บทส่งท้ายเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนคร “เชียงใหม่” : จากสูงสุดคืนสู่สามัญ

และแล้ว “สีเสื้อ” ก็สำ ‘แดง’ พลัง

เมื่อการนับคะแนนที่แต่ละหน่วยเลือกตั้งได้นำมานับรวมกันที่สนามกีฬาเทศบาลฯ สิ้นสุด ผลลัพธ์ที่ออกมามิใช่เรื่องที่น่าตื่นตะลึงอะไรนัก หลังจากที่ทั่วทุกมุมเมืองของเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยป้ายหาเสียงสารพัดรูปแบบมาเกือบ 1 เดือนเต็มๆ ว่ากันว่าในเลือกตั้งครั้งนี้มีเงินหมุนเวียนในแวดวงธุรกิจสื่อโฆษณามากเป็นสิบล้านบาทเลยทีเดียว (กกต. กำหนดให้ผู้สมัครฯ ใช้จ่ายงบประมาณในการหาเสียงได้คนละไม่เกิน 8 แสนบาท)

การเลือกตั้งวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ใช้สิทธิ 64,871 ราย จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 106,366 คน คิดเป็นร้อยละ 60.99 ซึ่งตัวเลขเกินกว่า 60 % นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงเป็นต้นมา ขณะที่มีบัตรเสีย 1,534 ใบ (2.36%) กับไม่ประสงค์ลงคะแนน 4,444 ใบ (6.85%)

 

ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
 
อันดับ
ชื่อ
ประสบการณ์
หมายเลข
คะแนน
1
นายทัศนัย บูรณุปกรณ์
อดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่
2
24,384
2
นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ 
อดีตเลขานุการนายก อบจ.เชียงใหม่
7
13,197
3
ร.อ.หญิงเดือนเต็มดวง 
ณ เชียงใหม่
อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
1
6,958
4
นายพรชัย จิตรนวเสถียร 
อดีตรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
6
5,524
5
นายวัลลภ แซ่เตี๋ยว 
อดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่
4
5,465
6
น.พ.เพทาย เตโชฬาร
อดีต ส.ท.นครเชียงใหม่
3
1,747
7
นายวิชัย วงศ์ไชย 
อดีต ส.ส.เชียงใหม่
5
1,354
8
นายเทพโยธินฐ์ ไชยรัตน์ 
ทนายความ / ธุรกิจ
10
149
9
นางอารีย์ อุดมศิริธำรง [1]
ธุรกิจ
8
61
10
นายบารมี พจนามธุรส
-
9
54
 

ส่วนเรื่องร้องคัดค้าน (หลังการเลือกตั้ง) ก็กลับไม่มีเลย ผิดคาด ทั้งๆ ที่ก่อนจะมีการเลือกตั้งนั้นมีกระแสการซื้อเสียงและการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งออกมาหนาหูมาก คงมีแต่การร้องเรียน (ก่อนเลือกตั้ง) เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง เช่นเรื่องแจกเงินและการปราศรัยใส่ร้ายกัน ซึ่งทาง กกต.เชียงใหม่ ไม่สามารถสอบสวนได้ทันตามกรอบเวลา 30 วัน ดังที่ถูกระบุไว้ในกฎหมาย “เผด็จการ” ฉบับหนึ่ง [2]

แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 52 กกต.กลาง จึงประกาศรับรองผลเลือกตั้งส่งผลให้ นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ ผู้ชนะเลือกตั้งที่กลุ่ม “เสื้อแดง” กลุ่มใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ให้การสนับสนุนได้เป็น นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ (นับแต่มีประกาศของ กกต.) ขณะที่เสียงข้างมากในสภาเทศบาลขณะนี้ 18 คน (จากทั้งหมด 24 คน) เป็นของกลุ่ม “ช้างงาน” ซึ่งประกาศชัดเจนต่อสาธารณะว่าได้ให้การสนับสนุน เจ๊ปุ๊ย หรือนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ ที่มีคะแนนตามมาห่างๆ ถึงกว่า 1 หมื่นคะแนน

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปหาก กกต.เชียงใหม่ สืบสวนสอบสวนต่อและพบพยานหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับคำร้องเรียนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ก็ยังสามารถจะเอาผิดเพื่อแจกใบแดงย้อนหลังให้แก่เขาได้ ทว่าในกรณีนี้องค์กรที่จะมาชี้ขาดสุดท้ายจะเป็น “ศาลอุทธรณ์” มิใช่ กกต. [3]


