รายงาน : ย้อนรอยพรรคการเมืองไทย แล้วเราจะเลือกใคร?

ก่อนการเมืองไทยหวนกลับไปสู่การผสมพันธุ์ เอ๊ย รัฐบาลผสม อีกครา ก่อนการเลือกตั้งแบบคาบเส้นยาแดง....ประชาไทอยากให้ท่านผู้อ่านได้ย้อนมองพรรคการเมืองเชิงประวัติศาสตร์อีกสักครั้ง เราเคยเสนอไปแล้วเรื่องนโยบายของพรรคต่างๆ ที่ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งคราวนี้ แต่สำหรับประวัติศาสตร์พรรคการเมือง ขออภัยที่ต้องไฮไลท์เฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่ถูกจับตา เนื่องจากพรรคเหล่านี้กำลังจะเข้ามามีบทบาทภายหลังการเลือกตั้ง


 


0000


 


ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในช่วงแรกนั้น นักคิดคนสำคัญอย่างปรีดี พนมยงค์ มองเห็นว่าสังคมไทยยังไม่เหมาะสำหรับการมีพรรคการเมือง และควรให้เวลาประชาชนได้เรียนรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยไปอีกระยะก่อน ทั้งนี้แนวคิดฝ่ายปรีดี เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นก่อร่างขึ้นมาจากวัฒนธรรมการเมืองซึ่งเวลานั้น สังคมไทยยังต้องใช้เวลาเพาะบ่ม


 


ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า พรรคการเมืองนั้นควรจะต้องมี เพราะพรรคการเมืองเป็นรูปแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่จุดเริ่มต้นของพรรคการเมืองไทย จึงไม่ต่างกับที่เราเห็นๆ กันอยู่ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษ คือ พรรคการเมืองกลายเป็นการรวมกลุ่มของก๊วน และก๊กต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยที่มีลำดับชั้นของการยอมรับนับถือในศักดิ์ศรี กลุ่มก๊วนการเมืองภูธร แม้มีหัวก้าวหน้า และบางคนสามารถขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีได้เช่น กลุ่ม 4 รัฐมนตรีอิสาน เช่น จำลอง ดาวเรือง เตียง ศิริขันธ์ ฯลฯ แต่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้รับการยอมรับนักจาก ส.ส. ผู้ดีในกรุงเทพฯ วัฒนธรรมการวิ่งเข้าหาส่วนกลางจึงเป็นอีกหนึ่งในวัฒนธรรมพรรคการเมืองไทย


 


เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิบายไว้ใน สองนคราประชาธิปไตยว่า พรรคการเมืองนั่นเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมประการหนึ่งของประชาธิปไตยแบบตะวันตก พรรคการเมืองแบบตะวันตกนั้นเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มแนวคิดเดียวกัน หรือมีผลประโยชน์ทางการเมืองร่วมกันเช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา เดียวกันในขณะที่พรรคการเมืองของไทยนั้น เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากฐานทางวัฒนธรรมทางการเมืองแบบนั้น ดังนั้น เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดก็จะพบว่าพรรคการเมืองไทยไม่ได้มีแนวคิดหลักที่แตกต่างกัน


 


ความเชื่อที่ว่าพรรคการเมืองไทยไม่ได้มีแนวคิดหลักที่แตกต่างถูกท้าทายเมื่อมีพรรคการเมืองอย่างไทยรักไทยเข้ามาเล่นเกมรุกต่อการเมืองไทยในช่วงเวลากว่า 5 ปี และกลับกลายเป็นการตั้งข้อสังเกตให้กับกลุ่มพรรคการเมืองไทยที่เคยมีอยู่เดิมด้วยว่า ไอ้ที่เราๆ ท่านๆ รวมทั้งอาจารย์เอนก อดีตกุนซือของประชาธิปัตย์ เห็นว่าพรรคการเมืองไทยนั้นไม่ต่างในเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง แท้ที่จริงแล้ว อาจจะมีอุดมการณ์บางอย่างที่ไม่ได้พูดกันออกมาชัดๆ แต่วิเคราะห์ได้จากท่าทีและนโยบาย


 


และอาจจะเป็นความผิดพลาดของเราเช่นกัน หากคิดว่าพรรคการเมืองไทยไม่มีกระบวนทัศน์ และประวัติศาสตร์พรรคการเมืองไทยไม่ยาวนานพอจะเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจะกากบาทเลือกอนาคตชาติ


 


เราเริ่มกันก่อนที่ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด และส่งผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 25 ซึ่งมีอายุน้อยที่สุด ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์


 


0000


 


ประชาธิปัตย์


 


พรรคประชาธิปัตย์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2489 โดยมีนาย ควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ต่อมาได้ถือเอาวันที่ 6 เป็นวันก่อตั้งพรรคเพื่อให้พ้องกับวันจักรี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่พรรค เป้าหมายในการก่อตั้งแต่เริ่มคือการเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลนายปรีดี ซึ่งขณะนั้นกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคเห็นว่ามีแนวโน้มจะเป็นเผด็จการ


 


ไล่ดูรายชื่อหัวหน้าพรรคจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มี 7 คนดังต่อไปนี้


นายควง อภัยวงศ์ (พ.ศ. 2489 - 2511) อดีตนายกฯ 4 สมัย


หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช (พ.ศ. 2511 - 2522) อดีตนายก ฯ 4 สมัย


พ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ (พ.ศ. 2522 - 2525) อดีตรองนายกฯ และ รมต.ต่างประเทศ ผู้ก่อตั้งสมาคมอาเซียน


นายพิชัย รัตตกุล (พ.ศ. 2525 - 2534) อดีตรองนายกฯ และ รมต.ต่างประเทศ 3 สมัย


นายชวน หลีกภัย (พ.ศ. 2534 - 2546) อดีตนายก ฯ 2 สมัย


นายบัญญัติ บรรทัดฐาน (พ.ศ. 2546 - 2548) อดีตรองนายกฯ และ รมต.หลายกระทรวง


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ.ศ. 2548 - ถึงปัจจุบัน) อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร


 


เมื่อดูชื่อของกลุ่มแกนนำที่ก่อนตั้งพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะระบุว่าเพื่อคานอำนาจนายปรีดี แต่สังเกตได้ว่า กลุ่มแกนนำของประชาธิปัตย์เมื่อแรกตั้งนั้นเป็นอภิชน เช่น นายควง อภัยวงศ์ บุตรของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ผู้สำเร็จราชการจังหวัดพระตะบอง หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นอาทิ


 


แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ตาม เราจะยังเห็นได้ว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก สามารถสืบสาแหรกขึ้นไปถึงชั้นเจ้าพระยา แน่นอนโปรดสังเกตว่า ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งบางคนยังมีคำนำหน้าชื่อ เป็น ม.ร.ว. และแม้กระทั่งหลายๆ คนที่เมื่อสืบประวัติดูก็จะพบสายเครือญาติของเศรษฐีเก่า ผู้ดีเก่า


 


พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มต้นบทบาทในรัฐสภาไทยด้วยการเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ในยุคนั้น แม้ปรีดีจะรวบรวมอำนาจและยึดกุมอำนาจบริหารได้ แต่ก็ต้องเผชิญกับกลุ่มอำนาจเก่า และทหารบก ซึ่งมีแนวคิดขัดแย้งกับปรีดี ในทางการเมืองขณะนั้น


 


ผลงานการเป็นฝ่ายค้านอันโดดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ก็คือการกล่าวหาและกดดันนายปรีดี ต่อกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 กระทั่งนายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


 


ประชาธิปัตย์มีทักษะที่สูงยิ่งในการเป็นฝ่ายค้าน สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจจนนำไปสู่การยุบสภา และการลาออกของนายกรัฐมนตรี ในสมัยของรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ตามลำดับ


 


จากพรรคผู้ดีเก่า ประชาธิปัตย์เริ่มเปิดทางให้กับนักการเมืองท้องถิ่นจากปักษ์ใต้ในยุค 2520 เมื่อคนหนุ่มอย่าง ชวน หลีกภัย ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา และการปราศรัยที่คมคาย จนได้รับฉายา "มีดโกนอาบน้ำผึ้ง" คาแรกเตอร์แบบ ชวน หลีกภัย กลายเป็นแม่พิมพ์ของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์นับแต่นั้น


