เหตุผลของ ‘ความไร้เหตุผล’ ในความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน

ถ้าเรายอมรับว่า "ข้อกล่าวหา" ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการเลี่ยงภาษี การมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่พิสูจน์ "ข้อเท็จจริง" และ “ตัดสินถูก-ผิด” ได้ด้วยกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น เราย่อมสรุปได้ว่า ข้อเสนอให้ "ประชาชนเป็นผู้ตัดสินโดยการลงคะแนนเลือกตั้ง" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อเสนอที่ไร้เหตุผล
 
และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียุบสภา เพื่อใช้การเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในเรื่องดังกล่าว นับแต่นั้นมา "ความไร้เหตุผล" ก็ได้กลายเป็นจุดยืนที่เด่นชัดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการต่อสู้เพื่อให้พ้นข้อกล่าวหาต่างๆ เหล่านั้น
 
จากจุดยืนดังกล่าว ได้ส่งผลต่างๆ ตามมาอย่างเป็นลูกโซ่ เช่น เกิดการทุจริตเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ พรรคไทยรักไทยถูกยุบในเวลาต่อมา และในด้านกลับกันก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์การเมืองบนท้องถนนของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.) ที่มีประชาชนซึ่งไม่เห็นด้วยกับ "ความไร้เหตุผล" ดังกล่าวนั้น และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจทำผิดจริงดังที่ถูกกล่าวหาเข้าร่วมในการชุมนุมกับ พธม.เป็นจำนวนมาก
 
แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อที่จะขจัด พ.ต.ท.ทักษิณให้พ้นไปจากเวทีการเมือง พธม.ยอมกระทำทุกอย่าง โดยเฉพาะการกระทำที่มีนัยเป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง จนนำไปสู่การทำ "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549"
 
ถ้าเรายอมรับว่า "การทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นสิ่งที่ผิด" เราย่อมเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พธม. ที่เชื่อมโยงกับการทำรัฐประหารเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล แต่ "ความไร้เหตุผล" นั้นเองกลับกลายเป็นจุดยืน (อย่างหนึ่ง) ในการต่อสู้ทางการเมืองของ พธม. จึงทำให้เกิดการกระทำต่างๆ เป็นลูกโซ่ตามมา เช่น การอ้างเหตุผลปกป้องรัฐประหาร เดินสายประชาสัมพันธ์ (ทั้งในและต่างประเทศ) เพื่อให้ประชาชนยอมรับเหตุผลของการทำรัฐประหาร เรียกร้องให้ใช้อำนาจรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารจัดการเอาผิดและไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ เรียกร้องให้ทหารออกมาจัดการกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เป็นต้น
 
แต่ในด้านกลับกัน ก็ทำให้เกิดมวลชนเสื้อแดงต่อต้านรัฐประหาร และ พธม. ซึ่งหมายถึงการทำรัฐประหารได้ทำให้เกิดมวลชนสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลโดยปริยาย
 
ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายที่ผ่านมาจึงมีลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง คือ แต่ละฝ่ายต่างหาเหตุผลมาปกป้อง (หรือกลบเกลื่อน) การกระทำที่ไร้เหตุผล หรือ "ความไร้เหตุผล" ของฝ่ายตนเอง และในขณะเดียวกันความไร้เหตุผลของฝ่ายหนึ่งก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสามารถหาเหตุผลที่มีน้ำหนักในการสร้างมวลชนหรือแนวร่วมต่างๆ ขึ้นมาต่อสู้
 
พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความไร้เหตุผลของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณทำให้เหตุผลต่างๆ ที่ พธม.นำมาอ้างเพื่อให้เห็นความเลวร้ายของ "ระบอบทักษิณ" ดูมีน้ำหนัก ขณะที่ความไร้เหตุผลของ พธม.ก็ทำให้เหตุผลของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรม การใช้สองมาตรฐาน การแทรกแซงและครอบงำทางการเมืองของ "อำมาตยาธิปไตย" ดูมีน้ำหนักเช่นกัน
 
และน้ำหนักของเหตุผลในแต่ละฝ่ายจึงทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อไม่รู้จุดสิ้นสุด
 
หากเราย้อนไปพิจารณา "ความไร้เหตุผล" ของทุกฝ่ายดังกล่าวมา จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายต่างมีส่วนผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณผิดพลาดเพราะเป็นผู้นำที่ใช้อำนาจและกลยุทธ์พลิกแพลงหลีกเลี่ยงการตรวจสอบความโปร่งใส
 
พธม.ผิดพลาดเพราะมีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองจนทำให้เกิดรัฐประหาร และความผิดพลาดของทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อ "ความเป็นประชาธิปไตย" อย่างมีนัยสำคัญไม่แพ้กัน
 
แต่เมื่อพิจารณา "เหตุผล" อีกด้านของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายต่างมีส่วนถูกต้อง "ความถูกต้อง" ของ พธม.คือการมีเป้าหมายเพื่อขจัดนักการเมืองและการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องการ "การเมืองใหม่" ที่สะอาดโปร่งใส มีพรรคการเมือง และนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของปวงชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมืองของ "นายทุนพรรค" ดังที่ผ่านมา
 
ส่วน "ความถูกต้อง" ของฝ่ายเสื้อแดง คือ การปฏิเสธรัฐประหาร และการครอบงำของอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม ใส่ใจคนจน คนชั้นรากหญ้าหรือประชาธิปไตยเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ
 
ประเด็นที่น่าคิด คือ ถ้า "เหตุผล" ที่สะท้อนด้านที่ถูกต้องของแต่ละฝ่ายบ่งบอกถึง "อุดมการณ์" ของแต่ละฝ่าย เราย่อมเห็นได้ว่าอุดมการณ์ของแต่ละฝ่ายไม่ได้ขัดแย้งกันในสาระสำคัญ (ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณา "ความไร้เหตุผล" ของแต่ละฝ่าย เราก็เห็นเช่นกันว่าความผิดพลาดของแต่ละฝ่ายไม่ได้แตกต่างกันในแง่ที่เป็นการบ่อนทำลายความเป็นประชาธิปไตย)
 
แล้วอะไรคือ "ปัจจัยหลัก" ที่ทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่
 
คำตอบก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง "เอา-ไม่เอาทักษิณ" กับ "เอา-ไม่เอาสถาบัน" แต่ประเด็นซึ่งเป็นปัจจัยหลักดังกล่าวนี้นอกจากจะไม่ชัดเจนว่ามันจะเป็นสาระสำคัญอะไรต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นแล้ว ยังมองได้ว่าเป็น "เกมการเมือง" ที่แต่ละฝ่ายพยายามจะใช้มวลชนเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตนเอง และมันทำให้มวลชนเหลือง-แดง โดดเดี่ยวตนเองจากสังคมส่วนรวม ทำให้ข้ออ้างเรื่อง "เพื่อประเทศชาติและประชาชน" เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อใช้สนับสนุน "เกมชิงอำนาจทางการเมือง" ของแต่ละฝ่ายเท่านั้น
 
คำถามจึงมีว่า แทนที่เหลือง-แดง จะผูกติดอยู่กับแนวทางการต่อสู้แบบ "เอา-ไม่เอา" (ตัวบุคคลหรือสถาบัน) ดังกล่าว ทำไมไม่เน้นการนำเสนออุดมการณ์ และแนวทางที่จะทำให้อุดมการณ์เป็นจริงด้วยวิถีทางของการใช้เหตุผลและสันติวิธี
 
อย่างไรก็ตาม หากมอง "ภาพรวม" อย่างเป็นธรรม เราต้องชื่นชมการต่อสู้ของมวลชนเหลือง-แดง ในด้านที่เป็นการตรวจสอบคอร์รัปชั่น การเรียกร้องการเมืองที่สะอาดโปร่งใส และในด้านที่เป็นการปฏิเสธอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ การครอบงำของอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและรัฐสวัสดิการ
 
และหากพิจารณาที่ "เหตุผล" ที่จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตาม "อุดมการณ์" ของทั้งสองฝ่าย ก็ต้องยอมรับว่ามีน้ำหนักมาก ในแง่ที่เหตุผลนั้นอาจจะสามารถตอบโจทย์ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นกับความไม่เป็นธรรมทางสังคมได้ (ในระดับหนึ่ง) และอาจเป็นการจุดประกายให้สังคมเกิดการตระหนักร่วมกันในการหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว
 
แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลที่เป็นปัจจัยหลักของ "ความเป็นศัตรู" หรือ “ความขัดแย้ง” อันได้แก่เหตุผลเรื่องการ "เอา-ไม่เอา" จะเห็นได้ว่าไม่มีน้ำหนักมากนักต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้โปร่งใสเป็นธรรมมากขึ้น หากแต่มีน้ำหนักอย่างมากในทางที่สนับสนุน "ความไร้เหตุผล"
 
อันเป็นจุดยืนที่สะท้อนความผิดพลาดที่สำคัญของแต่ละฝ่าย
 
 
 
 
 

Comments

ผมอ่านบทความของผู้เขียนท่านนี

ผมอ่านบทความของผู้เขียนท่านนี้ บางเรื่องเห็นว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่มองปัญหาได้ดีคนหนึ่ง แต่บทความนี้กลับมองปัญหาเพียงชายขอบ ไม่เห็นแก่นแท้ ความไร้เหตุผลที่ท่านพูดถึง ความจริงมันเป็นเพียงการหลีกเลี่ยง การพูดความจริงที่อาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในสังคมไทยแค่นั้นเอง ความขัดแย้งที่ว่าใหญ่หลวงอาจนำไปสู่ความรุนแรงในสังคมไทย ความจริงอาจเกี่ยวพันกับเรื่องที่ไม่ใหญ่โตมากเพียง แต่มันเป็นแก่นที่สะสมพลังอำนาจไว้นาน จนเกิดความลำบากที่คนในสังคมจะลุกขึ้นมาพูดความจริง ทั้งสองฝ่ายของความขัดแย้งล้วน แต่ไม่ได้พูดความจริงด้วยเหตุผลบางประการ การต่อสู้จึงเหมือนลิเกเหมือนละคร มีการกำหนดบทบาทพระเอกผู้ร้ายขึ้นมา แล้วขับเคี่ยวกัน สักวันหนึ่งเมื่อโรงลิเกพังลงผู้ชมก็จะรู้ความจริง

ขอแสดงความเห็นแย้ง คห1

ขอแสดงความเห็นแย้ง คห1 นิดหนึ่งว่า บทความนี้ก็ชี้ได้ชัดเจนพอควรเร่ืองความไม่อยู่กับเหตุผลที่ถูกต้องของทั้งสองฝ่ายในประเด็นสำคัญบางประเด็นที่ชูขึ้นมาต่อสู้กัน ถ้ายังดันทุรังยึดตัวบุคคลหรือสถาบัน ก็จะเร่งนำประเทศดำดิ่งสู่มิคสัญญีอย่างไม่มีทางแก้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากแค้นอสนเข็ยนัก
ทำให้มองเห็นว่าถ้าทั้งเหลืองและแดงหันมาร่วมกัน เอาข้อดีมาร่วมกันพลังดันการเมืองทั้งระบบให้สะอาดโปร่งใสขึ้น มันก็น่าส่งผลที่ดีแก่สังคมโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือ
ขอขอบคุณผู้เขียน

เมื่อโรงลิเกพังลง สังคมคงรู้ค

เมื่อโรงลิเกพังลง
สังคมคงรู้ความจริงทุกสิ่งสิ้น
ความจริงที่ไม่ต่างจากเคยยิน
ความจริงในนินทานานากาเล

หากรู้จริงทำไมพูดไม่ได้
นินทาไซร้ใช่จริงอิงเหลี่ยมเล่ห์
ที่เห็นเห็นเพ่นพ่านมารทั้งเพ
ร้อยเหลี่ยมเล่ห์ลวงโลกทั้งหลอกตน

ผิดมหันต์ดันเป็นถูกทุกทุกสิ่ง
เท็จบอกจริงจริงบอกเท็จเพียงเผล็ดผล
สู้เพื่อตัวอ้างเพื่อชาติประหลาดคน
ชักจูงคนคนถูกจูงมุ่งขัดแย้ง

เมื่อม็อบอยู่เหนือนิติรัฐ อ้า

เมื่อม็อบอยู่เหนือนิติรัฐ
อ้างอภิวัฒน์สังคมใหม่
ย่ำหัวประชาธิปไตย
ชูธงประชาธิปไตยอะไรกัน

กดดันกระบวนการยุติธรรม
ให้นำความเป็นธรรมเพื่อฉัน
ฉันถูกยุติธรรมฉับพลัน
ฉันผิดมันสองมาตรฐานประจานมัน

นี่คือความไร้เหตุผลสับสนยิ่ง
คือความจริงที่เห็นที่เป็นอยู่
คือตรรกะเอาชนะสร้างศัตรู
แล้วข่มขู่เอาประชาเป็นประกัน

เมื่อฝ่ายการเมืองไม่ยอมรับผลก

เมื่อฝ่ายการเมืองไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเเละไม่ยอมให้ปกครองเเละได้ล้มนิติรัฐเเล้วเราจะลำบากกลายเป็นรัฐที่ปกครองไม่ได้เพราะมีผู้มีอำนาจไม่ยุติธรรมเเละใส่ร้ายกันใครเป็นอย่างไรก็เห็นๆกันอยู่เเละเมื่อมาทำงานบริหรบ้านเมืองเเล้วก็เฮ็ดงานไม่เป็นเเละเตรียมตัวใช้หนี้เหมือนเดิมครับ

เมื่อเห็นฝ่ายหนึ่งทำไม่ถูก(ผิ

เมื่อเห็นฝ่ายหนึ่งทำไม่ถูก(ผิดกฎหมาย)
เราก็ออกมาแก้ด้วยการทำไม่ถูก(ผิดกฎหมาย)อีกเหมือนกัน

หรืออ้างการทำไม่ถูกของอีกฝ่ายหนึ่ง
เพื่อจะทำไม่ถูกอย่างนั้นบ้าง

บ้านเมืองจึงวุ่นวายไม่มีทางออก!!! เฮ้อ!!!

