บทความ: การพัฒนาชุมชนแออัดที่ผิดทาง (มาโดยตลอด)

ดร.โสภณ พรโชคชัย [1]
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
[2]


 



 


ในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด มีความเข้าใจผิดบางประการ ทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหา ไม่อาจบรรลุผลได้ และกลายเป็นการกระทำที่ใช้ภาษีอากรของประชาชนไปอย่าง "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ความจริงเป็นอย่างไร โปรดพิจารณาเหตุผลในแง่มุมที่ท่านอาจไม่เคยได้ยินต่อไปนี้:


 


            1. ชุมชนแออัดโตเร็วกว่าการแก้ไข?


            ข้อความข้างต้นนี้ตรงกันข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ชุมชนแออัดลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจมาโดยตลอด ที่ผ่านมามีชุมชนแออัดเกิดใหม่บ้างแต่ก็น้อยมาก ไม่เหมือนเมื่อ 40 ปีก่อนที่ที่ดินราคาถูก เจ้าของที่ดินเลยแบ่งเป็นแปลงย่อยให้ชาวบ้านเช่าที่ปลูกบ้านจนกลายเป็นชุมชนแออัด สมัยนี้ที่ดินราคาแพงลิบลิ่ว เจ้าของที่ดินทั้งภาครัฐและภาคเอกชนส่วนใหญ่คงไม่ปล่อยปละละเลยที่ดินของตนให้ใครเช่าหรือบุกรุกได้ง่าย ๆ


            รัฐบาลทักษิณที่ผ่านมา ได้รับข้อมูลเท็จว่า ชุมชนแออัดผู้มีรายได้น้อยมีมากมายมหาศาล จนเกิดโครงการ "บ้านเอื้ออาทร" และ "บ้านมั่นคง" แต่ความจริง ความต้องการที่อยู่อาศัยมีน้อยมาก สิ่งที่สร้างขึ้นกลับกลายเป็นการ "เอื้ออาทร" ต่อผู้รับเหมาและผู้ร่วมทุนโครงการมากกว่า แทนที่จะสร้างบ้านตามความต้องการจริง กลับสร้างตามความต้องการลวง หรือสร้างเกินกว่าความต้องการ ขายไม่ออก


            ผมเป็นคนพบชุมชนแออัดมากที่สุดนับพันแห่งในกรุงเทพมหานครในปี 2528 และต่อมาสำรวจชุมชนแออัดในจังหวัดภูมิภาค พบว่า ชุมชนแออัดทั่วประเทศมีไม่มากนัก รวมประชากรเพียงไม่เกิน 1% ของทั้งประเทศ ระหว่างที่ผมสำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งไม่อยากให้มีชุมชนแออัดในท้องที่ก็จะไม่นำเสนอข้อมูล แต่บางแห่งอยากได้งบประมาณมาพัฒนาท้องถิ่น ก็นำชุมชนเขตเมืองของตนมารวมเข้าไว้ด้วย


 


            2. คนจนจำเป็นต้องมีบ้าน?


            หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามจะยัดเยียดให้ชาวบ้านมีบ้านเป็นของตนเอง แต่ความจริงชาวบ้านจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในชุมชนแออัดยังไม่มีความพร้อม ในชุมชนแออัดเองก็ยังมีประชากรราวหนึ่งในสามเป็นผู้เช่าบ้าน ในเมื่อชาวบ้านยังไม่มีความพร้อมที่จะมีบ้าน หากเรายัดเยียดบ้านให้ เขาก็อาจไม่เห็นค่า และขายสิทธิเพื่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น


            ยิ่งกว่านั้น ในการย้ายชาวบ้านจากชุมชนแออัด นักวางแผนพยายามจะให้ชาวบ้านไปด้วยกันทั้งที่แต่ละคนอาจมีความต้องการต่างกัน บ้างอาจอยากได้ค่าชดเชยไปหาที่อยู่ใหม่ บ้างก็อาจต้องการไปซื้อหรือเช่าบ้านที่อื่น การนำพาชาวบ้านไปร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่พึงทบทวน


 


            3. คนจนเข้าไม่ถึงสินเชื่อของสถาบันการเงิน?


            มักมีการกล่าวอ้างว่า ชาวบ้านเข้าไม่ถึงระเบียบสินเชื่อของสถาบันการเงินทั่วไป โดยนัยนี้ระเบียบการอำนวยสินเชื่อควรได้รับการผ่อนปรนเพื่อผู้มีรายได้น้อย ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นจากสมมติฐานที่ว่าผู้มีรายได้น้อยไม่โกง เพียงแต่ไม่มีหลักประกันเพียงพอ อย่างไรก็ตามการยกเว้นเรื่องมาตรฐานหลักประกันสำหรับผู้มีรายได้น้อย อาจนำไปสู่ช่องโหว่ของการอำนวยสินเชื่อ ที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบสถาบันการเงินได้


            ถ้าผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถขอสินเชื่อได้ ก็แสดงว่ายังไม่ควรขอ หาไม่อาจเกิดปัญหาแก่ทุกฝ่ายได้ ถ้าทุกคนในสังคมอ้างเช่นนี้ วินัยทางการเงินก็คงไม่ต้องมี


 


            4. คน (อยาก) จนไม่เบี้ยวหนี้หรอก?


