัตยกรรมจากกรณีเฉพาะที่เป็นอาคารสาธารณะ เนื่องจากอาคารสาธารณะคือสิ่งที่ผู้สร้างสื่อต้องการสื่อความหมายบางประการต่อสังคม โดยความหมายของสถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารสาธารณะจะขยายคลุมไปถึงพื้นที่แวดล้อมอาคารด้วย ทั้งนี้ สถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารสาธารณะมีความแตกต่างไปจากอนุสาวรีย์ตรงที่อนุสารีย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองอยู่แล้ว แต่สำหรับงานสถาปัตยกรรมอาคารสาธารณะนั้น ปกติก็เห็นเป็นอาคารใช้งานเดินเข้าออกได้ตามปกติ จึงไม่รู้สึกอะไร ดังนั้น อาคารสาธารณะมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ที่ซ่อนอย่างแนบเนียน การศึกษาจึงอาศัยการตีความเป็นหลัก


 



ภาพที่ 1 เมรุชั่วคราวของ 17 ผู้เสียชีวิตคราวปราบกบฎบวรเดช ณ ท้องสนามหลวง พ.ศ.2476


 


 


รูปแบบทางสถาปัตยกรรมคือเมรุชั่วคราวของผู้เสียชีวิตคราวปราบกบฎบวรเดช ณ ท้องสนามหลวง คือการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกทางรูปแบบสถาปัตยกรรมสาธารณะ จะเห็นว่าเมรุดังกล่าวสร้างเป็นรูปกล่อง ไม่มีองค์ประกอบทางสถปัตยกรรมตามประเพณี (เช่น - ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เพิ่มเติมโดยผู้รายงาน)


 



ภาพที่ 2: เมรุที่สร้างตามคติโบราณประเพณี ก่อน พ.ศ.2475


 


ทั้งนี้ การสร้างเมรุชั่วคราวดังกล่าวที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) เดิมรัชกาลที่ 7 ไม่ทรงยินยอม แต่ทางคณะราษฎรยืนยันที่จะสร้างเมรุชั่วคราวบนทุ่งพระเมรุ รัชกาลที่ 7 จึงต้องทรงยินยอม แต่ระบุถ้อยคำด้วยท่วงทำนองว่า "ไม่ได้เป็นพระราชประสงค์"


 


พ.ศ. 2475 คือเส้นแบ่งในหลายๆ อย่าง สิ่งที่น่าจะเป็นเหตุผลที่รัชกาลที่ 7 ไม่โปรดให้สร้างเมรุชั่วคราวในพื้นที่ทุ่งพระเมรุนั้น เป็นเพราะพื้นที่นี้ถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในวัฒนธรรม ในแง่พิธีศพ หัวใจอยู่ที่สนามหลวง และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางวัฒนธรรมยังกินความกว้างไกลไปถึงคลองรอบกรุงซึ่งเลือดไพร่ห้ามตกในพื้นที่ เพราะเป็นพื้นที่ทางพิธีกรรมที่ใช้เฉพาะสำหรับกษัตริย์ ดังนั้นคราวสร้างเมรุชั่วคราวสำหรับ 17 ศพ ที่เสียชีวิตคราวปราบกบฎบวรเดชในพื้นที่ตรงนี้จึงเป็นการทำร้ายจิตใจฝ่ายเจ้ามาก เมรุชั่วคราวนี้จึงมีนัยยะทางสัญลักษณ์ที่รุนแรงและชัดเจนในการใช้พื้นที่สาธารณะ


 


อีกประการหนึ่ง ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2475 พานรัฐธรรมนูญได้ถูกยกขึ้นมาเหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง จึงต้องใช้พนักงานภูษามาลาเชิญรัฐธรรมนูญ และมีงานฉลองรัฐธรรมนูญทุกปีตลอดช่วงเวลาที่คณะราษฎรมีอำนาจ มีการจัดพลับพลาที่สนามหลวง ดังรูป


 

 