"ถ้าเรายอมรับว่า "ข้อกล่าวหา"

"ถ้าเรายอมรับว่า "ข้อกล่าวหา" ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการเลี่ยงภาษี การมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่พิสูจน์ "ข้อเท็จจริง" และ “ตัดสินถูก-ผิด” ได้ด้วยกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น เราย่อมสรุปได้ว่า ข้อเสนอให้ "ประชาชนเป็นผู้ตัดสินโดยการลงคะแนนเลือกตั้ง" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อเสนอที่ไร้เหตุผล

และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียุบสภา เพื่อใช้การเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในเรื่องดังกล่าว นับแต่นั้นมา "ความไร้เหตุผล" ก็ได้กลายเป็นจุดยืนที่เด่นชัดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการต่อสู้เพื่อให้พ้นข้อกล่าวหาต่างๆ เหล่านั้น"

ครือแบบว่า พูดงัยดี จะพูด 2 แบบนะ
แบบที่ 1- ทักษะในการกำหนดข้อเท็จจริงต่ำ อันนี้จะโยงไปถึงเรื่อง'การกำหนดความจริง'

คนที่มีทักษะการกำหนดข้อเท็จจริงต่ำ จะเอา'ความนึกคิด'หรือ'การรับรู้'ของตัวเองกำหนดข้อเท็จจริง การกำหนดข้อเท็จจริงต้องมีการยกอ้างข้อเท็จจริง ซึ่งคนเขียนบทความรุ่นใหม่ได้พยายามทำตรงนี้ให้เห็นบ้างแล้ว

แบบที่ 2- การเขียนข้อความที่รัดกุม ซึ่งไม่ใช่เทคนิคการเขียน แต่รัดกุมทาง ข้อมูล เหตุผล ข้อสรุป

เคยดู CSI ไหม พยานวัตถุชิ้นเล็กๆนี่ เอาคนขึ้นแท่นประหารได้ ความหมายไม่ใช่ให้หาจุดชี้เป็นชี้ตาย แต่หมายถึงว่า พยานวัตถุแบบนี้ ต้องมีความถูกต้องสูงยิ่งยวด มันถูกตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้พิพากษาที่คุมการใช้วัตถุพยาน และจากทนายจำเลยจำเลยที่จะซักค้่านจนสิ้นข้อสงสัย

ถ้าทำไม่ได้ประมาณนี้ ก็อย่ากล่าวหาเอาผิดใครเลยนะ มันอันตราย

มี ก า ร ก ล่ า ว ห า ฟ้ อ ง ร้ อ ง ใ ห้ ดำ เ นิ น ค ดี กั บ ทั ก ษิ ณ ใ น ช่ ว ง นั้ น ห รื อ ?

ถ้ามี...ไม่ว่าอะไรก็หยุดการดำเนินคดีไม่ได้ ใช่ไหม ?
ถ้ามีเรื่องคาที่ศาล ต่อให้เลือกตั้งชนะ ก็ต้องขึ้นศาล ใช่ไหม ?

พันธมิตรฯ ไม่ได้เคลื่อนไหวให้ดำเนินคดีทางศาล หากแต่เคลื่อนไหวใช้มวลชนกดดันทางการเมืองต่างหาก

แถมพันธมิตรฯ ยังชูประเด็นหราว่า ถึงไม่ต้องเสียภาษี ถือว่าไม่มีจริยธรรม

การกดดันทางการเมือง ก็จึงคลี่คลายแบบการเมือง นั่นคือ การยุบสภา ซึ่งส่อนัยให้ประชาชนตัดสินประเด็นจริยธรรม มากกว่าตัดสินประเด็นทางกฎหมาย

แล้วการตัดสินประเด็นทางจริยธรรม มันไม่ใช่เพียงประเด็นว่า ประชาชนยอมรับนักการเมืองที่ไม่มีจริยธรรม เพราะโจทย์ตัดสินของพันธมิตรมันอคติ ประชาชนจำนวนมากตัดสินว่า นี่คือโจทย์จริยธรรมที่ตั้งโจทย์อย่างเฮงซวยไร้สาระขัดสามัญสำนึก...ด้วย เพราะมันมีคำว่า'วางแผนภาษี' มีคำว่า'ข้อยกเว้น'ทางภาษี โจทย์จริยธรรมเฮงซวยก็คือ เมื่อมีข้อยกเว้นภาษี คนมีจริยธรรมต้องไม่ใช้ข้อยกเว้นนั้น เฮงซวยไหมล่ะที่เสนอมาตรฐานจริยธรรมแบบนี้

**วิญญาณแห่งความดีของทักษิณ**

**วิญญาณแห่งความดีของทักษิณ**

ภาค..รำลึก

ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า..

ทักษิณนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ขบคิดไม่ตกว่า จะแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้อย่างไรดี ท่วงท่าที่เคยกระฉับกระเฉง ดวงตาที่เคยแน่วแน่ รอยยิ้มที่เคยเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวหายไปหมด
ท่านมองทางเลือกที่คณะทำ งานเสนอให้เมื่อตอนเย็นแล้วครุ่นคิดไปมาหลายสิบตลบ พรุ่งนี้จะต้องมีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับทางเลือกทั้งหลายนี้ และจะตอบอย่างไรจึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

นาฬิกาบนผนังบอกเวลา เกือบสองนาฬิกาของวันใหม่แล้ว ทุกคนในครอบครัวพากันเข้านอนหลังจากอยู่ให้กำลังใจมาตลอดค่ำ มีท่านเพียงคนเดียวที่ข่มตาไม่หลับ นึกถึงภาพของตัวเองที่ปราศจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุณหญิงและลูกๆ ที่ไม่อยู่ในสถานะที่สังคมไทยยอมรับ ท่านยอมรับไม่ได้ จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับท่านและครอบครัวไม่ได้ ท่านยังคงคิดอยู่เสมอว่า ที่ผ่านมาท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจบริหารบ้านเมืองอย่างดีที่สุด ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับความทุ่มเทกลับคืนมาสู่ตัวท่านและ ครอบครัวสิ จึงจะเป็นความยุติธรรม

ความเงียบของรัตติกาลสมัยทำให้ ปัญญาของคุณทักษิณโลดแล่นได้ นอกจากเสียงเข็มนาฬิกาบนฝาฝนังแล้ว ยามนี้ไม่มีเสียงอื่นใดอยู่เป็นเพื่อนของท่านเลย

“คุณทักษิณครับ..ขอ โทษที่มาขัดจังหวะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังพนักเก้าอี้ นายกทักษิณหันไปมองอย่างรวดเร็ว อารามตกใจจนถึงกับผงะหงาย

“คุณเป็น ใคร?” คำถามถูกยิงออกไปอย่างรวดเร็ว ชายคนหนึ่งรูปร่างสันทัด อายุประมาณ ๔๐ ต้นๆ ผิวขาวสะอาดสะอ้านยืนยิ้มให้กับท่านห่างออกไปไม่ถึงเมตร

“ผม หรือครับ ผมก็คือ..[b]วิญญาณแห่งความดี[/b] ในร่างกายของท่านไงครับ” ชายคนดังกล่าวยังยืนอยู่ในท่าเดิม ไม่ได้แสดงกริยาก้าวร้าวหรือเป็นภัยกับคุณทักษิณ

“จะบ้าเรอะ! อย่าเพ้อเจ้อ..ว่าแต่คุณผ่านเข้ามาในนี้ได้ยังไง” คุณทักษิณมองไปที่โทรศัพท์บนโต๊ะ เขาน่าจะกดเรียกตำรวจที่เฝ้ายามในทันที ชายคนนี้หลุดเข้ามาได้อย่างไร หรือตำรวจเกือบสิบคนที่เฝ้ายามอยู่ที่หน้าประตูพร้อมกันหลับยาม
แต่ก่อน ที่จะทำอย่างใดต่อไป ท่านก็คิดขึ้นได้ ชายคนนี้เข้ามาในห้องนี้ โดยไม่ได้ยินเสียงเปิดปิดประตูด้วยซ้ำ หรือว่า ท่านกำลังหลับ และนี่คือ ความฝัน

“อย่าเพิ่งตัดสินใจไล่ผมออกไปเลยครับ อยู่ฟังผมสักสิบนาที ท่านอาจจะเกิดปัญญาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ หาไม่ท่านอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิต”

“โธ่..คุณเอ๊ย อย่ามาลูกไม้หน่อยเลย ถ้าจะเอาเงิน ผมจะบริจาคให้แต่คุณควรรีบออกไปจากห้องนี้ดีกว่าก่อนที่ผมจะเรียกเจ้า หน้าที่มาจัดการ” คุณทักษิณกล่าวเสียงเข้ม

“ท่านจะไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ เพราะผมมาดี และไม่ได้ต้องการเงินของท่าน ผมเอาปัญญามาฝากไว้ ก่อนที่ผมจะจากไปแล้ว”

“ผม ไม่ได้ต้องการปัญญาของคุณ ผมมีที่ปรึกษาที่เก่งกว่าคุณเยอะมากมายหลายคน พวกเขายังแก้ปัญหาให้ผมไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับคุณ” คุณทักษิณปรามาสอย่างไม่ใยดี

“ก็เพราะวิญญาณแห่งความชั่วในตัวของ ท่านและของพวกเขาเหล่านั้นแหละครับที่ทำให้ผมต้องออกมาพูดกับท่าน..เป็น ครั้งสุดท้าย” ชายคนดังกล่าวพูดจบ ยังไม่ทันที่คุณทักษิณจะเอ่ยปากไล่ต่อ เขาก็ชิงพูดต่อไปทันที

“ในร่างกายของคนเราทุกคนมีวิญญาณแห่งความดี และวิญญาณแห่งความชั่วสิงสถิตอยู่ คนที่แวดล้อมท่านขณะนี้ ไม่มีใครใช้วิญญาณแห่งความดีเสนอแนวทางกับท่าน ไม่ว่า..ด็อกเตอร์ทางกฎหมายทั้งหลาย หรือ แม้แต่คุณหญิงเอง”

“คุณกำลังบอกผมว่า ภรรยาผมก็ยังไม่หวังดีกับผมเรอะ” คุณทักษิณอดไม่ได้ที่จะสอดแทรกขึ้นมา

“มิ ได้ครับ ทุกคนที่แวดล้อมท่านหวังดีกับท่านและปรารถนาจะให้ท่านได้รับชัยชนะ เพราะความปรารถนานั้นแหละครับที่ทำให้วิญญาณแห่งความชั่วของพวกเขาเข้ากัน ได้ดีกับวิญญาณแห่งความชั่วในตัวของท่าน และนำความพ่ายแพ้มาให้กับท่านเสมอมา”

“ผมนี่น่ะเหรอแพ้..ยังไม่มีใครตัดสินชะตากรรมว่าผมแพ้หรือชนะ ประชาชนต่างหากที่ตัดสินผลแพ้ชนะ” คุณทักษิณยังแย้ง
“ท่านแพ้มานานแล้วครับ ตั้งแต่เล่นการเมืองมา ท่านเคยชนะจริงๆ สักครั้งหรือไม่” ชายคนนั้นพูดอย่างมั่นใจ

“โธ่เอ๊ย..ผมเป็นฝ่ายชนะมาตลอด เอาตั้งแต่ตอนลอยตัวค่าเงินบาท ถ้าผมแพ้ผมคงวอดวายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” คุณทักษิณมั่นใจ

“ถ้า งั้นเรามาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีตที่ว่านั้นดู..” ชายคนดังกล่าวพูดจบก็ยกกระจกเงาบานหนึ่งขนาดเท่ากับปฏิทินตั้งโต๊ะ เอามาวางตรงหน้าคุณทักษิณ

ภาพในกระจกเงาค่อยๆ เคลื่อนไหว จากรูปหน้าของคุณทักษิณที่กำลังก้มมองดูกระจกอยู่ในเวลานี้ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเบี้ยวบูดไปมาแล้วค่อยๆ จางหายไป ภาพมัวๆ ของเหตุการณ์ในอดีตปรากฏขึ้นมาแทนและค่อยๆ ชัดขึ้นๆ จนเหมือนภาพที่ฉายในจอโทรทัศน์

