รายงาน: มรดกโลก ‘พระวิหาร’ บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องเสนอให้ยูเนสโกทบทวน

แล้วกรณี ‘ปราสาทพระวิหาร’ ก็กลับมากระเพื่อมบนหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการมรดกโลกให้ทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา
 
จุดยืนของรัฐบาลไทยต่อความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้สะท้อนออกมาผ่านการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องการให้ยูเนสโก (องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization- UNESCO) ทราบว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่นั้นขัดกับระเบียบปฏิบัติและธรรมนูญของยูเนสโก จึงจะขอให้ทบทวน เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดความสูญเสียแล้ว และยิ่งจะกระทบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งการขึ้นทะเบียนร่วมกันจะดีที่สุด โดยจะให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและคณะผู้แทนไทย เดินทางไปชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายนนี้ ที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปน ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือคัดค้านคือเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในการประชุมที่ควิเบกไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องในประเด็นมาตรา 11 (3) ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม และข้อบัญญัติที่ 103, 104, 108 ของ Operational Guidelines for the Implementation of the World Heritage Conventionซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากความเห็นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
 
นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า อยากเห็นพื้นที่สงบ ประชาชน 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถอธิบายกับกัมพูชาได้ จะไม่เกิดการปะทะกันขึ้นอีก
 
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันดีว่าความเป็นจริงในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ยังไม่แน่นักว่ารูปการณ์จะเป็นไปดังที่นายกรัฐมนตรีคาดหวัง
 
ความตึงเครียดตามแนวตะเข็บชายแดนไทย – กัมพูชา ได้ยกระดับขึ้นอย่างมากในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช หลังจากนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อรับรองการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งต่อมาจึงถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง เขาถูกโจมตีอย่างหนักโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยความรู้สึกชาตินิยมในช่วงเดียวกับที่ทางกัมพูชาเองก็กำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ซึ่งความรู้สึกชาตินิยมก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งการกุมอำนาจทางการเมืองเช่นกัน
 
ในสถานการณ์ดังกล่าวยูเนสโกถูกดึงเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการตอกย้ำความสำเร็จหรือล้มเหลวทางการเมืองของรัฐบาล และเมื่อผลการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ปี 2551 ที่ควิเบก ประเทศแคนาดา ประกาศขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท แผลเก่าจากความรู้สึกได้/เสียอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารจึงถูกเปิดอีกครั้ง และได้แบ่งคนของ 2 ประเทศออกจากกันอย่างชัดเจน
 
ทั้งนี้ อธิปไตยเหนือดินแดนเขาพระวิหารเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทย – กัมพูชามาตั้งแต่ปี 2501 ต่อมา วันที่ 6 ต.ค. 2502 รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลกขอให้วินิจฉัยให้ราชอาณาจักรไทยถอนกำลังหรืออาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 อย่างไรก็ตาม การตัดสินคดีครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมาจนถึงปัจจุบัน
แต่ช่วงเวลาแห่งความคลุมเครือที่ผ่านมาทั้ง สองประเทศจัดการบริหารพื้นที่ร่วมกันอย่างอะลุ่มอล่วยทำให้เศรษฐกิจของสองพรมแดนเติบโตขึ้น ในขณะเดียวกันผู้คนที่ข้ามฝั่งไปมาตามพรมแดนประเทศยังเป็นทั้งเครือญาติทางสายเลือดและทางวัฒนธรรม แต่รูปการณ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อการเป็นมรดกโลกเฉพาะจุดของพระวิหารแฝงนัยยะของการตัดสินการเป็นเจ้าของดินแดนบริเวณนั้นในขณะที่ปัญหาเส้นแดนยังตกลงกันไม่ได้ สถานการณ์จึงพัฒนาเข้าสู่ระดับการเผชิญหน้าอย่างรวดเร็ว มีการปะทะกันหลายครั้งทำให้เกิดความตึงเครียด ความหวาดระแวงและหวาดกลัว เศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟูกลับทรุดลงอย่างน่าวิตก และที่น่าสลดใจยิ่งไปกว่านั้นคือเกิดการสูญเสียชีวิตไปแล้ว
 
ดังนั้น จึงน่าสนใจว่าในการประชุมสมัยสามัญของคณะกรรมการมรดกโลกที่กำลังจะมีขึ้นอีกครั้งที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปน ครั้งนี้จะมีการทบทวนการตัดสินใจในกรณีปราสาทพระวิหารใหม่หรือไม่ เพราะคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงเรื่อยๆระหว่างไทย - กัมพูชา เป็นผลกระทบโดยตรงจากการตัดสินใจภายใต้ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของยูเนสโกและที่สำคัญคือยังมีข้อน่ากังขาอยู่ไม่น้อยถึงความรีบเร่งการพิจารณา
 
