กวีกับการเมือง: รากฐานอันมั่นคงสถาพรของกวีนิพนธ์ในอ้อมอกกวีไทย

โดย : นายยืนยง


 


 


 



 


 


จากรายงานข่าวกิจกรรมอ่านกวีนิพนธ์ ในหัวข้อ งานการเมืองในมิติกวีนิพนธ์


โดยกวีทั้ง 21 มาบรรจบกันในเวที Thai Poet Society Forum ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2552 นี้ ... (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiwriter.net หรือเวบไซต์ในข่ายวรรณกรรมไทยอื่น)


 


อาจถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทยที่ไม่ใหม่เอี่ยมอ่องทีเดียว เพราะใครที่ติดตามให้ความสนใจ "วงการกวีนิพนธ์" ย่อมมี "แสงส่องทาง" ไปถึงได้ไม่ยาก เท่าที่ทราบหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์บางฉบับได้ประชาสัมพันธ์ร่วมอย่างแข็งขัน รวมถึงสื่ออิเล็คทรอนิคส์


 


แต่อีกด้านหนึ่ง กระแสความรับรู้ของคนที่ไม่ได้ให้ความสนใจวงการนี้ ย่อมถือเป็นเรื่อง "แปลกใหม่"


 


จากบทสัมภาษณ์ กฤช เหลือลมัย กวีที่มีผลงานเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์เมื่อปี 2550 ตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม 2552 กับคำถาม ทำไมต้องมีการจัดงานนี้ขึ้น


กฤช เหลือลมัย ตอบว่าเป็นปัญหาที่ทราบกันดีหรือถึงขั้นตระหนักว่า พื้นที่เผยแพร่ผลงานกวีนิพนธ์หดแคบลง


 


ในคำถาม ทำไมต้องเป็นหัวข้อการเมือง ส่วนหนึ่งในคำตอบ เขาบอก... เชื่อว่ากวีน่าจะมีญาณอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ และกับอีกหลายคำถาม ทำให้สงสัยว่า เมื่อกวีมีญาณพิเศษ เหตุไฉน พื้นที่ของ "ผู้วิเศษ" จึงไม่เป็นที่ตอบรับในลักษณะมหาชน ข้อสงสัยนี้จะสามารถโยงไปถึงคำถามที่เคยถูกโยนกันไปกันมา หาคนตอบชัดเจนไม่เจอ คือ กวีตาย?


 


ในที่นี้จะตั้งสมมุติฐานจากส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของกฤช เหลือลมัย ในส่วนที่เขาเชื่อว่า


กวีมีญาณพิเศษ โดยเริ่มจากการถอดความจากหัวข้องานอ่านกวีนิพนธ์ครั้งนี้


 


งานการเมืองในมิติกวีนิพนธ์ ประกอบด้วยคำดังนี้


งาน มีนัยยะถึงผลของการกระทำที่ต่อเนื่องนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ส่งให้เกิดความเคลื่อนไหว


การเมือง หมายถึง การอยู่ร่วมกันของหน่วยต่าง ๆ ในสังคม ภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตย ในที่นี้หมายถึงกวีนิพนธ์มีพลังขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคม


มิติ เป็นการแสดงถึงความลึกตื้น หลากหลายของรูปธรรมที่อาจขยายมาถึงนามธรรมได้


กวีนิพนธ์ ผูกเป็นนัยยะอย่างนามธรรม


 


โดยรวมแล้ว มีนัยยะว่า งานกวีนิพนธ์ (คำว่า งาน นี้เติมเพื่อขยายความให้สมบูรณ์) กวีนิพนธ์ที่เขียนถึงสภาพสังคมในภาพการเมือง จะมีผลสัมฤทธิ์อันจะมาซึ่งความเคลื่อนไหว และอาจจะแสดงถึงความหวังที่กวีนิพนธ์จะมีส่วนขับเคลื่อนกระบวนสังคมการเมือง


 


การจากถอดความดังกล่าว ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกวีนิพนธ์กับสังคม ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดของวรรณกรรมสกุลเพื่อชีวิตเพื่อสังคม


 


ในยุควรรณกรรมเพื่อชีวิตในประเทศไทย ซึ่งมีจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้นตระกูล เราคงจำได้ว่า กวีนิพนธ์ในยุคนั้นมีส่วนกระตุ้น ผลักดันกระแสคิดของประชาชน นิสิตนักศึกษา ถึงขั้นกล่าวขานกันไปว่า กวีนิพนธ์ (รวมถึงวรรณกรรม) มีพลังเปลี่ยนแปลงสังคมได้ และถือว่ากวีนิพนธ์เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในกระบวนขับเคลื่อนสังคม จากการถอดความชื่องานอ่านกวีนิพนธ์ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นความมีความสอดคล้องกันในแง่ที่กวีนิพนธ์ถือเป็นงาน มีผลสัมฤทธิ์เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นจะกล่าวได้ว่า จิตร ภูมิศักดิ์ ยังคงสิงสถิตอยู่ในกวีนิพนธ์ปัจจุบันอยู่ได้หรือไม่


 


และหากกล่าวว่า ตัวบทกวีนิพนธ์ มีพลังอยู่ในตัวเองโดยไม่ต้องอิงกับตัวกวีผู้สร้าง คงไม่ถูก


เพราะในยุคนั้น ตัวกวีมักถูกนำมาพ่วงเข้ากับตัวบทกวีในฐานะผู้สร้าง ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ตัวกวีจึงได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็นผู้นำทางสังคม เป็นชนชั้นพิเศษของสังคม (ในเมื่อยกย่องกวีนิพนธ์ (ลูก) แล้ว เราจะไม่เชิดชู พ่อแม่ ในฐานะผู้ให้กำเนิดหรือ) ลักษณาการเช่นนี้ จะเรียกได้ว่า ตัวกวีถูกสถาปนาขึ้นเป็นบุคคลพิเศษด้วยผลสัมฤทธิ์ของตัวบทกวีได้หรือไม่


 


เมื่อกวีนิพนธ์และตัวกวีมีภาพเป็นของพิเศษ ซึ่งหาไม่ได้จากปุถุชนทั่วไป ทำให้ต้องย้อนกลับไปมองสถานะของกวีนิพนธ์ในยุคก่อนเพื่อชีวิต เพราะหากข้อสมมุติฐานนี้เป็นจริงย่อมแสดงถึงรากฐานอันมั่นคงสถาพรของกวีนิพนธ์ไทยด้วย


 


เพื่อความชัดเจน ต้องย้อนกลับไปยุคของกวีราชสำนัก อันเป็นยุคที่กวีนิพนธ์ยังถูกสงวนไว้เป็น "สมบัติอันล้ำค่าของความเป็นชาติ" เป็นของสำหรับชนชั้นสูง มีบรรดาศักดิ์ ซึ่งถือเป็นให้การรองรับสถานะพิเศษของกวีนิพนธ์ และตัวกวีก็ย่อมเสวยสถานภาพพิเศษกว่าปุถุชนทั่วไปพร้อมกันด้วย ข้อนี้ อาจเป็นการสถาปนาของชนชั้นสูงเองเพื่อสร้างความ "พิเศษ" หรือ "ศักดิ์สิทธิ์" ให้กับตัวกวีและกวีนิพนธ์ ถือเป็นการสร้างอุดมการณ์ของชนชั้นสูง ยกย่องให้กวีนิพนธ์เป็นของสูง และยังเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมสืบมาจนปัจจุบัน ไม่เปลี่ยน


 


