ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ไทย-กัมพูชา นอกเงื้อมมือของอาณานิคมสยามและชนชั้นนำหลงยุคสงครามเย็น

 
สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์สถานการณ์ให้ความเห็นท้ายข่าวต่อกรณีไทย-กัมพูชา บนคำอธิบายที่สรุปรวบยอดและประมวลเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างคร่าวๆ ได้สามแบบ
 
คำอธิบายแบบแรก ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเพราะกัมพูชายึดแย่งเขาพระวิหารจากไทย ไทยจึงต้อง ทวงคืนเขาพระวิหารจนกัมพูชาตอบโต้โดยแต่งตั้งอดีตนายกฯ ของไทย เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง กอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศไทย
 
คำอธิบายแบบที่สอง ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเพราะกัมพูชามีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขัดแย้งกับไทยหลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติบริเวณพื้นที่ทับซ้อน รัฐบาลของสมัครและสมชาย ขายชาติ ในเรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์รักษาผลประโยชน์ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่พอใจ จึงสมคบกับอดีตนายก เพื่อ ล้มอภิสิทธิ์ และปกป้องผลประโยชน์ลับๆ ของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว
 
คำอธิบายแบบที่สาม กัมพูชาเป็นชาติที่ไว้ใจไม่ได้ มักฉวยโอกาสแทรกแซงไทยเวลาที่ฝั่งไทยเกิดปัญหา ทำตัวเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย ส่งบรรณาการให้ไทย แต่ก็พร้อมจะส่งบรรณาการให้เวียดนามไปด้วย เป็นประเทศราชของไทย แต่ก็พร้อมทรยศไทยเสมอ ท่าทีของกัมพูชารอบล่าสุดก็มีเหตุจากเรื่องนี้ นั่นคือเห็นการเมืองไทยอ่อนแอ คนไทยแตกเป็นฝักเป็นฝ่าย จึงฉวยโอกาส ทำร้ายประเทศไทย
 
คำอธิบายสามแบบนี้ทำงานด้วยกัน ถักทอไขว้กันไปมา บางจังหวะ คำอธิบายแบบแรกก็โดดเด่นที่สุด บางจังหวะก็เป็นคำอธิบายแบบที่สองหรือแบบที่สาม คำอธิบายสามแบบรวมกันเป็นวาทกรรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบที่เรียกง่ายๆ ว่า วาทกรรมเผชิญหน้าระหว่างไทย-กัมพูชา
 
วาทกรรมแบบนี้ทำงานอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือวาทกรรมแบบนี้ทำงานบนการอธิบายความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา บนมุมมองของชาติไทยแบบคับแคบ เอาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์นี้ คิดบนพื้นฐานของความหลงเฟื่องเรื่องความเหนือกว่าชาติอื่นในภูมิภาคเดียวกันทั้งหมดของไทย สืบทอดความใฝ่ฝันของอาณานิคม-จักรวรรดินิยมสยาม และมองโลกสมัยใหม่ด้วยสายตาของนักการฑูตและนักความมั่นคงสมัยสงครามเย็น
 
เราอาจพูดให้สั้นๆ ก็ได้ว่าวาทกรรมเผชิญหน้านี้ทำงานบนอคติที่ชนชั้นนำศักดินาอาณานิคมสร้างขึ้น และกลุ่มพลังคลั่งชาติสวาปามและใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นโดยปราศจากการกลั่นกรอง
 
ประวัติศาสตร์ไทย-เขมร ภายใต้เงาอาณานิคม-จักรวรรดินิยามสยาม
เป็นความจริงว่าไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นและไม่ลงรอยกันมานานแล้ว อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่า คนที่รู้ประวัติศาสตร์สักหน่อยก็จะรู้ว่าปกติไทยมักจะเข้าไปแทรกแซงการเมือง ภายในกัมพูชา เพราะจากประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่า อันนัมสยามยุทธ์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะเห็นศึกระหว่างเวียดนามกับไทยที่พยายามเข้าไปแทรก แซงการเมืองกัมพูชา โดยต่างฝ่ายต่างต้องการให้คนของตัวได้เป็นจักรพรรดิ
 
