เค้าโครง "การเล่าเรื่อง" การเมืองไทยในสมัยปัจจุบัน



ชาญชัย ชัยสุขโกศล


นิสิตปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และ


อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสันติภาพและสันติวิธีศึกษา
ศูนย์ศึกษาและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล


 


 


หมายเหตุ : บทความนี้มิได้ต้องการเสนอทางออกเฉพาะหน้าต่อวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน เพราะผู้เขียนไม่มีความรู้มากพอ แต่อยากชวนผู้อ่านมานึกคิดกันถึงโจทย์ที่กว้างขึ้น ที่สะท้อนจากวิกฤตการเมืองไทยในครั้งนี้


********************


 


 


สังคมการเมืองไทยขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะอะไรกันแน่?


 


ถ้าให้คุณอธิบายหรือ "เล่าเรื่อง" ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ให้ใครซักคนหนึ่งฟัง คุณจะ "เล่า" เรื่องนี้ในลักษณะอย่างไร? ที่สำคัญ คือ พล็อตหรือเค้าโครงการเล่าเรื่องที่ใช้นั้น คุณคิดว่ามันจะพาเราและสังคมการเมืองไทยไปทางไหน? ไปได้ไกลแค่ไหน?


 


...หรือไม่ได้ไปไหนเลย


 


โดยปกติ ผมเห็นว่าแนวการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆทางการเมืองแบบวิเคราะห์เชิง "เกมส์อำนาจ" ของผู้นำ หรือการชิงไหวชิงพริบแต่ละฝ่าย พร้อมด้วยผู้หนุนหลัง และตัวละครอื่นๆอีกมากมาย นั้น มีประโยชน์ในหลายสถาน เพราะแม้จะดูเป็นด้านมืดสักหน่อย แต่มันเป็นตัวขับเคลื่อนการเมืองในโลกจริง


 


แต่ขณะนี้ ดูเหมือนว่าเราจะเอ่อท้นไปด้วยแนวการวิเคราะห์เช่นนี้มากเกินไป จนไม่สามารถมองเห็นโลกในด้านอื่นๆได้มากนัก ทั้งที่ความเป็นจริงทางสังคมการเมือง มักมีด้านอื่นๆอีกมากมายมหาศาลเสมอๆ


 


พูดอีกอย่าง คือ เรากำลังตั้งโจทย์อะไรต่อความขัดแย้งในการเมืองไทยปัจจุับัน คำถามแบบไหนที่เราตั้งขึ้น คำถามเหล่านี้พาเราไปสู่คำตอบแบบไหน คำตอบนั้นดูดีมีอนาคตสดใสเพียงใด หรือมีแต่พาให้เราหดหู่ เศร้าหมอง รู้สึกไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก


 


ที่สำคัญ คือ เราสามารถตั้งโจทย์แบบอื่นๆต่อการเมืองไทยปัจจุบันได้หรือไม่? มีแนวการเล่าเรื่องแบบอื่นๆอีกได้หรือไม่? ที่ทำให้เราสามารถเห็นโลก (การเมืองไทย) ได้รุ่มรวยกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังชวนให้เราสามารถทำอะไรกับสถานการณ์ได้บ้าง


 


ผมเห็นว่าหลายปีมานี้ การเมืองไทยถูกขับดันไปจนสุดขอบความรู้เท่าที่เราพอจะมีกันอยู่ และสังคมไทยก็ได้ใช้ปัญญาในการกำกับ ยับยั้ง และหาทางออกให้กับการเมืองไทยอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนเรายังคงคว้าไม่เจอ "โจทย์" ที่ดูจะมี "พลังในการอธิบาย" ได้อย่างน่าพึงพอใจมากนัก 


 


ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ัรัฐศาสตร์ที่ออกมาอธิบายว่าปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับปัญหาในระดับพื้นฐานของระบบการเมือง ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันคือปัญหาว่าด้วยเรื่องคุณค่า ความหมาย และที่มาของความชอบธรรมในลักษณะต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งกับประชาธิิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือระหว่า้่งการเมืองแบบในรัฐสภากับการเมืองนอกสภา


 