ดังนั้น สรุปได้ระดับหนึ่งว่า สถานภาพของตัวกวีนั้นแต่เดิมขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดของตัวกวี ซึ่งถูกจำกัดไว้เฉพาะคนมีการศึกษาสูง มีราชสกุล ครั้นมาถึงยุคก่อนเพื่อชีวิต กวีนิพนธ์ก็ยังเป็นของพิเศษ สงวนไว้เฉพาะคนมีการศึกษาสูงดังเดิม โดยเฉพาะเหล่าปัญญาชน


 


ยิ่งมาถึงยุคเพื่อชีวิตที่กวีนิพนธ์เฟื่องฟูถึงขั้นถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม ยิ่งเหมือนเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า มรดกของชนชั้นสูงในอดีต (อุดมการณ์ของชนชั้นสูง) ยังถูกรักษาและทนุถนอมไว้โดยเหล่าปัญญาชนผู้สร้างกวีนิพนธ์ด้วยความจงรักภักดี


 


นอกเหลือจากเงื่อนไขข้างต้น ยังมีอิทธิพลของแนวทฤษฎีวิจารณ์วรรณกรรมแนวปฏิฐานนิยม(Positivism) ที่มีต่อวรรณกรรมไทย อันเป็นแนววิจารณ์วรรณกรรมที่หมกมุ่นอยู่กับตัวนักเขียนเป็นพิเศษ  


มีการศึกษาชีวประว้ติของนักเขียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ถือว่าวรรณกรรมเป็นผลงานสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคลผู้มีญาณทัศน์พิเศษ สามารถสื่อความหมายของชีวิตผ่านงานประพันธ์ออกมาได้อย่างลุ่มลึก (ทฤษฎีนี้เฟื่องฟูในยุควิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมของภาคยุโรปและอเมริกา ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19)


 


นั่นเท่ากับว่า เมื่อเวลาผ่านไปยิ่ง มีหลาย "มือ" ที่เกื้อหนุนให้กวีนิพนธ์สถาปนาตัวกวีเป็นชนชั้นพิเศษของสังคม ควรแก่การเคารพยกย่อง น่านับถือ กระทั่งบางคนกล่าวว่า กวีคือพระเจ้า หรือ ถ้ากวีเดินผ่านมาต้องโค้งคำนับ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนถือเป็นมรดกตกทอดที่สืบมารุ่นต่อรุ่น และส่อเค้าว่ายังมั่นคงสถาพรไปอีกแสนนาน ไม่ว่ายุคสมัย ความเชื่อ มายาคติจะกำลังขับเคลื่อนสังคมไปถึงไหน


 


มาถึงยุคนี้ เราจะปฏิเสธมรดกอันสูงส่งของบรรพบุรุษกวีไม่ได้เสียแล้ว


กวีระดับซีรองอย่างกฤช เหลือลมัย เองยังมีความเชื่อว่า กวีมีญาณพิเศษ (จากบทสัมภาษณ์ข้างต้น)


ญาณ คือ ปัญญา ความรู้ ความหยั่งรู้ มีนัยยะว่า กวีคือผู้หยั่งรู้ มีมากปัญญาอย่างที่ปุถุชนทั่วไปไม่มี


ชัดเจนในตัวว่า กวีเป็นผู้พิเศษ ไม่ใช่ ปุถุชน หากแต่ยังคงเป็นผู้พิเศษ เป็นของศักดิ์สิทธิ์


 


ถึงตรงนี้ ในยุคที่ตัวกวีไม่จำเป็นต้องมีฐานันดรศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงส่ง ดังอดีตอีกต่อไป


แล้วแต่ความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์และตัวกวี อุดมการณ์ของชนชั้นสูง ยังถูกตัวกวียึดถืออยู่ เสมือนเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อบรรพบุรุษกวี เป็นการถ่ายทอด ส่งผ่านความเชื่อมาถึงปัจจุบันนี้ แล้วถ้าสมมุติฐานอันวิเศษนี้เป็นจริง เหตุไฉน กวีนิพนธ์จึงถูกลดพื้นที่ลง จนกระทั่งตัวกวีต้องดิ้นรนหาพื้นที่ "หายใจ"


 


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ เคยเขียนไว้ว่า กวีเป็นผู้ดูแลอารมณ์ของสังคม


คำกล่าวนี้ ยังยืนยันในความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ และตัวกวี แสดงถึงความสำคัญ และความจำเป็น


ที่สังคมต้องมีกวีนิพนธ์ และแน่นอนต้องมีต้วกวี ราวกับหาก สังคมไร้ผู้ "ดูแล" อารมณ์แล้ว  "สังคม" จะไม่อาจสงบสุขได้ ราวกับว่า "สังคม" ดูแลอารมณ์ตัวเองไม่ได้ และเพราะกวีนิพนธ์เป็นของพิเศษ มีแต่ผู้พิเศษเท่านั้นจะทำหน้าที่นี้ได้


 


เช่นนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างไม่คลอนแคลนต่อบรรพบุรุษกวี ทั้งตัวกวีและตัวบทกวีอย่างไม่อาจแยกแยะออกจากกันได้ ซึ่งส่งผลให้กวีนิพนธ์ไม่อาจถูก "อ่าน" หรือ "วินิจฉัย" ได้โดยปราศจาก "เงา" ของตัวกวี


 


ชัดเจนว่าโครงสร้างความคิดดังกล่าวยังคงอยู่ที่เดิม ไม่กระดิกกระเดี้ย เพราะอะไรหรือที่ไม่อาจแยกตัวกวีออกจากตัวบทกวีได้ จะมาจากความยึดถือ แสดงความเป็นเจ้าของของผู้สร้างเอง อันนี้ไม่ต้องโยงไปถึงเรื่องอัตตาก็ได้ แต่ถ้าจะโยง "นิดเดียว" และไม่เกี่ยวศีลธรรม จะกล่าวได้ว่าการยึดถือผลงานเป็นของตัวตนของตัวเองนั้น "อาจ" มีส่วนฉุดให้ตัวกวีไม่สามารถก้าวข้ามหรือก้าวพ้นไปจากตัวตนของตัวเองในตัวบทกวีได้อีก ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการสร้างสรรค์


 


กลับมาสู่งานอ่านกวีนิพนธ์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคมนี้


 


สรุปได้ว่า ตัวกวียังเชื่อในการครองสถานภาพ "พิเศษ" ของกวีนิพนธ์และตัวกวีเองอยู่ ถือเป็นการสนองนโยบายของรากฐานอันมั่นคงสถาพรของยุคเพื่อชีวิต ก่อนเพื่อชีวิต ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง กวีราชสำนัก รัตนโกสินทร์ อยุธยา อย่างจงรักภักดี


 


แต่เมื่อ "พื้นที่" แสดงความจงรักภักดีไม่ตอบสนองความเชื่อของตัวกวีเอง เพราะมันได้หดแคบลงราวกับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า กวีนิพนธ์และตัวกวีถูกสังคม "เอาหูไปนาเอาตาไปไร่" เสียแล้ว


อาจเป็นการส่งสัญญาณจากสังคมว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์และตัวกวีนั้นขึ้นสนิมเสียแล้ว


สังคมไม่ต้องการให้กวีมาคอยดูแลอารมณ์เพราะสังคมสามารถดูแลตัวเองได้


หรือสังคมจะให้ความสนใจก็ต่อเมื่อมีรางวัลใหญ่มาเป็นตัวประชาสัมพันธ์ช่วย


 


ปฏิกิริยาจากสังคมเหล่านี้ทำให้ตัวกวีต้องดิ้นรนแสวงหาพื้นที่อื่น หรือพื้นที่ใหม่ แสดงผลงาน