การแทรกแซงเพื่อให้เขมรฝ่ายที่ไทยชื่นชอบเป็นกษัตริย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทย
 
ในคำสัมภาษณ์ของนายกฮุนเซ็นที่คนไทยเป็นเดือดเป็นแค้นนักหนา ท่านได้พูดประเด็นนึงที่เกี่ยวกับการแทรกแซงกิจการกัมพูชาโดยไทยไว้น่าคิด นั่นคือบทบาทไทยในการสนับสนุนเขมรแดงอย่างลับๆ เป็นเวลาหลายปี นั่นคือไทยสนับสนุนระบอบที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนเขมรเรือนล้าน ระบอบที่ดูดกินเลือดเนื้อผู้คนจนซากศพทับถมท่วมท้นทุ่งสังหาร ระบอบที่ฆ่านักศึกษาปัญญาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ระบอบที่อพยพคนทั้งหมดไปเป็นชาวนาทำการผลิตรวมหมู่ในระบบนารวม
 
ในกรณีแบบนี้ คนไทยคงลืมไปแล้วว่า เรา เคยสนับสนุนระบอบคอมมูนิสม์คลุ้มคลั่งที่ทำทั้งล้มเจ้าและฆ่าพลเรือนในเขมร เพราะเห็นว่า เขา เป็นแนวร่วมกับเราในการสร้างแนวกันชนระหว่างเรากับเวียดนาม
 
เขมรแดงฆ่าคนและมือเปื้อนเลือดได้เป็นปีๆ โดยมีดินแดนไทยเป็นชัยภูมิและที่หลบภัย ผู้นำกองทัพเขมรแดงที่ได้ชื่อว่าเป็นนักฆ่าที่โหดเหี้ยมที่สุดคนนึงมีกิจการค้า มีร้านค้า มีครอบครัว อยู่จังหวัดชายแดนไทยจนปัจจุบัน
 
เสียดานที่ฮุนเซ็นไม่ได้พูดเรื่องที่ไทยให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในไทยสมัยสงครามอินโดจีน นั่นคือการที่ไทยเป็นลูกไล่ปลายแถวของสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา เป็นฐานทัพให้สหรัฐเอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดตามหมู่บ้านต่างๆ ปล่อยสารพิษที่เรียกว่า ฝนเหลือง ฆ่าพลเรือนบริสุทธิ์ในลาวในเขมรไปนับไม่ถ้วน ส่งทหารไทยเข้าไป ปฏิบัติการพิเศษ ทั้งในการรบและในการสร้างเครือข่ายกับชนชั้นนำเขมรยุคเจ้าสีหนุ และกระทั่งลักลอบช่วยเหลือกองทัพเขมรแดง
 
เมื่อฮุนเซนรบกับเขมรแดงโดยความช่วยเหลือของเวียดนาม ไทยเลือกเล่นบทเพื่อนบ้านผู้โอบอุ้มเขมรแดงอย่างแข็งขันที่สุดในโลก ช่วยจัดตั้งรัฐบาลผสม ช่วยหาที่นั่งให้ในสหประชาชาติ ปกป้องไม่ให้ผู้นำเขมรแดงขึ้นศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ หนุนหลังให้เขมรแดงสู้กับฮุนเซนนานนับสิบปี และเมื่อฮุนซน ยึดอำนาจเจ้านโรดม รณฤทธิ์ ในปี 2540 พรรคการเมืองของพระองค์ก็หนีมาตั้งหลักที่ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ภายใต้ความโอบอุ้มของไทย
 
ขณะที่ไทยมองเขมรเป็นลูกไล่ เป็นชาติเล็กที่ต้องด้อยกว่าชาติใหญ่อย่างไทยไปไม่รู้จบ บทบาทที่ไทยมีต่อเขมรจากอดีตจนปัจจุบันก็อัดแน่นเรื่องราวที่ทำให้เขมรมองไทยว่าเป็นชาติที่อันธพาล เห็นแก่ตัว แทรกแซงกิจการเขมร ฆ่าคนเขมร และพร้อมจะเผชิญหน้ากับเขมรตลอดเวลา
 
