ปาฐกถา (ฉบับเต็ม) "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" : เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน


หมายเหตุ อ่านบทคัดย่อ โดย "ประชาไท" ได้ที่


ชวนอ่าน : ปาฐกถา "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน


 


 


 


 


 เมืองไทยระยะเปลี่ยนผ่าน


ปาฐกถานำสำหรับการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8


โดย ดร.<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


13 ธันวาคม 2550


หอประชุม ไบเทค บางนา


 


 


0 0 0


 


 


ท่านประธาน ท่านคณบดี มิตรสหายในวงวิชาการ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ


 


ก่อนอื่น คงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติผมเป็นผู้แสดงปาฐกถานำสำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้


 


เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมานับเป็นวิกฤตหนักหน่วงและส่งผลกระทบถึงผู้คนทุกหมู่เหล่า ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงรู้สึกคล้ายกัน คืออยากให้บ้านเมืองของเราคลี่คลายไปสู่สภาวะปกติสุขโดยเร็ว ในฐานะนักวิชาการ ทุกท่านคงมุ่งหวังมาร่วมกันค้นหาความจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ตลอดจนช่วยกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติ ด้วยความปรารถนาดี


 


อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าในฐานะคนๆ หนึ่ง ผมมีความรับรู้จำกัดเกินกว่าจะชี้ชัดคำตอบในเรื่องใด และคงทำได้เพียงแค่สมทบส่วนในการตั้งข้อสังเกตหรือจุดประเด็นให้ท่านทั้งหลายนำไปช่วยพิจารณา


 


กล่าวสำหรับการทำความเข้าใจสถานการณ์ ผมขออนุญาตเสนอหลักธรรมในการค้นหาความจริงสักสองสามข้อ ซึ่งแม้จะไม่ได้มาจากทฤษฎีรัฐศาสตร์โดยตรง แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย


 


หลักธรรมข้อแรกเป็นจุดเน้นของพุทธศาสนานิกายเซน ท่านสอนให้มองความจริงตามที่มันเป็นอยู่โดยไม่ใส่ทัศนะ ทฤษฎี หรือจินตภาพใดๆ เข้าไปปะปน พูดอีกแบบคือ อย่ารีบจับความจริงมาใส่กรอบคิด เพราะจะได้ความจริงไม่ครบ เมื่อข้อมูลหลายอย่างถูกสกัดโดยตะแกรงความคิด สุดท้ายก็จะเห็นโลกที่เราอยากเห็น ไม่ใช่โลกที่คลี่คลายอยู่ในความเป็นจริง หรือพอโลกไม่เป็นไปตามที่คิด ก็จะเกิดอาการผิดหวังไม่พอใจ


 


เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักรัฐศาสตร์อย่างพวกเรา ลำพังปัจเจกบุคคลคิดอะไรไม่สอดคล้องกับความจริง ความทุกข์อาจตกอยู่กับเจ้าตัว แต่ยามใดที่ปัญญาชนชี้แนะเรื่องการเมืองขัดแย้งกับความเป็นจริง ผลกรรมและความทุกข์ย่อมไม่ตกอยู่กับตัวท่านเพียงผู้เดียว หากยังส่งต่อไปยังผู้อื่นทั้งแผ่นดิน


 


ถามว่าแล้วตอนนี้ ตัวละครทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าฝ่ายค้านฝ่ายปกครอง ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจ ฝ่ายที่กำลังกุมอำนาจ ตลอดจนฝ่ายที่อยากขึ้นสู่อำนาจ พร้อมด้วยเพื่อนมิตร บริวาร และผู้สนับสนุนของทุกฝ่าย คิดสอดคล้องกับความจริงมากน้อยแค่ไหน?


 


เรียนตรงๆ ว่า โดยลักษณะของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ (หรือการแสดงอำนาจของตนด้วยการต่อต้านอำนาจอื่น) สัจธรรมย่อมถูกทำลายไปตั้งแต่แรกแล้ว ตราบใดที่ทุกฝ่ายต่างชูธง ผูกขาดความถูกต้อง ยกความเห็นเป็นความเชื่อ ยึดความเชื่อเป็น "ความจริง" โดยวิธีคิดย่อมไม่อาจสะท้อนโลกได้อย่างแจ่มกระจ่างและครบถ้วน


 


เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ในโลกของการเมือง ผู้คนไม่เพียงมีอุปทานในความคิดของตน หากดูแนวโน้มที่ผ่านมาแล้วการผสมความจริงเข้ากับความเห็น ดูจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกแบบนั้นด้วย


 


ต่อมาเป็นหลักธรรมข้อที่สอง ซึ่งพระท่านสอนไว้ว่าในการพิจารณาปรากฏการณ์ใดๆ เราควรมองเห็นความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์นั้นๆ ไม่ใช่มองอย่างแยกส่วนซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินผิดถูกแบบตัดตอน


 


ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับพระธรรมคำสอนในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุก็เน้นนักเน้นหนาว่า หลักอิทิปปัจจยตา มีความสำคัญถึงขั้นเป็นหัวใจของพุทธศาสนาเลยทีเดียว (พุทธทาสภิกขุ 2549 น.9)


 


การมองโลกแบบแยกส่วนและตัดตอน ไม่เพียงทำให้บุคคลชอบตั้งตนเป็นแกนหมุนของจักรวาลเท่านั้น (ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว) หากยังนำไปสู่ทัศนะแบบขาวล้วนดำล้วน แยกคนแยกโลกออกเป็นสองส่วนเสมอ


 


จริงอยู่ ในทางปฏิบัติมุมมองแบบทวิลักษณะหรือจับคู่ขัดแย้ง (Dualism) อาจจะจำเป็นอยู่บ้าง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าขยายความจนเลยเถิด ก็จะหลุดลอยจากภาพรวมของความจริง ซึ่งเกาะเกี่ยวกับทุกชิ้นส่วน และไม่เคยหยุดนิ่งให้ยึดติด


 


ตามหลักอิทัปปัจจยตา ไม่มีสิ่งใดในโลก ไม่ว่าคน สัตว์ พืช สิ่งของ เหตุการณ์ สถานการณ์ ฯลฯ สามารถเกิดขึ้นได้ลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป ยกเว้นตัวหลัก อิทัปปัจจยตา ซึ่งเกิดเองมีเองเป็นอสังขตะธรรม


 


ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับไป" (เล่มเดียวกัน น.38) พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเงื่อนไขขับเคลื่อน ผลมาจากเหตุ ถ้าเหตุหมดไป ผลของมันก็หมดไป ในโลกไม่มีเรื่องบังเอิญ


 


สำหรับหลักธรรมข้อที่สาม ผมคงต้องขออนุญาตเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน คือโดยหลักอนิจจัง ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์ เราควรต้องมองเห็นการแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลของสรรพสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นสถานการณ์การเมือง อย่าไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องไม่ดีตลอดเวลา กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่ควรมองคำนิยาม คุณค่าความหมาย หรือบทบาท ตัวแสดง ตลอดจนองค์ประกอบทางการเมืองทั้งหลายอย่างหยุดนิ่งตายตัว


 


การเมืองไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบหรือไม่ สามารถตีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเป็นระบอบอะไรได้แค่ไหน หรือว่าในความเป็นจริง สัมพันธภาพของผู้คนในประเทศนี้ล้วนล่องลอยไปในสายธารของเหตุการณ์ มีตัวบุคคลตลอดจนพลังต่างๆ ผุดโผล่และถอยจมไปตามคลื่นลมกระแสน้ำ หาได้มีฉากใดหยุดนิ่งให้นิยาม และยิ่งไม่มีรูปนามให้ยึดถือ ในเมื่ออำนาจคือกระบวนการที่คนบังคับคนไฉนจึงต้องหาคำแก้ตัวที่ต่างกัน ?


 


คำถามเหล่านี้ แค่พวกเราฉุกคิดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางทีอาจช่วยให้โลกร้อนน้อยลง


 


ท่านผู้มีเกียรติครับ


 


ผมทราบดีว่า หลักธรรมทั้งสามข้อ ... ทั้ง อนิมิตตา อิทัปปัจจยตา และหลักอนิจจา ที่ผมนำมาทบทวนสู่กันฟังนั้น ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่ที่หยิบยกขึ้นมาในที่นี้ ก็เพียงเพราะอยากชวนเชิญทุกท่านรวมทั้งตัวเอง มาร่วมกันพิจารณาสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความสงบเยือกเย็น


 


ในระยะประมาณสองปีมานี้ เราคงต้องยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพลังทางการเมืองต่างๆ ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้อ่านความจริงอย่างครบถ้วนเท่าใด ผู้คนทุกหมู่เหล่ากลายเป็นเป้าหมายที่ถูกชักชวนให้มาเลือกข้างขัดแย้งกันในทุกประเด็น จนเกิดเป็นความสับสนหาคำตอบแทบไม่ได้


 


ดังที่ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ได้ชี้ไว้ในระหว่างแสดง "ปาฐกถา 14 ตุลาคม 2550" เมื่อสองเดือนก่อน ท่านปรารภว่าสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ "ไม่เพียงแต่เป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงในรอบ 15 ปี สำหรับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาฯ 2516 หากยังเป็นช่วงแห่งความอึมครึมสับสนทางอุดมการณ์ การเมือง และศีลธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 34 ปีของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ .... น้อยครั้งนักที่ขาวกับดำจะคลุมเครือกลืนเข้าหากันเป็นเทาไปทั่วขบวนการประชาชนเท่าครั้งนี้" (เกษียร เตชะพีระ, ปาฐกถา 14 ตุลาประจำปี 2550)


 


แน่นอน เราคงต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความขัดแย้งที่ล้อมรอบการตีความสาระของประชาธิปไตย คือประเด็นเรื่องอำนาจ เพราะฉะนั้น หากจะเข้าใจสถานการณ์จากจุดใจกลาง ก็คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะไปวิเคราะห์หลักการหรือทฤษฎีที่แต่ละฝ่ายประดิษฐ์ขึ้น


 


เมื่อพูดถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับอำนาจในสังคมไทย ในเบื้องแรกคงต้องยอมรับว่าประเทศเรามีศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมายาวนาน มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดหรืออาจจะทั่วทั้งทวีปเอเชีย จนสามารถกล่าวได้ว่าอำนาจรัฐปัจจุบันเป็นอำนาจรัฐที่วิวัฒน์มาอย่างไม่ขาดตอน จากศูนย์อำนาจธนบุรี-รัตนโกสินทร์ ซึ่งก่อรูปขึ้นแทนรัฐอยุธยาเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 แม้ว่าในห้วงเวลาเกินสองร้อยปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในรูปแบบของรัฐ ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ในกระบวนทัศน์ว่าด้วยอำนาจการปกครองหรือในองค์ประกอบของชนชั้นนำที่มีบทบาททางการเมืองก็ตาม


 


ข้อเท็จจริงสำคัญประการที่สอง การที่ประเทศไทยยอมเปิดประเทศให้ทุนนิยมโลกเข้ามาในปี พ.ศ.2398 ตามสนธิสัญญาบาวริงและสัญญาอื่นๆ ทำให้มหาอำนาจตะวันตกทั้งหลายปล่อยให้รัฐไทยปรับโครงสร้างการปกครองของตนเองไปตามสะดวก เช่นนี้แล้ว ราชอาณาจักรสยามจึงสามารถเข้าสู่สมัยใหม่ พร้อมด้วยมรดกทางการเมืองและวัฒนธรรมดั้งเดิมหลายอย่าง ซึ่งทำให้แตกต่างกับประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมอยู่พอสมควร


 


จริงอยู่ สภาพดังกล่าวเท่ากับว่าประวัติศาสตร์กำหนดเส้นทางให้เราต้องขัดแย้งกันเองมากกว่าขัดแย้งกับคนอื่น ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การที่ชนชั้นนำเดิมของไทยได้ยอมรับระบบทุนนิยมมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามหลังจึงมักเป็นประเด็นจัดฐานะทางการเมืองเสียมากกว่าขัดแย้งในเรื่องวิถีการผลิต (Mode of Production) อันนี้ส่งผลให้ไม่มีการหักล้างกันรุนแรงนัก ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ซึ่งหลังจากผ่านระยะกระทบกระทั่งในช่วงเวลาหนึ่งแล้วทุกฝ่ายต่างก็มีที่อยู่ฐานะของตน


 


หลังรัฐประการ พ.ศ.2500 มหาอำนาจตะวันตกไม่เพียงเห็นชอบกับอำนาจการนำของกองทัพ หากยังเป็นฝ่ายหนุนให้ชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการบ่มเพาะชนชั้นนายทุนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางด้วยมือของตนเอง แม้ว่าต่อมาในปี 2516 พลังใหม่ๆ นอกระบบราชการเหล่านี้จะปฏิเสธฐานะนำของข้าราชการและเรียกร้องให้มีพื้นที่ทางการเมืองของตน แต่ถ้าไม่นับกระแส "ซ้าย" ในช่วงสามสิบปีหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม ตลอดจนสงครามประชาชนอีก 4-5 ปีหลังกรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคมแล้ว ก็อาจพูดได้ว่าความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยเป็นเรื่องการจัดฐานะทางการเมืองในกรอบทุนนิยมเท่านั้น กระทั่งในการปะทะรุนแรงเมื่อปี 2535 ก็ไม่มีประเด็นวิถีการผลิตแต่อย่างใด


 


ล่วงเลยมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำต่างกลุ่มยังคงอยู่ในแบบแผนเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่างคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ทั้งที่ลงมือเองและให้การสนับสนุน) กับคณะบุคคลที่ครองอำนาจด้วยวิธีเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 ก็คล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2540 กับฉบับ 2550 คือมีส่วนต่างกันอยู่บ้างในเรื่องที่มาและเนื้อหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่ไม่ได้ต่างถึงขั้นขาวล้วนดำล้วนดังที่บางฝ่ายพยายามจะบอกเรา


 


ที่สำคัญ คือแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับต่างก็ยืนยันที่จะอยู่ในกรอบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ (มาตรา 87 ในรัฐธรรมนูญ 2540 และมาตรา 82 กับมาตรา 84 ในรัฐธรรมนูญ 2550)  ซึ่งหมายถึงว่าในมิติทางเศรษฐกิจ "ระบอบไทยรักไทย" กับระบอบ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ไม่ได้มีอะไรต่างกันโดยพื้นฐาน ส่วนใครจะบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก


 


คงต้องขออนุญาตอ้างอาจารย์เกษียร เตชะพีระ อีกสักครั้ง เพราะท่านชี้ไว้ถูกต้องแล้วว่า "ณ จุดใดจุดหนึ่งราวกลางพุทธศตวรรษที่ 2530 นั้น ชนชั้นนำไทยได้บรรลุฉันทามติทางยุทธศาสตร์ที่จะพาประเทศไทยไปสู่เส้นทางโลกาภิวัตน์/เสรีนิยมใหม่" (เกษียร เตชะพีระ ปาฐกถา 14 ตุลา 2550) เหตุการณ์นั้นทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ล้วนสะท้อนว่าข้อสังเกตดังกล่าวเป็นความจริง


 


คำถามมีอยู่ว่า ในเมื่อทุกฝ่ายยอมรับที่จะเดินตามหนทางโลกาภิวัตน์ในกรอบลัทธิเสรีนิยมใหม่โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว อะไรเล่าคือจุดต่างและประเด็นขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำไทย?