            ความจริงที่ไม่ค่อยเปิดเผยก็คือ ในโครงการแบ่งปันที่ดิน (Land Sharing) หลายแห่งที่คุยว่าประสบความสำเร็จจนทั่วโลกมาดูงานนั้น ชาวบ้านที่ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินในชุมชนแออัดเหล่านี้กลับไม่ยอมผ่อนชำระจนในที่สุดทางราชการต้องตัดบัญชีเป็นหนี้สูญ เร็ว ๆ นี้ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งมีสัญญาการผ่อนชำระค่าที่ดินเพียงตารางวาละ 1 บาท ชาวบ้านส่วนมากก็ยัง "ชักดาบ" จนกลายเป็นหนี้เสียไปแทบทั้งชุมชน คนที่ยอมผ่อนตามสัญญาคงกลายเป็นคนโง่ไปในที่สุด


            ชาวบ้านเบี้ยวหนี้เพราะเห็นว่าทางราชการคงยอมผ่อนปรน ก็เลยขาดวินัยทางการเงิน แต่ถ้ากู้เงินนอกระบบ ชาวบ้านคงไม่กล้าแม้แต่จะคิด เรื่องการเบี้ยวหนี้เช่นนี้แทบไม่เคยได้เปิดเผยแก่สังคมได้รับรู้


 


            5. การออมทรัพย์คือทางออก?


            ที่ผ่านมา มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านรู้จักเก็บออม เพื่อนำเงินมาซื้อที่อยู่อาศัย ภาพเช่นนี้อาจดูน่ารัก แต่ในหลาย ๆ กรณีไม่ประสบความสำเร็จ (แต่ปิดเงียบ) กลายเป็น "ปาหี่" เงินที่ออมได้เพียงเล็กน้อย กู้ไปใช้สอยยังแทบไม่พอ แต่ที่ชาวบ้านสามารถสร้างบ้านได้ ก็เพราะหน่วยงานบางแห่ง ให้กู้เงินโดยไม่มีหลักประกันแก่ชาวบ้านโดยแทบไม่เกี่ยวกับการออมทรัพย์


            ภาพแห่งความสำเร็จอันงดงามของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ที่เป็นตัวอย่างบางแห่ง คงไม่สามารถนำมาใช้ได้กับการออมทรัพย์เพื่อนำเงินมาสร้างชุมชนแออัดใหม่


 


            6. "ร่วมกันสร้าง" คือทางออก?


            เคยมีความคิดกึ่งโรแมนติกให้ชาวบ้านค่อย ๆ สร้างบ้านของตนเอง ใช้ดิน ใช้วัสดุที่พอมีภายในพื้นที่สร้างกันขึ้นมา คงคล้ายกับชาวอาฟริกันสร้างกระท่อมหรือบ้านดินเป็นของตนเอง แนวคิดนี้เผยแพร่มา 25 ปีแล้ว


            ความคิดอย่างนี้ไม่มีโอกาสสำเร็จ เพราะมูลค่าของแรงงานคนไทยมีค่าสูงเกินกว่าจะมาสร้างบ้านหรือ "ถ้า" ของตนเอง การซื้อบ้านในตลาดเปิดที่มีการจัดการดีกลับถูกกว่าการสร้างเอง แต่ถ้าเป็นในอาฟริกาที่ไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดี ผู้คนก็อาจต้องสร้างบ้านเอง


 


            7. ชาวบ้านไม่ได้ "ชุมชน" ที่ดี


            การปรับปรุงชุมชนแออัดเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ชุมชนแออัดยังไงก็ดูไม่ดี คนที่มีฐานะดีขึ้นก็คงอยากย้ายออกจากชุมชนเพื่อให้ลูกหลานมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น การมีโครงการปรับปรุงชุมชนแบบ "บ้านมั่นคง" แม้ชาวบ้านจะมีบ้านเป็นของตนเอง แต่เมื่อได้แล้วชาวบ้านก็หมดไฟที่จะดำเนินการพัฒนาต่อ ต่างคนต่างอยู่เป็นส่วนตัวเป็นสำคัญ


            ปรากฏการณ์นี้อาจสร้างความผิดหวังกับนักสร้างชุมชน แต่ถือเป็นธรรมชาติ ชาวบ้านอาจร่วมกันทำอะไรบางอย่างด้วยอารมณ์ร่วมแล้วก็จบกัน แต่ความจริงก็คือ การปรับปรุงฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แต่ละครัวเรือน ไม่ใช่กิจกรรมรวมหมู่


 


            8. กระจายรายได้ให้ชาวบ้าน?


            ท่านทราบหรือไม่ งบประมาณเพื่อการปรับปรุงชุมชนแออัดเป็นเงินถึง 68,000 บาทต่อครอบครัว งบพัฒนาสาธารณูปโภคเป็นเงิน 25,000 - 35,000 บาทต่อครัวเรือน และงบประมาณเงินกู้สร้างบ้านใหม่แก่ชาวชุมชนแออัด เป็นเงินถึง 150,000 - 200,000 บาท นี่นับเป็นงบประมาณมหาศาลที่แม้แต่ผู้มีรายได้น้อยนอกชุมชนแออัด ก็ยังไม่มีโอกาสเข้าถึง และการนี้ผู้มีรายได้ปานกลางนอกชุมชนจึงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาสไปโดยปริยาย


            ก็เพราะการโฆษณาว่า "ชุมชนแออัดโตเร็วกว่าการแก้ไข" หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการนี้ จึงได้งบประมาณไปดำเนินการมหาศาลถึงเพียงนี้ ทำไปทำมาผู้ที่ได้ประโยชน์จะเป็นใครกัน หรือนี่ถือเป็นการกระจายรายได้ให้ประชาชนในรูปแบบใหม่ที่เอาเงินไปแบ่ง ๆ กันใช้


 


            ประเทศไทยเจริญขึ้นมากในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น ในปี 2500 ประมาณ 43% ของครัวเรือนในกรุงเทพมหานครอยู่ในบ้านที่มีก่อสร้างต่ำกว่ามาตรฐาน ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 5% เท่านั้น ในขณะที่ในช่วง 200 ปีแรกของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครมีบ้านเพียง 1 ล้านหน่วย แต่ตลอดช่วงปี 2525-2550 เรามีบ้านเกิดใหม่อีกเกือบ 3 ล้านหน่วย แทบทั้งหมดคือบ้านจัดสรร ไม่ใช่ชุมชนแออัด