แสดงศักยภาพ แสดงพลังของงาน แสดงความมั่นคงอันพิเศษของกวีนิพนธ์ หรือเพื่ออะไรก็ตามแต่


ในงานอ่านกวีนิพนธ์ครั้งนี้


 


นอกจากนั้นงานนี้ยังเป็นการขยายขอบเขตการรับรู้จาก "ตัวบทกวี" ไปสู่ "ตัวกวี" เนื่องจากตัวกวีต้องเป็นผู้ถ่ายทอดตัวบทกวี ผู้รับสารไม่ได้เป็น ผู้อ่าน อีกต่อไป แต่เป็น ผู้ฟัง ฉะนั้น ตัวกวีจึงได้โอกาสแสดงความเป็นเจ้าของกวีนิพนธ์นั้น ๆ อย่างชัดแจ้งอีกด้วย นั่นเสมือนเป็นการประกาศว่ากวีนิพนธ์กับตัวกวี ไม่อาจแยกแยะออกจากกันได้เลย ไม่อาจแยกจากกันตลอดกาล


 


นอกจากนั้นอาจมีนัยยะว่า งานนี้เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า ตัวกวีต้องออกแรงสถาปนาตัวบทกวี แทนที่เมื่อก่อนซึ่งตัวบทกวีทำหน้าที่สถาปนาตัวกวีขึ้น เพื่อทวงคืนความศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาสู่ตัวบทกวีและตัวกวีเอง โดยเฉพาะในภาคการเมืองจากชื่องานนี้ ที่ยังถูกมองจากตัวกวีว่า กวีนิพนธ์จะเป็น "งาน" อีกครั้งหลังจากกวีนิพนธ์ประสบความสำเร็จกับ "งาน" เปลี่ยนแปลงสังคมในยุคเพื่อชีวิตโน่น


 


และถ้าปาฏิหาริย์มีจริง พื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ประกาศความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ (ตัวกวีกับตัวบทกวี เพราะไม่อาจแยกออกจากกันได้) อาจจะกลับมาอยู่ในอ้อมอกของกวีนิพนธ์ได้เหมือนเดิม.


 


 


 






 


เชิญร่วมงาน ThaiPoetSociety Forum ครั้งที่ 1 "การเมืองในมิติกวีนิพนธ์" 


22 มีนาคม 2552  เวลา 16.30 - 20.00 น. 


หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ


 


 


   16.30 . ชมคลิปอ่านบทกวีจาก www.thaipoetsociety.com
   17.00
. สุรสีห์  โกศลนาวิน  กล่าวเปิดงาน ThaiPoetSociety Forum
   17.15
. ซะการีย์ยา อมตยา กล่าวคำประกาศของ ThaiPoetSociety Forum พื้นที่กวีนิพนธ์ในสังคมไทย
   17.30
. Performance โดย มงคล เปลี่ยนบางช้าง
   17.50
. เริ่มการอ่านบทกวี
   19.40
. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กล่าวปาฐกถาตาม 
  


 


พบเหล่ากวีรับเชิญ


 


   1. เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์   
   2. ศักดิ์ศิริ  มีสมสืบ     
   3. ไพวรินทร์ ขาวงาม   
   4. มนตรี
ศรียงค์   
   5. เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์   
   6. ประกาย ปรัชญา
   7. ไม้หนึ่ง ก.กุนที   
   8. สมพงษ์
ทวี'
   9. เสรี ทัศนศิลป์
   10. กฤช เหลือลมัย
   11. ศิริวร
แก้วกาญจน์
   12. เสี้ยวจันทร์  แรมไพร
   13. ซะการีย์ยา
อมตยา
   14. มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม
   15. โกสินทร์ ขาวงาม
   16. อังคาร  จันทาทิพย์
   17. อุเทน  มหามิตร
   18. ตุล ไวฑูรเกียรติ
   19. ลัดดา
สงกระสินธ์
   20. แก้วตา ธัมอิน
   21. อาณัติ แสนโท


 


 


 


ร่วมสร้างสรรค์โดยทีมงาน ThaiPoetSociety www.thaipoetsociety.com 


กฤช  เหลือลมัย 
ซะการีย์ยา อมตยา
วัฒนชัย  แจ้งไพร
อาณัติ  แสนโท


 



สนับสนุนงานและร่วมจัดโดย


 


มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป  
เว็บไซค์
www.thaipoetsociety.com 
นิตยสารปาจารยสาร
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานคร


 


 


 


 


 

Comments

ธงไท นำชัย

เรียนคนจัดงาน
ทำไมไม่เชิญวิสา คัญทัพ
จิ้น กรรมาชน
เขาเป็นกวีการเมืองใช่ไหม
ทำไมเชิญแต่กวีสีเหลือง
แล้วจะให้น้องกวีใหม่ๆจะมีทางเลือกหลายได้อย่างไร
คุณกำลังทำตนเป็นเทวดาครอบงำกวีรุ่นใหม่นะคะ
หรือว่าคนจัดงานลำเอียงการเมือง
ไม่อย่างนั้นก็บอกไปเลยว่า กวีการเมืองเพื่อการอนุรักษ์นิยม เท่านั้น

ว ณ ปากนัง

*อันความคิดผิดแผกและแตกต่าง
ใช่ข้ออ้างรานสิทธิ์คิดขย้ำ
การถกเถียงโต้แย้งแรงหนุนนำ
พาเลิศล้ำปัญญาประสาคน

*อันความคิดแตกต่างทางความคิด
ถือเป็นสิทธิ์เสรีมีเหตุผล
เสรีภาพแห่งสิทธิมนุษยชน
ต้องเห็นคนเป็นคนเท่าเทียมกัน

*หากเข่นฆ่าคนคิดต่างอย่างสิ้นคิด
เป็นความผิดมหันตภัยไร้สร้างสรรค์
ไร้ปัญญา ไร้คุณค่า น่าลงทัณฑ์
ตกนรกโลกันตร์อย่างแน่นอน

กวีการมุ้ง

นักปราชญ์รู้ธรรมต่ำต้อย
ผู้น้อยหักหาญผู้ใหญ่
บ้านเมืองมีอันเป็นไป
เพราะคนจัญไรชึ้นครองเมือง

ปัญญา รุ่งทอง

เห็นด้วยกับ คห.3
วิสา ฯ คือ กวี การเมือง(ก้าวหน้า) เกิดใหม่หลังรํฐประหาร 19 กันยา 49
จิ้น ฯ คือ วงเพื่อชีวิต(ก้าวหน้า) กำเนิดใหม่หลังรัฐประหาร เช่นกัน

ส่วน กวี งานนี้ ล้วนแล้วแต่ขึ้นเวที พันธมิตร ฯ ทั้งนั้น
(ยกเว้น ไม้หนึ่ง ก. กุนที)

ย้าป

เห็นด้วยครับที่ว่าควรเชิญ คุณวิสา คุณจิ้น คุณวัฒน์ หรือกวีฝ่ายประชาธิปไตยไปให้มากกว่านี้

แต่ผมไปงานนี้มาครับ
ไม้หนึ่ง ก.กุนที ไม่ทำให้ผิดหวังเลย และดูเหมือนเขาจะทวงสิทธิ์บนเวทีให้กวีตัวจริงด้วยการ กล่าวบูชากวีอย่างจิ้น และวิสา ว่าเป็น ครูเสรีชน

บทกวีของไม้หนึ่ง ยาวนานเกือบครึ่งชั่วโมง ซดหมัดกับกวีเกรียนเลียตีนศักดินาได้อย่างแข็งแรง
ไม่น่าเชื่อครับ ว่าแกจะเอาอยู่

Kannika Rachaprarop

กวีฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีเส้น
ไม่ได้ต่อสู้เพื่อชื่อเสียง บรรดาศักดิ์และเงินทอง
กวีกลุ่มประชาธิปไตยมีหัวใจ วิญญาณนักสู้และรู้รสชาติของการถูกกดขี่
คนเหล่านี้ ไม่เคยยอมแพ้และไม่กลัวตาย
แม้จะต้องปราบคนชั่ว ด้วยมือเปล่าก็ตาม

It is a simply pleasure freely offered to Homeland,
Wishing you all the best you all ever dreamt of,

May all those wishes come true, even sooner.