 


จุดนี้นี่เองที่เป็นความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย กล่าวคือ แม้ชนชั้นนำไทยจะมีหลายหมู่เหล่า และไม่ได้แตกต่างขัดแย้งกันในระดับแนวทางเศรษฐกิจสังคมอย่างแท้จริง แต่ประเด็นหลักของการกระทบกระทั่งก็ยังเหลืออยู่ที่การจัดฐานะในความสัมพันธ์ทางอำนาจ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ลงตัว


 


ปัญหาดังกล่าวถูกเสริมขยายด้วยความจริงที่ว่าสังคมไทยของเรามีแหล่งของอำนาจหลายแบบ เนื่องจากสภาพที่ด้านหนึ่งเปลี่ยนแปลง ด้านหนึ่งสืบทอดวิวัฒน์มาจากศูนย์อำนาจโบราณ ทำให้องค์ประกอบของสังคมไทย ซึ่งรวมทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจ (concept of power) และความสัมพันธ์ทางอำนาจ (power relations) ด้วย มีส่วนผสมของลักษณะต่างๆ จากยุคสมัยที่ไม่เหมือนกัน


 


กล่าวคือ เรามีทั้งวัฒนธรรมจารีตประเพณีตลอดจนสถาบันทางการเมืองและสังคมอันเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคก่อนสมัยใหม่ (pre modern) เข้ามาเป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 75 ปีแล้ว นอกจากนี้ในระยะหลังสังคมไทยยังถูกดัดแปลงแต่งเสริมด้วยวัฒนธรรมแบบไร้รากและรูปการจิตสำนึกแบบไร้พรมแดน ซึ่งมากับยุคหลังสมัยใหม่ (post modern) อีกชั้นหนึ่ง สภาพดังกล่าวยิ่งเพิ่มความซับซ้อนสับสนในเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจและจินตภาพเกี่ยวกับอำนาจให้หนักหน่วงกว่าเดิม


 


ประเด็นที่จะต้องตระหนักคือ องค์ประกอบจากทั้งสามยุคสมัยล้วนดำรงอยู่ในห้วงเวลาและพื้นที่เดียวกัน คือ เดี๋ยวนี้และที่นี่ ซึ่งหมายถึงว่าสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับมโนทัศน์ (Ideals) และกระบวนทัศน์ทางการเมือง (Paradigms) ได้


 


พูดให้ชัดขึ้นคือ ในเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้น เราจะพบว่าในประเทศไทยมีการใช้หลักความชอบธรรมของอำนาจ (political legitimacy) ทั้งแบบจารีตประเพณี ซึ่งเน้นคุณธรรมหรือราชธรรม และแบบสมัยใหม่ซึ่งเน้นฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งตลอดจนความเสมอภาคทางการเมือง (นอกจากนี้ยังมีบางด้านของแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ซึ่งไม่เชื่อในความชอบธรรมของอำนาจแบบไหนทั้งสิ้น)


 


ในยามที่เราสามารถถักทอองค์ประกอบเหล่านี้เข้าหากันได้ก็ไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไร แต่ในยามที่ผสมผสานไม่ลงตัวก็สามารถกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ เนื่องจากทุกหลักการและจินตนาการต่างก็มีพลังทางสังคมขับเคลื่อน มีทั้งชนชั้นกำกับ และมีมวลชนชั้นล่างร่วมขบวน


 


แน่ละ สภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีทั้งอำนาจที่เป็นทางการและอำนาจที่ไม่เป็นทางการดำรงอยู่ขนานกัน และบางทีก็ทับซ้อนกันจนแยกไม่ออก ดังนั้น การก้าวขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องยากลำบากเป็นพิเศษ จำเป็นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ละเอียดอ่อนประณีต และจำเป็นต้องเฉลี่ยความพอใจทางการเมืองไปตามบรรทัดฐานและความคาดหวังหลายแบบ ที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ นี่คือ ภูมิประเทศทางการเมือง ซึ่งผู้ที่มองข้ามมักต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอันแสนแพง


 


ใครก็ตามที่เข้าใจว่าแหล่งที่มาของอำนาจอยู่ที่ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นับว่าเข้าใจอำนาจได้ไม่ครบถ้วน และยิ่งย่อความว่าเงินเท่านั้นคืออำนาจ ก็ต้องถือว่าเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง ทรัพยากรแห่งอำนาจ (resources of power) นั้นมีหลายอย่าง เงินเป็นเพียงอย่างหนึ่ง พ้นจากนั้นยังมีความรู้ เกียรติภูมิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิ คุณธรรมความดี บารมีทางสังคม และอย่างอื่นๆ อีกที่สามารถเป็นทรัพยากรแห่งอำนาจได้ ขึ้นอยู่กับว่าสังคมที่รองรับความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้นยอมรับนับถือในสิ่งใดบ้าง


 


ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นได้ว่าอำนาจเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากวัฒนธรรม และความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมล้วนมีนัยทางอำนาจ


 


ความผิดพลาดสำคัญอย่างหนึ่งของกลุ่มทุนใหญ่ที่ขึ้นมากุมอำนาจภายใต้กฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 คือใช้อำนาจโดยแยกออกจากฉันทามติทางวัฒนธรรมมากเกินไป ดังนั้น จึงถูกต่อต้านโดยคนจำนวนไม่น้อย ทั้งๆ ที่อำนาจที่ใช้นั้นอาจจะถูกต้องตามกฎหมาย (พวกเขาไม่เข้าใจว่าบางทีการใช้อำนาจมากจะเท่ากับมีอำนาจน้อย และการใช้อำนาจแต่น้อยกลับแสดงอำนาจได้มากกว่า)


 


นอกจากนี้ เรายังควรเข้าใจด้วยว่าโดยกฎเกณฑ์อันเป็นธรรมชาติของมัน ความชอบธรรมของอำนาจนั้นมีหลายมิติและหลายขั้นตอน กล่าวคือ ต้องประกอบด้วย 1.มีที่มาอันชอบธรรม 2.มีจุดหมายชอบธรรม และ 3.วิธีการใช้อำนาจต้องชอบธรรมด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ที่มาชอบธรรมแล้วทำอะไรก็ได้


 


อันที่จริง การเอาตัวเลขเสียงข้างมากที่ได้จากการเลือกตั้งมาอ้างเป็นฉันทานุมัติในการใช้อำนาจทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการอ้างดังกล่าวไม่ได้ช่วยอธิบายปัญหาที่กำลังก่อให้เกิดความไม่พอใจทางการเมือง และไม่ได้ช่วยให้เกิดความชอบธรรมที่ตรงประเด็น แม้ผู้กุมอำนาจจะได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง แต่เวลาใช้อำนาจจริงๆ ผู้ลงคะแนนเหล่านั้นก็ไม่ได้จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้


 


ตามความเข้าใจของผม สภาพที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2549 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 19 กันยายนของปีกลาย ขณะเดียวกันก็อาจช่วยอธิบายได้บางส่วนว่าทำไมนับหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรัฐบาลของคณะรัฐประหารจึงไม่สามารถกุมอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีฝ่ายไหนรักษาความชอบธรรมได้ครบทุกแบบ แต่ละฝ่ายอาจมีความชอบธรรมในบางแง่มุม และขาดความชอบธรรมในอีกบางแง่มุม


 


ในระยะหนึ่ง การช่วงชิงฐานะนำ (hegemony) ในพันธมิตรผู้ปกครอง (power coalition) ระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจเอกชนนับว่ามีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้หลักความชอบธรรมของอำนาจหลายแบบถูกนำมาผสมผสานในสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่หลัง พ.ศ.2521 เรื่อยมา <1> ดูเหมือนจะมีข้อตกลงเงียบๆ ในหมู่ชนชั้นนำไทยว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นกรอบใหญ่ จากนั้นประเด็นจึงวนเวียนล้อมกรอบอยู่ที่คำนิยามของระบอบดังกล่าวว่าแบบไหนจะเปิดพื้นที่และจัดวางฐานะทางการเมืองให้กับใครมากน้อยอย่างไร


 


ดังนั้น เราจะเห็นได้ชัดว่า ระบอบประชาธิปไตยมิได้เป็นเพียงทฤษฎีทางการเมืองที่ตั้งอยู่ลอยๆ และมีเนื้อหาสาระตายตัว หากโดยแก่นแท้แล้วนับเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีมาตรฐานขั้นต่ำหรือมีหลักการรองรับ แต่ก็สามารถโน้มเอียงไปมาได้ ทั้งนี้ ขึ้นต่อดุลกำลังเปรียบเทียบของพลังต่างๆ ที่เข้ามาแย่งชิงพื้นที่กัน


 


แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจจะไม่เกี่ยวข้องเลย ตรงกันข้าม การต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความไม่ยินยอมต่อการกดขี่ข่มเหงของประชาชนในหลายครั้งหลายหน นับว่ามีส่วนอย่างสูงในการทำให้ชนชั้นนำทุกฝ่ายต้องจัดวางฐานะทางอำนาจของตนไว้ในกรอบประชาธิปไตย


 


แต่ก็อีกนั่นแหละ ในความเป็นจริงประชาชนส่วนที่ไม่สู้ก็มี ส่วนที่ยอมให้ชนชั้นนำฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ครอบงำก็มี และส่วนที่ไม่เอาธุระอะไรเลยก็มี เพราะฉะนั้น ในสมการประชาธิปไตยชุดต่างๆ พื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายประชาชนจึงมักไม่ขยายตัวเต็มฐานะสักที


 


สภาพดังกล่าวยิ่งหมายถึงว่าคุณลักษณะของระบอบประชาธิปไตย (หรือระบอบการเมืองใดก็ตาม) ล้วนไม่ได้มีการดำรงอยู่โดยธรรมชาติ หากเป็นสมมติสัจจะที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยการค้ำจุนจากฉันทามติของผู้คนในสังคม


 


อันที่จริง ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยอย่างเดียว แม้ศูนย์อำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบอื่นก็เช่นกัน จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความเห็นชอบจากทุกภาคีที่เกี่ยวข้อง ยามใดที่ความเห็นพ้องดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปหรือสิ้นสุดลง ก็ย่อมส่งผลต่อศูนย์อำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เคยลงตัวอย่างเลี่ยงไม่พ้น


 


เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทยว่าเกิดจากเหตุปัจจัยใด (เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษาของประชาชน ปัญหาวัฒนธรรมหรือคุณธรรมของนักการเมือง เป็นต้น) ความจริงข้อหนึ่งมีอยู่ว่า ตราบใดที่ประชาธิปไตยยังคงเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนบางส่วนและปิดสำหรับคนบางส่วน ตราบนั้น ก็ต้องมีพลังอื่นเคลื่อนไหวทับซ้อนกับระบอบนี้ ซึ่งสามารถออกมาได้ทั้งในรูปการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หรือดัดแปลงมันเสียใหม่ให้เปิดพื้นที่สำหรับคนจำนวนมากขึ้น


 


เช่นนี้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่บรรดาปัญญาชน นักวิชาการและผู้มีชื่อเสียงทางสังคมหลายท่านต่างแสดงความผิดหวังในรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น กระทั่งวางเฉยกับรัฐประหาร 19 กันยายน ทั้งๆ ที่ท่านเหล่านี้เป็นกลุ่มชนที่ไม่ได้นิยมระบอบเผด็จการแต่อย่างใด <2>  ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าก่อนเกิดรัฐประหารมีขบวนการนักธุรกิจตลอดจนคนชั้นสูงและคนชั้นกลางเรือนแสนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างเอาเป็นเอาตาย


 


ในวิชารัฐศาสตร์ เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นวิกฤตฉันทานุมัติซึ่งเกิดขึ้นระดับระบอบ แต่แน่ละ บทบาทของผู้นำการเมืองก็มีส่วนสำคัญที่จะให้มันเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วแก้ไขได้หรือไม่ อันที่จริง ในกรณีทั่วไป ระบอบที่อ่อนแอจะขึ้นต่อบทบาทของบุคคลค่อนข้างมาก ในทางกลับกัน ถ้าตัวระบอบมีความเข้มแข็งหยั่งรากลึกพอ หรือมีพลวัต (Dynamism) พอที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้ แม้ผู้นำทำผิดพลาด การหักล้างเผชิญหน้าก็คงไม่เกิดขึ้น


 


แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สถานการณ์ก็อาจกระตุ้นให้มีการอาศัยพลังนอกระบอบ (หรือที่บางคนเรียกว่านอกรัฐธรรมนูญ) มาขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง


 


คำถามมีอยู่ว่าเราจะหมุนวนอยู่กับสภาพเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ?


 


ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ


 


อันที่จริง วิกฤตฉันทานุมัติในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องแก้ไขได้ ถ้าเรารู้จักเก็บบทเรียนโดยเสริมความระมัดระวังในการออกแบบระบอบการเมือง ไม่ให้เป็นแค่เวทีอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่ม ซึ่งมักปิดกั้นพื้นที่ทางการเมืองทั้งของชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ และของมวลชนชั้นล่างไปในเวลาเดียวกัน


 


กล่าวเฉพาะประเด็นนี้ ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 สะท้อนความพยายามที่จะแก้ปัญหาข้างต้นอยู่พอสมควร <3>


 


เราทุกคนทราบดีว่า โดยพื้นฐานแล้วรัฐธรรมนูญถือเป็นแผนผังการใช้อำนาจในสังคม ที่ยังยึดถือในอำนาจรัฐร่วมกัน ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงประกอบด้วยเรื่องสำคัญสองส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งได้แก่ ข้อตกลงว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันการปกครองต่างๆ ซึ่งมีนัยเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำที่มีอยู่หลายกลุ่ม สำหรับส่วนที่สอง เป็นข้อตกลงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวรัฐกับสังคม หรืออาจจะพูดได้ว่าระหว่างผู้กุมอำนาจ กับประชาชนธรรมดาทั่วไป


 


แน่ละ รัฐธรรมนูญที่จะใช้งานได้ คงต้องสะท้อนความจริงในสังคมว่ามีความเป็นจริงทางอำนาจแบบไหน มีภูมิประเทศทางการเมืองแบบใด แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราปล่อยไปเช่นนั้นทั้งหมด ก็จะไม่มีด้านที่เป็นอุดมคติหรือด้านที่เป็นหลักการเหลืออยู่เลย มันเท่ากับว่าเราเขียนกฎหมายยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจ ดังนั้น รัฐธรรมนูญถ้าจะให้ดี ต้องมีด้านที่สอง ซึ่งเป็นอุดมคติทางการเมืองของสังคมด้วย เราต้องรักษาความสมดุลตรงนี้ไว้เสมอ


 


พูดอีกแบบหนึ่งคือ แม้รัฐธรรมนูญควรต้องสะท้อนความจริงทางการเมือง ให้พลังต่างๆ ในสังคมมีที่อยู่ที่ยืน มีพื้นที่ของตนในแผนผังการจัดสรรอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งก็จะต้องมีหลักการที่เกื้อกูลประคับประคองผู้ด้อยอำนาจให้มีฐานะทางการเมืองด้วย พวกเขาจะได้ไม่ถูกข่มเหงรังแกและมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลตอบสนองจากรัฐตามความเหมาะควร


 


เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่จะให้เกื้อหนุนการอยู่ร่วมกันในสังคมจริงๆ ก็คงต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไม่ทิ้งใคร ไม่ทิ้งใครหมายความว่า จัดที่นั่งให้ทุกฝ่ายตั้งแต่ประชาชนธรรมดาสามัญ ไปจนกระทั่งคนที่เป็นชนชั้นนำระดับสูง เป็นแผนผังทางอำนาจซึ่งมีที่นั่งให้ทุกฝ่าย จะได้ไม่มีใครถูกกันออกนอกระบบและต้องใช้วิธีการนอกระบบมาแก้ปัญหา


 


อย่างไรก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมพูดถึงการแก้ปัญหาฉันทานุมัติทางการเมืองในระดับระบอบเท่านั้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงในเรื่องอื่นๆ ก็ได้ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแก้ปัญหาหรือก่อปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง


 


ในความเห็นของผม เรื่องที่น่าห่วงกว่าคือแท้จริงแล้ววิกฤตฉันทานุมัติในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นที่ระดับของระบอบการเมืองเท่านั้น หากยังมีปัญหาในระดับอำนาจรัฐด้วย


 


ทั้งนี้ เนื่องจากหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 แรงกดดันของระบบทุนนิยมโลกก็ดี ข้อผูกมัดรัฐไทยที่ถูกกำหนดโดยไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund) ก็ดี ตลอดจนวัฒนธรรมแบบไร้รากไร้พรมแดนที่เจาะซึมเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกระแสโลกาภิวัตน์ก็ดี ล้วนนำไปสู่สภาพที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาติในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น ทำให้รัฐอ้างชาติหรือผลประโยชน์แห่งชาติมาประกอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจน้อยลง


 