ขณะที่ไทยสะกดจิตตัวเองว่าเป็นพี่ใหญ่ของทุกชาติในภูมิภาค ทึกทักไปเองว่าคนอื่นคือ เมืองน้อง ขณะที่ไทยคือ บ้านพี่ ตีขลุมว่าเขามองเราแบบ เป็นพี่เป็นน้องแต่ประวัติศาสตร์แบบที่เกิดขึ้นจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่มีทางที่เขาจะมองเราเป็น บ้านพี่ ได้แน่ๆ ในทางตรงกันข้าม เขามองเราได้แม่นยำกว่าที่เราคิด นั่นคือมองเราเป็นอาณานิคม เป็นจักรวรรดิสยามที่พร้อมจะรุกรานชาติเล็กๆ เพื่อผลประโยชน์ของสยามเอง
 
ไม่มีทางสร้างความสัมพันธ์แบบปกติสุขกับเขมรได้ หากไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ และไม่ยอมไถ่บาปประวัติศาสตร์ที่ติดลบของไทยกับเขมรลักษณะนี้ ประวัติศาสตร์ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อไฟจนง่ายเหลือเกินที่จะสร้างชาตินิยมเขมรให้ไม่พอใจฝ่ายไทย เช่นเดียวกับง่ายเหลือเกินที่ชาตินิยมไทยจะรู้สึกว่าทำไมเขมร ทรยศ และไม่เป็นดั่งใจไทยต้องการ
 
ในมิติทางประวัติศาสตร์ การล้มล้างทรรศนะการมองเขมรแบบอาณานิคม-จักรวรรดินิยมสยาม คือบันไดขั้นแรกที่สำคัญที่สุดในสร้างความสัมพันธ์แบบสันติระหว่างไทยกับเขมรขึ้นมา
 
ความไม่สามารถคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เขมร บนพื้นฐานของอำนาจอธิปไตย
 
ขณะที่เราคิดเรื่องไทยกับเขมรด้วยอคติทางประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม-จักรวรรดินิยมสยาม ความเป็นจริงทางการเมืองในระดับระหว่างประเทศของไทยกับเขมรนั้นวิ่งเลยเรื่องนี้ไปไกลลิบแล้ว เขมรคือชาติเล็กๆ ที่มีอำนาจอธิปไตยของตัวเองเหมือนไทย เหมือนอเมริกา เหมือนสิงคโปร์ เหมือนอังกฤษ
 
อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวได้อย่างถูกต้องว่าบัดนี้เป็นเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องมองกัมพูชาในระดับที่เท่ากับเรามองสหรัฐหรือจีน ไม่ควรมองว่าเป็นลูกน้องที่จะต้องยอมเราตลอดเวลา
 
ในคำสัมภาษณ์กรณีแต่งตั้งอดีตนายกของไทย ฝ่ายเขมรอ้างว่านี่เป็นกิจการภายในเขมร เขามีสิทธิ์ตั้งใครเป็นที่ปรึกษาก็ได้ น่าแปลกที่ไทยไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ แบบนี้ นายกของไทยและรัฐบาลไทยในอดีตหลายชุดตั้งที่ปรึกษาจากฝรั่งที่เคยทำงานในธนาคารโลกหรือค้าเงินตรา สมัยอยุธยาเคยมีถึงขั้นตั้งญี่ปุ่นเป็นเจ้าเมืองปกครองหัวเมืองหลักอย่างนครศรีธรรมราชด้วยซ้ำ
 
ถ้าเขมรตั้งอดีตนายกเป็นที่ปรึกษาไม่ได้ และถ้าการเป็นที่ปรึกษาเขมรกลายเป็นเรื่องขายชาติได้จริงๆ เราจะอธิบายการตั้งที่ปรึกษาหรือเสนาบดีจากฝรั่งของรัฐสยามในอดีตอย่างไรดี?
 