ภาพที่ 3: พลับพลารัฐธรรมนูญ



 


สัญลักษณ์นี้ยังถูกถ่ายแบบไปอีก 70 จังหวัด และคล้ายถูกยกมาแทนที่สถาบันด้วย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความหมายของพานรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นอย่างคณะราษฎรเคยใช้มาแต่เดิม



ภาพที่ 4 : อนุสาวรีย์ปราบกบฎ หรืออนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ


ที่ปัจจุบันเพียงเรียกชื่อตามแหล่งที่ตั้งว่า อนุสาวรีย์หลักสี่


 


อนุสาวรีย์ปราบกบฏ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงคราวเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช  พ.ศ. 2476 ก็ใช้พานรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์ แต่ชื่อปัจจุบันคืออนุสาวรีย์หลักสี่และกลายเป็นอนุสาวรีย์ที่เหงาสุดในกรุงเทพฯ เนื่องจากบริบททางสังคมที่ทำให้ถูกลืมจึงไม่บอกนัยยะอะไร ชื่อก็กลายเป็นเพียงการบอกสถานที่


 



ภาพที่ 5 : วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน


 


ในพื้นที่เดียวกัน ได้สร้างวัดพระศรีมหาธาตุ อีกแห่ง ในยุคคณะราษฎร เดิมทีวัดดังกล่าวจะตั้งชื่อว่า วัดประชาธิปไตย และวัดนี้เป็นวัดมหาธาตุแห่งที่ 2 ของกรุงเทพ ในขณะที่ตามเมืองต่างๆ จะมีวัดมหาธาตุแค่วัดเดียวเท่านั้น ปัจจุบันวัดนี้รู้จักกันในชื่อที่เรียกแค่ว่า วัดพระศรี หรือเป็นวัดที่เอาไว้เผาศพทหาร สุดท้ายกลายเป็นวัดเฉพาะในกลุ่มคณะราษฎร เช่น ที่เก็บกระดูกของบรรดาคณะราษฎร ทั้งนี้ ในช่วงหลัง พ.ศ. 2475 พื้นที่ทุ่งบางเขนจากเดิมที่เคยเป็นทุ่ง รอบๆ พื้นที่นี้คล้ายถูกโปรโมทให้สำคัญขึ้น เช่น การสร้างถนนพหลโยธินที่มาจากชื่อของพระยาพหลพลพยุหเสนา


 


สยามใหม่  - ไทยใหม่


คำว่าสยามใหม่ในที่นี้ไม่ได้เป็นความหมายที่ใช้ทั่วไปในทางวิชาการที่กำหนดให้สยามใหม่ คือช่วงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา แต่หมายถึงสยามหลังจาก พ.ศ. 2475


 


พ.ศ. 2475 คล้ายเป็นเส้นแบ่งทั้งทางประวัติศาสตร์ ทางศิลปะและสถาปัตยกรรม หรือทางวัฒนธรรมซึ่งมีส่วนเสริมคณะราษฎรในแง่การเมืองการทหาร


 


ภาพที่ 6 : อาคารชั่วคราวกรมศิลปากรในงานฉลองรัฐธรรมนูญ


 


อาคารชั่วคราวของกรมศิลปากร ในงานฉลองรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ถือว่าตัดขาดจากสถาปัตยกรรมแบบจารีตประเพณี


 



ภาพที่ 7 : การใช้สถาปัตยกรรมที่ไม่มีหลังคาจั่วแบบคณะราษฎรเป็นฉาก


 


สังเกตว่าอาคารสมัยคณะราษฎรมีการใช้สถาปัตยกรรมเป็นฉาก ซึ่งเป็นอาคารที่มักไม่มีหลังคาจั่วแต่เป็นหลังคาตัด มีเรื่องเล่ากันว่า สมัยนั้นเคยมีคนแก่เดินมาที่ถนนราชดำเนินเห็นอาคารแบบนี้ก็ถามว่าทำไมสร้างไม่เสร็จเสียที เพราะมันไม่มีหลังคาจั่วแบบประเพณีจึงดูเหมือนสร้างยังไม่เสร็จตลอดเวลา และนี่คือความใหม่ในยุคดังกล่าว