อันนี้หมายถึงว่า ทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบรัฐชาติ (หรือแบบสมัยใหม่) ในประเทศไทยกำลังอ่อนพลังลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เดิมก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นความเสื่อมทรุดดังกล่าวยังดำเนินไปอย่างค่อนข้างไร้ทิศทาง กระทั่งขาดความตระหนักตื่นรู้ในหมู่ชนที่เกี่ยวข้อง


 


ข่าวการรวมกลุ่ม ย้ายพรรค หรือจัดกำลังตั้งพันธมิตรเพื่อชิงชัยในการเลือกตั้งของบรรดานักการเมืองนั้น ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นความคึกคักของบรรยากาศห้วงกลับสู่ "ประชาธิปไตย" แต่ถ้าเพ่งลึกไปกว่านี้ก็น่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าท่านทั้งหลายกำลังจะพาบ้านเมืองไปสู่ที่ใด วิกฤตการเมืองที่กดดันประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิกฤตที่ทั้งลงลึกถึงรากและซับซ้อนซ่อนปมอย่างยิ่ง มันหนักหน่วงเกินกว่าจะแก้ไขด้วยการเอาคนหน้าเก่าไม่กี่พันคนมาแข่งขันกันในเวทีเลือกตั้ง หรือแก้ไขด้วยการยกกองทัพมาขับไล่คนเหล่านี้เป็นบางส่วน


 


ที่ว่าลงลึกถึงรากก็เพราะว่าเงื่อนไขแวดล้อมของความขัดแย้งเรื่องอำนาจมิได้มีแต่ปัจจัยภายในล้วนๆ หากยังมีการผ่านพ้นของยุคสมัยเข้าเข้ามาเป็นบริบทสำคัญ กล่าวคือ ทั้งอำนาจที่ใช้ในการปกครอง และผู้ที่ถูกปกครองล้วนเปลี่ยนไปจากเดิม


 


ประการแรก อำนาจรัฐที่ใช้ปกครองสังคมไทยนั้น ถึงวันนี้ไม่ทราบว่ามีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน เพียงใด แต่ที่แน่ๆ คือในด้านเศรษฐกิจรัฐไทยคงใช้อำนาจอะไรไม่ได้มากนัก เพราะไปตกลงกับรัฐอื่นๆ ตลอดจนองค์กรทุนนิยมโลกไว้หมดแล้วว่าจะปล่อยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดำเนินไปตามกลไกตลาด ซึ่งไร้พรมแดน ไร้สัญชาติ และอาศัยการลงทุนของเอกชนเป็นพลังขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว


 


ลำพังยึดถือตามกติกาข้อนี้ อำนาจการปกครองไทยก็หมดสภาพความเป็นรัฐชาติไปครึ่งค่อนแล้ว เพราะไม่เพียงต้องอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของผลประโยชน์จากที่อื่นเท่านั้น หากบางครั้งยังต้องช่วยกำราบกลุ่มชนพื้นเมืองที่บังอาจมาขัดแย้งกับนักลงทุนจากต่างชาติด้วย อันที่จริงเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เคยเกิดขึ้นในหลายที่หลายแห่งและไม่มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก <4>


 


ปัญหามีอยู่ว่าคนที่เดือดร้อนหรือถูกคัดออกจากการระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนยากจนในชนบท ซึ่งเป็นผู้แพ้ในกระบวนการพัฒนาประเทศมาก่อน ถึงตอนนี้จะอาศัยอำนาจรัฐไปเยียวยาพวกเขาอย่างเป็นระบบ กลับยิ่งทำไม่ได้ เพราะตลาดเสรีไม่เห็นด้วยให้รัฐไปอุ้มชูคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็นผู้เสียเปรียบก็ตาม


 


ในอีกด้านหนึ่ง ในระบอบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองจะไม่ทำอะไรเลยเกี่ยวกับมวลชนระดับรากหญ้าก็ไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้คือคะแนนเสียง สุดท้ายสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกันแข่งขันทางการเมืองทำได้อย่างมากคือ ประกาศนโยบายอุปถัมภ์ชาวบ้านในรูปแบบที่เรียกกันว่า "ประชานิยม" ซึ่งไม่การปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมอย่างถึงราก หรือแก้ปัญหาด้อยโอกาสของคนส่วนใหญ่ในระดับโครงสร้าง


 


ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลของนักการเมือง หากแก้ปมเงื่อนนี้ไม่ออกก็ล้วนไม่มีอะไรต่างกัน


 


ประการต่อมา เมื่อพูดถึงผู้คนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐไทย ถึงตอนนี้ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหลือคนที่ยึดถือใน "ความเป็นชาติ" จริงๆ มากน้อยแค่ไหน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งนักธุรกิจและแรงงานต่างชาตี่เข้ามาอยู่ร่วมเป็นเรือนล้าน


 


ในยุค "สังคมข่าวสาร" และโลกไร้พรมแดน มีเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวอยู่เงียบๆ คือ สูญเสียศักยภาพในการส่งทอดวัฒนธรรมของตนให้ชนรุ่นหลัง ดังเราจะเห็นได้จากงานวิจัยของอาจารย์สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ซึ่งพบว่าเยาวชนคนชั้นกลางในปัจจุบันเห็นแก่ส่วนตัวมากกว่าร่วมรวม นอกจากนี้ยังขาดรากเหง้าทางศีลธรรม ศาสนา และวัฒนธรรม และสูญสิ้นความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย  "แต่กลับมีวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมญี่ปุ่นสอดแทรก ยึดติด เกิดความนิยมคลั่งไคล้ในรูปของการแต่งกาย ภาษาที่ใช้ การดำเนินชีวิต และค่านิยมที่ยึดติดกับเปลือกวัฒนธรรมภายนอกมากขึ้น" (มติชน 24 ต.ค.2545)


 


คงจะไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายจนเกินไปนัก ถ้าจะบอกว่าคนเหล่านี้จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของใครทั้งสิ้นไม่ว่าพ่อแม่หรือรัฐบาล ไม่ว่าระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตย หากอยู่ในโลกส่วนตัวของตนตลอดเวลา


 


กรณีเด็กหนุ่มคนหนึ่งฆ่าตัวตายในฤดูสอบเอ็นทรานซ์ที่ผ่านมานับว่าน่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ใช่คนหมดโอกาสเรียนต่อ หากผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งแม้จะเป็นสถาบันของรัฐที่มีเกียรติภูมิสูง แต่ก็ยังไม่ถูกใจเพราะเขาไม่ได้เลือกไว้เป็นอันดับแรก


 


พูดกันตามความจริง ปัจจุบันเยาวชนไทยมิได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องสถาบันที่สังกัดเท่านั้น หากประกวดประชันกันในแทบทุกเรื่อง ตาม "สปิริต" ของยุคการค้าเสรี การบริโภคเสรีและการแข่งขันเสรี สิ่งนี้ทำให้โดยเนื้อในแล้วพวกเขามีชีวิตที่ตึงเครียดรุ่มร้อนอย่างยิ่ง เพราะมันเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้ อีกทั้งแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ยากจะสร้างความพอใจให้อย่างยั่งยืน


 


บางทีอาจเป็นเพราะวิถีชีวิตเช่นนี้เองทำให้วัยรุ่นไทยฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นปีที่แล้ว มีเด็กวัยรุ่นอายุ 14-19 พยายามฆ่าตัวตาย 7,800 คน หรือวันละ 21 คน ที่ฆ่าตัวเองสำเร็จตกปีละราว 800 หรือวันละประมาณ 2 คน (ไทยรัฐ 24 พ.ค.2550)


 


แน่นอน สภาพการแยกตัวทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ย่อมส่งต่อความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น มันหมายถึงว่าฐานความคิดและวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้คนยอมรับการดำรงอยู่ของส่วนรวมที่เรียกว่าชาติ และอำนาจการปกครองของรัฐชาติได้หายไปแล้ว ในหมู่คนจำนวนไม่น้อย


 


ผลกระทบด้านจิตวิญญาณของยุคโลภาภิวัตน์นั้นหนักหน่วงรุนแรงยิ่ง และส่งต่อแรงกระแทกไปยังวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยโดยตรง ดังเราจะเห็นได้จากโพลสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อเดือนกันยายน ศกนี้ ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.2 "มีความเอนเอียงที่จะยอมรับได้หากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข" <5>  สภาพเช่นนี้เมื่อผนวกกับปัญหาวัฒนธรรมเดิมๆ อย่างการซื้อสิทธิขายเสียง ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศไทยหากฎเกณฑ์รองรับเกือบไม่ได้ <6>


 


เท่านั้นยังไม่พอ หากเราพิจารณาถึงว่ามาบัดนี้คนอีกส่วนหนึ่ง (เช่น นักธุรกิจและคนชั้นกลาง) ได้ก้าวข้ามพรมแดนไปโยงใยความรุ่งเรืองของตนไว้กับระบบทุนนิยมโลกแล้ว ขณะคนอีกส่วนหนึ่ง (เช่น กรรมกรและเกษตรกรบางกลุ่มตลอดจนชุมชนท้องถิ่นหลายแห่ง) เริ่มระแวงการใช้อำนาจรัฐเพราะไม่แน่ใจในข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม นับวันก็ยิ่งทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปราศจากฉันทานุมัติในการใช้อำนาจ หรือกำลังกลายเป็นสังคมที่ไม่มีใครสามารถปกครองได้นั่นเอง


 


ประการที่สาม เมื่อเรานำสภาพสองอย่างแรกมาบวกรวมกับลักษณะชนชั้นนำบนเวทีเลือกตั้ง ก็จะยิ่งพบว่า (อย่างน้อยที่ผ่านมาในระยะ 4-5 ปีก่อนรัฐประหาร) วิกฤตฉันทานุมัติในระดับอำนาจรัฐ ไม่อาจถูกชดเชยด้วยความชอบธรรมทางการเมืองอันพึงมีในระบอบประชาธิปไตยได้เท่าที่ควร ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงมาแต่เดิม ประกอบกับสถานการณ์หลังวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 ได้ทำให้กลุ่มผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบทุนโลกาภิวัตน์กับกลุ่มผู้ชนะในการแข่งขันทางการเมืองแบบเลือกตั้งกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน ในลักษณะที่เกือบอัตโนมัติ


 


ประชาธิปไตยซึ่งแต่เดิมก็เป็นเวทีการเมือของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจสังคมอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งหดแคบกลายเป็นเวทีการเมืองของกลุ่มที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย ช่องว่างทางฐานะระหว่างผู้แทนกับผู้ถูกแทนวัดเป็นเม็ดเงินได้ถึงนับแสนล้านบาท <7>  จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้กุมอำนาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ และเป็นเรื่องยากพอๆ กันที่ผู้ไม่ได้กุมอำนาจจะยอมรับ


 


กล่าวเช่นนี้มิดได้หมายความว่าเราจะต้องพุ่งเป้าไปเพ่งเล็งกลุ่มผู้กุมอำนาจชุดก่อนรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา แต่หมายความว่าเราควรมองให้ออกว่าสังคมไทยยังคงมีสภาพสุดขั้วอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าตัวบุคคลจะเป็นไปเป็นใครก็ตาม <8>


 


สรุปสั้นๆ ในชั้นนี้ก็คือ ระบบทุนนิยมโลกยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ความได้เปรียบทางด้านความชอบธรรมและความหนักแน่นของฉันทานุมัติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอ่อนด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย และที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์ถือประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขการยอมรับทางการเมือง อีกทั้งมีส่วนอย่างยิ่งในการกดดันไม่ให้ประเทศไทยหวนกลับไปสู่ระบอบอำนาจนิยมแบบเต็มรูป แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ควักไส้ในระบอบประชาธิปไตยทิ้งไปตั้งแต่ต้นแล้ว


 


อันที่จริง ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 และการกดดันของไอเอ็มเอฟ รัฐบาลของผู้แทนก็มีวิกฤตความชอบธรรมอยู่แล้วเป็นระยะๆ เนื่องจากไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนแท้จริง ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม มันยังคงเป็นระบอบที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ปัญหาใหญ่ข้อที่สองคือมันเป็นมายาคติของความเสมอภาคทางการเมือง ซึ่งไม่เคยปรากฏเป็นจริงเพราะถูกหักล้างด้วยความเหลื่อมล้ำสุดขั้วในทางเศรษฐกิจสังคม


 


สภาพเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทย (เช่นเดียวกับประชาธิปไตยในประเทศโลกที่สามอีกหลายแห่ง) ต้องพบกับดักระดับโครงสร้าง 2 อย่างอยู่เสมอมาคือ 1) รัฐต้องอุปถัมภ์เครือข่ายของตนเพื่อผลสำเร็จในการแข่งขันชิงอำนาจ (รวมทั้งการใช้เงินหว่านซื้อฐานเสียงด้วย) ทั้งหมดนี้หมายความว่ายิ่งมีระบอบประชาธิปไตยยิ่งมีฐานะครอบงำเพิ่มขึ้น และสังคมยิ่งอ่อนแอลง


 


ถามว่าเช่นนี้แล้ว การมีอยู่ของนักการเมือง และพรรคการเมือง ตลอดจนการเลือกตั้งที่กำหนดไว้อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะช่วยอะไรได้บ้าง ?


 


ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน คือ เราคงต้องถือเป็นเรื่องดีที่มีการเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยที่สุดมันทำให้การเปลี่ยนรัฐบาลในประเทศนี้สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี แน่ละ โดยปกติแล้วการเลือกตั้งไม่ใช่ปรากฏการณ์แปลกใหม่ในระบอบประชาธิปไตยถึงขั้นทำให้ต้องตื่นเต้นดีใจ แต่เมื่อพิจารณาถึงความตึงเครียดในประเทศไทยในระยะกว่าหนึ่งปีมานี้ มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ ต้องนับเป็นเรื่องน่าดีใจ


 


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางดีมากน้อยแค่ไหน จนถึงขึ้นแก้ปัญหาได้ทั้งในระยะยาวและระยะสั้นได้หรือไม่ ยังต้องขึ้นต่อวิสัยทัศน์ มุมมองและความเข้าใจสถานการณ์ของนักการเมืองเป็นสำคัญ สำหรับตรงนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรสิ้นหวัง แม้ว่าคนเล่นการเมืองจำนวนหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจว่าเรากำลังคุยกันเรื่องอะไรก็ตาม


 


แน่ละ ถ้าพวกเขาแค่เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางไปสู่อำนาจวาสนาเฉพาะตัว และงัดกลยุทธ์สารพัดมาใช้เพื่อจุดหมายแบบนั้นเพียงอย่างเดียว บ้านเมืองก็คงจมดิ่งลงสู่วิกฤตต่อไป และคงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก


 


หากกล่าวเฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ถึงตอนนี้คงมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยแล้วที่อ่านสถานการณ์ออกว่าพื้นที่ของผู้นำการเมืองแบบเลือกตั้งนั้นในความเป็นจริงมีอยู่แค่ไหน และคงไม่อยากสร้างเรื่องกระทบกระทั่งกับสถาบันการเมืองการปกครองระดับสูงตลอดจนชนชั้นนำดั้งเดิมโดยไม่จำเป็น สภาพเช่นนี้เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับความอิหลักอิเหลื่อของรัฐบาลทหารในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็อาจทำให้รัฐประหารไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดสำหรับชนชั้นนำภาครัฐ ไม่ว่ารัฐบาลนักการเมืองจะล้มเหลวในการแก้ปัญหาบ้านเมืองแค่ไหนก็ตาม หากเลือกได้ทหารคงไม่อยากออกหน้าเอง


 


แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ หากกินลึกถึงขึ้นการดำรงอยู่ของอำนาจการปกครอง


 


ถ้าเรายอมรับว่าอำนาจการเมืองนั้นไม่เหมือนอาจบังคับดิบๆ หากจะต้องตั้งอยู่บนฐานความคิดความเชื่อร่วมกันบางอ่างระหว่างผู้ใช้อำนาจกับผู้อยู่ใต้อำนาจ เช่นเชื่อในผลประโยชน์ร่วมกัน เชื่อในเรื่องผิดถูกดีชั่วชุดเดียวกัน หรือเห็นตรงกันในความจำเป็นของสถานการณ์ที่ทำให้ต้องใช้อำนาจ ฯลฯ ก็คงต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้มีอำนาจสำเร็จรูปรออยู่สักเท่าใด


