[ฟ้าเดียวกัน] คุยกับ ธงชัย วินิจจะกูล : "การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้"

ที่มา : ฟ้าเดียวกัน โดย กองบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารฟ้าเดียวกัน
ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2551


 


 


แม้จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมการเมืองไทยมหาศาล กล่าวเฉพาะในแวดวงการศึกษาก็จะพบว่ามีการผลิตงานเขียนที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยออกมามากมายมหาศาลเช่นกัน ทว่างานเขียนเหล่านั้นกลับเป็นไปในทิศทางเดียว ขณะที่การศึกษาประเด็นดังกล่าวอย่างหลากหลายและรอบด้านแทบไม่เคยปรากฏ ยังไม่รวมถึงการเสนอข่าวสารหรือการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10 ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 มีการบรรจุหัวข้อสัมมนาเรื่อง "พระมหากษัตริย์: องค์ประกอบข้างเคียง, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และหนังสือหนึ่งเล่ม" (The Monarchy : Accessories, Lèse Majesté, and One Book) เป็นส่วนหนึ่งของงานดังกล่าว ในวงสัมมนานั้นมีการพูดถึงตั้งแต่เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, ภาพลักษณ์ของกษัตริย์, องคมนตรี และหนังสือเล่มร้อนแรงที่สุดแห่งปี The King Never Smiles


 


งานดังกล่าวได้รับความสนใจตั้งแต่ก่อนเริ่มเมื่อผู้จัดการออนไลน์ได้กล่าวหาว่างานนี้เป็นการจัดขึ้นเพื่อ "บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์" (ดูใน "ผนึกกำลังต่อต้านการทำลายชาติ", 5 ธันวาคม 2550) ขณะที่สื่อมวลชนก็รายงานข่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตางานนี้อย่างใกล้ชิด แต่ทว่างานดังกล่าวก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี


 


"ฟ้าเดียวกัน" ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ในฐานะผู้ประสานงาน (organizer) จัดงานสัมมนาดังกล่าวมาพูดคุยในประเด็นที่ว่าด้วยสถานภาพไทยศึกษาจากสายตา "คนนอก", การศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ข้อวิจารณ์ต่อหนังสือ The King Never Smiles ธงชัยย้ำว่า ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อต้องการบอกว่า การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนในสังคมไทยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดกันอย่างวิพากษ์วิจารณ์


 



 


ฟ้าเดียวกัน : ในฐานะที่อาจารย์ติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งโลกวิชาการภาษาไทยกับฝรั่ง คิดว่าในปัจจุบันสองโลกวิชาการนี้เป็นอย่างไร แล้วความแตกต่างของสองโลกวิชาการส่งผลอะไรกับการศึกษาสังคมไทยบ้าง


 


ธงชัย วินิจจะกูล : ฝรั่งศึกษาเรื่องไทย จะดีจะแย่ยังไง ก็เป็นการศึกษามิตรร่วมโลกที่เขาเห็นว่า น่าสนใจและมีอารยธรรมต่างจากตน ดังนั้นยังไงๆ ก็ไม่ใช่การศึกษาเรื่องของตนเองอย่างที่คนไทยศึกษาเรื่องไทย ผมคิดว่านี่เป็นความแตกต่างมูลฐานของไทยศึกษาในโลกวิชาการของไทยกับของฝรั่งหรือที่อื่นๆ มีผลต่อประเด็นความสนใจ ท่าทีในการศึกษา การเมืองของวิชาการ และอีกหลายแง่ ความต่างอีกอย่างก็คือ โลกวิชาการของไทยกับประเทอื่นมีความแตกต่างกันมากพอควร มีภูมิหลังความเป็นมา จารีตธรรมเนียม กิจกรรม มาตรฐาน คุณภาพ และอีกมากมายหลายแง่ที่ต่างกัน มีผลต่อทั้งปริมาณ คุณภาพของงานวิชาการ มีผลต่อวิถีชีวิตของคนทำงานวิชาการ ความต่างอีกอย่างคือฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องไทยต่างกัน งานวิชาการล้วนแล้วแต่สร้างสมบนฐานความรู้ที่มีอยู่ ฐานที่ต่างกันจึงมีผลต่อทิศทางของวิชาการไม่เหมือนกัน ตัวอย่างง่ายๆ คือ การศึกษาเรื่องไทยในต่างประเทศ แยกไม่ค่อยได้จากการรู้จักทั้งภูมิภาค การเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคหรือในโลกที่มีนัยให้เปรียบเทียบกันได้ แต่การศึกษาเรื่องไทยในประเทศไทยมักตัดขาดจากมิติของภูมิภาคและไม่มีนัยเปรียบเทียบ ผลก็คือปัญหาที่สนใจไม่ตรงกันเสียทีเดียวระหว่างคนละโลกวิชาการ คำถามต่อปัญหานั้นไม่ค่อยจะตรงกัน วิธีการศึกษาและคำตอบที่แสวงหาจึงมักต่างกัน องค์ความรู้จึงไม่ค่อยจะเหมือนกัน


 


ยกตัวอย่างเช่น กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในสังคมไทย จนกลายเป็นประเด็นอื้อฉาว หรือ "ขายได้" แต่ในโลกวิชาการภาษาอังกฤษ ประเด็นนี้ไม่มีผลต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับเมืองไทยเท่าใดนัก ไม่ว่าจะสรุปผลออกมาอย่างไรก็ตาม


 


ความต่างเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าฝ่ายหนึ่งก้าวหน้าอีกฝ่ายหนึ่งล้าหลัง ไม่จำเป็นเสมอไป อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ ตัวอย่างเช่น การศึกษาเรื่องสยามเผชิญหน้ากับลัทธิล่าอาณานิคม สยามเป็นกึ่งเมืองขึ้น สยามเป็นนักล่าอาณานิคม ประเด็นพรรค์นี้โลกวิชาการภาษาอังกฤษไปไกลกว่าภาษาไทย แต่พอดูเรื่อง 2475 เรื่องบทบาททางการเมืองของฝ่ายขุนนางนิยมเจ้า เราจะพบว่างานของคนไทยภาษาไทยน่าตื่นเต้นกว่าในโลกภาษาอังกฤษมาก


 


การศึกษาเรื่องที่ถือกันว่าเป็นองค์ประกอบของความเป็นไทย ความเป็นตัวตนของเราเองจะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน อย่างเช่นเรื่องพุทธศาสนาในสังคมไทย เรื่องชาตินิยมไทย เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น หลายคนชอบพูดว่าฝรั่งจะมาเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่าคนไทยได้ยังไงกัน คำกล่าวพรรค์นี้ก็มีส่วนถูกต้องอยู่ คือเหมือนเราเป็นปลาว่ายอยู่ในอ่างใบหนึ่ง คนที่ไม่ได้เป็นปลาอยู่ในอ่างใบเดียวกัน จะมารู้จักชีวิตในอ่างของเราได้ดีกว่าเราคงเป็นไปได้ยาก แต่ความอ่อนแอของความรู้ของเราก็อยู่ตรงที่ความเข้มแข็งนั่นแหละ คือรู้จักชีวิตในอ่างแบบปลาอยู่ในอ่างแค่นั้นแหละ เราจึงมักไม่ค่อยเข้าใจชาตินิยมของตัวเอง การศึกษาเรื่องพุทธศาสนาในสังคมไทยจึงติดกรอบที่ค่อนข้างจำกัด คนไทยเขียนถึงพระมหากษัตริย์เหมือนปลาที่ไม่เคยรู้จักชีวิตแบบอื่นที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในน้ำ และเห็นว่าชีวิตท่ามกลางน้ำในอ่างใบนั้นวิเศษที่สุด


 


 


ความแตกต่างของโลกวิชาการภาษาไทยกับฝรั่งนี้เกี่ยวเนื่องกับกรอบทฤษฎีด้วยหรือไม่


แน่นอน กรอบคิดทฤษฎีย่อมต่างกันเพราะความต่างทั้งหลายอย่างที่ว่ามานั้นเป็นภูมิหลัง ปัญหาอีกอย่างในเรื่องกรอบคิดทฤษฎีก็คือ เรามักถือว่าตัวเองรู้จักสังคมไทยดีกว่า ดีมากๆ จนถึงรายละเอียดจิปาถะ จนมักคิดว่าทฤษฎีอะไรก็ใช้กับสังคมไทยไม่ได้ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีทฤษฎีที่ไหนในโลกอธิบายข้อเท็จจริงได้หมดหรอก ไม่ว่าที่ไหนก็เถอะ แต่กลับจำเป็นมากในการอธิบายประเด็นที่ซับซ้อนใหญ่โตเกินกว่าความรู้แบบสามัญสำนึก เราไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของกรอบคิดทฤษฎีหรือเครื่องมือที่จะช่วยให้เราเข้าใจข้อเท็จจริงที่กระจัดกระจายมากมายเต็มไปหมด ผลในข้อนี้ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถหลุดพ้นกรอบทฤษฎีไปได้ เพราะเราหนีไม่พ้นการเอากรอบคิดบางอย่างมาสร้างความหมายให้กับข้อเท็จจริงที่มีอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด แต่กลายเป็นว่าเราไม่ค่อยตรวจสอบหรือระมัดระวังกรอบคิดทฤษฎีที่เราใช้ บ่อยครั้งใช้อย่างไม่รู้ตัว กลายเป็นสามัญสำนึกด้วยซ้ำไป


 


 


ถ้าเช่นนั้นหนังสือ Siam Mapped ของอาจารย์ก็ถือเป็นผลผลิตของกรอบคิดฝรั่งด้วยหรือไม่ จึงทำให้แตกต่างจากงานศึกษาในประเด็นเดียวกันก่อนหน้านั้นในโลกภาษาไทย


ใช่ ใครจะบอกว่าผมได้ความคิดมาจากการอ่านงานของฝรั่งผมก็ไม่ปฏิเสธ การศึกษาเรื่องไทยที่เราเชื่อกันว่าเป็นแบบไทยๆ เอาเข้าจริงก็เป็นผลผลิตของกรอบคิดฝรั่งเช่นกัน เยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งที่รู้ตัวและใช้ได้ดี และที่ไม่รู้ตัวและใช้อย่างหละหลวม แถมยังอ้างว่าไม่ได้อิทธิพลฝรั่งเสียอีก ความรู้ที่อ้างว่าเป็นแบบไทยๆ เอาเข้าจริงเป็นผลผลิตของการส่งผ่านแลกเปลี่ยนความรู้กับฝรั่งมาแต่ไหนแต่ไรเป็นร้อยปีแล้ว


 


ในขณะที่ผมเห็นว่ามีความต่างกันมากพอควร ระหว่างโลกวิชาการและความรู้ที่ผลิตในสังคมไทยกับที่อื่นอย่างที่พูดไปแล้ว ผมกลับเห็นว่า ผลของการแบ่งว่าใคร อย่างไร เป็นฝรั่ง เป็นไทย อย่างที่เข้าใจกัน มักจะผิดมากกว่าถูก และกลายเป็นแค่วาทกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ความคิดของตัวเอง และลดความน่าเชื่อถือของคนอื่นแค่นั้นเอง เป็นโวหารมากกว่ามีสาระอะไรจริงๆ จังๆ


 


เอาเข้าจริงผมกลับคิดว่าความคิดของผมมีที่มาจากสังคมไทยมากๆ แต่อาจจะไม่ใช่ในแบบที่คนอื่นเป็น คนที่มักกล่าวว่าผมเป็นฝรั่งมากไป มักจะดูเอาง่ายๆ จากการที่ผมอยู่ต่างประเทศครึ่งชีวิต ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักอากาศนอกประเทศไทยเลย ตลอดครึ่งแรกของชีวิต ผมโดนโปรแกรมโดยสังคมไทยไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผมอาจโดนหล่อหลอมโดยสังคมไทยต่างจากคนอื่น ตรงนี้ต่างหากที่ปัจเจกบุคคลมีสิทธิที่จะแตกต่างกันได้ท่ามกลางปัจจัยที่ใกล้เคียงกัน ความต่างตรงนี้แหละที่ทำให้ผมมักถูกกล่าวหาว่าไม่ค่อยเป็นไทย สังคมไทยไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยยอมรับการที่คนในสังคมตัวเองเป็น "คนนอก" คือเกิดระยะห่างที่มองกลับมาดูตัวเอง สังคมตัวเอง ต่างไปจากปลาอยู่ในอ่าง เป็นระยะห่างทางปัญญามากกว่าในเชิงกายภาพ มีคนอย่างนี้อยู่เยอะแยะไป แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ทั่วๆ ไป ก็เลยโดนผลักให้กลายเป็นอื่น เป็นฝรั่งไปเสียเลย ผมรู้ตัวและยอมรับว่าตัวเองเป็นคนนอกในแง่นี้ ซึ่งเป็นผลผลิตของสังคมไทยเอง เป็นผลผลิตของภูมิหลังประสบการณ์ที่ผมได้รับจากครึ่งแรกของชีวิตในสังคมไทยเอง ดังนั้นแทนที่ผมจะโดนโปรแกรมให้เป็นเหมือนคนอื่นๆ กลับเกิดระยะห่างทางปัญญาให้ผมมองสังคมไทยจากมุมมองที่ไม่ใช่ปลาอยู่ในอ่าง ผมขอย้ำนะครับว่านี่ไม่ใช่กรณีประหลาด มีคนแบบนี้อีกมากมายในดีกรีต่างๆ กัน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในโลกทางปัญญา เพราะระยะห่างดังกล่าวเป็นเรื่องทางปัญญามากกว่าเรื่องกายภาพ