 



ภาพที่ : 8 โรงแรมสุริยานนท์ วันเปิดจะเห็นว่าสีของโรงแรมเป็นสีดำ
แต่ตอนนี้ทาเป็นสีเหลืองเพราะผู้บูรณะอาคารบอกว่าขูดอาคารดูสีเก่าแล้วพบว่าเจอสีเหลือง


 



ภาพที่ 9 : งานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดทุกปีในช่วงคณะราษฎรยังมีอำนาจ


 


งานฉลองรัฐธรรมนูญู จัดซุ้มออกงานด้วยการสร้างอาคารที่จริงจังเพื่อสะท้อนอุดมการณ์บางประการ ซึ่งไม่เหมือนการออกซุ้มงาน เช่น งานกาชาดในปัจจุบัน ที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ค่าซุ้มใช้ราคาถูกที่สุด สิ่งสำคัญในยุคนั้นคือพานรัฐธรรมนูญและหลัก 6 ประการ บนสถาปัตยกรรมจึงต้องมีภาพพานรัฐธรรมนูญ และสิ่งแสดงถึงหลัก 6 ประการ ซึ่งแสดงออกมาง่ายๆ เมื่อนับตัวเลขเป็น 6 เช่น อาคารมีเสา 6 ต้น การประดับธง 6 ผืน หรือเจดีย์วัดพระศรี ที่บัวกลุ่มมี 6 ชั้นหรือเป็นเลขคู่ ในขณะที่การทำบัวกลุ่มของเจดีย์ตามประเพณีเป็นเรื่องที่รู้กันว่าต้องเป็นเลขคี่เพื่อให้เป็นมงคล


 

 



ภาพที่ 10 : สถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎรที่ต้องมีภาพพานรัฐธรรมนูญ และเสา 6 ต้น


 


สำหรับลักษณะทางศิลปกรรมยุคคณะราษฎร ก็คืองานสะท้อนหลัก 6 ประการและพานรัฐธรรมนูญ เช่น งานศิลปะที่ชื่อเลี้ยงช้างน้อยด้วยอ้อยหก เป็นประติมากรรมรูปช้างม้วนอ้อย 6 อัน ช้างก็เหมือนสัญลักษณ์แทนประเทศไทยที่จะเติบโตขึ้นด้วยหลัก 6 ประการ เป็นต้น


 


ศิลปกรรมยุคนี้ยังเน้นการทำเป็นรูปคนที่แสดงสัดส่วนชัดเจนและเหมือนนักกล้ามเปลือย ผู้นำคนสำคัญทางศิลปะในยุคนั้นคือ ศิลป์ พีระศรี มีคำอธิบายในประเด็นนี้การทำลักษณะทางศิลปะแบบนี้คือ การแสดงออกทางศิลปะที่เหมือนกับศิลปกรรมที่นิยมในเยอรมนีและอิตาลีที่มีความสัมพันธ์กันกับไทยในเวลานั้น และยังคล้ายกับการด่างานแบบอุดมคติในงานจิตรกรรมไทยที่ดูอ้อนแอ้นอ่อนแอสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังการปาฐกถาของหลวงวิจิตรวาทการในเรื่องมนุษย์ปฏิวัติที่ว่า


 


ภาพที่11 : บทความสะท้อนแนวคิดมนุษย์นิยมที่ปฏิเสธความงามทางศิลปะแบบเจ้า


ที่สรรเสริญผู้ที่มักได้ดีโดยไม่ต้องทำอะไร


 



ภาพที่ 12 : ลักษณะงานศิลปะยุคคณะราษฎรที่มักทำรูปคนเปลือยดูแข็งแรง มีกล้ามเนื้อสัดส่วนชัดเจน


 