ประชาชนไท

-แค่เขียนฉันทลักษณ์เป็นบ้าง ก็เป็นกวี?
-เขียนหนังสือขายมีคนอ่านบ้าง ก็เป็นกวี?
-เคยต่อต้านรัฐประหารแต่กาลต่อมากลับเทิดทูนเผด็จการ ก็เป็นกวี?
-เขียนบทกวีจนบังเอิญได้รางวัลมาบ้าง ก็เป็นกวี?
-เป็นคนอารมณ์อ่อนไหวตามแบบกวีแต่อ่อนจนเชื่อคำพูดโฆษณาชวนเชื่อ
แยกแยะความจริงความเท็จ คนดีคนเลวไม่เป็น ก็เป็นกวี??
-หูเบาคล้อยตามสามีหรือภรรยาในเรื่องการเมืองจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็เป็นกวี?
-ไปยืนสีไวโอลิน หรือร่วมร้องเพลงหรือเสนอบทลำนำของตนในงานฉลองความสำเร็จในการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ก็เป็นกวี??
-เขียนบทกวีออกมาดูเหมือนแสนดี แต่ไม่รู้สึกรู้สาว่าการยึดทำเนียบการยึดสนามบินสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองมหาศาล ก็ยังเป็นกวี??
-ฯลฯ
ถุยส์ส์ส์......

กวีเพื่อชีวิต เพื่อชาติและประชาชนที่แท้จริง
อย่างวิสา คัญทัพกับจิ้น กรรมาชน
ที่ยืนหยัดกับความถูกต้อง ยืนยันอยู่กับประชาธิปไตย ปฏิเสธเผด็จการ
ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
เป็นตัวอย่างที่ดี
สำหรับผู้ที่ประชาชนจะเรียกว่ากวีได้เต็มปาก
นอกนั้นไม่ใช่

.......
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
.......

.......
มาซิมาสิพี่น้อง แดงทั่วแผ่นดิน
.......

กีวี

ชวนไปอ่านความเห็นของสิงห์สนามหลวง ในเนชั่นสุดสัปดาห์ล่าสุด,พี่ท่านวิพากษ์เรื่องนี้เต็มๆ และสอดคล้องกับบทความนี้ด้วย...ประมาณว่า ไยมิชวนน้องวิสาร่วมกับพี่ใหญ่ในงานนี้ด้วย...

ฮาริส

ผมชักจะมีปัญหากับการอ่านเนื้อความที่ผ่านกระบวนการตัดแปะ เอาบทสัมภาษณ์ไม่กี่คำที่เห็นเห็นว่าพอจะเชื่อมโยงกับความคิดเดิม ๆ ทัศนะคติเดิม ๆ ของคนรายงาน มาปรุงรสเสียใหม่ในถ้วยเก่า
ผมชักจะหน่าย ๆ กับอาการเข้าทรงแบบนี้เสียแล้ว มันบิดเบือนให้ความเลอะเทอะในสังคม เช็ดล้างไม่หมดเสียที
ผมไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไม่ถึงมีความคิดแบบคุณ "ธงไท นำชัย" มากมายเหลือเกิน
ผมไม่แปลกใจหรอกครับ ว่าทำไม่แดงแจ๋และเหลืองจ๋า มันบาดลูกกะตาผมเสียเต็มจนเลือดเต็มหน้า
หากยังมีแรงและจริงใจที่จะขุดคุ้ยวงการกวี
เชิญครับ
http://www.thaipoetsociety.com

thepostman

แล้ว ชาวบ้าน จะได้อะไร

ท่านจะร่าย โศลก เขียนแผ่นดิน บรรยาย พรรณา บทกวี ก็ว่าไป เราไม่สันทัด
แต่ขอฝากอย่างหนึ่งว่า เมื่อเสร็จกิจกรรม แล้ว ถามตัวเองหน่อยว่า สิ่งที่เสนอ วิจารณ์ นั้น

ชาวบ้านได้อะไร ชาวบ้านได้อะไร

ฮาริส

ผมถามอย่างยียวนนะครับ
thepostman
ที่คุณมาตอบกระทู้ ชาวบ้านได้อะไร
ที่นักข่าว เขียนข่าว ชาวบ้านได้อะไร
ที่นักวิชาการเขียนหนังสือชาวบ้านได้อะไร
โทษทีนะครับ ช่วยตอบหน่อย

อ่านFHMดีกว่า

เบื่อลัทธิสัจนิยม
ตั้งชื่อแนวคิดตัวเองว่าสัจนิยม แต่ทัศนะคับแคบ
ป่านนี้วงการวรรณกรรมไปถึงไหนถึงไหน
ไม่เคยเห็นแนวคิดกลุ่มนี้พัฒนาอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน
ยี่สิบสามสิบปีผ่านไป ก็ยังพูดแต่ประฅโยคเดิมๆ

ชาวบ้านจริงๆน่ะ เขาไม่อ่านงานสัจนิยมกันหรอกครับ
มีแตพวกชอบปัญญาชนที่ชอบคิดแทนชาวบ้านนั่นแหล่ะอ่านกัน

thepostman

คุณ คห 13 ผมขอยก เอากรณี ปลุกระดมเขาพระวิหาร ตามรายละเอียดในการบรรยายของ อาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งมีอยู่ในประชาไท ขณะนี้ เป็นคำตอบ คือเป็นการเมืองฝ่ายฮุนเซน และฝ่ายพันธมิตรและนักวิชาเกินที่ต้องล้มทักษิณได้ประโยชน์ สมใจแล้วก็เลิกกันไป เงิยบกันไป ที่พันธมิตรและนักวิชาเกิน ชี้แจ้ง ปลุกระดม ก่อนหน้า อ้างประวัติศาสตร์ กฏหมาย โบราณคดี นั้น ชาวบ้าน ที่กลางๆไม่รู้ความเป็นจริง ก็เชื่อตาม สนับสนุนตาม
แต่ผลสุดท้ายชาวบ้านเสียประโยชน์ โดยเฉพาะ ชาวบ้านในท้องที่ใกล้เขาพระวิหารขายของไม่ได้ ต้องอพยพ ออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านโดยรวม ก็ต้องจ่ายภาษีไปให้ทหารทำหน้าที่เพิ่มขึ้น บทบาทของนักวิชาเกินหากคิดถึงประโยชน์ของชาวบ้านก็ไม่ควรปลุกระดม ว่าเขาพระวิหาร ยังเป็นของไทย หรืออย่างกรณ๊ รันเวย์ สนามบิน สุวรรณภูมิ มันก็เป็นศาสตร์ทางวิศวกรรม ปลุกระดมว่าพัง ใช้ไม่ได้ เพื่อดิสเครดิท รัฐบาล ชาวบ้านไม่รู้เรื่องทางช่างก็ชื่อตามแต่เดี่ยวนี้ก็เงียบ แต่ชาวบ้านเสียหาย เพราะใครจะกล้านำเครื่องมาลง เศรษฐกิจการลงทุนเสียหาย

Kannika Rachaprarop

Poet is a transportator conveying all truth and lie into a clearer vision.