 


"ช้างน้อย" เคยเรียกผมเป็น "ผี" คืออยู่ในสังคมไทยเดียวกันกับคนอื่นๆ แต่เหมือนอยู่คนละภพภูมิ คุณจะจัดประเภทตามแบบไตรภูมิหรือตามแบบจิตวิทยาก็เชิญ สิ่งที่เหมือนกันคือ สังคมไทยหล่อหลอมให้ผมมีระยะห่างในการมองย้อนกลับมาดูความเป็นไทย ชาตินิยมไทยและอะไรไทยๆ ทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยปลอดพ้นจากอิทธิพลของความเป็นไทย ชาตินิยมไทยเหล่านั้นเลย จึงต่างจากฝรั่งที่อยู่นอกสังคมไทยจริงๆ ที่มาศึกษาเรื่องไทยตรงนี้แหละ


 


ผมคิดว่าสภาวะทางปัญญาแบบนี้ต่างหากที่มีส่วนสำคัญ เป็นฐานของความคิดของผมในการศึกษาเรื่องไทย หนังสือหนังหากรอบคิดทฤษฎีต่างๆ เป็นแค่เครื่องมือที่ "คนนอก" อย่างผมหยิบฉวยมาใช้ ไม่ต่างจากที่นักวิชาการคนไทยอื่นๆ ก็ฉวยใช้ แต่ใช้ในแบบของเขา ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องกรอบคิดทฤษฎีฝรั่งมากเท่ากับเรื่องตำแหน่งแห่งที่ทาง ปัญญาที่ใช้มองสังคมไทย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องกอดคัมภีร์ฝรั่งไม่รู้จักสังคมไทยอย่างที่กล่าวหา กันอย่างมักง่าย ไร้สาระ แต่เป็นเรื่องของการคิดมาจากมุมคนละแบบ ปัญญาชนไทยไม่น้อยที่คิดแบบปลาอยู่ในอ่างก็เป็นอย่างนี้แหละ ชอบผลักไสความแตกต่างให้กลายเป็นฝรั่งต่างชาติไปเสียเลย ง่ายดี


 


ผมเองรู้ตัวและพอใจกับการมีระยะห่างทางปัญญากับสังคมไทย ยิ่งบวกกับระยะห่างโดยประสบการณ์และกายภาพยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ เพราะสภาวะแบบนี้ช่วยให้ผมมีคำถามกับสังคมฝรั่งจากมุมมองของคนนอกได้แทบทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง และมีคำถามกับสังคมไทยจากมุมมองของคนนอกไปอีกแบบได้ทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งเช่นกัน ผมกลับดีใจว่าผมโตมากับสังคมไทยมากพอ มีประสบการณ์ที่ต้องถือว่าหาได้ยาก ซึ่งหล่อหลอมฐานทางปัญญาของผมในแบบที่อาจจะต่างจากอีกหลายๆ คน แล้วยังมีโอกาสได้มาอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขทางปัญญาอีกแบบที่ช่วยให้ผมสามารถคิดข้ามวัฒนธรรมเป็นชีวิตประจำวัน ผมเคยคิดจะเขียนเรื่องนี้หลายครั้ง เก็บโน้ตไว้เต็มไปหมด ทั้งเรื่องโลกวิชาการข้ามวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมองจากข้ามวัฒนธรรม ไปจนถึงชีวิตประจำวัน การเมือง และสารพัดเรื่องจากมุมมองข้ามวัฒนธรรม แต่ลงท้ายผมไม่ได้เขียนสักที เพราะแค่นี้ก็โดนหาว่าเป็นฝรั่งไม่รู้จักสังคมไทยมากพอแล้ว


 


ออกนอกเรื่องมายืดยาว ขอตอบข้อนี้ปิดท้ายว่า เพื่อนฝรั่งที่ศึกษาเรื่องไทยมา 30 กว่าปีแล้ว แต่งงานกับคนไทย อยู่เมืองไทยปีละ 2-3 เดือน เคยบอกผมว่า Siam Mapped มีรสชาติ (flavor) ที่รู้ได้ชัดๆ ว่าคนเขียนไม่ใช่ฝรั่ง


 


 


ในการสัมมนาไทยศึกษานานาชาติที่ผ่านมา ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้ประสานงานจัดวงสัมมนาเรื่อง "The Monarchy: Accessories, Lèse Majesté, and One Book" ซึ่งมีทั้งการนำเสนอบทความวิชาการ การเสวนาเกี่ยวกับหนังสือ The King Never Smiles ถ้า ให้ประเมินอาจารย์คิดว่าปัจจุบันการศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มีความก้าว หน้าหรือจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง และจุดเปลี่ยนนั้นๆ มีความสำคัญต่อการศึกษาเรื่องไทยอย่างไร


ฝรั่งที่ศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็มี แต่ไม่มาก อาจจะมีเรื่องความกลัวไม่ได้วีซ่าด้วย แต่เราคงต้องย้อนกลับไปถามว่ามีฝรั่งทำเรื่องไทยสักกี่คน ประเด็นเกี่ยวกับเมืองไทยมีตั้งมากมาย แต่คนที่เขียนเรื่องนี้เอาเข้าจริงมีอยู่ไม่เยอะ สังคมไทยเองต่างหากที่มีการเขียนเรื่องพระมหากษัตริย์เยอะมาก แต่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเยอะในแบบไหน งานที่ทำในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งน้อยมาก นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การศึกษาเรื่องไทยแบบไทยๆ แบบปลาอยู่ในอ่าง ไม่ได้แปลว่าเข้าท่าเสมอไป เพราะเราอยู่ในกรอบที่ฝังหัวจนไม่เคยโดนท้าทาย ต่อให้มีผู้วิจารณ์เราก็พยายามแก้ตัวแก้ต่างหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลใหม่ ความคิดใหม่ เพื่อลงกรอบเดิมให้ได้ การจัดวงคุยครั้งนี้ขึ้นมาเพราะผมคิดว่าสังคมไทยน่าจะคุยกันได้ในเรื่องนี้ คุยกันดีๆ เป็นเรื่องเป็นราว 


 


แน่นอนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นปัญหา ซึ่งในความเห็นผมกฎหมายนี้ควรจะยกเลิกและเปิดให้คุยเรื่องนี้กันได้ แต่แม้ว่ากฎหมายหมิ่นฯ ยังคงอยู่อย่างปัจจุบันนี้ เราก็ยังคุยเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวได้มากกว่าที่เราคิด จุดประสงค์ของการจัดวงครั้งนี้ขึ้นมาก็เพื่อบอกว่า การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถึงแม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็ยังมีเรื่องให้คุยกันมากกว่าที่บอกว่าเราพูดไม่ได้ หมายความว่าเรามีสิทธิและมีช่องทางจะพูดเรื่องนี้มากขึ้น และแน่นอนนี่คือการส่งสัญญาณว่าสังคมไทยควรจะต้องคุยกันเรื่องนี้ คุยเรื่องนี้กันอย่างรับผิดชอบ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับสังคมไทยในระยะยาวมากกว่า ผมเชื่อว่ายิ่งคุยกันมากขึ้น จะยิ่งช่วยให้สังคมไทยตระหนักว่ากฎหมายหมิ่นฯ เป็นอุปสรรค เป็นเรื่องไม่เข้าท่า และควรยกเลิกซะ การคุยกันเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องจำเป็นมากๆ เร่งด่วนด้วย เพื่อให้สังคมไทยรู้จักคิดรู้จักปรับตัวท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป แทนที่จะหลอกตัวเองอยู่ร่ำไปแล้วรอวันที่จู่ๆ ก็เกิดปัญหาที่ตั้งตัวรับไม่ทัน กฎหมายหมิ่นฯ เป็นกฎหมายที่ก่อปัญหาต่ออนาคตของสังคมไทย


 


ทำไมถึงอยากจัดให้มีการคุยเกี่ยวกับหนังสือ The King Never Smiles ของ พอล แฮนด์ลีย์ ก็เพราะผมเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ควรที่จะมาพูดคุยถกเถียง ไม่ใช่มาห้าม ไม่ต้องกลัวว่าคนไทยจะรักเคารพเทิดทูนสถาบันกษัตริย์มากขึ้นหรือน้อยลง เพียงเพราะหนังสือเล่มเดียว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นกรรมของสังคมไทย ที่หนังสือเล่มเดียวสามารถจะก่อผลได้ขนาดนั้น ผมคิดว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะพอที่จะคุยถึงหนังสือเล่มนี้ อาจมีผลไม่พึงประสงค์บ้างก็เป็นเรื่องปกติของการถกเถียงกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จะดีกว่าถ้าสังคมไทยเผชิญกับเรื่องพวกนี้ เพื่อจะรู้จักปรับตัวรู้จักเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น แทนที่จะเอาแต่ปกปิดกัน หรือทำให้คนกลัว ซึ่งไม่ช่วยให้สังคมไทยมีวุฒิภาวะ


 


นี่คือจุดประสงค์ของการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ การศึกษาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในบ้านเรามีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่ใช้ได้มีไม่มาก และโดยมากก็เป็นการยืนยันกรอบเดิมๆ อย่างเป็นวิชาการ หรืออย่างมีเหตุมีผลหนักแน่นกว่าการสรรเสริญเยินยอตามธรรมเนียมที่มีอยู่อย่างดาษดื่น แวดวงวิชาการมีการพูดคุยเรื่องนี้น้อยเกินไป ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรจะพูดกัน อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชี้ให้เห็นว่าในวงการนิติศาสตร์แทบไม่มีการถกเถียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงการไม่รับผิดชอบของนักวิชาการ ทั้งที่คุยกันได้ว่ากฎหมายนี้ควรต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร แต่กลับไม่มีการคุยกันเลย


 


 


ในการอภิปรายของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่กล่าวว่า เหตุที่วงวิชาการไทยไม่ศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มี 2 ประเด็นคือ หนึ่ง กลัวเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ อีกประเด็นหนึ่งคือ วงการไทยศึกษาไม่คิดว่าเป็นประเด็นหลักของการศึกษาเรื่องไทย อาจารย์นิธิบอกว่า The King Never Smiles มีคุณค่ามหาศาลต่อการศึกษาเรื่องการเมืองไทย เพราะเป็นการท้าทายต่อกรอบคำอธิบายเดิมๆ ที่ใช้กันมานาน อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่


ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิธิในข้อนี้ และเป็นประเด็นสำคัญมาก สถาบันกษัตริย์เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นไปทางสังคมมากมหาศาล แต่เรากลับเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง และยกออกไปไม่นำมาพิจารณาในการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง อย่างนี้ถ้าไม่ใช่ความมืดบอดทางปัญญา ก็ต้องเรียกว่ารู้แต่กลับไม่รับผิดชอบ


 


สังคมไทยปล่อยให้ชีวิตของสังคมผูกติดกับความเป็นไปของสถาบันกษัตริย์มากเกินไป เรื่องนี้ก็นับว่าแย่มากแล้ว แต่ซ้ำกลับหลอกตัวเอง ไม่ศึกษา ไม่ยอมให้มีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีการยกระดับวุฒิภาวะให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง อันนี้แย่มากๆ และอันตราย สังคมที่มีวุฒิภาวะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงคือสังคมที่เปิดให้มีการถกเถียงกัน คนจะค่อยๆ ปรับความคิดปรับตัว รับรู้สิ่งที่ดีสิ่งที่ไม่ดีแล้วตัดสินเอง ผมไม่เชื่อว่าการเปิดให้คุยเรื่องนี้กันแล้วสังคมไทยจะเปลี่ยนความคิดอย่าง มหาศาลในเวลาชั่วข้ามคืน


 


 


ในฐานะนักวิชาการคนหนึ่ง มองจุดแข็งของหนังสือ The King Never Smiles เล่มนี้อยู่ตรงไหน


จุดแข็งคือมันเปิดประเด็นที่สังคมไทยไม่กล้าพูด ไม่ยอมพูด แต่เอาเข้าจริง แฮนด์ลีย์ไม่ใช่คนแรกที่ทำ คนไทยซุบซิบนินทาเรื่องแบบนี้ทุกวี่วัน แต่ไม่เขียนไม่ถกเถียงกันให้เป็นเรื่องราว ทั้งเพราะกฎหมายหมิ่น ทั้งเพราะไม่พยายามทำ ไม่อยากลงแรงหาเรื่องเดือดร้อน


 


ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิธิ ว่าหนังสือเล่มนี้พยายามเสนอกรอบอธิบายต่างไปจากเดิมที่นักวิชาการไทยทำ เป็นกรอบที่นักวิชาการไทยไม่คิด หรือคิดแต่ไม่สามารถทำออกมาได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ประมวลข่าวลือซุบซิบนินทาอย่างที่หลายคนกล่าวหา แต่เป็นการเสนอกรอบความเข้าใจบทบาทของราชสำนัก กลุ่มนิยมเจ้า พอล แฮนด์ลีย์ พูดถึงเครือข่ายฝ่ายเจ้า (network monarchy) แม้เขาจะไม่ได้ใช้คำนี้โดยตรงดังที่ดันแคน แมคคาร์โก [1] เสนอไว้ก็ตาม หนังสือเล่มนี้พูดถึงกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทางการเมือง เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และมีบทบาทในการเมืองไทย ถ้าสังคมเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองก็ต้องรู้ด้วยว่าฝ่ายเจ้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่เหนือการเมืองเลย เขาเกี่ยวข้องกับการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร อาจารย์นิธิไม่ได้ฟันธงว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหนังสือนี้ แต่เปิดประเด็นให้คุยกันว่าการวิเคราะห์โดยใช้กรอบนี้เข้าท่าไหม จุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน ซึ่งก็เป็นจุดประสงค์หนึ่งที่จัดวงพูดคุยนี้ขึ้นมา