 


            เราควรจะเร่งสร้างบ้านที่มีคุณภาพแทนชุมชนแออัดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและสังคมโดยรวม อย่าทำให้ให้การช่วยเหลือชาวบ้านกลายเป็นการลูบหน้าปะจมูก ที่คนที่ได้ประโยชน์โดยตรงกลับเป็นคนหรือหน่วยงานที่ได้งบประมาณมหาศาลมาช่วยเหลือ ไม่ใช่ชาวบ้าน


 


หมายเหตุ:


[1] ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ที่ทำวิจัยต่อเนื่องเกี่ยวกับชุมชนแออัด โดยเป็นคนแรกที่ค้นพบชุมชนแออัดถึง 1,020 แห่งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสำรวจชุมชนแออัดในภูมิภาคทั่วประเทศ เคยได้รับมอบหมายจากองค์การสหประชาชาติหลายหน่วยงานให้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองและชุมชนแออัด เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็น ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org


[2] มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/

Comments

งงกะเขา

สรุปคือด่าอย่างเดียว
ไม่เสนอทางออกอะไรทั้งสิ้น

น่ะค่ะ

ถือว่าเป็นข้อโต้แย้งที่น่าสนใจมากค่ะ

แต่ประเด็นจริงคงต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำไงให้เกิด "กระบวนการเรียนรู้แบบจริงๆ" ในขั้นตอนของไอ้ที่เราเรียกกันสวยงามว่า การมีส่วนร่วม, การออมทรัพย์, การร่วมสร้าง (ซึ่งไม่จำเป็นต้องแปลว่าสร้างเองเสมอไปใช่มั้ยคะ) ก็ยากค่ะ แต่ถ้าปล่อยให้ตลาดจัดการอย่างเดียวมันก็เข้ารูปแบบเดิมคือ triggle down เอฟเฟคที่หวังไว้มันไม่เวิร์คจริงหรือเปล่าคะ

คำว่ากระบวนการเรียนรู้ ฟังดูสวยงาม แต่จริงๆมันก็แค่ให้ชาวบ้านเข้าใจจริงๆว่าตัวเองมีสิทธิ์แค่ไหน มีเงินแค่ไหน ทำได้แค่ไหน ... แค่นี้ก็ยากแล้วเนอะคะ แต่ต้องทำนะ คิดว่า

น่ะค่ะ

เขียนผิดค่ะ อาย
trickle-down effect

ตลาด

ดร.พรชัยกำลังเสนอว่าว่าตลาดเสรี คือทางออกให้กับคนสลัมใช่หรือไม่

โสภณ

ดร.พรชัย น่ะ น้องชายผมครับ

ผมชื่อ โสภณ ครับ (ฮา)

sopon

โปรดดูภาพนี้ แล้วท่านคิดอย่างไร
http://webboard.mthai.com/upload_images_new/2007-12-18/361002.jpg

sopon

โปรดดูรูปนี้ครับ

http://www.bcoms.net/upload/images/bcoms20071218222644.jpg

อภิวัฒน์

ถามคุณโสภณ ในประเด็นดังต่อไปนี้

> ความต้องการที่อยู่อาศัยมีน้อยมาก
1. ขอให้อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลด้วยครับ
2. ผมคิดว่า ต่อให้ข้อความนี้เป็นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย

> หากเรายัดเยียดบ้านให้ เขาก็อาจไม่เห็นค่า และขายสิทธิเพื่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น
3. ขอให้อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลด้วยครับ
4. มีการศึกษา "ความไม่เห็นค่า" ในหมู่ผู้ซื้อบ้านเอื้ออาทร และบ้านมั่นคง หรือไม่ครับ

> ยิ่งกว่านั้น ในการย้ายชาวบ้านจากชุมชนแออัด นักวางแผนพยายามจะให้ชาวบ้านไปด้วยกันทั้งที่แต่ละคนอาจมีความต้องการต่างกัน บ้างอาจอยากได้ค่าชดเชยไปหาที่อยู่ใหม่ บ้างก็อาจต้องการไปซื้อหรือเช่าบ้านที่อื่น การนำพาชาวบ้านไปร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่พึงทบทวน

5. มีการบังคับให้ชาวบ้านไปอยู่รวมกันอย่างไรบ้างครับ
6. การซื้อบ้านเอื้ออาทร เป็นการซื้อโดย "ผู้ต้องการมีบ้าน" หรือเปล่าครับ

> ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งมีสัญญาการผ่อนชำระค่าที่ดินเพียงตารางวาละ 1 บาท ชาวบ้านส่วนมากก็ยัง “ชักดาบ”
7. ชุมชนดังกล่าวคือที่ไหนครับ
8. บ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง มีหนี้เสียจำนวนเท่าไหร่ครับ คุณโสภณศึกษามาอย่างดี น่าจะมีข้อมูลนี้ในมือใช่ไหมครับ

> “ร่วมกันสร้าง” คือทางออก?
ผมว่าข้อนี้ไม่คล้ายเป็นทางออกเลยครับ สร้างบ้านนะครับไม่ใช่ก่อเจดีย์ทราย
"ช่างก่อสร้าง" เป็นวิชาชีพ ต้องใช้ความรู้ความสามารถ
ที่สรุปมาว่าไม่มีโอกาสสำเร็จ ก็ไม่น่าแปลกใจตรงไหนเลยครับ

>เราควรจะเร่งสร้างบ้านที่มีคุณภาพแทนชุมชนแออัดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและสังคมโดยรวม...