 


ประชาธิปัตย์ในยุค 2520 หรือยุคเผด็จการทหารนั้น คนหนุ่มอย่างชวน หลีกภัย อุทัย พิมพ์ใจชน ก้าวขึ้นมาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประชาธิปัตย์ในฐานะที่ยืนอยู่เคียงข้างนักศึกษาและประชาชน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร จนกระทั่งถูกจับกักขังเป็นเวลาแรมปี


 


หลังเปรมลงจากอำนาจ ประชาธิปัตย์แม้เป็นพรรคใหญ่แต่ก็พ่ายความเก๋าเกมในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลผสมให้กับพรรคชาติไทยของ พล.ต.ชาติชาย ชุณหวัณ (ตำแหน่งขณะนั้น)  หลังร่วมรัฐบาลอยู่ ราว 5 เดือน ประชาธิปัตย์ถอนตัวออกมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน จนกระทั่ง พล.อ.ชาติชาย ถูกรัฐประหารไปโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534


 


ประชาธิปัตย์เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด ปี 2535 โดยอาศัยอารมณ์ทางการเมืองไทยที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดของพล็อตแบบธรรมาธรรมะสงคราม โดยประชาธิปัตย์ได้รับการขนานนามว่าเป็นพรรคเทพ ส่วนชาติไทย ราษฎร ฯลฯ ที่เคยเข้าร่วมเป็นรัฐบาลของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ถูกเรียกว่า พรรคมาร ในขณะที่พรรคพลังธรรมซึ่งนำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในผู้นำการชุมนุมต่อต้าน พล.อ.สุจินดา ตกอยู่ภายใต้กับดักที่ดิ้นไม่หลุดด้วยข้อหา "พาคนไปตาย"


 


ประชาธิปัตย์จบบทบาทการเป็นรัฐบาลเนื่องจากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยฝ่ายค้าน นำโดยพรรคชาติไทย กรณี สปก. 4-01 ซึ่งเป็นนโยบายปฏิรูปที่ดินที่ประชาธิปัตย์ภูมิใจนำเสนอ แต่กลับถูกตรวจสอบว่าการดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดินภายใต้การดูแลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมช.เกษตรฯ มีการทุจริตคอรรัปชั่น นายชวน หลีกภัย นายกฯ ตัดสินใจยุบสภา


 


ในช่วงที่เมืองไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายบรรหาร ศิลปอาชา พรรคชาติไทย และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พรรคความหวังใหม่ ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านและได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง สร้างตำนาน "งูเห่า" ในปี 2540 หลัง พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ


 


คนไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ประชาธิปัตย์แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนไอเอมเอฟ


 


และไอเอ็มเอฟในฐานะที่เป็นองค์การการเงินระหว่างประเทศกำหนดกรอบแนวทางของการพัฒนาประเทศ หรือว่ากันที่จริงคือแนวทางที่จะหาเงินมาใช้หนี้ ด้วยการเปิดตลาดการลงทุนออกให้กว้างที่สุด และนั่นหมายถึงการอะไรที่ขายได้ก็ต้องเอาออกมาสู่ตลาดการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรี ประชาธิปัตย์ตกลงตามนั้น และนำมาสู่สิ่งที่ภาคประชาชนไทยเรียกว่า "กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ" ซึ่งมีสาระอยู่ที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของชาติ ไฟ  น้ำ ก๊าซ รวมถึงการผลักมหาวิทยาลัยรัฐออกจากการเป็นภาระของรัฐ แนวทางเหล่านี้ได้รับการสานต่อในรัฐบาลทักษิณ และกลายเป็นจุดอ่อนให้ประชาธิปัตย์ได้ถล่มรัฐบาลทักษิณอีกคำรบหนึ่งด้วย


 


ในทางระหว่างประเทศ ประชาธิปัตย์ถูกเรียกว่า "good boy" ของอเมริกา กระทั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ถูกล้อเลียนจากสื่อว่า เป็นสำเนาเสียงของนางเมเดอลีน อัลไบรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา


 


สำหรับท่าทีต่อภาคประชาชน รัฐบาลของนายชวน หลีกภัยได้รับการจดจำอย่างไม่รู้ลืมจากกรณีปล่อยหมาออกมาไล่กัดคนจนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และการกล่าวหาว่า เอ็นจีโอไทยขายชาติเพราะรับเงินต่างชาติ  


 


ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่รัฐบาลจนจบวาระ และพ่ายคะแนนเสียงให้กับพรรคใหม่แต่มีเงินถุงเงินถังอย่างไทยรักไทย ที่กวาดต้อนเอามุ้ง และวังต่างๆ จากพรรความหวังใหม่ และชาติไทย มาไว้ด้วยกัน จนได้คะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย นับจากนั้น ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน พร้อมกับเปลี่ยนตัวผู้กุมบังเหียนจากนายชวน หลีกภัย ไปสู่บัญญัติ บรรทัดฐาน ช่วงสั้น และตกมาอยู่ในมือคนหนุ่มภาพลักษณ์ดีอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


 


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จบการศึกษาปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กลับมาเป็นอาจารย์ประจำที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระยะสั้นๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นนักการเมืองเต็มตัว


 


เมื่อแรกที่เขาเข้าสู่การเมืองไทย ด้วยความสดใหม่แบบคนหนุ่ม หล่อเหลา การศึกษาดี ชาติตระกูลดี เขาได้รับความนิยมอย่างสูง และไม่เคยเลยที่ชายหนุ่มหน้าคมเข้มผู้นี้จะสอบตกในการเลือกตั้ง แม้แต่ครั้งที่พ่ายแพ้ให้กับพรรคใหญ่อย่างไทยรักไทยก็ตาม


 


ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้เคยเป็นกุนซือมือเขียนนโยบายให้กับพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงอภิสิทธิ์ สั้นๆ แต่มีนัยสำคัญในหนังสือ  "พิศการเมือง" ว่า อภิสิทธิ์ นั้นเป็นคนหนุ่มที่คมคายก็จริง แต่ออกแนวนักวิพากษ์มากกว่านักสร้างสรรค์…นี่อาจเป็นการตั้งข้อสังเกตที่น่าระมัดระวังอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มอนาคตไกลอย่างอภิสิทธิ์ พร้อมกับเขาควรจะต้องตอบคำถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 และการที่หัวหน้าพรรคกล่าวสนับสนุนการรัฐประหาร ประชาธิปัตย์จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า ประชาธิปัตย์นั้นเป็นพรรคการเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และเชื่อมั่นในความเท่าเทียมกันของสิทธิ และคะแนนเสียงของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่า ประชาชนที่เลือกพรรคไทยรักไทยกว่า 19 ล้านเสียงนั้นเป็นคนจนและโง่ ประชาธิปัตย์จะจัดการแก้ปัญหาความ โง่ และจน เหล่านี้อย่างไร…หมายรวมถึงประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนท่าทีต่อการมองคน 19 ล้านคนนี้อย่างไรด้วย


 


000


 


พรรคชาติไทย


 


"ปลาไหล" เป็นสมญาของพรรคที่ก่อตั้งโดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ โดยความร่วมมือร่วมใจกับสมาชิกกลุ่มซอยราชครู ชัดเจนว่า พรรคชาติไทยเมื่อแรกเริ่มนั้น เป็นกลุ่มอำนาจสายทหาร กลุ่มที่มีสายป่านการเมืองยาวและมีบารมีทางการเมืองสูง จอมพล ผิน ชุณหวัณ พ่อของ พล.อ.ชาติชายนั้น ถือเป็นทหารที่ทรงอิทธิพลมากยิ่งในยุคของเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีบทบาทในการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน เช่นปรีดี พนมยงค์ สมาชิกสายราชครูเป็นทายาทรุ่นใหญ่ของทหารฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจมายาวนาน


 