 


ความที่รัฐไทยผูกมัดตัวเองไว้กับพลังภายนอกก็ดี และการที่ชนชั้นนำทางการเมืองมักสร้างความชอบธรรมทางอำนาจได้ไม่ครบถ้วนก็ดี ทำให้ในยุคนี้แทบไม่มีใครสามารถปกครองประเทศในส่วนทั้งหมดได้ ผลที่ส่งกลับมักตัวรัฐคือทำให้ในยุคนี้รัฐไม่อาจทำหน้าที่ศูนย์อำนาจได้อย่างเต็มฐานะเหมือนก่อน ดังเราจะเห็นได้จากการที่ทั้งระบอบทักษิณและระบอบ คมช.ต่างก็ถูกต่อต้านโดยพลังผู้คัดค้านในรูปแบบต่างๆ พูดง่ายๆ คือในยุคสมัยปัจจุบันรัฐที่ถูกยึดกุมโดยคนส่วนน้อยบางกลุ่ม (ไม่ว่าแขวนป้ายระบอบใด) มักจะกลายเป็นแค่ผู้แสดงคนหนึ่งบนเวทีการเมืองเท่านั้นเอง (แม้จะเป็นตัวสำคัญ) ท่ามกลางผู้แสดงอีกหลายราย


 


ดังนั้น ต่อให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้เสียงข้างมากเด็ดขาด หรือสร้างความ "สมานฉันท์" ในหมู่ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ได้สำเร็จ ก็อาจพบกับความว่างเปล่าของอำนาจได้ ถ้ามองไม่เห็นสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถึงรากของสังคม


 


ในทางกลับกัน ถ้านักการเมืองเข้าใจสภาพอันเกิดจากความเสื่อมทรุดของรัฐชาติ และจับประเด็นปัญหาของประชาชนได้ทุกจุด พวกเขาก็อาจสร้างอำนาจการนำของตนขึ้นมาได้ อีกทั้งยังสร้างความหมายของการเมืองการปกครองให้แตกต่างไปจากความน่าเบื่อแบบเดิมๆ


 


ที่แล้วมา นักการเมืองมักใช้ฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งครั้งเดียว ซึ่งไม่พอ ความจริงการเลือกตั้งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ เป็นการขอฉันทานุมัติสังคมมาตั้งรัฐบาล จากนั้นเวลาจะทำเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ยังต้องขอฉันทามติจากชาวบ้านเป็นเรื่องๆ ไป จะอ้างชาติอ้างประชาชนลอยๆ เหมือนสมัยก่อนไม่ได้ เพราะในยุคปัจจุบันผู้คนไม่ได้มีผลประโยชน์เหมือนกัน และไม่ได้ยึดโยงกันโดยอัตโนมัติ ประชาชนไม่ใช่นามธรรม


 


เวลาเราพูดว่า คนไทยทั้งประเทศ แท้จริงเรากำลังพูดถึงกลุ่มอาชีพและวิถีชีวิตนับพันนับหมื่น ซึ่งส่งผลทำให้จินตนาการเรื่องผลประโยชน์และมาตรฐานเรื่องผิดถูกดีชั่วแตกต่างกันมากเพราะฉะนั้นคำว่า ผลไม่ประโยชน์แห่งชาติจึงต้องเป็นรูปธรรม แล้วสิ่งไหนที่ไม่ใช่ ก็อย่าไปอ้างว่ามันใช่ เพราะอำนาจที่ใช้จะถูกต่อต้าน


 


นอกจากนี้ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือผู้ที่จะมารับผิดชอบบ้านเมืองในอนาคตอันใกล้ควรจะต้องมองให้ออกว่าเรามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องถ่วงดุลอำนาจภายนอก ด้วยการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในให้ประชาชนมีอำนาจตรงมากขึ้น และให้ท้องถิ่นเข้ามารับมอบมรดกทางอำนาจจากรัฐชาติมากขึ้น อย่าปล่อยให้กระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาแปรรูปรัฐไทยแบบตามบุญตามกรรม


 


ภายใต้เงื่อนไขของทุนนิยมโลกยุคนี้รัฐไทยไม่ควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับพลังภายนอกฝ่ายเดียว เพราะจะกลายเป็นรัฐของนายทุนอย่างทั่วด้าน หากต้องเปิดพื้นที่ให้ตัวแสดงทางการเมือง (political actors) ที่มาจากภายในประเทศมากขึ้น ในยุคที่รัฐชาติถูกบั่นทอนด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ แม้ความคิดรักชาติจะยังมีอยู่ แต่จะเกิดช่องว่างกับความเป็นจริงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจะอาศัยแค่กระแสชาตินิยมมาต้านการครอบงำจากภายนอกไม่ได้ ต้องปรับโครงสร้างอำนาจเพื่อความเป็นธรรมในบ้านตัวเองมากขึ้น และอยู่ร่วมกับโลกไร้พรมแดนอย่างมีเงื่อนไขป้องกันตัว


 


เพื่อนักวิชาการทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย


 


ถ้าเรายอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างล้วนดำเนินไปจากสภาพปัจจุบันก็คงต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นับเป็นเรื่องสำคัญมิใช่น้อย และเป็นโอกาสอย่างหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นประเด็นสรรหาผู้นำซึ่งจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าผู้ใด


 


โดยทั่วไปแล้วในระยะเปลี่ยนผ่าน เงื่อนไขหลายอย่างมักไม่พร้อม ระบบต่างๆ ไม่ลงตัว การแก้ปัญหาทั้งปวงจึงขึ้นต่อความสามารถและคุณสมบัติของบุคคลมากกว่าในสถานการณ์ปกติธรรมดา ซึ่งสำหรับผู้นำการเมือง คุณสมบัตินั้นจะต้องรวมถึงการเสียสละอุทิศตัวโดยปราศจากผลประโยชน์แอบแฝงด้วย


 


ในจุดนี้ ผมเองไม่ได้คิดแบบเพื่อนนักวิชาการบางท่าน ที่เห็นว่าการเรียกร้องคุณธรรมจากนักการเมืองอาจยิ่งไปทำลายความน่าเชื่อถือของระบอบประชาธิปไตยหรือเปิดทางให้กับระบอบเผด็จการ ตรงกันข้าม ผมคิดว่าความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยต้องสร้างด้วยความน่าเชื่อถือของนักการเมืองที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเมืองก่อนสิ่งอื่นใด


 


อันที่จริง ข้อเรียกร้องเรื่องคุณธรรมของผู้นำการเมืองนั้น นับพันปีมานี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ส่วนเรื่องความรู้ความสามารถอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยบ้าง


 


ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? เข้าใจว่าคงเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามถึงที่สุดแล้วนับเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แน่นหนายิ่ง อำนาจของผู้นำเป็นอำนาจที่มีพลังศรัทธารองรับมากที่สุด ซึ่งถ้าหากไม่มีหลักธรรมกำกับก็อาจเบี่ยงเบนไปในทางเสื่อมโดยง่าย สังคมที่ต้องการหลีกเลี่ยงหายนะ ไม่อาจเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยการเพิกเฉยหรือปฏิเสธประเด็นนี้ได้


 


ตามคัมภีร์อัคคัญสูตรในพระไตรปิฏก (พระสุตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค) ผู้นำมีฐานะเป็นมหาชนสมมติ ซึ่งหมายถึงว่าถูกคัดสรรมาดำรงตำแหน่งโดยมหาชน และได้รับการตอบแทนเลี้ยงดูโดยมหาชน หน้าที่ของผู้นำคือตัดสินคดีความและลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อสร้างสันติภาวะให้แก่สมาชิกของสังคม ซึ่งก่อนหน้านั้นล้วนจมปลักอยู่กับการวิวาทบาดหมาง จนไม่สามารถมีชีวิตเป็นปกติ (สมบัติ จันทรวงศ์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช 2525 น.33)


 


เมื่อพิจารณาความเก่าแก่ของพุทธคัมภีร์ฉบับนี้แล้ว แม้เราจะไม่กล้าตีความถึงขั้นสรุปว่า นี่คือทฤษฎีประชาธิปไตยตามที่ยึดถืออยู่ในปัจจุบัน แต่ในแง่ของความเป็นอุดมคติทางการเมือง ที่ระบุความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้นำกับประโยชน์สุขของสังคม ก็พอจะพูดได้ว่าพระศาสดาทรงชี้ทางไว้เช่นนั้น


 


ในส่วนของโลกตะวันตกก็เช่นเดียวกัน แนวคิดของปราชญ์กรีกเพลโตในหนังสือชื่อ The Republic แม้จะปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ กระทั่งปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา แต่เพลโตก็ชดเชยให้ด้วยการเสนอผู้ปกครองที่ทรงภูมิปัญญาและปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัวในทุกกรณี อีกทั้งยืนยันด้วยว่าการปกครองจะต้องดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้น ไม่มีผลประโยชน์แยกต่างหากของบุคคลที่กุมอำนาจ


 


อย่างไรก็ดี ในบรรดาภูมิปัญญาโบราณว่าด้วยอำนาจและการนำนั้น ผมเห็นว่าคำสอนของปรมาจารย์ เหล่าจื๊อ น่าจะลึกซึ้งคมคายที่สุด แม้ข้อความดังกล่าวจะถูกจดจารไว้นานนับพันปีแล้ว แต่ก็ยังคงซึ่งพลังแห่งสัจจะ


 


ท่านกล่าวว่า ...


 


"ในการปกครองชั้นเยี่ยม ผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง ในการปกครองชั้นดี ผู้คนจะชื่นชอบ ในการปกครองชั้นต่ำ ผู้คนจะเกรงกลัว ในการปกครองชั้นต่ำสุด ผู้คนจะชิงชัง ผู้ที่ไม่นับถือราษฎร จะไม่ได้รับการนับถือ ..." (คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง) <9>


 


เราอาจกล่าวได้ว่า ตำรารัฐศาสตร์นับร้อยเล่มถูกย่อไว้ในถ้อยคำสองสามบรรทัดเหล่านี้ เพราะมันคือความจริงที่ทั้งอยู่เหนือและอยู่ในทุกระบอบการเมืองการปกครอง ความจริงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แทงทะลุข้ออ้างและอุปทานรวมหมู่ทั้งปวง


 


อำนาจคืออันใดหากมิใช่ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นทำตามเจตจำนงของตน เช่นนี้แล้วอำนาจจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอันสลับซับซ้อนยิ่ง การที่คนผู้หนึ่งจะทำตามเจตจำนงของคนอีกผู้หนึ่งไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุที่เหมือนกันในทุกกรณี


 


แต่ก็แน่ละ ผู้คนในสังคมใดจะยอมรับแหล่งที่มาของอำนาจแบบไหน ย่อมขึ้นต่อความคิดความเชื่อของคนในสังคมนั้น ในหมู่ชนที่นับถือเงินเป็นพระเจ้า คนมีเงินมากกว่าผู้อื่นย่อมมีอำนาจ ในสังคมที่บูชาความกล้าหาญ นักรบย่อมได้รับความเชื่อถือ ส่วนในสังคมที่ยึดหลักคุณงามความดีและความรู้ นักปราชญ์ นักพรตย่อมมีผู้น้อมรับคำชี้นำ ครั้นว่าในสังคมเดียวกัน ผู้คนยอมรับนับถือคุณค่าหลายอย่าง ผู้มีอำนาจและอิทธิพลก็ย่อมมีหลายกลุ่มไปตามกัน


 


กล่าวสำหรับบรรดาผู้ต่ำต้อยนั้น มีบ่อยครั้งที่อาจต้องขึ้นต่ออำนาจหลายแบบ และถูกกดดันจากหลายทิศทาง อย่างไรก็ดี อำนาจที่ใช้ได้กับบางคนอาจใช้ไม่ได้กับบางคน เพราะความสัมพันธ์ทางอำนาจเป็นการจราจรสองทางจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจด้วย


 


ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างอำนาจดิบๆ กับอำนาจที่ชอบธรรม และนำไปสู่ความแตกต่างระหว่างผู้กุมอำนาจธรรมดาๆ กับผู้นำที่แท้จริง


 


ทำไมเหล่าจื้อจึงกล่าวว่า "ในการปกครองชั้นเยี่ยมผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง" ทำไมท่านจึงสอนว่า "ผู้(นำ)ที่ไม่นับถือราษฎรจะไม่ได้รับการนับถือ" คำตอบคือมีแต่ผู้นำที่ใกล้ชิดมวลชน ทั้งในด้านจุดหมายและวิธีการใช้อำนาจเท่านั้น ที่จะประสบความสำเร็จในการปกครอง


 


คำสอนของเซนก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังคำพูดที่ว่า "ผู้นำที่ดีถือจิตใจของชุมชนเป็นจิตใจของตน…ดีและเลวสำหรับผู้นำก็คือดีและเลวต่อชุมชน" (เดชา  ตั้งสีฟ้า 2545 .91) พูดกันสั้นๆ ง่ายๆ กฎข้อแรกของ "การปกครองชั้นเยี่ยม" คือผู้นำจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ตาม ผู้นำจะต้องไม่มีผลประโยชน์แยกต่างหากออกจากผลประโยชน์ของผู้ถูกนำ


 


เท่านั้นยังไม่พอ ท่านเหล่าจื๊อยังบอกว่า "ปกครองบ้านเมืองต้องใช้วิธีการบริสุทธิ์ยุติธรรม ส่วนทำสงครามต้องใช้กลอุบายพลิกแพลง" (คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง) คำสอนดังกล่าวเท่ากับยืนยันว่า ผู้นำประเทศจะต้องมองประชาชนเป็นมิตรและจริงใจต่อประชาชน จะใช้เล่ห์เพทุบายหลอกล่อประชาชนเหมือนยุทธวิธีทางการทหารที่จะดำเนินการต่อข้าศึกไม่ได้


 


ท่านกล่าวเตือนทุกฝ่ายไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า


 


"บ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า ไม่อาจครองด้วยกำลัง ไม่อาจยึดถือเป็นของส่วนตัวได้ ผู้ที่ใช้กำลังเข้าครองจะต้องพ่ายแพ้ ผู้ที่ยึดถือเป็นส่วนตัวจะต้องสูญเสียอำนาจไป" (เล่มเดียวกัน)


 


ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นบทเรียนที่ประเทศไทยล้วนเคยผ่านมาแล้วทั้งสิ้น?


