‘ความชั่วร้ายที่จำเป็น’ ในแวดวงการศึกษาไทย

คำว่า “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” มีนิยามเฉพาะในบทความนี้ว่า หมายถึง “สิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่คนทำกันจนเป็นเรื่องปกติ และผู้กระทำเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ” ในแวดวงการศึกษาของบ้านเราความชั่วร้ายในความหมายดังกล่าวนี้มีอยู่มาก อาทิเช่น.-
 
ธุรกิจการศึกษาที่แข่งขันกันเปิดหลักสูตรต่างๆในระดับปริญญาตรี โท เอก ที่เน้นการเรียนง่าย จบง่าย ถ้าจ่ายคล่อง ค่านิยมที่เรียนเพื่อเอาใบปริญญาไว้แขวนคอ ไม่สนใจความรู้จริง รู้กว้าง รู้ลึก ผู้บริหารสถานศึกษาบางแห่ง เรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก แต่จ้างคนอื่นหรือจ้างลูกน้อง (ด้วยเงินบ้าง ด้วยการให้ 2 ขั้น บ้าง) ทำงานส่งอาจารย์ ทำวิจัย หรือทำวิทยานิพนธ์แทน
 
อาจารย์มหาวิทยาลัยหากินกับการรับจ้างทำวิจัยกับหน่วยงานราชการและเอกชน โดยมีการวางเครือข่ายเส้นสายจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้กับบุคลากรภายในหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้ได้งบฯวิจัยก้อนโต นักวิชาการและผู้บริหารในมหาวิทยาลัยที่มี “นิสัย” เปลี่ยนสีเปลี่ยนจุดยืนไปตามการเปลี่ยนขั้วอำนาจรัฐ
 
การจ้างคนอื่นทำผลงานทางวิชาการ เช่น ทำครู ค.ศ.3, ครู ค.ศ.4 ทำ ผศ, รศ. การวิ่งเต้นจ่ายเงินแก่กรรมการตรวจผลงานทางวิชาการ การซื้อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา การเมืองในมหาวิทยาลัยที่มีการเล่นพรรคเล่นพวก ผูกขาดอำนาจ การทุจริตคอรัปชัน ตั้งแต่โกงตำราเรียน นมโรงเรียน งบฯก่อสร้าง ฯลฯ
 
คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทุกระดับ ไม่ว่าจะสนใจสอดส่ายสายตาหาความผิดเหล่านั้นหรือไม่ จะเป็นนักตรวจสอบหรือไม่ก็ตาม ทุกคนย่อมรู้ว่าความชั่วร้ายต่างๆเป็นต้นที่ยกมานั้น มีอยู่จริงในแวดวงการศึกษาทั้งกรณีที่เราเห็นๆ กันตำตา เล่าปากต่อปาก หรือที่ตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชน
 
ยิ่งไปกว่านั้น เราที่อยู่ในแวดวงการศึกษาต่างเคยได้ยินได้ฟังตรรกะที่สนับสนุนว่าความชั่วร้ายเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติหรือเป็นสิ่งที่ควรทำหรือจำเป็นต้องทำ เช่น เรื่องแบบนี้ใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าไม่ทำก็ไม่ทันกิน เรียนจบไปแล้วสิ่งที่คนรับรู้คือคุณจบปริญญาอะไร ไม่มีใครสนใจหรอกว่าคุณเรียนจบอย่างมีคุณภาพแค่ไหน คุณภาพ อุดมการณ์ กินได้ที่ไหนเล่า แต่ถ้ามีตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ผศ.,รศ.,ศ.(หรือ ดร.) นำหน้าชื่อ หรือมีตำแหน่งผู้บริหาร มันกินได้ มันมีเกียรติที่จับต้องได้ ฯลฯ
 
ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือให้ได้อะไรที่มันกินได้ เกียรติที่จับต้องได้ จะใช้วิธีการอย่างไรก็ได้
 
จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมทางความคิดที่ว่า “เป้าหมายที่ต้องการเป็นสิ่งตัดสินความถูกต้องของวิธีการ” และวิธีอ้างเหตุผลที่ว่า “เรื่องแบบนี้ใครๆเขาก็ทำกัน” ทำให้เกิดมาตรฐานการตัดสินใจในการกระทำสิ่งต่างๆโดยไม่คำนึงถึงถูก/ผิด มีความคิดกันว่าถูก/ผิดไม่มีอยู่จริงมีแต่สิ่งที่เราทำและไม่ได้ทำ หรือมีแต่สิ่งที่ทำแล้วได้ประโยชน์กับสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้หรือเสียประโยชน์เท่านั้น
 
วัฒนธรรมทางความคิดหรือวิธีคิดดังกล่าว ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” ในแวดวงการศึกษาของบ้านเรา และการที่ความชั่วร้ายที่จำเป็นมันหยั่งรากลึก แผ่กิ่งก้านสาขามากขึ้นเรื่อยๆ จึงส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการศึกษาของชาติ อย่างน้อย 3 ประการ คือ
 
1. ธุรกิจการศึกษาขยายตัวอย่างรวดเร็ว แข่งขันกันแย่งลูกค้าอย่างเข้มข้น แต่คุณภาพการศึกษาแย่ลง ทำให้ “ปริญญาชน” เฟ้อ แต่ขาดแคลน “ปัญญาชน” ที่มีจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ (academic spirit) คงแก่เรียน มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม เป็นมันสมองของชุมชน สังคม ประเทศชาติ
2. สถาบันการศึกษาขาดการสร้างพลังท้าทายทางปัญญา เช่น สร้างความโดดเด่นเป็นแรงจูงใจทำให้คนอยากมาเรียนในสถาบันแห่งนี้เพราะเป็นสถาบันที่เข้มงวดเรื่องคุณภาพ เข้ายาก เรียนหนัก จบยาก เพราะต้องมีคุณภาพจริงๆจึงจบได้ มีแต่ว่าทุกสถาบันต่างแข่งกันสร้างจุดขาย “เรียนง่าย จบง่าย ถ้าจ่ายคล่อง”
 
3. สถาบันการศึกษาล้มเหลวในการสร้างพลังความกล้าหาญทางจริยธรรมและการส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย เพราะมากไปด้วยการทุจริตคอรัปชัน การซื้อตำแหน่ง จ้างทำผลงานวิชาการ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม พรรคพวกนิยม การสืบทอดอำนาจแบบ “ทายาทอสูร” เอาไว้อย่างมั่นคง
 