9. แนวทางการสร้างบ้านเอื้ออาทร ไม่ใช่ "การสร้างบ้านที่มีคุณภาพแทนชุมชนแออัด" อย่างไรครับ
10. แนวทางไหนถึงจะเป็น "การสร้างบ้านที่มีคุณภาพแทนชุมชนแออัด" ในแนวคิดของคุณโสภณครับ

> คนที่ได้ประโยชน์โดยตรงกลับเป็นคนหรือหน่วยงานที่ได้งบประมาณมหาศาลมาช่วยเหลือ ไม่ใช่ชาวบ้าน
11. มีข้อมูลอ้างอิงอย่างไรครับ
12. ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับ "หน่วยงาน" อย่างไรบ้างครับ เป็นจำนวนมากแค่ไหน และจริงหรือไม่ ขยายความหน่อย
13. ทำอย่างไร วิธีไหน ชาวบ้านจึงจะได้ประโยชน์โดยตรง (ถ้าบอกแค่เพียง กำจัดคอรัปชั่น ไม่น่านับว่าเป็นวิธีการใหม่นะครับ)

> ภาพประกอบ
> ถ้าวันนี้กระทรวงการต่างประเทศ มหิดล รามาฯ ยังเป็นสลัมจะดีไหม เราควรเก็บสลัมไว้ หรือเราควรพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญสำหรับทุกคน

14. แนวทางการพัฒนาในปัจจุบัน เป็นการ "เก็บสลัมไว้" หรือเปล่าครับ?

sopon

โปรดอ่านบทความนี้ครับ พร้อมอ้างอิง
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=8150

" สลัม... ความจริงที่ถูกปิดบัง "
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

เมื่อเอ่ยถึงสลัมหรือชุมชนแออัด เรามักจะนึกถึงภาพคนจน คนอพยพ คนด้อยโอกาส และการขยายตัวดั่งเชื้อร้าย ความจริงต่อไปนี้ บางท่านอาจช็อคเพราะหักล้างกับความเชื่อเดิม ๆ ซึ่งมีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังได้พยายามปกปิด บิดเบือนไม่ให้สาธารณะชนได้รู้ความจริง

สลัมลดน้อยลง
ตอนที่ผมซึ่งเป็นคนแรกที่ค้นพบสลัม 1,020 แห่งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (กทป.) เมื่อปี 2528 นั้น ไทยรัฐลงหน้าหนึ่งเลย <3> เพราะผู้คนตกใจที่ทำไมมีสลัมมากมายโดยที่ทางการไม่เคยสำรวจพบมาก่อน แต่ความจริง นั่นเป็นเพียง 27% ของบ้านทั้งหมดใน กทป. ณ เวลานั้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2501 เฉพาะในกรุงเทพฯ มีบ้านที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (สมควรรื้อทิ้ง) หรืออนุมานว่าเป็นสลัมอยู่ถึง 43% ของบ้านทั้งหมดด้วยซ้ำ <4> และ ณ ปี 2543 สลัมเหลือเพียง 5.8% ใน กทป. (191,090 หน่วย <5> จากที่อยู่อาศัย 3,292,442 หน่วยทั่ว กทป. <6>) และ ณ ปี 2548 สัดส่วนของสลัมต่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดใน กทป. ก็คงลดน้อยไปกว่านี้อีกเนื่องจากการรื้อถอนสวนทางกับการเพิ่มขึ้นของบ้านจัดสรร และอาคารชุดทั้งหลาย <7>

ความจริงแล้วผมค้นพบว่าสลัมใน กทป. ลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2536 <8> จนกระทั่งทางสหประชาชาติโดย ILO ได้เผยแพร่ให้เป็นกรณีศึกษาของโลกที่ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณสลัมลงได้ แต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้ได้รับการเผยแพร่เพียงน้อยนิดทั้งในระดับสากลและโดยเฉพาะในประเทศไทย เนื่องจากกระแสหลักก็คือการพยายามทำให้สังคมเชื่อว่าสลัมมีแต่จะเพิ่มขึ้น เพื่อที่ “นายหน้าค้าความจน” ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย จะได้ใช้เป็นเครื่องมือหางบประมาณมาสร้างผลงาน มาหาเลี้ยงชีพส่วนตัว หรือมาโกงกินกันต่อไป

คนสลัมไม่ใช่คนจน
ในประเทศไทยมีคนจน (บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน <9>) อยู่ประมาณ 10% <10> หรือประมาณ 6.2 ล้านคน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท ดังนั้นสัดส่วนของคนจนใน กทป. จึงน่าจะมีน้อยกว่า 10% หากประมาณการว่าเป็นแค่ 5% กทป. ที่มีประชากร 9,636,541 คน <11> ก็จะมีคนจนเพียง 481,827 คน ในขณะที่คนสลัมใน กทป. มี 1,486,700 คน <12> ยิ่งกว่านั้นคนจนใน กทป. จำนวน 481,827 คนดังกล่าว ก็หาได้อยู่เพียงในสลัมไม่ พวกเขายังอาจเร่ร่อนอยู่ทั่วไป อยู่ในหอพักคนงาน เป็นคนใช้ตามบ้าน เป็นแรงงานก่อสร้าง ฯลฯ ดังนั้นอาจอนุมานได้ว่า คนสลัมที่จนจริง ๆ นั้นมีเพียงน้อยนิด