 


ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเด็นคุณธรรมของผู้นำ ซึ่งเราไม่ควรเลิกคาดหวังเพียงเพราะผู้ถูกคาดหวังเป็นนักการเมือง


 


เพื่อนนักวิชาการทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย


 


ผมมั่นใจว่า "เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน" ยังมีประเด็นให้พิจารณาอีกมาก และที่กล่าวมายังไม่สามารถครอบคลุมเรื่องราวได้ทั้งหมด แต่ก็คงต้องยอมรับว่าผมพูดคนเดียวนานเกินไปแล้ว


 


ผมขอยอมรับผิดว่าไม่สามารถวางอุเบกขาได้ครบถ้วน ทั้งๆ ที่ในเบื้องต้นได้ชวนเชิญท่านทั้งหลาย มาทบทวนหลักพุทธรรมในการสำรวจสภาพความจริง ท้ายที่สุดในฐานะปุถุชนคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะแสดงทัศนะของตัวเอง


 


อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าเรายังต้องรักษาวินัยทางปัญญาไว้ให้มากที่สุด เพื่อเจาะทะลุสมมติสัจจะทางการเมือง ไปสู่ความจริงให้ได้ ตั้งแต่เกิดวิกฤตในบ้านเมืองผมพยายามเตือนตัวเองเสมอมาว่า อย่าไปตั้งความหวังที่ขัดแย้งกับความจริง หรือขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรให้โลกดีขึ้น เราเคลื่อนไหวได้เท่าที่ความจริงอนุญาต


 


ยังมิพักต้องเอ่ยถึงว่า ในความจริงโดยภววิสัย "..สิ่งทั้งปวงล้วนมีคุณลักษณ์แห่งความว่าง (สุญญตา) ปราศจากจุดเริ่มต้นและไร้ที่สิ้นสุด ไม่เป็นทั้งสิ่งผิดและสิ่งถูก ไม่เป็นทั้งสิ่งบกพร่องและสิ่งสมบูรณ์" นี่เป็นอีกคำสอนหนึ่งของพระพุทธองค์ซึ่งอยู่ในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (พจนา จันทรสันติ แปล 2548 น.92)


 


ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นี้ รวมทั้งผมด้วย ล้วนมีอุดมคติทางการเมืองของตนและรู้สึกดีกับมัน แต่ก็อยากเชิญชวนท่านมาพิจารณาให้เห็นว่าแม้อุดมคติในใจเราอาจมีความจริง แต่ในความจริงย่อมไม่มีอุดมคติ


 


สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะอุดมคติของแต่ละคน แต่ละฝ่าย ไม่แน่ว่าจะตรงกัน ซึ่งทำให้ไม่มีอุดมคติทางการเมืองของกลุ่มไหนได้พื้นที่ครบถ้วน และชุดความคิดที่จะทำงานได้จริงๆ คงต้องมาจากการประนีประนอม ซึ่งอาจไม่สวย ไม่ลื่น กระทั่งไม่เป็นระบบที่สมเหตุสมผล แต่ถ้าไม่ยอมรับการประนีประนอมเช่นนั้น ทางเลือกที่เหลือจะมีเพียงอย่างเดียวคือ ... ขัดแย้งแตกหัก ซึ่งอาจนำไปสู่ความบอบช้ำสูญเสียของทุกฝ่าย


 


ที่ผมเสนอให้นำหลักอิทัปปัจจยตา มาใช้ มิใช่แค่อยากชวนเชิญท่านมาพิจารณาปัญหาจากมุมมองขององค์รวม หากยังเป็นเพราะหลักอิทัปปัจจยาตาเป็นที่มาของทางสายกลาง ซึ่งไม่ใช่การประนีประนอมอย่างไร้หลักการ (หรือเป็นแค่ชื่อกลุ่มการเมืองแต่เป็นจุดยืนอันเกิดจากการมองเห็นความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันระหว่างสรรพสิ่ง และความเลื่อนไหลแปรผันของมัน (จนตีเส้นแบ่งตายตัวไม่ได้)


 


อันที่จริง การมองโลกให้ทั่วด้านไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมรับทุกอย่างที่เป็นอยู่ เพียงแต่ต้องขัดแย้งกันแค่พองามไม่หลุดกรอบของการสังกัดองค์รวมเดียวกัน แบบนี้แล้วยิ่งขัดแย้งก็ยิ่งได้ของดีมาเป็นสมบัติร่วม เหมือนก้อนหินในสายน้ำขัดสีกันและกันจนกลมกลึง


 


พูดก็พูดเถอะ กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งนั้นไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการเมือง ไม่ใช่เป็นแค่ประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ เป็นเรื่องของการเติบโต


 


ดังที่หลวงพ่อติช นัทฮันห์เคยสอนไว้อย่างนิ่มนวลว่า


 


"โลกที่สร้างขึ้นจากกรอบคิดนั้น ต่างจากความเป็นจริงอันมีชีวิต โลกที่เรื่องเกิดดับ ดีเลว หรือเป็นนั่นไม่เป็นนี่ ถูกนำมาประกบเป็นข้อขัดแย้ง นับเป็นโลกของคนที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตื่นรู้" (Thich Nhat Hanh, 2005,p.81)


 


ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง


 


 


--------------------------------


 


 


เชิงอรรถ


<1> หมายถึงการปรับตัวหลัง 6 ตุลาคม 2519 ด้วยการทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลขวาจัดในปี 2550 ซึ่งนำมาสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2521 และการเลือกตั้งในปีถัดมา


<2> ความเห็นเชิงวิพากษ์ของนักวิชาการที่มีต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกรวบรวมไว้มากที่สุดในหนังสือชุด "รู้ทันทักษิณ" 1-3 ซึ่งมีเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นบรรณาธิการ ส่วนทัศนะต่างๆ ของนักวิชาการที่มีต่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถูกรวบรวมไว้ในนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ รัฐประหาร 19 กันยา


<3> ดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 87 มาตรา 111 และมาตรา 114


<4> เช่นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดอุดรธานี เป็นต้น


<5> http://news.sanook.com/social/social/208359.php


<6> ในเดือนตุลาคมถัดมา เอแบคโพลพบว่าประชาชนร้อยละ 64.6 พร้อมรับเงินและสิ่งของเพื่อแลกกับการออกเสียงลงคะแนน และกว่าร้อยละ 80 ยืนยันว่าจะไม่แจ้งกรรมการการเลือกตั้งหากพบเห็นการซื้อเสียง (ไทยโพสต์ 22 ต.ค.2550)


<7> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเสกสรรค์ ประเสริฐกุล 2548 น.114-133


<8> ตัวเลขปี 2549 ระบุว่าคนรวยสุด 20% แรกของประเทศไทยมีรายได้มากกว่าคนจนสุด 20% ล่างถึง 14.66 เท่า ขณะมาตรฐานสากลถือว่าไม่ควรเกิน 4 เท่า (สนง.คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)


<9> ข้อความในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งเรียบเรียงมากจากงานแปลของ ล.เสถียรสุต (2533)งานแปลของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และสมเกียรติ สุขโข (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) กับฉบับที่แปลและตีความโดยประชา หุตานุวัตร (2548)


 


 


 


หนังสืออ้างอิง


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550


ประชา หุตานุวัตร (แปลและตีความ) ผู้นำที่แท้ มรรควิธีของเล่าจื๊อ (สวนเงินมีมา 2548)


ล.เสถียรสุต (แปล) คัมภีร์เหลาจื๊อ (สำนักพิมพ์ ก.ไก่ 2533)


พุทธทาสภิกขุ อิทัปปัจจยตา (อรุณวิทยา 2545)


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และสมเกียรติ สุขโข (แปลและเรียบเรียง) เต๋าเต็กเก็ง (สำนักพิมพ์ ก.ไก่ ไม่ระบุปีที่พิมพ์)


เดชา ตั้งสีฟ้า (แปล) วิถีแห่งผู้นำเซ็น (มูลนิธิโกมลคีมทอง 2545)


สมบัติ จันทรวงศ์ และชัยอนันต์ สมุทวณิช ความคิดทางการเมืองไทย (บรรณกิจ 2523)


เกษียร เตชะพีระ ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2550 จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 : วิกฤตประชาธิปไตยไทย (มูลนิธิ 14 ตุลา, 2550)


พจนา จันทรสันติ (แปล) กุญแจเซน (มูลนิธิโกมลคีมทอง 2548)


เสกสรรค์ ประเสริฐกุล การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย (อมรินทร์ 2548)


Thich Nhat Hahn, Zen Keys (New York : Three Leaves Press 2005)


 


 


 

Comments

SPP

ขอเสนอชื่อบทความว่า

ประชาธิปไตย: ผ่านพบไม่ผูกพัน

.

อาจารย์รัฐศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศยังคงหากินกับของเก่าๆที่บูดเน่าไปแล้ว

นั่นคือหากินกับวิชา "การเมืองที่ไม่มีคุณภาพ" เนื่องจากไม่รู้ว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบ"การเมืองที่มีคุณภาพ"(Quality Political Science)มา 20 ปีแล้ว

การเมืองที่มีคุณภาพคืออะไร ?

1. ผู้นำการเมืองเป็นผู้นำที่แท้จริง(Leadership)ที่ต้องให้สัญญาประชาคมจริงจัง(Commitment)มิใช่ผู้ควบคุม(Supervision)

2. มีระบบและรู้วิธีบริหารระบบ(Quality Management System)

3. โครงสร้างแนวราบ(Horizontal model)มีการทำงานเป็นทีม มีการให้อำนาจระดับล่าง(Empowerment)

4. มีเป้าหมายที่ความพอใจของประชาชน(Customer Focus)มิใช่ที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน(Functional Focus).

ครับผม

.

หนังสืออ้างอิง ค.ห.3

1. Edwards W.Deming, "Out of the Crisis." The MIT Press, Cambridge, Massachusetts.

2. Quality Progress Magazines, www.asq.org

.

การไม่ทันสมัยใฝ่รู้เรื่องการเมืองของโลกของทำให้มืดบอด

มองไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล

การมีประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้ไม่สามารถช่วยให้รัฐธรรมนูญมีคุณภาพได้

รัฐธรรมนูญไม่มีคุณภาพสร้างวิกฤตการเมืองทั้งปัจจุบันและอนาคต

.

ชนชั้นนำไทยยังไม่สามารถจับประเด็นฉันทามติ/โลกาภิวัตน์ แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 20 ปี

ขออ้างอิงคำปาฐกถาของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ 14 ตุลาคม 2550 "ณ จุดใดจุดหนึ่งกลางพุทธศควรรษที่ 2530 ชนชั้นนำไทยได้บรรลุฉันทามติที่จะพาประเทศไทยไปสู่เส้นทางโลกาภิวัตน์/เสรีนิยมใหม่"

แต่จนแล้วจนรอด...ประเทศไทยยังไม่ได้ก้าวหน้าแม้แต่ก้าวเดียวหลังมีฉันทามติ เพราะไม่เข้าใจประเด็นสำคัญของฉันทามติดังกล่าว มีหลักฐานเห็นได้จากรัฐธรรมนูญทุกฉบับหลัง พ.ศ. 2530 "ไม่มีคุณภาพ" และ การปฏิรูปการเมืองล้มเหลวมาโดยตลอด

ฉันทามติดังกล่าว คือ ประเทศไทยรับที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติขององค์กรมาตรฐานสากลโลกที่เจนีวา ที่ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2530 ให้การบริหารและการเมืองของชาติต้องมี"ระบบ"(Quality System)รองรับ...เพื่อให้การเมือง"มีคุณภาพ"

เนื่องจากปรับตัวไม่ทันโลกาภิวัตน์และไม่ใฝ่รู้ประเด็นสำคัญของฉันทามติ เป็นเหตุให้ ส.ส.ร.ทุกคน และนักปฏิรูปการเมืองของไทยไม่รู้ว่า"ระบบ"ดังกล่าวคืออะไร...เป็นต้นเหตุทำให้การปฏิรูปการเมืองล้มเหลว และ รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีคุณภาพ

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีคุณภาพ จึงไม่ช่วยแก้ปัญหาสร้างสภาวะปกติสุข แต่เป็นตัวเจ้าปัญหาสร้างวิกฤติเสียเอง

การแก้ไขให้รัฐธรรมนูญมีคุณภาพมีผลทำให้เกิดความสำเร็จในการปฏิรูปการเมืองด้วย

นายบึกบึน

สนใจนะ แต่อ่านแล้วเหนื่อย คงต้องหาสมาธิอ่านก่อน แล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็น

ก็น่าสนใจดี

กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ถือว่า ดี เป็นโมเมนตัม ในแนวคิด เพื่อความยุติธรรมทางสังคม ในบ้านเมือง การส่งแนวคิดให้ก้บสังคมยามนี้ ถือว่า เป็นโอกาส มีโมเมนตัม ขอขอบคุณที่ช่วยกันโหมทำกิจกรรม

อย่างไรก็ตามการวิวัฒน์ประเทศในยุคนี้นั้น มีความสลับซับซ้อนมาก การนำประเทศไปข้างหน้า ก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน

สิ่งที่ควรพิจารณาก่อน ก็ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการอะไร ทำไม ซึ่งเป็นเงื่อนไขเฉพาะปัจจเจกชนมีอยู่ โดยรวม ก็คือ ปัญหาในชาตินั่นแหละ สุดท้ายไม่พ้นเรื่องคุณภาพชีวิต

ส่วนว่า เราจะเป็นบ้านเมืองที่ดีเลิศ ประชาชนมีความรู้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง อย่างที่พวกท่านจินตนาการนั้น ขอถามว่า ด้วยเงื่อนไข ทางพอเพียงทางเศรษฐกิจยามนี้ ชาวบ้านมีความพร้อมแล้วหรือ

ดังนั้น ยามนี้ ต้องทำให้คนไทยเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเสียก่อน ความเข้มแข็งทางปัญญาก็มาเอง เพราะคนในบ้านเมืองสุขสบาย ไม่ทุกข์ เหมือนพวกท่านนั้นแหละ ที่ไม่ต้องทำงานหนักๆ มีงาน มีรายได้ มีโอกาส มีเวลามานั่งเรียนหนังสือ นั่งเรียนรู้การพลวัตรของโลก นั่งถกเถียงกันเยี่ยงปราชญ์ ถานนะว่า ชาวบ้านที่จะกินยังไม่มี เขาต้องการอะไร ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเถอะ ยุทธศาสตร์การวิวัฒน์ชาตินั้น ต้องลึกซึ้ง ใช้เวลา บ้านเมืองนี้ มีหลายเปลือกหลายชั้นนะ

แล้วจะมาถกใหม่

ขอให้บ้านเมืองรุ่งเรือง

ลูกศิษย์ มธ.

เรียน อ.เสกสรรค์

จากที่ อ. พูดว่า
1. ชุดความคิดที่จะทำงานได้จริงๆ คงต้องมาจากการประนีประนอม

2. ...ขัดแย้งแตกหัก ซึ่งอาจนำไปสู่ความบอบช้ำสูญเสียของทุกฝ่าย

3. อันที่จริง การมองโลกให้ทั่วด้านไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมรับทุกอย่างที่เป็นอยู่ เพียงแต่ต้องขัดแย้งกันแค่พองามไม่หลุดกรอบของการสังกัดองค์รวมเดียวกัน

การเสนอความคิดตามหลักสาระสำคัญทั้ง 3 ข้อ หนูในฐานะลูกศิษย์ เห็นว่า

1. ไม่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สังคม เพราะอาจารย์ได้ละเว้นฐานะนำของศักดินา อาจารย์พยายามจะให้ทุกคนยอมประนีประนอมให้กลุ่มศักดินามีสิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมที่มีความเสมอภาคกัน

ถามว่า ศักดินายอมเท่าเทียมกับคนอื่นหรือ เวลาเราเข้าพบศักดินา เขาก็ให้เราพบเพียงขี้ฝุ่นใต้ตีน (ใต้ฝ่า. . .)

2. อาจารย์เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจหรือการกอบโกยกันทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ประนีประนอมกันได้ และไม่ใช่ความขัดแย้งแตกหัก

ไม่ทราบว่า อาจารย์ใช้สมองคิดบ้างหรือเปล่าว่า พวกศักดินา ทหาร พระ และครอบครัวของอาจารย์เอง ก็ไม่ได้ทำการผลิตอะไรเองได้เลย พึ่งพิงกินอยู่จากผลผลิตของคนอื่น 100 % เต็ม แล้วจะให้กรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ขัดแย้งแต่พองาม

ปล่อยให้คนเหล่านี้ อยู่กินสุขสบาย แต่กรรมกร ชาวนา ชาวไร่ สิ้นเนื้อประดาตัวฉะนั้นหรือ

ขอบคุณที่อาจารย์สอนศิษย์มา แต่อาจารย์ไม่ได้สอนตัวเอง และที่สำคัญ สิ่งที่อาจารย์สอนเป็นเนื้อหาคำสอนของผู้กดขี่ขูดรีดชาวบ้านโดยตรง

หนูเข้าใจและซึ้งถึงความคิดและพฤติกรรมของอาจารย์ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ฝ่ายประชาชน เมื่อเวลาผ่านไป อาจารย์ก็ไปยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาชนเสียแล้ว

หนูจึงขอให้อาจารย์ลาออกจากความเป็นอาจารย์ของหนูตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

.

รัฐศาสตร์ที่มีคุณภาพ(Quality Political Science) คืออะไร ?

วิชารัฐศาสตร์ที่มีคุณภาพมีมาแต่โบราณกาลเกือบสามพันปีแล้ว

"ผู้นำที่ไม่นับถือราษฎร จะไม่ได้รับความนับถือ(เหล่าจื้อ)

ผู้นำย่อมได้รับความนับถือจากราษฎรเมื่อบริหารให้ราษฎรพึงพอใจ
คุณภาพของผู้นำ คือ ความพึงพอใจของราษฎร

สอดคล้องกับการบริหารที่ทันสมัย TQM.(Total Quality Management)
Total Quality = Customer(Citizens)Satisfaction

ดังนั้น คุณภาพรัฐศาสตร์ คือการบริหารของรัฐที่สร้างความพึงพอใจให้ราษฎร
Quality Political Science = Customer(Citizens)Satisfaction

สำหรับคำว่า"ลูกค้า" คือ ราษฎร อ้างอิง US.President^*s management agenda 2002 ที่บันทึกว่า Citizens are primary customers of the government.