ถ้าเป็นความจริงว่า สถาบันการศึกษาเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาคุณภาพคนทั้งในด้านความรู้ความสามารถ ทักษะอาชีพ จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ฯลฯ แต่ทว่าสถาบันการศึกษากลับเป็นสถาบันซึ่งดำรง “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและมีแนวโน้มจะแผ่ขยายมากขึ้นเช่นนี้ สังคมไทยจะหวังพึ่งสถาบันใดได้อีกเล่า
 
การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่จึงจำเป็นต้องตั้งโจทย์สำคัญเพิ่มเติมว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถขจัดวัฒนธรรมทางความคิดที่สนับสนุนให้ “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” ดำรงอยู่ในแวดวงการศึกษาของบ้านเรา ให้หมดไปได้

Comments

ผมก็จะพูดซ้ำอย่างนี้แหละว่า ต

ผมก็จะพูดซ้ำอย่างนี้แหละว่า

ตราบเท่าที่ผู้เขียน ซึ่งมีอาชีพสอนปรัชญา (เน้นประเด็นความยุติธรรมเสียอีก) ยังไม่แสดงความกล้าหาญเล็กทางวิชาการ ทางศีลธรรมการเมือง ด้วยการวิพากษ์ความผิดพลาดของตัวเอง ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ นั่นคือ การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นฐานในการโจมตีนักการเมือง (บทความของผู้เขียนตีพิพม์ในผู้จัดการ ต้นปี 2549 กล่าวหา ทักษิณเรื่อง "มิบังควร" เรื่อง "ประชดประชันสถาบันเบื้องสูง")

ตราบใด ที่ผู้เขียน ยังขี้ขลาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลัง ขนาดนี้

ก็ป่วยการ ที่ผู้เขียน จะวิพากษ์คนอื่น หรือเรื่องอื่นๆ (เช่นกรณีบทความนี้ เรื่อง "การศึกษา")

และป่วยการจริงๆ ที่ผู้อ่านจะให้ความสนใจ กับงานของคนที่ปากว่าตาขยิบ เก่งแต่วิพากษ์คนอื่น (ด้วยฐานที่สิ้นคิดมากๆ คือ ใช้สถาบันกษตริย์)

น่าจะละอายใจตัวเองบ้างนะครับ "อาจารย์" สุรพศ

(......smiling for the

(......smiling for the comment above......)

....smiling still.... : )

มิน่าเล่าเราถึงมีนักวิชาการรั

มิน่าเล่าเราถึงมีนักวิชาการรับจ้าง อย่างพวกเนติบริกรอยู่เกลื่อนเมือง แล้วผมจะคาดหวังคุณภาพการศึกษาที่เขาเหล่านี้ให้แก่ลูกหลานผมได้อย่างไร?

คิดถึงอาจารย์วรเจตน์ จังเลย ไม่ได้อ่านข้อเขียนดีๆจากอาจารย์มานานแล้วนะครับ ถือโอกาสจุดธูปเชิญมา ณ โอกาสนี้เลย ออกมาให้ความเห็นในประเด็นการแก้ไขรธน.ก็ได้ครับ

ธุรกิจการศึกษาขยายตัวอย่างรวด

ธุรกิจการศึกษาขยายตัวอย่างรวดเร็ว แข่งขันกันแย่งลูกค้าอย่างเข้มข้น แต่คุณภาพการศึกษาแย่ลง ทำให้

“ปริญญาชน” เฟ้อ แต่ขาดแคลน “ปัญญาชน”

คมจินๆ

"ที่มีจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ (academic spirit) คงแก่เรียน" ก็เห็นด้วยนะ แต่ตอนนี้อยากให้ "เบสิค" มันดีก่อน อย่างน้อยอยากให้คิดแบบ logic ที่ใช้ได้ ไม่ใช่ logic ห่วยตั้งแต่อาจารย์ลงไปถึงนักศึกษา

"มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม เป็นมันสมองของชุมชน สังคม ประเทศชาติ" อันนี้เห็นด้วยครึ่งเดียว เพราะ'อุดมการณ์'มันเป็นดาบ 2 คมนะ คมนึงคือเจตนาที่ดี แต่การมีเจตนาก็คือคมอีกด้านของมันเอง เพราะเจตนา/คติส่วนตัวมันไปกันไม่ได้กับหลักการ/หลักวิชาการ อย่างเช่นหมอเสื้อเหลืองที่บิดเบือนเรื่องเสื้อแดง ปัญหาเมืองไทยตอนนี้เพราะพวกปัญญาชนพวกนักเคลื่อนไหวมันเอาเจตนาเป็นใหญ่ แต่ไม่เอาหลักการอะไรเลย หลักยุติธรรมก็ไม่เอา พูดได้เลยว่า สังคมไทยล่มสลายเพราะพวกคิดว่าตัวเองมีอุดมการณ์ครอบงำคนเมืองได้สำเร็จ แล้วทำแบบเผด็จการความคิดฟาสซิสต์ ไม่สนอะไรอื่นอีกแล้ว

การศึกษาไร้น้ำยานำพาชาติ ธุรก

การศึกษาไร้น้ำยานำพาชาติ
ธุรกิจการตลาดการศึกษา
คือธุรกิจขายใบปริญญา
หลอกตาสีตาสาส่งลูกเรียน

ส่งให้เรียนแล้วลืมตีนลืมกำพืด
ลืมที่ยึดลืมรากหญ้ามาแปรเปลี่ยน
มองคนจนไม่เห็นหัวกลัวอาเจียร
เรียนเพื่อเรียนเรียนเพื่อเงินเพลินตามกัน

ครูไทย ที่ทำผลงาน คศ. 3

ครูไทย ที่ทำผลงาน คศ. 3 เพื่อรับเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ 11,200 บาท จ้างทำผลงาน คนละ ประมาณ 150,000
ผลงานประมาณ 50,000 - 60,000 บาท ที่เหลือ กรรมการและหัวหน้าส่วน รับประทาน ค่ะ

555 " ครูไทย คนหนึ่ง "