ความจริงข้างต้นอาจดูน่าฉงน ลองมาตรองดู คนสลัมส่วนมากมีบ้านเป็นของตนเองบนที่ดินเช่า (เป็นส่วนใหญ่) ในราคาแสนถูก หรือไม่ก็บุกรุกที่ดินคนอื่นฟรี ๆ แล้วสร้างบ้าน (เป็นส่วนน้อย) การมีบ้านสะท้อนฐานะที่ชัดเจน เพราะถ้าต้องเช่าบ้าน ค่าเช่าอย่างน้อยก็เป็นเงิน 1,500 บาทต่อห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ถ้าเช่าบ้านสลัมทั้งหลังคงไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท ถ้าเราเอาค่าเช่ามาแปลงเป็นมูลค่า ณ อัตราผลตอบแทน 8% ต่อปี ก็จะเป็นเงิน 375,000 บาทต่อหลัง (2,500 x 12 / 8%) นี่คือเครื่องแสดงฐานะของชาวสลัมโดยเฉลี่ย

ดังนั้นที่อ้างกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่าชาวสลัมยากจนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีมูล อาจถือเป็นคน “อยากจน” เพื่อผลประโยชน์บางอย่างมากกว่า

คนสลัมไม่ใช่ผลพวงของการย้ายถิ่น
เราเข้าใจผิดว่า คนจนในชนบทย้ายมาอยู่ กทป. โดยเฉพาะสลัม ผมเคยค้นพบไว้เมื่อปี 2536 ว่า ณ ปี 2533 <13> การย้ายถิ่นส่วนใหญ่ ย้ายระหว่างชนบทสู่ชนบท ไม่ใช่เข้าเมือง ที่ย้ายเข้าเมืองเป็นเพียงส่วนน้อย (22%) โดยสรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่า

1. ผู้ที่ย้ายถิ่นส่วนใหญ่ย้ายระหว่างชนบทสู่ชนบท ไม่ใช่เข้าเมืองอย่างที่เข้าใจกัน

2. เฉพาะผู้ที่ย้ายเข้าเมือง ก็ไม่ใช่ว่ามา กทป. เป็นส่วนใหญ่

3. เฉพาะผู้ที่เข้ามา กทป. ก็ไม่ใช่มีแต่คนยากจน กลุ่มอื่นที่ย้ายก็ได้แก่ผู้ที่มาศึกษาต่อ เป็นข้าราชการ ฯลฯ

4. เฉพาะคนจนที่ย้ายเข้า กทป. ก็ใช่มาอยู่แต่ในสลัม ยังมีบ้านเช่าราคาถูกนอกสลัมอยู่มากมาย หรือบ้างก็ เป็นคนรับใช้ในบ้าน เป็นสาวโรงงาน ฯลฯ

5. เฉพาะคนจนที่ย้ายเข้าในสลัม ส่วนมากก็เพียงมาอยู่ชั่วคราว ไม่คิดปักหลักแต่อย่างใด <14>

ท่านเชื่อหรือไม่ว่าความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดแบบ “เส้นผมบังภูเขา” กล่าวคือ ในการสำรวจทางสังคมศาสตร์ เรามักจะหาข้อมูลจากแต่หัวหน้าครัวเรือน ในปี 2528 ทางราชการได้สำรวจครัวเรือนสลัมถึง 3,594 ครัวเรือนใน กทป. แล้วพบว่า 59% ของหัวหน้าครัวเรือนเกิดต่างจังหวัด แต่เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบแบบสอบถามดังกล่าว กลับพบว่า ส่วนใหญ่ (65%) ของประชากรสลัม (หัวหน้า คู่ครองและสมาชิกครัวเรือนด้วย) เกิดใน กทป.เอง <15>
.
คนจะดีอยู่ที่ตัวเอง
สาเหตุที่สลัมลดลงเพราะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ประชากรมีรายได้มากขึ้น มีบ้านในตลาดเปิดให้ซื้อหาในราคาย่อมเยา ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากประเทศเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมแล้ว เศรษฐกิจของไทย ณ ปี 2494 มีฐานจากเกษตรกรรมถึง 38% แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงประมาณ 10% กลับกันภาคอุตสาหกรรมขยายตัวจาก 13% เป็นประมาณเกือบ 40% ในปัจจุบัน <16>

ในประเทศอินเดีย มีสลัมอยู่ทั่วไป ผู้คนนอนข้างถนนก็ยังมี ที่เมืองกัลกัตตา (Kolkata) มีแม่ชีเทเรซ่า <17> อุทิศตนช่วยเหลือชาวสลัมจนชีวิตหาไม่ ท่านเป็นผู้สูงส่งโดยแท้ แต่ผมก็ขออนุญาตแสดงความเห็นด้วยความเคารพว่า ต่อให้มีแม่ชีเทเรซ่านับพันท่าน ก็ทำให้สลัมในอินเดียลดน้อยถอยลงไปได้ เพราะสลัมไม่ได้ลดเพราะการช่วยเหลือเหล่านี้ เราจึงควรพิจารณาให้ดีว่าการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ผ่านมาต่อชาวสลัม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียงการช่วยให้ใครบางคนได้มีโอกาสทำงานไต่เต้า (แทนที่ต้องไปทำงานอื่น) หรือได้มีโอกาสโกงกินมากกว่าหรือไม่

คนที่พอใจกับการอยู่สลัมนั้นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอยู่มานานจึงเคยชิน แต่คนสลัมปกติอยากย้ายออกเมื่อมีโอกาส เพื่อให้ลูกหลานมีสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเดิม อย่างสลัมคลองเตย ยิ่งพัฒนา ยาเสพติดยิ่งมาก ลองคิดดูว่า ถ้าคนเราอยู่ในสลัมมา 20-30 ปีโดยไม่ย้ายออกไปเลย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะโชคชะตาอาภัพ ทำดีไม่ได้ดี แต่อีกด้านหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ หลายคนอาจขาดความตั้งใจที่จะดี มีเงินก็เอาไปทางอบายมุขหมด