 


ย้อนกลับไปอีกวงสัมมนาที่อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล และเดวิด สเตร็กฟัสส์ เสนอเรื่อง "The Lèse Majesté Law in Thailand: Its Prosecution, Victims and Implications of Its Use on Politics and History" ผมชอบมากที่วิทยากรทั้งสองท่านสรุปว่ามีทางออกเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 4 ข้อ [2] ใน 4 ข้อนั้น เขาไม่ได้บอกว่าข้อไหนเป็นทางออก เขาบอกว่าสังคมไทยควรจะคุยกันว่าใน 4 เรื่องนี้จะเอาอย่างไร แต่ละเรื่องก็คุยกันได้จมเลย ส่วนการตัดสินว่าจะเลือกข้อไหนก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องหาคำตอบกันเอาเอง


 


หนังสือของพอล แฮนด์ลีย์ ถือว่าเปิดกรอบมุมมองต่อเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่เคยพูดกันมาบ้างออกมาอย่าง เป็นชุด มีข้อมูลสนับสนุน ผมคิดว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ดีกว่าหนังสือที่เขียนมา ก่อนหน้า แม้กระทั่ง The Revolutionary King ของวิลเลียม สตีเวนสัน [3] ซึ่งมีโอกาสไปสัมภาษณ์ในหลวง บางคนคิดว่านั่นเป็นจุดแข็ง แต่ผมว่าหนังสือไม่ค่อยมีคุณภาพ ไม่มีสาระสำคัญที่น่าสนใจเลย ถึงแม้พอล แฮนด์ลีย์ไม่ได้สัมภาษณ์ ผมกลับคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีสาระให้ขบคิดอะไรใหม่ๆ ดีกว่าหนังสือของสตีเวนสันมากมาย


 


 


แล้วจุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้าง


ผมคิดว่าบทแรกๆ ที่อธิบายความคิดเรื่องธรรมราชาโดยย้อนกลับไปสุโขทัยโน่น อธิบายไม่ดีเท่าไหร่ แถมยังอธิบายแบบประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเปี๊ยบเลย ความคิดธรรมราชามีมาแต่โบราณ แต่ไม่ใช่อย่างที่ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมอธิบาย การอธิบายแบบนั้นเป็นผลผลิตของภูมิปัญญาฝ่ายเจ้าสมัยใหม่ ที่ก่อรูปก่อร่างราว 150 ปีมานี้เอง และค่อนข้างลงตัว 60 ปีมานี้เอง ไม่ใช่เรื่องโบร่ำโบราณสมัยสุโขทัย


 


ผมชอบการอธิบายช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาก แต่ช่วงหลังของหนังสือเอาข่าวลือต่างๆ มาเล่าประกอบมากเหลือเกิน ซึ่งหลายแห่งก็ไม่จำเป็น เพราะสามารถสร้างข้อถกเถียงได้โดยไม่ต้องใช้ข่าวลือพรรค์นั้น แต่ผมต้องยอมรับว่า เขาไม่ได้ใช้ข่าวลือเป็นฐานการวิเคราะห์ แต่ใช้อย่างยอมรับได้ด้วยซ้ำไป คือระบุชัดเจนว่าเป็นข่าวลือ รายละเอียดเชื่อถือไม่ค่อยได้ แต่สะท้อนอะไร ซึ่งมีข้อเท็จจริงสนับสนุนต่างหากอย่างไร


 


ข้อวิจารณ์ของแอนเนต แฮมิลตัน ในการสัมมนาก็น่าคิด คือแฮนด์ลีย์ทำให้คนไทยดูเป็นพวกล้าหลังงมงายกับสถาบันกษัตริย์อย่างไม่น่าเชื่อ ตรงนี้คุณคิดเอาเองแล้วกันว่าแฮนด์ลีย์เป็นฝรั่งที่ดูถูกคนไทย หรือเขาพูดถูกเพราะคนไทยเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ดูเหมือนงมงายก็ต้องการคำอธิบายว่าทำไมจึงกลายเป็นอย่างนั้นไปได้ อีกประเด็นสำคัญคือ ในช่วงครึ่งแรกของหนังสือ ผมว่าเขาอธิบายเครือข่ายของพวกฝ่ายเจ้าได้ดีมาก แต่ช่วงหลังที่ใกล้สมัยปัจจุบันเข้ามากลับกลายเป็นเรื่องของบุคคลมากเข้า ทุกที แฮนด์ลีย์ให้เหตุผลว่า เพราะยิ่งนานวันบุคคลยิ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดของเครือข่ายทั้งหมด ผมคิดว่าต่อให้เป็นอย่างนั้นจริง ความสำคัญของเครือข่ายฝ่ายเจ้าในฐานะกลุ่มผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรสนใจอยู่ดี ผมไม่ค่อยเชื่อว่าเครือข่ายในฐานะกลุ่มผลประโยชน์นี้ขึ้นต่อหรืออยู่ภายใต้ การควบคุมของบุคคลไปหมด แฮนด์ลีย์เองก็ตระหนักข้อนี้ ดูจากการที่เขาสะสมข้อมูลเกี่ยวกับองคมนตรี สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย แต่เรื่องพวกนี้กลับจางลงไปในช่วงท้ายๆ ของหนังสือ


 


อาจารย์คิดอย่างไรต่อข้อวิจารณ์ของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ในหนังสือ พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย [4] ซึ่งแม้จะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเขียนมาโต้หนังสือ The King Never Smiles ก็ตาม นั่นคืออาจารย์นครินทร์ชี้ว่าแนวคิดที่ว่ากษัตริย์อยู่เบื้องหลังทุกอย่างทางการเมือง ทำให้สถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลเกินจริง


อาจารย์นครินทร์ต้องเถียงออกมาว่ากษัตริย์ไม่ได้อยู่เบื้องหลังอย่างที่ แฮนด์ลีย์เสนอ จะอธิบายว่าเป็นเรื่องของเครือข่ายฝ่ายเจ้าแต่ไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์เอง หรือจะอธิบายว่าไม่ใช่ทั้งนั้น ทั้งบุคคลและเครือข่ายไม่ได้เกี่ยวเลย อธิบายออกมาเลยครับ จะได้มีข้อถกเถียงกันได้ แต่หนังสืออาจารย์นครินทร์ไม่ได้อธิบายตรงนี้ กลับโบ้ยไปอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองแบบเดิมๆ คือสถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ยกเว้นเมื่อประเทศชาติวุ่นวาย แล้วทรงกอบกู้ประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติได้ ผมต้องถือว่าอาจารย์นครินทร์ผลิตงานตามกรอบเดิมๆ อีกชิ้น โดยไม่ได้วิจารณ์ตอบโต้แฮนด์ลีย์เลยสักนิด


 


ผมกลับคิดด้วยว่ากฎหมายและวาทกรรมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนฉลาดอย่างอาจารย์นครินทร์ที่อยากจะออกมาตอบโต้แฮนด์ลีย์กลับไม่สามารถทำได้ถนัด ผมเชื่อว่าอาจารย์นครินทร์รู้และอยากจะพูดอยากจะเขียน อยากจะฉะกับแฮนด์ลีย์อย่างตรงไปตรงมากว่านี้ แต่กลับไม่สามารถทำได้อย่างที่คิด เพราะการอภิปรายเชิงวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะลงท้ายเป็นการสรรเสริญเชิดชูก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ คุณดูตัวอย่างงานของอาจารย์กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร [5] ก็ได้ ผมคิดว่าให้อาจารย์กอบเกื้อเขียนเป็นภาษาไทยก็คงไม่ง่ายนัก ทั้งๆ ที่เป็นงานที่มีนัยตรงข้ามกับแฮนด์ลีย์ลิบลับ กลายเป็นว่าคนที่อยากจะยกย่องเชิดชูเจ้าอย่างวิพากษ์วิจารณ์ก็เกร็งเพราะกลัวจะล้ำเส้นเช่นกัน งานของอาจารย์นครินทร์ก็เลยออกมาเป็นงานวิชาการสำนัก "กษัตริย์นิยมประชาธิปไตย" 2550 ทำนองเดียวกับอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิชและอีกหลายคนที่ออกมาช่วงประมาณปี 2510 ต้นๆ


 


 


ในงานวิจัยชิ้นล่าสุด "6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา: จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี), 2519-2549″ ทำให้ความเข้าใจเรื่องฝ่ายขวาไทยของอาจารย์เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง มีอะไรที่เข้าใจมากขึ้น หรืออะไรที่ยังไม่เข้าใจ


งานเรื่องความทรงจำของฝ่ายขวาที่ผมนำเสนอเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อใหญ่เรื่องความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลา ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาฝ่ายขวา ความเงียบเกี่ยวกับ 6 ตุลา มีหลายแบบหลายประเภท ฝ่ายขวาเป็นแบบหนึ่ง ประเภทหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับฝ่ายขวาเป็นสาระสำคัญที่สุด ผมตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องแวดล้อมกับความเงียบของพวกเขา ทำไมพวกเขาเงียบไป ทำไมไม่พูด เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไร ทำไมจึงถูกทำให้เงียบลงไป แน่นอน ผมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับฝ่ายขวา แต่มีหลายแง่หลายมุมสำคัญที่ผมยังไม่ได้แตะเลยถ้าหากประเด็นใหญ่เป็นเรื่องของฝ่ายขวาโดยเฉพาะ แม้กระทั่งการเลือกว่าจะสนใจใคร คุยกับใคร ก็ถือเอาเป้าหมายเรื่องความทรงจำเป็นสำคัญ ถ้าผมต้องการศึกษาฝ่ายขวาเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะ ผมต้องเลือกคนอีกแบบ คำถามอีกแบบ


 


พอพูดถึงงานในซีกที่ศึกษาขวาไทยที่ไม่ได้ศึกษาในฐานะเป็นปกติ ยังมีประเด็นที่น่าทำอีกเยอะ แล้วในความเห็นของอาจารย์ ถ้าจัดลำดับก่อน-หลังของความจำเป็น (priority) มีประเด็นอะไรน่าทำมากๆ ที่จะเปิดพื้นที่การศึกษาเรื่องนี้


ผมยังไม่ได้คิด ถ้าให้ยกตัวอย่างก็เช่นเรื่องสถาบันกษัตริย์ เรายังศึกษากันน้อย เรายังวิพากษ์วิจารณ์กันน้อย แต่ผมไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้ศึกษาเผยแพร่ข่าวลือทั้งหลายซึ่งไม่เป็นเรื่องเป็นราว ย้อนกลับมาที่งานสัมมนาไทยศึกษา ตอนผมได้อ่านงานศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [6] ปรากฏว่ามันน่าตื่นเต้นมาก แล้วถามว่างานศึกษาเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เรื่องเดียวเพียงพอแล้วหรือ ไม่พอแน่นอน หรือเรื่องการผลิตเรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างลัทธิเสด็จพ่อ ร.5 เกี่ยวข้องอย่างไรกับสถาบันกษัตริย์ทั้งหมด โดยเฉพาะปัจจุบัน [7] เราก็ไม่ค่อยได้คิด จริงอยู่มีการพูดเรื่องลัทธิเสด็จพ่อ ร.5 มาพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังสามารถตั้งคำถามใหม่ๆ ได้ อีกตัวอย่างหนึ่งในวงสัมมนา มีการเสนอบทความของแฮนด์ลีย์เรื่ององคมนตรี [8] ตัวบทความทำหน้าที่บอกข้อมูล ข้อมูลเหล่านั้นทำให้เราคิดอะไรได้อีกมากมายที่เอาไปศึกษาได้


 


ตัวผมเองสนใจเรื่องความคิด ภูมิปัญญา ผมสนใจเรื่องชาตินิยมของไทย ความเป็นไทย เพราะผมคิดว่าภูมิปัญญาพรรค์นี้เป็นฐานของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ดูเหมือนจะอยู่ต่อไปอีกนาน ความเข้าใจที่ว่าชาตินิยมที่อันตรายและไม่ดีคือความคิดแบบเชื้อชาตินิยมนั้น ผมว่าไม่พอ ผมไม่ค่อยแน่ใจด้วยซ้ำว่าเชื้อชาตินิยมของไทยเป็นเรื่องของเชื้อชาติจริงๆ ผมคิดว่าชาตินิยมของไทยดูคล้ายกับเป็นเรื่องของเชื้อชาติ แต่ที่จริงมีองค์ประกอบอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ เพราะความรู้เรื่องเชื้อชาติแบบฝรั่งคิดกันไม่เคยมีฐานในสังคมไทยเลย ความรู้มานุษยวิทยากายภาพมีน้อยมากในสังคมไทย วาทกรรมเชื้อชาติในสังคมไทยจึงไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติเสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมมาตลอด ชาตินิยมไทยเป็นชาตินิยมเชิงการเมืองวัฒนธรรมมาตลอด แต่การต่อสู้ช่วงชิงความหมายชาตินิยมเชิงวัฒนธรรมก็มีมาตลอดเช่นกัน ผมคิดเรื่องนี้มา 20 กว่าปี แต่ยอมรับว่ามีอีกหลายประเด็นที่ยังคิดไม่ชัดเจนอยู่ดี ที่เพิ่งกล่าวไปก็ยังฟังดูชอบกล คงต้องค่อยว่ากันอีกทีในโอกาสอื่น