Somehow poet shows you the tangled matrix and point out how to unweave the pattern into a lesser linear illusion.

There is a poetic licence that somehow ruins everyone else's perfect illusion...
people will gradually unlearn the ugly truth and beyond.

Poet lives their live into the fullest,
For the goodness's sake.
.............

Vex not thou the poet's mind,
With thy shallow wit:

Vex not thou the poet's mind,
for thou canst not fathom it.

poemed by: Alfred, Lord Tennyson

เราเอง

ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน จะถุยยส์ทำไมว่ะ ถุยยยยยส์!!!! จะไปไหนก็ไป ไป๊!!!!!

Arpihu

หนึ่งในบทกวีของ คุณ ไม้หนึ่ง ในงานเมื่อวาน

หญ้าแพรกอมตะ

บูชาครูเสรีชน
คนเช่นจิ้น เช่นวิสา
และพี่น้องมวลประชา
ทุกผู้กล้าใส่เสื้อแดง

บูชาการลุกตื่น
เงยหน้าขึ้นเผชิญแสง
ฟ้าพิษเทพเสแสร้ง
สูบน้ำแล้ง ดินยากจน

บูชาคนธรรมดา
ก้าวหน้าเดินเต็มถนน
คือกองทัพมหาชน
สู้ปิ่นโจรปล้นแผ่นดิน

บูชาพันธุ์หญ้าแพรก
ช้างเหยียบแหลกไม่เคยสิ้น
ขยายคลุมธรณินทร์
เกิดและกินอย่างซื่อตรง

บูชาคนตาสว่าง
แจ้งกระจ่างเลิกลุ่มหลง
รู้สิทธิ์คนมั่นคง
ไม่ใช่ผงใต้ฝ่าตีน
ใหญ่กว่าตัวเจ้าของตีน

รบเถิดสามัญชน
ไม่จำนนผู้โหดหีน
ยอดปราสาทสูงจะปีน
หักยอดปิ่นมงกุฎโจร

ไม้หนึ่ง ก.กุนที

Homo erectus

ผมไปร่วมงานอ่านบทกวีนี้มา ... พูดจริงๆครับ ว่าน่าทึ่ง และอึ้งจริง ต้องขอปรบมือให้กับกวีรุ่นใหม่ๆ ในTPS สร้างสรรค์พื้นที่ใหม่ๆ ในแบบที่กวีรุ่นเก่าๆ และผู้เสพ/อ่านบทกวีแบบเดิมไม่คุ้นเคยแน่ๆ

เดี๋ยวผมคิดว่าคงจะมี ทีมงานนำคลิปงานเหล่านั้นมาเผยแพร่ต่อครับ เอาไว้ชมแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันต่อดีกว่า ...

แหม ยินดีที่ได้เห็นคุณฮาริส เข้ามาเปิดประเด็นในนี้นะครับ เช่นกันใครสงสัยและนอกจากจะวิจารณ์กันในนี้แล้ว หากจะให้เกิดประโยชน์ช่วยไปร่วมถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้หน่อยครับ

เชิญใน http://www.thaipoetsociety.com จะเป็นพระคุณยิ่ง (ขอความกรุณา อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่า กวีไทยหมดน้ำยาไปแล้ว ... ยังมีเจ๋งๆ ให้รอชมครับ... กวีไทยไม่ใช่หมายถึงเฉพาะเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เท่านั้นนะเอ้า...ฮา)

ส่วนประเด็นของบทความนี้ จะคิดเห็นกันอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ข้อดีข้อหนึ่ง คือการจุดประเด็นพื้นที่การถกเถียงเรื่อง กวีนิพนธ์กับสังคม เพิ่มมากขึ้น... ส่วนตัวผมชอบว่ะที่มีการเถียงกันเรื่องนี้นะ

ในประเด็นการเรียกร้องต่อกวี "ชาวบ้านได้อะไร" แหม... ผมเห็นด้วยกับคุณฮาริสว่ะ ว่ามันก็สามารถเรียกร้องได้กับทุกคน เช่น เลือกตั้งแล้วชาวบ้านได้อะไร? (คำถามสุดฮิตของพวกคุณธรรมสูง) ผมเคยถามกลับกับคนที่ด่านักการเมืองว่า แล้วคุณได้ให้อะไรชาวบ้านบ้าง(วะ)??เช่นกัน ... หรืออย่างเช่น มีกฎหมายหมิ่น 112 แล้วชาวบ้านได้ (ห่า) อะไรวะ???

เรียกร้องกันได้ทั้งนั้นครับ บางทีคำถามแบบนี้อาจไม่เวิร์คเท่าไหร่ น่าจะถามใหม่เช่น กวีส่งผลกับสังคมอย่างไร? กวีเกรียนๆ กวีก้าวหน้าเป็นอย่างไร เช่นนี้เป็นต้นนะ ...ผมว่า

Homo erectus

คุณยืนยงประชาสัมพันธ์ว่า "(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiwriter.net หรือเวบไซต์ในข่ายวรรณกรรมไทยอื่น)"

ขอโทษนะครับ นอกจากเว็บไซต์ในข่ายวรรณกรรมไทยแล้ว ในฟ้าเดียวกันซึ่งโปรเรื่องฟรีดอมออฟสปีช ก็มีข่าวรายละเอียดเรื่องนี้เหมือนกัน รวมทั้งมีการคุยเรื่องบทกวีเหมือนกันนะครับ ...ทำไมจะต้องเฉพาะข่ายวรรณกรรมไทยด้วย ...หนูไม่ยอม ขอประท้วง

น้อย โชตินิติธรรม

ได้อ่านงานกวี ศรีประชา
ฟังเพลงจิ้นกรรมาชนชวนฮึกเหิม
หลายกวีที่กล่าวขานอ่านชวนเคลิ้ม
ชวนให้เติมความแหลมเข้มเข็มการเมือง

กวี ศรีประชา(ประชาทรรศน์)
วิสาจัดเป็นทัพหน้าฝ่าเสื้อเหลือง
จิ้นคนบรรเลงเพลงการเมือง
ต้องนับเนื่องคนตุลามาเนิ่นนาน

ปัญญา รุ่งทอง

กวี บางคนก็ทำตนแบบ นักวิชาการ"หอคอยงาช้าง" นั่นแหละ
ตีนไม่ติดดิน คิดฝัน ละเมอเพ้อพกเอาเอง
กวี พร่ำเพ้อความงาม ตามธรรมชาติ(สายลม แสงแดด สายฝน ดอกไม้บาน ฯลฯ)
แต่กลับละเลย "ความเป็นจริง" ทางสังคม อันเป็น "แก่น" ของ กวีการเมือง

กานต์

ก็ว่ากันเองนะครับ..กวีที่รักทุกท่าน
ในฐานะผู้เสพ ศิลปินต้องภราดรภาพเสียก่อน
แม้ต่างทางความคิดก็ตาม.......
...*.แดงนะหรือคือประชาธิปไตย
คงจะใช่หากมองแค่ต้นน้ำ
หากพินิจทั้งกระบวนความ
คือเผด็จการตามความจริง*
...*แน่นอนเหลืองก็คือปัญหา
ทำคับฟ้าใหญ่โตกว่าทุกสิ่ง
ม่งผลิตความเท็จแก่งแย่งชิง
นี่คือความเป็นจริงในสังคม*

The Other

วีรกรรมต่ำช้าสามานย์โลก

อุปโลกน์จัญไรผู้ใคร่อยาก

ประทับทรามย้ำตรึงไปถึงซาก

แบ่งฝั่งฟากอัปรีย์วิถีใจ

จึงเถื่อนถ่อยปล่อยปลดอย่างหมดค่า

สู่ปรารถนาความจริงผู้ยิ่งใหญ่

เงินทองมันไม่เข้าใครออกใคร

ซื้อดีงามจัญไรได้ทั้งนั้น

บัดนี้

จึงกาลีเริงกระบวนรวนสวรรค์

หลอนวิญญาณรากหญ้าผู้สามัญ

ปลุกเลวชั่วโรมรันแผดเผาเมือง

อุบาทว์ จึง อุบัติ

แดงแจ่มชัดวิถีอัปรีย์เขื่อง

ประทุษทรามลำพองอยู่นองเนือง

เจ้ามูลเคืองระยำ บ้าอำนาจ

จึงวีรกรรมต่ำช้าสามานย์โลก

อุปโลกน์กำแหงแดงผงาด

เข้าก่อกร้าวระยำทำลายชาติ

หวังพินาศ สนองใคร่ใครบางคน

…………….