อย่างไรก็ตามควรบันทึกไว้ว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีชาวสลัม 2 คนที่เด่นล้ำเหนือคนไทยเกือบทั้งหมด คนหนึ่งคือ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ท่านสมาชิกวุฒิสภา อีกคนหนึ่งคือ “นายภาพ 70 ไร่” <18> ผู้ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติด ทั้งสองท่านนี้มีฐานะดีขึ้นอย่างชัดเจนและสามารถย้ายออกจากสลัมได้ในที่สุด

ข้อสังเกตส่งท้ายเรื่องข้อมูล
มีสิ่งที่พึงสังเกตประการหนึ่งก็คือ มีการพยายามเอาข้อมูลมาบิดเบือนเพื่อประโยชน์บางประการ เช่นเมื่อจะหาเหตุสร้างบ้านมั่นคง และบ้านเอื้ออาทร ทางราชการก็อ้างว่า ในประเทศไทยมีการบุกรุกที่ดินถึง 5,000 ชุมชน รวม 1.6 ล้านครอบครัว<19> เพื่อให้เห็นว่า มีความต้องการบ้านเป็นจำนวนมาก (ซึ่งไม่จริง) ผมเคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 ว่า “(ผมได้พบโดยการทำการสำรวจทั่วประเทศว่า) มีสลัมทั้งหมด 1,589 ชุมชน มีประชากร 1.8 ล้านคน หรือราว 3% ของคนไทยเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นชุมชนเช่าที่ปลูกบ้านและชุมชนเจ้าของบ้านพร้อมที่ดิน ชุมชนบุกรุกมีเพียงส่วนน้อยมาก <20>

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา มีการสำรวจสลัมและเผยแพร่น้อยมาก แสดงว่าเราไม่ได้บริหารงานด้วยข้อมูล โดยหลักแล้วก่อนจะทำอะไรอย่างมืออาชีพต้องศึกษาให้ละเอียด ชัดเจน ดังนั้นการไม่ใช้ข้อมูลที่เป็นจริงในการบริหารหรือวางนโยบายและแผนอย่างเหมาะสม อาจสะท้อนความไม่ชอบมาพากลบางประการ ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบ

ประเทศไทยจะเจริญอย่างยั่งยืนได้ต้องสำรวจวิจัยและเผยแพร่ให้การศึกษาแก่ประชาชน ได้รู้ความจริงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปิดหูปิดตาประชาชนเพื่อประโยชน์อันมิชอบ

หมายเหตุ

<1> เป็นนักวิจัย-ประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ขณะนี้ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA.co.th กรรมการสมาคมการวางแผนและเคหะแห่งอาเซียน ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์โลก (FIABCI) ประจำ ESCAP และผู้แทนของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน IAAO ประจำประเทศไทย Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรด้านเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

<3> ค้นหาเอกสารไม่พบแต่เป็นในช่วงเดียวกับที่ลงฉบับภาษาอังกฤษ “1020 Bangkok Slums: A New Survey” ซึ่งลงใน Bangkok Post และ The Nation Review, 9 มิถุนายน 2528 หน้า 2

<4> จากการศึกษาของคณะผู้เชี่ยวชาญอเมริกันในการวางผังเมืองฉบับแรกของกรุงเทพมหานคร Litchfield Whiting Browne and Associates et.al. (1960). Greater Bangkok Plan B.E. 2533 (1990). Bangkok: Department of Town and Country Planning หน้า 84

<5> Global Report on Human Settlements 2003, City Report: Bangkok ซึ่งผู้เขียนได้รับการมอบหมายจากองค์การสหประชาชาติ (UNCHS) ทำการศึกษาไว้

<6> ข้อมูลจากกรมการปกครอง http://www.dopa.go.th/xstat/pop43_1.html

<7> หากตั้งสมมติฐานว่าสลัมไม่มีเพิ่มแต่ลดลงอีก 10% เพราะการไล่รื้อ ในขณะที่ที่อยู่อาศัยทั้งหมดใน กทม.และปริมณฑลมีอยู่ 3,722,364 หน่วย (มากกว่าปี 2547 อีก 2%) สัดส่วนของสลัมจะเหลือเพียง 4.8% เท่านั้น

<8> Pornchokchai, Sopon (1998). "The future of slums and their employment implications: the case of Bangkok (conducted in 1993)" in Tatsuru Akimoto (1998). Shrinkage of Urban Slums in Asia and Their Employment Aspects. Bangkok: ILO Regional Office for Asia and the Pacific.

<9> โปรดดูคำอธิบายและการอภิปรายเกี่ยวกับเส้นความยากจนได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Poverty_line

<10> จากข้อมูลที่รวบรวมโดยซีไอเอ http://www.cia.gov/cia/publications/factbook/geos/th.html #Econ

<11> ข้อมูลจากกรมการปกครอง http://isc.dopa.go.th/xstat/pop47_1.html

<12> รายงานฉบับเดียวกันที่อ้างตาม ข้อ <5>

<13> รายงานฉบับเดียวกันที่อ้างตาม ข้อ <8> หน้า 427

<14> เป็นผลการศึกษาตั้งแต่ปี 2522 และ 2525 แล้ว แต่ไม่ได้รับการเผยแพร่เท่าที่ควร ผู้เขียนได้อ้างอิงการศึกษาไว้หลายชิ้นใน Pornchokchai, Sopon (1992). Bangkok Slums: Review and Recommendations. Bangkok: Agency for Real Estate Affairs หน้า 79

<15> Pornchokchai, Sopon (1992). Bangkok Slums: Review and Recommendations. Bangkok: Agency for Real Estate Affairs หน้า 80

<16> โปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีประชาชาติที่ http://www.nesdb.go.th/econSocial/macro/nad.htm