 


 


แล้วหนังสือ The King Never Smiles ทำไมต้องรอให้ฝรั่งมาเขียน ทั้งที่หลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่สังคมไทยรู้กันอยู่มิใช่หรือ


นั่นน่ะสิ เวลาคนชอบว่าฝรั่งไม่เข้าใจสังคมไทย ผมอยากจะตอบอย่างที่คุณถาม คุณก็เขียนสิ กล้าที่จะเขียน กล้าที่จะค้นสิ ถ้าคุณไม่กล้าที่จะค้น ไม่กล้าที่จะเขียน หรือทำไม่ได้ คุณก็อย่าไปต่อว่าฝรั่งที่เขาคิด เขาค้นแล้วเขาเขียนออกมา ความรู้เป็นของใครก็ได้ แล้วการที่คนอื่นเขาค้น เขาเขียน คุณไม่เห็นด้วย คุณก็เขียนโต้ออกมาสิ คุณก็เถียงเขาไปสิ ความรู้จากมุมข้างนอกจากมุมข้างใน เราเห็นต่างกัน ก็เขียนออกมาสิ ถามว่าเขียนได้ยังไง เดือดร้อนเปล่าๆ ผมว่ายังมีประเด็นและช่องทางให้เขียนได้อีกมากมายโดยไม่เดือดร้อน และยิ่งพูดยิ่งทำก็จะยิ่งท้าทายกฎหมายหมิ่นฯ เรื่องอะไรจะปล่อยให้กฎหมายหมิ่นฯ เป็นฝ่ายกระทำต่อเราอยู่ข้างเดียว เราน่าจะสู้ push the limits ท้าทายกฎหมายหมิ่นฯ ด้วยในระดับที่ทำได้แล้วค่อยๆ เขยิบมากขึ้น


 


 


 


เชิงอรรถ


[1] ดูเพิ่มเติม Duncan McCargo, "Network monarchy and legitimacy crises in Thailand," Pacific Review, 18: 4 (December 2005), pp. 499-519.


[2] ข้อเสนอต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 4 ข้อนั้นคือ 1. ให้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ครอบคลุมการแสดงออกตามเจตนาของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2. ให้ยกเลิกความผิดฐาน "ดูหมิ่น" ซึ่งมีความหมายและกระบวนการพิสูจน์ความผิดต่างจากความผิดฐาน "หมิ่นประมาท" 3. ให้จำกัดอำนาจการฟ้องร้องและผู้ฟ้องตามกฎหมายนี้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้เสียหายหรือสำนักพระราชวัง เป็นต้น 4. ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ดูเพิ่มเติมใน กองบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน, "รายงาน : ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติที่ธรรมศาสตร์," ประชาไท, 21 มกราคม 2551)


[3] William Stevenson, The Revolutionary King: The True-life Sequel to The King and I. (Robinson Publishing, 2001)


[4] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย: 60 ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย (กรุงเทพฯ: มติชน, 2549)


[5] Kobkua Suwannathat-Pian, Kings, Country and Constitutions: Thailand"s Political Development 1932-2000 (London: Routledge Curzon, 2003)


[6] Porphant Ouyyanont, "How did the Crown Property Bureau Survive the 1997 Economic Crisis?,"


[7] Irene Stengs, "Celebrating Kingship, Worrying about the Monarchy,"


[8] Paul Handley, "Princes, Politicians, Bureaucrats, Generals: The Evolution of the Privy Council under the Constitutional Monarchy," นำเสนอโดย Chris Baker


 

Comments

จิตประไพ โสภาวันดี

ขอบคุณ อาจารย์มาก สำหรับบทสัมภาษณ์ ชิ้นนี้ ถือว่า เป็นอาหารสมอง ช่วย ประเทืองปัญญา ให้งอกงาม

xxx

เปรียบคนไทยเหมือนปลาว่ายอยู่ในอ่างได้เห็นภาพดี
มันคงไม่เห็นมหาสมุทรแน่

dri

ชอบเรื่องนี้ แต่อยากให้เซฟประชาไทไว้บ้าง

ถ้าประชาไทโดนปิด ก็ต้องเตรียมแอ๊คชั่นต่างๆ ไว้ช่วยด้วย

ฟ้าเดียวกันเหมือนกัน มีแนวโน้มจะโดน

ต้องป้องกันสื่อของพวกเราไว้นะครับ

ตองหนึ่ง

ออกโรงอีกแล้วรึ นายธงทิ่มดิน......

ฟฟฟฟฟ

มาอีกแล้ว! "ม็อบถ่อย" ป่วนพันธมิตร
« ตอบ #106 เมื่อ: 25 เมษายน 2008, 15:58:35 PM »

--------------------------------------------------------------------------------

บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีกลุ่มม็อบรวมตัวกันประท้วงกลุ่มพันธมิตร พร้อมใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่ากลุ่มนักศึกษา-อาจารย์ ของมธ.ที่อนุญาติให้กลุ่มพันธมิตรใช้หอประชุมใหญ่ จัดสัมนาวิชาการ ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ ครั้งที่ 2”

วันนี้(25 เม.ย.) กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการจัดเวทีสัมมนายามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มปักหลักยึดพื้นที่บริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ฝั่งท้องสนามหลวง เป็นจุดชุมนุมปราศรัยกดดันพันธมิตรฯ แล้ว โดยพบว่าเป็นกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ประมาณ 20 คน พร้อมใช้เครื่องขยายเสียงด่าทอโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างรุนแรง และใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย นอกจากนี้ยังโจมตี นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อนุญาตให้กลุ่มพันธมิตรฯ จัดเวทีชุมนุมปราศรัย ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ตั้งแผงเหล็กกั้นเพิ่มเติมบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นแนวยาวกว่า 100 เมตร เพื่อป้องกันกลุ่มต่อต้านบุกเข้าไปภายในเพื่อก่อเหตุวุ่นวายได้

อ้างอิง : ผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2551 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000048430

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน 2008, 16:39:36 PM โดย bean » บันทึกการเข้า

bean
Full Member

กระทู้: 145

หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ

มันมาแจกกล้วยหน้าธรรมศาสตร์อีกแล้ว
« ตอบ #107 เมื่อ: 25 เมษายน 2008, 16:07:28 PM »

--------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า

Viscount
Newbie

กระทู้: 33

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ/The political rogue has been coming.
« ตอบ #108 เมื่อ: 25 เมษายน 2008, 16:15:50 PM »

--------------------------------------------------------------------------------
มาแล้ว มาตามคาด สมชื่อม็อบเติมเงิน แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า ตสเองมาด้วยสมัครใจ ประชาธิปไตย มาอย่างคนมีการศึกษา

ถุยยยย

ภาพและเสียงมันฟ้องเฟ้ย กระทิงแดงยุคใหม่ชัดๆ เจ้ารุ่นน้องรูปหล่อแห่งสำนักธรรมศาสตร์ ที่ถกกับผมบ่อยๆ อย่าลืมมาดูปรากฏการณ์นี้นะ นี่ไง พวกที่เจ้าบอกว่า ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และเป็นประชาชนที่แท้มาอย่างสมัครใจ มาดูซะ อย่ามัวหลงคารมอาจารย์เจ้า ชื่อคล้ายกับอาจารย์ผม นามสกุลวงศ์. . . ชื่อเขตหนึ่งในกรุงเทพฯ แถวๆ พระนคร

ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลามา ผมไม่เคยเชื่อถือทฤษฎีว่า ชนชั้นล่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเลย ชนชั้นล่างที่น่าสงสาร ก็ยังถูกกดหัวต่อไป ส่วนชนชั้นล่างส่วนที่เป็นขยะ ก็จะถูกนักวิชาเกินนำมาอ้างว่าเป็น "กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย" ให้เด็กในรั้วสถาบันอันสูงส่งร่ำเรียน ดังที่มีอาจารย์บางท่านนำภาพนิ่งมาให้เด็กดู เป็นภาพนิ่งวันที่ม็อบขยะไปป่วนบ้านสี่เสาเทเวศร์ ภาพคนหัวร้างข้างแตกจากก้อนหินพวกเดียวกัน ยังมีหน้ามาบอกว่า ตำรวจทำร้ายประชาชน ห่. . . .เอ๊ยยยย

ขออภัยครับ ในความใจร้อนของกระผม

บันทึกการเข้า

sea-salt
Hero Member

กระทู้: 907

นิเวศประชาธรรมด้วยเศษฐกิจพอเพียงอย่างไฮเทคคือคำตอบ

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #109 เมื่อ: 25 เมษายน 2008, 16:19:03 PM »

--------------------------------------------------------------------------------
เตรียมไข่เน่าอุดจาระไว้ปาไอ้จางไรพวกนี้......

บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------
ก้าวข้ามทฤษฎีชนชั้นสามานย์ของทุกสำนักคิด
ต่อยอดด้านดีของทุกอารยธรรมมนุษย์
สร้างอารยธรรมมนุษยชาติยุคใหม่
ที่พิทักษ์บ้าน พิทักษ์โลก พิทักษ์ธรรม
เพื่อการอยู่ให้รอดของชาติพันธุ์มนุษย์ในโลกธรรมชาติ

old clumsy
Hero Member

กระทู้: 636

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #110 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:21:09 »

--------------------------------------------------------------------------------

ภาพนรกอนาจาร เปรตนรกป่วนกรุง นปก.

ช่างทุเรศ อุดจาดตา หมาไม่รับจริงๆ

อยากจะบอกพวกคนในนี้บางคน ที่แอบไปประกาศตัวว่า " ฉันเป็น นปก." ตามที่ชุมนุมชาวตุลา ชาวพรรคฯ ฯลฯ
ขอให้กลับไปดูสารรูปมวลชนที่ตัวเองไปเข้าร่วมดูเหอะ รับกันได้ไม๊ .....

เอาแค่รูปแบบ สารรูปก็เหลือรับแล้ว.....ไม่ต้องมองถึงเนื้อหาของการเคลื่อนไหวหรอกว่า จริงๆแล้วคนพวกนี้เคลื่อนไหวเพื่อประสงค์อะไร มันก็แค่ "พวกโสโครก..ตะกวดตะโขง พวกรับจ้างป่วนเมือง ".....

นี่รึเปล่า " มวลชน (ของนปก.) ...คือวีรชนที่แท้จริง " ....ใช่ไอ้คนที่ควักไส้เดือนในกางเกงออกโชว์ชาวบ้านนั่นรึเปล่า

ทุเรศพวกเมิงจริงๆ ทุเรศคนตุลาที่ไปเที่ยวประกาศตัวว่าเป็น นปก.

ตองหนึ่ง

"คนหนุ่ม นึก ว่า คนแก่โง่ ...แต่แท้จริงแล้ว คนแก่ รู้ ว่าคนหนุ่มโง่

ป้ายติดต้นไม้ ดอยกองมู แม่ฮ่องสอน เมื่อ ปี พศ. 2517 ผมกับเพื่อนไปเห็นมา ครั้งนั้นเห็นป้ายนี้พวกคนหนุ่มอย่างเราพากันหัวเราะ..

หลังจากนั้นเวลาผ่านไป เราผ่านชีวิตมามากขึ้น ทุกครั้งที่เห็นเด็กหนุ่มวัยวูบวาบ เร่าร้อนวิชา ก็พลันนึกถึงป้ายเตือนสติของดอยกองมูเสียทุกที

สำหรับคนหนุ่มที่มักเชื่อมั่นและหลงอะไรที่มันโรแมนติค หลงอะไรที่ฟังดูแล้วที่มันกินใจอะไรเช่นนี้ ดูแล้ว"ใช่เลย"....จึงไม่ยากที่ "คนแก่" บางประเภท จะหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างหรือความต้องการส่วนตัวบางอย่าง ที่ไม่ได้สอดคล้องกับโลกที่เป็นจริงเลยสักนิด

ประเภท ทฤษฎีชนิดที่ประเทศผู้ผลิตทฤษฎีเหล่านั้นก็ยังไม่ยึดถือนำมาใช้แล้ว ก็ยังอุตส่าห์เอามาหลอกเด็กให้ฟูมฟายใฝ่หา คลำหาทางไปสู่ขุมนรกไหนก็ไม่รู้ให้เด็ก

อยากจะทำ อยากจะบรรลุเป้าหมายส่วนตัว ก็สอนลูกสอนหลานตัวเองให้ทำไปเลย อย่าเที่ยวไปมั่วสอนลูกหลานคนอื่นๆให้หลงโง่งมไปกับอวิชาเหล่านี้

ทฤษฎีชนชั้น ที่ไม่สามารถกำหนดลงไปว่าคนไหนอยู่ชั้นไหนในปัจจุบัน ก็ยังอุตส่าห์ขุดขึ้นมาสอนได้สอนดี ทั้งๆที่ไม่มีประเทศไหนในโลกกระทำการตามนั้นได้สำเร็จ มีแต่ล้มเหลวๆ จนสิ้นคิดกันไปเป็นสำนักๆแล้ว

ทฤษฎีที่อธิบายอะไรไม่ได้ กับคนชั้นล่างที่แบมือขอ เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าที่เขาติดสินบนแลกคะแนนเสียง คนชั้นล่างที่ถูกหลอกว่าเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับใครก็ได้ที่"หยิบยื่น"เงินและผลประโยชน์ให้ ไม่เลือกว่าทุนสามานย์หรือศักดินาล้าหลัง

ทฤษฎีปฏิวัติของชนชั้นกำมะหยี่ เพื่อมวลชนที่โง่และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน กับพวกลุ่มหลง เพ้อพก ไม่ลืมตามองโลกแห่งความเป็นจริง

มีข้อคิดจากคำชาวบ้านในอีสาน ที่พ่อตู้แม่ตู้เคยเว้าให้ฟังเมื่อสมัยเป็นนักศึกษาไปออกชนบทที่อ.หนองบัวแดง " อย่าอ่านหนังสือหัวเดียว " หมายความว่า จงค้นคว้าให้รอบด้าน อย่าอ่านหนังสือเล่มเดียวแล้วทำเป็นอวดรู้...