เรื่องของ...นักปีนเขา

“แป้งเกิดที่เชียงใหม่ เพราะตระกูล ณ เชียงใหม่ ก็อยู่ที่นั่นมาตลอด คุณปู่คือเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ ซึ่งสิ้นไปแล้ว แต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้ความสนใจการเมืองท้องถิ่นมาก เพราะเชียงใหม่คือบ้านของท่าน ตอนนั้นท่านช่วยใครลงสมัครนายกเทศมนตรีหรือส่งสมาชิกสภาเทศบาลก็ชนะ แต่คุณปู่ไม่เคยรับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองเลยนะคะ ส่วนคุณพ่อ (ธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่) เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย จากนั้นก็ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการอีกหลายกระทรวง แต่สุดท้ายก็ไปลงการเมืองท้องถิ่น ส่วนคุณแม่ (กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่) ท่านมาลงเลือกตั้งทีหลัง” [4]

เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่

สำหรับคนจังหวัดอื่นที่ติดตามข่าวการเลือกตั้งครานี้ผ่านสื่อกระแสหลักอาจเข้าใจว่านี่เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างสอง “ตระกูล” ใหญ่ของเชียงใหม่ คือ “ณ เชียงใหม่” ซึ่งสืบทอดเชื้อสายราชสกุลเก่าแก่มาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จากรุ่นสู่รุ่น (ส่วนหนึ่งของเจ้านายฝ่ายเหนือ) กับ “บูรณุปกรณ์” ครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ทั้งด้านธุรกิจ และการเมืองท้องถิ่น (ในห้วงหลัง) ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วเป็นสมรภูมิ “สีเสื้อ” ระหว่าง “สีแดง” กับสีอื่นๆ (สีเหลือง, สีน้ำเงิน) มากกว่า

ผู้สมัครบางคนที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าอาจจะขึ้นมาสอดแทรก กลับกลายเป็นว่าได้ไปแค่คนละ 5 พันกว่าคะแนนเท่านั้น ส่วนหนึ่งเชื่อว่าน่าเป็นผลพวงจากการออกอาการ “แทงกั๊ก” ในช่วงโค้งสุดท้าย ด้วยการชูประเด็นหาเสียง “ไม่แบ่งเหลือง-แบ่งแดง” เพื่อหวังดึงคะแนนจากกลุ่มนักศึกษาและชนชั้นกลางที่ถือเป็น “พลังเงียบ” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพวก “สีขาว” ที่มักขออยู่ “ตรงกลาง” (No Vote) ไว้ก่อน ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ แล้วนั่นเท่ากับเป็นการลดเสียงสนับสนุนตัวเองในหมู่คนเสื้อแดงหลายกลุ่มลงมา

แน่นอน ความพ่ายแพ้ของคนในตระกูล “ณ เชียงใหม่” ต่อคนในตระกูล “บูรณุปกรณ์” อย่างขาดลอยเกือบ 2 หมื่นคะแนน ไม่ได้หมายถึงว่าคนเชียงใหม่ชื่นชอบตระกูลหลังมากกว่าตระกูลแรก หากแต่แปลความว่าเพราะตระกูลหลังเลือกยืนอยู่ข้างเดียวกับเสียงข้างมากของคนเชียงใหม่ต่างหาก

นายทัศนัย จึงถือเป็นคนที่ใช้นามสกุล “บูรณุปกรณ์” คนที่ 3 ที่เข้ามานั่งตำแหน่งสำคัญในการเมืองระดับท้องถิ่นของเชียงใหม่เวลานี้ ถัดจากพี่สาว นางสาวทัศนีย์ (นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก) และ นายบุญเลิศ (นายก อบจ.เชียงใหม่) คุณอาของเขา

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถใช้สะท้อนกระแสการเมืองระดับชาติในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และย่อมเป็นสัญญาณส่งถึงตระกูลการเมืองเก่าแก่ในหลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะกับภาคเหนือและอีสานว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งสมัยนี้ได้แก่ “พรรคที่สังกัด” มากกว่าอย่างอื่น [5] ครั้งนี้ “นโยบาย” ก็ยังคงไม่ใช่ตัวตัดสินแต่อย่างใด