อย่างไรก็ตาม แม้พลเอกชาติชายจะเป็นทหาร แต่เมื่อก้าวมาเป็นนักการเมือง เขากลับยึดแนวทางของพ่อค้ามากกว่าทหาร นโยบายที่ชัดเจนที่สุด และติดหูประชาชนคนไทยที่สุดคือ "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า"


เศรษฐกิจไทยก้าวเดินอย่างพรวดพราดสู่ปรากฏการณ์ "ฟองสบู่" เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานของการเก็งกำไรและปั่นราคาของที่ดินและตลาดหุ้น


 


อำนาจทหารและข้าราชการประจำที่ถูกลดทอนลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนภายในเวลาเพียงสองปีเศษ ได้ระเบิดออกเมื่อฟางเส้นสุดท้าย "โผทหาร" ไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ กลายเป็นการรัฐประหารโดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยให้เหตุผล 5 ประการ คือ ฉ้อราษฎร์บังหลวง, รังแกข้าราชการประจำ, เป็นเผด็จการทางรัฐสภา, ทำลายสถาบันทหาร และบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์


 


ด้านเศรษฐกิจนั้น ฟองสบู่ของรัฐบาลชาติไทยมาแตกเอาในช่วงของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี จากพรรคความหวังใหม่ และภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประชาชนหันมาใช้อารมณ์กับการชูธงเขียวเพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาชาติ เหมือนยาวิเศษ


 


สิ้นบารมีของพลเอกชาติชาย ใครเลยจะเชื่อว่าทายาทอย่างกร ทัพพะรังสี และปองพล อดิเรกสาร จะไม่สามารถแข่งบารมีกับนักการเมืองภูธรที่อาศัยร่มเงาพรรคชาติไทยมายาวนานอย่างบรรหาร ศิลปอาชา ลูกหลานซอยราชครูปลีกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ในนามชาติพัฒนา ขณะที่บรรหารก้าวขึ้นมากุมบังเหียนพร้อมนำพาชาติไทยไปสู่การเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงมากพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล


 


อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์แบบภูธร และหน้าตาที่ไม่ตรึงใจแม่ยก เขาถูกวิพากษ์จากสื่อและชนชั้นกลางไทยว่า เขาไม่เหมาะสมสำหรับการเป็นผู้นำรัฐบาล นี่ไม่นับปัญหาคอรัปชั่นอันเป็นปัญหาคลาสสิก บรรหารเคยบ่นน้อยใจสื่อถึงขนาดว่า เขาถูกกลั่นแกล้ง แม้กระทั่งรูปถ่ายของเขาที่สื่อสามารถจะเลือกลงได้ แต่ก็ไม่รู้จักเลือกรูปหล่อๆ ไปลง....


 


บรรหารนั้นเป็นต้นตำรับประชานิยมแบบหนึ่ง สุพรรณบุรี ฐานคะแนนของบรรหารนั้น เป็นจังหวัดที่ได้รับการผันงบประมาณสำหรับสร้างโครงข่ายพื้นฐานมากอย่างที่ต้องสงสัยว่า มันได้สัดส่วนกันกับประชากรในจังหวัดหรือไม่ แต่ถึงกระนั้น นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้บรรหารได้รับความเชื่อมั่นศรัทธาจากชาวสุพรรณ ยิ่งผนวกกับฐานวัฒนธรรมที่มีความเชื่อว่า "เลือดสุพรรณไปด้วยกันมาด้วยกัน" แล้ว....การเลือกตั้งแต่ละครั้ง จึงไม่ต้องห่วงว่า บรรหาร และทายาททางการเมืองของเขาจะได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย บารมีเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่จำเพาะจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ขยายออกไปยังจังหวัดใกล้เคียงอย่างสิงห์บุรีและอ่างทองด้วย


 


บรรหารยังเป็นสิ่งที่เสน่ห์ จามริกกล่าว่า "อัจฉริยะทางการเมือง" ด้วยความ "เก๋าเกม" แบบนักสู้ภูธร พลิ้วและเอ่อ....พลิกท่าทีกันได้ซึ่งๆ หน้า ท่าทีจากบรรหาร และชาติไทยจึงมีราคาต่อรองเสมอในเกมการเมืองแบบที่ไม่มีพรรคเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง


 


เมื่อเปิดวิกีพีเดียดูจะพบว่า พรรคชาติไทยทำหน้าที่ในรัฐสภาไทยดังนี้


1. 26 ม.ค.2518 28 คน ร่วมรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช -


2. 4 เม.ย.2519 56 คน ร่วมรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช -


3. 22 เม.ย.2522 42 คน ร่วมรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ลงสมัครในนามกลุ่มชาติไทย


4. 18 เม.ย.2526 73 คน ฝ่ายค้าน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พรรคชาติไทยมีผู้นำฝ่ายค้านคนแรก


5. 27 ก.ค.2529 63 คน ร่วมรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ -


6. 24 ก.ค.2531 87 คน แกนนำรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พรรคเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล


7. 22 มี.ค.2535 74 คน ร่วมรัฐบาล พลเอกสุจินดา คราประยูร -


8. 13 ก.ย. 2535 77 คน ฝ่ายค้าน นายชวน หลีกภัย พรรคอภิปรายเรื่อง สปก.4-01 ทำให้รัฐบาลยุบสภา


9. 2 ก.ค.2538 92 คน แกนนำรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา พรรคเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล


10. 17 พ.ย.2539 39 คน ฝ่ายค้าน พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ -


 19 พ.ย.2540 39 คน ร่วมรัฐบาล นายชวน หลีกภัย -


11. 6 ม.ค.2544 41 คน ร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร -


12. 6 ก.พ.2548 25 คน ฝ่ายค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


 


การพลิกและพลิ้ว เพียงเพื่อได้ร่วมรัฐบาลนี้เอง เป็นส่วนหนึ่งที่นักร่างรัฐธรรมนูญและประชาสังคมไทยก่อนปี 2540 อิดหนาระอาใจและต่างพากันใผ่ฝันถึงการมีพรรคใหญ่ที่เข้มแข็ง เพื่อประเทศไทยจะได้มีรัฐบาลที่แข็งแกร่ง ทำหน้าที่บริหารประเทศได้อย่างสะดวกใจไม่ต้องคอยต่อรองกับพรรคเล็กพรรคน้อยร่วมรัฐบาล และบางคราก็ถึงกับแพ้ภัยตัวเองต้องประกาศยุบสภาไปเสียดื้อๆ


 


พรรคชาติไทยครานี้ก็ถูกจับตาเช่นกัน เพราะบรรหารนั้นเปิดทางเลือกให้ตัวเองมากเหลือเกิน มากกระทั่งว่าทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคพลังประชาชนต้องทำให้ทางเลือกทางหนึ่งชัดเจนด้วยการประกาศว่า เขาไม่เคยเห็นหน้านายบรรหารมาเป็นเวลาแรมปีแล้ว....


 


ถามว่าทำไมพรรคขนาดกลางอย่างชาติไทย ซึ่งขณะนี้กลายมาเป็นพรรคเล็ก ยังคงความสำคัญ คำตอบนั้นอยู่ที่ผู้นำพรรคระดับอัจฉริยะผู้ไม่ปรารถนาจะเป็นฝ่ายค้านในฐานะ นักการเมืองชั้นครู การสงวนท่าที เปิดทางแบบไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร นโยบายที่ชัดเจนประการเดียวของชาติไทย เห็นจะได้แก่ การเป็นฝ่ายรัฐบาล ดังที่นายบรรหารเคยพูดเอาไว้เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านในสมัยรัฐบาลชวนว่า เป็นพรรคฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง


 


.... นับเป็นวาทะเด็ดที่คนไทยลืมไม่ลงและไม่ควรลืม


 


000


 


พลังประชาชน


 


สุดท้าย พรรคน้องใหม่ พลังประชาชน พลังประชาชนเพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2541 ซึ่งแทบจะไม่มีใครรู้จัก และเปลี่ยนมือมาอยู่ในการดูแลของนายสมัคร สุนทรเวชผู้ประกาศเปรี้ยงว่า พรรคนี้เป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ถูกรัฐประหารและถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคไป


 