น่าจะเป็นสติเตือนใจอะไรให้กับใครได้บ้าง....

จึงต้องคอยเตือนตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอว่า อ่านหนังสือหัวเดียว อย่ามาทำเป็นอวดรู้

รำพึงกับตัวเองเท่านั้นนะ ไม่ได้ต้องการคำตอบจากใคร

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน 2008, 10:49:34 AM โดย old clumsy »

ตองหนึ่ง

ทว่า มาบัดนี้ ทีมที่เคยร่วมงานกัน แปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามแล้วครับ ไปหมดเลยด้วย ด้วยมูลเหตุจากการยึดอำนาจ 19 กันยา ครับ เขาเลยยอมไม่ได้ ต้องบูชาทฤษฎีสุดขั้ว เรื่องเนื้อหาทฤษฎี ผมสู้มันไม่ได้หรอก มันแน่นเนื้อหากว่าผม

ตอนนี้ ผมเลยเคลื่อนไหวเปิดเผยไม่ได้เลย พวกกะเลวกะราดตอนนั้น มันดันจำหน้าผมได้ด้วย ในฐานะคนต่อต้านแซ้บ

เรื่องแปะใบปลิว ของถนัดครับ ผมคนเดียวก็ลุยได้ แต่อาจลำบาก ให้ผมเรียงเนื้อหาเอง หรือจะให้ผมรับเนื้อหามาครับ น่าสนใจๆ

ขอฝากครับ อย่าคาดหวังกับเด็กมอชอยุคนี้ครับ คนทำกิจกรรมและพวกสนใจการเมือง มันไปบูชาทักกี้หมดแล้วครับ ด้วยเหตุว่า

1. ทักกี้เป็นผู้มาจากการเลือกตั้ง ผู้มาจากการเลือกตั้งต้องได้รับการปกป้อง
2. ทักกี้ คือตัวแทนประชาชนคนทำธุรกิจ ต่อสู้ศักดินาสูบเลือดสูบเนื้อ จึงควรให้ความร่วมมือ เพื่ออนาคตที่น่าจะรวยของพวกเด็กๆ มัน
3. ทักกี้ เปิ้นเป๋นคนเมือง สยามมายึดล้านนา เฮาต้องกอบกู้ล้านนาคืนมา - ประเด็นนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งในมอที่น่าจะชื่อ "หัวโต" (เดา) เป็นคนปูให้เด็กๆ (ถ้าผิดตัวต้องขออภัยครับ) อาจารย์เปิ้นฮักล้านนาขนาด เปิ้นต้องกอบกู้ล้านนาคืนมา
4. ทักกี้และสมุน โดยเฉพาะพวกบูรณุปกรณ์ ให้การสนับสนุนเม็ดเงินกิจกรรมอย่างดี จำต้องรักษาหม้อข้าวไว้

ฝั่งแพทย์นี่ ไม่ค่อยชัดเจนครับ ไม่แน่ใจว่า จะเชื่อมได้ไหม แต่ที่แน่ๆ ฝั่งร่มสัก ไปแย้วงับ

ส่วนเด็กส่วนมาก ขนาดข้าวแพงนะครับ มันยังไม่สนใจเลย มันสนแค่ว่า มีบอลให้แทงไหม มีเหล้าให้กินหรือเปล่า มีสาว / หนุ่ม ให้เอาไหม รวยๆ ยิ่งดี

ผมก็เคลื่อนไหวนะครับ แต่ไปร่วมกับกลุ่มนักปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่งครับ

จะว่าไป อยากอ่านหนังสือยุคนั้นเหมือนกันครับ อยากรู้ว่าเป็นไงบ้าง เช่น "ภัยเขียว" "ภัยขาว" "ภัยเหลือง" และ อธิปัตย์ ครับ ยังไม่เคยอ่านเลย

แต่ที่แน่ๆ ผมไม่นิ่งแน่ น่าสนใจอยู่ จะลองไปแปะดูครับ เคยทำมาแล้ว วิ่งมาแล้ว หลบมาแล้ว สนุกดีครับ

บันทึกการเข้า

ทิดธรรมบุญ
Full Member

กระทู้: 161

Re: คุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่
« ตอบ #161 เมื่อ: 25 เมษายน 2008, 23:48:34 PM »

--------------------------------------------------------------------------------
ลมแรง มืดดำอาจทำให้เรือออกทะเลไปกันใหญ่ อย่าลืมสังเกตุแสงไฟจากประภาคาร เป็นสิ่งบอกทิศทาง ปรากฎการณ์มากมาย แก่นแท้มีอยู่ต้องมองให้เห็น.........ช่วยกันคิดช่วยกันสร้างสรรค์ในยามข้าวยาก นำมันแพง น่าจะช่วยเสริมแรงของประชาชนได้มากขึ้นกระมัง........ชื่นชมเด็กไทยคิดดี..เพิ่มทำดี แล้วจะดีมาก.....สวัสดี.

บันทึกการเข้า

sea-salt
Hero Member

กระทู้: 907

นิเวศประชาธรรมด้วยเศษฐกิจพอเพียงอย่างไฮเทคคือคำตอบ

Re: คุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่
« ตอบ #162 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:37:21 »

--------------------------------------------------------------------------------
หึหึหึ
1. ทักกี้เป็นผู้มาจากการเลือกตั้ง ผู้มาจากการเลือกตั้งต้องได้รับการปกป้อง
2. ทักกี้ คือตัวแทนประชาชนคนทำธุรกิจ ต่อสู้ศักดินาสูบเลือดสูบเนื้อ จึงควรให้ความร่วมมือ เพื่ออนาคตที่น่าจะรวยของพวกเด็กๆ มัน
3. ทักกี้ เปิ้นเป๋นคนเมือง สยามมายึดล้านนา เฮาต้องกอบกู้ล้านนาคืนมา - ประเด็นนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งในมอที่น่าจะชื่อ "หัวโต" (เดา) เป็นคนปูให้เด็กๆ (ถ้าผิดตัวต้องขออภัยครับ) อาจารย์เปิ้นฮักล้านนาขนาด เปิ้นต้องกอบกู้ล้านนาคืนมา
4. ทักกี้และสมุน โดยเฉพาะพวกบูรณุปกรณ์ ให้การสนับสนุนเม็ดเงินกิจกรรมอย่างดี จำต้องรักษาหม้อข้าวไว้

ฝั่งแพทย์นี่ ไม่ค่อยชัดเจนครับ ไม่แน่ใจว่า จะเชื่อมได้ไหม แต่ที่แน่ๆ ฝั่งร่มสัก ไปแย้วงับ

ส่วนเด็กส่วนมาก ขนาดข้าวแพงนะครับ มันยังไม่สนใจเลย มันสนแค่ว่า มีบอลให้แทงไหม มีเหล้าให้กินหรือเปล่า มีสาว / หนุ่ม ให้เอาไหม รวยๆ ยิ่งดี
ฟฟฟฟฟฟฟ

อ่อ...ท่านทิเฯ...นึกว่าจะมาขยายทิสะดี.......พอจะมีความคิดอะไรที่เปิดโปงทักนายหน้า...นี่จะทำให้เรืออับปางเชียวรึ...."ประภาคาร"....ยังคงต่อไฟใหม่อยู่มั้ง.....ไม่รุเมื่อไรจะต่อติด...คงต้องใช้เข็มทิศจากต่อม สามัญสำนึกไปก่อนมั่ง.....

ฟฟฟฟฟ

เอ้าลูกช้างกะเหลนช้าง
มาต่อ

ฟฟฟฟฟ
เพื่อนรุ่นพี่มช.ฝั่งสวนดอกมาบอกว่า...ไอ้อธิการมันจะให้หาเงินเข้ามหา.....ให้ช่วยหา...แต่แกไปรุมาว่าจะมีคำสั่งขึ้นต่าตอบแทนผู้บอริหาน...หลักแสน(ตอนนนี้ระเบียบนี้-ร่าง-ที่แกเห็นยังไม่ออก เพราะเงินยังหาไม่ได้ตามเป้า......พอแกรู้อย่างนี้แกเลยไม่ช่วยหา...........ไอ้พวกผู้ผู้บอริหานและอาจานมหาลัยเรามันหน้าเงินมาแต่ไหน.....จึงรับได้กะแนวคิดของไอ้ทักทุนนายหน้าฯ

แล้วความคิดที่ยกมาก็พวกมันไอ้ฝูงด๊อกกกนักวิชาเกินมันสร้างขึ้นมาทั้งนั้นเพราะพวกมันได้ประโยชน์.....เต็มๆ เอน็จอนาจ มช. ยุค นี้........

ยุคระยามตำบอนของประเทดจิงๆไอ้ด๊อกกกทิ้งเมียไปเอากิ๊ก......ก็ได้อานิสงค์นิ......รู้สึกจะเป็นกี่สิบล้านหว่าที่มันเอางบประมาณแป่นดินไปหนุนการวิจัยห่าเหวอะไรฮุ ไม่รุประเทดไทเฮงๆๆๆซวยๆ ของเรามีไอ้ฝูงด๊อกกกก ตั้งหลายฝูงสร้างงานวิจัยตะหวักตะบวยตั้งมากมายแต่ทำไม "พลเมือง" ส่วนข้างมากจึงยังเลวชาติและตกต่ำทางด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นกันเป็นรุ้นๆ ลงไปเรื่อยๆ ยุคนี้เสื่อมทรามที่สุด วัดได้จากไอ้พวกรอมอตอหัวตอที่เห็นๆ อยู่นี่

1. ทักกี้เป็นผู้มาจากการเลือกตั้ง ผู้มาจากการเลือกตั้งต้องได้รับการปกป้.อง.......จึงต้องเปิดโปงไอ้เวนตะไลนี่........ไอ้สันดาน...มาจากการเลือกตั้งทำผิดไม่ต้องติดคุกหรือฟะ......ไอ้วาทกรรมจางไรเจงๆ
2. ทักกี้ คือตัวแทนประชาชนคนทำธุรกิจ (ธุรกรรมขายชาติด้วยการร่วมมือกับไอ้โซรอสทุนข้ามชาติชั่วช้าโจมตีค่าต่อเงินเงินบาทนี่นะ)สู้ศักดินาสูบเลือดสูบเนื้อ จึงควรให้ความร่วมมือ เพื่ออนาคตที่น่าจะรวยของพวกเด็กๆ มัน.......5555555555""""""",มันต่อสู้เพื่อจะขึ้นมาเป็นผู้สืบเลือดตัวใหม่ที่สูบได้ทีละเยอะกว่าเก่า....และเป็นศักดินาใหม่...นี่ไอ้พวกด๊อกกกจางไรมองไม่เห็นเลยนิ.....เพราะซือแป๋-อาจานมันเป็นอย่างนี้ นักศึกษามันจึงเป็นอย่างนั้น.....
3. ทักกี้ เปิ้นเป๋นคนเมือง สยามมายึดล้านนา เฮาต้องกอบกู้ล้านนาคืนมา - ประเด็นนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งในมอที่น่าจะชื่อ "หัวโต" (เดา) เป็นคนปูให้เด็กๆ (ถ้าผิดตัวต้องขออภัยครับ) อาจารย์เปิ้นฮักล้านนาขนาด เปิ้นต้องกอบกู้ล้านนาคืนมา....ไอ้สันดาน....มันจะให้ภาคเหนือเหมือนภาคใต้อีกละสิ.....ไอ้เลว

คนเมืองที่ไหนฟะ-คนจีนคนเจ๊กพลัดถิ่นมาอาศัยแผ่นดินไทยทำมาหากิน.....แต่รุ่นบรรพบุรุษ..ไปเมืองจีนยังไปไหว้สุสานผีพรรพบุรุษต้นตระกูลไม่ใช่รึ ส่วนจะมาผสมพันธุ์กะเจ้าท้องถิ่นนี่รึป่าวไม่รุ......ก็เหมือนไอ้พวกมุสลิม...เข้ามายึดเมืองที่เคยนับถือพุทธนับถือผี.....กลืนเขาบังคับเขาทำลายความเชื่อเขา แล้วไอ้นักประวัติสาดเพื่อบ้านมาเลจางไลก็ตัดตอนประวัติศาสตร์แค่นี้...เอามาปลูกฝังฝังหัวเยาวชน......จนรบกันเลือดนองปลายด้ามขวานอยู่เดี๋ยวนี้...........