“นั่นผมนี่!”
ภาพบนจอเปลี่ยนไป เป็นคุณทักษิณกำลังนั่งประชุมอยู่ในคณะรัฐมนตรี มีอดีตนายกรัฐมนตรีพลเอกชวลิตนั่งอยู่หัวโต๊ะ มีการปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด แล้วตัดมาเป็นภาพของท่านปรึกษาข้อราชการบางอย่างกับบุคคลลึกลับที่เห็นแต่ ด้านหลัง ภาพต่อมาท่านกำลังพูดโทรศัพท์มือถือ หลังจากนั้น เป็นภาพลูกน้องคนสนิทในที่ทำงานเก่าของท่านกำลังประชุมหารือ ก่อนจะเป็นภาพพลเอกชวลิตอีกครั้งกำลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ภาพบน จอเปลี่ยนไปเป็นเหตุการณ์บ้านเมืองในเวลาต่อจากนั้น ประชาชนจำนวนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐานผูกเน็คไทกำลังชุมนุมประท้วงไม่พอใจที่ต้อง ถูกขับไล่ออกจากงาน ในขณะที่ท่านกำลังดูพวกเขาเหล่านั้นในทีวีด้วยอาการสงบนิ่ง

“ท่านเรียกเหตุการณ์นั้นว่า ชัยชนะกระนั้นหรือ” ชายคนดังกล่าวกำลังทวงถามถึงจริยธรรม คุณทักษิณไม่ตอบในประเด็นนี้

“ผมชนะการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ และได้เป็นนายกรัฐมนตรี ยังงี้เรียกว่าชนะได้ไหม” แต่คุณทักษิณเลี่ยงไปประเด็นใหม่

“โปรดพิจารณาเอาเองนะครับ” ชายคนดังกล่าวชี้ไปที่หน้าจอที่เวลานี้กำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง..
.. เป็นภาพการเปิดตัวพรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณและรอยยิ้มของคนในครอบครัว ก่อนที่จะตัดมาเป็นภาพท่านและพลเอกชวลิตกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่ง เครียด

ภาพคุณทักษิณกำลังคุยกับนายพิเชษฐทางโทรศัพท์ และภาพนายพิเชษฐกำลังคุยกับสมาชิกพรรคการเมืองพรรคอื่นๆ หลายคน แต่ละคนมีการต่อรองกันไปมาหลายครั้ง
แล้วตัดมาเป็นภาพชัยชนะจากการเลือก ตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ คุณทักษิณได้รับการชูมือทั้งสองขึ้นโดยสมาชิกพรรค ใบหน้าของท่านเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

ภาพต่อมาเป็นการได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ก่อนที่จะจบภาพเคลื่อนไหวเป็นภาพพลเอกชวลิตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่และพรรคการเมืองเล็กๆ กำลังตกลงยินยอมยุบพรรคมารวมกับพรรคไทยรักไทย

“ท่านประเมินว่า นี่คือชัยชนะทางการเมืองแท้จริงหรือ” ชายคนดังกล่าวถาม คุณทักษิณก็ยังไม่ยอมตอบอีก

“ผมจะลำดับชัยชนะในลำดับต่อมาของท่านไปเรื่อยๆ”
ชายคนดังกล่าวพูดจบ ภาพบนจอก็เริ่มเปลี่ยนไปอีก

คุณ ทักษิณกำลังยืนอยู่หน้าศาลรัฐธรรมนูญแก้ข้อกล่าวหาเรื่องซุกหุ้น แล้วเป็นภาพท่านกล่าวยิ้มๆ กับผู้สื่อข่าวว่ารับทราบผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้แล้ว

ขณะ ที่คุณทักษิณกำลังคิดจะยิ้มให้กับชัยชนะในอดีต ภาพในจอก็เปลี่ยนเป็นภาพของนาวาตรีประสงค์ สุ่นศิริ แล้วตามมาด้วยคำให้การของศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้นท่านหนึ่ง คือ นายอุระ หวังอ้อมกลางที่ระบุว่า คนในครอบครัวของท่านได้ไปขอต่อรองเพื่อให้ช่วยเหลือในคดีซุกหุ้นโดยเสนอผล ตอบแทน

“ท่านเรียกว่าชัยชนะเช่นนั้นหรือ” ชายคนดังกล่าวถามอีก คุณทักษิณหน้าเปลี่ยนสีไป

ภาพ ต่อมาบนจอเป็นการปักธงชัยที่ลานพระรูป คุณทักษิณกำลังประกาศชัยชนะต่อสงครามปราบยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย มีประชาชนห้อมล้อมมากมาย ต่างก็แสดงความยินดีราวกับว่า ท่านคือเทวดามาโปรดสัตว์ที่กำลังทุกข์ยาก

ภาพตัดอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีชายฉกรรจ์แต่งตัวทะมัดทะแมงขับรถจักรยานยนต์โดยมีคนซ้อนท้าย ในมือถือปืนเป็นอาวุธ จ่อยิงชาวบ้านในระยะประชิด ทั้งขณะเดินเท้า ขณะขับขี่ยานพาหนะ และขณะที่กำลังทำธุระอยู่ในบ้าน ศพแล้วศพเล่า ผู้คนในภาพตายในลักษณะต่างๆ หลายสภาพแวดล้อม ผู้ที่ลอบยิงมีตั้งแต่สองคน สามคน สี่คน ทั้งหมดอำพรางหน้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่แว่นตาดำ ก็หมวกกันน็อค หรือ หมวกมีปีก

ภาพของญาติพี่น้องคนตายร้องห่มร้องไห้ คร่ำครวญว่า ยิงผิดตัว คนตายคือผู้บริสุทธิ์ บางคนมาร้องทุกข์ต่อคุณทักษิณโดยตรงโดยท่านรับปากจะดูแลให้

ภาพตัดมา ที่การจับกุมคดียาเสพติดหลังจากนั้น ดคีดแล้วคดีเล่า โดยไม่มีการยิงกันตาย มีภาพยาเม็ดนำมาแพร่ภาพ และผู้ต้องหา จำนวนหลายสิบหลายร้อยภาพ ทุกภาพบอกวันเดือนปีที่จับกุมและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร

“พอ..พอเถอะ” คุณทักษิณท้วงขึ้น

“ท่านโฆษณาว่า สิ่งเหล่านี้เป็นชัยชนะได้หรือ”

กระจก เงาเปลี่ยนภาพไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ก่อการร้ายที่ภาคใต้ปรากฏขึ้นมา ภาพคุณทักษิณกำลังให้ความมั่นใจว่า จะจัดการกับตัวการเร็วๆ นี้ ภาพท่านลงไปกรีดยาง ภาพท่านลงไปโปรยนก ทุกๆ ภาพสลับกับภาพประชาชนที่ถูกฆ่าตาย ถูกตัดศีรษะ และถูกทับถมกันตายในรถทหาร ไม่เว้นแม้แต่ภาพของทหารและตำรวจของชาติที่ต้องบาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมาก ไม่นานนัก ภาพของการฆ่ากันตายก็กลบภาพการแสดงความมั่นใจว่าจะจัดการปัญหาให้หมดไปใน หลายๆ ครั้งของคุณทักษิณจนหมด

ก่อนที่คุณทักษิณจะทักท้วงขึ้นมา กระจกเงาก็เปลี่ยนเหตุการณ์ไปอีก เป็นภาพคุณทักษิณกำลังประกาศสงครามกับการปราบคอรัปชั่นต่อสาธารณชน แล้วตัดมาเป็นภาพในเวทีอภิปรายในสภาเรื่องซีทีเอ็กซ์ เรื่องชิปปิ้งหมู เรื่องโคพระราชทาน เรื่องจำนำข้าว เรื่องลำไยอบแห้ง และภาพสุดท้ายเป็นภาพน้องสาวของท่านเองกำลังออกมาแก้ตัวเรื่องการรับเงิน วิ่งเต้นจากนายลัทธพล

“พอ..พอแล้ว ไหนคุณบอกว่า แค่สิบนาทีไง” คุณทักษิณปฏิเสธที่จะดูอีกต่อไป

“ครับ ขึ้นอยู่กับท่านว่า ท่านพอใจกับชัยชนะบางเสี้ยวเหล่านี้หรือยัง ถ้าท่านยังพูดถึงชัยชนะ ผมก็มีเหตุการณ์ในอดีตต่างๆ ให้ท่านดูอีก” ชายคนดังกล่าวพูดเสียงเรียบเฉย

............................จบภาคแรก.............................

ภาค..สำนึก

“ใน ทางการเมืองนะ ถ้าเราเดินตรงๆ ทาง เราไปถึงจุดหมายไม่ได้หรอก ผมไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับประเทศชาติ ผมไม่ได้ทุจริต ทุกอย่างที่ทำไปมีกติกาของบ้านเมืองรองรับ”

“เรื่องการแปรรูปสัญญา สัมปทานโทรศัพท์มือถือ เรื่องเพิ่มสัดส่วนการขายหุ้นให้ต่างชาติ ไม่มีกติกาบ้านเมืองรองรับ แต่ท่านทำให้มันเกิดกติการองรับขึ้นมาเพื่อให้มีความชอบธรรมและเป็นประโยชน์ ต่อธุรกิจของท่าน”

“ผมทำเพื่อธุรกิจสื่อสารทั้งระบบไม่ใช่เพื่อชินคอร์ปรายเดียว”

“แต่ ชินคอร์ปเป็นหนึ่งในหลายรายที่ได้รับประโยชน์และเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ สูงสุดจากกติกาที่ท่านสร้างขึ้นมาใหม่ไม่ใช่หรือ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านเป็นผู้นำการบริหารประเทศ กฎหมายทั้งสองฉบับจะออกมาไม่ได้เลยหากไม่มีการดำริจากท่าน และไม่มีความเห็นชอบจากท่าน”

“นั่นมันเป็นส่วนหนึ่งของเกม ผมเล่นอยู่ในเกมที่มีกติกานี่นะ”

“ท่าน ยังคงคิดว่า กคิกาที่ท่านและพรรคพวกสร้างขึ้นมานี้ เป็นชัยชนะที่ได้มาโดยชอบธรรมงั้นสิ” ชายคนนั้นกล่าว คุณทักษิณไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน

“ก็เพราะท่านคิดเช่นนั้น จึงทำให้ท่านขายหุ้นชินคอร์ปให้กับต่างชาติไปทั้งหมด เพราะยึดถือว่า นั่นคือเกมที่เล่นอย่างถูกกติกาใช่หรือไม่”

“ใช่..ผมก็แสดงให้เห็น แล้วว่า ทำถูกกฎหมายทุกประการ ใครๆ ก็ทำเช่นนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่า จะเป็นการไม่เสียภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ การไปจดทะเบียนที่หมู่เกาะบริทิช เวอร์จิ้น ก็ไม่ได้มีกฎหมายห้ามไว้”

“ท่านบอกว่าใครๆ ก็ทำเช่นนั้น..จริงอยู่ แต่ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนเคยทำเช่นนี้กับประเทศตัวเองนะครับ ท่านกำลังจะบอกสาธารณชนว่า อะไรที่คนธรรมดาทั่วไปทำได้ คนที่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ทำได้เช่นเดียวกัน..ใช่หรือไม่” ชายคนนั้นพูดจบแล้วหยุดเพื่อรอคำตอบ แต่คุณทักษิณไม่ตอบ ชายคนดังกล่าวจึงรุกต่อ

“ผมขอถามท่านว่า..นักธุรกิจทุกคนจำเป็นต้องมีจริยธรรม คุณธรรมในการทำการค้าหรือไม่”
คุณทักษิณคิดเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่ขึ้น

“ตลก สิ้นดี..ถ้านักธุรกิจทุกคนมีจริยธรรม มีคุณธรรม ฝ่ายตรวจสอบของกรมสรรพากรก็คงไม่ต้องมี คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคก็ไม่จำเป็นต้องมีน่ะสิ” คุณทักษิณหัวเราะเบาๆ

“ถ้า เช่นนั้น..ก็หมายความว่า ถ้านักธุรกิจขาดจริยธรรม และคุณธรรม ยังมีกรมสรรพากรลงโทษได้ และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริโภคก็ยังร้องเรียนต่อคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคได้ แต่ถ้า..นายกรัฐมนตรีไร้จริยธรรม และคุณธรรมล่ะ ประชาชนจะเรียกร้องการลงโทษจากใครได้ เพราะนายกอ้างไม่ได้ทำผิดกฎหมาย”

“ก็..ก็เขาก็เรียกร้องกันอยู่เย้วๆ นอกสภานั่นไง” คุณทักษิณพูด

“นั่น ก็แสดงว่า เขาเรียกร้องในสิ่งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้เขาไม่ได้ และไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว ท่านไปเรียกพวกเขาว่า พวกง่าว..พวกไม่ยึดกติกาบ้านเมือง พวกเสียผลประโยชน์จากการบริหารของท่านได้หรือ?” ชายคนดังกล่าวพูดจบ คุณทักษิณก็ทำท่าอึ้ง

“ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ชินคอร์ปก็เช่นกัน ถ้าเราเปลี่ยนแปลงตามโลกไม่ทัน เราก็เป็นผู้แพ้ บ้านเมืองเวลานี้ ถ้าผมไม่เร่งรีบพัฒนาโดยการทุ่มเทงบประมาณมหาศาล เราจะล้าหลังประเทศอื่นๆ แต่นี่พวกคุณจะมาเรียกร้องจริยธรรม คุณธรรมอะไรกันนักหนา อยากให้เศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าชะงักงันนักหรือไง” คุณทักษิณยกข้ออ้าง เหตุใดท่านต้องเร่งรีบพัฒนาด้านวัตถุ

“ผมมองโลกาภิวัตน์เป็นอุปสรรคต่อความร่มเย็นเป็นสุข แต่ท่านมองโลกาภิวัตน์เป็นโอกาสของประเทศและตัวท่าน ผมจึงเสนอนโยบายจัดการกับปัญหาโลกา ภิวัตน์เพื่อให้เกิดประโยชน์สุข แต่ท่านเสนอนโยบายเพื่อนำโลกาภิวัตน์มาทำให้เกิดประโยชน์สุข เราจึงขัดแย้งกันมาตลอด จำได้ไหม..ตอนที่ท่านเดินทางไปเที่ยวกับครอบครัว ท่านเคยอยากมีบ้านพักในนิวซีแลนด์ ในสวิส ทำไมท่านจึงไม่อยากมีในกลางกรุงนิวยอร์ค ในกลางกรุงลอนดอนล่ะ”
ภาพของ ธรรมชาติอันงดงามที่นิวซีแลนด์ที่นายโอ๊คเคยไปเรียนอยู่ เปรียบเทียบกับภาพจอแจแออัดในเมืองนิวยอร์คและใจกลางเมืองลอนดอนที่ลูกสาวไป ศึกษาอยู่ผุดขึ้นมาในภวังค์ของคุณทักษิณโดยทันที

“เหตุเพราะความ เจริญทางด้านจิตใจให้คุณค่าแก่ครอบครัวท่านได้มากกว่าและยืนยงกว่า ความเจริญในด้านวัตถุใช่หรือไม่” ชายคนนั้นมองหน้าคุณทักษิณเพื่อหาคำตอบจากข้างใน เพราะคุณทักษิณยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา

“ท่านกลับไปเยี่ยมบ้านของท่าน ที่เชียงใหม่ ท่านรำลึกถึงวันเก่าๆ ผ่านการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชน ดูท่านภาคภูมิใจและมีความสุขกับวันเวลาในอดีตที่ยังมีสนามวิ่งเล่นและ มิตรภาพของผู้คนในยามนั้น แล้วตอนนี้ท่านกลับไปใหม่ ท่านไม่พบสิ่งดีๆ เหล่านั้นอีกแล้ว มีแต่สภาพที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นสภาพที่เต็มไปด้วยวัตถุและความเจริญรุ่งเรืองที่ไร้ขีดจำกัดมาแทนที่ และลองนึกถึงลูกหลานของชาวเชียงใหม่ที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของพวกเขาหลัง จากนี้อีกสิบปีข้างหน้า หลังจากที่ท่านได้อัดงบพัฒนาลงไปอีกแล้วมากมาย พวกเขาก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากท่านในเวลานี้หรอก คือ เสียดายสภาพแวดล้อมตอนเด็กๆ ที่ถูกวัตถุนิยมกลืนหายไป จริงหรือไม่ล่ะ”
คุณทักษิณไม่ตอบอีก ชายคนนั้นจึงพูดต่อว่า..

“ตอน ที่ท่านรับราชการตำรวจ ท่านไม่ได้รับการเลื่อนยศเลื่อนขั้นอย่างเป็นธรรม เพราะผู้บังคับบัญชาของท่านขาดคุณธรรมและจริยธรรม ท่านสามารถร้องเรียนได้หรือไม่”

“ก็ได้นะ..แต่คงไม่มีใครทำเช่นนั้นหรอก” คราวนี้คุณทักษิณยอมตอบ

“เพราะ อะไรหรือ.. เพราะท่านกลัวจะถูกกลั่นแกล้ง ข่มเหงรังแกจากผู้บังคับบัญชา และจะมีผลต่ออนาคตของท่านใช่หรือไม่ ประชาชนที่ผู้นำประเทศของพวกเขาขาดจริยธรรมและคุณธรรมก็ไม่แตกต่างกัน ก่อนหน้านี้ไม่มีใครกล้าร้อง เพราะเขาอยู่ใต้อำนาจทั้งด้านมืดและด้านสว่างของท่านและคณะ ต่อเมื่ออำนาจของท่านและคณะเริ่มเสื่อมลง พวกเขาก็กล้าออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ท่านกระทำลงไป ท่านจะยังคิดว่า พวกเขาเป็นฝ่ายผิด ฝ่ายง่าว ฝ่ายเสียผลประโยชน์อยู่อีกหรือ” พอชายคนดังกล่าวพูดจบ คุณทักษิณก็คอตก นึกถึงสมัยที่ตัวเองยังรับราชการ สิ่งที่ได้ยินเพื่อนตำรวจพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน คือ ถ้าไม่เอาใจผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน คำพูดของชายคนนี้ก็ให้ข้อคิดเช่นเดียวกันนี้

“ท่านยอมรับหรือยังว่า ท่านพ่ายแพ้มาตลอดเพราะคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาและคนในครอบครัวของท่านที่หวังดีต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง”

แม้ ในใจของคุณทักษิณจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ท่านก็ไม่อาจหาคำโต้แย้งใดๆ มาแย้งถ้อยคำของชายคนดังกล่าวได้ มันเป็นความพ่ายแพ้ที่อยู่ในจิตใจมากกว่าที่จะเป็นความพ่ายแพ้ที่ปรากฏต่อ สายตาของสาธารณชน

“ท่านพูดคำว่า ตถตา เป็นธรรมะของท่านพุทธทาส ท่านเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือไม่”

“มันเป็นเช่นนั้นเอง..ผมก็เข้าใจดี เรื่องที่เขาออกมาเรียกร้องให้ผมลงจากอำนาจ”

“ผมจะชี้ทางธรรมของคำว่า ตถตาให้ท่านดู ขอให้ท่านส่องกระจกอีกครั้งเถอะ”
คุณทักษิณก้มลงมองที่กระจกอีกครั้ง

ภาพ ของคุณทักษิณกำลังปราศรัยบนเวที เคียงข้างด้วยพลตรีจำลองและคุณหญิงสุดารัตน์เมื่อหลายปีก่อน ทั้งสามคนมีพวงมาลัยคล้องคอและมีสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่จะจับมือกันแล้วชูสูงขึ้นประมาณว่า กำลังประกาศชัยชนะ

ภาพต่อมาเป็นภาพของเขาประกาศตัวเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม รับปากจะสานต่อแนวนโยบายของพลตรีจำลอง

สุดท้ายเป็นภาพ พลตรีจำลองออกมาเคลื่อนไหวขอให้ท่านลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จอภาพเปลี่ยนไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง..
นายสนธิกำลังจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์อยู่ ในภาพกำลังกล่าวชื่นชมความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ของคุณทักษิณ
ภาพคุณสนธิกับคุณทักษิณพบปะกัน มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันถึงเรื่องแนวทางของธุรกิจ
ตัดมาอีกภาพ กลายเป็นคุณสนธิกำลังด่าคุณทักษิณออกอากาศรายการดังกล่าวด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สุดท้ายเป็นภาพ คุณสนธิหลังจากถูกถอดออกจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์มายืนปราศรัยโจมตีคุณทักษิณอยู่ที่สวนลุม

เรื่องราวเปลี่ยนไปอีก..
คุณทักษิณออกประกาศต่อสาธารณชนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องแปรรูปกฟผ.ให้ได้
ภาพต่อมาเป็น นายศิริชัย ไม้งามพาพนักงานรัฐวิสาหกิจประท้วงจนลุกลาม

แล้วก็เป็นภาพ การประชุมจัดสรรหุ้นกฟผ.ที่จะขายให้กับประชาชนและชาวต่างชาติในขั้นตอนสุดท้าย

ภาพศาลปกครองมีคำตัดสินให้ชะลอการนำกฟผ.เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และภาพของคุณทักษิณกำลังหัวเสีย

ก่อนจะจบด้วยภาพคุณศิริชัย ไม้งามในนามผู้นำพนักงานกฟผ.เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรกู้ชาติขับไล่คุณทักษิณออกจากตำแหน่ง

ภาพ ตัดไปอีกครั้ง คุณทักษิณออกมาด่ากราดผู้ที่ไปชุมนุมคัดค้านร่วมกับฝ่ายพันธมิตรว่า เป็นพวกโง่ พวกบิดเบือนความจริง พวกเสียผลประโยชน์ พวกไร้สติ
ตัดมาอีกภาพเป็นคำกล่าวของท่านต่ออาจารย์ท่านหนึ่งที่ไปให้กำลังใจว่า ครูบาอาจารย์ที่ดีควรจะสั่งสอนอบรมลูกศิษย์อย่างไร

จาก นั้นก็เป็นภาพของคณาจารย์หลายคณะ หลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ รวมทั้งนิสิต นักศึกษาพากันออกแถลงการณ์ และเข้าชื่อเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก

จอภาพดับไปแล้ว!

“ทั้ง หมดนั่น ก็เป็นความหมายของ ตถตา ของท่านพุทธทาส ที่มันเป็นเช่นนั้น ก็เพราะท่านริเริ่มเอาไว้กับทุกหมู่เหล่าเช่นนั้น มันจึงลงเอยเช่นนี้”

“คุณก็โทษว่าเป็นเพราะผมเหมือนกันเหรอเนี่ย” คุณทักษิณหน้าแดงก่ำ

“ตถตา ต่างหากล่ะ..ท่านเป็นคนกล่าวเองนี่นา” เสียงเรียบเฉยเช่นเดิม

“ดูท่าทางคุณเป็นคนรู้มากคนนึงนะ ไหนขอลองภูมิหน่อยซิ ถ้าคุณเป็นผม คุณจะแก้ปัญหาการแปรรูปกฟผ.อย่างไร”

“ท่าน ต้องบอกวัตถุประสงค์ที่อยากแปรรูปออกมาก่อนว่า เพื่อระดมทุนให้กฟผ. หรือ เพื่อให้พันธมิตรต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ”

“แน่นอน..กฟผ.ต้องขยายกำลังผลิต ทุนจากต่างชาติจะทำให้ภาระของกฟผ.น้อยลง ผมจึงต้องเชิญชวนพวกเขามาลงทุน”

“แต่ฝ่ายคัดค้านไม่ยอมเพราะเห็นว่า กฟผ.เป็นสมบัติของชาติ ถ้าเช่นนั้น ทางแก้ก็มีอยู่สองทาง คือ
๑/ ขายหุ้นทั้งหมดให้กับประชาชนคนไทยโดยไม่ต้องจัดสรรให้ต่างชาติ หากขายไม่หมดจึงค่อยคิดเรื่องขายให้ต่างชาติดีไหม ท่านคงไม่อยากเห็นคนไทยเข้าคิวกันตั้งแต่ตีสามเพื่อไปจองหุ้น ขณะที่ต่างชาตินอนตีพุงรออยู่ที่บ้านเพราะท่านจัดโควตาไว้ให้แล้ว

๒/ ให้กฟผ.ออกพันธบัตรกู้เงินจำหน่ายให้กับผู้ใช้ไฟ เหมือนกับที่องค์การโทรศัพท์เคยขายพันธบัตรลงทุนให้กับผู้ขอหมายเลขโทรศัพท์ เมื่อยี่สิบปีก่อน ระดมทุนได้มากมายไปขยายเครือข่ายโดยองค์การไม่ต้องแปรรูป และไม่ต้องง้อเงินกู้รัฐบาล เมื่อหมดความจำเป็นต้องใช้แล้ว ก็ให้ผู้ใช้โทรศัพท์เอาพันธบัตรมาขึ้นเงิน ประชาชนก็ได้ดอกเบี้ยไปส่วนหนึ่ง พวกเขาก็ยินดี ถือเป็นการลงทุนระยะยาว
ใน กรณี กฟผ.ก็เช่นกัน ประเทศเรามีผู้ขอมิเตอร์ใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ ๒๐% เฉพาะขายพันธบัตรลงทุนให้กับพวกเขาเพื่อแลกกับบริการ กฟผ.ก็มีเงินเพียงพอที่จะระดมทุนแล้วโดยไม่ต้องแปรรูป ท่านทราบวิธีการนี้หรือไม่?”