ที่มาของความชอบธรรมในระบบการเมืองหนึ่งๆนั้น มีได้หลากหลาย ทั้งที่มาจากการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สามารถแก้ปัญหาปากท้องให้ผู้คนได้ ความชอบธรรมที่ได้มาจากคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง หรือความชอบธรรมจากการเข้าร่วมอย่างแข็งขันของพลเมือง ในฐานะที่รับผิดชอบโดยตรงต่อระบบการเมืองของตน อันเป็นฐานที่มาของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือแม้แต่ความชอบธรรมของการเมืองนอกสภาที่เกิดขึ้นเพราะการเมืองในสภาไม่สามารถธำรงบรรทัดฐานความถูกต้องของสังคมไว้ได้ และยังมีที่มาของความชอบธรรมอีกมาก เช่น จากอำนาจประเพณี บารมี การใช้หรือไม่ใช้ความรุนแรง เ็ป็นต้น


 


โจทย์ใหญ่ของเราในขณะนี้ คือ ที่ผ่านมา เราเผชิญกับการปะทะกันของความชอบธรรมหลากหลายชนิด โดยไม่รู้ว่าควรจัดลำดับความสำคัญของความชอบธรรมแต่ละชนิดไว้ก่อนหลังอย่างไร และผู้ที่ยึดกุมความชอบธรรมแต่ละชนิดนั้น ควรเอื้ออาีรีต่อผู้ยึดกุมความชอบธรรมแบบอื่นๆอย่างไร


 


ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น น้ำหนักเหตุผลและความชอบธรรมที่ให้ต่อความห่วงใยในภาพลักษณ์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศนั้น จะจัดวางความสัมพันธ์กับความไม่ชอบธรรมจากปัญหาปากท้อง ปัญหาคอร์รัปชั่น ตลอดจนปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ของประเทศอย่างไร?


 


ในทางการเมืองนั้น เรากำลังอยู่ในภาวะที่การเมืองในสภาเสื่อมความชอบธรรมลงไปมาก อันเป็นผลจากความไร้ประสิทธิภาพและคอร์รัปชั่นมากมายหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนหรือการเมืองนอกสภานั้น ค่อยๆเข้มแข็งมากขึ้นๆ โดยเฉพาะในช่วงหลังปีสามสี่ปีมานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครือข่ายสื่อเป็นเนื้อเดียวกับ หรือกระทั่งเป็นผู้นำของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเองด้วยซ้ำ การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งและขยายตัวอย่างล้มหลามจนน่าตกใจ เพราะบางครั้งดูจะล้ำเส้นไปบ้าง กลายเป็นดุดัน บางครั้งถึงขั้นก้าวร้าว ก่อให้เกิดความเกลียดชังแพร่สะพัด กระทั่งปริ่มๆว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้  อย่างไรก็ตาม นี้ก็ยังสามารถถือได้ว่าการเมืองภาคประชาชนของไทยก้าวหน้าไปมาก  และที่น่าสนใจ ก็คือ เราจะสามารถ "ต่อยอด" ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างไร?


 


ดังนั้น โจทย์ใหญ่ทางการเมืองปัจจุบัน คือ เราจะจัดลำดับความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองในสภาและการเมืองนอกสภาอย่างไร? การเมืองนอกสภา ควรไปไกล (อาจรวมทั้งดุดัน) มากน้อยเพียงใด? ความชอบธรรมของการเมืองในสภาควรอยู่ในขอบเขตระดับใด? เมื่อใดที่การเมืองในสภาหมดความชอบธรรม และต้องหลีกทางให้การเืมืองนอกสภา?  และเราจะสร้างพื้นที่ให้มากขึ้นให้คนกลุ่มต่างๆสามารถใช้การเมืองนอกสภาเป็นหนทางรักษาความถูกต้องและความเป็นธรรมของสังคม (โดยเฉพาะเมื่อการเมืองในสภาไม่สามารถทำงานได้) ได้อย่างไร?


 


กล่าวอีกนัยหนึ่ง  เราน่าจะชวนกันตั้งโจทย์ว่า เมื่อเกิดสภาวะที่สังคมไม่สามารถดำเนินไปตามกระบวนการทางการเมืองปกติ (ซึ่งยืนอยู่บนความสัมพันธ์ของคุณค่าและที่มาของความชอบธรรมต่างๆในลักษณะหนึ่ง ที่อาจให้น้ำหนักกับการเมืองในสภาและเศรษฐกิจปากท้อง หรือภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ ก็ตามแต่) เราควรจัดลำดับความสัมพันธ์ของคุณค่าต่างๆเหล่านี้ "ใหม่" อยางไร?  เช่น อาจต้องยอมให้เศรษฐกิจการลงทุนพร่องไปบ้าง  บนฐานของความเห็นใจ ว่าคนที่ออกมาเรียกร้องนั้น เขาคงมีปัญหาจริงๆ (อาจจะหลังจากพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อยู่มานานจริง ยอมทนลำบาก ตากแดด ตากฝนจริงๆ เพราะการเมืองนอกสภานั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครนึกจะเคลื่อนไหว ก็ทำได้ง่ายๆ)