โดยคำ ลานเทวา

บอย บ้า

พี่เช ออกทีวี ไทพีบีเอส ด้วย น่ะครับ

เดี๋ยวนี้ เท่ห์ใหญ่เลย น่ะครับ

หน้าปก ก็ลงปาจารยสาร

แวะมาบอกว่าติดตามงาน อยู่น่ะครับ เพ่

ถ้าพี่แวะมาอ่าน อาจจะได้เจอกันที่ กทม.ก็ได้

จะส่งเมล์ไปบอก และส่วนงานเขียนของคุณยืนยง นั้น ก็โอเค
ผมเชียร์คนเขียนถึงกวี-กวียังมีชีวิต

Kannika Rachaprarop

คำอวยพรจากบรรพชน:

ผู้รักชาติอาจจากไป
เพราะคนชั่วป้ายความฉาว
ขอเจ้าฟังคำปู่เฒ่า
อันตัวเรา...เรารู้ดี

ประดับดวงจิดพิสุทธิ์
ล้ำค่าดุจอัญมณี
ฉายแววปรัศรัศมี
สลับราตรีวันมืดมน

บรรพชนเคียงบ่าซร้อง
ประกาศป้องทุกแห่งหน
เหนือสุดใต้ใกล้กมล
มวลหมู่ชนยังห่วงใย

ปริปรานเช่นเพชรแท้
ไป่เปลี่ยนแปรประกายใส
หมื่นมนต์กลใดใด
บ่กล้ำกลายบ่หมองมัว

ใครคิดล้างทำลายเกียรติ
หมายมุ่งเบียดเอาด้วยชั่ว
นรกสาปจับกุดหัว
เอามันถม อาจมเจียร!

written by: Kannika Rachaprarop

บางกวีกับกาลี

บางกวีกับกาลี มีของดีที่ผูกพัน

จึงชอบจึงเหหัน ท้าพนันกับปวงชน

เคยมีคุณความดี ถูกกาลีมาปะปน

กวีที่เหนือคน บ่นระบายคล้ายกระบือ

สมองและสองตา หาสัจจะจึงเลื่องลือ

ดอกบัวกงจักรถือ หรือบอดบ้าจึงเบี่ยงเบน

Kannika Rachaprarop

Prison can barred no Poet
Who pledge no course – court mercy
When judges tilt towards tyranny
Timely construct ,People’s Court of Equal.
….. Since thou site as crazed corrupt creed
….. Freeze and seize Nation’s Right – Liberal
….. Sweep all means, succumb in brutal
….. Integral to no votes , to no man.
Hedging… seeding a logic such psychic
Toss nasty narcotics tame the Land
Launch conduct, morale-less, wasted plan
By hidden hands, camouflage – camoucrimes.
….. Thou murder manful minds of progress
….. Segregate, gross cost so … low sublimes
….. Index no etiquette Privy Primes
….. Jail a dime, poverty, starvy - sicky – death.
Prison can barred no Poet
And excess mil – millions freedom quests
May Echoes of Condemn cry unrest
Till Mass blessed, best served ..by the Law.

Translated fromThais poem written by: ไม้หนึ่ง ก. กุนนที

Kannika Rachaprarop

๏ คุกไม่อาจกักขังกวี
และจะไม่ขอความปรานีศาล
ตุลาการเมื่อรับใช้เผด็จการ
ถึงเวลาสร้างศาลประชาชน

คุณให้ท้ายกลุ่มลัทธิคลั่งอำนาจ
สิทธิ์เสรีประชาชาติถูกชิงปล้น
เสาะแสวงทุกวิธีให้จำนน
ไม่ยอมรับ 1 เสียงของพลเมือง

รุมปลูกฝังตรรกะวิปริต
ชุดความคิดมอมเมาให้คนเชื่อง
ติดคุณธรรมความดีที่เปล่าเปลือง
เพราะเบื้องหลังอำพรางอาชญากรรม

คุณฆ่ากลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า
คนชั้นล่างที่ต้นทุนสังคมต่ำ
อ่อนจริตมารยาทแต่งชี้นำ
จองจำเขาในความจน อด เจ็บ ตาย

คุกไม่อาจกักขังกวี
และล้านล้านเสรีชนทั้งหลาย
จะกู่ก้องก่นประณามคุณเรื่อยไป
กว่ากฎหมายจะรับใช้มหาชน.

ไม้หนึ่ง ก. กุนที

พอดี ผ่านมาเจอ

พวกท่าน-เหล่ากวี หยิบจับ “อุดมการณ์” ในนามประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ หรืออื่นใดก็ตาม เพื่อมุ่งหวังสะท้อนสั่นคลอนสังคม หรือเพียงเพื่อสนอง ‘อัตตา’ แห่งตน

ดิน

ถึง ความเห็น 28 และ 29 คุณ Kannika Rachaprarop

บทกวีของ คุณ ไม้หนึ่ง ทรงพลังอย่างยิ่้ง
แต่ผมกลับขนลุกซู่ เมื่ออ่านบทแปลของคุณ Kannika Rachaprarop
เพราะคุณทำให้บทกวีเดียวกันในภาษาอังกฤษ ทรงพลังขึ้นทวีคูณ

ด้วยความนับถืออย่างยิ่งครับ

H

http://www.youtube.com/watch?v=1WTHAJx5QVM

haris

น่าสงสัย
ทำไมสังคมไม่ดูเนื้อหาบทกวี
เชิญครับ thaipoetsociety.com ไปวิพากษ์กัน

doctorJ

ฝากให้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

(ขออภัย ที่จำชื่อผู้ประพันธ์ไม่ได้)

ปัญญา รุ่งทอง

คห.34
เป็น บทกวี(นิพนธ์)ของ วิสา คัญทัพ ครับผม

วายุ

ทางกลับ

1.
เราเคยย่ำบนทางเปลี่ยวสายเดียวกัน
ซึ่งครั้งหนึ่งดวงตะวันยังฉายฉาน
จู่จู่ก็ลับดวงไปร่วงราน
ว่ากันว่าเป็นตำนานการสู้รบ

ถนนซึ่งต่างดำเนินมาเกินนับ
ไกลเกินหันหลังกลับหรือเกลื่อนกลบ
ล้วนน้ำตาจำพรากหลากทำนบ
แยกเราไปต่างภพต่างเผ่าพันธุ์

ว่ากันถึงที่สุด-ยุทธศาสตร์
หาใช่จุดชี้ขาดมาขีดคั่น
หากแต่คือคำถามอันเงียบงัน
"เราเดิมพันด้วยอะไรในโลกจริง"

ความดีงามรุ่มรวยแต่ป่วยไข้
จึงเผลอย่ำยีหัวใจในทุกสิ่ง
คืนคลายอ้อมกอดไปทอดทิ้ง
คุณค่าซึ่งเคยสูงยิ่งไม่ไยดี