แน่นอนว่าทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาเห็นตรงกันในเรื่องความเหมาะสมอย่างยิ่งของปราสาทพระวิหารในการเป็นมรดกโลก แต่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทนั้นยังเป็นคำถามที่ค้างคาในใจนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี เพราะมันสะท้อนภาพลักษณ์อันความแหว่งวิ่นของประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า ความเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารอาจถูกลดทอนเหลือเพียงความเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความวิจิตรงดงามทางเชิงช่าง แต่มันไม่อาจเชื่อมร้อยเข้ากับบริบทอื่นๆ ในพื้นที่ได้เลย
 
ในการบรรยายทางวิชาการของ รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2551 โครงการสนทนาวันศุกร์ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้ได้เห็นการสูญเสียความหมายเหล่านั้น เขายังได้สะท้อนสภาพทางการเมืองของฝ่ายไทยก่อนการพิจารณาการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารรวมถึงประเด็นสำคัญทางวิชาการที่ทำให้มองเห็นบริบทที่เชื่อมโยงกันระหว่างคน พื้นที่ เวลา และประวัติศาสตร์ แต่ทั้งยูเนสโกและรัฐบาลไทยเองกลับไม่ใส่ใจในข้อมูลนี้มากนัก
 
รศ.ดร.ศักดิ์ชัย ได้ทำการสำรวจทางโบราณคดีหลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ไครซ์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ โดยกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มอบหมายให้ทำข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อแย้งตามเงื่อนไขที่ต้องการให้กัมพูชาเจรจากับไทยเรื่องความทับซ้อนในพื้นที่เขาพระวิหารเพราะทางกัมพูชาได้ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว ทำให้ทางกัมพูชาต้องการหลักฐานว่าไทยรับรองต่อการร้องขอดังกล่าว เขากล่าวว่าเมื่อการสำรวจเสร็จสิ้นข้อมูลนี้ไม่มีการเผยแพร่เพราะติดระเบียบราชการ แต่ฝ่ายวิชาการได้นำเสนอข้อมูลนี้ต่อทางกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แล้วและได้รับการยืนยันจากทางกระทรวงว่าเป็นข้อมูลที่ดี แต่ไม่ต้องรีบนำเสนอ รอให้ผ่านการประชุมมรดกโลกที่ ควิเบก แคนาดา ไปแล้วจึงค่อยนำเสนอ และอีก 2 ปี จึงค่อยนำข้อมูลนี้มาใช้
 
ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจสายเกินไปแล้ว...
 
หลังผ่านการประชุมที่ควิเบก ข้อมูลดังกล่าวจึงได้ออกสู่สาธารณะ และให้เห็นข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าแท้จริงแล้วในกระบวนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะปราสาทพระวิหารครั้งนั้น ICOMOS สากล (องค์กรที่ปรึกษาทางวิชาการของยูเนสโก) อาจทำการเบี่ยงประเด็นทางวิชาการและใช้คำที่ไม่เป็นกลางที่เป็นประโยชน์แก่ทางกัมพูชา
 
รศ.ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลักฐานสำคัญที่กัมพูชาใช้ในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก คือการระบุว่ามีชุมชนดั้งเดิมในเขตประเทศกัมพูชาเคยใช้ปราสาทพระวิหารเปรียบเสมือนศูนย์กลางจักรวาล (แบบโบราณ) แต่เมื่อวิเคราะห์จากหลักฐานที่พบในชุมชนที่กัมพูชากล่าวอ้างแล้ว พบว่า ชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนในสมัยบายน (มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 18 นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน) ในขณะที่ปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นก่อนหน้านั้น คือมีอายุในสมัยปาปวน (ราวพุทธศตวรรษที่ 16 หรือก่อนหน้านั้นประมาณ 200 ปี) และที่สำคัญปราสาทพระวิหารเป็นศานสถานที่สร้างในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ไม่ใช่พุทธศาสนา นิกายมหายาน
 
นอกจากนี้ หลักฐานด้านจารึกยังระบุว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้มาปกครองบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนผิวดำที่เคยก่อกบฎบ่อยๆ เป็นดินแดนนอกเขตพระนครจึงได้สร้างศาสนสถานไว้เพื่อสร้างความภักดีแต่ปกครองได้เพียงรุ่นเดียว
 
“หลักฐานที่พบ (ที่ปราสาทพระวิหาร) ล้วนเกี่ยวข้องกับไศวนิกาย เป็นการสร้างศาสนสถานเพื่ออ้างอิงถึงเขาพระสุเมรุหรือเขาไกรลาสที่อยู่ของพระศิวะที่สัมพันธ์กับศาสนาฮินดู” เขากล่าว
 