“โอ้..ไม่ได้ ๆ คนจนที่ขอใช้ไฟจะเดือดร้อน” คุณทักษิณรีบแย้ง

“ขนาด ของมิเตอร์มีหลายขนาด ๕ แอมป์สำหรับผู้ใช้ไฟบ้านที่เป็นคนยากจน พวกนี้เราอย่าไปขายพันธบัตรให้เขาเดือดร้อน ส่วนพวกที่ขอตั้งแต่ ๑๕ แอมป์ จนถึงหลายร้อยแอมป์ พวกนี้มีอันจะกิน สามารถขายพันธบัตรได้ตามจำนวนที่เขาขอขนาดมิเตอร์ไฟ”

“อืมม์..เราระดมทุนจากพวกต่างชาติเอาเงินเขามาลงทุนไม่ดีกว่าหรือ”

“ท่าน ไปผูกมัดตัวเองไว้ในพันธะสัญญาที่จะลงทุนร่วมกับชาวต่างชาติหรือไร จึงต้องไปเรียกเขามาลงทุนในกิจการผูกขาดที่เรามีกำไรและคนในประเทศพร้อมที่ จะลงทุนเอง ท่านกันสัดส่วนให้ต่างชาติเข้ามาได้ ๒๕% อีกไม่นานก็สามารถเพิ่มเป็น ๔๙% เช่นกัน เพราะเคยทำมาแล้ว อะไรคือหลักประกันว่า ท่านจะไม่ทำอีก” ชายคนดังกล่าวดูจะไม่เชื่อน้ำมนต์ของคุณทักษิณในเรื่องของการรับปาก

“เฮ้อ..” คุณทักษิณถอนหายใจแรงๆ

“แล้วเรื่องปัญหาความยากจนล่ะ คุณแก้ได้ไหม” คุณทักษิณลองภูมิวิญญาณแห่งความดีของตนเองต่อ

“ก่อนอื่นเลย ท่านต้องยอมรับความจริงว่า ไม่มีคนจนในหมู่คนที่พยายามทำมาหากิน และไม่มีคนรวยในหมู่คนที่ขี้คร้านทำกิน ถ้ายอมรับได้ ผมจะแก้ปัญหาให้ท่านได้ระดับหนึ่ง”

“ผมยอมรับ คราวนี้คุณว่ามา”

“คนจนในบ้านเรามีอยู่สองประเภท คือ จนหนทาง กับ จนดักดาน ถ้าจนหนทางในการทำกิน ท่านช่วยเขาได้ โดยดูว่า เขาขาดอะไร ขาดปัญญา ท่านก็ให้ปัญญา ขาดความรู้ ท่านให้ความรู้ ขาดเงินลงทุน ท่านให้แหล่งเงินกับเขา เขาก็จะไม่อับจนหนทางทำกิน แต่จะรวยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสุขในการจับจ่ายใช้สอยของเขาเอง ท่านไม่ต้องไปกังวลตรงนั้น ส่วนคนจนดักดาน พวกนี้ ได้เงินมาก็เอาไปลงในเหล้า ในการพนัน ในผู้หญิงและสถานบันเทิง พวกนี้ท่านอย่าเสียเวลาทำให้เขาหายจนเลย เพราะเขาเงินหมดก็จะมาขอท่านใหม่เรื่อยไป”

“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า ใครจนหนทาง ใครจนดักดาน”

“คน ที่มาลงทะเบียนกับท่านทุกคนมีประวัติในการทำมาหากิน ใครที่ไม่เคยประกอบอาชีพอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อนเลยในชีวิต ให้คนสืบจากปากคำของคนที่รู้จักเขาดี ท่านก็จะทราบว่า พวกนี้เป็นคนจนดักดานหรือไม่”

คุณทักษิณอึ้งไปชั่วขณะ เขาไม่อาจหาคำโต้แย้งใดๆ ที่ค้านกับตรรกะของชายคนนี้ได้เลย

“แล้ว นี่ล่ะ..สถานการณ์เวลานี้ ผมควรจะทำอย่างไร” คุณทักษิณโยนเอกสารที่เกี่ยวกับการประชุมในวันนี้เรื่องการรับมือกับการประ ท้วง และเรื่องแก้เกมทางการเมืองจากคณะที่ปรึกษาให้ชายคนดังกล่าวดู

“อย่าง แรกเลยนะ ท่านต้องเลิกเชื่อคณะที่ปรึกษาและภรรยาของท่าน เพราะสิ่งที่เขาเสนอก็ล้วนเป็นผลงานของวิญญาณแห่งความชั่วทั้งหลายร่วมมือ กัน”

“เฮ้ย..คุณจะให้ผมลาออกเหรอ”

“เปล่า..ผมอยากให้ท่านยอมแพ้ ..แพ้เพื่อจะกลับมาชนะในวันหน้า”

“ทำได้อย่างไร” คุณทักษิณเริ่มใส่ใจจริงจัง

“เพียง ท่านประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครานี้ ก็จะสร้างความไม่พอใจให้กับคะแนนเสียง ๑๙ ล้านเสียงที่เคยเลือกท่านมา ขอให้ท่านใช้คำพูดว่า..เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ผมยินดีเสียสละ ความผิดทั้งหมดจะตกไปยังฝ่ายค้านทั้งสามพรรคในทันที แม้ได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็จะถูกคะแนนเสียง ๑๙ ล้านของท่านต่อต้านแทนท่าน สงสารท่าน จากผู้ร้ายท่านจะกลายเป็นพระเอกไปในทันที”

“หลังจากนั้นล่ะ ผมอดกลับมาก็ตายน่ะสิ ลงทุนไปตั้งเยอะ”

“การ บริหารราชการแผ่นดินของผู้นำคนใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แก้ปัญหาทุกเรื่องทันทีไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ใช้เงิน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่เริ่มจากการสร้างรากฐานไปทีละขั้นทีละตอน จะไม่ทันใจชาวบ้าน เหมือนกับการซื้อล็อตเตอรรี่ ทุกคนอยากรวยเร็วภายในวันเดียวแต่ไม่อยากอดออมหลายปี จึงซื้อมัน ทั้งๆ ที่รู้ว่า เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยถูกจังๆ เลย แต่ก็ซื้อ ในที่สุด..คณะผู้บริหารชุดใหม่ก็จะเปิดช่องว่างขึ้นมา เพราะรากฐานและความยั่งยืนไม่ได้สร้างได้ง่ายๆ ท่านเองก็รู้อยู่ เมื่อนั้น..ท่านจงกระตุ้นความต้องการของ ๑๙ ล้านเสียงขึ้นมาเรียกร้องให้ท่านกลับมารับตำแหน่ง รัฐบาลขณะนั้น ก็จะรับกรรมที่เขาก่อไว้เหมือนกับที่ท่านรับกรรมอยู่เวลานี้”

“เอ่อ..เหอ แล้วประเทศชาติไม่ฉิบหายเหรอ”

“ใน อดีต เราเคยเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าสองครั้ง ครั้งแรก พม่ายึดเอาพระองค์ดำไปเป็นตัวประกันตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อปล่อยกลับประเทศ พระองค์ดำ ก็ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อพม่า และยังฆ่าพระมหาอุปราชาของพม่าในการศึกสงครามทั้งๆ ที่เคยอยู่ในวังเดียวกัน นั่นถือเป็นการยอมแพ้เพื่อกลับมายิ่งใหญ่เพื่อชาติกำเนิด

ครั้งที่สอง พระยาตาก(สิน) นำทัพหนีออกมาจากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกและตกเป็นเมืองขึ้น ของพม่า ใช้เวลาไปซ่องสุมกองทันนานเจ็ดเดือนที่จันทบุรี ก่อนจะกลับมากอบกู้เอกราชคืนได้ หากพระองค์ท่านไม่หนีมา แต่ยอมตายในสนามรบ เราก็อาจไม่มีเอกราชเช่นทุกวันนี้ นี่จึงเป้นตัวอย่างของ การยอมแพ้เพื่อกลับมาชนะ ส่วนประเทศชาติจะฉิบหายหรือไม่ อยู่ที่ว่า ถึงเวลานั้น ท่านได้รับบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในครั้งก่อนไปแล้วทำการปรับปรุงแก้ไขตัวเอง หรือเปล่าต่างหาก”

คำกล่าวทั้งหมดของชายแปลกหน้าทำให้คุณทักษิณต้อง นำมาคิด ที่ผ่านมา เขาประกาศชัยชนะมาตลอด แต่ความจริงแล้ว มันเป็นชัยชนะที่เขาสร้างภาพขึ้นมาเอง ในใจของเขารู้อยู่ว่า ไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง

“อ้าว..นั่นคุณจะไปไหน” คุณทักษิณร้องทักขึ้น เมื่อเห็นชายคนดังกล่าวเก็บกระจกเงาใส่กระเป๋าแล้วทำท่าจะเดินจากไป

“ผม อยู่กับท่านมา ๕๗ ปีแล้ว ท่านไม่เคยเรียกใช้งานผมเลย ผมก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมอีก วันนี้ได้บอกแล้วว่า ผมจำเป็นต้องออกมาพูดเป็นครั้งสุดท้ายกับท่าน และจะไปจากท่านแล้ว เหมือนกับคนดีอีกหลายคนที่ทยอยเดินไปจากท่านทีละคนสองคนในรอบห้าทีที่ผ่านมา ไง” พูดจบ ชายคนดังกล่าวก็หันหลัง แล้วเดินจากไป คุณทักษิณเพิ่งรู้สึก ชายคนนี้หน้าตาละม้ายกับท่านมาก แม้จะดูอ่อนเยาว์กว่าหลายปี ใบหน้าของเขาอวบอูม กลมมน ไม่เป็นเหลี่ยม คงเป็นเพราะคิดแต่สิ่งดีงาม และไม่เคยต้องทำงานหนักมาก่อน
คุณทักษิณรีบลุกขึ้นยืนคิดจะทักท้วงเพราะได้ข้อคิดดีๆ จากชายคนนี้หลายอย่างที่ท่านไม่เคยได้รับจากคณะที่ปรึกษาชุดนี้มาก่อนเลย

ทัน ใดนั้นเอง!! ก็มีมือของใครคนหนึ่งมาดึงไหล่ท่านจนต้องหันกลับ ชายอีกคน ผมสีขาวอมเทา อายุประมาณ ๖๐กว่า ใบหน้าเหี่ยวย่น และมีกรามเป็นเหลี่ยมๆ ชัดเจน ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

“แกจะบ้าเรอะ!! แกกับฉันร่วมมือกันมา ๕๗ ปีเพื่อที่จะกำจัดมันออกไปจากร่าง ตอนนี้มันยอมไปแล้ว แกยังจะรั้งมันกลับมาอีกเรอะ” พูดจบชายคนนั้นก็หายตัวไป

คุณทักษิณจำใจต้องนั่งลง เหม่อมองเอกสารบนโต๊ะ มือทั้งสองข้างสั่นเทา น้ำตาเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตาโดยไม่รู้ตัว

ตอบ the other

ตอบ the other

คุณหน้าจะเขียนบทความเหมือนที่เขียนให้คุณทักษิณอ่าน ให้เจ้าของ mob ตัวจริงอ่านบ้างนะ เผื่อวิญญาณดีในตัวจะได้โผล่มาตักเตือนว่า 4 ปีแล้วที่เมืองไทยและคนไทยต้องประสบกับชะตากรรมอันหน้าเศร้าขนาดนี้ หรือไม่ก็เตือนให้วิญญาณดีในตัวคุณเองออกมาเตือนคนแบบคุณเองบ้าง ว่าตัวเองดีวิเศษวิโสขนาดไหน nobody is perfect คุณทักษิณก็คงจะไม่ perfect เช่นกัน แต่อย่างต่ำเขาก็ได้ทำสิ่งที่ดีๆให้กับเมืองไทยมากมายกว่าใครบางคนที่คุณไม่กล้าเอ่ยถึง การได้มาด้วยลาภยศและฐานะอันมั่งคั่ง ก็ได้มาด้วยลำแข้งและหยาดเหงื่อของตนเอง

แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับทางออกท

แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับทางออกทางการเมืองของทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัญหาทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายมองเห็นนั้นล้วนเป็นปัญหาจริงในการเมืองไทยทั้งสิ้น และด้วยเหตุดังนั้น ทางออกทางการเมืองของไทยจึงต้องตอบปัญหาเหล่านั้นให้ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการต่อสู้ทางการเมือง ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายลืมยุทธศาสตร์ไปเสียหมด นั่นคือ ลืมไปว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนนั้น มีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาการเมืองไทยไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งต้องตอบปัญหาทางการเมืองที่ตัวมองเห็นได้ การต่อสู้ทางการเมืองมักให้ความสำคัญแก่ยุทธวิธีเสียจนยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายหลักถูกวางไว้บนโปสเตอร์อย่างไร้ความหมายเสมอ

ยุทธวิธีที่ทั้งสองฝ่ายใช้อย่างได้ผลชื่อ ทักษิณ ชินวัตร พธม.ใช้ทักษิณเพื่อทำให้ผู้ที่ไม่เอาทักษิณหวาดกลัวว่าทักษิณกำลังจะกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ฝ่าย นปก.ใช้ทักษิณเพื่อปลุกระดมคนเอาทักษิณให้ออกมาช่วยกันสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ทักษิณกลับมาสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ผมออกจะสงสัยว่า ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าทักษิณไม่อาจเป็นคำตอบของการเมืองไทยได้แล้ว ทักษิณมีได้แต่พรรค แต่ทักษิณไม่มีพวก ผมหมายถึงคนที่สามารถเป็นแกนนำของแก๊งการเมือง และสามารถตอบสนองเชิงบริหารให้แก่ทักษิณได้ บริษัททักษิณใหญ่ในการเลือกตั้งแน่ แต่เสี่ยงเกินไปที่จะร่วมหุ้นด้วย ชื่อทักษิณเป็นชื่อที่ใช้ได้ดีในเชิงยุทธวิธีเท่านั้น