คือคุณค่าของมนุษย์ที่ผุดพร่าง
ณ ใจกลางอาณาจักรแห่งศักดิ์ศรี
ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเอ่ยวจี
"ความเท่าเทียมจักต้องมีมาสักวัน"

คงสิ่งที่หมายมุ่งนั้นสูงกว่า
จึงศรัทธาจัดวางอย่างลดหลั่น
เมื่อหนทางลุล่วงมีช่วงชั้น
คุณค่าเคยหมายมั่นพลันย่อยยับ

เรายังย่ำบนทางเปลี่ยวสายเดียวกัน
ณ ที่ซึ่งดวงตะวันนั้นลาดับ
กี่ศพร่วงบนทางเดินเกินจะนับ
ซึ่งทางกลับนั้นอีกนิดจะปิดตาย

2.
คล้ายหนทางปิดตายค่อยฉายชัด
กระแสโลกสาดซัดเราพลัดพ่าย
ยิ่งดุ่มเดินยิ่งเปลี่ยวยิ่งเดียวดาย
ยิ่งวาดหวังยิ่งคล้ายจะว่ายวน

ล้วนความชังมวลรวมเราร่วมสร้าง
ระหว่างเดินสวนทางกลายฝอยฝน
โดยละอองหม่นฝ้า-มายากล
คล้ายความจริงเสียจนเราลนลาน

เราต่างถือสัจจะคนละชุด
อุดมการณ์ยื้อยุด ณ จุดผ่าน
นั่น คนจนที่ก้าวล้ำจากตำนาน
เลือกความจริงอีกด้านมานานแล้ว

ด้านที่เธอดูแคลนว่าขลาดเขลา
ค่อยค่อยผลักรุนเราเข้าหลังแถว
อุดมคติถอยร่นจนสุดแนว
เขาแน่แน่ว เรายัง ขังตัวเอง

ขังความจริงในกรอบความรอบรู้
ทฤษฎีโหว่รูอยู่คร่ำเคร่ง
เมื่อมวลชนเลือกข้างจึงคว้างเคว้ง
ปลุกเร้าวังเวงในเพลงร้อง

คือแสงดาวศรัทธาแห่งสาธารณ์
ที่ขับขานเคลิ้มไหวในความพร่อง
ใช่หรือไม่ มีชนชั้นบนครรลอง
เราสังกัดและครอบครองเป็นของตัว

อาจเคียงข้างผู้แพ้ แต่ไม่ใช่
สถานะเราอยู่ไกลไปอีกขั้ว
มีกันชนกั้นรอบเป็นขอบรั้ว
จะดีชั่วอย่างไร ไม่หิวตาย

จึงมิอาจยกระดับการรับรู้
ถึงความหมายต่อสู้ของผู้พ่าย
ที่ต่อรองและเดิมพันอันตราย
บนโอกาสที่ไม่คล้ายเคยได้รับ

3.
ในนามนายหน้าค้าความฝัน
หวังโรมรันความทุกข์เศร้าเข้ามุมอับ
กลับล้าหลังมวลชนจนลิบลับ
เมื่อลูกค้าไม่รับความหวังดี

ร้อนที่หวังผ่อนเพลา

วายุ

3.
ในนามนายหน้าค้าความฝัน
หวังโรมรันความทุกข์เศร้าเข้ามุมอับ
กลับล้าหลังมวลชนจนลิบลับ
เมื่อลูกค้าไม่รับความหวังดี

ร้อนที่หวังผ่อนเพลายิ่งเร่าร้อน
ทุกข์ก็ยิ่งทบซ้อนไม่ผ่อนคลี่
เพียงความเคลื่อนไหวในบทกวี
ไม่เพียงพอจะบ่งชี้และปลุกเร้า

เราเอ่ยอ้างประชาชนจนคอแห้ง
กู่วาทะสำแดงอยู่อย่างเก่า
ประหนึ่งว่าการเมืองนั่นนิ่งเนา
แท้ลื่นไหลทบเท่า-ไม่เข้ากัน

เราดูแคลนทฤษฎีที่แตกต่าง
หรือตีความอำพรางอย่างหวาดหวั่น
เลือกเด็ดทิ้งจัดวางเป็นบางอัน
ที่เลือกแล้วใช่เท่าทันเสียเมื่อไร

คล้ายสาปส่ง "ทุน" ทั้งปวงด้วยพวงหรีด
แต่ซบอก "ทุนจารีต" ไม่หวั่นไหว
ยูโทเปียที่ร่ำร้องจึงพร่องไป
เกลียดตัวกินไข่ไม่รู้ตัว

หลงทางบนสายพานการผลิต-
วาทกรรมวิปริตอยู่ถ้วนทั่ว
ว่าเลือกตั้งผูกขาด-น่าหวาดกลัว
จึงเคลื่อนไหวข้ามหัวประชาชี

การเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย คล้ายชนะ
ที่เธอผลักภาระแล้วผละหนี
แต่โครงสร้างที่เธอชังยังอยู่ดี
แค่เปลี่ยนที่ กลับหัว-ตัวละคร

จึงเรากลายเป็นนายหน้าผู้ล้าหลัง
ที่ชิงชังปวงประชากว่าครึ่งค่อน
ความเท่าเทียมระเนระนาดและขาดตอน
เราต่างร่วมลิดรอน อยู่ก่อนแล้ว

วายุ

4.
ใช่! ความชังมวลรวมเราร่วมสร้าง
มุ่งมั่นในหลุมพรางอย่างแน่แน่ว
ว่าเพียงตน-อุดมคติ สิเพริศแพร้ว
ขีดเส้นแบ่งแนวจิตสำนึก

เราเคยเชื่อ- คำตอบมี-ที่หมู่บ้าน
ผลิตซ้ำมายาวนานจนตกผลึก
ทฤษฎีผุดพรายประกายพรึก
กลับย่ำเท้าในหล่มลึกกระแสทวน

เลือกชูธงเคลื่อนขบวนสวนกระแส-
โลกาภิวัตน์ที่เคลื่อนแผ่อยู่ทั่วถ้วน
หวังชุมชนเติบโตปลดโซ่ตรวน
เมื่อชาวบ้านแตกขบวน จึงรวนเร

เราดูแคลนหันหลัง ชังระบอบ
แต่ขีดกรอบ"ตัวแทน" เอียงกระเท่
ว่าป่าวร้องแทนชาวบ้านหมดทั้งเพ
ครอบครองสิทธิถ่ายเทเป็นของตัว

เราล้าหลังเศรษฐศาสตร์จนขาดช่วง
โรแมนติกกับภาพลวงอันชวนหัว
เหมารวมทุนก้าวหน้าว่าน่ากลัว
กลายเป็นเรื่องดีชั่ว ช่างกระไร

การเมืองถูกตัดสินโดยศีลธรรม
หาใช่การคานค้ำอำนาจไม่
นักการเมืองต้องโฉดเขลาทุกคราวไป
เราเลือกทิ้งบางปัจจัยในกรอบคิด

จึงที่สุดแสวงหาคุณค่าใหม่
คล้ายเคียงใกล้โดยขอบเขตเศรษฐกิจ
ที่ชูธงชุมชนมาทวนทิศ
จึงปล่อยวางถูกผิดไปชิดเชื้อ...