555 " ครูไทย คนหนึ่ง " ทำไมเอาเรื่องจริง มาพูดเล่น ละครับ อิๆๆๆ ส่ง อาจารย์ 3 แต่ละที ผ้าไหมงี้ จัดเลี้ยงงี้ ของฝากเพียบ แต่น่าจะให้ครูออกประเมิณบ้างนะ กว่าจะสอบได้ ต้องไปถึงเชียงไหม่ หมดเงินก็หลายหมื่น

555 แต่ไม่ให้ออกประเมิณ เสียดายๆ

คุณสุรพศครับ

คุณสุรพศครับ แน่นอนว่าสิ่งที่คุรกล่าวมามันเป็นความชั่วร้ายที่ควรขจัดออกไปเสีย ผมตั้งข้อสังเกตุง่ายๆนะครับ อาจารย์มหทวิทยาลัยในเมืองไทยถือว่ายากจน ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วในระดับใกล้เคียงกัน ที่อินเดียเงินเดือนอาจารย์เพิ่งขึ้นเป็นสี่ถึงห้าหมื่นบาท รวมสวัสดิการอื่นๆ ขนาดในฟิลิปปินส์ยังอยู่ดีกว่าของเรา ถ้าผู้บริหารประเทศหรือมหาลัยมีวิสัยทัศนืพวกอาจารย์คงไม่ต้องวิ่งเต้นหารายได้เสริมเช่นงานบริหาร ขอทุนทำวิจัยไร้คุณภาพ วิ่งรอกสอน ใช้เส้นสาย มันเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่ระดับนโยบาย จบดอกเตอร์มาเป็นอาจารย์เงินเดือนเท่าไหร่ครับ สองหมื่นบาท อาจมีค่าสอนเสาร์ อาทิตย์ ตรวจข้อสอบ เป็นอาจารย์น่ะไม่จนแต่ก็ไม่ได้มั่งมีศรีสุขทั้งที่เรียนแทบตาย หนำซำ้ยังต้องทำงานบริหาร บริการสังคม เวลาที่จะเอาไปทำวิจัยเพื่อมวลความรู้จริงๆแทบไม่มี ยิ่งพวกอยู่ในกรุงเทพต้องเลี้ยงลูก บ้านอยู่ไกล โทษใครครับ

ปัญหาอีกอย่างโดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์นะครับ ให้ทุนส่งเรียนจนจบดอกเตอร์ จบใหม่ๆกลับมาไฟแรง มาถึงเมืองไทยทำอะไรได้บ้าง เครื่องมือไม่มี มีก็เสีย จะทำอะไรต้องขอ กว่าจะได้ ระบบราชการเยอะมาก อยู่ไปปีสองปีไฟเริ่มมอด เสียทรัพยากรเปล่าๆส่วนพวกมีปัญญาไม่เอาทุนรัฐ ไม่ต้องกลับมาใช้หลายคนปักหลักอยู่เมืองนอก เพราะได้วิจัยเต็มที่ รายได้ดีแม้ไม่รวยมาก ไม่ต้องมานั่งถูกพวกหัวโบราณสะกัดแข้งขา เมืองไทยสมองไหลใช่น้อยนะครับ ส่วนตัวผมไม่ขออะไรมาก บ้านผมอยู่กรุงเทพ เงินเดือนสองหมื่นบวกโน่นนี่นิดหน่อยเป็นสามหมื่นกว่า มันไม่พอ (ได้แค่เลี้ยงตัวคนเดียว ส่งให้พ่อแม่บ้าง) เป็นอาจารย์ฐานะทางสังคมดี ภาษีสังคมก็สูงนะครับ ผมแค่อยากได้ดีกว่านี้สักหน่อย ไม่ต้องทำงานบริหารราชการอื่นๆ แค่สอนหนังสือและทำวิจัยได้มั้ย ทุกวันนี้ผมอยู่เมืองนอก มีความสุขมาก ไม่รวยแต่ก็ไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับใครเพื่อแย่งสอน แย่งทุน กินอิ่ม นอนหลับ วิจัยเต็มที่ มีคนส่งเสริมชื่นชมผลงาน ผมอยากกลับเมืองไทยแต่ถ้าต้องกลับไปเจอสภาพเดิมๆ ไว้ผมหมดไฟแล้วค่อยกลับละกัน

แฟชั่นบ้าบอคอแตก ไม่พร้อมทำอา

แฟชั่นบ้าบอคอแตก
ไม่พร้อมทำอาจารย์3 ก็ยังส่ง
ส่งแบบพึ่งพา ขอไปทีเผื่อฟลุก
เรียนให้ได้ป.โท เรียนแบบแฟชั่น
เพื่อคนจะได้ชม จะได้มีหน้าตา
ร่ำเรียกหาเกียติ เป็นโรคบ้ากันทั้งเมือง
เกียติ ชื่อเสียง อยากให้คนชมว่าดี
เร่งทำ เร่งสร้างผลงาน
แบบขอไปที
.......................
ทำงานสอน ตั้งใจสอน ดีกว่า
สอนเด็กเถิด อย่าหาเรื่องออกนอกโรงเรียนทุกวันได้ไหม เบื่อ
หาเรื่องไปอบรม หารเรื่องไปซื้อโฌน็ตบ๊ค
หาเรื่องเรียนต่อแบบ ลายาวๆไปยาวๆ
ฉันเก่ง ฉันเลิศ ไม่มีใครทำได้
.....................................
อยู่แบบครูธรรมดาๆแต่สอนทุกคาบ
ไม่หนีสอน
ไม่ติดสินบนเขา
ขอทีเถอะครูไทย