รศ.ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า ในรายงานของ ICOMOS สากล (ที่ยื่นให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณา) ระบุว่า ชุมชนในกัมพูชา (สมัยบายน) ใช้เขาพระวิหารเป็นศูนย์กลางจักรวาลและใช้สระน้ำจากเขาพระวิหาร ถ้ามองจากชุมชนนี้ไปทางเขาพระวิหารจะมองเห็นเป็นห้ายอดเหมือนเขาพระสุเมรุ แต่แท้จริงแล้วโบราณสถานที่พบบริเวณชุมชนที่อ้างถึงนอกจากสร้างในสมัยบายนซึ่งสร้างในสมัยหลังแล้วยังพบเพียงอโรคยาศาล (ศาลบนบานรักษาโรคตามจุดห่างไกลในสมัยบายน) ซึ่งสันนิษฐานว่าพื้นที่นี้อาจจะเป็นป่ามาก่อน
 
“หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเขาพระวิหารกับชุมชนโบราณ จากการสำรวจพบศิวลึงค์บนลานหินและมีลำห้วยเล็กๆ ที่เส้นแบ่งดินแดนชั่วคราวในปัจจุบัน เมื่อมองจากศิวลึงค์ไปจะเห็นยอดปราสาท ในสมัยโบราณจะมีสายน้ำที่ไหลจากปราสาทมาผ่านศิวลึงค์ เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์เหมือนที่พนมกุเลนต้นน้ำเสียมเรียบ (กบาลสเปรียญ มีศิวลึงค์เล็กๆ มากมายในลำธาร) มีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์มากมายในสายน้ำ เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พิธีกรรมสรงน้ำตามธรรมชาติแล้วและไหลไปยังเมืองพระนคร
 
ส่วนน้ำจากเขาพระวิหารนั้นจะไหลไปลงที่สระตราวซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับศาสนสถานและชุมชนที่อยู่รอบๆ หรือชุมชนที่อยู่เบื้องล่าง (พบหลักฐานบนพื้นที่ราบฝั่งไทยมีชุมชน) สายน้ำที่ผ่านศิวลึงค์คือพิธีกรรมทางศาสนาตามธรรมชาติ สายน้ำคือตัวที่กำหนดได้ว่าผู้ใช้สายน้ำศักดิ์สิทธิ์คือชุมชนที่สายน้ำไปถึง
 
รศ.ดร.ศักดิ์ชัย ยังชี้ให้เห็นว่า จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศทำให้เห็นสายน้ำจากสระตราวไหลไปรวมกันที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบันเรียกโนนหนองกะเจาและบริเวณใกล้เคียงซึ่งอยู่ในฝั่งไทย และจากการสำรวจทางโบราณคดีพบว่ามีชุมชนอยู่รอบๆ บริเวณนั้น มีหลักฐานที่พบคือเครื่องถ้วยเป็นแบบเขมรที่มีอายุร่วมสมัยกับปราสาทพระวิหาร
 
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับบันไดทางขึ้นซึ่งอยู่ด้านเหนือนั้น การวางตัวของสันเขาดูสอดคล้องกับชุมชนที่อยู่เบื้องล่างที่ต้องเดินทางขึ้นไปทำพิธีกรรมจากทางด้านหลักนี้ เนื่องจากแนวคิดการสร้างศาสนสถานบนยอดเขาทางเดินจะมีเสานางเรียง และยกระดับเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีโคปุระ มีสะพานนาค แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดในการก่อสร้างว่าเป็นสะพานสายรุ้งที่ทอดผ่านจากโลกมนุษย์ไปสู่สวรรค์หรือยอดเขาพระสุเมรุ ดังนั้น ทางขึ้นด้านหน้าจึงเป็นทางหลักที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เส้นทางของชุมชน
 
“ในจารึกกล่าวถึงชุมชนที่อยู่ที่ราบตามเชิงเขา ที่ว่ามีเส้นทางขึ้นทางด้านอื่นๆ เช่น ทิศตะวันออก (ขึ้นมาจากเขมรต่ำ) ก็อาจเป็นไปได้ คงใช้สำหรับพวกพราหมณ์หรือข้าทาสที่ขนของสำหรับทำนุบำรุงศาสนสถานหรือใช้สำหรับทำพิธีกรรม หรืออาจจะเป็นเส้นทางที่ตัดใหม่ขึ้นในสมัยหลังสำหรับผู้ขึ้นมาทำพิธีกรรม แต่เส้นทางที่สำคัญคือทางขึ้นด้านหน้าที่ถูกต้องตามประเพณีในกรณีที่มีพิธีกรรมทางศาสนา” รศ.ดร.ศักดิ์ชัยกล่าว
 
จากนั้นเขายังได้ตั้งข้อสังเกตว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเฉพาะส่วนตัวปราสาทจะทำให้ขาดองค์ประกอบสำคัญคือ ‘คน’ ที่เป็น ‘ผู้สร้าง’ และ ‘ผู้ใช้’ ศาสนสถานนี้ และทำให้ไม่ครบตามหลักเกณฑ์การเป็นมรดกโลกของยูเนสโกเรื่องความเป็นของแท้ดั้งเดิม อีกทั้งการขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาทเท่ากับตัดขาดระหว่างศาสนสถานกับผู้ใช้ที่อยู่ข้างล่างออก เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นและไม่ใช้ข้อมูลวิชาการ
 