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งนักการเมืองอย่าง “เจ้าหนุ่ย” (คุณพ่อของ ร.อ.หญิงเดือนเต็มดวง) อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 5 สมัย อาจเป็นชื่นชอบของผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่ ในสายตาของชาวบ้านตอนนั้น เขาคือ “ผู้เสียสละ” ภาพหลังคาศาลาริมทาง, รถบริการในงานศพงานบุญต่างๆ, แก้วน้ำ จาน ชาม โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนถึงเต้นท์ที่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่ด้วยยังติดตาผมมาจนถึงตอนนี้ วันที่การเมืองไทย (กำลัง) เปลี่ยนไปแล้ว คงจะไม่เกินเลยนักหากจะสรุปว่าการเลือกตั้งครั้งสำคัญๆ ของเชียงใหม่ในรอบ 10 ปีมานี้ ปัจจัยด้าน “ตัวบุคคล” แทบจะหมดความหมายลงโดยสิ้นเชิง (ดูภาคผนวกท้ายบทความ)

ยิ่งเสียกว่านั้น วิทยุชุมชนแห่งหนึ่งถึงขนาดเชียร์ให้เหล่าผู้ฟังของตนเลือกผู้สมัครตัวเต็งบางราย โดยพยายามโน้มน้าวว่ามันอาจจะช่วยทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับบ้านเร็วขึ้น และหลายคนก็เชื่อเช่นนั้นจริงๆ

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “คนที่ไม่เคยปีนเขาอาจคิดว่าการขึ้นถึงยอดเขาเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แต่นักปีนเขาทุกคนรู้ดีว่าสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการลงจากยอดเขา... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้เวลาอันควรได้มาถึงแล้ว นักปีนเขามากประสบการณ์บางคนยอมตัดใจไม่ขึ้นสู่ยอดเขา แม้จะเป็นความใฝ่ฝันอันท้าทายมาตลอดชีวิต ด้วยเพราะตระหนักดีว่าพลังงานและเวลาที่เหลืออยู่ อาจไม่เพียงพอที่จะนำพาตัวเองลงจากยอดเขาได้อย่างปลอดภัย... นักการเมืองก็ควรเรียนรู้ความข้อนี้ เพราะถ้าผู้มาก่อนไม่ยอมเดินลงมาดีๆ หลายกรณีในประวัติศาสตร์ เขามักถูกผู้มาทีหลังถีบตกบัลลังก์เสมอ” [6]

 

ภาคผนวก
กรณีศึกษา : ตระกูลณ เชียงใหม่
 
นายธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ หรือ เจ้าหนุ่ย
 
ปี พ.ศ.
ตำแหน่ง
สังกัด
2529
สอบตก (ส.ส.)
พรรครวมไทย
2531
ส.ส.
พรรคกิจสังคม
2535/1
ส.ส.
พรรคความหวังใหม่
2535/2
ส.ส.
พรรคความหวังใหม่
2538
ส.ส.
พรรคความหวังใหม่
2539
ส.ส.
พรรคความหวังใหม่
2544
สอบตก (ส.ส.)
พรรคความหวังใหม่
2547
นายก อบจ.
พรรคไทยรักไทย
2551
สอบตก (นายก อบจ.)
กลุ่มฅนเจียงใหม่
 
นางกิ่งกาญน์ ณ เชียงใหม่ หรือ เจ๊แดง
 
ปี พ.ศ.
ตำแหน่ง
สังกัด
2538
ส.ส.
พรรคความหวังใหม่
2539
ส.ส.
พรรคความหวังใหม่
2544
สอบตก (ส.ส.)
พรรคความหวังใหม่
2548
สอบตก (ส.ส.)
พรรคประชาธิปัตย์
2550
สอบตก (ส.ส.)
พรรคเพื่อแผ่นดิน
 
ร้อยเอกหญิง ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ หรือ ดร.แป้ง
 
ปี พ.ศ.
ตำแหน่ง
สังกัด
2548
สอบตก (ส.ส.)
พรรคประชาธิปัตย์
2550
นายกเทศมนตรี
- อิสระ -
2552
สอบตก (นายกเทศมนตรี)
- อิสระ -
 

...........................................................................