อันที่จริงในวงการศึกษามันก็ไม

อันที่จริงในวงการศึกษามันก็ไม่ได้เลวร้ายดังที่คิด การปฏิรูปการศึกษามันก็เหมือนกับการปฏิรูปการเมืองนั้นแหละ เหล่านักการศึกษา ไปลอกเลียนแบบของต่างประเทศ แล้วทำไม่ได้อย่างเขาเพราะบริบทมันแตกต่างกันในด้านการเมือง สังคมประเพณี และวิกฤติการเมืองก็ส่งผลต่อปัญหาของการปฏิรูปการศึกษาเช่นกัน ดูอย่างง่ายๆการรวมโรงเรียนมัธยมศึกษากับประถมศึกษาเดิมเพื่อเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังมาเรียกร้องขอตั้งเป้นสำนักมัธยมศึกษา ถอยหลังลงคลองเหมือนเดิม สำหรับการทำผลงานวิชาการของครูก็เช่นเดียวกับเจตนารมย์ดี เพื่อให้ครูพัฒนางานเพื่อส่งผลต่อคุณภาพนักเรียน สร้างขวัญในการทำงานของครู แต่บางคนก็นอกลู่นอกทางบ้างเป็นธรรมดาของคนหมู่มาก
ทุกวันนี้คุณครูต้องทำงานหลายหน้าที่มิใช่การจัดการเรียนรู้อย่างเดียว ยังต้องทำงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาเข้ามาทีก็เปลี่ยนนโยบายที โดยเฉพาะภูมิปัญญาในด้านการสอนภาษาไทย บางทีก็ไปใช้ทฤษฎีแบบตะวันตก เมื่อนำวิธีการสอนมาใช้ ครูไม่ชำนาญการในวิธีดังกล่าวทำให้การจัดการเรียนรู้ล้มเหลว ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนนักเรียน
อนึ่ง ดูเหมือนว่าระดับเชาวน์ปัญญาของเด้กไทยจะด้อยลงกว่าเดิม อยากให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องวิจัยเกี่ยวกับสติปัญญาของเด็กไทย และรายงานผลเพื่อนำมาหาวิธีการแก้ปัญหาเด็กไทยในอนาคต

อ่านความเห็นของคุณแมวดำแล้วน้

อ่านความเห็นของคุณแมวดำแล้วน้ำตาจะร่วง มันใช่เลยครับ คุณพูดอีกก็ถูกอีก

วันก่อนผมคุยกับแฟน บอกว่าถ้าผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต่อไปอย่าว่าแต่เรื่องมีลูกเลย เงินสินสอดทองหมั้นหรือแม้กระทั่งเงินจัดงานแต่งของเราผมคงไม่มีปัญญารับผิดชอบได้ (ผมเป็นลูกกำพร้าทั้งพ่อและแม่มาตั้งแต่เด็ก ไม่มีมรดก ไม่มีสมบัติตกทอดของเจ้าคุณปู่) เธอบอกว่าไม่เป็นไรเธอไม่คิดมากเรื่องนั้น เราจดทะเบียนกันเฉยๆ ก็ได้แล้วจะพยายามคุยกับพ่อแม่ให้ ผมซาบซึ้งมาก แต่ปัญหาคือเธอบอกว่าแต่เธอคงจะออกจากงานที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้ เพราะลำพังรายได้ของผมคนเดียวคงไม่พอค่าใช้จ่ายในครอบครัวแน่ๆ (กินใช้คนเดียวยังไม่มีเหลือเก็บไปแต่งเมียเลยครับ) ซึ่งงานของเธอต้องไปต่างประเทศครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 วัน และเดือนๆ นึงก็ต้องไปอย่างน้อย 20วันต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าแต่งงานกันแล้วผมก็ต้องให้เมีย(ซึ่งรายได้มากกว่าผมหลายเท่า)เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัว มิหนำซ้ำยังต้องใช้ชีวิตคู่ที่ได้เจอกันเดือนละไม่กี่วันต่อไป

ผมฟังแล้วก็อเน็จอนาถในชีวิตที่ผมเลือกเดินปนกับทุเรศตัวเอง ผมเริ่มคิดอย่างจริงจังว่าอุดมการณ์นี่มันกินไม่ได้แน่ๆ แล้ว ทั้งๆ ที่กว่าจะเรียนจนจบด็อกเตอร์นี่ก็แทบกระอักเลือดเลยนะคุณ แต่ผมได้เงินเดือนตอนนี้ไม่ถึงสองหมื่นบาท ทั้งๆที่ผมมีโอกาสไปทำอย่างอื่นที่มีผู้เสนอให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับผมกว่านี้มากนักโดยเฉพาะในต่างประเทศที่เห็นคุณค่าของการให้การศึกษาคน ถามว่าในเมืองไทย ผมมี "ทักษะอาชีพ จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์" แล้วใครช่วยผมครับ? ผมจะต้องเอาชีวิตของผมไปทุ่มเทและแลกกับมันอย่างนั้นหรือ? ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยต้องใช้เงินของรัฐไทย(พูดอีกอย่างคือเงินภาษีของคนไทย)เรียนซักกะบาทแล้วทำไมผมต้องทำอะไรเพื่อประเทศที่หมดหวังแล้วนี้ด้วย ตอนแรกมันก็มีอุดมการณ์หรอกนะครับ ก็คิดอยู่ว่าเพราะมันเป็นอย่างนี้เราจึงต้องช่วยกันทำให้มันดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ผมตระหนักแล้วว่า ประเทศไทยนั้นโฮปเลสถ้ายังมีโครงสร้างทางการเมืองการปกครองฯลฯ เช่นนี้ต่อไป คุณผู้เขียนบทความมาเรียกร้องนั่นก็พูดง่ายอยู่ แต่อยากให้มันตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงรอบๆ ตัวบ้าง

ผมจึงตัดสินใจจะลาออกจากงานอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เมืองไทยและอยู่ทำวิจัยที่ต่างประเทศต่อไป และคิดจะหางานทำที่นี่เพราะเมียผมจะได้ออกมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกได้เต็มที่ไงครับ และผมไม่คิดจะกลับไปตราบใดที่ประเทศนี้ยังมีโครงสร้างแย่ๆ แบบนี้

ผมเล่าเรื่องของผมมาเสียยืดยาวเพื่อชี้ให้เห็นกระบวนการสมองไหล และปรากฏการณ์ที่เค้าเรียกว่าวงจรอุบาทว์ (vicious spiral) ไงครับ

เห็นด้วยกับอาจารย์สุรพศ

เห็นด้วยกับอาจารย์สุรพศ ที่ว่า "ทักษิณ" ทำเรื่อง "มิบังควร" เพื่อประชดประชันสถาบันเบื้องสูง

เนื่องจาก "พฤติกรรม" ที่ผ่านมา เป็นที่ "ประจักษ์"

แม้แต่ "ชาวบ้านธรรมดา" ไม่ต้องมี "ภูมิความรู้" ระดับปริญญาเอก

ก็สามารถดูออกได้..