T.A

รัฐศาสตร์+ ศาสนศาสตร์=ยุคมืดของรัฐศาสตร์ไทย
วันหลังก็เอาคัมภีร์ทางศาสนามาเป็นรัฐธรรมนูญซะเลยซิ

คุณภาพ

ประเด็นสำคัญของฉันทามติ/โลกาภิวัตน์ พ.ศ. 2530 อยู่ที่"คุณภาพ"ของการบริหารที่มี"ระบบ"

ประเทศไทยจับประเด็นดังกล่าวไม่ได้ทำให้การบริหารของชาติ"ไม่มีคุณภาพ" เพราะ "ขาดระบบ" สังเกตได้ที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับหลัง พ.ศ. 2530 ล้วนไม่มีคุณภาพทั้งสิ้น

รัฐธรรมนูญ 2534 ไม่มีคุณภาพทำให้เกิดพฤษภาทมิฬ 2535 และหายนะเศรษฐกิจล่มสลาย ปี 2540 เพราะไม่มี"ระบบป้องกัน"

รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีคุณภาพทำให้เกิดหายนะมีรัฐบาลโกงชาติขายชาติเช่น ขายทรัพย์ของชาติราคาถูก ออกกฏหมายขายชาติ 11 ฉบับ และขายสื่อให้ต่างชาติ เพราะไม่มี"ระบบป้องกัน"

รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีคุณภาพเพราะไม่มีระบบป้องกันเช่นเดียวกันได้สร้างหายนะให้ชาติแล้ว...มีผลร้ายให้เห็นเมื่อไรเท่านั้น!!

นักศึกษารัฐศาสตร์

ขอให้บรรดานักสอนรัฐศาสตร์ยุคเดียวกับเสน่ห์ เสกสรร เกษียร ชัยวัฒน์ นครินทร์ ฯลฯ หยุดออกมาให้ความเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะ เพราะที่ผ่านมาได้พวกคุณได้ทำลายหลักการ ความเป็นศาสตร์ รวมถึงความน่าเชื่อถือทางวิชาการจนหมดสิ้น ถึงเวลาที่จะเปิดโอกาสให้นักสอนรัฐศาสตร์ นักวิชาการรัฐศาสตร์ และนักคิด/ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์รุ่นใหม่ ออกมาแสดงจุดยืนและทรรศนะของตนเอง เพื่อจรรโลงสังคม ยืนยันหลักการ พิสูจน์ความเป็นศาสตร์ และสร้างความน่าเชื่อถือทางวิชาการกลับมา ไม่อย่างนั้น ก็ยุบ/ยกเลิกคณะรัฐศาสตร์เสีย เพราะมันไม่มีคุณค่า ชาวบ้านร้านรวงอ่านหนังสือพิมพ์หน่อยก็พูดหลักการเมืองได้ตามร้านกาแฟ ผสมนู่นนิดนี่หน่อย พุทธมั่ง อะไรมั่งก็ไปได้แล้ว สังคมก็จะได้ความเห็นข้างทาง โดยปราศจากการพิสูจน์ วิจัยไปเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ

กด

อ่านแล้วไร้สาระ เหมือนลอกหนังสือฝรั่งมา

amalit

ความคิดเห็นยของผู้คนในนี้ช่างโง่งมงาย กับสิ่งที่เรียกว่าหลักการควายๆ

ต้องเอาไปตอนให้หมดสำหรับคนในประชาไท

เอ้าเฮ....

อัย..กระผมอ่านละเอียดมาทั้งของอาจารย์

และความเห็นที่ ๑ - ๑๓ ดูจะโต้แย้งสอง

ฝ่ายเป็นหยาง-หยิน ที่ไม่สมดุลย์

ส่วน คห ๑๔ แหกคอกดีเป็นตัวตน

อาศัย-คัมภีร์ที่นึกได้บางไม่ได้บ้าง

เป็น "สุญตา" ก็จบกันหมดแหละ...

เอ้า....อ่านให้ละเอียด..ๆ...ดีจริงๆ

สำหรับข้อเขียนและความเห็นของทุกท่าน

แต่มันเป็น "สุญตา"....เข้าใจไหมละ...

เอ้า...เฮ........ [emo12.gif][emo12[emo12.gi[emo12.gif]

.

ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์

ท่านที่แสดงแววเป็นปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ของประเทศไทยตัวจริงน่าจะได้แก่เจ้าของความคิดเห็น # 12 "นักศึกษารัฐศาสตร์"...ท่านเป็นความหวังของชาติเรื่องปฏิรูปการเมือง

ส่วนท่านองค์ปราฐกนั้นเป็น"นักรัฐศาสตร์ตกยุคตกรุ่น"เพราะไม่ได้แสดงความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางรัฐศาสตร์ของโลก อีกทั้งไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับที่อ้างอิงนั้นไม่มีคุณภาพเพราะขาด"ระบบ" ดังนั้น การแนะนำให้หยุดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะชนตามคำแนะนำของ # 12 จึงควรปลิดปลง

1. รัฐศาสตร์หลงทาง: ฉันทามติของโลก พ.ศ. 2530 ที่คุณเกษียร เตชะพีระ กล่าวถึงนั้น คือ ประเทศทั่วโลกตกลงปฏิรูปการบริหารภาคเอกชนและปฏิรูปการบริหารภาครัฐบาลหรือปฏิรูปการเมืองให้การบริหารมีคุณภาพ(Quality) หรือการบริหารมีระบบ(System) ที่เกิดโลกาภิวัตน์เช่นนี้เพราะวิจัยพบว่าการบริหารเก่าไม่มีคุณภาพ

รัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกได้ปฏิรูปการเมืองให้การบริหารมีคุณภาพด้วยการให้การบริหารมีระบบที่เรียกว่า QMS.(Quality Management System) หรือ TQM.(Total Quality Management) สำหรับในเอเซียมีสิงค์โปร์และญี่ปุ่นเป็นผู้นำใช้การบริหารระบบดังกล่าว สำหรับมาเลเซียใช้ TQM.ปฏิรูปการเมืองทั้งส่วนกลางและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น

สำหรับประเทศไทยล้มเหลวปฏิรูปการเมืองมาโดยตลอดเพราะรัฐบาลถูกครอบงำโดยนักกฏหมายเนติบริกรทีไม่รู้เรื่องบริหารและนักรัฐศาสตร์ตกรุ่นที่มีความรู้แค่เรื่องการบริหารล้าสมัยและหลงทางฉันทามติ อวิชชาเห็นได้จากการร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีระบบรองรับ

2. ปฏิรูปการเมือง: ตามฉันทามติดังกล่าวประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปการเมืองเพื่อให้รัฐบาลบริหารมีคุณภาพตั้งแต่ พ.ศ. 2530 แต่ทุกรัฐบาลไม่สามารถทำได้เพราะความล้าสมัยของผู้นำและนักรัฐศาสตร์ระดับคณะรัฐมนตรีที่ไม่รู้ว่าการบริหารที่มีระบบหรือมีคุณภาพดังกล่าวคืออะไร

ที่น่าอายและน่าตำหนิ คือ องค์การสหประชาชาติได้ตอกย้ำฉันทามติ 2530 ในการประชุมนานาชาติที่เกาหลี เมื่อพฤษภาคม 2548 ซึ่งทักษิณ ชินวัตรบินไทยคู่ฟ้าไปประชุมด้วยตนเอง แต่แกล้งโง่ไม่เข้าใจ ทำให้รัฐบาลทักษิณล้มเหลวปฏิรูปการเมืองและถูกรัฐประหารล้มรัฐบาล

ที่น่าเสียดาย คือ ทหารที่ทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 มีเป้าหมายที่ปฏิรูปการเมือง สังเกตได้ที่ตั้งชื่อคณะปฏิวัติว่า"คณะปฏิรูปการปกครองฯ" แต่ล้มเหลวเพราะใช้คณะที่ปรึกษาที่เป็น ก.พ.ร.ที่สร้างความล้มเหลวเรื่องนี้ให้รัฐบาลทักษิณ

สำหรับรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 หากยังซื่อบื้อหรือดื้อดึงเรื่องปฏิรูปการเมือง... ย่อมเป็นความชอบธรรมในการทำรัฐประหารทั้งๆที่การรัฐประหารเลวเพราะทำลายเศรษฐกิจ แต่คณะรัฐประหารมีเหตุผลอ้างว่ารัฐบาลเลวกว่าเพราะละเมิดฉันทามติ 2530 และไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของ UN.

อย่างไรก็ตาม ขอชมเชยการจ้ดประชุมที่ไบเทคครั้งนี้ เพราะช่วยให้นิสิตนักศึกษาทั่วประเทศได้มีโอกาสรู้ระดับคุณภาพของนักรัฐศาสตร์ไทยที่เป็นอาจารย์ของพวกเขา

kira7

ผมว่าความคิดของอาจารย์เสกสรรค์ก็ดีนะ
แปลกจริงทำไมไมเห็นด้วยกัน
ผมมีความรู้ด้านนี้น้อยคงเถียงด้วยไม่ได้
แต่ขอประกาศสนับสนุนความคิดนี้นะครับ

จงรู้จักสะกดคำว่า"อายบ้าง"

ช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นช่วง "กลุ่มอำมาตย์คลุ้มคลั่ง" ก็ว่าได้

เพราะตอนนี้ไล่สะกัดคู่แข่ง ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยไม่มีมีความละอายแต่อย่างไรแล้ว ตอนนี้ใช้แม้กระทั่งการเล่น Trick ทางกฎหมาย เพื่อกดดันทักษิณไม่ให้หาเสียงกับประชาชนได้

วิธีการเลว ๆ ไม่เคยนำไปสู่ผลลัพท์ที่ดีได้หรอกครับ การไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม คิดหรือว่าจะสามารถปกครองประเทศนี้ได้ ใช้วิธีแบบนี้หรือคิดว่าจะ "ครองหัวใจคนได้"

กรณีเอกสารลับ เป็นโชคดีของพรรค พปช.ที่มันมีข้อสรุปออกมา ไล่เลี่ยกับช่วง วีซีดี พอดี

ผมไม่เคยสนใจประเด็นว่า จะสามารถเอาผิด คมช.ได้ ผมดูแค่ว่า กกต.เขาจะหาทางลงให้ คมช.ได้อย่างไร

การพยายามเล่นงาน พปช.ในเรื่องวีซีดี ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง "หัวใจที่ลำเอียง" จิตใจที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม เมื่อไร้ธรรม คิดหรือว่าจะสามารถครองเมืองได้ เมื่อบ้านเมืองไม่ได้ปกครองโดยธรรม แผ่นดินก็ไม่สงบสุขไปได้

สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่า การแสดงศักดาภินิหาร ของกลุ่ม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้นคือการบลั๊ฟเท่านั้น การบลั๊ฟจะไม่ได้ผล หากฝ่ายตรงข้ามรู้ทันและตั้งตัวได้ พร้อมจะตีโต้

แม้จะยุบพรรค พปช.ด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรมได้ แต่ก็ไม่สามารถลบ "กลุ่มนิยมทักษิณ นิยมประชาธิปไตย" ออกไปจากเมืองไทยได้

ไม่มีทางที่ประเทศใด ๆ จะอยู่ได้อย่างสงบ หากระบอบนั้นพยายามกันเสียงส่วนใหญ่ออกไปจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง

ถึงจะสามารถใช้วิธีการอันฉ้อฉล ดันคุณอภิสิทธิ์ และ ปชป.ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ได้ การได้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมเช่นนี้ คิดหรือว่า จะสามารถอยู่ในอำนาจได้อย่างยาวนาน เพราะเมื่อความชอบธรรมไม่มี รวมทั้งผลงานก็ไม่ปรากฎ รัฐบาลเช่นว่านี้ จะอยู่ได้ยาวนานสักเท่าใด

เพราะยิ่งประเทศอ่อนแอจากภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง อำนาจบารมีของทักษิณก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงข้ามกับ อำนาจของกลุ่มอำมาตย์ ยิ่งอ่อนแอเปราะบางลงไปเรื่อย ๆ

ภาวะเศรษฐกิจที่ตกลงทุกด้าน คิดหรือว่าภาคเศรษฐกิจจะทนสนับสนุนบารมีของ พล.อ.เปรมอยู่ได้ สุดท้ายอำนาจของทักษิณที่ล้อมกรอบมาจากทั่วโลก และล้อมกรอบมาจากชนบท ก็ถึงจุดที่บดขยี้พวกอำมาตย์อยู่ดี จุดจบของ กลุ่มพล.อ.เปรมและพวก เราสามารถมองเห็นได้ไม่ยากนัก

แต่ไดโนเสาร์ตัวมันใหญ่ หากจะตายมันก็ต้องดิ้นนานหน่อยเป็นธรรมดา

ตอนนี้ผมไม่คิดว่า "นายกฯทักษิณ" เขาจะกลัวกลุ่ม พล.อ.เปรม กับพวกแล้วครับ เขาตั้งตัวได้แล้ว เขากำลังรุกตีโต้ และเป็นการตี้โต้ไวกว่าที่ผมคิดเอาไว้ครับ

ตามธรรมดานั้น "กองทัพของนายกฯ ทักษิณ" นั้นเข้มแข็งกว่า "กลุ่มของ พล.อ.เปรม" อยู่แล้วครับ แต่ต้องแตกทัพชั่วคราวตอนโดนรัฐประหาร เพราะไม่ได้ทันตั้งตัว เจอ "เซอร์ไพส์" ก็ต้องแตกกระจัดกระจาย

แค่ความที่เป็นกองทัพใหญ่ มีพลานุภาพ ทั้งกำลังคน กำลังเงิน กำลังศรัทธา และกำลังสมอง รวมทั้งเทคโนโลยีสูงกว่าอยู่แล้ว เมื่อตั้งตัวได้ รวมกำลังได้ การ counter attack ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และทรงประสิทธิภาพ และส่งสัญญาณไปทั่วถึงได้ทุกเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล

กลุ่มการเมืองของ พล.อ.เปรม ที่ล้าหลังทั้งทางด้านอุดมการณ์ แนวคิด ด้อยทั้งกำลังปัญญา และเทคโนโลยี รวมทั้งกำลังศรัทธาก็ง่อนแง่น มีจุดแข็งอยู่อย่างเดียวคือ กำลังทหาร แต่กำลังทหารเป็นเครื่องมือประเภท Hard Kill เทอะทะ ล้าหล้ง ใช้ได้ไม่คล่องตัว เมื่อเกิดการรบในสมรภูมิใหม่ที่กลุ่ม พล.อ.เปรมไม่ถนัด ก็เลยยกเอาวิธีโบราณ กลยุทธ์โบราณมาใช้ โดยไม่แคร์สายตาประชาชนที่เป็นคนดู และสายตาชาวโลก

พปช.จะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ก็คือกำไรครับ เป็นฝ่ายค้านก็เข้มแข็ง ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่เสียหาย

สรุปสถานการณ์สงครามขณะนี้ พปช.สู้ได้อย่างไม่หนักแรงมากนัก แม้จะมีเรื่องกวนใจ เช่น การสร้างข่าวว่าจะยุบพรรคก็ตาม แต่ยิ่งดิ้นเรื่องนี้ คะแนนสงสารก็ไปทาง พปช.มากขึ้นเรื่อย ๆ เท่ากับ กกต.หาเสียงทางอ้อมให้ พปช.