[1] พี่สาวของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ (นายก อบจ.เชียงใหม่) และนายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ (อดีต ส.ส.เชียงใหม่) มีศักดิ์เป็นป้าของนายทัศนัย บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครฯ หมายเลข 2 เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปรียบเสมือนตัวแทนของนายทัศนัยในกรณีที่เขาโดนใบแดง ‘ก่อน’ ที่จะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาของ กกต. จะสั่งให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่โดยเปิดโอกาสให้เฉพาะแต่ผู้สมัครรายเดิมเท่านั้นที่มีโอกาสลงเลือกตั้งได้

 [2] นั่นคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 32 เรื่อง อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดให้ทาง กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

[3] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 239 ระบุว่าในกรณีที่ กกต.วินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ‘ก่อน’ การประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดๆ ก็ตาม ให้คำวินิจฉัยของ กกต.เป็นที่สุด แต่ในกรณี ‘หลัง’ จากที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้วนั้น ถ้า กกต.เห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งใดหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

[4] “เปิดหัวใจหญิงแกร่ง ร้อยเอกหญิง ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ชีวิตคือการเรียนรู้,” HELLO! ปีที่ 4 ฉบับที่ 20 วันที่ 1 ตุลาคม 2552, หน้า 49.

[5] รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ใน ณัฐกร วิทิตานนท์, “พฤติกรรมการเลือกตั้งของ "คนเมือง" ภายใต้ระบบที่ "อภิชน" เป็นคนกำหนด,’’ http://www.prachatai.com/journal/2008/01/15396

[6] ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, ผู้นำ อำนาจ ประวัติศาสตร์ และการเมืองใหม่, (กรุงเทพฯ: Openbooks, 2551), หน้า 18-19.

 

Comments

"โดยเฉพาะกับภาคเหนือและอีสานว

"โดยเฉพาะกับภาคเหนือและอีสานว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งสมัยนี้ได้แก่ “พรรคที่สังกัด” มากกว่าอย่างอื่น [5] ครั้งนี้ “นโยบาย” ก็ยังคงไม่ใช่ตัวตัดสินแต่อย่างใด"

แล้วแนว "นโยบาย" กับ "พรรค" มันต่างกันมากเลยหรือครับ? ผมกลับคิดว่ามันก็ไปด้วยกัน เมื่อคุณบอกว่ากลุ่มคนสนับสนุนตัวแทนเป็นเสื้อแดง ก็ย่อมชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่าแนวทางการเมือง หรือนโยบายของเขาจะออกมาในลักษณะใด จะพูดได้หรือไม่ว่ากลุ่มคนที่เลือกเพราะปฏิเสธ กลุ่มที่ออกมาสนับสนุนรัฐประหาร (เสื้อเหลือง) ทำลายระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแม้เดิมจะเป็น "เจ้า" เก่า ที่ครองอำนาจมานาน ก็ถูกปฏิเสธชัดเจน ...ถ้ามองในแง่นี้ จะบอกว่าพวกเขา(เลือก) อย่างฉลาดขึ้นกว่าก่อนไม่ได้หรือ??? ...หรือต้องมองว่าพวกเขา "โง่" อีก

การที่คุณณัฐกรณ์บอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม ไม่ได้เน้นที่ "ตัวบุคคล" เหมือนอดีต ก็ยิ่งชี้ว่าการเมืองท้องถิ่นก้าวหน้าขึ้นโดยนัยยะอยู่แล้วนิ

มันก็ดีฮะ

มันก็ดีฮะ คนเลือกพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า เพื่อไทยส่งใครมาก็ได้ ได้หมด ส่งเสาไฟฟ้ายังจะได้เลย คือ ป้ายหาเสียงของ ทัศนัย บูรณุปกรณ์ น่ะ ดูจืดชืดสุดเลยครับ ไม่แถลงนโยบายใดๆทั้งสิ้น ประกาศแต่เป็นคนเสื้อแดง (คงเพราะเก็งแล้วว่าสื่อสารแค่นี้กับผู้รับสารก็พอแล้วมั้ง?) แล้วโดยส่วนตัวเค้าเอง คิดว่าไม่ได้คิดนโยบายอะไรขึ้นมาเพื่อ "สู้" กับผู้สมัครรายอื่นจริงๆ ขอแค่ว่า ประกาศว่าตนเป็นเสื้อแดงเป็นพอ