...บางส่วนของบทความนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนออนไลน์

ผมแปลกใจครับกับย่อหน้า

ผมแปลกใจครับกับย่อหน้า ที่เขียนว่า "เอา-ไม่เอาทักษิณ" กับ "เอา-ไม่เอาสถาบัน" ผมยังไม่เห็นว่าจะเกี่ยวข้องกับบทความก่อนหน้าตรงไหน ทั้งนี้เพราะถ้าคำว่าสถาบัน แปลแบบที่หลาย ๆ คนชอบแอบอ้างผมว่าเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะในทุกวันนี้ คนไทยมองกันเพียง เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์เท่านั้น บางกลุ่มก็มองว่าเป็นผลประโยชน์กลุ่มคุณทักษิณ บางท่านก็ว่าเป็นประโยชน์ของกลุ่มอำมาตย์ ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่าอำนาจกับผลประโยชน์ไม่เห็นว่าจะแยกกันออกได้เลย
ฉะนั้นถ้าท่านไม่เข้าไปอยู่ในวังวลของอำนาจก็อย่าเข้าไปเลยครับ เพราะถ้าท่านเข้ากับฝ่ายใดท่านเองนั้นละครับคือผู้ทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ สิ่งดีๆให้กับสังคม หรือถ้าท่านอยากเข้าไปในวังวลนั้นจริงๆ ละก็ออกไปเดินกับข้างที่ท่านเชื่อมั่นเลย และท่านจะได้เห็นความโหดร้ายของมนุษย์ด้วยตาของท่านเอง

กบเลือกนาย กจะตายหมด, ๑

กบเลือกนาย กจะตายหมด, ๑ ยึดเสาหลักอันเดียว(ยุติธรรม,ถูกต้อง,เหมาะสม,บทลงโทษแรงๆ ติดคุก,ยึดทรัพท์ไม่มีลดหย่อน ๒ ไม่มีพวกมึงพวกกู ๓ เป้าหมายคือตนไทยอยู่รอด(ต้องทำลายล้างคนชั่ว,โกง ตั้งแต่ อบต.-นายกเพราะคนเลวไม่อาจให้ความเจริญได้ คนที่ทำเลวบ้านเมืองพังนั่นแหละคนสารเลวที่เราต้อวทำลาย อย่างขาย ข้าว,ข้าวโพด,ลำใย ขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทหากเป้นบริษัทเอกชนเขาจะทน+ยอมขาดทุนหรือ นี่คือความโง่,โกงของ รมต.ทุกสมัยน่าจะไปชวน อดีดรมต.มิ่งขวัญมาช่วยมือนี้ไม่รู้จัก"ขาดทุน"และเหตุนี้กิจการที่่ขาดทุนของรัฐก็กลายเป็น บ.มหาชน ผลงานของคนโกงกับคนสร้างสรรค์มักสวนทางกัน) อยุติธรรม....สองมาตรฐาน.....มั่วๆ.......เลี้ยงโจร...ละเมิดกฎหมา.....ย(ตย. เอาฟุตบาท.ถนนมาขายของทั่วไทย....เรศจริงๆ สวมบัตรประชาชนปลอม แรงงานพม่าหัาล้านคน ตำรวจโจร) ๔.เลิกใช้ระบบ"โง่"เลว"คนดีทำงานไม่ได้ ตย.ป่าถูกปุกรุก จนท.ไม่มีอำนาจใช้อาวุธปืนป่าถูกทำลายจวนหมดจาก80%เหลือ25% ยังใช้ระบบโง่ มีผลงานโง่ๆ ชาติล่มจทแน่นอน ทางออกๆๆๆครับๆๆสามคคี..ยุติธรรม เสื้อเหลืองล้างบาวคนชั่วในอดีดตั้งแต่ อบต.-อบจ.....นายกทุกสมัยไม่มีละเว้น เสื้อแดงล้างบางคนชั่วในปัจจุบันทุกคดี ร่วมมือกันสร้างสรรค์สุวรรณภูมิใหเป็นตัวอย่างของชาวโลกๆ

ประเทศไทยเข้าสู่ยุคการเปลี่ยน

ประเทศไทยเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านที่สำมะคัญแล้ว ดังศึกมหาสงคราม 3 ก๊ก ของจีน แต่อันนี้พี่ไทยเราเป็นเองแต่มีเหตุปัจจัยต่างๆ กัน
นี่ละคือศึกตัดสินอนาคตประเทศชาติในระยะยาวแห่งไทยประเทศ ว่าเราจะดำเนินสู่การเปลี่ยนแปลงเช่นใด และศึกนี้เป็นการต่อสู้ของทุกชนทุกชั้นไม่เว้น ประชาชนคือผู้กุมกำลังพล พ่อค้าวาณิชกำสะเบียงขนถ่าย นักวิชาการคือกุณซือกลยุทธตำราศึก ชนชั้นปกครองรั้งรักษาอำนาจการชี้ขาด ทุกส่วนล้วนสำคัญ ไร้ช่องว่างที่ยืนให้ผู้ยากไร้ทางการเมืองเต็มที
ในครั้งนี้คงหนีไม่พ้นการล้มประดาตาย ข้าวยากหมากแพง ข่าวสารสือกระแสข้าง คงปฎิเสธไม่ได้ว่าชนชั้นสูงคือผู้กำชะตาชองประเทศไม่ว่าข้างใดจะชนะ แต่ขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกใครให้มาปกครองประเทศเทวา โจโฉ เล่าปี่ หรือว่า ซุนกวน
การอยู่ในก๊กเหล่าใดแล้วเราได้ประโยชน์ และผู้นำคนใดเห็นอกเห็นใจประชาราษฎร ได้แล้วการเปลี่ยนแปลงด้านที่ดีต่อชาติ ผู้ใดหลุ้มหลงในอำนาจ สุรานารี และแสร้งทำดีไปวันๆ

ไม่รู้หรอกว่าจะเลือกใครดี ทุกสิ่งทุกอันย่อมมีทั้งจุดดี จุดไม่ดี ปะปนไป ส่วนข้าพเจ้าไม่ต้องการพระอรหันต์ หรือ สุดยอดขงเบ้ง มาบริหารประเทศชาติดอก แต่ขอให้ผู้ปกครองนั้นชาวนา ข้าราชการ หรือพ่อค้าก็เป็นได้ เอื้อมถึง ไม่ชอบก็เปลี่ยนได้ แม้นไม่เลอเลิศแต่ก็ขอให้ไม่ลืมตัวไม่เสแสร้ง(แอ๊บ แบ้ว ) เทอญ

ว่าแล้วก็อยากเลือกตั้งไวไว จะได้รู้กันไปเลยว่า ไผสิเป็นไผ

อ่านมาตั้งแต่ปี 2534

อ่านมาตั้งแต่ปี 2534 ตั้งแต่นิธิเขียนที่ผจก.รายวัน ตามอ่านที่มติชนมานาน ตอนนี้อ่านมั่งไม่อ่านมั่ง เพราะตอนนี้เชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ถ้าเชื่อมั่นในตัวเอง ก็ไม่ต้องพึ่ง'ความคิดและความเห็น'ของคนอื่นไปตลอดชาติ หาข้อมูลเองเป็น คิดเองได้ ไม่ได้อ่านนิธิคนเดียว บอกไปคงไม่เชื่อว่างานอดิเรดคืออ่านบทความ แล้วก็คงไม่เชื่ออีกว่าเมื่อก่อนอ่านบทความในผจก.รายวันมากกว่าที่อื่น หึหึหึ อ่านจนผจก.กลายเป็นขยะจึงเลิกอ่าน พูดไปก็คงไม่เชื่ออีกว่าเมื่อก่อนอ่านแต่ของพวกที่เป็นพันธมิตรฯตอนนี้แหละ หึหึหึ

ไม่ใช่ เอา -

ไม่ใช่ เอา - ไม่เอาทักษิณ
แต่ความหมายคือ ทักษิณไม่ได้รับความป็นธรรมต่างหากครับ..
1.คืนเงินให้ทักษิณก่อน ยึดส่งเดช คนไทยขี้อิจฉาทำลายคนดีมามากพอแล้ว
2.นริโทษกรรมทุกฝ่าย อย่าเรียกร้องให้มาติดคุกเลย เทพไท เอ๋ย .. คุกเอาไว้ขังคนทำลายรัฐธรรมนูญ 40 โน่น ไม่ใช่เอาขังคนใช้หนี้ IMF
3.ทักษิณไม่ใช่คนดีที่สุด แต่ที่เป็นอย่าง สกล ศรีสะเกษ คือผลกรรมของทักษิณนั่น แหละ ทักษิณรับกรรมแล้ว

"ความไร้เหตุผล" คือ การทำ

"ความไร้เหตุผล" คือ การทำ รปห.

และ ภายใต้กฎหมายเผด็จการ ก็ย่อมไม่มีกระบวนการยุติธรรม
และต้นตอของความผิดพลาดก็ไม่ได้เกิดจาก ทักษิณ หรือว่า เหลือง-แดง
แต่มันเกิดจากระบอบเครือข่ายอำมาตย์

ต้องพูดว่า ความผิดพลาด และ

ต้องพูดว่า ความผิดพลาด และ ความไร้เหตุผล จนกลายเป็นความวิปริต ทั้งหลายทั้งปวงของประเทศนี้
มันอุบัติขึ้นมาจากเครือข่ายอำมาตย์ทั้งสิ้น

การบอกว่าจะเอาหรือไม่เอาทักษิ

การบอกว่าจะเอาหรือไม่เอาทักษิณหรือสถาบันมันถูกต้องหรือเปล่าในประเทศนี้ไม่มีคำนี้สำหรับสถาบันอย่างบิดดบือนเลยไม่มีใครจะเสมอเท่าเจ้าเเผ่นดินเเล้วนายกทักษิณได้ทำงานรับใช้เด่องศ์ท่านเเล้วโดยคนที่มีรายได้น้อยไดรับการดูเเลโดยไม่ได้กู้เงินมาทำประชานิยมมีเงินมาให้ชาติอาเฃียนได้กู้ยืมไม่ใช่กู้เงินมาทำประชานิยมเเบบนี้เเละจะทำให้ประเทศไม่เข้มเเข็งนายกของประชาชนไม่ใช่เเค่ขึ้นกล่าวเปิดการประชุมอาเฃียนมันเป็นงานประจำระดับชาติเเต่ต้องสร้างงานให้ลูกคุณเเละลูกผมเเต่ต้องสร้างประชาธิปไตยไม่พูดใส่ร้ายพรรคการเมืองด้วยกันจนประชาชนในเเต่ละฐานเสียงเกิดความเเตกเเยกเเบ่งพรรคเเบ่งฝ่ายไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเเละไม่มารถปกครองได้เเละทำให้ประเทศพังได้ไม่มีนิติรัฐต้องการเเย่งชิงอำนาจ

บทความมั่ว ๆ

บทความมั่ว ๆ จับแพะชนแกะ

อยากจะป้ายสีทักษิณ ก็ป้ายสี

แล้วอยู่ดี ๆ ก็มาอ้างเรื่อง เอา ไม่เอาสถาบัน

เสื้อเหลืองปิดสนามบิน ทำลายล้างมหาศาล ไม่ค่อยเขียนถึง

เสื้อเหลืองมีข้อดีอยู่อย่างเดียว ก็คือทำให้เห็นชัดเจนว่าสองมาตรฐานในเมืองไทยเป็นอย่างไร

"(พันธมิตร - เสื้อแดง)

"(พันธมิตร - เสื้อแดง) ด้านที่เป็นแนวร่วมเป็นด้านใหญ่ด้วย ก็คือความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ถ้าเราตัดการเถียงกันเรื่องสถาบันไปได้ ผมคิดว่าความร่วมกันจะมีมากขึ้น และถ้าเราตัดเรื่องทักษิณออกไปได้ ด้านร่วมกันคือความไม่เป็นธรรมจะมีมากขึ้น..."

(พิภพ ธงไชย, ซไทยโพสต์ แทบลอยด์ 03/05/2552)

"จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้รังเกียจการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณจะปฏิวัติรัฐประหารไปเพื่ออะไร ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อสมบัติผลัดกันชม เหมือนสมัยที่ คมช.ทำ ผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผมเห็นด้วย

ถ้าฟังให้ดี ผมบอกว่า ถ้าทหารออกมา ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าทหารปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้

จริงๆ จุดยืนของผมกับเสื้อแดง ไม่ต่างกันหรอก ถ้าทหารออกมาปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้ แต่ถ้าปฏิวัติเพื่อล้มล้างทุกอย่าง จุดนี้ระหว่างผมกับเสื้อแดง ต่างกันแล้ว

ต่างกันตรงที่ว่า ผมมองว่า สถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นต่อสังคมไทย ยังมีความจำเป็นอยู่ จุดยืนผมตรงนี้ชัด แต่เสื้อแดงไม่ชัดนี่ มันก็เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างปรัชญาที่ว่า คุณเชื่อประเทศไทยจะเดินต่อไปด้วยโครงสร้างสังคมแบบไหน

สำหรับผม ผมยังเชื่อว่าโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ซึ่งข้อแตกต่างของผมกับเสื้อแดงอยู่ตรงนี้

สิ่งที่เสื้อแดง กับผม เห็นพ้องต้องกัน คือ ปฏิวัติสังคมมิใช่หรือ"

( สนธิ ลิ้มทองกุล, เนชันสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่เสาร์ที่ 2 พ.ค.2552)

"แต่ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื

"แต่ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผ ม เ ห็ น ด้ ว ย

ผมยัง เ ชื่ อ ว่ า โครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ซึ่งข้อแตกต่างของผมกับเสื้อแดงอยู่ตรงนี้ "

มันอยู่ที่ว่าจะอ่านข้อความพวกนี้แบบไหน ?