โดยตัวการตั้งที่ปรึกษาเป็นเรื่องในเขตอำนาจของรัฐอธิปไตยหนึ่งๆ โดยแท้ จะถูกใจเราหรือไม่ ผิดมารยาทหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง แต่ที่เถียงได้ยากแน่ๆ คือมันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
 
การไม่ยอมรับว่าเขมรมีอธิปไตยของตัวเองทำให้รัฐบาลไทยและชนชั้นนำไทยบางกลุ่มเคียดแค้นเหลือเกินเมื่อเขมรไม่ทำตามคำสั่งในกรณีนี้ ไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ ว่านี่คือเรื่องในเขตอำนาจของรัฐเขมร เขาจะตั้งใครมันก็เรื่องของเขา ต่อให้เป็นคนที่รัฐบาลไทยเกลียดเข้าไส้ขนาดไหนก็ตาม เหมือนกับที่เขมรไม่มีสิทธิคัดค้านไทยในการตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศจากบุคคลที่ผู้นำที่เขมรเกลียดแสนเกลียด เพราะนี่มันเรื่องในเขตอำนาจของรัฐไทย
 
ถ้าไทยตัดความสัมพันธ์กับเขมรเพราะการแต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาได้ เขมรก็ย่อมอ้างได้ว่าสามารถตัดความสัมพันธกับไทยเพราะตั้งกษิตเป็นรัฐมนตรี
 
ถ้าเข้าใจว่าเขมรเป็นรัฐอธิปไตย ไม่ใช่เมืองขึ้น ไม่ใช่เมืองน้อง ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ที่ควรฟังไทยให้มาก ก็จะเห็นว่าการตั้งที่ปรึกษาเป็นเรื่องธรรมดา ต้องมองการแต่งตั้งแบบที่คุณสุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรมว.ต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่คนในเครือข่ายทักษิณแล้วแน่ๆ พูดในคำสัมภาษณ์ล่าสุดว่า คุณทักษิณจะเป็นที่ปรึกษาก็เป็นไป อย่าไปสนใจ เพราะเขาก็เป็นที่ปรึกษาประเทศฮอนดูรัส มอนเตเนโกร นิการากัว ฯลฯ ที่ปรึกษากัมพูชาถือเสียว่าเท่าๆ กันได้ไหม
 
แปลความง่ายๆ คืออย่าไปดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเลือกปฏิบัติกับเขมร เพราะทันทีที่ไทยมีท่าทีแบบนี้ เรากำลังสร้างแผลใหม่บนรอยแผลเดิมว่าเขมรนั้นด้อยกว่าไทย
 
ชาตินิยมเก่าในสภาพแวดล้อมใหม่
 
ประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมรนั้น ราบรื่นบ้าง ไม่ราบรื่นบ้างมาตั้งแต่อดีต การแก้ประวัติศาสตร์นี้ทำได้ไม่ง่าย แต่โอกาสในการกลบรอยแผลจากอดีตนั้นก็มีได้ ทำได้หลายวิธี
 
ในรอบเกือบยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา การหยุดมองเขมรและอินโดจีนเป็นสนามรบ แต่เห็นเป็นสนามการค้า ช่วยได้มากในการทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งใหม่ๆ เพราะเน้นการมีผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจของสองฝ่าย เห็นเขาเท่ากับเราเพื่อค้าขายและอยู่ร่วมกันและกัน ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนพื้นฐานเรื่องการค้าขายนั้นดีที่สุด แต่ทำแบบนี้ดีกว่าแน่ เมื่อเปรียบเทียบกับการทำสงคราม
 
การปลุกกระแสคลั่งชาติกรณีพระวิหารเป็นจุดหักเหของกระบวนการทำสนามรบเป็นสนามการค้าที่ทั้งไทยและเขมรยึดเป็นยุทธศาสตร์หลักของการอยู่ร่วมกันมาหลายปี กระแสพระวิหารทำให้สนามการค้ากลับไปเป็นสนามรบขึ้นมาใหม่ เกิดความขัดแย้งทางทหารตามแนวชายแดน เกิดการปิดด่านและปิดพรมแดนหลายครั้ง เกิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียด เกิดการเรียกฑูตกลับ เกิดการตอบโต้ทางการทูตและการเมืองที่ดูอย่างไรก็ไม่เห็นทางคลี่คลายลง
 
เรื่องพระวิหาร ไม่ว่าจะรักชาติและมืดบอดต่อสิทธิธรรมตามมิติทางโบราณคดีและศิลปะของตัวพระวิหารแค่ไหน ก็ต้องไม่ลืมว่าศาลโลกได้วินิจฉัยให้พระวิหารเป็นของเขมรไปครึ่งศตวรรษแล้ว การสู้คดีของไทยจบและแพ้ด้วยหลักฐานที่ศาลโลกเห็นว่าชนชั้นนำไทยตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นิ่งเฉยไม่คัดค้านการอ้างสิทธิ์ของฝรั่งเศส
 