รศ.ดร.ศักดิ์ชัย เห็นว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกร่วมกันอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการมองพื้นที่ทั้งบริบท (แม้เป้าหมายจะลงท้ายแบบเดียวกับแนวทางของนายกรัฐมนตรี แต่เงื่อนไขต่างกัน)
 
ถึงวันนี้ข้อมูลที่ รศ.ดร.ศักดิ์ชัย เคยนำเสนอยังไม่ถูกให้น้ำหนักมากนัก ซึ่งการมองข้ามบริบทอื่นๆ โดยเน้นไปที่เรื่องดินแดนและความมั่นคงอย่างเดียวเคยเป็นบทเรียนราคาแพงที่เกิดขึ้นหลายครั้งของสังคมไทย และไม่แตกต่างอะไรนักกับกรณีปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งกว่าจะเริ่มหันมามองบริบทของ คน ความเชื่อ พื้นที่ และประวัติศาสตร์ สถานการณ์ก็ดูจะบานปลายไปเรื่อยๆ
 
การนิ่งเฉยต่อองค์ความรู้และยอมรับการบิดเบือนทางวิชาการอาจทำให้เกิดความสับสนและกลายเป็นความขัดแย้งใหญ่โตของคนรุ่นหลังเพราะเขาอาจถูกแต่งเติมภาพในอดีตภายใต้อารมณ์ความรู้สึกของความเป็นชาตินิยมที่หล่อเลี้ยงด้วยความเชื่อมากกว่าเหตุผล คงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งหากองค์กรสากลพูดเรื่องคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติอย่างยูเนสโกเองก็ดูจะเหมือนเมินเฉยและไม่ได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาแบบนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งที่กรณีพิพาทของไทย – กัมพูชา ที่รุนแรงขึ้นได้สะท้อนผลงานของประวัติศาสตร์ชาตินิยมออกมาแล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกเสมอหากประวัติศาสตร์ยังคงถูกแต่งแต้มและยอมรับอย่างสากล ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นเครื่องมือของผู้แสวงหาอำนาจต่อไปเช่นเดิมซึ่งนั่นคงไม่ใช่คุณค่าสำหรับมวลมนุษยชาติที่แท้จริงอันเป็นเป้าหมายขององค์กรอย่างยูเนสโกเลย
 
ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่กำลังจะมีขึ้นอีกครั้งที่ประเทศสเปนในระยะเวลาอันใกล้นี้ นอกจากรัฐบาลไทยจะยื่นคัดค้านการเป็นมรดกโลกด้วยเหตุผลของการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว อาจยังต้องทำหน้าที่ตรวจสอบทางวิชาการในกระบวนการพิจารณาการเป็นมรดกโลกอย่างจริงจังด้วย เพราะนั่นอาจเป็นเข็มทิศสำคัญที่นำไปสู่ทางออกของกรณีปราสาทพระวิหาร และไทย – กัมพูชา ว่าควรจะจบอย่างลงตัวได้อย่างไร
 
 

 

อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
มาตรา 11(3) การพิจารณาบรรจุทรัพย์สมบัติหรือทรัพย์สินที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทาง ธรรมชาติ ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อมรดกโลก จะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ทรัพย์สมบัติหรือ ทรัพย์สินที่จะพิจารณาบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อมรดกโลก มีที่ตั้งอยู่ ในอาณาเขต หรืออำนาจอธิปไตยหรือเขตอำนาจศาลมากกว่าหนึ่งรัฐ จะต้องไม่เป็นเหตุให้เกิดการโต้แย้งจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง

 


 

 

Comments

ครับ

ครับ อยากได้ของเขาจริงๆนะพวกมรึง เอแล้วไอ้ษิต ศิษย์ไอ้ลิ้มโกเต๊กซมันไปมุดหัวอยู่เสียที่ใหนละหมู่นี้เห็นเงียบๆไปหรือมนต์โกเต๊กซเสื่อมต้องให้ไอ้กะทิเอาโกเต๊กซของอีปองขวัญใจได้กะตั้วโป๊ะหัวให้สมองแล่นซักทีก่อนถึงจึงจะพูดคล่อง เหมือนแต่ก่อนร่อนชะไร ก่อนที่ยังไม่ได้เป็น รมต ของขึ้นทวงเขาพระวิหารคืนอยู่ยิกๆ พอได้เป็นเท่านั้นล่ะ เงียบเป็นเป่าสาก เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนไปเลยนะ ครับผม

ฮุนเซนติว่าทำไมวันที่นายกไปพบ

ฮุนเซนติว่าทำไมวันที่นายกไปพบเค้าที่กัมพูชาถึงไม่[กล้า] พูดถึงเรื่องนี้ ต่อหน้าก็ดีลับหลังก็เสียบ เราเป็นคนไทยเราก็ต้องเข้าข้างนายยกของเรา นายยกของเราเก่งม๊ากๆ ฮุนเซนตามไม่ทันหรอก ของเราจบอ๊อคฟ๊อดนะ