ภาพที่ 13 : มนุษย์นิยมแบบคณะราษฎร


แม้แต่ผู้หญิงก็ต้องดูสมบูณ์อวบอิ่ม เป็นพลเมืองในยุคไทยใหม่




ภาพที่ 14 : แม้แต่ครุฑ ในสมัยคณะราษฎรก็ต้องดูแข็งแรง มีกล้ามท้อง


 



ภาพที่ 15 : ในระดับรายละเอียดก็รณรงค์จนยุ่มย่ามในชีวิตด้วย เช่น
การให้กินกับข้าวมากๆ
ตรงนี้เป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรมด้วย


 


กลับสู่สยามเก่า -ไทยเก่า


ช่วง พ.ศ. 2475 -2490 คือสยามใหม่ - ไทยใหม่ แต่พอหลังจาก พ.ศ. 2490 ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ช่วงก่อนเวลา พ.ศ. 2475 หมด


 



ภาพที่ 16 : ชาติในจินตนาการ


 


จากการได้ฟังเรื่อง "ชาติในจินตนาการ" ของ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ (นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่เคยไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้เห็นประเด็นว่าแม้ว่าหลวงวิจิตรวาทการจะเคยเป็นมันสมองที่สำคัญของคณะราษฎรก็ตาม แต่ก็ยังทำงานสืบเนื่องต่อมาในยุคนี้ซึ่งสะท้อนออกมาในแนวทางที่อนุรักษ์นิยมมาก เช่น ในทางประวัติศาสตร์ก็ทำเพียงการเพิ่มพล็อตต่อจากประวัติศาสตร์ชาติไทยของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่าคนไทยมาจากเขาอัลไต ลงมาน่านเจ้า เป็นไทยใหญ่ ไทยน้อย เพียงแต่ผูกโยงไปที่อีสานและเวียดนามเพิ่มขึ้น เพื่อเดินตามไปนโยบายมหาอาณาจักรที่ต้องการจะขยายออกดินแดนไป


 


อย่างไรก็ตาม มันยังอยู่ในร่มประวัติศาสตร์แบบเดิม ซึ่งแม้ชาติในจินตนาการเชิงสัญลักษณ์จะถูกตัดขาดไปในช่วงคณะราษฎร แต่ความเป็นไทยในทางประวัติศาสตร์ไม่เคยตัดขาดและต่อเนื่องมาจนหลัง พ.ศ. 2490 สัญลักษณ์ในยุคคณะราษฎรจึงถูกชิงความหมายไปอย่างรวดเร็วหลัง พ.ศ. 2490  


 


 


 



 


ภาพที่ 17 : ชาติในจินตนาการทางขอบเขตและประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ไม่เคยถูกตัดขาดและต่อเนื่องไปจนหลัง พ.ศ.2490


 


 



ภาพที่ 18 : สัญลักษณ์ที่ถูกช่วงชิงผ่านงานศิลปะอนุสาวรีย์พระบิดาด้านต่างๆ ที่สร้างขึ้นมากมาย 
หลัง พ.ศ.
2490 โดยคนสำคัญกลุ่มเดิมที่ทำงานสืบเนื่องต่อจากสมัยคณะราษฎร


 


หลัง พ.ศ. 2490 งานศิลปะจึงกลายป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาก มีการสร้างอนุสาวรีย์พระบิดาด้านต่างๆ โดยใช้คนกลุ่มเดิมซึ่งก็คือ ศิลป์ พีระศรี และหลวงวิจิตรวาทการ เป็นผู้สืบสร้างงานศิลปะและสัญลักษณ์ ในขณะเดียวกันจากเดิมที่หลวงวิจิตรวาทการเคยบอกว่าศิลปะแบบตามประเพณี อ้อนแอ้น ไม่สวยงาม ในยุคนี้เมื่อมีการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ งานลักษณะอ้อนแอ้นที่กลับสู่แบบประเพณีดังกล่าวกลับได้รับรางวัลเหรียญทอง


 