คำพูดของสนธิ มันชัดเจนเพราะสนธิยังไงก็ไม่ไม่ใช่คนพูดไม่รู้เรื่อง ทำสื่อมาตลอดชีวิต สนธิ ยังไงก็ต้องพูดรู้เรื่อง สนธิ พูดชัดถ้อยคำว่า 'ผมเห็นด้วย' แปลว่า นี่คือ ค ว า ม เ ห็ น ของสนธิ

แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย นี่คือ ความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ไ ม่ เ ห็ น ด้ ว ย กั บ ส น ธิ

ข้อความพวกนี้ไม่ได้บอกความจริง มันบอกแค่ความเห็น

อีกประโยค สนธิ พูดชัดถ้อยชัดคำว่า 'เ ชื่ อ ว่ า' ก็แปลตรงๆว่า เขามีความเชื่อของเขาแบบนั้น ซึ่งคนอื่นสามารถเชื่อที่แตกต่างได้ และข้าพเจ้าไม่ได้เชื่ออย่่างที่สนธิเชื่อ เพียงแต่ความเชื่อของข้าพเจ้าไม่นำไปสู่การกระทำที่ระรานละเมิดคนอื่น

คนเราจะคิดเห็นอย่างไร จะเชื่ออย่างไร พิสดารแค่ไหนก็คิดเชื่อได้ แต่ให้อยู่ในกรอบกฎหมาย บ้านเมืองก็สงบสุขแล้ว

ถามว่า สนธิมี 'ความเห็น' และ'ความเชื่อ' ของตัวเองแล้วทำอะไรที่หมิ่นเหม่กฎหมายได้หรือ ?

ถ้าจะเอาอย่างนี้ มันก็จะไประรานคนที่มีความเห็นแตกต่าง เชื่อแตกต่าง เพราะออกไปเฮ้วๆยึดทำเนียบยึดสนามบิน จะบังคับให้บ้านเมืองเป็นไปตามความเห็นของตน ตามความเชื่อของตน

ถ้าอย่างนั้น คนอื่นอย่างเสื้อแดงก็มีสิทธิออกไปเฮ้วตามความเห็นของเสื้อแดงและความเชื่อของเสื้อแดง ทำแบบสนธิ

ใครจะบังอาจมาตัดสินว่าคนความเห็นแบบนี้ถึงเฮ้วๆได้ คนความเห็นแบบนั้นเฮ้วๆไม่ได้

เห็นจะมีแต่'คนโง่'เท่านั้นที่คิดแบบนี้

..ผมชอบติดตามข่าวสารบ้านเมือง

..ผมชอบติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอด ได้อ่านบทความทีแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับปัญหาการเมืองและความขัดแย้งท่ยังคงมีอยู่ของคนเสื่อเหลืองเสื้อแดงทั้งของนักวิชาการ และคอลัมนิสต์..มักจะเห็นการแสดงความเห็นทีดูสวยหรู ดูดี มีการใช้สำนวนถ้อยคำโวหารในบทความไพเราะ คลาสสิก(คนโง่อย่างผมบางทีต้องอ่านซ้ำในบางประโยคให้เข้าใจ)..แต่ไม่เคยมีใครทีจะเสนอความเห็นในวิธีการแก้ไขปัญหาให้ทั่งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันอย่างสันติวิธี ที โดน..เจ๋ง ๆ..หรือว่า..เออใช่ ซักที....เอาให้มันชัดๆ ไปเลยได้ไหมครับอาจารย์..อย่าให้อ่านบทความแล้วยังต้องมาตีความกันอีก..ปวดหัวครับ???

........................การเด

........................การเดินทางของความทุกข์-สุข...........................

.......รองเท้าแตะเตะตาวงหน้าเคร่ง........ผิวพรรณเปล่งประกายสายแดดจ้า

ดูก็รู้ว่าเขาคือชาวนา.........................ผู้เกิดมาหาหญ้าพาควายกิน

แล้วก็ไปไถนาให้หน้ากร้าน..................ตรากตรำงานจับผาลไถใช้หนี้สิน

แต่ไม่หมดสักทีไม่มีกิน......................จึงต้องดิ้นหนีจนเป็นคนงาน

มาอาศัยในสลัมระยำยาก....................แสนลำบากลำบนทนสังขาร

เป็นคนไทยทุกข์ทนจนดักดาน...............รัฐบาลแบบไหนคนไทยรอ

.......นานให้หลังกระทั่งทั้งแผ่นดิน..........เป็นหนี้สินไอเอ็มเอฟเจ็บนักหนอ

กำเนิดพรรคไทยรักไทยไม่ย่อท้อ.............เข้ามาต่อตีสู้กู้การเมือง

โดยผลิตทิศทางไทยให้พ้นหนี้................กู้ศักดิ์ศรีคนทุกข์ให้ถูกเรื่อง

มิใช่ให้เวลามาเปล่าเปลือง...................ไทยกระเตื้องพ้นภัยไอเอ็มเอฟ

มีเลือกตั้งครั้งใหม่ไทยรักไทย.................คนจึงให้...เพราะสบายหายอักเสบ

ธุรกิจกลับมาสู่เต็มตู้เซฟ.......................ให้กรุงเทพ..กรุงไทย...ได้ผลุดลุก

รัฐธรรมนูญ ๔0 นั้น............................ได้ผลักดันดั้นด้นคนพบสุข

แต่ ๙ ปีก็มีเหตุอาเพศยุค.......................ให้ย้อนทุกข์ทะเลาะกันลั่นพารา

........รองเท้าแตะเตะตาวงหน้าเคร่ง.........ผิวพรรณเปล่งประกายสายแดดจ้า

มือหยาบหนาเทอะทะถึงเวลา..................ต้องออกมาหาเรื่องบ้านเมืองเรา

เพราะอะไรหลักเกณฑ์เว้นสะดุด...............ช่วยกันหยุดเผด็จการค้านขลาดเขลา

รัฐธรรมนูญ ๔0 คู่บุญเฮา......................จะต้องเอากลับมารากหญ้าเอย

ทักษิณผิดตรงไหนต้องให้ศาล.................ทั้งสามตัดสินการณ์กันเปิดเผย

แล้วต้องจับทหารขึ้นศาลเลย...................ไร้เหตุผลไหมเอ่ย...ท่านผู้อ่าน

ขอลงซ้ำ... .......ต่างกันตรงท

ขอลงซ้ำ...
.......ต่างกันตรงที่ว่า ผมมองว่า สถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นต่อสังคมไทย
ยังมีความจำเป็นอยู่ จุดยืนผมตรงนี้ชัด แต่เสื้อแดงไม่ชัดนี่ มันก็เป็นข้อแตกต่าง
ระหว่างปรัชญาที่ว่า คุณเชื่อประเทศไทยจะเดินต่อไปด้วยโครงสร้างสังคมแบบไหน
สำหรับผม ผมยังเชื่อว่าโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
เป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ซึ่งข้อแตกต่างของผมกับเสื้อแดงอยู่ตรงนี้.....

..... เคยได้ยินสนธิพูดในASTV เหมือนที่ Anonymous นำมาลง
ขอจับผิดรู้ทันสนธิและ อ.เจิม สักวัน
คำพูดของสนธิไม่น่าเชื่อถือเพราะ

1) เบื้องหลังความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของม็อบเสื้อเหลือง
แม้จะเป็นม็อบเสียงส่วนน้อยของคนในประเทศ เป็นเพราะทหารซึ่งมีอาวุธและอำมาตย์หนุนหลัง
อย่างเงียบๆ จนเกิดระบบสองมาตรฐานอย่างที่เห็นๆกัน

2)สนธิเป็นคนฉลาดมีข้อมูลมากมาย ทำไมจึงคิดหรือพูดว่า
คนเสื้อแดงไม่ต้องการสถาบันต้องการสถาบัน ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง
2.1)เป็นเพียงการพูดเอาดีใส่ตัวหลอกสาวกหางเหลืองให้หลงเชื่อ
2.2)ขณะเดียวกันก็ทำลายความชอบธรรมและเจตนาการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไปพร้อมกัน...
จุดนี้เป็นจุดที่สนธิมีความชำชองเชี่ยวชาญในการนำมาใช้ทำลายคู่ต่อสู้
2.3)ขณะเดียวกันก็ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากทหารส่วนใหญ่
ที่คงไม่ได้ติดตามข้อมูลหรือเจตนาบริสุทธิ์ของคนเสื้อแดง
2.4) ทำให้ภาพการเคลื่อนไหวของสนธิและพธม.แม้จะมีเจตนาซ่อนเร้น
ดูให้เหมือนมีความถูกต้อง ชอบธรรม และสามารถสร้างแนวร่วมพวกไม่เลือกข้างอีกจำนวนมาก
ที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวและข้อเท็จจริงรอบด้านมากนักให้

จุดนี้เคยเตือนและขอขอเตือนแนวร่วมคนเสื้อแดง บางคนหรือบางพวกที่ไม่ระมัดระวัง
การพูดหรือการเคลื่อนไหวในทิศทางคาบลูกคาบดอก และเป็นความโง่อย่างยิ่ง
ที่ทำให้เกิดการตีความหมายไปในทางที่จะตีความได้ว่า
คนเสื้อแดงเป็นพวกที่ไม่ต้องการสถาบัน ให้ระมัดระวังยิ่งขึ้น
อาจจะเป็นจุดชี้ผลการเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์ให้ไม่ประสบผลสำเร็จได้

เป็นความฉลาดของสนธิที่ยิงกระสุนเพียงนัดเดียวได้นกอย่างน้อย 4 ตัว
และอาจชี้ผลแพ้ชนะการเคลื่อนไหวของคนเสื้อเหลืองและแดงได้

ความจริงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงแสดงให้เห็นชัดเจนว่า
สถาบันกษัตริย์มีความสำคัญและความจำเป็นต่อสังคมไทย อย่างยิ่ง
ดังเช่นการรวบรวมรายชื่อ1ล้านรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกา

คนเสื้อแดงนั่นแหละที่ยึดมั่นในโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
อย่างแท้จริงและบริสุทธิ์

3) สนธิและพวก พธม.นั่นแหละที่ยึดมั่นในโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์แต่เพียงลมปาก และชอบนำและอ้างสถาบันทำลายศัตรูทางการเมือง

ขณะเดียวกันยอมสยบให้ทหารและอำมาตย์เข้ามาแทรกแซงการเมืองได้
ซึ่งก็คือยอมเป็นสมุนหรือม็อบรับใช้ของเผด็จการทั้งซ่อนรูปและไม่ซ่อนรูป
ดังเช่นเมื่อตอนที่มีการนำดอกกุหลาบไปมอบให้ทหาร(ผู้น้อยที่เอารถถังออกมายึดอำนาจครั้งที่ผ่านมา
ทั้งที่ทหารผู้น้อยเหล่านี้ทำตามคำสั่ง ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย)

เอาดอกกุหลาบหรือดอกไม้ไปมอบให้ทำไม?
นอกจากจิตใต้สำนึกของความนิยมชมชอบเผด็จการ
ถ้าทหารไปสู้รบกับศัตรูต่างชาติก็ว่าไปอีกอย่าง
จะนำดอกกุหลาบหรือดอกไม้ไปมอบให้ก็ดูสมเหตุผล...