เราปลุกผีมาขับไล่ไม่รู้จบ
เราบูชาเคารพสิ่งเหลือเชื่อ
เราขยายสงครามให้ยืดเยื้อ
ประชาชนกลายเป็นเหยื่อความคลั่งแค้น

cicero

กวีกับการเมือง

ถ้าเป็นการเมืองที่มีอุดมการจังไร เผด็จการ อำมาตย์ ขวาจัด อันนี้ ไม่มีเลยยังจะดีกว่า

ผมคิดว่า กวีควรจะมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงอาศัยความรู้สึกในการเขียน

มิฉะนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กสามขวบที่เอาปืนพ่อมาเล่นนั่นแหละครับ

วายุ

5.
เรายังย่ำบนทางเปลี่ยวสายเดียวกัน
รุกเร้าโรมรันกันโลดแล่น
ทั้งความชั่วความดีมีตัวแทน
ตายสิบเกิดแสนกันทั้งนั้น

จากลุมพินีถึงทำเนียบ
กลางหัวใจเย็นเยียบยะเยือกสั่น
อนารยะขัดขืนเข้าฟาดฟัน
เสียงนกหวีดกรีดกระชั้นลั่นเพลงรบ

จึงร่วมขานเพลงมาร์ชไม่ขาดช่วง
ประวัติศาสตร์เปล่ากลวงของปวงศพ
กี่ตุลาแสวงหา พบไม่พบ
เขียนแล้วลบกี่บทจึงจดจำ

ชักธงเคลื่อนพลบนรอยซาก
รื้อกระชากสารัตถะคะมำคว่ำ
วีรชนบนมนตราวาทกรรม
ปลุกอดีตมาบิดย้ำเสียหนำใจ

เคว้งคว้างบนทางกลับนับไม่ถ้วน
ก้าวแล้วถอยเซซวนจวนร่ำไห้
ลดทอนค่าประชาธิปไตย
แก่นแท้คืออะไรไม่สำคัญ

สำมะหาอันใดในภายหน้า
เมื่อปรีดาชัยชนะระยะสั้น
เทิดค่าความเทียมเท่าไม่เท่ากัน
จึงเดิมพันความเศร้าไม่เท่าเทียม

(เมื่อต้นทุนความเศร้าไม่เท่ากัน
จึงสงครามชนชั้น อยู่นั่นแล้ว)

โดย.. คนนะไม่ใช่นกเงือก

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=27380&st=0

หมายเหตุ: ก๊อปมาโดยไม่ได้ขออนุญาตครับ

ยืนยง

ก่อนจะเขียนบทความนี้ มันเกิดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ กับ การที่กวีทั้งหลาย แสดงกิริยาอาการอย่างเยื้องกรายจนเกินไป ในมิติของการเมือง และการเมืองก็ไม่ใช่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ "ข่าว" อย่างเดียว โหย... อย่าว่าเหลืองแจ้ด แดงแจ๋เลย
สมบัติของกวีมีคุณค่าเอนกอนันต์ ถ้าหากจะมองเห็นค่ากันอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่สักแต่อุปโลกน์ตัวเองเอาอย่าง "ง่าย"
อีกอย่าง คำว่า กวี ไม่ได้ดัดจริตสงวนตัว หรือตั้งปราการป้องกันคัดกรองคนจะเป็นกวีเหมือนสมัครงาน มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ใจจริง อยากพูดประโยคเดียวด้วยซ้ำว่า ถ้ากวีอย่าอวดอิทธิฤทธิ์ตัวเองให้มันเกินงาม
มันจะศักดิ์สิทธิ์ หรือมีประโยชน์อะไรก็สุดแท้แต่มันจะไปของมันเอง ใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ยังไงก็หัวเขา

แวมไฟ

ช่วยลบคุณทองคร้ามด้วยครับ ไม่สุภาพเลยครับ ผมเคยอ่านบทกวีของเขา ผมคนเดียวที่เป็นเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันกับแบรต พิต ในไฟท์คลับนั่นแหละครับ

ฮาริส

นายยืนยง
ผมทำท่าจะรู้สึกะอักกระอ่วนนักข่าวขึ้นมาแล้วสิ
ทำตัวศักดิ์สิทธิ์นัก!
แต่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้
นักข่าวก็มีหลากหลายแบบ ต่างบุคลิก

สังคมแห่งความต่างนี้มันสนุกนะ !

คนไม่มีเสื้อ

ผมก็ไปฟังครับ บทกวีไม้หนึ่ง ตื้นเขินการเมือง
ไม้หนึ่งไปอ่านผิดที่มั้งครับ เขาสวดกันทั้งบางในวันรุ่งขึ้น

วันทนีย์

อ้างถึงความเห็นที่ 7

คุณบอกว่าไม้หนึ่งเอาอยู่ ฟังแล้วตลกค่ะ เท่าที่ดิฉันฟัง
ไม้หนึ่ง กลายเป็นนักไฮปาร์คตัวประหลาด มากกว่าเป็นกวีที่ในคืนนั้น
เสียงปรบมือให้ไม้หนึ่งดังอยู่ไม่กี่คนล้วนหน้าม้ารู้ๆ กันค่ะว่าใครเป็นใคร

สีส้ม

ก็เพราะว่ากวีมีแต่เหลืองนะดิ ฮา

ย้าป

สิง่หนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้ก็คือ
คืนนั้นผู้ที่ไปให้กำลังใจไม้หนึ่ง ไม่ใช่เพียงเสื้อแดงหน้าม้าไม่กี่คนเท่านั้น

คนสำคัญสำหรับไม้หนึ่ง คนหนึ่งก็คือ ครูของเขาจากทับแก้ว
ผู้มีชื่อว่า เจตนา นาควัชระ

สำหรับคุณความเห็นที่ 46 ...ที่ว่าเขาสวดกันทั้งบางก็เห็นแต่รายการวิทยุผู้จัดการที่ดำเนินรายการที่ปลุกเร้าอย่างฟ้าตสิสโดย นายอมร อมรฯ ทาส นายสนธิ และพิธีกรร่วมหญิง ซึ่งติดตามมหากวีเนา? เท่านั้นเอง
ซึ่งธรรมดามาก

กานต์ ณ กานท์

เพื่อน, ที่นี่เขากักขังกวี
คร่าวิญญาณนกเสรีมาหมื่นแสน
ตระหนักเถิด, เพื่อนเกิดในดินแดน-
ที่เสรีชนนับแสนแสน -- ล้วนย่อยยับ

ใช่, ที่นี่แหละบีฑาเสรีภาพ
ล้านวิญญาณถูกกำราบ ถูกจ้องจับ
กี่รอยเลือดถูกตีตราคร่าประทับ
เพื่อนกำซาบ เพื่อนซึมซับ เพื่อนเข้าใจ

เพราะเกิดในมิคสัญญีเสรีภาพ
ทางเลือกจึงคือกรานกราบ - สยบให้
อำนาจนี้ - อำนาจนั้น ตะบันไป
ทนนิ่งบื้อบอดใบ้ไปวันวัน

หรือลุกขึ้นประกาศความเป็นมนุษย์
กู่ตะโกนไม่ยอมหยุดความคิดฝัน
ตะเกียกตะกายไม่ยอมกลายเป็นฝุ่น... ควัน
อะไรก็แลกทั้งนั้น -- ดั่งเพื่อนเป็น

..ใช่, ที่นี่เขากักขังกวี
จองจำวิญญาณเสรีให้ทุกข์เข็ญ
แต่ดาวพรายไม่เคยตายแม้คืนเพ็ญ
ยิ่งคืนมืดดาวจักเด่นจนข่มฟ้า!

กานต์ ณ กานท์

(ถึงคุณไม้หนึ่ง ก. กุนที และกวี-พลเมืองชั้นล่างทุกคน)

มนกกท

ขอบคุณในมิตรภาพ
ของ คุณการต์ ณ กานท์
มากครับ