ไอ้เลวพวกนี้มันคงนึกว่าเท่ห์ฉิบหายแปลงประเทศเป็นสมรภูมิรบ-เป็นสงครามประชาชนชน....ระยามจิงๆ

ความจริงตั้งกลุ่มศึกษาออกใบปลิวตีโต้ทุกวาทกรรมสามานย์ของไอ้จางไลพวกนี้ น่าสนุกหยอกอยู่เมื่อไหร่.....นี่น่าจะเป็นงานชิ้นแรกๆ ของ "คนเดือนตุลา" ที่แยกตัวออกมาจากน้ำเลี้ยงน้ำเงินชั่วๆ ของทักฯ เปลือยไอ้ฝูงด๊อกกกจางไล ไปพร้อมๆกะไอ้ทุนนายหน้าชั่วช้า........เปิดทางพันธมิตรเคลื่อนตัวเข้าภาคเหนือต้องเจาะที่ มช. นี่แหละ.....

บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------
ก้าวข้ามทฤษฎีชนชั้นสามานย์ของทุกสำนักคิด
ต่อยอดด้านดีของทุกอารยธรรมมนุษย์
สร้างอารยธรรมมนุษยชาติยุคใหม่
ที่พิทักษ์บ้าน พิทักษ์โลก พิทักษ์ธรรม
เพื่อการอยู่ให้รอดของชาติพันธุ์มนุษย์ในโลกธรรมชาติ

sea-salt
Hero Member

กระทู้: 907

นิเวศประชาธรรมด้วยเศษฐกิจพอเพียงอย่างไฮเทคคือคำตอบ

Re: คุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่
« ตอบ #163 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:44:24 »

--------------------------------------------------------------------------------
ฝั่งแพทย์นี่ ไม่ค่อยชัดเจนครับ ไม่แน่ใจว่า จะเชื่อมได้ไหม แต่ที่แน่ๆ ฝั่งร่มสัก ไปแย้วงับ

ฟฟฟฟ

ฝั่งร่มสัก-เรียกดีนะ.....แต่ป้าเรียก-ฝั่งสวนสัตว์(ปัจจุบันสัตว์-นา-รก-ทางความคิดน่าจะเยอะ)......คู่กะฝั่งสวนดอก(ปัจจุบันไม่รุเป็นดอกไม้หรือดอกจิก..ลองสืบสภาพดูทีรึ)

ฟฟฟฟฟ

ลมแรง มืดดำอาจทำให้เรือออกทะเลไปกันใหญ่ อย่าลืมสังเกตุแสงไฟจากประภาคาร เป็นสิ่งบอกทิศทาง ปรากฎการณ์มากมาย แก่นแท้มีอยู่ต้องมองให้เห็น.........ช่วยกันคิดช่วยกันสร้างสรรค์ในยามข้าวยาก นำมันแพง น่าจะช่วยเสริมแรงของประชาชนได้มากขึ้นกระมัง........ชื่นชมเด็กไทยคิดดี..เพิ่มทำดี แล้วจะดีมาก.....สวัสดี.

ฟฟฟฟฟ

ยังกะว่า บัดเดี่ยวนี้อยู่บนบกรึไม่ได้ลงหุบเหว......เสริมแรงประชาชนด้วยการปล่อยวางให้ไอ้พวกด๊อกกกสร้างวาทกรรมสามานย์ทำจางไลกะประเทดรึ?

ฟฟฟฟฟฟ

จะว่าไป อยากอ่านหนังสือยุคนั้นเหมือนกันครับ อยากรู้ว่าเป็นไงบ้าง เช่น "ภัยเขียว" "ภัยขาว" "ภัยเหลือง" และ อธิปัตย์ ครับ ยังไม่เคยอ่านเลย

ฟฟฟฟฟฟ

น่าจะหาได้จากหอสมุดแห่งชาติ? แต่อย่าไปยึดติด ต้องอ่านแล้วสังเคราะห์...สมัยยังละอ่อนป้าก็อ่านเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ คิดว่าไม่น่าจะต้องเดินซ้ำรอยกันอย่างนั้น...อ่านมันเป็นอาหารสมองแล้วเทียบกับบริบทของสังคมจริงๆ....ปัญหาเฉพาะหน้าสคือทำไงไม่ให้ไอ้ชั่วไม่กี่ร้อยตัวที่บังเอิญมาเกิดร่วมแผ่นดินกะเรา มันปั่นสถานการณ์ไปสู่การนองเลือดเหมือนอย่างที่มันเคยทำได้ในอดีตเมื่อสามสิบสี่สิบและไม่กี่สิบปีก่อนและปัจจุบันที่ภาคใต้......อ้อ.....อย่าลืมภารกิจหลักต้องเรียนให้จบด้วย..ลิมิตแปดปี???กี่ปีแล้ว? การเคลื่อนไหวถือเป็นงานอดิเรก...ดีกว่าพวกเจเนอเรชั่นทักกี้ที่งานอดิเรกของพวกมันคืออบายมุข.....หึหึหึ..แทงบอล...ก็ไอ้ชั่วไหนล่ะ.....ขนเงินจากการ "บกพร่องโดยสุจริต" ไปซือทีฟุตบอลฝรั่งตาน้ำข้าว(ซึ่งน่าจะเป็นการฟอกเงินรูปแบบหนึ่ง)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 02:07:12 โดย sea-salt » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------
ก้าวข้ามทฤษฎีชนชั้นสามานย์ของทุกสำนักคิด
ต่อยอดด้านดีของทุกอารยธรรมมนุษย์
สร้างอารยธรรมมนุษยชาติยุคใหม่
ที่พิทักษ์บ้าน พิทักษ์โลก พิทักษ์ธรรม
เพื่อการอยู่ให้รอดของชาติพันธุ์มนุษย์ในโลกธรรมชาติ

ตองหนึ่ง

อดีตนักศึกษานักกิจกรรมรุ่นดั้งเดิมนัดชุมนุมใหญ่ในผ้าป้าหาทุนสนับสนุน มีทั้งแบบพันธมิตรสุดๆ แล้วก็มีแบบกลางๆ หันไปหาแนวธรรมชาติ มีทั้งนิเวศประชาธรรม มีทั้งธรรมะจริงๆ แต่จะมีคำตอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันได้เพราะเป็นตัวจริงเสียงจริงแล้วสรุปบทเรียนได้จริง

บันทึกการเข้า

sea-salt
Hero Member

กระทู้: 907

นิเวศประชาธรรมด้วยเศษฐกิจพอเพียงอย่างไฮเทคคือคำตอบ

Re: คุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่
« ตอบ #167 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:22:33 »

--------------------------------------------------------------------------------

วววว.....อย่างนี้ วิญญาณพี่เติบ พี่หยง พี่หยิก พี่แต๊ก พี่อิ๊ด ส.ชิน..้..ฯลฯ คงปลืมปิดิ.........ต่อยอดการเมืองภาคพลเมืองในสภาพการณ์ใหม่........เอกสารที่ควรเผยแพร่ คือ คำตัดสินคดีโภคิน เอกสารหยุด "ระบอบทักษิณ"......./อ้อ...คงต้องเตรียมหากะตังค์เพื่อไปต่อยอดเอางบประมาณแผ่นดินด้วย.......

http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/idea/data/stop.pdf

เจาะ มช. ฟื้นฟูจิตวิญญาณ.....การต่อสู้ในอดีต เชื่อมต่อระหว่างคนใหม่รุ่นเก่า.......ก่อนที่จะติดเชื้อชั่วทุนนายหน้าฯ จนเยียวยาไม่ได้.......

บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------
ก้าวข้ามทฤษฎีชนชั้นสามานย์ของทุกสำนักคิด
ต่อยอดด้านดีของทุกอารยธรรมมนุษย์
สร้างอารยธรรมมนุษยชาติยุคใหม่
ที่พิทักษ์บ้าน พิทักษ์โลก พิทักษ์ธรรม
เพื่อการอยู่ให้รอดของชาติพันธุ์มนุษย์ในโลกธรรมชาติ

หน้า: 1 ... 10 11 [12] ขึ้นบน

หนูน้อยเหมวกแดง

เกี่ยวกับประเด็นสถาบัน...นักวิชาการอยากพูดแต่พูดไม่ได้นะจ๊ะ ถ้าคิดจะพูดต้องเตียมใจอยู่ในบัญชีดำ ไม่ก็อับเปหิตัวเองไปอยู่คนละภพภูมิ (อาจเหมือนอาจารย์ธงเขา) เห็นใจ อยากผลิตงานวิชาการนอกกระแส แต่กลัวกลายเป็นกระสือไร้ไส้ ...

yahoooooo

[emo12.gif]

แม็ก

ไอ้ธงชัย วินิจกูล : กูจะบอกมึ...งว่า
ถ้ามึ..งแน่จริง มึ..ง บอกว่าเลยว่าบ้านมึ..งอยู่ไหน ลูกมึ..ง ทำอะไร เรียนที่ไหน
กูรับรองว่า ครวบครัวมึ..งเจอความซิบหายแน่ ไอ้ลูกหมา กูยอมตายเพื่อในหลวง
มึ..งกลับไปถาม พ่อแม่ มึ..ง ดูนะ แต่ก็คงตายห่าไปแล้ว ว่ามึ..งไม่น่าจะเกิด เป็นคนไทย ไอ้ สัตร์ และก็ไอ้พวกเลว ที่คิดร้ายต่อในหลวงด้วย ใครมีปัญาทิ้ง Mail ใว้ได้
พร้อมเสมอ

Preugsa

คุณความเห็นที่10 น่ากลัวมาก ในหลวงได้อ่านคงปลื้มน่าดู ที่คนที่รักท่านเขียนได้อย่างไร้การอบรมสั่งสอน แล้วทำไมคุณไม่ทิ้งเมลล์ไว้ด้วยล่ะคะ นี่เมลล์ดิฉัน romra@yahoo.com

akkaphon infinity(..)

มีคำถามเชิงสังเกตว่า
นอกจากอิทธิพลความคิดฝรั่งแล้ว
การศึกษาเรื่อง สถาบัน king ..(...)
เช่น งานของสตีเวนสัน

แต่ว่า ในงานพอลฯThe King Never Smiles และโลกวิชาการตะวันตก(อเมริกา) ไม่มี reference หรือไม่

น่าสนใจว่าอิทธิพลแนวการวิเคราะห์สถาบันฯ ของโลกวิชาการตะวันออก มันเป็นแบบพคท.(แนวจีน) หมดไปหรือไม่

เอ้าะๆ ไม่มีอีเมล์ อ.ธงชัย

ปรวย salty head

ส่วนมากคนที่จงรักภักดีพระมหากษัตริย์ไทยมักจะมีนิสัยและพฤติกรรมแบบความเห็นที่ 10 นั่นแหละครับ

ผมไม่แน่ใจว่าพระมหากษัตริย์ไทยท่านทรงโปรดปรานคนที่มีนิสัยแบบนี้หรือครับ

แต่ถ้าคิดตามสมมุติฐานเมื่อ 6 คุลา 2519
ผมว่าน่าจะใช่นะครับ

ใครที่ชอบว่ามุสลิมว่าหัวรุนแรง
เจอคนที่จงรักภักดีพระมหากษัตริย์ไทย
คงอายไปเลยนะครับ

เสียอย่างเดียวพวกนี้ยังปอดแหกไม่กล้าทำระเบิดพลีชีพนะครับ
แต่ถ้าให้กระทืบคนบริสุทธิ์มือเปล่าพวกนี้จะแห่กันมาเหมือนหม่หมู่เลยครับ

แต่งไม่จบ

*สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนหิ้งนิ่งสงบ
ที่เคารพกราบไหว้ถวายหัว
คนดูแลแผ่ฤทธาล้วนน่ากลัว
0000000000000000000
0000000000000000000
0000000000000000000
0000000000000000000
0000000000000000000

เถร

ยอมรับความจริงและเข้าใจให้ถึงแก่น

เก่งกันทุกคนนะจ๊ะ

ความเห็นที่ 10, 11 ,13 ทำให้คิดไปว่า
คนละพวก แต่คิดอีกทีก็พวกเดียวกัน

คนที่รักพระมหากษัตริย์ มิได้หยาบคายและ
ต้องโง่เชื่อใครยุเสมอไป

ฟ้าเดียวกันก็อ่านนะจะบอกให้

คิดได้อย่างอาจารย์ ส.ศิวลักษณ์ อีกด้วย

แต่เราก็รักสถาบันและพระมหากษัตริย์ได้
คุณจะเชื่อหรือไม่ ไว้คอยพิสูจน์เมื่อเวลา
มาถึงอันสมควร....