เท่าที่ผมจำได้ นสพ.ท้องถิ่นลงข่าวเค้าแถลงนโยบายหลังชนะเลือกตั้งว่า "จะสนับสนุนการท่องเที่ยวเชียงใหม่"
ฮ่วย! อันนี้ใครๆก็พูดได้ครับ เชียงใหม่มีสิ่งที่น่าแก้ปัญหามากกว่าเรื่องท่องเที่ยวอีกมาเน้อ เอาง่ายๆ เรื่องการจราจร เรื่องปัญหารถแดง ผู้สมัครคนอื่นยังพูดมากกว่านี้เลย

ผมว่าเค้าทำการบ้านมาน้อยไป คนเสื้อแดงเชียงใหม่ควรจะเรียกร้องให้เค้าทำอะไรมากกว่านี้ เพื่อคนเชียงใหม่เอง

ผมไม่ชอบเสื้อเหลือง แต่ก็ไม่อยากให้เสื้อแดงเป็นแค่พวกมากลากไป ขอคุณภาพด้วยครับ

เป็นวิธีการหนึ่งในการส่งเสียง

เป็นวิธีการหนึ่งในการส่งเสียง ให้คนมีอำนาจในบ้านเมืองได้รับรู้ หรือจะเรียกว่าเป็นปฏิกริยาโต้กลับอำนาจรัฐ
เท่าที่พวกเขาจะทำได้ ในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติเช่นนี้ ทำใจให้นิ่งแล้วคุณจะเข้าใจเหตที่เกิด แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมถึงเป้นเช่นนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้

ตระกูลเจ้าค่อยๆ

ตระกูลเจ้าค่อยๆ หมดความสำคัญลงไป นั้นก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้โง่ เพราะเขารู้ว่าใครมาสร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง....จะมาอาศัยอำนาจและความเชื่อเก่าๆไม่ได้อีกแล้ว!!!

เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้กา

เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้การเมืองไม่กล้าขายตัวอีกต่อไปแต่อย่าให้งมงายแบบภาคใต้เลือกคนที่ผลงานไม่ใช่หล่อแล้วพูดเก่งแต่ไม่มีความจริงใจเลย

เห็นคุยว่าเตรียมไว้๗๐ล้าน

เห็นคุยว่าเตรียมไว้๗๐ล้าน จ่ายหัวละ๑๕๐๐ ได้มา๒๕๐๐๐เสียงเท่ากับใช้ไป ๓๗.๕ล้าน ค่าหัวคะแนนสัก๑๒.๕ ยังได้แค่ ๕๐ล้าน คนเจียงใหม่งงกันทั้งเมืองว่าอีก๒๐ล้านมันค่าอะไร อ่านบทความนี้แล้วก็คงหายงงนะเจ๊า....

ครับ

ครับ ขอแสดงความยินดีโตยจ๊าดนัก สีแดง สู้ สู้ ครับผม

ดูถูกคนเชียงใหม่หรือเปล่า

ดูถูกคนเชียงใหม่หรือเปล่า หรือว่าแพ้เกมส์แต่ใจไม่ยอมแพ้ อย่าทำตัวเป็นหมาป่าเห็นลูกแกะ

ไปบอกเจ้านายหน่อยซิว่าให้ยุบสภาไปเลย จะได้เห็นของจริงแน่แท้ แล้วพรรคแมงสาปอย่าทุ่มมากล่ะ เตือนไว้จะได้ไม่เสียเปล่า ถ้าคิดว่าตุนกระสุนจากเรื่องฉาวโฉ่ทั้งหลายไว้เยอะแล้ว จะปันส่วนกลับไปให้ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร

กลับมาแล้วครับกับการเลือกตั้ง

กลับมาแล้วครับกับการเลือกตั้งแบบเก่าๆใช้เงินมากกว่าความสามารถผมบอกแล้วไงว่าเอาใครก็ได้มาลงเพียงแต่มีเงินเท่านั้นก็เป็นได้แบบนี้งบประมาณไม่ตกอยู่กับประชาชนหรอกครับเขารู้กันทั่วเชียงใหม่ครับ.....ไม่ค่อยมีศักดิ์ศรีเท่าไรครับ