ความผิดและความพลาดของไทยรักไทยเป็นอย่างไรนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ว่าเหตุผลใหญ่ 4 ข้อของคณะรัฐประหารจะผิดแผกไปจากข้อเท็จจริงอย่างไร หรือข้อสงสัยว่า ระบอบทักษิณมีจริงหรือไม่ แทรกแซงองค์กรอิสระ ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง คอรัปชั่นหรือไม่ ลำพังที่เป็นต้นเหตุของความแตกแยก และต้องรับผิดชอบต่อการรัฐประหารก็เป็นข้อหาหนักที่แทบจะเถียงไม่ได้


 


ภายหลังจากไทยรักไทยถูกยุบพรรค ส.ส. ของไทยรักไทยแตกฉานซ่านเซ็นไปหลายทิศหลายทาง ขึ้นอยู่กับท่าทีและแนวทางเดิมของ ขั้ว/มุ้ง แต่ที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนที่สุดเห็นจะได้แก่ พลังประชาชนนี่เอง


 


ในฐานะที่เป็นพรรคใหม่ แทบจะไม่มีอะไรให้พูดกันเลยเชิงประวัติศาสตร์ แต่เมื่อพรรคนี้ ขณะนี้ อยู่ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ผู้มีประวัตศาสตร์การเมืองยาวนาน ก็ย่อมน่าสนใจยิ่ง


 


เพราะนายสมัครนั้นได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองขวาจัด และเจ้าขุนมูลนาย ข้อนี้ว่ากันไม่ได้ เพราะนายสมัครนั้นเป็นลูกพระยาหลานพระยาซึ่งรับใช้ราชสำนักใกล้ชิดยิ่ง


 


สมัคร สุนทรเวช แม้ถูกรังเกียจเดียดฉันท์จากคนรุ่นใหม่ หรือคนหัวก้าวหน้าทั้งหลาย กระทั่งเรียกขานเขาว่า ไดโนเสาร์ ก็มีมาแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าฐานคะแนนหลักของสมัครก็อยู่ที่ใจกลางประเทศไทย กรุงเทพมหานครนี่เอง สมัครได้รับความนิยมอย่างไม่เคยเสื่อมคลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของเขา เขตดุสิต ซึ่งเป็นเขตทหาร


 


แนวคิดและแนวทางของสมัครนั้นถูกวิพากษวิจารณ์มาเสมอ เขาเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ก่อนจะมาเป็นสมาชิกพรรคกิจสังคมซึ่งมี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นแยกตัวมาก่อตั้งพรรคประชากรไทย


 


การเลือกตั้งคราวนี้ นายสมัครละทิ้งจากพรรคประชากรไทยอันเป็นพรรคที่เขาตั้งมากับมือ โดยส่งมอบให้กับนายสุมิตร สุนทรเวช น้องชาย ขณะที่ตัวเองหันมากุมบังเหียนพรรคพลังประชาชน


 


มันอาจจะดูขัดแย้งกันอยู่ เมื่อคนอย่างสมัครซึ่งมีแนวคิดไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยกับคนรุ่นใหม่ อย่างเช่น ความคิดต่อต้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ...นายสมัครมีคำอธิบายที่เด็ดขาดว่า เรื่องฝนตกแดดออกนั้นเป็นเรื่องของภาวะอากาศของโลก ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีป่าไม้หรือไม่มี เมื่อถึงหน้าหนาวมันก็หนาว เมื่อถึงหน้าฝน ฝนมันก็ตก  หรือกรณีของเทศกาลลอยกระทง ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรณรงค์ให้ใช้กระทงที่ทำมาจากธรรมชาติ นายสมัครกลับเสนอว่า ใช้กระทงโฟมดีกว่าเพราะเก็บกวาดง่าย ไม่จมน้ำ เก็บมาแล้วเอาไปถมถนนได้อีกต่างหาก


 


เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ อาจจะดูเล็กไปถนัดใจเมื่อเทียบกับท่าทีขวาจัดของนายสมัครในสมัยเผด็จการทหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์  6 ตุลาคม 2519


 


ด้วยการประกาศว่า "อยากใช้ผมต้องเลือกผม" ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. อย่างถล่มทลายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ในปี2543 นำมาซึ่งคำถามสำหรับชนชั้นกลางไทย ผู้มีการศึกษาในกทม. ว่า ไหนว่าเขาเป็นไดโนเสาร์ บอกว่าเขามือเปื้อนเลือดจากเหตุการณ์ 6 ตุลา แล้วไปเลือกเขามาเป็นผู้ว่าฯ ทำไม?????


 


สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือ เมื่อถึงรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร นายสมัครเปลี่ยนท่าทีจากขวาจัด ขวาสุดๆ มาหนุนพ.ต.ท.ทักษิณสุดๆ กระทั่งลามปามไปวิพากษ์วิจารณ์ "ป๋า" ผู้มีบารมีสูงทางการเมืองไทย เกิดอะไรขึ้นกับสมัคร สุนทรเวช ที่วันนี้ก็ยังออกมาประกาศหนุนทักษิณ สุดตัว


 


อย่างไรก็ตาม แม้สมัคร จะดูเป็นไดโนเสาร์สำหรับผู้ติดตามการเมืองไทย และดูไม่เข้ากันเลยกับพรรคการเมืองที่เขาประกาศว่าเป็นนอมินีของเจ้าพ่อโทรคมนาคมอย่างทักษิณ ชินวัตร แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ความชัดเจนในท่าทีของเขาแบบไม่ต้องตีความคือถ้าเขาเลือกถือหางข้างไหน ก็เป็นอันรู้กันง่าย ไม่ต้องเดา ไม่ต้องใช้เชิงการเมืองชั้นเซียนแบบกรณีของพรรคชาติไทย และครั้งนี้อีกเช่นกัน ถ้ารักทักษิณ ก็เลือกสมัคร....แล้วคงได้เห็นกันว่าการประกาศเลือกตลาดการเมืองของตัวเองชัดๆ แบบนี้จะได้ผลอีกครั้งสำหรับสมัคร สุนทรเวชหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจเช่นกันว่า ประชาชนไทยรู้จักเข็ดไหม จากครั้งที่เขาประกาศว่า "อยากใช้ผม ให้เลือกผม" เพราะเมื่อเลือกแล้ว ดูเหมือนว่าประชาชนชาวกรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้ใช้ "สมัคร" สักเท่าไหร่


 


000


 


3 พรรค ที่น่าจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง....ประชาชนไทยคงต้องตัดสินใจกันเอาว่า ว่าจะเลือกแบบไหนหรือไม่เลือก....ไล่ประวัติดูแล้ว....ให้ย้อนนึกถึงคำรำพึงของเกษียร เตชะพีระ..."หากไม่มีทางเลือกที่ 3 นั่นก็เป็นความผิดของเราเอง"

Comments

(((ลูกอิสาน))