<17> รายละเอียดเกี่ยวกับแม่ชีชาวอิตาลีผู้อุทิศตนแก่ชาวสลัมในกัลกัตตา ดูได้ที่ http://www.motherteresacause.info

<18> อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับนายสยาม ทรัพย์วรสิทธิ์ หรือสุภาพ สีแดง อายุ 36 ปี หรือรู้จักกันในนาม "ภาพ 70 ไร่" ได้ที่ http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/page1/sep/14/p1_7.php

<19> กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 7 มกราคม 2546 น.10

<20> จดหมายถึงนายกรัฐมนตรีดูได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/letter/letter06.htm

sopon

และบทความนี้ครับ

สลัม, แก้อย่างไรให้ถูกจุด
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market122.htm

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

เมื่อวันที่ 19-23 มิถุนายน 2549 มีการประชุม World Urban Forum ที่นครแวนคูเวอร์ คานาดา ผมได้รับเชิญไปนำเสนอบทความในงานประชุมระดับโลกที่มีผู้ลงทะเบียนรวมกันถึง 6,000 คนนี้ด้วย
ท่านทราบไหม ทำไมปัญหาสลัมกลายเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตกไปทั่วโลก ยิ่งแก้ก็ยิ่งแย่ แก้ไปแก้มามีแต่คนที่ทำหน้าที่แก้ไขที่ได้ดี ได้เป็นใหญ่เป็นโต แต่ประชาชนทั่วไปกลับไม่ได้อะไรมากนัก

หลับหูหลับตาเลียนแบบ
นี่คือสาเหตุที่แก้ปัญหาไม่รู้จบสักที อย่างเช่นช่วงปีกึ่งพุทธกาล เราก็สร้างเลียนแบบชาติตะวันตกด้วยการสร้างบ้านอาคารสงเคราะห์ สร้างแฟลต สร้างได้พักเดียวรัฐบาลก็เงินหมด ชาวสลัมที่ “ถูกหวย” ได้แฟลต ก็ขายต่อให้คนอื่น แล้วตัวเองก็ย้ายลงสลัม
นี่ถ้าแต่แรกเราสร้างแฟลตให้ข้าราชการที่มีเงินเพียงพอที่จะผ่อนเป็นอันดับแรก รัฐบาลก็ไม่ต้อง “ถังแตก” และพอมีเงินเหลือก็ค่อยช่วยชาวสลัมก็ยังไม่สาย ถ้าเราทำให้คนระดับกลางก่อน แฟลตก็จะเป็นที่อยู่ที่ “น่าอยู่” (และเริ่มอยู่โดยผู้มีศักดิ์ศรี เช่น ข้าราชการ หรือชนชั้นกลาง) ไม่เสียภาพพจน์ว่าเป็นที่อยู่ของคนจน เมืองก็จะขยายในแนวตั้ง ไม่ต้องขยายในแนวนอนอย่างทุกวันนี้ แต่เพราะเราไปเลียนแบบต่างชาติ เราก็เลย “เข้ารกเข้าพงไป

พอเงินหมด รัฐบาลก็ให้พวกองค์การระหว่างประเทศ “จูงจมูก” ด้วยการปรับปรุงสลัม นัยว่าใช้เงินน้อยดี ได้ผลกว้างขวาง แต่ก็เป็นเพียงการ “ลูบหน้าปะจมูก” หรือ “ศัลยกรรมตกแต่ง” เท่านั้น และพอมีคนบอกว่า เราต้องให้ชาวบ้านมีบ้านและที่ดินของตนเอง เราก็มีโครงการแบ่งปันที่ดิน (land sharing) จนได้รับรางวัลระดับโลกจากองค์การสหประชาชาติ
แต่คนส่วนใหญ่หารู้ไม่ว่า ความจริงแล้ว โครงการ land sharing นี้ล้มเหลวแทบทั้งหมด ชาวบ้าน “ชักดาบ” จนต้องยกหนี้ให้ก็มี คิดดูง่าย ๆ มันเป็นธรรมหรือ ที่ชาวบ้านบุกรุกอยู่มา 50 ปีฟรี ๆ พอวันดีคืนดีกลับ “ถูกหวย” ได้บ้านและที่ดินเป็นกำนัลในราคาถูก ชาวบ้านก็ขายหรือบ้างก็ให้คนอื่นเช่าไปเท่านั้น