*ครูอย่าสอนประวัติศาสตร์ชาติน

*ครูอย่าสอนประวัติศาสตร์ชาตินิยม
เพียรชื่นชมตนเองว่าเก่งกล้า
สอนสาระความจริงสิ่งเป็นมา
เน้นคุณค่าความสัมพันธ์มั่นไมตรี

*ครูต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
อย่าปลุกปั่นปลุกเร้าเป่ามนต์ผี
ชาตินิยมคลุ้มคลั่งพังความดี
อย่าให้มีจุดหมายใช้ทำลาย

*ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ
หลายบทบาทหลายความคิดจิตมุ่งหมาย
อยู่รวมกันแม้นเท่าเทียมเปี่ยมสบาย
ทุกคนใช้เหตุและผลบนความจริง

*พระวิหารนั้นไม่ใช่ของไทยแล้ว
อย่าฝันแนวพันธมิตรคิดร้ายยิ่ง
ทำเป็นปลุกกระแสแผ่ช่วงชิง
ความเป็นจริงเพียงแค่ไล่รัฐบาล

*หากต้องการมีเอี่ยวผลประโยชน์
อย่าทำโกรธเป็นไฟใฝ่หักหาญ
ต้องใช้ความจริงใจให้ต้องการ
เจรจาสร้างสานสามัคคี

สุวิทย์ งานเข้า หลินฮุ้ย

สุวิทย์ งานเข้า

หลินฮุ้ย ก็สุวิทย์

เขาพระวิหารก็สุวิทย์

จะตั้งศูนย์เพาะพันธ์แพนด้า ก็สุวิทย์อีก

ทะเลาะ ตีโวหารไม่มีใครสู้ไอ้มาร์ค ได้

ไปเขมร ก็เอาของที่ขโมยเขามาไปคืน

ไม่เห็นคุยโตเลย

ฮุนเซ็นมันฟ้องศาลโลก

ก็หดอีก

มันทันกันทั้งสองฝ่าย

เอาปัญหาไว้หากินดีกว่า

วิน วิน ทั้งสองฝ่าย

ที่ผู้เขียน

ที่ผู้เขียน เขียนว่า
"จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา "

ผิด ความจริง

ย้ำ ผิด ความจริง

กรุณาอ่านเอกสาร ก่อนจะเขียนเรืองสำคัญแบบนี้

ความจริงคือ ศาลโลกตัดสินว่า พื้นที่ ที่เป็นที่ตั้งของประสาท เป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา

ไมใช่ "ตัดสินให้ตัวปราสาท..ตกเป็นของกัมพูชา"

พูดง่ายๆคือ เขาตัดสินว่า ดินแดนนั้น (ตรงที่มีประสาทตั้งอยู่) เป็นของกัมพูชา ตัวประสาทจึงเป็นของกัมพูชาไป

เขาตัดสินเรื่องดินแดนครับ ไม่ใช่ตัดสินเรื่องตัวปราสาท

ไมใช่ ยกปราสาท ให้กัมพูชา แต่ดินแดนทีตั้งประสาทยังมีปัญหา อย่างที่พวกพันธมิตร (และ ปชป. สมัยเป็นฝ่ายค้าน) พูดๆกัน

อนึ่ง "ข้อมูล" เรื่องที รศ.ดร.ศักดิ์ชัย ยกมา และผู้เขียนพูดถึงยืดยาวนั้น ไม่เกี่ยวข้องเลยครับ (irrelavant) ในแง่ของการที่ ดินแดนที่ตั้งตัวปราสาท ยังไงก็เป็นของเขมรไปแล้ว จบไป 50 ปีแล้วครับ

คราวหน้า ก่อนจะเขียน กรุณาศึกษาก่อนครับ

สมศักดิ์เจียมครับ

สมศักดิ์เจียมครับ บทความเขาพูดถึงการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า บริเวณรอบๆปราสาทนั้นเกี่ยวข้องกับตัวปราสาทเป็นอย่างยิ่ง และความสำคัญของปราสาทนั้นต้องพิจารณาจากพื้นฐานอารยะธรรม ของรูปแบบปราสาทและผู้คนที่สร้างและใช้ปราสาทแห่งนี้ในอดีต รศ.ดร.ศักดิ์ชัยได้นำเสนอหลักฐานใหม่ว่าพื้นที่ด้านฝั่งไทยและอารยะธรรมฮินดูนั้นมีบทบาทในการสร้างปราสาทมากกว่ามหายานแบบขอม ด้วยหลักฐานใหม่นี้ การจะทำปรารสาทเป็นมรดกโลกก็ควรจะต้องครอบคลุมพื้นที่ข้างเคียงทั้งพื้นที่ทับซ้อนและพื้นที่ในเขตไทยเข้าไปด้วย ไม่ใช่เอาแต่ตัวปราสาทไปขึ้นทะเบียน