ภาพที่ 19 : งานศิลปะที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ


 


นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมอาคารสาธารณะแบบคณะราษฎรยังเริ่มถูกรื้อออกไป เช่น โรงภาพยนต์เฉลิมไทย โดยตอนรื้อ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทมีข้อเขียนที่ให้เหตุผลว่า



ภาพที่ 20 : ข้อเขียนหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมท แกนหลักคนสำคัญฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลัง พ.ศ.2490 ที่มีส่วนสำคัญในการรื้อสัญลักษณ์ของศิลปะคณะราษฎร
โดยมองว่าต่ำทราม และไม่กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมในกรุงเทพฯ


 






ภาพที่ 21 : โรงภาพยนต์เฉลิมไทย


 


ทั้งนี้ คำว่า กรุงเทพฯ ในความหมายของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ตามที่กล่าวได้หมายถึง "วัด" และ "วัง" เท่านั้น จากข้อเขียนนี้ ในทางอนุรักษ์ก็ยึดเอาเป็น คึกฤทธิ์ชาเตอร์ เพื่อใช้ประเมินคุณค่าศิลปกรรมทางประวัติศาสตร์ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์จึงมีความสำคัญและสร้างเรื่องราวที่เสริมศิลปวัฒนธรรมแบบสยามเก่าอย่างสูงมาก


 



ภาพที่ 22 : เมรุถาวรแบบคณะราษฎรแห่งแรกที่วัดไตรมิตรฯ เป็นต้นแบบของเมรุในปัจจุบัน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนแนวทางหลัก 6 ประการ


 


หากไม่นับเมรุชั่วคราวหลังปราบกบฎบวรเดช เมรุถาวรแห่งแรกสร้างไว้ที่วัดไตรมิตร ปัจจุบันรื้อออกแล้ว การสร้างเป็นเมรุถาวรแบบนี้คือการสะท้อนการคำนึงถึงสุขลักษณะตามหลัก 6 ประการ และเมรุนี้เป็นต้นแบบของเมรุที่เห็นในปัจจุบัน


 


หลัง พ.ศ. 2490 แม้จะเป็นช่วงเวลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคที่ 2 แต่ถึงเป็นบุคคลเดียวกันจะเห็นว่าตึกอาคารมีลักษณะประนีประนอมจนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ขึ้น คือ เริ่มนำจั่วแบบไทยเดิมมาผสมกับสถาปัตยกรรมที่ลดทอนรายละเอียดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอย่างช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลง อาจเพราะยังถือว่ามีอิทธิพลของยุคประชาธิปไตยจึงยังไม่กลับไปเป็นแบบวัดเต็มที่ตามลักษณะสถาปัตยกรรมของเจ้า แต่ก็มีหลังคาจั่ว



ภาพที่ 23 : สถาปัตยกรรม หลัง พ.ศ. 2490 แม้จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะกลับมาคุมอำนาจอีกครั้ง แต่อาคารเริ่มกลับมามีหลังคาจั่วแบบไทยประเพณี


 


ยุคปัจจุบัน


จากการศึกษาเฉพาะกรณีสัญลักษณ์บนถนนราชดำเนิน พบว่าสามารถสะท้อนความหมายออกมา 4 แบบ คือ


 


1. ความหมายในแบบคณะราษฎรที่หมดความหมายไปในปัจจุบัน


 


2. ความหมายหลัง 14 ตุลา 2516


 


ความหมายเดิมของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นเพียงชื่อที่ใช้ในยุคคณะราษฎรแต่ถูกแปลงให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา อนุสาวรีย์ถูกใช้แสดงความหมายทางประชาธิปไตยเรื่อยมา


 



ภาพที่ 24 : อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน วันที่ 14 ตุลาคม 2516


 


อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง 14 ตุลา ก็ได้ถูกเบี้ยวความหมายไปเช่นกัน เช่น การสร้างอนุสาวรีย์ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน ที่ทำเป็นลักษณะสถูป เรียบง่าย คล้ายกับการระลึกถึงผู้ตายเหมือนให้มันปลงๆ ลืมๆ ไปเสียตามลักษณะแบบไทยๆ ซึ่งส่วนตัวมองว่ามันไม่สื่อความหมายของ 14 ตุลา อาจจะด้วยการใช้เวลาที่ยาวนานมากกว่าจะได้สร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงมีการต่อรองมากมายจนทำให้อนุสาวรีย์ที่สร้างไม่สื่อความหมายเกี่ยวกับจิตวิญญาณของนักศึกษาที่ลุกฮือ อนุสาวรีย์นี้ควรสามารถสื่อความหมายที่ระลึกถึงจิตวิญญาณของ 14 ตุลา ว่าต้องแลกมากับอะไร แม้แต่การใช้วัสดุ อย่างหิน หรือดิน มันก็สะท้อนนัยยะ แต่อนุสาวรีย์นี้กลับใช้แกรนิตที่มันวาวเป็นแบบห้างที่ไม่น่านำมาใช้สร้างอนุสรณ์สถาน นัยยะได้ถูกแปลงจนดูไม่มีพลัง การเอาโปสเตอร์ภาพเหตุการณ์ไปติดยังดูมีพลังมากกว่า อนุสาวรีย์ควรออกแบบที่สะท้อนภาพ 14 ตุลา ออกมาให้ได้อย่างในภาพข้างล่าง แต่มันได้ถูกบิดเบี้ยวไปด้วยอะไรบางอย่าง



ภาพที่ 25 : ภาพเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ต้องสื่อความหมายออกมาให้ได้



 




ภาพที่ 26 : อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่ชวนปลงๆ ลืมๆ แบบไทยๆ ?


 


3. ความหมายทางความทรงจำแบบพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เพิ่มพูนอย่างไม่เป็นทางการหลัง พ.ศ. 2490


 


หลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ความหมายนี้ถูกสะท้อนออกมามาก เช่น การสร้างซุ้มเทิดพระเกียรติบนถนนราชดำเนินเป็นครั้งที่ 2 หลังจากสร้างครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 กลับจากประพาสยุโรป โดยครั้งนั้นสร้างเพื่อฉลองราชพิธีกาญจนาภิเษก


 


ข้อสังเกตสำคัญคือการใช้คติแก้ว 7 ประการ ในซุ้มกาญจนาภิเษก 7 ซุ้ม ตามคติจักรพรรดิราช อันเป็นแบบไทยประเพณีโบราณที่ย้อนกลับไปมาก เพราะแม้แต่สมัยรัชกาลที่ 4 หรือรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ใช้คตินี้แล้ว ซึ่งซุ้ม 60 ปีในปัจจุบันก็ใช้คติดังกล่าว


 


ภาพที่ 27 : ซุ้มกาญจนาภิเษก ใช้คติแก้ว 7 ประการ ตามคติจักรพรรดิราชแบบโบราณกว่าสมัยรัชกาลที่ 4


 



ภาพที่ 28 : ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี ที่สร้างตามคติแก้ว 7 ประการ


 



ภาพที่ 29 : สัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดผ่านแสงไฟกลางคืน


 



ภาพที่ 30 : การผนวกความทรงจำสมัยรัชกาลที่ 5 กับปัจจุบัน
ภาพถ่ายกลางคืนแสดงอำนาจที่สะท้อนผ่านความทรงจำสาธารณะ


 


4. ความหมายของอำนาจรัฐบนพื้นที่


ความหมายนี้สะท้อนผ่านแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และแผนแม่บทกรุงเทพฯ ที่เน้นการโชว์แต่วัดกับวัง การย้ายส่วนราชการออกไป และการเปิดพื้นที่สีเขียวให้เป็นที่สาธารณะ ตัวอย่างเช่น การสร้างพื้นที่สาธารณะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 โดยรื้อโรงภาพยนต์เฉลิมไทยออกไป แต่พื้นที่สาธารณะดังกล่าวกลับใช้เป็นพื้นที่สาธารณะจริงไม่ได้เพราะมันร้อนมาก ส่วนที่ไม่ร้อนก็มีแต่ห้ามเข้าไปใช้ซึ่งการเข้าถึงที่สาธารณะได้มากหรือน้อยสะท้อนจากตรงนี้


 


ภาพที่ 31 : กรุงเทพฯตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์


 



ภาพที่ 32 : ลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 ที่สาธารณะซึ่งร้อนมาก


 


 






ภาพที่ 33 : สถานที่ไม่ร้อนในที่สาธารณะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 แต่ห้ามขึ้น


 


 



ภาพที่ 34 : ถนนราชดำเนินที่รัฐต้องการให้เป็น





สิ่งที่รัฐต้องการให้ถนนราชดำเนินเป็นคือ บรรยากาศที่ดูสวยๆ ไม่มีพลัง ตึกอาคารถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขณะเดียวกันรัฐก็ได้ใช้ประเด็นพระราชอำนาจมาเป็นเหตุผลในการเคลียร์พื้นที่ให้เป็นไปตามแผนแม่บทฯของรัฐ


 


อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วมีกรณีตัวอย่างที่สะท้อนว่า สิ่งที่คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์คิดจัดทำให้เป็นไปตามแผนแม่บทฯ ด้วยการย้ายสถานที่ราชออกไปและเพิ่มพื้นที่สีเขียวนั้นมันผิด ซึ่งกรณีตัวอย่างที่สำคัญคือ เกิดการสร้างทำเนียบองคมนตรีได้บนพื้นที่ตรงข้ามวัดพระแก้ว


 

 



ภาพที่ 35 : ทำเนียบองคมนตรี ตรงข้ามวัดพระแก้ว


 


หรืออีกกรณีหนึ่งคือการวางแผนรื้อตึกอาคารศาลฎีกาที่สร้างโดยคณะราษฎรแล้วตามมาด้วยการสร้างใหม่ โดยให้เป็นอาคาราชการเหมือนเดิมแต่มีหลังคาจั่ว สิ่งเหล่านี้จึงแสดงว่าสิ่งที่คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ต้องการรื้อเพื่อสร้างพื้นที่ที่สาธารณะนั้นมันล้มเหลว


 



ภาพที่ 36 : ศาลฎีกา ที่ต้องรื้อสร้างใหม่


 



ภาพที่ 37 : สิ่งปลูกสร้างที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่เพื่อเป็นอาคาราชการเช่นเดิม

Comments

ซุป

ให้มุมมองใหม่ น่าสนใจมากครับ

ขุนพลน้อย

ลึกซึ้ง ซ่อนเหลี่ยม ซ่อนคม เป็นการชิงพื้นที่ในจิตรใจของประชาชนอย่างแยบคาย นี่คือการริเริ่มวาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" ที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา ในรัชสมัยปัจจุบัน

Khana Ratsadon School of Arts

ลิงก์เพิ่มเติม:

ชาตรี ประกิตนนทการ, "ศิลปะคณะราษฎร", ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 5 ฉบับที่ 1, มกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2550
http://www.sameskybooks.org/upload/file/17-276chatreep90-111.pdf

ชาตรี ประกิตนนทการ, "คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ", สำนักพิมพ์มติชน, มิถุนายน 2548. ISBN 974-323-522-1
http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=480714152600

ชาตรี ประกิตนนทการ, "การเมืองและสังคมในศิลปสัตยกรรม สยามสมัยไทยประยุกต์ชาตินิยม", สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2550. ISBN 9789743233237
http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=500503103705

ประชาไท, "ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์", ประชาไท, 19 กันยายน พ.ศ. 2550
http://prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9615&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

นายไทย

การได้อ่านวาทกรรมบริบทส่วนสังคมนี้เป็นการสร้างภูมคติแห่งประชาธิปไตยที่ชี้ชัดเห็นจริงถึงอิสระภาพ...ที่มวลมนุษย์ไฝ่แสวงหา...ขอขอบพระคุณที่ได้ให้ความรู้ครับ