พีเน็ค ฟันธง คนเลือกนโยบายมากกว่า ปัจจัยเงิน
แม้ว่า "องค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย" (พีเน็ต) จะประกาศไม่ร่วมมือตรวจสอบการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม กับ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) ด้วยผลที่กินใจกัน แต่ก็ใช่ว่า พีเน็ตจะวางมือจากการทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้ง
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร เลขาฯ พีเน็ต ยืนยันว่า พีเน็ตจะดูแลการเลือกตั้งแบบคู่ขนาน โดยอาศัยอาสาสมัครและเครือข่ายตามจังหวัดต่างๆ เข้าสังเกตการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน พีเน็ตมีเครือข่ายพร้อมเต็มที่ แหล่งทุนของพีเน็ต กลายเป็นเงินบริจาคจากสถานทูตต่างๆ
ล่าสุด รศ.สมชัย บอกว่า ได้จากสถานทูตแคนาดา สิ่งที่พีเน็ต อยากเข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ การจัดดีเบตระหว่าง สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อว่า วิสัยทัศน์ของทั้งสองจะนำไปสู่การตัดสินใจของประชาชน ช่วงที่จะมีดีเบตก็น่าจะเป็นวันที่ 13-14 ธันวาคม
"ใครก็ตามที่อาสาเข้ามาปกครองประเทศและบ้านเมืองไม่ควรปฏิเสธเวทีดีเบต นั่นคือสิ่งที่จะแสดงออกต่อประชาชนภายใต้กติกาที่เป็นธรรม เพราะประชาชนจะได้ประโยชน์จากการรับฟัง" ส่วนระเบียบ กกต.ที่เข้มงวดนั้น "สมชัย" ซึ่งผ่านประสบการณ์การเลือกตั้งมาหลายครั้ง มองว่า ยิ่งรัฐธรรมนูญมีบทลงโทษที่รุนแรง รูปแบบการทุจริตการเลือกตั้งจะพลิกแพลง ซ่อนเร้นมากขึ้น ข้อมูลจากพื้นที่แจ้งว่า ฝ่ายการเมืองไม่ได้เกรงกลัวกฎหมายที่ออกมา ทุกอย่างยังดำเนินปกติ เปิดเผย อุกอาจมากยิ่งขึ้น จัดประชุมหัวคะแนน ให้เงินสนับสนุนโครงการต่างๆ ตามปกติ
ส่วนความเป็นกลางในการจัดการเลือกตั้งของภาครัฐในครั้งนี้ "สมชัย" ยอมรับว่า รู้สึกเป็นห่วง เพราะถือว่าภาครัฐบาลเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แต่เชื่อว่า รัฐก็ไม่วางใจที่จะปล่อยให้พลังประชาชนชนะเลือกตั้งเนื่องจากการเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นั้น เป็นการเปลี่ยนเพื่อให้มีอำนาจตามกฎหมาย ยิ่งมีตำแหน่งประธานคณะกรรมการดำเนินการตามนโยบายวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ก็ยิ่งชัดเจนว่า เข้ามาเพราะไทยรักไทยยังไม่ตาย
"การต่อสู้ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการต่อสู้ถึง 3 ทาง คือ 1.พรรคผู้มีอำนาจเดิม 2.พรรคที่ต้องการขึ้นมามีอำนาจใหม่ และ 3.รัฐบาลปัจจุบัน"
สมชัย ได้แนะให้รัฐบาลนำผลการลงประชามติในภาคอีสานมาประเมินก่อนใช้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุม ไม่ว่าจะตั้งจุดตรวจค้น หรือวิธีบล็อกประชาชน เพื่อให้ขบวนการต่อต้านรัฐธรรนูญลดลงนั้น กลับยิ่งทำให้ผลเกิดตรงกันข้าม ภาครัฐบอกให้โหวตรับร่างฯ เขาอาจจะไปโหวตไม่รับร่างฯ และคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนได้เลือกพรรคไว้ในใจแล้ว หากฝ่ายรัฐดำเนินการกดดันเกินความพอดีในที่สุด จะเกิดบทเรียนซ้ำซากและอาจเลวร้ายกว่าที่คิด
"การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนเลือกโดยมีปัจจัยด้านนโยบายมากกว่าทุกครั้ง อย่ามองว่าประชาชนใช้เงินซื้อได้อย่างเดียว เรื่องของเงินเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่นโยบายเป็นปัจจัยที่ใหญ่กว่าเงิน"
สมชัย บอกว่า นโยบายมี 2 แบบ คือ แบบนโยบายที่เกิดประโยชน์ระยะสั้น และนโยบายที่เกิดประโยชน์ระยะยาว
กลุ่มที่มองประโยชน์ระยะสั้นจะมีจำนวนมากกว่ามองผลประโยชน์ระยะยาว และกลุ่มนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้ง ดังนั้นพรรคใดที่เสนอนโยบายให้ประชาชนแล้วเกิดผลทันทีจะได้เปรียบ โดยประชาชนจะวัดจากความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ที่เคยได้รับผลจากนโยบายนั้นด้วย
"การเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค ที่มีคะแนนเสียงเกินกว่า 100 เสียง โดยพรรคพลังประชาชนน่าจะเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงมากกว่า ไม่ว่า กกต.จะออกใบเหลือง ใบแดงมากเท่าไร แม้ว่าอดีต ส.ส.ไทยรักไทยจะแยกย้ายไปอยู่พรรคต่างๆ ก็ไม่มีผลต่อพรรคพลังประชาชนที่จะครองพรรคลำดับที่ 1"
พรรคลำดับที่ 1 จะมีจำนวนเสียงอยู่ที่ร้อยปลายๆ พรรคที่ 2 อยู่ที่ร้อยต้นๆ ส่วนพรรคที่ 3 และ 4 จะเป็นพรรคขนาดกลาง มีจำนวน 40-50 เสียง ถ้าลำดับที่ 1 จับมือกับลำดับที่ 3 และ 4 ก็น่าจะเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลได้
จริงๆ การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แค่ 2 พรรคก็ตั้งรัฐบาลได้แล้ว
ข้อมูลที่ได้รับจากเครือข่ายที่ไหลเข้าสู่พีเน็ตนั้น ชัดเจนว่า พลังประชาชนยังครองภาคอีสาน ที่น่าจะได้กว่า 100 เสียง ได้เขตและสัดส่วนเกือบทั้งหมด
ขณะที่ภาคใต้ พลังประชาชนจะไม่ได้ ส.ส.เขต แต่จะได้คะแนน ส.ส.สัดส่วนถึง 4 ใน 10 คน
ดูรายชื่อ ส.ส.สัดส่วนของพรรคพลังประชาชนในภาคใต้ จะเห็นว่าไม่ธรรมดา ถ้าประชาธิปัตย์เตรียมตัวไม่ดีอาจหน้าแตก คาดว่า ส.ส.สัดส่วนทั้งประเทศพรรคพลังประชาชนอาจได้ถึง 40 คน
"สมชัย" ฟันธงว่า พรรคลำดับที่ 1 ในครั้งนี้คือ พลังประชาชน ตามด้วย ประชาธิปัตน์ เพื่อแผ่นดิน ชาติไทย รวมใจไทยชาติพัฒนา และมัชฌิมาธิปไตย
ถ้าพรรคพลังประชาชนมีกลยุทธ์ผูกใจประชาชนได้มาก อาจถึงขั้นเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็ได้ แต่ไม่เชื่อว่าจะได้คะแนนเสียงกว่า 300 เสียง น่าจะได้สูงสุดแค่ 200 ต้นๆ
ส่วนการรัฐประหารครั้งนี้จะสูญเปล่าหรือไม่ "สมชัย" กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า การรัฐประหารถ้าจบลงด้วยการนำข้าราชการมาบริหารบ้านเมือง ประเทศจะถอยหลัง รัฐประหารในปี 2535 แต่งตั้ง อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ มีความแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าทำรัฐประหารแล้วนำมืออาชีพมาบริหารประเทศจะทำให้ประเทศก้าวหน้า
แต่ที่เลวร้ายที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การให้ใบเหลือง ใบแดง จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารประเทศ

นางเอกยี่เก

จริยธรรมและ คุณธรรม พรรค ปชป. (ประชาชนต้องมาก่อน พวกกรูค่อยโกงกินกันทีหลัง)

พรรคเราดี.......................................พรรคอื่นเลว......

พรรคอื่นซื้อเสียง.............................ประชาชนเลือกเราเพราะศรัทธา....

คนอื่นโกงกิน..............................พวกเราโกงเมีย....เอ้ย...พวกเรามีอุดมการณ์

สื่อชมฝ่ายตรงข้าม.....................สื่อถูกซื้อ....สื่อถูกบิดเบือน....

สื่อชมฝ่ายเรา...............................สื่อมีจรรยาบรรณ....

พรรคอื่นได้เสียงข้างมาก..................เป็นเผด็จการรัฐสภา....

พรรคเราเสียงข้างมาก.......................ขอให้ยึดมั่นในระบบรัฐสภา...

พรรคเราชนะเลือกตั้ง........................เพราะพรรคเรามีหลักการ

พรรคอื่นชนะเลือกตั้ง............................เพราะพรรคอื่นซื้อเสียง...

พรรคอื่นคอรับชั่น...........................พรรคนั้นเลวทั้งพรรค.....

พรรคเราคอรัปชั่น..........................ผมยังไม่ได้รับรายงาน....