จึง "เชื่อได้ว่า" ทักษิณมีพฤติกรรม เป็นเช่นนั้นจริง

I totally agree with Khun

I totally agree with Khun Maew Dum and khun visitor. There are so many bright Thai I met who were so fed up with the vicious system in Thailand that they finally left for a better life elsewhere. This is a sad truth. And even I myself consider staying abroad for exactly the same reasons. Good luck to both of you na kha.

เบื่อนักวิชาการเต็มทนทำตัวเป็

เบื่อนักวิชาการเต็มทนทำตัวเป็นพหูสูตรรุทุกเรื่องเสือกทุกเรื่องยกเว้นเข้าพวกอมาตย์ทำอะไรไม่ผิดสอพอเหลือเกินนักชาการเมืองไทยสงสารลูกหลานทที่ได้เล่าเรียนกับพวกนี้จริงๆ ทำร้ายพวกทักษิณคือความชอบบ้านเมืองเจริญอยู่แถวหน้าไม่ชอบผู้นำมีความสามารถเกินหน้าเกินตา นิยมนายกของปลอมหน้าหล่ออย่างปากท้องหิวไม่เป็นไรหน้าหล่อไม่โกงเลยหรือแน่ใจอย่างไรขนาดเงินบริจาคยังหลบซ่อนแล้วความเลวจะเหลือหรือพ่อนักวิชาเกิน ขนาดนโยบายเรืยนฟรี15ปียังโกหกชาวบ้านเลยให้ฟรีกี่เปอร์เซ็นต์ท่านรัฐมนตรีปชป.และกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้ากระเป๋าพรรคทำทุเรศเปล่าๆทำเป็นเศษเนื้อให้สุนัขกินเพื่อหลอกล่อสร้างภาพทั้งนั้นพรรคการเมืองนี้

เกิดเป็นคนไทยนี่ลำบากครับ

เกิดเป็นคนไทยนี่ลำบากครับ ต้องทำตามกระแสสังคมถึงจะเรียกได้ว่า ผู้เจริญ อย่างระดับ อาจารย์ หรือระดับหัวหน้าคนเนี่ย ต้องมี รถ หนึ่งละแล้วก็มีอะไรต่อมิอะไรที่ให้เห็นแล้วว่า ต้องสมเกีรยติว่างั้นเถอะ คือสรุปว่า วัตถุเป็นสิ่งบ่งบอกความเป็น ผู้จริญ

I think I understand how you

I think I understand how you feel. There's nothing wrong if you will choose what deemed fit your best interest. With all your knowledge and talent, you still can contribute to the society, no matter where you are. It's a shame if the existing system can't hold your service. It's not primarily your fault. No one can blame you for that.

สมองไหลก็ยังไปทำประโยชน์ให้ภาคส่วนอื่นของสังคมได้ แต่ไม้ยืนตายซากไม่มีประโยชน์ต่อใครทั้งสิ้น นอกจากตัดไปทำฟืน

ครับความจริงอันขมขื่น

ครับความจริงอันขมขื่น ทุกวันนี้ผมเหมือนหลุดพ้น ไม่ต้องมานั่งสู้กับใคร เลียแข้งเลียขาใครให้มันทุเรศตัวเอง คนทำดีตั้งใจทำงานควรจะได้ดี ได้รับผลตอบแทน (ไม่ได้หมายถึงเฉพาะวัตถุ) ที่เป็นธรรม meritocracy เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกสังคม พวกเช้าชามเย็นชาม นั่งกุมอำนาจไม่ทำงานควรเอาออกไป ผมเข้าใจหัวอกคุณ visitor ดี ผมเจอหลายคนทำงานญี่ปุ่น เยอรมัน สวิส อเมริกา เป็นนักประดิษฐ์ นักทดลอง นักสังคมศาสตร์ ได้ของใหม่ก็จด patent อยู่เมืองนอก ขายให้บริษัทยักษ์ใหญ่บ้าง แล้วให้เอาไปขายคนไทยแพงๆ เป็นงัยครับ สะใจดีมั้ย

นึกถึงตัวเองตอนเรียนเมืองนอกใหม่ๆเคยคิดว่าผมมันโง่ ยิ่งเห็นฝรั่งชอบดูถูกนักเรียนเอเซีย ทุกวันนี้ได้สอนเด็กฝรั่ง ผมถึงบางอ้อว่าแท้จริงแล้วมันคือความผิดพลาดที่สั่งสมมานมนาน ทำไมเด็กไทยคิดไม่เป็น ก็เพราะครูไม่ได้สอนให้เด็กคิออย่างมีอิสระ (independently) เรียนแบบอัด วันนึงแปดชั่วโมง ไม่มีประสิทธิภาพ นั่งฟังครู นั่งหลับในห้อง ซ้ำทุกอย่างต้องเชื่อ คิดตามกรอบ ตามผู้ใหญ่ เถียงไม่ได้ ความจริงเราไม่ได้โง่กว่าฝรั่ง แต่สังคมเรามันเป็นมาแบบนี้ บ้าอำนาจ สอนแต่ให้เดินตาม (ครูหลายคนถูกกดมามาก เลยมากดเด็กนักเรียนอีกรอบ) สมัยก่อนยังดีหน่อย อย่างน้อยคนเป็นครูคือพวกที่สอบได้ที่หนึ่งที่สองของอำเภอ ของจังหวัด ทุกวันนี้คนเรียนครูคือพวกที่ไม่มีปัญญาไปสอบเข้าเรียนอย่างอื่น คนมีความรู้ความสามารถไม่อยากเป็นครูเพราะฐานะมันต่ำต้อย แทบจะไม่มีกิน ด่าครูเห็นแก่ของล่อใจเหรอครับ พ่อแม่ผมก็เป็นครู เป็นอาจารย์แต่ต้องกู้เงินส่งลูกเรียนพิเศษ เพราะโรงเรียนรัฐมันห่วยแตกไม่งั้นก็สอบเอ็นทรานซ์สู้เขาไม่ได้ น่าสมเพชไหมล่ะครับ ทุกวันนี้ให้เงินเดือนครูเพิ่ม ก็ดีขึ้นแต่ก็อ้างว่าเศรษกิจไม่ดีบ้าง ติดไว้ก่อน พวกโกงกินกันเองในรัฐ ในระดับบริหาร จะมาเอาอะไรกับครูเล็กๆ ระดับล่างๆ งบแผ่นดินปีหนึ่งเท่าไหร่ กี่หมื่นล้าน ไปอยู่ไหนหมด นี่แหละครับความชั่วช้าที่จำเป็นในเมืองไทย