 


เหล่านี้คือโจทย์ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการพยายาม "อธิบาย" หรือ "เล่าเรื่อง" การเมืองไทยในปัจจุบันได้อย่างรุ่มรวยหลากหลายและดูมีที่ทางให้เราได้ทำอะไรกันได้มากขึ้น กว่าแนวการเล่าเรื่องแบบที่เป็นๆกันอยู่


 


***************************


 


หมายเหตุ : หลังจากเกิดเหตุการณ์พันธมิตรบุกยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 และรัฐบาลเองก็ดูมีท่าทีแข็งกร้าว ขู่จะใช้ความรุนแรงและจะสลายการชุมนุมอยู่ตลอดเวลา จนดูเหมือนสังคมไทยกำลังเข้าใกล้วิกฤตความรุนแรงมากขึ้นเรือ่ยๆ  ผมเขียนบทความนี้ขึ้นหลังได้จากได้รับการเตือนสติเกี่ยวกับวิธีการมองปัญหาและจุดประกายประเด็นที่ควรคิดจาก ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย แห่งสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ เพื่อเป็นฐานในการร่วมคิดกันต่อไปว่าเราสามารถทำอะไรในเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองไทยปัจจุบันได้บ้าง  ความดีอันใดหากเกิดขึ้นจากบทความนี้ ขอยกให้ปกรณ์ ความผิดอันใดที่อาจเกิดขึ้น ผมขอรับไว้เอง


 


 


 


เขียน ณ มหาวิทยาลัยวูลองกอง ออสเตรเลีย


29 สิงหาคม 2551 02:47

Comments

panitaan

ขอขอบคุณผู้เขียนสำหรับบทความที่ประืเทืองสมองเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามผมคิดว่าไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนที่ีมีมุมมองว่า การคลื่อนไหวของพันธมิตร เป็นการเมืองแบบมีส่วนร่วม หรือการเมืองภาคประชาชน

หากพันธมิตรเป็นการเมืองภาคประชาชน หรือการเมืองแบบมีส่วนร่วมจริงแล้ว พันธมิตรก็คงไม่ยุติการมีส่วนรวมของภาคประชาชนไปตามหน้าตาของรัฐบาล อีกนัยหนึ่งก็คือพันธมิตรคงจะไม่ยุติการมีส่วนร่วมในสมัยรัฐบาลสรุยุทธ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พันธมิตรหยุดการ "มีส่วนร่วม" ทันทีเมื่อมีรัฐบาลสุรยุทธ ไม่มีการพูดถึงชาติ ไม่มีการพูดถึงเรื่องโกงกิน ไม่มีคำตำหนิใดๆ และพันธมิตกลับมาเริ่มการ "มีส่วนร่วม" อีกครั้งเกือบจะทันทีที่รัฐบาลสมัครเริ่มเข้าทำงาน

ผมมองได้อย่างเดียวครับว่า พันธมิตรเป็น "กลุ่มจัดตั้ง" เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยมิได้คำนึงถึงเรื่องการโกง การขายชาติ อธิปไตร ต่างๆ ที่เขากล่าวอ้างในการชุมนุม มีเพียงหัวข้อเดียวที่พันธมิตรดูจะจริงใจ ก็คือเรือง 70:30 เท่านั้น

นางจิตประไพ โสภาวันดี

ที่น่าสมเพชเวทนา กว่า พันธมิตร ฯ คือ พรรคประชาธิปัตย์
เรียกร้องให้ นายก ฯ ลาออก บ้าง ให้ทบทวน ตนเองบ้าง
ไม่เคยหันมาดู ตัวเองบ้างเลย ความกล้าหาญทางจริยธรรมต่อพรรคต้วเองไม่มี
ร่วมมือกับ พันธมิตร ฯ แต่ไม่กล้ายอมรับความจริง

1) ส.ส. ในระบบ เอย(สมเกียรติ ฯ ไกรศักดิ์ ฯ)
2) ส.ส. สอบตกเอย (ประพันธ์ ฯ สำราญ ฯ วัชระ ฯ และอีกหลายคน)
3) สมาชิกพรรค ร่วมบุกยึด สถานีข่าว NBT ด้วย
แยกกันเดินรวมกันตี ปั่นป่วนบ้านเมือง ทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ

อภิสิทธิ ฯ ที่รัก จะรับผิดชอบ ทั้ง 3 กรณี ข้างต้น อย่างไร
อย่ามัวแต่ เรียกร้องความรับผิดชอบต่อคนอื่นเลย
พิจารณาตัวเองโดยด่วน ก่อนจะหมดอนาคตทางการเมือง

Homo erectus

การเมืองขณะนี้ ต้องดูเบื้องหลังของการเคลื่อนไหวฯ หากนักวิชาการที่ไม่ดัดจริตหรือไร้เดียงสาทางการเมืองจนเกินไป ก็คงรู้ได้ว่าการต่อสู้ของพันธมิตรฯ หาใช่การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง โดยความบริสุทธิ์ใจไม่

แตกต่างอย่างยิ่งจาก ขบวนการภาคประชาชนกลุ่มอื่นๆ เช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกร ฯลฯ ... เพราะพันธมิตรฯ เป็นเครือข่ายอภิชนเพื่อศักดินาอำมาตย์ ที่พยายามทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย เพื่อข้อเสนอของตนอย่างมักง่าย!

ไม่มีขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไหนหรอกครับ ที่จะ "มีสิทธิ์" ทำได้อย่างพันธมิตรฯ คนมีสติดีพอก็เข้าใจตรงนี้ทั้งนั้นแหละ

คนดอย

-เรียกร้องคนทุกภาคส่วนในประเทศนี้ ขอให้ช่วยกันมีส่วนร่วมด้วยกับเหตุการณ์ครั้งนี้
-เกียรติยศ ชื่อเสียง ของประเทศ คนไทย ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว เขามองดุคนประเทศนี้ที่ขาดอาระยธรรม ป่าเถือน โหดร้าย ไม่มีความรับผิดชอบ ด้วยการยึดทำเนี่ยบ ขี้ เยี่ยว สมสู่ กันในทำเนียบ ???????ทำลายเศษฐกิจ ระเบี่ยบสังคม กฎหมาย ระบอบประชาธิปไตย จนป่นปี้หมดแล้ว สาธุประเทศไทย?????????????????

สงสัยไม่เวิร์ค

ผู้เขียนเสนอให้เล่าเรื่องแบบใหม่ เพื่อมองมุมใหม่ แต่คนที่เข้ามาก็พยายามอธิบายแบบเก่า สงสัยบทความนี้จะไม่เวิร์ค แต่ก็ดีที่เสนอ เพราะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น มากไปกว่าทฤษฎีความขัดแย้งทางการเมืองสองฝ่ายแบบเดิมๆ ครับ

พรุ่งนี้จบ

พรุ่งนี้เวลาบ่าย ( 9 ก.ย.51)นายสมัคร จะกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว หนังกำลังจะอวสานแล้ว 5555 โกหกหน้าด้านๆว่าจัดรายการแล้วไม่ได้ค่าตอบแทน แต่คนขับรถได้
เหมือนทักษิณเชียว คนรับใช้ถือครองหุ้น เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

ไอ้พวกกบฏ

'เขียน ณ มหาวิทยาลัยวูลองกอง ออสเตรเลีย

29 สิงหาคม 2551 02:47'

หมายเหตุ : เป็นช่วงบุกยึดทำเนียบ ก่อนมีการตายเกิดขึ้น

อยากให้ผู้เขียนมาเห็นสภาพที่แท้จริง และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน มากกว่าการมองผ่านสือต่างประเทศ
ซึ่งระดับความรุนแรงของม็อบ และเจ้าหน้าที่รักษาการของไทยนั้นต่างกับต่างประเทศมาก เช่น
1. พรก. ที่ประกาศออกมา ทหารไทยก็ยังมิได้นำอำนาจนั้นไปใช้จริง
2. การที่ พธม. ยึดเอาทำเนียบเป็นฐานนั้นได้ไม่ทราบว่ามีประเทศไหนเปิดโอกาสอย่างนี้แก่ม็อบบ้าง

ปล. ช่วงนี้เหตุการณ์ในประเทศไม่ถือว่ายังรุนแรงมาก[เมื่อเทียบกับปี 35] แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อยากให้ผู้เขียนศึกษาหาข้อมูลให้มากกว่านี้หน่อยก่อนที่จะสรุปอย่างผิวเผินเช่นนี้ครับ

นักรบธรรม

เป็นเรื่องที่ควรบอกต่อ เนื่องจากได้ข้อมูลอื่นๆ ที่นี่
http://www.legendfirst.com