ส.ส.พรรคเราถูกศาลตัดสินให้จำคุก.......................เป็นเรื่องของตัวบุคคล.....

ญาติพี่น้องพรรคอื่นถูกจับ............................ต้องเกี่ยวกับ ส.ส.พรรคนั้นแน่ๆ....

ญาติพี่น้องพวกเราถูกจับ...........................เป็นเรื่องของคนอื่น..อย่านำมาเกี่ยวกัน...

เศรษฐกิจพังพินาศ............................รัฐบาลอื่นทำไว้..เราเข้ามาแก้ปัญหาพอดี...

อ้าว...ใครเปิดเสรีทางการเงิน..................แหม...ก็ถ้าเราได้เป็นรัฐบาลต่อ...ก็ไม่เกิดวิกฤติหรอก....

สามสิบบาทรักษาทุกโรคทำไม่ได้หรอกเพราะเงินสนับสนุนไม่พอ..................แต่ถ้าเราเป็นรัฐบาลจะให้ฟรีหมดเลย...

กองทุนหมู่บ้าน...ชาวบ้านจะโกง........................มิยาซาวา..เราโกงเองดีกว่า...

พรรคเราเป็นสถาบัน..............................................พรรคอื่นใช้เงินซื้อ ส.ส.มารวมกัน...........

พรรคเราทำตาม.....มติพรรค*..................................พรรคอื่นเป็นเผด็จการ.....

*= ชวน หนั่น เทพ........

พรรคเราทำตามหลักการ........................พรรคอื่นทำอะไรไม่รู้...เราคิดไม่ทัน....ฮ่า ฮ่า ฮ่า......

พรรคเราไม่เอาระบอบทักษิณ....................พรรคเราต้องนิกายชวน....

ส.ส.พรรคเราดี..มีอุดมการณ์.........................ส.ส.พรรคอื่นเลวหมด....

ส.ส.ย้ายเข้าพรรคเรา..........................เพราะมีอุดมการณ์สูงส่ง.....

ส.ส.ย้ายไปพรรคอื่น..........................เพราะถูกซื้อตัว....

คนมีความรู้เลือกพรรคเรา........................คนโง่เลือกพรรคอื่น...

พรรคอื่น..เว้นวรรคเพื่อชักใย....................พรรคเรา..เว้นวรรคเพื่อชักดาบ(เจ้าหนี้)

ทักษิณ..เว้นวรรคเพื่อชักใย......................ช้วน...เว้นวรรคเพราะชักช้า...(ทำให้ท้อง...และถูกจับได้ว่าขโมยเมียชาวบ้าน...)

พรรคเราแปรรูป..........................................เราทำเพื่อชาติ....

พรรคอื่นแปรรูป..........................................อ้ายพวกขายชาติ....

เราไม่เคยขอนายกพระราชทาน............................คนอื่นขอ..................

เราไม่เคยพูดเรื่องมาตรา ๗.................................เราถูกใส่ร้าย............

โดย : เด็กวัด วันที่ :2007-12-22 01:37:12 IP :124.120.63.xx

ความคิดเห็นที่ 135
จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคแมลงสาบ

lanna888

ประชาไทเอ๋ย ถ้าเขียนได้แค่นี้
อย่าเรียกว่าวิเคราะห์เลย
คุณ ลืม หัวข้อสำคัญไปมากๆๆๆๆทำให้บทความดุไร้ค่า
คุณละทิ้งสุ่มไก่ ของอำมาตย์ที่เป็นเจ้าของพรรค บางพรรค คุณ ละทิ้ง สังคมวิทยา โดยคิดว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง
ตอนนี้มีแต่พรรคที่ก้าวหน้า และพรรคล้าหลัง

ที่จริง เขียนได้แค่นี้ ไม่น่ามาลงเป็นบทความเลย เสียดายมากๆๆๆๆๆเพราะในเวบบอร์ด มีคนเก่งๆๆๆๆๆมากๆๆๆๆให้ความรู้คนอ่านได้ดี น่าจะคัดมานะคะ

ขอโทษที่เขียนแรง เพราะเรารักและคิดว่าประชาไทต้องเจ๋งกว่านี้

พลังประชาชน...คือคำตอบ

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคน เพราะเป็นการเลือกตั้งที่คนไทยต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน

ที่บอกว่าคนไทยต้องเลือกข้างนั้น เนื่องจากการเมืองไทยในตอนนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม 2 ขั้ว แล้ว นั่นคือ ขั้วที่สนับสนุนและประนีประนอมกับเผด็จการ และ ขั้วที่ต่อต้านเผด็จการและรัฐประหารเต็มรูปแบบ

โดยมี "พรรคพลังประชาชน" เป็นตัวแทนฝ่าย ต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ

และ"พรรคประชาธิปัตย์ + ชาติไทย + เพื่อแผ่นดิน + รวมใจไทยชาติพัฒนา" เป็นตัวแทนฝ่ายที่สนับสนุนและประนีประนอมกับเผด็จการ

การเลือกตั้งในครั้งนี้ หน้าฉาก คือ การต่อสู้กันระหว่างพรรคการเมือง แต่เนื้อในจริง ๆ มันคือการสับประยุทธิ์กันระหว่าง “พลังเผด็จการนอกรัฐสภา” กับ “พลังประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย”

คนไทยจึงถูกบังคับให้เดินมาถึง "ทางสองแพร่ง" ที่ต้องเลือกแล้วว่า คนไทยจะเลือกเดินไปบนเส้นทางใด ระหว่าง ^*เส้นทางสายประชาธิปไตยที่ทอดยาวไกลไปบรรจบกับโลกเสรีประชาธิปไตย^* กับ ^*เส้นทางสายปฏิวัติรัฐประหารที่หันหลังให้กับโลกเสรี^* ดังนั้น

1. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ต้องการประกาศศักดาให้ประชาคมโลกรู้ว่า คนไทยไม่เอาเผด็จการและพันธมิตรของเผด็จการ

2. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ต้องการสั่งสอนให้ทหารรู้ว่าการทำรัฐประหารไม่ง่ายอีกต่อไป

3. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ต้องการปกป้องคนที่มีจิตใจรับใช้ประชาชน แบบอดีตนายกฯทักษิณ

- เพราะคุณเชื่อว่า การปกป้องระบอบประชาธิปไตยอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ แต่เราต้องปกป้องผู้นำที่มาจากระบอบประชาธิปไตยด้วย เพราะเขาเป็นผลผลิตของระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและประชาชนเสียงข้างมากได้ยินยอมมอบอำนาจให้เขาด้วยความสมัครใจ

- เพราะคุณไม่ต้องการให้สังคมไทย ถูกตราหน้าว่า “คนไทยไม่เคยรักคนดีดี” เหมือนในอดีตที่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ต้องเผชิญวิบากกรรม จากการถูกใส่ร้ายป้ายสีคดีลอบปลงพระชนม์ อันเป็นผลมาจากการเล่นการเมืองสกปรกของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งมาแล้ว

- เพราะคุณต้องการเห็นประเทศไทยในอนาคต มี "คนคุณภาพ" เดินเรียงแถวกันเข้ามา อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนอย่างไม่ขาดสาย เพราะพวกเขาไม่หมดกำลังใจ เมื่อประชาชนเปรียบเสมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่คอยปกป้องพวกเขาจากคนขี้ขลาดที่มีปืน

4. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ไม่อยากได้รัฐบาลผสมหลายพรรค แต่ต้องการเห็นการเมืองไทย มีการพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองแบบสองพรรค เหมือนอย่างในต่างประเทศ ต้องการเห็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพ สามารถขับเคลื่อนนโยบายไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเงื่อนไขอำนาจต่อรองจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหมดไป

5. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ไม่ต้องการเห็นผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะพปช.180 ปปช.140ชท.70 พผ.70 มัชฌิมาฯ 10 รวมใจไทยชาติพัฒนา 10 เพราะนั่นหมายถึงว่า พรรค พปช.อาจจะต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน เพราะมีใบสั่งจาก “ผู้มีบารมีนอกรัฐสภา” ที่ต้องการเห็นการโดดเดี่ยวพรรคพปช. ไม่ต้องการเห็นการกลับมามีอำนาจอีกครั้งของกลุ่มไทยรักไทยเดิม หลังการเลือกตั้งครั้งนี้

การเป็นพรรคฝ่ายค้านในสถานการณ์บ้านเมืองปกติ เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร เพราะเป็นฝ่ายค้านก็สามารถทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านผู้ซื่อสัตย์ รักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน หรือเป็นทางเลือกทั้งในเชิงนโยบายและเชิงการบริหารดีกว่าพรรครัฐบาลได้เป็นการหวังผลในการเลือกตั้งคราวหน้า .....