ในขั้นตอนนี้ เขาไม่ถือและไม่สนใจว่าตัวปราสาทเป็นดินแดนของประเทศไหน ประเด็นหลักมันอยู่ที่ว่า คณะกรรมการเขาจะยอมรับหลักฐานใหม่ฝ่ายไทยไหม และเห็นด้วยไหมที่จะทำทั้งปราสาททั้งอาคารสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นมรดกโลกทั้งบริเวณ ส่วนเรื่องใครจะเป็นเจ้าของดินแดนส่วนไหนถือได้ว่าเป็นประเด็นรองเพราะเมื่อเป็นมรดกโลกก็ต้องบริหาพื้นที่ร่วมกันอยู่ดี

"ในขั้นตอนนี้

"ในขั้นตอนนี้ เขาไม่ถือและไม่สนใจว่าตัวปราสาทเป็นดินแดนของประเทศไหน ประเด็นหลักมันอยู่ที่ว่า คณะกรรมการเขาจะยอมรับหลักฐานใหม่ฝ่ายไทยไหม..."

"ขั้นตอนนี้" ของคุณ น่ะ ขั้นตอนไหน?

ถ้าผมเป็นกัมพูชา ผมก็จะยืนยัน ตามสิทธิอันชอบธรรมของผมว่า ที่คุณมาทำเป็น "เริ่มขั้นตอนใหม่" อ้างเรื่อง หลักฐาน "โบราณคดี" อะไรนั่น มันไม่เกี่ยว (irrelevant) คือ ไม่ทำให้ความจริง เปลี่ยนว่า ดินแดนที่ตั้งประสาท เป็นของกัมพูชา ตามคำตัดสิน 50 ปีแล้ว

และที่เขียนมานี้ "เขาไม่ถือและไม่สนใจว่าตัวปราสาทเป็นดินแดนของประเทศไหน..."

นี่แหละ ความดันทุรัง ของคนที่ไม่รุ้จักยอมรับการตัดสิน

"เขา" ที่ว่า "ไม่สนใจ" ว่า "เป็นดินแดนประเทศไหน" น่ะ "เขา" ไหนครับ?
มีแต่ "เขา" ที่ดันทุรัง ที่ยังพูดแบบนี้

คุณ "ไม่สนใจ" ยังไง มันก็เป็นของกัมพูชาอยู่ดีครับ อย่าทำดัดจริต ไม่รู้ไม่ชี้

และนี่แหละคือความหมายแท้จริงของการอ้าง "หลักฐานโบราณคดี" ทีว่าแหละ คือ พยายาม เบี่ยงประเด็น ทำเป็น "ไม่สนใจ ว่าดินแดนของประเทศไหน"

อย่างที่เขียนใน rep ข้างบน ข้อสรุปที่ว่า ดินแดนที่ปราสาทตั้งอยู่เป็นของกัมพูชา เป็นข้อยุติไปเป็นชาติแล้ว และบทความนี้ เขียนผิดโต้งๆตั้งแต่บรรทัดแรก และข้อมูลที่อ้าง รศ.ดร. นั่น ก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจาก ดันทุรัง ปลอบใจตัวเอง อย่างที่คุณเพิ่งเขียนมานี้แหละ

ในขั้นตอนนี้

ในขั้นตอนนี้ ทีมงานเจรจาของรัฐบาลไทย ก็ทำเพียงยื่นข้อเสนอโครงการมรดกโลกแบบที่ไทยต้องการ พร้อมหลักฐานประกอบ และคำยืนยันจากรัฐบาลไทยว่า พร้อมจะให้เวลาและความร่วมมือกับยูเนสโก้ในการทำการศึกษาเพิ่มเติมตามข้อเสนอ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยสงวนท่าทีและจะไม่ยินยอมให้ใช้ดินแดนไทยและดินแดนทับซ้อนกระทำการใดๆทั้งสิ้น ก่อนที่จะได้รับคำตอบเรื่องข้อเสนอใหม่อย่างเป็นทางการจากยูเนสโก้ และมีเวลาพอเพียงที่จะศึกษาคำตอบนั้น....ไปประชุมคราวนี้ก็แถลงแค่นี้พอแล้วครับแถลงเสร็จขึ้นเครื่องกลับเลยยังได้... สมศักดิ์เจียมอ่านแล้วพอเข้าใจเทคนิคการเจรจาต่อรอง แบบStone Ass ของรัสเซียได้ดีขึ้นไหมครับ ดินแดนของใครมันเรื่องน้ำจิ้ม สำคัญว่าเวลาที่ใช้และเสียไปมันไปบีบใครฝ่ายไหน ไทยนั้นมีเวลาอีกเป็นร้อยปีพันปีที่จะคุยเขมรเรื่องนี้ ฮุนเซนนั้นมีนายทุนที่จะลงทุนบีบไข่อยู่...ไว้เขาเจรจากันเสร็จสมศักดิ์ค่อยบันทึกไว้สอนหนังสือเด็กรุ่นหลังก็ได้ครับ..