ของจริงครับ.... [emo12.gif]

พ่อทักสิน

ขอบคุณทุกๆข้อความที่ออกมาช่วยปกป้องลูกชายของผม..เมื่อลูกชายผมได้เป็นพระราชาเมื่อจะตอบแทนทุกๆท่านให้ถึงที่สุด....จากพ่อทักสินแท้ๆ

ฟ้าสั่ง

ไอ้พวกหมาๆ ทั้งหลาย และไอ้ธงชัย วินิ
ไอ้ลูกอีดอกทอง พ่อแม่มึ. ง และจะ
เย็ดกันต่อหน้าหมาลูกเลยเกิดมา เลวได้ใจจริง และไอ้พวกลิ้วล้อทั้งหลาย ไอ้ลูกหมาดีแต่เห่า ไอ้หมาไม่รู้จักบุญคุญแผ่นดิน
แม้ตอนตายก็ขอให้ตกนรกอย่าได้กลับมาเกิดบนแผ่นดินไทยอีก ความจันไรมันจะตก
ลงแผ่นดินไทย ใครคิดจะล้มล้างสถาบันและพระมหากษัตริย์ ผ่านศพกูไปก่อน ไอ้
พวกสัตรเอ๋ย กินดีอยู่ดีแล้วยังมา แว้งกัด
ไอ้พวกเลี้ยงไม่เชื่อ พ่อแม่พวกมึ.ง คงดีใจที่ลูกได้มีสมองหมาๆ ขนาดนี้ ไอ้ลูกหมาตัวไหน ไม่พอใจเมล์มาได้ phumrovers@hotmail.com
ที่พูดไม่สุภาพ เพราะคนแบบพวกมึง
ต้องใช้ภาษาแบบนี้ถึงจะเหมาะสมวะ

แม็ก

ความคิดเห็นที่ 11
กูไม่อยากตบผู้หญิง ไม่ต้องฝากเมล์

"astv+แนวหน้า+เนชั่ว+มติชนสื่อเลวรับใช้เผด็จการ"

ก็ขนาดประโคมข่าวล่วงหน้าตั้งนาน คนยังมาชุมนุมน้อยเกินคาด ขืนปล่อยไปแบบนี้ พันธมิตรก็มีแต่ตายกับตาย

นายทุนก็ใจไม่ถึง จ่ายกระปริบกระปรอยเหลือเกิน เงินไม่มา งานก็ไม่มี ท่อน้ำเลี้ยงน่ะ ไม่ใช่ นปก. แต่เป็นแมเนเจอร์ ผู้แทนมูลนิธิรัฐบุรุษ อุตส่าห์ลงไปให้กำลังใจเองว่า ป๋ามาส่งใจนะ แต่งานนี้มันกร่อยพิกล (อือ แล้วบอกเปรม ไม่ยุ่งการเมืองนะ เปิดทางกันอ้าซ่าแบบนี้ มันถึงต้องโดนอัดกันรายวัน ขอให้เลิกด่า คนก็ไม่เลิก เพราะฝ่ายท่านนายกฯทัก เขาก็ว่า เมื่อคุณไม่เลิกเล่นทักษิณ ผมก็จะเล่นเปรมไม่เลิกเหมือนกัน ถ้าจะเอาผมเน่า ผมเลว คุณก็หมู หมาสกปรกเช่นกัน)

สำหรับ มธ. หลังจากมหา^*ลัยโดนเล่นเรื่องอมนกเขา และมอตโต้ชื่อดัง มหา^*ลัยนกเขา ทีมอาจารย์ มธ.หมดทางแก้ตัว เลยขอหย่าพันธมิตร ไม่เอาแล้ว ถอยดีกว่าๆ ขืนเดินต่อไป คงมีเรื่องอุบาทว์ เปิดกันในมหา^*ลัยนกเขามากกว่านี้

สื่อเล่า อุตส่าห์ร่วมเต้าข่าวปฎิวัติ เรียกแรงใจ แต่พลเอกบุญสร้าง ผบ.สูงสุด กับพลเอกวินัย ปลัดกลาโหม ไม่กล้ารับมุข หรือแค่ออกมาเตือนรัฐบาล เพราะรู้ว่า เสรีพิสุทธิ์โดนมาแล้ว เรื่องท้าทายนายสมัคร ไม่เหมือนท่านทักษิณ ลุงหมักแกใส่เลย

ส่วนอนุพงษ์ออกมาดับข่าว ผมไม่ปฎิวัติ กองทัพภาคหนึ่งเลยหยุดสนิท ส่วน ผบ.ทอ. โดนล็อคตามตัว เรียกว่าขยับเมื่อไร ตายเมื่อนั้น ผบ.ทร. ไม่ใช่คนกร้าว แค่ตามน้ำ ไม่มีผู้นำ ท่านก็ไม่ออกมาแน่

รวมความว่า ในแง่กองทัพ ทุกอย่างยังปกติ มีแต่สื่อตีข่าวเต้นไปเอง เพราะอยากให้พันธมิตรกับ ปชป. ครองอำนาจ แต่สื่อไทยยุคนี้ ไม่มีใครรับมุขแล้ว ปล่อยไป ก็มีแต่สะท้อนความเห็นผิด ความเห็นตรงข้ามกับประชาชน

งานนี้ สบายใจได้ แต่ที่น่าหนักใจคือ ม็อบมหาประชาชนพรุ่งนี้ เพื่ออวดกำลังว่า ของจริงเป็นอย่างไร จึงเรียกว่าการชุมนุม

เล่นกันแบบนี้ ป๋า หมดทางเดิน พันธมิตรหมดทางรอด ส่วนสื่อล่ะ เช้านี้ ไม่มีใครเล่นข่าวพันธมิตรชุมนุม แม้แต่ข่าวนักเรียน 11 ขวบรุมโทรมเด็กประถม 1 ยังบังข่าวการชุมนุมเยอะ แล้วจะเหลืออะไรอีกสำหรับพันธมิตร

อีกประการโดย nature สมัครไม่ใช่ทักษิณ ยุทธศาสตร์สมัครอาจไม่เก่งเท่าทักษิณ แต่เรื่องตีหัวหมาล่อแม่ลิ้ม สมัครสูงเชิงกว่าทักษิณมาก ขนาดชวนที่ว่าปากดี แน่ๆ ตอนนี้ สื่อเงียบเลย หลังจากชวนแพ้สมัครแบบสิ้นลาย กลายเป็นกระสอบทรายกลางเวที

คำเชือดเฉือนของน้าชวน ทำได้กับนักการเมืองหัวไม่ไว แต่กับนักการเมืองพ่อบ้านสมองไว อีโต้สับหมูบะช่อแบบลุงหมัก พี่ชวนจะมีอะไรเหลือ !!!

triarrows

ปัดโถ่เอ๊ย!!!เค้ายังไม่มีใครว่าจะไปล้มล้างสถาบันอะไรของพวกคุณเลย เพียงแต่เป็นการเสวนา หารือแลกเปลี่ยนกัน เชิงวิชาการเท่านั้นอะไรจะดุดันขนาดนี้ เป็นอะไรไปหรือ??หรือแค่การแสดงอ้อล้อ เสนอหน้าว่าข้านี่แหละฮึ่ม...ตัวอย่างของความจงรักฯ.ที่แท้จริง...มันไม่ใช่...ความรักความเคารพ เรามีให้พระองค์ท่านกันทุกคน ในฐานะที่พระองค์ท่าน ได้ทรงเสียสละทำเพื่อแผ่นดินและประชาชน และที่ใช้ภาษากับพระองค์เช่นนี้ก็เพราะเป็นการเทอดพระเกียรติ์ แด่คุณงามความดีของพระองค์ท่าน มีเหตุผลหน่อย อย่างมงายกับอวิชาซิ เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งไม่ได้มีแต่ เพียงพระราชกรณียกิจเพียงส่วนเดียว ยังมีอีกหลายเรื่องที่รวมอยู่ในสถาบันนั้นด้วย ทั้งที่เกี่ยวกับสบันอื่นๆ,อำนาจ,กฏหมาย,จารีตประเพณี,การศึกษา,การเมือง หรือแม้แต่กับบุคคล ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันธ์กับสถาบันกษัตริ์ในแง่มุมต่างๆกัน ทั้งแง่ที่เป็นบวกและแง่ที่เป็นลบ ในเชิงสังคมมวลรวม จึงเป็นการเรียนรู้เพื่อให้ทราบและเข้าใจความเป็นจริงในเชิงสร้างสรรค์ ไม่น่าที่พวกคุณจะต้องออกมาแสดงอาการจะฆ่าจะแกงกันถึงเพียงนั้น น่าจะได้ไตร่ตรองด้วยสติปัญญาและจิตใจที่เป็นธรรมเสียก่อน จึงควร

ปรวย salty head

นั่นไง เห็นไหมครับ
แบบความคิดเห็นที่ 18 นี่แหละคือสันดานผู้ที่จงรักภักดีพระมหากษัตริย์ไทย
ผู้ที่จงรักภักดีพระมหากษัตริย์ไทยของแท้ต้องแบบนี้ครับ

Wit

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น

ลูกถ่อยอย่างนี้ พ่อมันก็คงถ่อยเหมือนกัน

เหมาะสมคู่ควรกันยิ่งนัก ทั้งจ้าวถ่อยและไพร่ถ่อย

mother fucker wit

wit son of the bich

ความคิดเห็นที่ 18

ความคิดเห็นที23
มึ..งก็แค่ไอ้ลูกหมา ตัวหนึ่งที่ดีแต่เห่าหอนในเวป เก่งแต่ปาก ไอ้สัตร แม่มึ.ง คงได้กับหมาแล้วเกิดมึ..งมา ไอ้ลูกจันไรแบบนี้
ไอ้ควาย กูอยากเอาตีนยัดปากพ่อแม่มึงจัง เลี้ยงลูกได้หมาๆมาก เหียได้ใจจริง ๆ
แน่จริงอยากได้แค่เห่า เอาเมล์ลงเลย นี้เมล์กู phumrovers@hotmail.com
เจอได้ทุกเวลา หรือ ไอ้นักวิทชาการหมาๆ
ตัวไหนอย่าเจอก็ลง เมล์ใว้ได้ อยากจริงๆ
จะได้เอาตีนถีบปาก พวกนักวิทชาการหมาๆที่คิด ไม่ดีต่อประเทศชาติวะ พร้อม
เสมอ อย่าดีแต่เห่าหอน
ไอ้พวกเหียๆๆ

ดช.เฟียม

คห.25...ถ้ามีปัญหาท้องผูก(มาก)หรือถ่ายยากเย็น(มาก) ผมขอแนะนำให้ใช้ยาระบาย ตรา 3ไก่ ผมเคยใช้แล้วได้ผลดีจริงๆ(ไม่ได้โม้)....

คนไทย

อ่านบทความนี้แล้วก็มีความรู้สึกเป็นทุกข์ คนไทยเดี๋ยวนี้เป็นอะไรกัน อ. ธงชัย อ.นิธิ ท่านได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทยบ้าง พวกท่านมีความเสียสละได้ถึง 1 ใน 4 ของในหลวงแล้วหรือยัง ถ้าท่านมีคุณสมบัตินี้แล้วค่อยมาวิจารณ์ในหลวงของคนไทย ประชาชนคนไทยทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในราชวงศ์ พวกท่านไม่ต้องมาจูงจมูกคนไทย เพราะพวกเราจะยังคงรักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ตลอดไป พวกอาจารย์ ดร. ทั้งหลาย อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง มีปริญญา มีใบรับรองวุฒิทาง ดร. มา แล้วมาจูงจมูกคนไทย พวกเราไม่ใช่ควาย พวกท่านมีแต่เซลล์สมองที่ตายแล้วอย่าริอ่านวิจารณ์ มันเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง มีแต่ทำให้คนไทยแตกแยก คนไทยทุกๆ คน (ยกเว้นทารก) รู้เรื่องพระมหากษัตริย์เท่ากับท่าน แต่เลือกที่จะรักและเทิดทูนพระราชาพระองค์นี้ตลอดไป

yoyo copy ma

ก้อปปี้มา เอกสารลับ พคท.
--------------------ขขขขขขข-----------------
(ร่าง)
แถลงการรณ์กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ท.ป.ท.)

จากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กษ.....พล และพันธมิตรทุนศักดินานายหน้าขุนนางขุนศึกได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้สถาปนารัฐบาลหุ่นเชิด สุรยุทธ์ จุลานนท์ วางระบอบการใช้อำนาจสำหรับต่อต้านระบอบประชาธิปไตยประชาชน และการวิวัฒนาการทางสังคมที่จะต้องมุ่งสู่ความเจริญทางเทคโนโลยีและระบบทุนนิยมตามขั้นตอนของกฎการวิวัฒนาการ อันเป็นกฎเกณฑ์สัจธรรมของสังคมมนุษย์ที่ใครก็ตามมิอาจปฏิเสธได้ แม้จะใช้วาทกรรมและคำอธิบายด้วยปรัชญาตรรกะและเหตุผลเพียงใดก็ตาม

ในนามของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.) มีความเห็นว่า การปลดปล่อยประเทศชาติให้ปล้นจากแอกของ กษ........พล และทุนศักดินา นายหน้า ขุนนางขุนศึก มีแต่ต้องอยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) และการปฏิบัติการเด็ดขาดทางการทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ท.ป.ท.) ซึ่งได้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ มีความจัดเจนและสรุปบทเรียน ข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จนเกิดความเป็นเอกภาพแล้วในแกนนำ และมวลหมู่สมาชิกพรรคฯ ที่ต่างได้เรียนรู้สังคมไทย นโยบาย เข็มมุ่ง ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของพรรค พร้อมด้วยการสนับสนุนของแนวร่วมรักชาติรักประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสถานการณ์ปัจจุบัน ในความร่วมมือของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีดอย่างกว้างใหญ่ไพศาล กรรมกร ชาวนา และพนักงานรับจ้าง และพันธมิตร ผู้ประกอบการอิสระ นักวิชาการ ชนชั้นนายทุนน้อย ชนชั้นนายทุนชาติ และทุนก้าวหน้า จะสามารถปลดแอกประเทศชาติจากการกดขี่ขูดรีดอย่างหนักหน่วง และความปลิ้นปล้อนของศัตรูประชาชนกลุ่มนี้ลงจนได้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยประชาชนที่ชนชั้นต่างๆ มีอิสระภาพ เสรีภาพ และภราดรภาพ ในการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย ได้อย่างแน่นอน

กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.)
7 สิงหาคม 2551

yoyo

เรียน ความเห็นที่ 10 คุณแม็ก

คุณกล้ายอมตายเพื่อในหลวงจริงๆ หรือคะ
ดิฉันขอยกย่องชมเชยอย่างจริงใจ
ฉันอยากเห็นคนกล้าอย่างคุณ อยากรู้จักชื่อ นามสกุล ตำแหน่งหน้าที่การงาน ที่อยู่ เบอร์โทร. ค่ะ จะได้รู้ว่า คนไหนคือคุณ จะได้ยกย่องชมเชยได้ถูกคน

หากวันไหนคุณจะพลีชีพเพื่อในหลวง ขอให้บอกด้วยนะค่ะ

คุณจะเอาระเบิดมัดติดตัว และเข้าเฝ้าพร้อม พร้อมจุดชนวนระเบิดเพื่อพลีชีพให้ท่านในวันที่ 5 ธค. ใช่ไหมค่ะ

ถ้าคุณทำได้ แผ่นดินคงจะเจริญขึ้นค่ะ

ดิฉันรอวีรชนอย่างคุณที่กล้าพลีชีพเพื่อในหลวงอย่างตั้งใจค่ะ

ปล. email ของดิฉันค่ะ โปรดเปิดอ่านที่kingneversmiles.googlepages.com และ chakridynasty.googlepages.com

รักในหลวง

เวรกรรม ตกลงว่าไอ้ที่นังคุยกันเป็รวรรคเป็นเวรเนีย ผมว่าทำเพื่อจะขายหนังสือรึปล่าวเนีย เอาสถาบันที่คนไทยเคารพมาทำอย่างนี้ได้ไง ผมว่าถ้าเห็นว่าผรั่งมังค่าดีก็เชิญไปอยู่กับฝรั่งมั้งค่าดีกว่า อย่าอยู่เมื่องไทยให้หนักแผ่นดินไทยเลยครับ คนไทยรักสถาบันพระมหากษัติเพราะ สถาบันพระมหากษัติมีแต่ให้ ไม่เมือนพวกหัวใจฝรั่งในสมองมีแต่ธุรกิจ มีแต่ผลกำไรขาดทุน

กุเอง

เรารักสถาบันสูงสุดเพราะเรารู้ว่าท่านหลั่งเลือดเสียสละมาเป็นร้อย ๆ ปี แต่เราไม่รู้เลยว่าคนอย่าง อ.ธงชัย อ.นิธิ ทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง นึกไม่ออกจิง ๆ อ.ทั้ง 2 เคย เดิน 50 - 60 กิโลเมตร เพื่อเข้าไปถามชาวบ้านว่าเป็นอย่างไรไหม....เคยนั่งอยู่กลางป่ากับพื้นดินกับชาวบ้านไหม? เคยพาหมอเข้าไปรักษาชาวเขารึป่าว...หรือบรรพบุรุษของ อ.ทั้ง 2 เคย เข้าร่วมสงครามเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดบ้างไหมผมนึกไม่ออก..อย่าว่าเราว่าเรางมงายบนแผ่นดินนี้การคิดแบบนี้เรียกว่ารู้คุณคน

แม็ก

ความคิดเห็นที่ 29
อีดอก เก็บหอยเหียวๆ ของมึ.งใว้ทำมาหากินเถอะ ใครก็ได้ช่วยเอามันไปลงแขกหน่อยดิวะ อีพวกคิดร้ายต่อแผ่นดิน

เกิดเป็นคนชอบทำตัวเป็นเดรัจฉาน

เห็นด้วยกับ คห.31 พวกสมองเดรัจฉานทั้งหลายก่อนจะคิดการอะไร คิดถึงพวกตัวเองเถอะว่าทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองบ้าง ดีแต่เห่า สมองหมาปัญญาควาย ปล่อยให้พวกควายด้วยกันจูงจมูกอยู่นั้น

คนเมืองลุง

คห.32 หยาบคาย ชั่วช้าสามานย์ ไม่สมควรที่จะเป็นคน เหมาะสมกับการเป็นควาย มากกว่า

รัฐพัทลุง เป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นกับ รัฐกรุงเทพ ฯ
ตอนที่ หงสาวดี(มิใช่พม่า) มาเผารัฐอยุธยา ขอย้ำน่ะ รัฐอยุธยา(มิใช่ประเทศไทย) รัฐเชียงใหม่อยู่ดีมีแฮง รัฐล้านช้าง(อีสานปัจจุบัน) ก็อยู่ดีมีแฮง รัฐปัตตานี ก็กินดีอยู่ดี

รัฐพัทลุง ก็สุขสบายดี

ดช.เฟียม

คห. 32,33....ถ้าคัดจมูกและขี้มูกมาก(หายใจติดขัด) ผมขอแนะให้ทานยาลดนำมูก ตรานกกระยางคู่ (ขวดสีแดงๆ)...ผมเคยใช้ตอนอายุ8ขวบ ได้ผลดีจริงๆ(ไม่ได้โม้)....ข้อสำคัญเวลานอน อย่าให้ลมโกรกหัว และควรสรวมถุงเท้านอนด้วย........รักนะคนโง่!

BJ

Dear Mr Mag(no.10, 19, 32),
I can assume from your vocabulary that you earn a living being a despicalbe pilm !! How impressive to have a bloodthirsty entourage like you.

แม็ก

คนเมืองลุง
อย่าปากดีให้มาก เวปฟ้าเดียวก็โดนปิดไปแล้ว เดียวกูจะแจ้งปิดเวปนี้อีกเวป หนึ่ง
สะใจวะ เล่นอะไรไม่เล่นเล่นของสูงไอ้ควาย แล้วกูจะปากแบบนี้มึงจะมีปัญหาไร
วะ ไอ้เหีย

pruegsa

คุณแม็กกับคุณฟ้าสั่ง เป็นฝาแฝดกันหรือคะ คราวต่อไป นอกจากเปลี่ยนชื่อแล้ว ลองเปลี่ยนคอมฯด้วยนะ จะได้เนียนกว่านี้ ความเห็นที่36 เขาบอกว่าดูจากภาษาที่คุณใช้แล้ว คุณน่าจะมีอาชีพเป็นแมงดา (ช่วยแปลให้ค่ะ เพราะว่าคุณคงมีการศึกษาไม่พอที่จะแปลได้)

หม่องเอง

คห.ที่ 30

ใครมีแต่ให้..งทำมาหาได้จากอาชีพอะไร...คนไม่ทำมาหากิน..งจะบอกว่ามีแต่ให้ได้ยังไง....มีแต่เอา..เอา...เอา...และเอา....

ความคิดคุณตรงกันข้ามที่สุดเลย..งง

คนชั่วเป็นดี...ดีเป็นชั่ว...พูดออกมาได้...มีแต่ให้...ช่วยชาติ....กู้ชาติ....ปรีชาสามารถ....เคลื้มตามคำโฆษณา....เสียดายเงินชาวบ้าน

เรารักสถาบันสูงสุดเพราะเรารู้ว่าท่านหลั่งเลือดเสียสละมาเป็นร้อย ๆ ปี แต่เราไม่รู้เลยว่าคนอย่าง อ.ธงชัย อ.นิธิ ทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง นึกไม่ออกจิง ๆ อ.ทั้ง 2 เคย เดิน 50 - 60 กิโลเมตร เพื่อเข้าไปถามชาวบ้านว่าเป็นอย่างไรไหม....เคยนั่งอยู่กลางป่ากับพื้นดินกับชาวบ้านไหม? เคยพาหมอเข้าไปรักษาชาวเขารึป่าว...หรือบรรพบุรุษของ อ.ทั้ง 2 เคย เข้าร่วมสงครามเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดบ้างไหมผมนึกไม่ออก..อย่าว่าเราว่าเรางมงายบนแผ่นดินนี้การคิดแบบนี้เรียกว่ารู้คุณคน

เห็นด้วยกับคุณที่แสดงความคิดเห็นมาไม่รู้ว่าพวกคุณที่เรียกว่าอ.ทั้งสอง คนเคยทำอะไรดี ๆ ให้ประเทศชาติหรือคนหมู่มากในทางที่ดีหรือไม่ หรือเพียงแค่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวของคุณและเอาความคิดเห็นออกมาเผยแพร่เพื่อเกิดผลอะไรที่ท่านต้องการ เพื่อจุดประสงค์ใด (คงไม่ใช่สิ่งดีแน่)
สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันยังเลวร้ายไม่พอหรือ
อาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค มีราคาแพง
ความแตกแยก
อย่าทำให้สิ่งที่เป็นอยู่มันแย่ไปกว่านี้อีกเลย

เพียงแค่ผ่านมาเข้า web นี้และคงไม่เข้ามาอีกแล้ว เป็นweb ที่ไม่สร้างสรรค์เลย และอ่านแล้วทำให้รู้สึกแย่มากกับกล่มคนที่มีความคิดเช่นนี้ เศร้าใจจัง แต่คงว่าอะไรไม่ได้เพราะความคิดเห็นเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ดังไฟ

เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน เวปหัวควยล้มล้างสถาบัน

ณรงค์

ขอให้ฟ้าดินลงโทษพวกคิดล้มล้างสถาบัน โดยพลัน ขอให้มีอันเป็นไปภายใน 3 วัน 7 วัน สาธุ เข้ามีสถาบันคู่บ้านคู่แผ่นดินมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ พวกจัญไร เพิ่งเกิด จะคิดการใหญ่ อายบรรพบุรุษป่าว เขาเสียเลือดเสียน้อยมาเท่าไร พวกเจ๊กพลัดแผ่นดินคิดชั่ว อายสุนัขป่าว

บอล

ตลก ไร้สาระ ปัญญาอ่อน หากินกับคำว่า วิชาการโง่ ๆ

เอฟเฟค

เขียนเป็นวรรคเป็นเวร เกิดทันหรือเปล่า สมัยสุโขทัย สมัยอยุยา ล้านช้าง ล้านนา มีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เกิดไม่ทัน บางคนอ้างเป็น พคท.โห ยิ่งเต่าล้านปีใหญ่เลย มันล่มสลายไปแล้ว ลัทธิมากซ์นั่นหรือไม่ใช่ลัทธิเทวดา มันไม่ช่วยให้คนมีกินได้หรอก อย่าเชื่อถ้าไม่เห็นด้วยตา เพราะเมื่อ 500-1000 ปีก่อนท่านเกิดทันหรือไม่ ฝรั่งคนเขียนหนังสือเกิดทันหรือไม่ อเมริกาเป็นประเทศเพียง 200 กว่าปี เขียนประวัติศาสตร์ 1000 ปี ได้เก่งจังเลย [emo1.gif]

p^*thai

วัสดีจ่ะพวกหัวสูงที่คิดว่าตะเองเป็นผู้ดีทั้งหลาย..ถ้าคุณแยกแยะออกจิงคุณน่าจะรู้ว่าสิ่งที่คุณคิดเป็นความคิดของผู้ดีรึไพร่..
วันนี้ผมมีข้อเสนอมาให้พวกคนหัวสูงที่เห็นแก่เงินทั้งหลายนะคับ..อยากถามว่าถ้าผมให้ตังคุณแสนนึงและขอร่วมเพศกับแม่คุณจะได้รึป่าว..คิดว่าพวกหัวสมัยใหม่อย่างพวกคุณน่าจะยอมรับได้นะ..เพราะคนที่เค้าคิดดีเค้าคงไม่ยอมแน่..แต่ถ้าพวกคุณอาจจะยอมใช่ป่าว..นี้ผมพูดเพราะแล้วนะ..เหอๆ..คุณไปยุ่งอะไรกับสถาบันเค้า..ได้รู้แล้วมันทำให้ชีวิตพวกคุณดีขึ้นมารึงัย..พวกปัญญาอ่อน..จากนักเรียนนอก..ที่ไม่โง่แน่นอน [emo10.gif][emo10.gif][emo10.gif][emo10.gif][emo10.gif][emo10.gif]

p^*thai

อย่าเสแสร้งไปอีกเลย..
ยอมรับซะเถอะคับว่าคนทุกคน
ก็มีความคิดไพร่ๆอยู่ในตัวทุกคนนั้นแหละ..
อย่ามาแกล้งทำเป็นผู้ดีไปหน่อยเลย..ไอ้พวกหัวสูงที่ความคิดไม่สร้างสรรค์ทั้งหลาย..

p^*thai

อยากถามคุณธงชัยว่า..
อยู่ที่บ้านคุณเดินข้ามหัวพ่อแม่คุณเหมือนฝรั่งรึป่าว..ต้องความคิดสมัยใหม่อย่างนี้ใช้มั้ย..ถึงจะเหมาะกับคนหัวใหม่อย่างพวกคุณ..