***เวลาเขารับเกียรติบัตรครูดี

***เวลาเขารับเกียรติบัตรครูดีเด่นคุรุสภา ผมได้แต่นั่งยิ้ม อ้อปีนี้ คนนี้ได้ขั้นพิเศษ บางทีผมก็สะท้อนใจ ครูบางคนทั้ง
ปีเข้าสอนไม่กี่คาบ ทิ้งเด็ก เด็กก็ชอบ งานก็น้อย เรียนก็น้อย ได้เกรดก็ง่าย แต่ครูคนนั้น รับเกียรติบัตรครูภาษาไทย
ดีเด่น แล้วเขาก็ได้ 2 ขั้น

***ผมอิจฉาเขาหรือ เปล่าผมอายฟ้าดิน ถ้ามีการประเมินแบบรางวัลแมกไซไซ ครูคนนั้นจะอยู่ที่สุดท้าย ผมจะอยู่ที่5

***ผมสอนบนดอย ข่มเหงให้นักเรียนหนัก ผู้ปกครองบางคนก็ไม่ชอบ แต่เมื่อนานๆ ไป ผมกลับไปเด็กยกนิ้วให้
ครูคนนี้ดุ เอาจริง และก็ได้เนื้อ ๆ

***เดี๋ยวนี้ครูต้องประจบนักเรียนส่วนมาก และแล้วก็เป็นที่มาของการคอรัปชั่นทางจิตวิญญาน

***วงการครูประถมนั้นเขาเล่นละครกันเก่งมากตามที่บทความข้างบนว่า ครูน้อยไม่ค่อยได้อยู่กับเด็กบรการผู้บริหาร
เป็นเรื่องสำคัญ

***ผมไม่สนใจทำอาจารย์สาม เพราะผมไม่เก่ง และไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรนัก ชอบสอนมากกว่าเด็กได้มากกว่า

***พวกได้อาจารย์ 3 แล้วผมก็ดีใจกับเขา เพราะได้เงินอีกเยอะ ระบบสร้างใหเขาไปอย่างนั้นคนทำดีแล้วได้ก็มี คนจ้างทำก็มี

***ไม่อยากพูดมาก พูดไปก็เข้าคำพังเพยที่ว่า "หยิกเล็บ เจ็บเนื้อ" ให้มีบทความแบบนี้ออกมาเยอะๆ เถอะ การศึกษาไทยจะดีกว่านี้ ผมรอเกษียณอย่างเดียว เกษียณจากการเป็นอำมาตย์ และจะท่องหนังสือสวดมนต์เข้าวัด
เดินตามรอยพระตถาคต มุ่งสู่โสดาบัน

***อ้อ โสดาบันเนี่ย ยอดกว่าพวก ดร. และศาสตราจารย์นะ ลองทำดูซิ จ้างใครทำไม่ได้ด้วย อะน่ะ

***เวลาเขารับเกียรติบัตรครูดี

***เวลาเขารับเกียรติบัตรครูดีเด่นคุรุสภา ผมได้แต่นั่งยิ้ม อ้อปีนี้ คนนี้ได้ขั้นพิเศษ บางทีผมก็สะท้อนใจ ครูบางคนทั้ง
ปีเข้าสอนไม่กี่คาบ ทิ้งเด็ก เด็กก็ชอบ งานก็น้อย เรียนก็น้อย ได้เกรดก็ง่าย แต่ครูคนนั้น รับเกียรติบัตรครูภาษาไทย
ดีเด่น แล้วเขาก็ได้ 2 ขั้น

***ผมอิจฉาเขาหรือ เปล่าผมอายฟ้าดิน ถ้ามีการประเมินแบบรางวัลแมกไซไซ ครูคนนั้นจะอยู่ที่สุดท้าย ผมจะอยู่ที่5

***ผมสอนบนดอย ข่มเหงให้นักเรียนเรียนหนัดหนัก ผู้ปกครองบางคนก็ไม่ชอบ แต่เมื่อนานๆ ไป ผมกลับไปเยี่ยมดอย เด็กยกนิ้วให้ครูคนนี้ดุ เอาจริง และก็ได้เนื้อ ๆ

***เดี๋ยวนี้ครูต้องประจบนักเรียนส่วนมาก และแล้วก็เป็นที่มาของการคอรัปชั่นทางจิตวิญญาณ

***วงการครูประถมนั้นเขาเล่นละครกันเก่งมากตามที่บทความข้างบนว่า ครูน้อยไม่ค่อยได้อยู่กับเด็กบริการผู้บริหาร
เป็นเรื่องสำคัญ

***ผมไม่สนใจทำอาจารย์สาม เพราะผมไม่เก่ง และไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรนัก ชอบสอนมากกว่าเด็กได้มากกว่า

***พวกได้อาจารย์ 3 แล้ว ผมก็ดีใจกับเขา เพราะได้เงินอีกเยอะ ระบบสร้างให้เขาไปอย่างนั้นคนทำดีแล้วได้ก็มี คนจ้างทำก็มี

***ไม่อยากพูดมาก พูดไปก็เข้าคำพังเพยที่ว่า "หยิกเล็บ เจ็บเนื้อ" ให้มีบทความแบบนี้ออกมาเยอะๆ เถอะ การศึกษาไทยจะดีกว่านี้ ผมรอเกษียณอย่างเดียว เกษียณจากการเป็นอำมาตย์ และจะท่องหนังสือสวดมนต์เข้าวัด
เดินตามรอยพระตถาคต มุ่งสู่โสดาบัน

***อ้อ โสดาบันเนี่ย ยอดกว่าพวก ดร. และศาสตราจารย์นะ ลองทำดูซิ จ้างใครทำไม่ได้ด้วย อะน่ะ

พวกนักวิชาการ"ปัญญาชนหางเครื่

พวกนักวิชาการ"ปัญญาชนหางเครื่อง"
ส่วนมาก 80-90 % ก็เป็นเครือข่าย
และเป็นลูกสมุนของ"อำมาตย์เฒ่าเจ้าเล่ห์"
การศึกษาไทยมันจึงไม่พัฒนา
ด้วยเพราะเป็นวัตถุประสงค์ของพวก"อำมาตยาธิปไตย"
ที่ไม่อยากให้คนไทยฉลาดเท่าทันตนอยู่แล้ว
คนไทยยิ่งโง่ พวก"อำมาตย์" ยิ่งพอใจ