เบี่ยงประเด็นไปเรื้อยเปื่อยอี

เบี่ยงประเด็นไปเรื้อยเปื่อยอีก

ตกลง ศาลโลกตัดสินว่า ดินแดนที่ตั้งเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาหรือไม่?

พูดเรื่อยเปื่อยยังไง ก็ไม่มีวันเปลี่ยนความจริงพื้นฐานข้อนี้ได้หรอกครับ ไม่ต้องฝันไป

(และตกลงที่พูดเรื่อยเปื่อยมา 2-3 rep นี้ ไม่ทราบยอมรับความจริงข้อนี้หรือไม่ หรื่อยังจะดันทุรังต่อไปเรื่อยๆ จนชาติหน้า?)

ถ้าผมเป็นกัมพูชา ผมก็ต้องยืนยันความจริงข้อนี้เป็นฐานในการเจรจาทุกอย่าง

การพยายาม เล่นลูกไม้ โดยไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ คนอื่นเขาไม่ได้โง่เป็นควายครับ จึงจะมองไม่ออก

ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาล

ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของสมศักดิ์ เจียมเองก็สะดวกดีครับที่จะจำแต่ว่าวันที่นี้เดือนนี้ปีนี้ ศาลโลกตัดสินให้พระวิหารเป็นดินแดนในอธิปไตยของเขมร และก็ไม่ได้มีใครคัดค้านอะไร

กษิต ภิรมณ์และข้าราชการกระทรวงต่างประเทศนั้นมีอาชีพและหน้าที่ประสานรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ กำลังทำหน้าที่ ที่จะให้โครงการมรดกโลกที่จะเกิดขึ้นด้วยการอนุมัติของยูเนสโก้นั้นเป็นประโยชน์กับไทยสูงสุด ด้วยภาพของโครงการที่ใหญ่กว่าดินแดนที่เขมรได้รับสิทธิไปตามที่ศาลโลกตัดสิน และด้วยข้อมูลการค้นพบใหม่ของแหล่งที่มาของอารยะธรรมเจ้าของปราสาทผู้สร้างปราสาท ยูเนสโก้จะเห็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป รัฐบาลและประชาชนชาวเขมรจะไม่พอใจบ้างก็เป็นเรื่องปรกติ ถ้าเกิดคนเขมร... แต่ไม่น่าปรกตินักถ้าเกิดเป็นคนไทย

ผมเองนั้นไม่ค่อยห่วงความคืบหน้าของปัญหานี้ในมือของมืออาชีพด้านการต่างประเทศของไทยนอกยุคแม้ว เพราะมีฝีมือได้รับการยกย่องมาหลายชั่วคนแล้ว ต้องขอย้ำว่าไม่นับสมัยแม้วและบริวารครองเมือง

ผมกลับเป็นห่วงคุณภาพนักศึกษาที่ผ่านการสอนของสมศักดิ์เจียมเสียมากกว่า ในเมื่ออาจารย์ยังแยกประเด็นโครงการมรดกโลกกับเรื่องสิทธิดินแดนยังไม่ออก ยืนหยัดประเด็นแตกต่างไปใช้ในเวทีที่ต้องการประสานผลประโยชน์ระหว่างชาติ ต่อว่าบริพาทคนที่ให้ความเห็นค้าน คุณภาพนักศึกษาบางคนที่บังเอิญเห็นว่าสมศักดิ์ เจียมเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแบบอย่างได้ มันจะเป็นอย่างไรครับ.....

จำไว้สอนเด็กหน่อยนะครับ เรื่องสิทธิเหนือดินแดนนั้นฝ่ายความมั่นคงและทหารทั้งเขมรและไทยเขามีหน้าที่และทำความตกลงกันบ้างรบกันบ้างเป็นปรกติของทหาร ส่วนเรื่องมรดกโลกนั้นกระทรวงวัฒนะธรรมร่วมกับกระทรวงต่างประเทศเขากำลังสานผลประโยชน์กับเขมรอยู่ กลยุทธหลักการเจรจานั้นอยู่ที่ความจริงที่ว่า ไทยนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบใดๆ เจรจากันอีกสักร้อยปีก็ได้ ถ้าเขมรจะถือสิทธิตามศาลโลกหรือที่สมศักดิ์ เจียมเห็นเป็นเรื่องสำคัญนักหนา ต้องการจะรีบทำมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ก็ให้ยกทัพมารบเอาพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปก็แล้วกัน.....หรือไม่ก็ใช้คอนเน็กชั่นในยูเนสโก้ปรับโครงการให้เข้ากับความต้องการร่วมของไทยให้ได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีใครหน้าไหนอำนาจอะไรจะบังคับให้ไทยยอมให้เขมรทำตามโครงการของเขมรแต่ฝ่ายเดียวได้ ยกเว้นแม้วกลับมาเป็นนายกอีก

ประวัติศาสตร์และสนธิสัญญาข้อตกลงต่างๆที่บรรดาอาจารย์เอามาสอนลูกศิษญ์ลูกหากันทุกวันนี้ ผู้มีอาชีพอาจารย์และนักวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบทั้งหลาย มักละเลยความเป็นจริงว่าข้อสรุปที่บันทึกเอามาสอนกันนั้น เปื้อนเลือด เหงื่อ น้ำตา ของทหาร นักการทูต และประชาชนผู้เกี่ยวข้องไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ในกระบวนนี้นอกจากจีนแล้วไม่ค่อยมีวัฒนธรรมไหนให้เกียรติยกย่องนักการทูต ที่เป็นนักรบนักวางแผนในดงน้ำหมึกน้ำลายผู้ปิดทองหลังพระตัวจริง...เอ ผมเผลอบอกไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ว่า เป็นอาจารย์คิดเป็นแค่นี้ก็ดีแล้ว ....

"ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยา

"ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของสมศักดิ์ เจียมเองก็สะดวกดีครับที่จะจำแต่ว่าวันที่นี้เดือนนี้ปีนี้ ศาลโลกตัดสินให้พระวิหารเป็นดินแดนในอธิปไตยของเขมร และก็ไม่ได้มีใครคัดค้านอะไร"

เพ้อเจ้อมาเยอะแยะอีกแล้ว

อาชีพอะไรเกี่ยวอะไรด้วยครับ? เป็นอาจารย์มหาลัย เป็นทุต เป็ฯ รมต ตางประเทศ

ความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับกรณ๊เขาพระวิหาร ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ เขียนผิด (ย้ำ ผิด ผิด ผิด) และ ผศ.ดร. ที่อ้างในบทความ เบี่ยงเบน, และผู้ใช้ชื่อ "บางกอก" มาทำเป็น "ไม่สนใจในขั้นนี้"

คือ ความจริงอยู่วันยังค่ำว่า ไทยไม่มีอธิปไตยเหนือดินแดนทีตั้งปราสาท (และตัวประสาทที่อยู่บนดินแดนนั้น)

การพูดจาเพื้อเจื้อ ยาวๆ นี่ เพือ่พยายาม หลีกเลี่ยงความจริงนี้เท่านั้น

เป็นแทคติก ที่พวกพันธมิตร หรือ เห็นอกเห็นใจ พันธมิตร หรือพวกเพ้อฝัน เรื่อง จะ"เอาเขาพระวิหารคืน" ชอบใช้ เพราะด้านหนึ่ง ทำใจ รับความจริง ดังกล่าวไม่ได้ อีกด้านหนึ่ง ก็ยังพยายาม จะหาทางพูดจาเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ

ถ้าผม หรือ ใครก็ตาม เป็นกัมพูชา นั่นคือ เป็นเจ้าของดินแดนและตัวประสาทอยู่ ไม่ว่า จะเป็นประเด็นอะไร รวมทั้งประเด็น World Heritage ด้วย ล้วนต้องกระทำ บนพื้นฐานของการยอมรับ ความจริงนี้ก่อน

การที่พยายามพูดเรื่อยเปื่อย ก็สมควรถูกมองว่า เป็นการเบี่ยงประเด็น ไม่ยอมรับความจริงนี้เท่านั้น

คนเหล่านี้ ก็ฝันไปเรื่อยว่า ถ้า "ขยายประเด็น" เป็นเรื่อง "การจัดการ" เป็นเรื่อง "แหล่งวัฒนธรรม" บลา บลา บลา แล้ว ก็จะทำให้ "เรา" ("ประเทศไทย" ในจิตนาการของพวกเขา) "มีส่วน" ร่วมด้วย คือ แพ้ศาล เอาคืนไม่ได้ ขอ "มีส่วน" อื่นๆ ก็ยังดี

เพ้อเจ้อ เรื่อยเปื่อย ฝันเฟื่องจริงๆพวกนี้ เสียเวลา

ตกลง แค่ยอมรับว่า นี่เป็นสมบัติคนอื่นเขา นี่ก็ทำใจยอมรับไม่ได้?

(ขำ ที่พูดเรื่อยเปื่อยไปถึง "เลือด เนื้อ น้ำตา ..." อะไรโน่น ในประวัติศาสตร์ นี่คนแถบนี้ ต่างฝ่ายต่างเสียทั้งนั้นแหละ ไทย เขมร เวียดนาม พม่า ฆ่ากันไปฆ่ากันมา เสียทั้งนั้น พูดยกเรื่องแบบนี้มา ยังไง ก็ไม่เปลี่ยนความจริงเรื่อง ดินแดนและปราสาท น่ะเป็นของคนอื่นเขาแล้ว บ่นเรื่อง "เลือด เนื้อ น้ำตา.." อีกกี่ชาติ ก็เปลี่ยนความจริงนี้ไม่ได้หรอก)

น่าสมเพช พวกไม่ยอมรับความจริง พวก"ปลงไม่ตก" อยากได้ของคนอื่น ให้ได้