ต้องเข้าใจระบบตลาด
การที่เมื่อ 40 ปีก่อสร้างแฟลตให้คนจนแล้วพวกเขาก็เซ้งต่อให้คนอื่นนั้น แสดงว่า ที่อยู่อาศัยแบบแฟลต มีความต้องการ มีตลาด ที่ผ่านมาคนเข้าคิวอยากได้แฟลตมีมากมาย ถ้าเรากำหนดตามราคาตลาดก็ย่อมได้ และประสบผลสำเร็จ ไม่ต้องขาดทุนและทำงานไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเช่นที่ผ่านมา
ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ใช่คนในสลัม ถ้าจะซื้อบ้าน ก็ต้องเก็บหอมรอมริบมาจนเลือดตาแทบกระเด็น แล้วไปซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ชานเมือง ทุกวันต้องตื่นแต่เช้าออกจากบ้านก่อน 6 นาฬิกา ถ้ามีลูกก็ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำกันบนรถ และกว่าจะกลับถึงบ้านได้ก็ปาเข้าไปราว 2 ทุ่ม ดังนั้นการไปช่วยผู้บุกรุกได้ที่ดินในเมือง นอกจากจะเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นการให้ความสำคัญกับคนจนกิตติมศักดิ์แล้ว ยังอาจถือเป็นอาชญากรรมที่คนคิดโครงการอาจมุ่งหวังผลงานโดยไม่ยี่หระต่อความสูญเสียงบประมาณของประเทศ
ทุกวันนี้ ในสลัมมีผู้เช่าบ้านอยู่ถึงประมาณหนึ่งในสาม (ที่เหลือเป็นผู้เช่าที่ปลูกบ้านหรือบุกรุกที่ดินคนอื่นแล้วสร้างบ้านของตนเองขึ้น) ค่าเช่าในสลัมไม่ได้ถูกกว่านอกสลัมเลย เพียงแต่สลัมหลายแห่งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้เดินทางสะดวกกว่าอพาร์ทเมนท์หรืออาคารชุดชานเมือง ดังนั้นถ้าเราสามารถส่งเสริมการสร้างบ้านเช่าภาคเอกชนในเมืองมากขึ้น สลัมก็คงหายไปถึงหนึ่งในสามทีเดียว
ที่สำคัญในเมื่อที่อยู่อาศัยในสลัมมีค่าเช่าที่แน่นอน ถ้านำค่าเช่านี้มาปรับใช้กับบ้านสลัมทุกหลัง ก็จะพบว่าบ้านทุกหลังมีมูลค่า และมูลค่าบ้านนี้มีสัดส่วนไม่เกิน 5-10% ของมูลค่าของที่ดิน ดังนั้นถ้าเราจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านอย่างเต็มที่ ชาวบ้านก็ย่อมยินดีที่จะโยกย้ายเพื่อให้ชาวบ้านได้มีเงินไปหาที่อยู้ใหม่ที่มีคุณภาพที่ดีกว่าเก่า ความจริง ไม่มีใครอยากอยู่สลัมหรอก แต่ละคนก็อยากให้ลูกหลานมีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ดังนั้นถ้ามีทางเลือกจริง สลัมก็คงไม่ต้องดำรงอยู่
เมื่อปี 2500 มีการสำรวจพบว่า 43% ของบ้านในกรุงเทพมหานครมีลักษณะต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น “สลัม” ต่อมาผมทำการแปรภาพถ่ายทางอากาศพบว่า ในปี 2527 ลดลงเหลือเพียง 24% ปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง 5% ทำไมเป็นเช่นนี้ เหตุผลสำคัญก็คือ บ้านจัดสรรและอาคารชุดภาคเอกชนเกิดขึ้นมากมาย เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น สามารถหาซื้อบ้านในตลาดเปิดได้ด้วยตนเอง ในปี 2525 ที่กรุงเทพมหานครฉลองครบรอบ 200 ปีนั้นมีบ้านในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมกันเพียงประมาณ 1 ล้านหน่วย ขณะนี้ รวมกันเกือบ 4 ล้านหน่วย ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือบ้านภาคเอกชนนี่เอง สลัมแทบไม่มีโอกาสเกิดใหม่ มีแต่การลดจำนวนลง <5>

อย่าให้ได้ดีเฉพาะคนแก้
สังเกตดูว่า ในการแก้ไขปัญหาสลัมนั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างหากที่ได้ดี ถ้าเป็นข้าราชการ การได้ทำโครงการง่าย ๆ เพื่อชาวบ้าน ก็สามารถสร้างผลงานได้เร็ว สามารถไต่เต้าได้ดี สำหรับในกรณีองค์การพัฒนาเอกชน หรือ NGO (non-governmental organization) อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ที่ทำงานเช่นนี้มีงานทำ บ้างก็ได้ผันตัวเองไปเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น ระดับชาติกันไป

ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในความขมุกขมัวในการจัดการปัญหาสลัมนั้น เรามักไม่ได้มีข้อมูล หรือกลับใช้ข้อมูลที่บิดเบือน เช่นเมื่อครั้งจะสร้างบ้านเอื้ออาทร ก็อ้างว่าในประเทศไทยมีการบุกรุกที่ดินถึง 5,000 ชุมชน รวม 1.6 ล้านครอบครัว<3> ผมเป็นผู้สำรวจสลัมทั่วประเทศและพบว่า ประเทศไทยมีสลัมทั้งหมด 1,589 ชุมชน มีประชากร 1.8 ล้านคน หรือราว 3% ของคนไทยเท่านั้น<4>

อาจมีวาระซ่อนเร้นที่ไม่อยากให้สังคมได้รับรู้ว่าสลัมได้ลดจำนวนลงแล้ว อันเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เรายังอยากให้ใคร ๆ เห็นว่าสลัมมีมากและขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด เพื่อที่คนทำงานพัฒนาจะได้มีงานทำต่อไป จะได้เป็น “ขอทานอินเตอร์” ที่เที่ยวไปขอความช่วยเหลือต่างชาติมาทำงาน
สรุปว่า เราไม่ได้ใช้ข้อมูล (อาจใช้ความรู้สึกหรือลางสังหรณ์) ไม่ได้ใช้ความโปร่งใสในการบริหารเท่าที่ควร แล้วอย่างนี้ประเทศชาติและประชาชนจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ข้อมูลมีความสำคัญมาก และเป็นเครื่องชี้ความโปร่งใสในการทำงาน การเริ่มต้นด้วยการมีข้อมูลที่ดี จะทำให้มีโอกาสสำเร็จไปค่อนหนึ่งแล้ว

หมายเหตุ
<1> ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้ยังเป็นกรรมการหอการค้าไทย สาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการบริหาร ASEAN Association for Planning and Housing Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรด้านเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org

<3> กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 7 มกราคม 2546 น.10
<4> ดร.โสภณ พรโชคชัย. Global Report on Human Settlements 2003: the Case of Bangkok ซึ่งเสนอต่อองค์การสหประชาชาติ (UN-Habitat) น.5
<5> ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในรายงานตามข้อ 4 ข้างต้น