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ อยู่ในสถานการณ์ ‘รัฐประหาร’ เป็นการผ่องถ่ายอำนาจ จากรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง คืนสู่ประชาชน โดยผ่านระบบการเลือกตั้ง จึงเป็นจังหวะเหมาะสมที่สุด ที่จะแสดงให้พลังอมาตยาธิปไตยเห็นว่า ไม่มีอำนาจใด จะมายิ่งใหญ่กว่าอำนาจประชาชน ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตั้งรัฐบาล กำหนดทิศทางของประเทศ มิใช่ “ผู้มีบารมีนอกรัฐสภา”

หากความก้าวหน้าของการเมืองไทยวัดกันที่ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล...

หากความก้าวหน้าของการเมืองไทยวัดกันที่ การมีรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศ...

หากความก้าวหน้าของการเมืองไทยวัดกันที่ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศจนอยู่ครบเทอม ก็คงต้องบอกว่า ....

ประเทศไทยในชั่วโมงนี้รอไม่ได้แล้ว ที่จะปล่อยให้ประเทศถอยหลังกลับไปสู่สถานการณ์ที่ คนที่มีอำนาจฐานะผู้ปกครองแต่ไม่ได้ทำการปกครองเอง( Ruling But Not Governing) อย่างที่เกิดขึ้นในอียิปต์ อัลจีเรีย และตุรกี ซึ่งเป็น military-dominated states

ประชาธิปไตยถูกเว้นวรรคมานานกว่า 15 เดือน มันนานเพียงพอแล้วที่พลังประชาชน จะต้องกอบกู้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา กอบกู้ความเป็นยุติธรรมในสังคมไทยกลับคืนมา กอบกู้ศักดิ์ศรี และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลกกลับคืนมา

6. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ...ต้องการเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ไม่มีความชอบธรรม ทั้งในเรื่อง ”ที่มา” และ “เนื้อหา” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จะสำเร็จได้ยากหากประเทศตกอยู่ภายใต้รัฐบาลผสมหลายพรรค

7. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ...ต้องการเห็นการยกเลิก พรบ.ความมั่นคงฯ ที่ทำให้ไทยบ่ายหน้าไปสู่การเป็นรัฐทหารอย่างเต็มตัว

8. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ...ต้องการเห็นการยุบ คตส. องค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดย คปค.มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการทางการเมือง ตามความประสงค์ของคณะรัฐประหาร

9. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ...ต้องการเห็นการยกเลิกคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่สั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี

10. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ไม่ต้องการให้การโกงการเลือกตั้ง เกิดขึ้นอย่างสะดวก เพราะหากคนออกไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 23 มาก การซื้อเสียงจะมีผลน้อย กลโกงการเลือกตั้งที่จะทำให้ฝ่ายพ่ายแพ้ พลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะจะทำได้แบบหืดจับ

11. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ยังศรัทธาใน “ระบอบทักษิณ” ระบอบที่ยึดหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนเป็นอำนาจสูงสุด และได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อรักษาไว้ ซึ่งวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย ด้วยการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา ไม่บีบบังคับ และปิดทางเลือกประชาชน ด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง เพราะถือว่าพรรคการเมืองทุกพรรคที่รับเงินอุดหนุนจากรัฐโดยผ่านทาง กกต. ย่อมจะต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการลงแข่งขันเลือกตั้งทุกครั้ง เนื่องจากเงินดังกล่าวมาจากภาษีของประชาชน

12. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ....ต้องการเห็นอดีตนายกฯทักษิณ เดินทางกลับสู่มาตุภูมิได้อย่างปลอดภัย ในวันที่ 14 กุมภาฯ ปีหน้า และได้รับการพิจราณาคดีความในเรื่องที่ท่านถูกคณะผู้ก่อการรัฐประหาร กล่าวหาอย่างเป็นธรรมภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย และ

13. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ...ต้องการเห็นประเทศไทย เป็นปราการแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่คู่หูกับรัฐบาลทหารพม่า หรือ ประชาธิปไตยภายใต้การควบคุมจัดการอย่างปากีสถาน

ในวันที่ 23 ธันวาฯ นี้ ช่วยกันไปกาพรรคพลังประชาชน ให้ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย win an outright majority สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จนะคะ

[emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif]

พวกคนมันชั่ว

ขอโทษครับที่ผมทำรัฐประหาร และทำให้คนไทยแตกแยกมากขึ้นเพราะนายสั่ง(ตุ๊ดแก่)หลงผิดเข้าใจว่าตนเป็นเชื้อผู้ดีตีนแดง

noom^*

[emo12.gif]

ขอขอบคุณทุกท่านที่ เลือกพรรคพลังประชาชนครับ

[emo29.gif][emo29.gif][emo29.gif]

อะตอม

ผมเห็นด้วยว่าคะแนเสียงในกรุงเทพฯที่ปชป.ชนะขาดนั้น มีปัจจัย หรือตัวแปรร่วมหลายอย่าง ที่ไม่ใช่คะแนนนิยมอย่างเดียว

ความโดดเด่นของบุคลิก คุณอภิสิทธิ์กับโจทย์ผู้นำหรือตำแหน่งนายก สูงกว่าท่านสมัครที่ถึอเป็นจุดอ่อนของพรรคด้วยซ้ำ (แม้ท่านสมัครจะมีอย่างอื่นกว่าอภิสิทธิ์แต่ไม่เสริมภาพผู้นำ ในจังหว่ะแบบนี้)

แต่ก็สงสารคนกรุงเทพฯครับ เพราะประชาธิปไตยคือยานลำใหญ่ ไม่ใช่อัตตาใคร ท้องถิ่นชนบทก็คาดหวังไปอีกแบบ แถมแรงเฉื่อยของประชานิยม

แม้คมช.จะมาติดเบรคขนาดเตะตัดขาหลัง ก็หยุดไม่อยู่หรอกครับเขาขับซิ่งมา5,6ปีสถานการณ์ตอนนี้ ทางเลือกไหนก็วุ่นพอกัน

ต่อให้ประชาธิปัติย์ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง และทิ้งสปิริตประชาธิปไตยได้ตั้งรัฐบาล ก็ใช่ว่าไม่มีปัญหา ปชป.ต้องจูนงานอีกเยอะกว่าจะเข้าที่ แถมรูปแบบหรือนโยบายก็แทบจะก็อปปี้กันมาแทบจะเรียกได้ว่าใครก็ได้เมหือนกันนะและแต่เงื่อนไขต่างกัน???

ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมชัดว่าต่างไปจาก พลังประชาชน แต่พลังประชาชนมีแรงเฉื่อยจากงานเก่า ปรับจูนนิดเดียวก็ขับเคลื่อนได้

แต่ป.ช.ป กว่าจะจูนเสร็จ เจออภิปราบยกแรกก็น่าจะจอด (เพราะรัฐธรรมนูญใหม่บวก จำนวนเสียงที่หมิ่นเหม่แบบนั้น รวมกับ ท่านแก้วกับท่านขุน ขัยบปากเมื่อไหร่เป้นได้เรื่อง(สมัครกับเฉลิมคู่หูดูโอ) แท็คทีมบวกกับข้อมูลแบบไทยรักไทยเดิมนั้น หมัดแม่นมาก) ผมว่ายกแรกก็อาจมีน็อค

เอาขนาดคมช.กับเอกสารลับฯนั้นเป็นตัวอย่าง แถมป.ช.ป จะทำงานยากเพราะเชื่อว่า จะเป็นร่างทรงอำมาตย์ฯดูอย่างลีลาเบ็นช์หางปลาของท่านชวนสมัยนั้นสิ อภิสิทธินี่แทบโคลนนิ่งลีลา รถสปอร์ตวางเครื่องยนต์หางปลา(อนุรักษ์ใช้กลไกระบบราชการตามกรอบอำมาตย์สมัยนั้นขับเคลื่อน)

หรือแรงกดดันนอกรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ พลังประชาชนจะมีปัญหาอย่างที่หลายคนกลัว อย่างที่คิดแต่จะมาอภิบาลคนล่ะแบบ หรืออนุบาล(ไม้ดัด)คนล่ะแบบ

ถ้าป.ช.ปงานจะเข้าที่หรือขับเคลื่อนช้ากว่าเพราะต้องจูนเครื่องยนต์เบ็นช์หางปลาก่อน 99วันนั้นแค่เปลี่ยนหัวเทียน หรือพยายามจะเร่งเครื่องเบ็นช์หางมาแบบใส่ยาบ้ารีดแรงม้า ฝืนตัวตน

แต่พลังประชาชนนั้นมีแรงเฉื่อยเดิมที่เคยขับซิ่งมาจนรถคว่ำ คนขับลูกพี่เก่า โดนไล่ออกไป ผู้โดยสารจึงต้องปรับตัวหรือจับตาพฤติกรรมแบบเก่า รวมถึงเรื่องการล้างแค้นเอาคืนนั้น

วัวกระทิงอย่างท่านสมัครนั้น พรรคต้องควบคุมให้ดี ?อย่าให้ลมออกจมูกฟืดฟัดๆบ่อย ๆหายานัถฯมาเป่าจมูกท่านให้โล่งๆทุกๆวันเข้าไว้ ให้ท่านสงบปากลงบ้าง

อย่าชิมไปบ่นไปตามเคยเพราะท่านเป็นผู้นำไอ้นิสัยติตรงจนเกิน แบบคนทำมนูอาหารฆ่าตัวตายนั้น เพราๆลงบ้าง

งานหลักจึงต้องสร้างคะแนนเสียงสร้างความชอบธรรม อย่าพึ่งไปแตะงานราด(ราษฎร์ไม่เต็มขั้น111กับชิงเอาลูกพี่ออกมา) เพราะสายตาทุกคู่จ้องอยู่แล้วว่าท่านจะทำตามที่ประกาศหาเสียงไว้ อย่างไร

เพราะนั้นคือเงื่อนไขแรงเสียดทานที่มันจะกระทบหลายเรื่อง จึงอย่าพึ่งคิดฆ่าตัวตายตามลูกพี่ไป ผมว่าถ้าท่านเอางานหลวงมาก่อนงานราดฯ(น้ำมันบนกองไฟ)

ถ้าจะทำก็ต้องใช้เครื่องมือเครื่องใช้ให้ถูกบทบาทตอบคำถามประชาชนให้ชัดให้กระบวนการยุติธรรมทำงานไปอย่างไม่มีธง หรือแทรกแทรงออกแบบธงแบบลูกพี่ต้องรอดไม่ว่าถูกหรือผิดเท่านั้น

คนเขาจ้องอยู่แล้วอย่าฆ่าตัวตายหมู่อีกผมว่าเงื่อนไขเดิมนั้นลดไปบ้างแล้วล่ะเพราะภารกิจหลักเขาคือเผาป่าไล่เสือตัวเดียวแต่เพราะเป็นแมวใส่ไม่โทจึงร้ายกว่าเสือ นั้นคือยุงเขาเลยสุมไฟไล่ยุงจนบ้านวอดแบบนั้น

อาศัยแรงเฉื่อยเดิมมาปรับจูนเอากระแสหรือสิ่งที่อันไหนสังคมตอบรับอันไหน เขาติง ที่หลายเรื่องดีและไม่ดี เอาส่วนที่ดีนั้นบวกแรงเฉื่อยเดิม มันจะไปได้เร็วแบบมืออาชีพกว่า

คนอื่นเช่นป.ช.ป แม้นโยบายเท่าที่ฟังก็ดีหลายเรื่องเชื่อว่าหลายเรื่องทำได้และดีด้วยแต่เนื้อหาไม่ต่างกันมาก แต่ป.ช.ป.ต้องจูนอีกเยอะ แถมเสียงแบบนั้นจะทันจูนเสร็จหรือเปล่าไม่รู้อันนี้ก้เงื่อนไขเหมือนกัน

สรุปไม่ว่าพรรคไหนเป็นแกน ก็ง่อนแง่นพอกันตอนนี้จึงควรเลือกในทางที่เป็นไปได้และมีอยู่ อย่าสร้างเงื่อนไขตั้งแง่ ทั้งที่ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น ลงไปในระบบกับสภาวะCHAOS แบบนี้จนเกินไป

ยึดสปิริตประชาธิปไตย อะลุ่มอะล่วยกัน ดื้อยื้อไปก็แค่นั้น วุ่นอีกและวนอีก??? เอาเท่าที่มีที่ได้เข้าระบบให้เร็วและจัดเวทีให้เร็ว ถึงน็อคกันเร็วยังงัยมันก็ยังมีเวทีที่สง่างามลดเงื่อนไขหลายๆเรื่อง เช่นเงื่อนไขต่างประเทศ

เขาไม่อยากคบลูกหลานคนบ้าสร้างบ้าน จะเอาจังซั้งจังซี้ ที่สถาปนึก,วิศวะกวน,นักวิชาเกิน เอาปากกาจิกตาไม้ทีตีหัวคนหนึ่งจะเอาบ้านเสาเดียวอีกคนขอบ้านติดล้อจะได้วิ่งตามตูดทุนนิยมสุดขั่วทัน

ที่พี่เขียวลุยไฟ สุ่มไฟเผาบ้านวอดลงมาทั้งหลังเพราะลำคาญยุงมันร้ายกว่าเสือเพราะมันคือแมวใส่ไม้โท

นั้นล่ะลูกหลานคนบ้าสร้างบ้าน ข้อหานี้เขาจะได้เลิกดูถูกเราสะที ที่นี้จะชกจะตีกันก้นก็บนเวทีน้อคมาก็จัดชกใหม่ตามกติกา สำคัญอย่างลากคอกันออกมาจากสภาอันทรงเกียรติกันลงข้างถนนอีก

จะน็อคก็ให้บนเวทีในลีลาสวยงามและระวังนักวางเพลิงด้วย อย่าปัสวะ(ปฎิวัติ)รดที่นอนอีกมันบาป???

คิดเอาเอง..ก็แล้วกัน..ประชาชนคนไทย.

นิยามตัวจริงชัดเจน...ของพรรคประชาธิปัตย์(พรรคเก่าแก่ตั้งมา 60 กว่าปี..ประเทศไม่เคยไปไหน..)

ชอบสร้างหลักฐานเท็จ
ชอบเช็ดเมียเพื่อน
ชอบค้าของเถื่อนเป็นไซด์ไลน์
ชอบสร้างความCHIPหายให้กับประเทศชาติ
ชอบมีพฤติกรรมอุบาท์รักร่วมเพศ
ชอบsaid(พูด)แต่เรื่องโกหก
ชอบมีตัวตลกเป็นหัวหน้าพรรค
ชอบลักขโมยผลงาน
ชอบผลาญงบประมาณของแผ่นดิน
ชอบกินนมเด็ก
ชอบเซ็กส์สับสน
ชอบเอาหมาไล่กัดม๊อบคนจน
ชอบอับจนในสติปัญญา
ชอบเสพยาบ้าโชว์เพื่อน
ชอบขายซีดีเถื่อนในทำเนีบยรัฐบาล
ชอบรอรับรายงานมันทั้งปี
ชอบว่าปรีดีฆ่าใน....
ชอบถ่วงความเจริญของประเทศชาติ
ชอบนวยนาดแต่บริหารงานล้มเหลว
ชอบคบคนเลวเป็นมิตร
ชอบเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สาบาน
ชอบสงสารพวกโจรใต้
ชอบมีนิสัยแบบสุนัขจิ้งจอก
ชอบกินน้ำใต้ศอกปองพล

[emo4.gif][emo4.gif][emo4.gif][emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif]