บทความโสภณ พรโชคชัย: CSR, ทำดีเพื่อปกปิดความชั่ว?!?

ดร.โสภณ พรโชคชัย [1]


 


ท่านเคยสงสัยไหม ทำไมหนอพวกคุณหญิงคุณนายทำงานแจกของสงเคราะห์มาร่วม 50 ปีแล้ว ปัญหาสังคมก็กลับยิ่งหนัก มีการรณรงค์เรื่องปลูกป่าหรือเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งต่าง ๆ กลับยิ่งเลวร้ายลง ปริมาณป่าปลูกใหม่เทียบไม่ได้เลยกับป่าถูกทำลาย ปัจจุบันเราเดาะเรียกการทำดีทำนองนี้เสียเท่ว่า CSR ซึ่งมักเป็นไปแบบ "ลูบหน้าปะจมูก" แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ บ่อยครั้งกลับเป็นการทำดีเพื่อปกปิดความชั่ว-ปกป้องคนชั่วอีกต่างหาก!


 


 


Responsibility แปลว่าอะไร


CSR หรือ Corporate Social Responsibility คือความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียกับวิสาหกิจ [2] ซึ่งได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า คู่ค้า (supplier) ชุมชนที่วิสาหกิจนั้นตั้งอยู่ ตลอดจนสังคมโดยรวม วิสาหกิจที่มี CSR ย่อมไม่ฉ้อโกงลูกจ้าง ไม่ฉ้อฉลต่อลูกค้า ไม่เอาเปรียบคู่ค้า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ทำร้ายชุมชนโดยรอบที่ตั้งของวิสาหกิจด้วยการก่อมลพิษ เป็นต้น


 


ความรับผิดชอบหรือ Responsibility คือพันธกิจที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ถือเป็นการละเมิดซึ่งย่อมมีโทษตามกฎหมายแรงงาน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายผังเมือง ฯลฯ [3] การมี CSR ก็คือการทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การมี CSR จึงเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญที่มีอารยธรรม ไม่ไปฉกฉวย ตีชิง เบียดเบียนหรือก่ออาชญากรรม (ทางเศรษฐกิจ) กับใครเพื่อให้ตนอยู่รอด


 


การให้ การอาสา: ไม่ใช่ CSR


ส่วนถ้าใครอยากบริจาคเพิ่มเติม ทำดีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็เป็นสิ่งที่พึงอนุโมทนา หรือถือเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่สวยงาม นี่ไม่ใช่ CSR เพราะเป็นการอาสาโดยใจสมัคร ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบ อาจเรียกว่า Corporate Social Donation (CSD) หรือ Corporate Social Contribution (CSC) รูปแบบการทำดีอาจเป็นการแจกของแบบคุณหญิงคุณนาย เป็นการช่วยเหลือเด็กหรือผู้ด้อยโอกาส ชุมชน หรือปลูกป่า ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นทั้งการให้เปล่า การช่วยพัฒนา หรือการให้การศึกษา เป็นต้น


 


การที่ไม่ขีดเส้นแบ่งให้ชัดระหว่าง CSR (การทำหน้าที่ตามกรอบของกฎหมายโดยไม่ละเมิด ไม่ละเลย) กับการให้-อาสาทำดีนั้น ถือเป็นการถ่างคำจำกัดความของ CSR ให้รวมการทำดีไว้ด้วย ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติไปในด้านการทำดี แต่ละเลยในส่วนที่ไม่ละเมิดกฎหมาย จะสังเกตได้ว่าวิสาหกิจที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายมักชอบรณรงค์ CSR แบบการทำดีเป็นอย่างยิ่ง เช่น วิสาหกิจปูน พลังงานหรือแร่ธาตุที่มีโอกาสทำลายสิ่งแวดล้อมมหาศาล (หากไม่จัดการตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด) หรือแม้แต่สถาบันการเงินชั้นนำบางแห่งที่ได้ชื่อว่ามี CSR ดีเยี่ยม ได้บริจาคเงินเพื่อสังคมมากมาย ก็อาจเอาเปรียบลูกจ้างจนสหภาพแรงงานต้องออกมาเคลื่อนไหวประท้วง


 


 


ทำดีแบบลูบหน้าปะจมูก


การทำดีที่เรียกโก้ ๆ แต่บิดเบือนว่า CSR นี้ อาจเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่ดูคล้ายการให้ด้วยความใจกว้าง แต่ความจริงถือเป็นการลงทุนเพียงน้อยนิด ผมเคยวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ [4] พบว่าครัวเรือนไทยบริจาคเป็นเงิน 2.69% ของรายได้เพื่อการกุศล แต่เชื่อว่าวิสาหกิจใหญ่ ๆ ที่ชูธง CSR นั้น คงแทบไม่มีรายไหนบริจาคขนาดนี้เป็นแน่ วิสาหกิจที่มีรายได้ 10,000 ล้าน คงไม่บริจาคสูงถึง 269 ล้าน บริษัทขนาดใหญ่ 189 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่คุยว่าปี 2549 บริจาคเป็นเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท ก็เป็นเพียง 1.16% ของรายได้รวมเท่านั้น [5] และส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งของ ไม่ใช่เงินสด นี่แสดงว่าชาวบ้าน ตาสีตาสา ยังบริจาคเงินมากกว่าเศรษฐีเสียอีก


 


อย่างไรก็ตามการลงทุนเพียงน้อยนิดนี้ก็คุ้มค่ายิ่งในการสร้างภาพลักษณ์ให้วิสาหกิจนั้น สามารถประกอบการได้โดยสะดวกราบรื่น ได้รับความนิยมเป็นการสร้างชื่อเสียงยี่ห้อให้กับกิจการ และที่สำคัญหากวันหลังเกิดพลาดพลั้งทำลายชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก็อาจได้รับความปรานี "ผ่อนหนักเป็นเบา" ไม่ถูกชุมชนและสังคมลงโทษรุนแรงนั่นเอง


 


ธรรมชาติของการทำดีแบบฉาบฉวยและไม่ใช่ด้วยวัตถุประสงค์ในการช่วยสังคมจริงเช่นนี้ จึงมักก่อโภคผลต่อสังคมอย่างจำกัด และนี่เองที่เราเห็นคุณหญิงคุณนายแจกของมานับสิบ ๆ ปี หรือมีองค์กรการกุศลมากมาย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สังคมดีขึ้น ยกเว้นคนที่ช่วยเหลืออาจได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ หรือได้เป็นสมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรติในภายหลัง


 


 


ทำดีเพื่อปกปิดคนชั่วและความชั่ว


การทำดีแบบแอบแฝงและไร้ประสิทธิผล นอกจากจะได้ดีเฉพาะคนทำดีแล้ว บ่อยครั้งยังเป็นการช่วยปกปิดความชั่วของคนชั่วที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสื้อคลุมของคนดี เช่น เรารณรงค์ปลูกป่ากันใหญ่ แต่ไม่เคยใส่ใจว่า เราจะรณรงค์กันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างไร ท่านทราบหรือไม่ในปี 2504 มีพื้นที่ป่าไม้อยู่ 273,629 ตร.กม. (53% ของพื้นที่ประเทศไทย) แต่ ณ ปี 2547 เหลืออยู่เพียง 167,591 ตร.กม. (33% ของพื้นที่ประเทศไทย) [6] หรือหายไปเท่ากับ 68 เท่าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือเท่ากับเราสูญเสียพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกรวมกัน


 


เราคงเคยพบเห็นการรณรงค์การทำดีมีคุณธรรมกันอย่างบ้าคลั่ง นี่อาจเป็นอาชญากรรมที่แสนแยบยลเพื่อเบื่อเมาไม่ให้สังคมรับรู้สาเหตุแท้จริงของปัญหา ปัญหาในทุกวันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ประชาชนทำดีน้อยไป แต่อยู่ที่มีคนจำนวนน้อยที่มีอิทธิพลและอำนาจ ละเมิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกลับเอาเอาหูไปนาตาไปไร่ต่างหาก เราจึงควรรณรงค์ไม่ให้คนทำผิดกฎหมาย ยิ่งกว่านั้นเราควรรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักปกป้องและหวงแหนสิทธิของตนเองตามกฎหมายและไม่เฉยชาต่อการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลต่อตนเอง ชุมชนและสังคม รวมทั้งรณรงค์ให้วิสาหกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยไม่ฉ้อฉล และให้รัฐบาลรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด


 


อย่าลืม วิสาหกิจต้องประกอบสัมมาอาชีพตามกรอบของกฎหมายโดยเคร่งครัด เพราะนี่คือเส้นแบ่งระหว่างสุจริตชนกับอาชญากร ระหว่างวิสาหกิจที่มี CSR กับวิสาหกิจที่เอาเปรียบหรือฉ้อฉลสังคม ผู้ที่ไม่เบียดเบียนสังคมย่อมได้รับการยกย่อง ยิ่งเมื่ออาสาทำดี ยิ่งเป็นมงคลต่อชีวิตและกิจการ และสิ่งที่พึงระวังเป็นพิเศษก็คือการทำดีเพื่อปกปิดความชั่วเพื่อให้คนชั่วได้อยู่สร้างทุกข์เข็ญกับสังคมตราบนานเท่านาน


 


หมายเหตุ:


[1] ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้ยังเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ ที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย กรรมการบริหาร ASEAN Valuers Association และ ASEAN Association for Planning and Housing และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@thaiappraisal.org


 


[2] คำแปลของ CSR โดย ห้องสมุด Wikipedia คือ "is an expression used to describe what some see as a company"s obligation to be sensitive to the needs of all of the stakeholders in its business operations" และตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมว่า "This obligation is seen to extend beyond the statutory obligation to comply with legislation" แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะในสังคมธุรกิจที่ฉ้อฉลมักจะอ้างการอาสาทำดีมาปกปิดการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย โปรดดู http://en.wikipedia.org/wiki/Corporate_social_responsibility


 


[3] แต่บางคนอาจเถียงว่า การกระทำบางอย่างยังไม่มีในบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กรณีนี้ก็มีแต่ประเทศที่ด้อยพัฒนาจึงมักอ้างอย่างนี้ เพราะในประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้จารีตประเพณีและมโนสำนึกที่ถูกต้อง หรือมีกลไกออกกฎหมายที่รวดเร็ว แต่บางกรณีอาจต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไปบ้าง แต่ก็คงเป็นส่วนน้อยมากที่จะมีกรณีเช่นนี้


 


[4] โปรดดูรายละเอียดในบทความ "CSR คือหน้าที่ ใช่อาสา" http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market130.htm โดยเฉพาะตารางท้ายบทความ


 


[5] Strategic Corporate Citizenship Newsletter (ของสถาบันคีนันเอเซีย), February 29, 2008 หน้า 2


 


[6] โปรดดูข้อมูลของกรมป่าไม้ ณ http://www.forest.go.th/stat/stat49/TAB4.htm

Comments

มองทะลุ

การใช้คำอย่างเช่น CSR, ระบอบทักษิณ ตามความนึกคิดของตัวเอง น่าจะเป็นปัญหาเริ้อรังของมนุษย์เรา ในด้านหนึ่งมันอาจแตกสายทางความคิดพิสดารอย่างสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ และในด้านลบมันมักจะก่อให้ความเลอะเทอะทางความเข้าใจทางความหมายไปคนละทิศคนละทางกันไปเลย

การรับรู้และใช้คำออกไปตามความนึกคิดของตัวเองอย่างสุจริตใจ คงพอจะให้อภัยและไม่อาจถือสาทางขีดจำกัดของแต่ละคน แต่การใช้คำโดยมีวาระอื่นซ่อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง เป็นสิ่งน่าตำหนิติเตียน เพราะจะรบกวนสร้างภาวะยุ่งเหยิงในระบบภาษา-การสื่อความหมาย ที่จะกระทบไปถึงความเข้าใจของคนในสังคมโดยรวม

ดูเหมือนว่า เรากำลังมีอาชญากรรมทางภาษา ที่ก่อกันอยู่ทั่วไป การใช้คำผิดโดยไม่รู้และสุจริตใจย่อมไม่นับอยูในนี้ การใช้คำโดยมุ่งหมาย "เอาดีใส่ตัว" นั้นพอทนสำหรับธรรมชาติสังคมมนุษย์เอาหน้าตา แต่ที่มุ่งหมาย "เอาชั่วใส่คนอื่น" นั่นแหละ คือ อาชญากรรมโดยใช้ภาษา

อันนี้ไม่ได้วิจารณ์คุณโสภณ แต่วิจารณ์การใช้คำที่แฝงเจตนาร้ายในการสื่อความหมายที่พบเห็นในการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า "ระบอบทักษิณ"

โครงสร้างจิตสำนึก

ภาษาที่ใช้สำหรับวัตถุประสงค์ทางการเมืองมีมากมาย ควรมีใครสักคนรวบรวมเผยแพร่บ้างก็ดี

ตัวอย่างวาทกรรมทางการเมือง

เช่น ระบอบทักษิณ ราษฎรอาวุโส อำมาตย์ศักดินา คอรัปชั่นเชิงนโยบาย รัฐบาลขิงแก่ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
มือสกปรก คมช.คนมันชั่ว อัครศิลปิน ปรีชาสามารถ ฯลฯ

เรียกได้ว่า หากินกับวาทะกรรม จนเป็นอาญากรรมทางการเมือง และเป็นมรณกรรมทางการเมืองมาโดยตลอด

อย่างไรก็ช่างหัวมัน และหัวเผือก

วาทะกรรมที่จะคงทนต่อการพิสูจน์ คือวาทกรรมที่เป็นสัจธรรม เที่ยงตรงต่อความจริง ไม่เสแสร้งหลอกลวงและปั้นน้ำให้เป็นตัว

เช่น ชนชั้นสูงกดขี่ขูดรีดชนชั้นต่ำ ถ้าเป็นความจริงแน่ไซร้

วันหนึ่งเราคงเห็นไพร่ปฏิวัติ

นี่ก็สอย

เป็นวาทกรรมเช่นกัน

คนไทยคนที่2

งานของโสภณครั้งนี้นั้นได้เป็นการช่วยยืนยันอีกครั้งที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำความดี(ความจริงต้องใช้คำว่าดูคล้าย)เพื่อปกปิดความชั่ว
ไม่ต้องมาก เราจะสังเกตุเห็นได้เรื่องการบริจาคทางหน้าจอตู้ พวกที่บริจาคเป็นเงินจำนวนที่มากๆนั้น ส่วนใหญ่ถ้าหากประชาชนทราบเบื้องหลัง ก็จะพบว่าพวกเหล่านั้น ล้วนเป็นอาชญากรไม่ทางใดก็ทางหนี่งเสมอ เช่นอาชเป็นอาชญากรที่ล้มบนฟูก อาจเป็นพวกอาชญากรที่ค้ายาเสพย์ติดของมึนเมา อาจเป็นอาชญากร
ที่ทำนาบนหลังคน และหลายๆคนเป็นพวกนักต้มตุ๋น18มงกุฏ
ส่วนพวกประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อก็มีหลงอยู่บ้างที่จะพลอยทำการบริจาคไปด้วย โดยการตกเป็นเหยื่อแห่งการถูกชักจูง
สังเกตุให้ดีเถิด เงินที่รับบริจาคเหล่านั้น มันจะตกไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆน้อยมาก ดังงานวิจัยของโสภณ (ให้ดูตัวอย่างเรื่องที่คนมหาภัย18มงกุฏที่ทำจตุคามออกมาขายแล้วบอกว่าจะนำเงินไปทำการกุศลซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่โกหกหลอกลวงจนกระทั่งต้องมีการฟ้องร้องจับกุมดำเนินคดี )
งานพวกที่อ้างการกุศลบังหน้านั้น ถ้าจะว่าไปแล้วล้วนเป็นลักษณะของขอทานบรรดาศักดิ์ทั้งสิ้น มันนับเป็นตัวอย่างที่เลวทราม การกระทำในลักษณะเช่นนี้มันได้กระจายไปทุกหย่อมหญ้า
สื่อเน่าถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ร่วมกันในการโกหกต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนอย่างไร้ยางอาย

คนเมือง

ถ้าไม่ทำ ก็ เลว
ทำก็ลูบหน้าปะจมูก
สรุปว่า ผิด

คิวรถไปบ้านโคกสูง จอดอยู่ปลายพร้าว

ทำดีจริง จะได้สายตะพาย เป็นพระจะได้พัดยศ จ้ะ

แต่ถ้าทำดีๆ จนชาวบ้านรากหญ้าถูกใจ จะอันตรธานตราย นะจ๊ะ

ต้องสายตะพายๆ สายๆตะพาย ทำดีให้เยอะๆ ให้ดีๆ มันขี่กันเยอะๆ เป็นวาสนาหน้าหนาบารมีแน่น แป้นแล้นคุณหญิงนาย

เอออ อ กลัวพูดเข่ยนเกินเลยภาษาดีๆ ของเขา จะเคืองเอา เอาหละ . [emo27.gif]

copy

CSR จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
อโณทัย ไพฑูรย์

ตอนที่ 1 จากกระแส CSR สู่มาตรฐาน ISO 26000

CSR (Corporate Social Responsibility) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ เป็นคำที่เริ่มนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจของประเทศไทย ในปี 2549 ที่ผ่านมา ทั้งที่เกิดขึ้นมานานกว่า 18 ปีแล้ว ณ กรุงริโอเดจาเนโร เมื่อปี 2535 ในการประชุม Earth Summit ซึ่ง ในขณะนั้น นานาประเทศต่างตื่นตัวกับทิศทางของการพัฒนาแนวใหม่ ที่เรียกว่า “ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ” อันเป็นการพัฒนา โดยใส่ใจในประเด็นต่างๆ ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางธุรกิจหรือทางเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกันที่ องค์กรพัฒนาเอกชน (Ngos) ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเวทีโลก และได้มีข้อเรียกร้องกดดันให้องค์กรธุรกิจ คำนึงถึงปัญหาสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ มากกว่าการมุ่งที่จะแสวงหาทำกำไรสูงสุดให้กับกิจการ โดยไม่ใส่ใจต่อปัญหาดังกล่าว

ต่อมาในปี 2543 กระแส CSR โลก เริ่มเข้มข้นและจริงจังมากขึ้น องค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) เป็นองค์กรหนึ่งของกลุ่มประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญระดับโลก ได้แก้ไขปรับปรุงออกแนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติ (Guidelines for MNE"s - Revision 2000) โดยนำเรื่องของ CSR มาบัญญัติไว้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดย Guidelines นี้ เสนอแนะให้บรรษัทข้ามชาติจะต้องมี CSR เป็นเกณฑ์กำหนด และยังเสนอให้บรรษัทข้ามชาติ ในกลุ่ม OECD ติดต่อทางการค้ากับคู่ค้าทั่วโลกเฉพาะที่มี CSR เท่านั้น กิจการธุรกิจใดที่ไม่มี CSR ก็จะไม่สามารถทำการค้า ส่งสินค้าไปขายให้บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ได้ ซึ่งธุรกิจข้ามชาติต่างๆ ของประเทศไทย ก็ได้ถูกเกณฑ์กำหนด CSR นี้บังคับอยู่แล้ว เป็นผลให้หลายบริษัทต้องปิดกิจการไปโดยไม่รู้ตัว เช่นที่เกิดขึ้นกับกิจการอุตสาหกรรมสิ่งทอ บริษัทไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด แม้ว่าเจ้าของกิจการจะชี้แจงว่าสาเหตุของการปิดกิจการ เกิดจากการประสบภาวะขาดทุน อันเนื่องมาจากค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้นเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากการที่ อาดิดาสลูกค้ารายใหญ่ ในต่างประเทศ บอกเลิกการสั่งซื้อจากบริษัทไทยศิลป์ฯ โยกคำสั่งซื้อไปฐานการผลิตอื่น โดยใช้ข้ออ้างว่า สาเหตุเกิดจาก อาดิดาส ตรวจสอบพบว่า เมื่อเดือน ก.พ. 2549 ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในกระบวนการผลิตของบริษัทไทยศิลป์ฯ ทำให้คนงานได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในหลักการแล้วบริษัทไทยศิลป์ฯ จะต้องรายงานให้อาดิดาสที่สหรัฐฯ รับทราบ เพราะอาดิดาส ถือเป็นบริษัทที่เน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมตามมาตรฐานสากล หากไม่มีมาตรฐานในเรื่องนี้อาจถูกลูกค้าจากทั่วโลกปฏิเสธการซื้อสินค้า ทำให้อาดิดาสไม่พอใจบริษัทไทยศิลป์ฯเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ อาดิดาสเคยทำหนังสือเตือนผู้บริหารของบริษัทไทยศิลป์ฯ ให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงงานและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานแล้ว แต่ บริษัทไทยศิลป์ฯ เพิกเฉย มาโดยตลอด (สรุปข่าวจากhttp://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=54573) จากข้ออ้างในการบอกเลิกคำสั่งซื้อดังกล่าวของ อาดิดาส จะเห็นได้ว่า เป็นคำกล่าวอ้างถึงเรื่องของการขาดความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ของกิจการ อย่างชัดเจน
สาเหตุที่ทำให้ กระแส CSR ได้เริ่มโหมรุนแรงขึ้นอีกครั้งนั้น เกิดขึ้นจากในปี 2548 เมื่อองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization - ISO) ได้เริ่มดำเนินการยกร่างข้อเสนอการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ในเรื่อง ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ มาตรฐาน ISO 26000 : Guidance on Social Responsibility ขึ้น โดยจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จในปี 2552 เพื่อที่จะประกาศใช้ในปลายปี 2552 หรือต้นปี 2553 นี้ ดังนั้น จึงทำให้กระแส CSR ได้ถูกนำมาใช้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นองค์กรผู้นำในด้าน CSR และเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า ที่มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี และในส่วนบทบาทของประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการคณะที่ 1004 เข้าร่วมในการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ISO 26000 ดังกล่าวด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป CSR จะกลายเป็นมาตรฐานที่กิจการทั่วโลกจะต้องคำนึงถึงมากที่สุดเป็นลำดับแรก

ตอนที่ 2 CSR เป็นหน้าที่หรือขันอาสา เป็นคุณค่าที่แตกต่างกัน

CSR (Corporate Social Responsibility) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ ยังไม่มีบทนิยามที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ก็มีผู้ให้นิยามและความหมายแตกต่างกันไปตามทัศนคติและมุมมองของแต่ละองค์กร เช่น
- เครือข่ายธุรกิจร่วมรับผิดชอบต่อสังคมไทย (Thai CSR) สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้คำนิยามว่า CSR หมายถึง บรรษัทบริบาลเป็นการดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในหรือนอกองค์กร เพื่อจะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

- เครือข่ายความรู้ CSR (Knowledge Network on CSR) คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development - TBCSD) สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้คำนิยามว่า CSR หมายถึง การแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องขององค์กรในการบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ การใช้หลักธรรมาภิบาล การผลิตสินค้าและบริการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน แรงงานและความเท่าเทียมในสังคม การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรจากการดำเนินการที่โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบต่อการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางการค้า และการลงทุนเพื่อชุมชนที่องค์กรอยู่ร่วม ทั้งจากการสนับสนุนทางด้านการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมการสร้างรายได้ การศึกษา รวมถึงสุขภาพของคนในท้องถิ่นที่องค์กรอยู่ร่วมด้วย ทั้งนี้ต้องสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจที่องค์กรดำเนินการและเน้นการมีส่วนร่วมของบุคคลากรในองค์กร ซึ่งนอกเหนือจากการให้ บริจาค โดยโปรยเม็ดเงินลงไปสู่ชุมชนเพื่อภาพลักษณ์ขององค์กร ตรงที่มีความยั่งยืนกว่า

- World Business Council for Sustainable Development ให้คำนิยามว่า CSR หมายถึง ความมุ่งมั่น หรือพันธะสัญญาที่องค์กรธุรกิจมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ในการที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานตลอดจนครอบครัวของเขาเหล่านั้น ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสังคมในวงกว้าง

- เอกสารการอบรมในหลักสูตร CSR ของธนาคารโลกระบุว่า CSR ควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1) สิ่งแวดล้อม 2) แรงงาน 3) สิทธิมนุษยชน 4) การมีส่วนร่วมกับชุมชน 5) มาตรฐานการดำเนินธุรกิจ 6) ตลาด 7) การพัฒนาองค์กร และการพัฒนาเศรษฐกิจ 8) สุขอนามัย 9) การศึกษาและการพัฒนาภาวะผู้นำ 10) การบรรเทาสาธารณภัย (จาก คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ศิริชัย สาครรัตนกุล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3705(2905) )

- CSR ในมุมมองของ ฟิลิป คอตเลอร์ +++รูด้านการตลาดให้คำจำกัดความ CSR ร่วมกับ แนนซี่ ลี ไว้ว่า หมายถึง พันธกิจในการปรับปรุงชุมชนให้ดีขึ้น ด้วยบทเรียนทางธุรกิจ และการให้ในสิ่งที่องค์กรมี ( จากคอลัมน์ CSR IN Movement ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3702 (2902) )

- อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ให้คำนิยามไว้ใน Positioning Magazine ตุลาคม 2547 ว่า CSR หมายถึง โครงการหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพันธกิจที่องค์กรปวารณาตนให้คำมั่นสัญญาที่จะสร้างสรรค์ ช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ เป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรหลีกพ้นจากคำว่า “เห็นแก่ตัว” ได้เป็นอย่างดี CSR ยิ่งมี impact มากเท่าไร ยิ่งสร้างเกียรติคุณและภาพลักษณ์อันดีงามให้กับองค์กรได้มากเท่านั้น เพราะการทำ CSR ก็เหมือนกับ Reputation Management เป็นการจัดการสื่อเสียงขององค์กร keep image ให้ดูดี มีความโอบอ้อมเอื้ออารีย์ โดยมาก CSR จะเป็น mission ขององค์กร ไม่ใช่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ต้องจริงจังไม่เสแสร้ง ในเมื่อได้จากสังคมแล้ว ต้องรู้จักที่จะคืนกลับโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ใช่กอบโกยเอาแต่ได้เพียงฝ่ายเดียว

จากนิยามความหมายของ CSR ที่หลากหลายข้างต้น กอปรกับการศึกษารวบรวมทบทวนวรรณกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ CSR มาได้ระยะหนึ่ง จึงพอที่จะสรุปเป็นแนวคิดกว้างๆ ของ CSR ได้ 4 แนวคิดใหญ่ๆ กล่าวคือ

แนวคิดที่ 1 มองว่า CSR คือ ความรับผิดชอบต่อการดำเนินงานของกิจการ เป็นหน้าที่หรือกิจกรรมที่กิจการพึงกระทำให้กับสังคมที่เกี่ยวข้องหรือสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกิจการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (Stack Holder) รวมไปถึงจะต้องมีความรับผิดชอบต่อพนักงานและลูกจ้างของกิจการนั้นด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่จะต้องกระทำ ไม่ว่าจะกระทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาหรือลดผลกระทบจาการดำเนินงาน หรือกระทำเพราะกฎเกณฑ์บังคับของกฎหมาย ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม ระเบียบสังคมหรือวัฒนธรรม ก็ตาม

แนวคิดที่ 2 มองว่า CSR เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างชื่อเสียงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรสู่สายตาของชุมชน สังคม จนไปถึงประชาชนทั่วไป ให้จดจำว่า เราเป็นองค์กรที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม ตามสมัยนิยม (Trend) จนไปถึงการใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจ (Social Market) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกระแสสังคมโลก และเป็นเครื่องมือในการป้องกันการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ

แนวคิดที่ 3 มองยกระดับ CSR สูงขึ้นไปเหนือกว่าทั้ง 2 แนวคิด เป็นแนวคิดที่มองว่า นิยามความหมายของแนวคิดที่ 1 นั้น เป็นเพียงการแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินงานในด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม เ เป็นเสมือนการตอบแทนจ่ายภาษีกลับคืนสู่ชุมชน และสังคม ตลอดจนพนักงานและลูกจ้างขององค์กร ซึ่งกิจการได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมจากผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้น เท่านั้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กิจการทุกองค์กรจะต้องดำเนินการอยู่แล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากไม่ทำ ก็จะเกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการอย่างรุนแรง เนื่องจากอาจจะเป็นการขัดต่อกฎหมาย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม หรืออาจเกิดการต่อต้านจากชุมชน การไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และการถูกกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น และมองว่าแนวคิดที่ 2 เป็นเพียงกิจกรรมทางการตลาดอย่างหนึ่งในการดำเนินงานของกิจการเท่านั้น ซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่องค์กรส่วนใหญ่ ต้องทำอยู่แล้วเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสังคมและองค์กร แต่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับองค์กรแต่อย่างใด เพราะเจตนารมณ์ในการทำกิจกรรมเหล่านั้น มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืนสู่องค์กรในรูปของภาพลักษณ์อย่างชัดเจน ทั้งนี้ แนวคิดที่ 3 นี้ มองว่า CSR ที่แท้จริง นอกจากจะต้องครอบคลุมมุมมองทั้ง 2 แนวคิดแล้ว จะต้องผนวกเข้ากับพื้นฐาน SCR ที่สร้างมาจากจิตสำนึก โดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทนคืนสู่กิจการ ต้องรวมไปถึงการอาสา เป็นการทำความดี เป็นการให้กับสังคมอย่างแท้จริง ไม่ว่าสังคมหรือกิจกรรมนั้น จะสร้างคุณค่าหรือผลตอบแทนกลับสู่กิจการหรือไม่ก็ตาม เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่ากิจกรรมที่ทั้ง 2 แนวคิดดำเนินกิจกรรมอยู่ และองค์กรที่มี CSR อย่างแท้จริง จะต้องดำเนินงานกิจกรรมทั้ง 3 แนวคิดนี้ไปพร้อมๆ กัน ขาดแนวคิดหนึ่งแนวคิดใดไปไม่ได้ จะต้องทำควบคู่กันไป และที่สำคัญที่สุดกิจกรรม CSR ที่มีคุณค่าต่อสังคม จะต้องเป็นกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดคุณค่าในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและยั่งยืน กิจกรรม CSR จึงไม่ใช่การทำกิจกรรมอะไรก็ได้ ไม่ใช่แค่เพียงการบริจาคทาน สิ่งของ เป็นครั้งคราวไป ซึ่งนั่น ไม่ใช่ CSR ที่แท้จริง แต่เป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ ทั่วไปขององค์กร

แนวคิดที่ 4 เป็นแนวคิดที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ในประเทศไทย ในปี 2550 แนวคิดนี้มีมุมมองที่ปฏิเสธแนวคิดที่ 3 อย่างสิ้นเชิง โดยอ้างว่า “การทำความดี” ตามแนวคิดที่ 3 นั้น เป็นเพียงข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงหรือเป็นเพียงการสร้างภาพ ทำดีเอาหน้า และพยายามบิดเบือนให้สังคมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ CSR ตามแนวคิดที่ 3 นี้ ทำเพื่อที่จะไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนได้เสีย โดยตรงของธุรกิจ โดยใช้ “การทำความดี” มาบังหน้าเท่านั้น และยังเสนอว่า ภาระสังคม ไม่ใช่ภาระที่ธุรกิจต้องรับผิดชอบ เป็นระบบของประเทศผ่านสังคมการเมือง การที่จะโยนภาระหลักให้ธุรกิจต้องไปแก้ปัญหาพื้นฐานหลักของสังคม นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ธุรกิจ ไม่ใช่กระบวนการธุรกิจ ไม่ต้อง “ทำความดี” หรือ ไม่ต้อง “ขันอาสา” ที่เกินกว่าภาระหน้าที่ที่ตนเอง แต่จะต้องรับผิดชอบต่อพนักงาน ลูกค้า และประชาชน หรือที่เรียกว่าผู้มีส่วนได้เสีย (Stake holders) จริงๆ เท่านั้น การทำดีนั้น ย่อมหวังให้คนยกย่อง เราจะทำดีได้ก็ต่อเมื่อเราช่วยตัวเองได้แล้ว ธุรกิจที่ยังปริ่มน้ำอยู่ คือยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ ก็คงมีโอกาสทำดีได้ยาก ข้อจำกัดของการทำดีก็คือผลการประกอบการที่ดีของวิสาหกิจ ถ้าเราทำดี ทำ Green Marketing แต่งบการเงินติดลบหรือตกต่ำ หรือผลประกอบการแย่ลง ก็คงทำดีต่อไปไม่ได้ แม้แต่ผู้บริหารก็ยังอาจตกงานได้ เจ้าของแนวคิดนี้ เชื่อว่าการให้เป็นการบำบัดจิตอย่างหนึ่ง มีผลต่อผู้ให้มากกว่า คือทำให้ผู้ให้สบายใจ หรือได้หน้า มีน้อยคนนักที่คิดจะ “ปิดทองหลังพระ” สำหรับคนรับนั้น ก็คงได้รับการบรรเทาปัญหา แต่คงไม่ได้ดีขึ้น เช่น คงไม่มีขอทานคนใดขอจนรวย ให้แล้วสังคมดีขึ้นไหม การทำดี เช่น การปลูกป่า การรณรงค์เรื่องโลกร้อน ฯลฯ นั้นทำให้สังคมดีขึ้นหรือไม่ ข้อนี้ไม่มีเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน แต่หากดูข่าวจากหนังสือพิมพ์จะเห็นว่าสังคมตกต่ำลง แสดงนัยว่าการให้ที่ทำมาเนิ่นนานแล้วนั้น ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น บริษัทเอกชนย่อมไม่สามารถช่วยให้สังคมดีขึ้นด้วยการบริจาค เช่นเดียวกับสลัมที่แต่เดิมมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เดี๋ยวนี้หดหายไปมาก เพราะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ประชาชนจึงสามารถลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่มาจากการสงเคราะห์ของหน่วยงานใด “หนึ่งพันแม่ชีเทเรซา ก็ช่วยให้สลัมลดลงไม่ได้” ซึ่งแนวคิดนี้ เป็นแนวคิดของผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นต้นแบบ Re-engineering ของวงการธุรกิจธนาคารของไทย
(แนวคิดนี้ สรุปมาจาก http://webboard.mthai.com/5/2007-09-25/346676.html และ http://www.brandage.com/issue/cs_detail.asp?id=2047 ซึ่งเมื่ออ่านแล้วทำให้ไม่อยากเหยียบย่างเข้าธนาคารแห่งนี้อีกเลย )
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแนวคิดทั้งหมดดังกล่าวข้าวต้นแล้ว สอดคล้องกับแนวทางของ Dr. Tracey Swift และ Dr. Simon Zadek ผู้เชี่ยวชาญที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับ CSR มาโดยเฉพาะ ซึ่งได้เสนอว่า เราสามารถวิเคราะห์พัฒนาการ CSR ขององค์กร ได้ทั้งหมด 4 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละองค์กร อาจมีขั้นตอนการพัฒนาที่แตกต่างกันไป ดังนี้

1. ทำ CSR สอดคล้องกับเงื่อนไขทางกฎหมาย เช่น ให้ผ่าน Audit ของประเทศที่เป็นคู่ค้า
2. ทำด้วยความสมัครใจเมื่อกิจการพร้อม เป็นกิจรรมแบบ On and Off นึกอะไรได้ก็ทำ เกิดเหตุอะไรก็เข้าร่วมตามความพร้อม บางปีอาจบริจาค ทำบุญ บางปีอาจให้ทุนการศึกษาเด็ก ฯลฯ
3. มองว่า CSR เป็นความรับผิดชอบขององค์กร เป็นตัวแปรสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจ โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือพัฒนาธุรกิจใหม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็ เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ พัฒนารถแบบ Hybrid ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และมลภาวะ ฯลฯ
4. กิจการที่มองว่า CSR คือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ประสบความสำเร็จครองใจStakeholder ได้ทุกกลุ่ม
จากมุมมองของแนวคิดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังไม่มีทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์ใดที่มาเป็นตัวชี้วัดว่า แนวคิดใดถูกต้องตรงตามความหมายที่แท้จริงของ CSR เพราะกิจกรรมเดียวกัน 1 กิจกรรม ไม่ว่าจะกระทำด้วยเจตนารมณ์ตามแนวคิดใดก็ตาม ก็ย่อมมีผลที่ได้รับจากกิจกรรมที่ใกล้เคียงกัน สังคมได้ประโยชน์เหมือนกัน ทั้งนี้ คุณค่า และ คุณความดี ที่แท้จริงของ CSR จึงขึ้นอยู่กับนโยบาย เป้าหมาย และเจตนารมณ์ในการดำเนินงานมากกว่า ดังนั้น จึงเป็นนโยบายที่กิจการแต่ละกิจการ จะต้องเป็นผู้เลือกเองว่าจะเดินตามแนวคิดใด ระหว่างการเป็นผู้ขันอาสา สมัครใจทำความดี หรือ จะเป็นเพียงผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกิจการ (Stack Holder) เท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว

ตอนที่ 3 CSR ในประเทศไทย สมัครใจ หรือบังคับ

CSR คือจิตสำนึกความรับผิดชอบขององค์กรในความเป็นจริงแล้วเรื่องของ CSR ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในประเทศไทย หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ประเทศไทย มีองค์กรมากมายที่ทำกิจกรรม CSR มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีนิยามหรือศัพท์บัญญัติอย่างเป็นทางการและไม่ได้มีการนำมาสร้างเป็นกระแสในสังคมเท่านั้น เพราะเมื่อเทียบเคียงแนวคิด CSR เข้ากับกิจกรรมต่างๆ ที่องค์กรหลายองค์กรได้ดำเนินการอยู่ ก็สามารถกล่าวได้ว่า นั่นคือการมี SCR ของกิจการนั่นเอง ส่วนจะมีวัตถุประสงค์ในการทำ CSR หรือมีเจตนารมณ์ใดนั้น เป็นเรื่องของนโยบายและจิตสำนึกของกิจการแต่ละกิจการ

สาเหตุที่องค์กรในประเทศไทยมี CSR มานานแล้วนั้น ก็ด้วยเพราะบริบทของสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ เกื้อ+++ลซึ่งกันและกันมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นต้นแบบ CSR ของโลกมากว่า 60 ปี ด้วยโครงการพระราชดำรินับพันโครงการที่สร้างคุณูปการให้กับประชาชนชาวไทยทั่วทุกสารทิศของแผ่นดิน ดั่งเช่นกระแสพระราชดำรัส “ขาดทุน คือ กำไร” ซึ่งหมายความถึง แม้กิจการจะขาดทุน แต่หากประชาชนและสังคมได้รับประโยชน์สูงสุด นั่นก็คือกำไรของกิจการนั้น ซึ่งมีค่ากว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์นี่เอง จึงก่อให้เกิดความซึมซับเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรมากมาย นำไปปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาท จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสังคมในต่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น เมื่อมีใครคิดหรือพูดเรื่อง CSR ขึ้นมาเป็นครั้งแรก จึงกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เหมือนกับว่าไม่เคยมีมาในโลก

แต่กระนั้น ถึงแม้ว่าองค์กรมากมายในประเทศไทยจะมี CSR มานานแล้วก็ตาม แต่นั่นยังเป็นเพียงส่วนน้อยและยังไม่เพียงพอที่จะกล่าวได้ว่า องค์กรเหล่านั้นเป็นองค์กรที่มี CSR อย่างแท้จริง ดังเช่นที่องค์กรขนาดใหญ่หลายองค์กร พยายามกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นองค์กรที่มี CSR ที่ดีมาโดยตลอด แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างรายได้หรือผลประโยชน์ที่องค์กรได้รับจากพยักงาน ลูกจ้าง ลูกค้า ประชาชนและสังคม กับคุณค่าของกิจกรรม CSR ที่องค์กรทำ กลับสูงกว่ากันอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย อาทิ องค์กรที่มีกำไร 1-5 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ใช้งบทำกิจกรรม CSR เพียงปีละ 50-100 ล้านบาท หรือ บางองค์กรที่มีกำไรถึงแสนล้านบาท ต่อปี แต่ใช้งบทำ CSR เพียงปีละ 200 ล้านบาท แต่กลับกล้าที่จะเอ่ยอ้างว่าตนเองเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม CSR ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

นอกจากนั้นแล้ว องค์กรที่มี CSR ที่แท้จริง ยังต้องรวมไปถึงการมีความรับผิดชอบต่อพนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัวของเขาเหล่านั้นด้วย แต่ในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ พยายามลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย ลดสวัสดิการในส่วนนี้ลง เปลี่ยนไปใช้การจ้างเหมาแทนการจ้างแรงงานประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในด้านค่าใช้จ่ายสวัสดิการของลูกจ้างเหล่านี้ และโยนภาระไปให้กับบริษัทผู้รับจ้างจัดหาแรงงานจ้างเหมาเป็นผู้รับผิดชอบแทนองค์กร ซึ่งบริษัทรับจ้างฯ เหล่านี้ ก็ไปขูดรีดเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างแรงงานอีกต่อหนึ่ง เพื่อให้ตนมีกำไรที่จะพออยู่ได้ เนื่องจากต้องเสนอราคาจ้างเหมาต่ำที่สุด เพื่อที่จะได้ชนะการประมูลในงานจ้างเหมาขององค์กร เมื่อเป็นเช่นนี้ องค์กรจะอ้างว่าตนเป็นองค์กรที่มี CSR ได้อย่างไร CSR ในประเทศไทย ทุกวันนี้ จึงยังเป็นความบิดเบือนในความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมุ่งหวังผลตอบแทนกลับคืน มากกว่าความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

ในปี 2550 CSR ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย ได้ถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ โดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาลในการให้ความสำคัญและพร้อมที่จะส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกและการปฏิบัติที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง รวมทั้งได้จัดตั้งหน่วยงาน “ศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) ขึ้นในกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เพื่อผลักดันเรื่องการส่งเสริมให้มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชนขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อร่วมทำงานพร้อมกับภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน นอกจากนั้นแล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้จัดตั้ง “สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม” เพื่อสนับสนุนการทำ CSR ของภาคธุรกิจและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้คำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรและชุมชน รวมทั้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน จะทำให้เกิดการสร้างผลกำไรในระยะยาวเพื่อความยั่งยืนขององค์กร โดยไม่ยึดติดอยู่แต่เพียงการสร้างภาพลักษณ์

ตอนที่ 4 ISO 26000 SR ภาคสมัครใจ คือ สิ่งที่ท้าทายองค์กร

ตั้งแต่ปี 2552 – 2553 เป็นต้นไป CSR จะไม่เป็นแค่เพียงแนวคิดหรือแนวปฏิบัติขององค์กรธุรกิจอีกต่อไป แต่จะยกระดับขึ้นไปเป็นข้อเสนอหรือข้อแนะนำ guidence document ที่เป็นมาตรฐานในการดำเนินงานขององค์กรในระดับสากล ที่องค์กรต่างๆ พึงปฏิบัติเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ทั้งนี้ จะไม่มีข้อกำหนดในการนำ ISO 26000 ไปใช้ในการรับรอง (certification) เพราะมาตรฐานความรับผิดชอบของแต่ละประเทศ มีความต่างทางวัฒนธรรม ไม่มีสามารถกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนได้ และที่สำคัญ ก็คือ หากต้องมีการรับรอง เหมือนมาตรฐาน ISO อื่นๆ ที่เป็นระบบการจัดการ ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายอีกมากมายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา

ร่างมาตรฐาน ISO 26000 ได้รับการเลื่อนกำหนดแล้วเสร็จออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากประเด็นต่างๆในข้อกำหนดมีความซับซ้อนในเชิงความต่างทางวัฒนธรรม และเป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรมที่จะสามารถสร้างเกณฑ์ข้อกำหนดที่เข้าใจได้ง่าย จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษา ปรับปรุง แก้ไข ให้สามารถอ่าน เข้าใจได้ง่าย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ โดยมีกำหนดการจัดทำร่างฯ ในแต่ละขั้นตอน ( จากสรุปผลการประชุม ISO/TMB/WG meeting on Social Responsibility4th Meeting, Sydney, Australia Level 2, Novotel Brighton Beach; 29 Jan – 2 Feb 2007) ดังนี้
- ประชุม 5th Working Draft SR-meeting VIENNA information ในวันที่ 5-9 พฤศจิกายน 2550
- จัดทำ Working Draft3 (WD3) แล้วเสร็จประมาณเดือน ธันวาคม 2550
- การจัดทำ Committee Draft มีกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2551
- เริ่มร่าง Draft International Standard (DIS) ในเดือนกันยายน 2551 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนประมาณเดือน พฤษภาคม 2552
- เริ่มจัดทำ Final Draft International Standard (FDIS) เดือนมิถุนายน 2552 แล้วเสร็จเป็นมาตรฐานฉบับสมบูรณ์ (International Standard: IS) เดือนพฤศจิกายน 2552
ในเบื้องต้น ร่างมาตรฐาน ISO 26000 ได้กำหนดแนวทางมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คำแนะนำด้านแนวปฏิบัติที่ดีที่จะทำให้องค์กรสามารถสนองตอบต่อความคาดหวังของสังคมเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร อันประกอบด้วย 7 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม (Environment)
- การไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (Human Rights)
- การปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม (Labor Practices)
- การมีธรรมาภิบาล (Organizational governance)
- การดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม (Fair Operating Practices)
- การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม (Community Involvement/Social Development)
- การไม่เอาเปรียบผู้บริโภค (Consumer Issues)
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ กำลังตื่นตัวให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรฐาน ISO 26000 ที่กำลังจะมาถึงในเวลาอีกไม่เกิน 2 ปี ข้างหน้านี้