โปรดอย่าสิ้นศรัทธาในระบบการศึ

โปรดอย่าสิ้นศรัทธาในระบบการศึกษาไทยเลยครัย ทำบุญไว้เยอะๆชาติหน้าจะได้ "เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง" จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ขอเพียงคุณเกิดมมาถูกที่ถูกทาง บุญหนักศักดิ์ใหญ่เท่านั้น

อาจารย์เขียนบทความเรื่อง

อาจารย์เขียนบทความเรื่อง 'พระบารมีปกเกล้า : พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร'
ไม่ได้จับผิดนะ... แต่ปรารถนาดีเผื่ออาจารย์ไปเขียนอีกจะได้เขียนให้ถูก คือ พอดีผมนับถือ 'หลวงปู่ฝั้น' อยู่
แต่อาจารย์ไปเขียนชื่อท่านผิดเป็น 'หลวงปู่ฟั่น' ดังนี้กรุณาตรวจสอบด้วยครับ
เวปอาจารย์ http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html

ชื่อที่ถูกอ้างอิง th.wikipedia.org/wiki/หลวงปู่ฝั้น_อาจาโร

ความเห็นของอ.สมศักดิ์

ความเห็นของอ.สมศักดิ์ ที่มีต่อ อ.สุรพศ ถือเป็นการดูถูกดูแคลนเค้าหรือเปล่าครับ?

ที่จริงคนเราอาจมีหลายด้าน มีทั้งด้านที่ดี และด้านที่ไม่ดีอยู่ในคนๆเดียว แต่อย่างไรก็อย่าไปมองภาพแบบเหมารวม... เหมือนคนบางคน ที่พอพูดถึง 'ทักษิณ' ก็มองภาพแบบเหมารวมว่าเค้าเลวบริสุทธิ์เสียแล้ว คำพูด ข้อคิดเห็นใดๆของทักษิณ เราไม่รับฟัง แบบนี้เป็นต้น

ถามว่า...จะยุติธรรมหรือไม่กับคุณทักษิณ? จึงใคร่อยากจะถาม อ.สมศักดิ์ด้วยเช่นกัน... นอกจากนี้ ความจริงคือ การปิดกั้นความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยการ ดิสเครดิตกันแบบนี้ ไม่ถือว่าใจแคบไปหน่อยหรือครับ?

ต่างกันที่แนวคิด 1.

ต่างกันที่แนวคิด

1. ระบบการศึกษาแบบโมเดิร์น คือในปัจจุบันนี้ เรากำลังสร้างให้ นักเรียน นิสิต นักศึกษา มีบทบาทเป็น 'ลูกค้า' มากขึ้นทุกที และสถาบันการศึกษา ครู อาจารย์ มีบทบาทคล้ายพนักงานขายสินค้าและบริการ ที่ต้องต้องยึดคติว่า 'ลูกค้าคือพระเจ้า' เพราะ ลูกค้า คือ เงิน นั่นเอง ดังนั้นเด็กจบมาจึงด้อยคุณภาพ รับเข้าไปทำงาน ก็จะรู้ว่าไม่ได้เรื่อง ในฐานะผู้ประกอบการแล้วเอือมระอามาก โดยเฉพาะเด็กปริญญาตรี แค่คิดยังคิดไม่เป็นเลย ไม่มีไอเดีย แก้ปัญหาไม่ได้

2. ระบบการศึกษาแบบอนุรักษ์นิยมในสมัยก่อน มีแนวคิดว่า นักเรียน เป็น 'วัตถุดิบ' ที่จะนำมาผลิต 'สินค้า' ที่มีคุณภาพ ดังนั้น วัตถุดิบดังกล่าวต้องนำ มาหลอม มาฝน มาตี มาทุบ จากทั่งให้กลายเป็นเข็มเชียวล่ะ จึงให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี การผ่านกระบวนการที่เจ็บปวดและเข้มข้นดังกล่าว จะไม่ถูกใจนักเรียนหลายๆคน แต่ก็เป็นผลดีในระยะยาว เพราะ 'สินค้า' มันขายได้ คนที่รับเข้าไปทำงานจะมีความพึงพอใจสูงมาก

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยเฉพา

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
โดยเฉพาะครูที่สอนเด็กระดับประถมและมัธยมต้น
มีผลต่อการเติบโตของต้นอ่อนของประเทศมาก
ถึงจะเห็นใจครูมาก แต่ถ้าครูมากระทำต่อลูกหลานของเรา
ไม่รู้จะแก้อย่างไรดี

ผมขอตอบ อ.สมศักดิ์

ผมขอตอบ อ.สมศักดิ์ เป็นครั้งสุดท้ายในประเด็นที่ อ.สมศักดิ์กล่าวหาและประณามผม

1. การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลเหมือนที่วิจารณ์บุคคลสาธารณะโดยทั่วไปนั้น ผมเห็นว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ (ถ้ากฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ผมเห็นด้วยถ้าจะมีการแก้กฎหมายอนุญาตให้ทำได้) ควรขยายความอีกว่า คำว่าวิจารณ์ "สถาบันกษัตริย์" ในที่นี้หมายถึง วิจารณ์การกระทำของ "บุคคล" ที่สังกัดใน "สถาบัน" ไม่ใช่วิจารณ์ตัวสถาบัน เหมือนที่เราวิจารณ์ นายกฯ ส.ส. ส.ว.ฯลฯ แต่ไม่ใช่วิจารณ์สถาบันรัฐสภา ตัวบุคคลนั้นทำผิดทำถูกได้ (ดังพระราชดำรัสที่ว่า King ทำผิดได้ วิจารณ์ได้) แต่สถาบันจะต้องได้รับการเคารพ การวิจารณ์ตัวบุคคลที่สังกัดสถาบันย่อมไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน ผมคิดว่าทุกคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยย่อมคิดเช่นนี้