*-*

อยากอ่านมิติการต่อสู้ด้วยสัญลักษณ์แบบนี้ในสถานการณ์ปัจจุบันครับ

บอดเองครับ

บอดไม่ค่อยชอบเลย
ตระกูลบอดผิดด้วยหรือ
ต่อไปลูกหลานบอดจะอยู่ยังไงครับ
กงกงกระเทยเฒ่าก็อายุมากแล้วจะเข้าโลงวันไหนก็ไม่รู้
ไอ้คนโตก็ปึ๊กปึก วันๆเอาแต่มั่วกามอยู่นั่นแหล่ะ

ช่วยบอดคิดด้วยครับ

กบฏผีบุญ

พวกเจ้ามันยอมให้ ไพร่อย่างเราอยู่ ด้วยความเป็นไท อิสระ....เป็นประชาธิปไตย

เสรีไท

คุณบอด คุณเป็นอะไรหรือ ถึงมาคร่ำครวญตอนนี้ ก่อนหน้าที่จะทำอะไรทำไมถึงไม่คิด

กรรมเวรมีจริงๆ อาจจะช้าไปหน่อยจนลืม แต่มันมีและเจ็บปวดแสนสาหัสยิ่งนัก 55555

phoophaa

เยี่ยมมาก เป็นมุมมองที่น่าสนใจ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของคนที่ไม่เคยคิดหรือสนใจเรื่องแนวนี้

bact^*

ลิงก์สั้น ๆ สำหรับบทความนี้:

http://tinyurl.com/2tc8rj

ตาสว่าง

ชอบบทความแบบนี้มากๆ ค่ะทำให้ทราบประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีในตอนเรียน เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น และสงสารประเทศไทย

BM

ดีครับ เพิ่งรู้ว่า แต่ละอย่างมีความหมายในตัวของมัน และก็เพิ่งรู้ว่า คณะราษฎรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนไทยในขณะนั้นด้วย

คนรู้หนังสือน้อย

แค่นี้ เรายังมีเสรีภาพ ไม่พออีกเหรอ
พวกเราช่างเห็นแก่ตัวอะไรกันขนาด นี้
เรา คิดแค่ต้องการสิทธิ อันไม่เคยพอ และคิดเพียงว่า วันนี้ต้องไม่มีใคร มีสิทธิเหนือประชาชน คนไทยทุกคนต้องเท่าเทียมกัน อย่างนั้นหรือ แล้วก่อนจะมามีวันนี้ หละ ก่อนจะมีแผ่นดินนี้ หละพ่อแม่ของพวกท่านทั้งหลายได้ไป ถือดาบรบกับข้าศึกบ้างไหม เราจะปกครองด้วยระบบอะไร คงไม่ใช่ โจทย์ หรือ คำตอบ แต่สิ่งที่ ทำ ให้ ชาติไทย มีอธิปไตย ถึงวันนี้ได้ เพียงเพราะ เรามี ผู้ปกครองสุงสุด ที่มี ธรรมาภิบาล ไม่ใช่ หรือ และทุกวันนี้ ธรรมภิบาล ก็ยังมีอยู่ไม่ใช่หรือ พวกท่าน โดนกดขี่ อะไร หรือ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ที่ พวกท่านต้อง ลำบาก ออกมาแสดง ความคิดเห็น อันชาญฉลาด ภายใต้ อารมณ์ ที่ไร้ ซึ่งเหตุผล กรุณา ใช้ สติ ปัญญา แยกแยะ เคารพ บรรพบุรุษ ด้วย เทอญ อ่อนที่จะถึงเวลา ปิดประเทศ สัก สิบปี เพื่ออบรมบ่มนิสัย หลังจากที่ อิสรเสรี ภาพ มันมากเกินไป สำหรับ พวกท่านทั้งหลาย