ผมเลยไม่ค่อยหงุดหงิดกับการสร้างข่าว ขู่ บลั๊ฟ ว่าจะยุบพรรคมันโจ่งแจ้งเกินไป ทำไม่ได้ง่าย ๆ หรอกครับ

สำหรับผมแล้ว พปช.ไม่ได้เดิมพันใหญ่โตอะไรครับ เพราะถึงอย่างไรก็มีที่นั่งถึง 200 เสียง อยู่แล้ว เป็นพรรคใหญ่เต็มที่ ไม่ได้เป็นรัฐบาลสมัยนี้ เพราะโดนโกง ก็ได้เป็นในเวลาอีกไม่นานครับ ไม่มีทางที่จะมีใครสะกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้คะแนนอันดับหนึ่งไม่ให้เป็นรัฐบาลได้นานหรอกครับ

หากมาร์คเป็นรัฐบาล แล้วล้มเหลว เพราะมีการต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาลมาก รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่แย่ ทำให้มาร์คไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ง่าย คะแนนโหวตของพรรคร่วม ก็แตกได้โดยง่าย สุดท้ายเมื่อ คมช.อ่อนกำลังลง พรรคร่วมที่แตกมาทาง พปช.นั้นจะง่ายมากครับ แม้มาร์คไม่ยอมลาออกแต่ยุบสภา พปช.ก็กวาดสนามอยู่ดีครับ

ผมจึงไม่เห็นว่า พปช.จะเสียอะไรครับ มีแต่ได้กับได้ครับ และฝ่ายตรงข้ามดิ้นไปกับความไม่มีเสถียรภาพนี้ ไม่ได้นานหรอกครับ

[emo4.gif][emo4.gif][emo4.gif]

sad

คุณเสกสรร ละเว้นเกี่ยวกับการรับรู้ของประชาชนทั่วไปที่มีการพัฒนามากขึ้น
ข้อมูลต่างๆที่ปรากฏออกมาแล้วนั้น ประชาชนคิดเองได้อยู่ตามการรับรู้
ประชาธิปไตยคือการเฉลี่ยผลประโยชน์ให้กับทุกในสังคมนั้น ถ้าเอนเอียงไปย่อมมีความวุ่นวายขัดแย้งเกิดขึ้น ตามธรรมชาติของสัตว์โลก ปัญหาคือชนชั้นนำในไทยกำลังแย่งชิงกัน โดยส่งสัญญานข้อมูลบิดเบี้ยวให้กับสังคมไทย ประชาชนคนไทยทุกคนควรต้องทำให้เมืองไทยเปลี่ยนแปลง จะดีขึ้นหรือเลวย่อมขึ้นกับคนไทย

gfupiN

สร้างวัฒนธรรมใหม่ในการโพสต์ข้อความกันดีไหม

บอกชื่อ-สกุล จริงมาเลย

จะได้แฟร์ในการแสดงความคิดเห็น

เท่าที่อ่านดูแล้ว มีแต่คนดีแต่ปาก ไม่กล้าแสดงตัวเอง

.

รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่มาจากการรัฐประหาร แต่มีจิตใจกว้างขวางที่แฟร์ยอมให้แสดงความคิดเห็น...ขอชมเชยและสวัสดีปีใหม่ พล.อ.สุรยุทธ์

อ่านคำปาถกถาข้างต้นแล้วเหมือนดื่มน้ำครึ่งจอก ยังไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะเรื่องการเปลิ่ยนผ่านที่เน้นเฉพาะวิกฤติการเมืองไทยเท่านั้น

การเปลี่ยนผ่านของโลก(Transformation)ที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นกลาง พุทธศักราช 2530 ดังที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระว่าไว้ โดยนานาชาติรวมทั้งประเทศไทยทำฉันทามติ มีประเด็นสำคัญคือปฏิรูปการบริหารภาคเอกชนและปฏิรูปการเมืองภาครัฐบาลให้มีการบริหารที่มีคุณภาพ(Quality Management)

การบริหารจะมีคุณภาพได้ต้องมีระบบ(Quality System)ตามข้อกำหนดของมาตรฐานสากล ระบบนี้บางครั้งเรียก Good Governance

การบริหารระบบดังกล่าว...ประเทศต่างๆพากันปฏิรูปการเมืองโดยเรียกชื่อการบริหารระบบที่ตนปฏิรูปแตกต่างกันไปแต่ละประเทศโดยอิสระเสรี เช่น ที่สหรัฐเรียกว่า MBNQA.(The Malcolm Baldrige National Quality Award) หรือ TQM.(Total Quality Management) บางครั้งสหรัฐเรียการบริหารระบบว่าการบริหาร Good Governance.

สหรัฐเป็นเสือปืนไว ฉันทามติโลกมี พ.ศ. 2530 สหรัฐออกกฏหมายสนับสนุนให้รางวัลองค์กรที่มี"การบริหารระบบ"ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (Malcolm Balrige National Quality Improvement Act 1987) ในปี พ.ศ. 2530 เช่นกัน

พ.ศ. 2535 ในยุโรปได้มีการชักชวนให้ประเทศต่างๆปฏิรูปการบริหารและปฏิรูปการเมืองด้วยการรณรงค์ให้มี"การบริหารระบบ" โดยให้มีรางวัลจูงใจเช่นสหรัฐ คือ รางวัล EQA.(European Quality Award)

ประเทศมาเลเซียมีวาระแห่งชาติประกาศปฏิรูปการเมือง 5 ปีด้วย TQM. ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2544

สำหรับประเทศไทยพยายามปฏิรูปการเมืองในปี พ.ศ. 2544 โดยรัฐบาลทักษิณ... แต่พลาดอย่างร้ายแรงกลายเป็นการทำลายปฏิรูปการเมืองเสียย่อยยับโดยไม่รู้ตัว...นั่นคือ โครงสร้างแนวดิ่งหลายลำดับชั้น(Multi-layered organization structure) ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545

เพราะโครงสร้างดังกล่าวขัดต่อ"การบริหารระบบ" TQM. ที่มีโครงสร้างที่มี 2 ระดับคือภาวะผู้นำ(Leadership)หรือผู้แทนบริหารทีมโดยตรง ให้อำนาจระดับล่าง(Empowerment)ปรับปรุงคุณภาพงานเสมอ(Never-end Improvement)เพื่อเพิ่มคุณค่า(Values)ผลงานให้ประชาชนพึงพอใจ(เหล่าจื้อ)

การปฏิรูปการเมืองของไทยเละเทะเมื่อถูกสำนักนายกรัฐมนตรีซ้ำเติมการปฏิรูปตามฉันทามติด้วยการแปลคำ Good Governance ว่า"การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการบริหาร"ระบบที่ดี"(Good Governance) และที่เลวยิ่งไปกว่านั้น คำ"การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี"ย้งสร้างความสับสนให้เยาวชนเพราะไปปรากฎในคำปรารภของรัฐธรรมนูญ 2550

การเปลี่ยนผ่านของโลกคือการเปลี่ยนไปสู่กระบวนทรรศน์ใหม่ New Paradigms.

กระบวนทรรศน์ใหม่ลบล้างการบริหารล้าสมัยเช่นราชการวันนี้ที่มีโครงสร้างหลายชั้นไม่มีคุณภาพเพราะวิจัยแล้ว(Deming,"Out of the Crisis")พบว่า...เป็นการบริหารที่ผิดบกพร่องมากมาย เพราะขาดระบบจนสร้างวิกฤติการเมืองและวิกฤติเศรษฐกิจชนิดชาติเสี่ยงต่อการล่มสลายหลายครั้ง

ประเทศไทยยังไม่เคยมีการเปลี่ยนผ่านเรื่องบริหารสู่กระบวนทรรศน์ใหม่ตามฉันทามติ พ.ศ. 2530

เก่ง แต่ไม่กล้า

เรียน คห.๒๐

กุก็เหมือนมึงนั่นแหละ ไม่กล้าบอกชื่อจริง นามสกุลจริง

แต่บอกชื่อพอได้ เรามีพ่อคนเดียวกันทั้งประเทศเลย

ชื่อ หน้าตา อายุ เท่ากันเปรี๊ยบ

กุบอกชื่อไม่ได้จริง กูกลัวพ่อกูระคายเคือง

เขามีเพื่อคู่หู ๒ คน คือ ๑ .คุณบารมี และ ๒.คุณปรีชาสามารถ

พ่อกู ไม่เคยหาเลี้ยงกูเลย

มีแต่ลูกๆ หาเลี้ยง

พ่อกูดีขนาดนี้ ยังจะให้กูบอกชื่ออีก

ตอนที่กูไปบ้านป๋า(ที่ปรึกษาพ่อกู)...ป๋ายังสั่งคนมากระทืบ จับกุม

ขงจื้อ

Good Governance คือประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านของโลกเข้าสู่การบริหารระบบยุคใหม่ตามฉันทามติ พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นกระบวนทรรศน์ใหม่ New Paradigm

การแปลความหมายคำดังกล่าวผิดอย่างซ้ำซากของสำนักนายกรัฐมนตรีจนทำให้ปฏิรูปการเมืองของชาติล้มเหลว มิได้เกิดจากการดื้อรั้นเอาสีข้างเข้าถู

แต่เป็นไปตามคำโบราณของ"ขงจื้อ"นักปราชญ์ชาวจีนที่ว่า

" A man (woman) who has committed a mistake and doesn^*t correct it is making another mistake."

Confucius

ธี

ผู้ที่โพสต์ แสดงความเห็นมาข้างต้น ล้วนแล้วแต่แสดงตนเป็นผู้รักประชาธิปไตยอย่างแรงกล้ากันแทบทุกท่าน......
แต่ก็แปลกที่แต่ละความเห็นมักจะแฝงด้วยลักษณะ ก้าวร้าว และคุกคาม ต่อผู้ที่เห็นต่างกับตน
ต้องการให้ผู้ที่เห็นต่างกับตนเลิกแสดงความเห็น
ต้องการให้ผู้ที่คิดต่างจากตนยุติบทบาทแล้วออกไปพ้นๆเสียจากสังคม
เช่นนี้แล้ว จะต่างอะไรกับพวกเผด็จการนายทุนที่ใช้เงินปิดปากคนอื่น
เช่นนี้แล้ว จะแตกต่างอะไรกับพวกเผด็จการทหารที่ใช้กำลังคุกคามให้คนอื่นเงียบเสียง
หรือว่าสิ่งที่เราชิงชัง กลับกลายเป็นสิ่งทีเราชาชินโดยไม่รู้ตัว

ด้วยจิตคาระ

NOOM^*

[emo2.gif]

ฮา.......อยากจะบอกซะหน่อยว่า ข้าฯ ชอบใจในคำพูดของคุณ ความคิดเห็นที่ 8
ขอชมว่าใช้คำพูดได้น่ารักดี

ส่วน คุณความคิดเห็นที่ 22 ก็ขอชมว่ากล้าพูดความจริงดี ก็น่ารักไปอีกแบบ

ส่วน คุณความคิดเห็นที่ 24
ก็อยากจะขอบอกให้รู้ไว้ซะว่า ขอให้ทำใจ นี่แหละคือ พวกเรา ในนี้ เป็นผู้รักประชาธิปไตยอย่างแรงกล้าหล่ะ
เราจะไม่ก้มหัวให้พวกเผด็จการทหารเลวหรือพวก เ หี้ ย ศักดินาบ้าอำนาจชาติชั่วเด็ดขาด
ขอให้ท่านเข้าใจใว้ด้วยนะคนดี

[emo2.gif]

ส่วนท่านผู้ที่ประสงค์จะให้พวกเราแจ้งนามจริงน่ะ
ได้ ยยยยยยยยย คอ รับ กระผม แต่ กู ขอบอกว่า ท่านต้องมาร่วมมือช่วยกันเอาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ
ลงมาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันกับประชาชนทั่วไปซะก่อนครับ
มึ ง คงไม่อยากติดคุกหัวโต แม่น บ่ ?
แล้วก็ต้องมาช่วยกันเอากฎโจรต่างๆที่ออกและพยายามออกโดยพวก เ หี้ ย เผด็จการศํกดินาทุกวันนี้ออกไปซะ
ให้ประชาชนมีอิสระเสรีในการพูดและออกความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้ซะ
ก่อนแล้วเราจะเปิดเผยตัวจริงเสียงจริงของเราเอง
จะได้รู้ว่า หล่อแค่ไหน ไง หล๊ะ ฮา.....(ยักคิ้วหน่อยนึงก็ได้ ยยยยยย )

[emo2.gif]

กระจอก

นักวิชาการบ้านเราทำไม มันถึงได้ขี้ขลาดตาขาวกันอย่างนี้หนอ จะพูดอะไรแต่ละที ก็ไม่กล้า ต้องอ้อมไปอ้อมมา ฟังแล้วฟังอีก ก็ยัง งง สับ สน ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร ก็พูดออกมาตรงๆเลย ถ้าไม่กล้า ก็ไปกราบแทบเท้า สมศักดิ์ เจียม โน่น

anatta000

1.เห็นด้วยกับกรอบความคิดในการปาฐกถาที่อาจารย์เสกสรรค์อ้างหลักธรรมสามข้อ แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ในทางปฏิบัติ(application)โดยส่วนใหญ่
2.ถ้าพูดเรื่องการเมือง, ส่วนตัว, ส่วนรวม ย่อมเป็นเรื่องของการปรุงแต่งทั้งสิ้น ประเด็นจึงอยู่ว่าจะปรุงแต่งอย่างไรให้สังคมอยู่กันได้ดีมีความสุข(แบบปรุงแต่งอีกนั่นแหล่ะ)
อาจารย์เสกสรรค์อ้างความคิดผู้ปกครองอย่างในงาน The Republic และในตอนท้ายๆ อาจารย์ได้กล่าวถึงข้อความที่น่าสนใจว่า"แม้อุดมคติในใจเราอาจมีจริง แต่ความจริงย่อมไม่มีอุดมคติ" ผมจึงขออ้างงาน The Laws ซึ่ง Platoเขียนเมื่อตอนแก่มากแล้ว ในThe Laws Platoยอมรับว่าผู้ปกครองอย่างอุดมคติเป็นไปได้ยาก จึงควรหาสิ่งที่ดีทีสุดเป็นลำดับสอง(the second best) นั่นคือ กฎหมาย
-เมื่อมาพิจารณาประเด็นสำคัญหนึ่งที่อาจารย์วิจารณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้นำ ผมเห็นต่างดังนี้
-ประการที่หนึ่ง เราใช้กรอบประชาธิปไตยและการปกครองโดยกฎหมาย (นิติธรรม)ข้อตรวจสอบที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ผู้นำเราทำตามกฎหมายหรือไม่ พิจารณาตรงๆกรณีที่ชนชั้นกลางไม่พอใจมากในข้อกล่าวหาว่าทักษิณผิดกฎหมายเรื่องภาษีนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน
ประการที่สอง ข้อเรียกร้องทางจริยธรรมประเด็นที่อาจารย์หยิบยกมาว่าผู้นำต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆในทุกกรณีนั้น ผมเห็นว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างยิ่งของปัญญาชนไทยจำนวนมากในปัจจุบัน ผมขอเสนอหลักในการพิจารณาที่อาจต่างออกไปดังนี้
1) กล่าวอย่างถึงที่สุด การมีอยู่ของรัฐหรือการเมืองก็เพื่อประโยชน์ของปัจเจกชนโดยผ่านกรอบอ้างอิงการจัดการผลประโยชน์ของสังคม (Politics is management of societal interests for the individual) บางท่านพูดแบบง่ายๆว่า รัฐมีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ปัจเจกชน หรืออาจพูดว่าแก่นความหมายที่แท้จริงของการเมืองแล้วก็คือการทำประโยชน์ส่วนรวมของทุกคนในความหมายของแต่ละคน(for the common benefit of everyone in the sense of each one หรือ the common benifit of each โปรดดู Mansfield,Harvy C., Machiavelli^*s Virtu,1998)
2) สำหรับผู้นำการเมือง ตามจริงมีสองฐานะ ฐานะหนึ่งคือผู้นำ อีกฐานะคือปัจเจกชนของรัฐ ในโลกความเป็นจริง คงไม่มีผู้นำที่ไม่มีฐานะที่สองเลย สำหรับในฐานะที่สอง ตราบที่ไม่ใช่การเบียดบัง เอาเปรียบ คดโกง ละเมิดกฎหมาย แต่เป็นผลจากการจัดการในกรอบของผลประโยชน์ของสังคม แล้วปรากฏว่าผู้นำในฐานะปัจเจกชนหนึ่งได้ผลประโยชน์ด้วย
ผมไม่เห็นว่าผิดตรงไหน อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้กระทบจิตวิทยาและปัญหาในการจับประเด็นของคนอย่างมาก ผมคิดว่า กรณ๊ทักษิณ ต้องมีหลักเกณฑ์การมองที่ชัด และตรวจสอบให้ชัด อย่างในกรณีซื้อที่ดินรัชดาของภรรยา การขายหุ้น กรณีพม่าฯลฯเรียนตรงๆ ...สำหรับผม เท่าที่ดูข้อมูลมา ผมมองว่าทักษิณไม่ผิด
ขอบคุณครับ

นายรักธรรม

อ่านบทนำเปิดประชุมนักวิชาการของอ. เสกสรรค็แล้ว
ภาพนักต่อสู้เพื่อประชาชนของอาจารย็อันตรธานสูญหายไปหมดสิ้น เหลือแต่ภาพนักวิชาการชนชั้นกลางที่ มัวแต่ไล่จับอิทัปปัจยตาของโลกีย็ที่สับสนวุ่นวายไม่มีที่จบ เฉกเช่นปัจจยตาหรือปฏิจสมุปปบาทของพระพุทธองค็ที่มีที่จบที่สิ้นคือที่สุดของทุกข็ได้ ไล่จับไปเถอะครับถ้าไม่กลัวเหนื่อยเปล่า ซ้ำยังจะทำให้สับสนวุ่นวายหาหลักหาเกณฑ็ไม่ได้ เพราะมากมายไม่รู้จบรู้สิ้น จนในที่สุดก็สรุปพูดเหมารวมเอาว่า ผู้ปกครองก็ดี ระบอบปกครองก็ดี ผู้ครองอำนาจก็ดี เหล่านี้ย่อมเป็นไปตามเหตูตามปัจจัย ในยุคต็หนึ่งอาจต้องมีผู้ปกครองเป็นเผด็จการ อีกยุคต็หนึ่งอาจต้องเป็นประชาธิปไตย อย่าไรก็ตามแม้เสียงข้างมากของประชาชนเลือกมาก็ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ได้ ถ้าประชาชนโง่ เหล่านี้ ย่อมสามารถพูดดั้นด้นยอกย้อนเยื้องย้ายไปได้หลายแบบ
อาจารย็วิเคราะห็วิจารย็หลายชนชั้น แต่ไม่แตะต้องศักดินาอำมาตย็เลย ออกตัวว่า ต้องรู้อะไรควรมิควรทำนองนั้น ผิดกับนักวิชาการอื่นที่รักประชาชนและรักประชาธิปไตยที่ฉลาดใช้ถ้อยคำวิเคราะห็อย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชย็ของประชาชนโดยรวม
บทนำของอาจารย็โดยรวม จึงเป็นเพียงนามธรรมที่ยากจะหาหลักหาเกณฑ็อย่างเป็นรูปธรรมมาแก้ปัญหาแก่ประเทศชาติในยามนี้ได้ สรุปลงได้แต่สิ่งที่ใครๆก็พูดได้ว่า จงรักกัน จงประนีประนอมต่อกัน การปกครองที่วิเศษคือการปกครองที่ผู้ถูกปกครองไม่รู้ว่ามีการปกครอง จิตวิญญาณของผู้ปกครองต้องเป็นหนึ่งเดียวกับของประชาชนที่ถูกปกครอง เป็นต้น
สุดท้ายก็ลงดว้ยการตำหนิคุณทักษิณว่า แม้จะถูกประชาชนนับล้านๆๆเลือกมาก็ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นทำนองเห็นดีเห็นงามโดยปริยายกับนักวิชาการบางคน ชนชั้นกลาง และเผด็จการจนมีการปฏิวัติในที่สุด อาจารย็ไม่สามารถปิดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของอาจารย็ได้เลยนะครับว่า ขณะนี้อาจารย็เป็นชนชั้นใด และคงวางอุเบกขาไม่ได้จริงๆดังที่อาจารย็ยอมรับ ผมรู้สึกเสียดายจิตวิญญาณที่เข้มข้น รักประชาชน และต่อสู้กับเผด็จการอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในครั้งกระโน้นเสียจริงๆ คงเป็นเพราะเหตูปัจจัยตามหลักอิทัปปัจยตาที่อาจารย็สุขสบายแล้วกระมัง.

ธุลีที่โค่นต้นหญ้า

เพราะทั้งหมดนี้มันเป็น อิทัปปัจจยตา ไงล่ะ ความวุ่นวายทั้งมวลมันจึงเกิดขึ้น ก็เพราะมีเหตุมีปัจจัยด้วยกันทั้งสิ้นนั่นแล มันจึงไม่มีสภาพหยุดสงบได้หรอก จะให้โลกเป็นประชาธิปไตยเพื่อการใด คิดหรือว่าเป็นไปได้ โลกผ่านกาลวิบัติและก่อกำเนิดใหม่ขึ้นกี่ครั้งแล้ว เคยมีประวัติศาสตร์ช่วงไหนบ้างที่โลกไร้ซึ่งการเอารัดเอาเปรียบ ทะเลาะเบาะแว้ง หรือกัดกินกันเอง ฯลฯ เว้นเสียแต่ใครผู้นั้นเริ่มหันหลังให้โลก หรือไม่ก็ไม่เคยหันหน้าหาโลก หรือไม่เขาก็ใช้จิตพันธสังคมบางประการข่มสำนึกเอาไว้ ซึ่งก็เท่ากับเผด็จการทางจิตวิญญาณแห่งตนเช่นกัน ตราบใดยังไม่เข้าใจ เหตุและผล พร่ำเพ้อแต่ผู้อื่นให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ หาเคยหยุดคิดถึงภายในตัวเอง มีเจตนาที่มุ่งหวังถึงสถานภาพอุดมคติจากภายนอก แต่ไม่เคยสร้างขึ้นจากภายใน ตัวอย่างความเห็นของท่าน คห.8 เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนภาพความสับสนแห่งจิตที่วุ่นวายไปตามวัฏฏะแห่งโลกได้ชัดแจงที่สุด

หากเธอลาออกจากความเป็นลูกศิษย์ มิง่ายกว่าคร่ำครวญให้ผู้อื่นลาออกจากความเป็นอาจารย์ดอกหรือ เอิกๆๆ

Prabda

วิพากษ์แห่งวิพากษ์นักวิชาการไท; กรณีเสกสรรค์ และเสกสัน: บทเรียนเล่มน้อยจากอดีตจอมยุทธ์หมัดเมา
1. แนวทางพุทธ หรือสันติวิธี ที่เสกสรรเสนอ แน่นอนที่สุดว่าคือสัจธรรม แต่ในที่นี้ผม ไม่เห็นด้วยอย่างมากที่สุด หาก เสกสรรจะดำน้ำ หรือมั่วนิ่มโดยอ้าง Zen โดย(ใช้สิทธิชี้นำ) โดยการเลือกไม่อธิบายบางอย่าง หรือเน้นแต่สิ่งที่ควรมองข้าม ในกรณีนี้ชัดเจนว่า เสกสรรค์ ไม่เคยอ่านภควคีตา ที่เขียนโดยจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งข้อสรุปที่สมเหตุสมผลในที่นี้คือ ปัญญาชนปฏิวัติ แตกต่างอย่างสำคัญกับปัญญาชนจัดการ (ความหมายของปัญญาชนจัดการ อย่างเช่น นักวิชาการที่นิยมจัดการกับปัญญาชนคนหนุ่มสาว ในกรณีที่ว่า ควรให้นักปรัชญาหนุ่มใหญ่ ผมดำ แห่งรั้วจามรี ต่อยโต้ดูจะสมเหตุสมผลกว่า สิบอกให้)
เสกสรรพยายามสลัดคราบของโลกแห่งเหตุผล แต่การก้าวกระโดดไปสู่โลกแห่งศรัทธานั้น ต้องมีปรัชญา หรือปัญญา แต่ก็ดูจะอนาจนัก พี่เสกของผมยังไม่ถึง ยังไม่ได้น่ะ ท่านไม่มีมีดสั้นที่บินได้ ท่านมีแต่ไม้ตะพด หรือไม้เท้าค้ำยัน เท่านั้นเอง พี่เสกของผมไม่วิพากษ์สานุศิษย์ใกล้ชิดอย่างเกษียร ก็เกษียร เคยแปลงานใหญ่ๆของนักวิชาการดังๆก็หลายเล่ม ศาสตราจารย์ กระเสือนของผมก็ไม่พ้นอีหรอบเดิม แม่งเอ๊ย !! ท่านกระเสือนของพวกเรา ชอบกระทำการในคราบนักปรัชญาเทียม ซึ่งตัวอย่างอันไม่น่าอภัย เช่น การนิยมชมชอบที่จะใส่ความคลุ้มเพี๊ยนอันเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของท่าน เข้ากับงานเขียน หรือแม้กระทั่งบทสัมภาษณ์ ถ้าให้ผมพูด เกษียร น่ะ เป็นพ่อครัวที่ทำอาหารรสชาติแซป(สำหรับคอทองแดง) แต่ทว่า ไร้ซึ่งคุณค่าหรือแม้กระทั่งสารอาหารธรรมชาติที่มาจากวัตถุดิบหรือแหล่งการผลิตที่ดี เกษียรก็สามารถที่จะทำให้มันเป็นเพียงเศษสวะสำหรับสุกร หรือสุนัขเท่านั้น
อิทิปปัจจยตา ในทางพุทธสูงส่งยิ่ง แต่จำต้องผ่านการปฏิบัติ หรือกล่าวอีกนัยคือ กรรมฐานต้องคู่กับวิปัสสนา แม้พี่เสกของผม(และหมู่มิตร) จะสอบตกปรัชญากรีกโบราณ แต่ท่านก็ยังพอไหว เรื่องการเมืองเปรียบเทียบ แต่ก็อย่างว่า ถ้าผมพูดจาแบบอัตตาสุดโลก ผมว่า พี่เสกไม่รู้จัก Socrates ด้วยซ้ำ แต่ก็น่าแปลกที่พี่เสกพูดมานานปี เรื่องความแปลกแยก ตามมาด้วยความแตกต่างหลากหลาย กระบวนการของชีวิต เอาเป็นว่า ผมสรุปว่าพี่เสกของผมกำลัง แต่งอัตชีวประวัติของท่านก็เท่านั้น ที่เหลือคือวัตถุดิบอันโอชะ สำหรับงานเขียน ก็ยังดี อย่างมากที่สุด พี่เสกของผมไม่ใช่คนตอแหลเทียบเท่ากับนครินทร์ หรือสมคิด (เลิศไผ) ที่รับใช้ทรราชอย่างมิรู้สำเหนียก
2.เสกสรรค์ ไม่ตกผลึก เทววิทยา[ทางการเมือง](อ่านไม่แตก, ไร้ประสบการณ์, หรือข้อกล่าวหารุนแรงคือ พี่เสกของผมไม่ใช่นักรบมวลชนประเภทนักปฏิวัติ เฉกเช่น Lenin, Mao, Che , Uncle Ho etc.)
ในหัวข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ เสกสรรพยายามอธิบาย จักรวาล หรือการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง ที่สาขาปรัชญาเรียกมันว่า ontology—theory of existence, แน่นอนว่า เสกสรรค์ไม่ใช่มนุษย์ประเภทที่ Karl Jaspers เรียกว่า Demonic person ซึ่งแน่นอนผมคิดว่า คุณลักษณะที่ว่า มีอยู่ในบุคคลอย่าง Che หรือ Picasso แต่อย่างไร ประเด็นที่ว่าไม่สลักสำคัญมากมายนัก ท่านชาญวิทย์ของผมก็ยืนยันตลอดนี่ ว่า ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั้น ไม่ควรถูกผูกขาดการนิยามความหมายเฉพาะแต่เพียง วีรบุรุษเท่านั้น จากกรณีที่ว่า พี่เสกของผมจึงชอบธรรมเต็มล้น
อีกกรณีครับ ก่อนที่พี่เสกจะกลับสู่เมือง(ท่านยอมจำนนที่เมืองหมาชนก ป่าแถบอุทัย—เป็นการเลือกภูมิรัฐศาสตร์แห่งการสมยอมครั้งแรก!! สถานที่ซึ่งต่อมาคือ ที่ตั้งอนุสาวรีย์ พี่สืบ นาคะเสถียร (Kasetsart Univ.)

ด้วยจิตคารวะ//โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

vt9v,(ขอตอมไปก่อน)

ครับ ปรัชญา หม่ำ ให้นิยามนิกายเซ็นว่า

น่า! เจ้มีเมื่อไหร่ค่อยจ่ายได้ไหม?ก็บอกแล้วตอนแรกว่าเซนไว้ก่อนงัย?

ปรัชญาสายัณ ลูกพ่อเด๋อบอกว่า

บ๊ะ บ้า บ้า บ๊า กับน่ารัก ก็ ก็ เหมือนเหมือน ๆ กัน น่ะ นะ นะแดะ และและ?

ปรัชญาเณรแอ บอกว่า สมณเพศ กับจอมขมังเวทฯ เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุกว่ะ?

ปรัชญาท่านบรรหาร ขวัญใจน้องแบมบอกว่า

"ความเป็นรัฐบาลมาก่อนอุดมการณ์ที่ทานไม่ได้?ตามความน่าจะเป็นของทฤษฎี กลศาสตร์ของไหล ความไม่ธรรมดาของความเชื่อ เหล็กไหล?หรือเจ้าลัทธิปลาไหลใส่สะเก็ต ?

ปรัชญาท่านอภิสิทธิ์บอกว่า

"ขอพิณาฯก่อนตามคอนเซ็ปท์เดิมของลูกพี่ ว่ารถสปอร์ต ซูปเปอร์คาร์คันนี้ จะวางเครื่องยนต์ รุ่นเบ็นซ์ หางปลา อนุรักษ์ฯตามกรอบอำมาตยาธิปไตย ที่บรรจงเต็มบรรทัดชงให้ หรือจะเอาเครื่องยนต์จีป วิลลี่ ตามลูกพี่ชวนเป๋เป่าปี่ตู ที่พยายามหนีตัวเอง หรือหาตัวตนความเป็นประชาทิปัดสวะไม่เจอ???

ปรัชญาสามัคร บอกว่า

ตูต้องเอาลูกพี่กลับมาให้ได้ใครอย่างขวางวัวกระทิงเปรียวแต่แก่แล้ว?(สังเกตุจมูกสิ) เป็นขวิดดะ ไม่สนหน้าอินหน้าพรม? เพราะหน้าที่คือปูพรมเชิญลูกพี่กลับบ้านมาให้ได้คือภาระกิจหลัก?

เอาแค่เบาะๆนะครับนิยามคำว่า"ปรัชญา"ตามปัญหาความต่าง เพราะความจริง ความถูกต้อง ปรัชญา สัจจะธรรม ขึ้นอยู่กับใครนิยามหรือ ใครปรุง,ใครเสิร์ฟมี บารมี มีหน้าตาเป็นอย่างไร? คุณค่ามันจะเป็นสัมพัทธ์ หรือสัมบูรณ์ จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยใด หรือใครเป็นคนส่ง,คนชง คนเสิร์ฟ

แต่ถ้าปรัชญารวมมิตร แกงโอ๊ะต้มฉับฉ่าย แบบของอ.เสกสรร มันคงทานได้และให้คุณค่าทางโภชณาการได้ แบบมาม่า ไวไวควิ๊ก ความคิดกึ่งสำเร็จรูปเอามารวบรวมลวกๆ แล้วเสิร์ฟ

อร่อยครับ?จนเป็นเมนูอาหารประจำของคนไทยไปแล้วกับรสชาดแบบนี้ ผมก็ยังทานบ้างตามสถานการณ์ส่วนจะชอบหรือไม่ชอบก็ขึ้นกับสถานการณ์ตอนนั้นและกระเป๋าสตางค์

ป.ล เดี๋ยวมีเวลาจะมาว่าที่ตัวประเด็นนี้ตามเนื้อหาเพราะอ่านแล้วมึน?มากกว่าเก็ต ?ในเนื้อหา ไม่ใช่มันลึกจนต้องลงทุนลงไปขุด?แต่เพราะมันจับรสชาดต้นฉบับไม่ถูกว่าต้นฉบับของต้มฉับฉ่ายแยกเป็นตัวตนของผักคืออะไรบ้างเดี๋ยวมาถ้ามีเวลา???