The Other มาแปลกแฮะ

The Other มาแปลกแฮะ อิอิ
ไม่รู้ลอกใครมา(ไม่เห็นบอก)
หรือแต่งนิยายขึ้นเอง ไม่หลับไม่นอน อิอิ
ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเก่าๆ ไม่ทันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป...
น่าจะใช้เวลาไปทำอย่างอื่นจะได้ประโยชน์แก่ตัวเองและประเทศมากกว่า
แสดงให้เห็นอาการของสาวกที่ถูก รศ.โกเต็ก และ ASTV
ล้างสมองจนเกิดอาการเอ๋ออออ...ขึ้นสมอง

จนทำให้เกิดเป็นภาพนิยายขึ้นมา มีวิญญง วิญญาณ ออกมามั่วไปหมด อิอิ
คนที่มีเหตุผลไม่งมงายมีประสบการณ์ทางวิญญาณจะไม่แต่งเรื่องแบบนี้ หรอก อิอิ
เดอะขี้เท่อคงตั้งใจจะเอาดีทางการแต่งนิยาย น้ำเน่าแข่ง ละครน้ำเน่าในทีวีทั้งหลาย อิอิ
ตอนนี้ แนวผีสาง ปอป เปด กำลังนิยม น่าจะใส่บทของ เปด เมืองนนท์ ไอ เปด
และสารพัดเปด สาวกร่วมสำนักคุณ เดอะขี้เท่อ ผมว่าพวกเขาคงจะดีใจ มั้กๆๆๆ อิอิ
สังเกตุได้ พวกสาวกหางเหลืองจะเป็นพวกบ้าทีวี ชอบออกทีวี อิอิ

แต่ถ้าอยากจะให้เรื่องที่โพสน่าเชื่อถือ ให้ข้อมูลแบบเดิมยังดูดีกว่า
แม้ว่าข้อมูลที่นำมาโพสจะจริงบ้างเต้าบ้างแต่ก็ยังดูไม่ค่อยไร้สาระเพราะ
ไม่เยิ้นเย้อ ยืดยาว ยืดเยื้อ ว่ากันตรงๆ ง่ายๆ เข้าใจง่ายกว่า อิอิ
แค่ที่เคยโพสเป็นข้อกล่าวหาล้วนๆที่เคยโพสมาก็ยังเชื่อและเข้าใจยาก อิอิ
ยิ่งมาแต่งนิยายผีสางเต้าเรื่องแบบนี้ ใครจะหลงเชื่อลง อิอิ ยกเว้นพวกเปด อิอิ
เอานิยายไปลงหรือขาย รศ.โกเต็ก หรือASTV เถอะ อิอิ

ยากที่จะเสนอความเห็นให้ทั้งสอ

ยากที่จะเสนอความเห็นให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและหาทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี เมืองไทยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือพวกมากลากไป ปัญหาทั้งหลายแหล่อยู่ที่กลุ่มผู้นำที่จะชักจูงลูกสมุนไปทางไหน หากจะให้หมดปัญหาก็คงต้องชำแหละเนื้อร้ายโดยการจำกัดและกำจัดพวกผู้นำชั่ว ๆ เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป พวกที่เีรียกร้องเสรีธรรม แต่ไม่ใช้ให้ถูกต้องจนรุกรานเสรีภาพและอิสระภาพของคนอื่น ๆ

จุดประเด็นได้น่าสนใจ อิอิ

จุดประเด็นได้น่าสนใจ อิอิ

....ต้องไปถาม รศ.โกเต็ก อัจฉริยะข้ามคุก อิอิ
สื่อบ้าเลือดและสาวกหางเหลืองที่โดนล้างสมอง
ให้เกลียดชังทักษิณจนลืมชาติบ้านเมือง
หลงผิดเผาบ้านเผาเมืองและไปยึดสนามบิน
ประเทศเสียหายทันทีไม่น้อยกว่า2แสนล้าน
สงสัยพวกหางเหลืองคงเสพASTV และ
ใบกระท่อมเกินขนาด หรือ รศ.โกเต็ก
ผสมยาบ้าในน้ำให้ทานตอนชุมนุม
จนคึกและไร้สติขาดเหตุผลผิดชอบชั่วดี

ความจริงทางออกประเทศง่ายมากๆ
ขึ้นกับ รศ.โกเต็กและสาวกหางเหลืองว่าจะยอมรับกติกา
จัดทัพลงเลือกตั้งตามครรลอง ปชต.
คืนสิทธิ์ให้ประชาชนตัดสิน ไม่อยากแก้ รธน.
ก็ไม่ต้องแก้ คนเสื้อแดงพร้อมแน่นอน

ถ้าเสื้อแดงชนะ เหลืองต้องหยุดม็อบต้านแก้ รธน.
ถ้า ปชป. และ เหลืองชนะ ทักษิณก็หยุด
จนกว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเลือกตั้งเกิดข้นเร็วแค่ไหนประเทศก็จะสงบเร็วขึ้น
ง่ายมากแค่ รศ.โกเต็กและสาวกไปขอให้ ม้าก เตือก
ยุบสภาแค่นี้ ม้ากคงเต็มใจจัดให้ เพราะ ถ้าเหลืองและแดง
กดดันให้ยุบสภา ม้ากต้านไม่อยู่แน่ 100% ฟันธง

แต่ความจริงทั้ง รศ.โกเต็กต้องการซื้อเวลาอุ้มม้ากไปเรื่อยๆ
ม้ากก็เต็มใจ กู้ ๆๆๆ เงิน มาซื้อเวลาสร้างประชานิยม
แบบสะเปะสะปะ เพื่อหวังฟลุ้คต้องการเป็นนายกต่ออีกหนึ่งเทอม
สรุป รศ.โกเต็ก กับ ม้าก ก็แค่เห็นแก่ประโยชน์ตัวและพวก
ไม่มีใครจริงใจจะแก้ปัญหาให้ประชาชนจริงอย่างที่คุย
เป็นแค่ลมเหม็นๆที่พ่นออกจากปากไปวันๆ
ของสื่อเส้นใหญ่ และนักการเมืองน้ำเน่าพันธุ์เดิมๆ

กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ เพราะประชานิยมแบบเด็กฟันน้ำนม
โดยนักกู้สิบทิศ กว่าจะอัดฉีดเงินเข้าไปยังคนรากหญ้า
เศรษฐกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะ ระดับกลางและรากหญ้า
ก็เน่าหมด สุดท้าย ม้าก เตือก ก็ทิ้งภาระหนี้สาธารณะ
ก้อนมหึมาให้ประเทศ 4-6 ล้านๆ แค่ส่งต้นส่งดอก
จะเอาเงินที่ไหนมาพัฒนาประเทศ ล่ะพี่น้อง

ถ้าไม่รีบแก้ไข อีกไม่นานเกินรออาจจะเกิดกลียุค
ในแผ่นดินให้เห็นอย่างที่ไมสามารถคาดเดาได้...
ก็คงต้องตัวใครก็ตัวใครล่ะพี่น้อง อิอิ....
โชคดีที่ตายก่อนก็เป็นได้ .... อิอิ

ม็อบโดยมากไล่รัฐบาลจากการเลือ

ม็อบโดยมากไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ได้ ม็อบเสื้อเหลืองในทำเนียบ 2 ปี ก็ไล่รัฐบาลไม่ได้ ในสนามบินสุวรรณภูมิ 1 เดือนก็ไล่ไม่ได้ ม็อบเสื้อแดง 1 แสนก็ไล่รัฐบาลมาร์คไม่ได้ เพราะมี ส.ส.งูเห่าย้ายไปข้างปชป. นี่เป็นความจริง อย่างยึดสนามบินสุวรรณภูมินี่มันเข้าข่ายก่อการร้ายแล้ว เพราะยึดโดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก มันยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายที่เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษพวกเดียวกันซะอีก

พวกปัญญาชนเสื้อเหลืองที่ไม่มีสติปัญญา มันไม่ปรามไม่ด่าไม่ห้ามพันธมิตรฯ มันก็คือพวกคิดแบบก่อการร้ายเหมือนกัน จะมาบอกว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลผู้ร้าย มันพูดง่ายพูดแบบมักง่าย แถมไปด่าประชาชนว่าโง่ ด่าการเลือกตั้งว่าเป็นระบบที่ล้มเหลว ครือนิสัยมันแบบว่า เมื่อมีความเห็นว่าอย่างไร เชื่ออย่างไร ก็ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ความเชื่อความเห็นเป็นจริง ทำแบบก่อการร้ายก็เอา

เสื้อแดงมองอำมาตย์ว่าเป็นพวกโง่ เป็นพวกหลงคารมสนธิที่ปั่นหัวอำมาตย์เรื่องจงรักภักดี เรื่องประธานาธิบดี ใครที่ผิดและโง่รู้ไหม ก็คือพวกคนที่เชื่อสนธิแล้วทำผิดอย่างทำรัฐประหาร ทำผิดอย่างตุลาการวิบัติ เอาคนตำแหน่งสูงไปประชุมล้มรัฐบาล สนธิมันไม่ได้ไปผิดด้วยซักกะหน่อย มันแค่ใช้ลมปากพูดตามช่องทางสื่อของมันเท่านั้น กับที่เอามวลชนไปก่อการร้ายบ่อนทำลายเศรษฐกิจเพื่อให้รัฐบาลหรือประชาชนทนไม่ไหวจะได้ยอมมัน

ย้ำอีกทีนะว่า จะคิดจะเชื่อแปลกพิสดารวิตถารแค่ไหน แต่การกระทำขอให้อยู่ในกรอบในกฏ ไม่ละเมิดผู้อื่น เพราะถ้าละเมิดได้ คนที่เชื่อ-คนที่คิดไม่เหมือนกันก็จะละเมิดได้เหมือนกัน แล้วทีนี้ก็จะสนุก เพราะบางกลุ่มมันเส้นใหญ่ มันละเมิดแล้วไม่ผิด แต่อีกกลุ่มไม่มีเส้นโดนเล่นตลอด บ้านเมืองจะชิบหายเพราะอีกกลุ่มก็มีเพื่อนมีญาติมีคนคิดเหมือนกลุ่มนี้เป็นสิบๆล้านคน

ฮิลลารีเผยตัดสินใจรับตำแหน่งเ

ฮิลลารีเผยตัดสินใจรับตำแหน่งเพราะต้องการทำงานเพื่อชาติ

นางฮิลลารี ได้ตอบคำถึงความรู้สึกที่ต้องทำงานร่วมกับคู่แข่งในอดีตอย่างประธานาธิบดีบารัค โอบามาว่า "เป็นคำถามธรรมดา ที่ดิฉันพบอยู่บ่อยครั้งและลองคิดดูว่าเราทั้งสองคน พยายามอย่างมากที่จะต่อต้านอีกฝ่าย พยายามที่จะเอาชนะอีกฝ่าย พูดถึงฝ่ายตรงข้ามในทางที่ไม่ค่อยดีนัก

แต่ในประเทศของเรา เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป เราพยายามที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติและในระบบของเรา เมื่อประธานาธิบดีขอร้องให้ท่านเข้ามาช่วย คุณก็ต้องรู้สึกว่าคุณควรจะทำเพื่อช่วยให้งานของประธานาธิบดีประสบความสำเร็จ ประธานาธิบดีก็เรียกร้องให้รีพลับบลิกันเข้ามาช่วย ไม่ใช่แค่คู่แข่งจากพรรคเดโมเครตเช่นดิฉันเท่านั้น ท่านรองประธานาธิบดีโจไบเดนท์ก็เคยเป็นคู่แข่งของท่านมาก่อน ประธานาธิบดีพยายามที่จะทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทีมของท่าน

ตอนที่ดิฉันไปอินโดนีเซีย คำถามนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้างธรรมดามาก เพราะว่าในหลาย ๆ ประเทศการต่อสู้กันทางการเมืองหลังการเลือกตั้งยังคงอยู่ จะไม่มีการพูดกันเป็นการส่วนตัว มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดเจน ทำให้คนอินโดนีเซียพยายามจะถามว่า คุณทำงานร่วมกับคนที่เคยเป็นคู่แข่งของคุณได้อย่างไร ดิฉันจึงบอกพวกเขาไปว่านั่นคือสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ในช่วงปีที่ผ่านมา "ในหลักการประชาธิปไตย ประเทศชาติต้องมาก่อน คนเล่นการเมืองก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป"

"คนชนะและแพ้การเลือกตั้ง แต่เมื่อการเลือกตั้งจบลง คุณก็สามารถที่จะมีนโยบายที่ขัดแย้งกันได้ซึ่งเราเองก็มี ชัดเจนมาก แต่เราต้องพยายามที่จะร่วมมือกัน พยายามที่จะไปในทิศทางเดียวกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งฉันก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องเหล่านี้เลย"

โอ้...โดนใจมากๆ เลย

โอ้...โดนใจมากๆ เลย ครับ

นี่แหละครับ "ประชาธิปไตยที่แท้จริง"

ถ้าจะให้ไป "เดินขบวนเรียกร้อง" ที่ไหน เพื่อสิ่งเหล่านี้ ก็ยินดีเลยครับ

แก่แล้วก็ลุยได้ครับ เพราะมันเป็น the Right Cause ครับ

ฟังพวก "ของปลอม" ออกมาพล่ามแล้ว "น่าชิงชัง" ครับ ผมรังเกียจมาก...

แช่ม..เลือก ปชป. หรือ กมม.

แช่ม..เลือก ปชป. หรือ กมม. อิอิ
ไปยึดสนามบินกับเขารึเปล่า.. อิอิ
บอกฮิลลารี่ด้วยสิ นัก ปชต.ตัวจริง
ต้องยึดสนามบินแบบสาวก รศ.โกเต็ก อิอิ
นักก่อการอัปรีย์ เอ๊ย นักก่อการดี
(ของแก๊งค์โจรเรียกค่าไถ่) อิอิ

สองมาตราฐานไงทำให้มีวันนี้

สองมาตราฐานไงทำให้มีวันนี้ เมืองไทยเป็นแบบนี้เพราะมีสองมาตราฐานโดยการนำของนายก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแห่งพรรคประชาธิปัตย์