เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (ภาคอีสาน) หารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน

ตัวแทนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐในเรื่องการจัดการที่ดินและป่า จำนวนประมาณ 300 กว่าคน จาก 13 จังหวัด ภาคอีสาน จำนวน 38 ชุมชน ร่วมหารูปธรรมแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

 
 
 
เมื่อวันที่ 11 – 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐในเรื่องการจัดการที่ดินและป่า จำนวนประมาณ 300 กว่าคน จาก 13 จังหวัด ภาคอีสาน จำนวน 38 ชุมชน ร่วมประชุมสัมมนาที่วัดบ้านทุ่งลุยลาย ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
 
นายปราโมทย์ ผลภิญโญ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปท.) ได้บอกเล่าถึงความเป็นมาของการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ว่า
 
กฏหมายได้ให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้มีรูปธรรมเกิดขึ้น พี่น้องชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโนบายของรัฐ จึงมารวมตัวระดมความคิดเห็นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ให้มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศว่าจะแก้ปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน
 
จากการทำงานรณรงค์ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลบรรจุวาระการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน ไว้ในนโยบาย ตามที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการเพื่อการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ทั้งสิ้น 8 คณะ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ให้เกิดการปฏิรูปที่ดินที่ประชาชนมีส่วนร่วมที่แท้จริง
 
ผู้ที่มาร่วมประชุมครั้งนี้ มีบางชุมชนที่ได้ดำเนินการจัดรูปแบบโฉนดชุมชนไปบ้างแล้ว เช่น บ้านทุ่งซำเสี้ยว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ บ้านทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ บ้านลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านห้วยระหงส์ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้นำเสนอประสบการณ์ของตนต่อชุมชนอื่นๆด้วย
 
 
ตัวแทนราษฎรผู้เดือดร้อน ที่มาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ แบ่งกรณีปัญหาออกได้ 4 กรณีคือ
 
ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกประกาศเป็นที่สาธาระณประโยชน์
ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า
ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกนำไปให้เอกชนสัมปทานปลูกป่า
และปัญหาที่อยู่อาศัย ในชุมชนเมือง
 
แต่ละสภาพปัญหามีคู่กรณีขัดแย้งที่ต่างกันออกไป จึงต้องหามาตรการในรูปแบบเฉพาะตน
นับว่าเป็นก้าวแรกที่ราษฎรผู้เดือนร้อนในภาคอีสานได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเชิงรุก ด้วยการเสนอนโยบายการจัดการปฏิรูปที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน การร่างกฏระเบียบของชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาการขายที่ดิน และการจัดตั้งกองทุนที่ดิน หรือธนาคารที่ดิน เพื่อดูแลกันเอง อย่างยั่งยืนต่อไป
 
มติของที่ประชุมจะได้นำไปเสนอในที่ประชุมของคณะอนุกรรมการ แต่ละฝ่าย เพื่อให้รับรองการปฏิบัติการของราษฎรว่าเป็นไปอย่างถูกต้องชอบธรรมตามหลักการการมีส่วนร่วม ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้
 
แต่สิ่งที่รัฐและนโยบายของรัฐจะต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของราษฎรในเบื้องแรก เพื่อให้ปัญหาที่มีอยู่ยุติลง นั่นคือ ยุติการจับกุมพี่น้องประชาชน ในข้อบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2552
 
 
ในระดับพื้นที่ ผลจากการประชุมสัมมนา ทำให้ได้รูปแบบการจัดการที่ดินที่ชัดเจน และราษฎรเชื่อมั่นในสิทธิการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บนผืนดินของตนเอง แต่ละชุมชนจะกลับไปดำเนินการรังวัดจัดรูปแบบแปลนที่ดิน เพื่อนำเสนอต่อรัฐ ในการอนุมัติให้เป็นโฉนดชุมชนต่อไป ขณะเดียวกันสมาชิกของชุมชนก็ดำเนินการทำการเกษตรในแนวทางเศรษกิจพอเพียง เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน
เงาศิลป์ รายงาน

Comments

เพิ่งตื่นหรือไง แทนที่จะเรียก

เพิ่งตื่นหรือไง

แทนที่จะเรียกร้องขอที่ดินตั้งนานมาแล้วก็ไม่เอา

รัฐบาลต่างๆ บอกให้ทำเศรษฐกิจพอเพียงตั้งนานแล้ว

โดยใช้ที่ดิน 15 ไร่ แบบ 30-30-30-10
มีบ่อน่ำ30%ปลูกข้าว 30% ปลูกไม้ผล30% ปลูกบ้าน 10% ใช้งบประมาณ 1-2 ล้านบาทเท่านั้น
ถ้าใช้แรง้ตนเองทำเอง ก็ใช้เวลาไม่เกิน2ปี ก็ขุดบ่อน้ำได้ขนาดลึก 5 เมตร กว้าง 400 เมตร่ ยาว 400 เมตร (8000คิวบิค)
ขุดเองจะประหยัดน้ำมัน และคนขุดจะมีขี้แตกวันละ 1 กิโลกรัมใช้ทำปุ๋ยได้

พวกชาวบ้านเหล่านี้..คิดว่าทำตามนโยบายตั้งนานมาแล้ว
หรือว่าเคยทำแล้วเจ๊ง..ทำไม่ถูกวิธีหรือเปล่า

ไม่เป็นไร มาช้าดีกว่าไม่มา
ใครอยากมีที่ดินทำเศษฐกิจแบบพอเพียงก็ช่วยกันขอที่ดินรัฐบาลอภิสิทธิ์
ขอไม่ได้ก็ต้องแย่งที่ดิน แย่งไม่ได้ก็ปฏิวัติที่ดิน(จัดแบ่งสรรที่ดินกันใหม่)

เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนที่จะใช้เศรษฐกิจพอเพียงตามนโยบายอภิสิทธิ์
ก็รีบไปลงชื่อขอที่ดินคนละ 15 ไร่ ครอบครัวที่มี 5 คนก็จะได้75 ไร่

น่าอนาถใจ เศรษฐกิจพอเพียงก็ประกาศใช้มาตั้งนาน
คนพวกนี้ยังไม่เริ่มทำกันเลย......คนอื่นๆ เขามีกันกว่า 80 ไร่

คนจนที่สนามหลวง ยังมีที่นอนกว้างถึง 80 ไร่
(สนามหลวงมีพื้นที่ 80ไร่)
ใครอยากมีที่ดินก็ไปขอแบ่งที่นอนกับคนในท้องสนามหลวง

เยี่ยมมากครับพี่น้อง ช่วยๆ

เยี่ยมมากครับพี่น้อง ช่วยๆ กันคนละมือละไม้ ทำให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกินกันถ้วนหน้า หากรัฐบาลนี้เอาจริงตามคำประกาศศักดาเมื่อปลายปีที่แล้ว คงไม่ไกลเกินฝันแน่ๆ ยังรอลุ้นอยู่ว่า รัฐบาลชุดนี้จะย่ำไปได้อีกนานสักเท่าไร