2. ถ้าอดีตนายกฯทักษิณ วิจารณ์พระมหากษัตริย์ตามหลักการในข้อ 1 ผมเห็นว่าย่อมเป็นความกล้าหาญที่น่าชมเชย แต่การที่คนซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีใช้คำพูดไม่เหมาะสม ไม่บังควร หรือไม่เป็นแบบอย่างที่ดีต่อพระมหากษัตริย์ที่คนไทยให้ความเคารพ ผมคิดว่าเราสามารถวิจารณ์คำพูดเช่นนั้นของนายกฯได้ (ไม่ว่าจะชื่อทักษิณ หรือใครก็ตาม) ซึ่งข้อเขียนของผมที่อาจารย์สมศักดิ์นำมากล่าวอ้างก็ไม่ได้ระบุว่าอดีตนายกฯทักษิณหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด

3. ตามประเด็นข้อ 2 ผมเห็นว่าผมสามารถวิจารณ์คำพูดเช่นนั้นของนายกฯ ได้ (ซึ่งที่จริงผมเขียนบทความวิจารณ์ทักษิณไว้หลายเรื่องโดยเฉพาะทฤษฎีความยุติธรรมของเขาในมติชนในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกฯอยู่ด้วยซ้ำ)และการวิจารณ์เช่นนั้นก็ไม่ใช่การใช้สถาบันเป็นฐานโจมตีนักการเมืองแต่อย่างใด มันคือการวิจารย์คำพูดของผู้นำประเทศต่อพระมหากษัตริย์ (ไม่ใช่การนำสถาบันมาทำลายนักการเมือง เช่น การสร้างเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ฯลฯ)

ผมเห็นว่าการใช้เสรีภาพทางความคิดเห็น จะมีคุณค่าต่อการพัฒนาประชาธิปไตย คงไม่ใช่เสรีภาพที่จะใช้คำพูดประชดประชัน ด่า ชิ่ง ตีหัวเข้าบ้าน ประณามคนอื่นๆที่เป็นมนุษย์ที่อาจทำถูกทำผิดได้เช่นเดียวกับเรา(ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือสามัญชน) หากแต่เป็นเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่ถูกหรือผิดของเพื่อนมนุษย์ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลมากกว่า

ขอยกข้อความบางตอนของคุณ

ขอยกข้อความบางตอนของคุณ visitor (visitor) (127.0.0.1 218.221.178.37) .. Thu, 2009-06-25 19:03 ที่ว่า "ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยต้องใช้เงินของรัฐไทย(พูดอีกอย่างคือเงินภาษีของคนไทย)เรียนซักกะบาทแล้วทำไมผมต้องทำอะไรเพื่อประเทศที่หมดหวังแล้วนี้ด้วย"
อยากถามคุณ visitor (visitor) คุณไม่รู้หรือทำเป็นไม่รู้ครับว่า รัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุนมหาวิทยาัลัย (ซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชน) ทุกปี
ถ้ารัฐบาลไม่สนับสนุนงบประมาณมหาวิทยาลัย คุณจะต้องเสียค่าเทอมแพงกว่านี้อีกหลายเท่า
ขอความกรุณาอย่ายกข้ออ้างที่สวยหรูมารองรับการกระทำของตัวเองเลยครับ ถ้าคุณอยากทำมาหาเลี้ยงปากท้องของคุณก็ทำไปไม่มีใครว่า อยากมีเงินมากๆ ก็ไปทำธุรกิจหรือทำอย่างอื่นก็ไม่มีใครว่าอยู่แล้ว อย่ายกข้ออ้างสวยหรูมาเพื่อเรียกร้องประโยชน์ใส่ตัวอยู่เลย

เรียนคุณดาวแดง ผมทราบครับว่าร

เรียนคุณดาวแดง

ผมทราบครับว่ารัฐให้งบประมาณสนับสนุนมหาวิทยาลัย แต่ในกรณีของผม ผมไม่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจึงพูดได้เต็มปากเต็มคำเช่นนั้น (ผมต้องบอกคุณถึงข้อมูลโรงเรียนประถมและมัธยมของผมด้วยหรือเปล่าเนี่ย เฮ้อออ) ซึ่งนี่อาจจะเป็นกรณีเฉพาะเจาะจงเกินไป ในการนำมาอ้างถึงความชอบธรรมที่ผมจะตีจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตที่เป็นธรรมกับผมและคนที่ผมรักมากกว่านี้ในประเทศอื่น (ไม่ใช่จะไปขุดทองครับ ไม่มีทองที่ไหนให้ขุดอยู่แล้ว)

แต่ผมไม่เห็นว่าการพยายามชี้ให้เห็นกระบวนการสมองไหลและวงจรอุบาทว์ในระบบการศึกษาไทยโดยนำเรื่องส่วนตัวของผมมาป่าวประกาศในที่สาธารณะเช่นนี้จะทำให้ผมได้ประโยชน์อันใดจากประเทศไทยและคนไทย ถ้าผมจะลาออกจากงานไปเก็บส่วยในระบบราชการไทยก็ว่าไปอย่าง(ไม่ฮา)

ในทางตรงกันข้าม เจตนาของผมคืออยากให้คุณสุรพศเจ้าของบทความ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมส่วนหนึ่ง รับรู้ถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นโดยยกเรื่องของผมเป็นกรณีตัวอย่าง เนื่องด้วยหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง(ย้ำว่าหากจะมีนะครับ) ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเคสอื่นๆ แม้จะไม่เหมือนเสียทีเดียว แต่ก็คล้ายๆ กันเสียเป็นส่วนมาก คือ ทุกคนต้องมาเจออะไรแย่ๆ เหมือนๆ กันในระบบการศึกษาของไทย และไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนักในระบบแบบนี้ คนที่มีทางไปจึงบ๊ายบาย ส่วนคนที่ไม่มีทางไปก็ต้องดิ้นรนกันต่อไปในสภาพที่เรียกได้ว่า"แย่มากๆ"ยังไงล่ะครับ สรุปความได้ว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่เจ้าของบทความเขียนมา

เพื่อความเข้าใจใหม่ของคุณดาวแดงครับ

I don't think I owe anybody

I don't think I owe anybody in Thailand, except my parents and some of my teachers and professors. Like many Thais, my parents have paid heaps of tax and it was thus the duty and responsibility of the government and civil servants to "serve" us people, providing basic education to me and my siblings. What happens is the other way round: Laypeople served the government and high-leveled civil suckers. The education we received was so poor that I couldn't compete with others internationally. Whose fault was it?

The system has been so corrupt that many Thai talents have left. At least you should be happy and grateful that skilled labour like me contributes to Thailand's economy by sending hundreds of thousand Bahts home every year!!!