น่าแปลกที่ต่อให้ศาลโลกตัดสินแบบนี้ ยังมีชนชั้นนำไทยบางกลุ่มคิดว่าไทยไม่แพ้ แต่ศาลโลกผิด ใช้ประเด็นพระวิหารปลุกกระแสคลั่งชาติ สร้างวาทกรรมหลุดโลกที่ใครได้ยินก็คงมึนงงด้วยความพิศวง เช่นพระวิหารเป็นของเขมร แต่ดินใต้พระวิหารเป็นของไทย , พระวิหารเป็นของเขมร แต่การพัฒนาพระวิหาร ต้องทำร่วมกับไทย, พระวิหารเป็นของเขมร แต่การเป็นมรดกโลก ต้องดำเนินการกับไทย ฯลฯ รวมทั้งไทยสงวนสิทธิ์ในการคัดค้านคำตัดสินศาลโลก ทั้งที่ผ่านมาราวครึ่งศตวรรษ ก็เป็นไทยเองที่ไม่เคยขุดคุ้ยคดีนี้ใหม่ในศาลโลกแม้แต่ครั้งเดียว
 
น่าสังเกตด้วยว่าถ้าไทยเชื่อว่าเราถูกทางกฎหมายระหว่างประเทศจริง ทำไมรัฐบาลไทยทุกชุดในช่วงหลัง พ.ศ.2505 จึงดึงดันที่จะไม่แก้ปัญหาพระวิหารด้วยกลไกศาลระหว่างประเทศอีก ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าต้องการแก้ปัญหานี้โดยวิธีเจรจากับเขมรโดยตรง มีแต่ฝ่ายเขมรเท่านั้นที่ยืนยันว่าต้องคุยเรื่องนี้ผ่านกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้กลไกระหว่างประเทศเป็นตัวกลางในการเจรจา
 
เพราะศาลระหว่างประเทศแย่จนเชื่อถือไม่ได้? เพราะกฎหมายระหว่างประเทศผิดหมด ? หรือเพราะวิธีเจรจากับเขมรโดยตรงทำให้ไทยมีโอกาสมากกว่าในการ “บีบ” เขมรได้อย่างที่ไทยต้องการ
 
ขณะที่ฝั่งไทยเชื่อเหลือเกินว่าชาตินิยมจะเป็นทางออกสารพัดนึก ประเด็นอินโดจีนกลับแสดงให้เห็นความเร่อร้าและล้มเหลวของชาตินิยมไทย ชาตินิยมไทยภายใต้มืออาณานิคมจักรวรรดินิยมสยามแพ้ในการชิงเขาพระวิหารเป็นของไทยในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศ การยกดินแดนไทยเป็นฐานทัพสหรัฐในสงครามอินโดจีนจบด้วยการถอนตัวของสหรัฐจากเวียดนาม การหนุนหลังเจ้าสีหนุจบด้วยชัยชนะของเขมรแดง การหนุนหลังเขมรแดงและทำตัวเป็นร่างทรงจีนในการสร้างแนวกันชนกับเวียดนาม จบด้วยการพ่ายแพ้ของเขมรแดงและการยุติอิทธิพลทางทหารของจีนในภูมิภาคนี้ การแข่งขันกับเวียดนามอยู่ในสภาพที่น่าสงสัยว่าเวียดนามจะแซงหน้าไทยในภูมิภาคอินโดจีนในอีกไม่นาน
 
ชาตินิยมแบบจักรวรรดินิยมหลงยุคของไทยไม่เคยนำชัยชนะให้ไทยในเรื่องระหว่างประเทศ ในทางตรงกันข้าม ชาตินิยมแบบนี้นำไปสูการเลือกข้างผิด การขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน การแทรกแซงทางการเมืองและการทหาร พูดง่ายๆ คือไม่ได้อะไรเลยอย่างที่ชาตินิยมไทยต้องการ
 
ยุติการสร้างสนามรบด้วยลัทธิคลั่งชาติของกลุ่มการเมืองภายในประเทศ
สำหรับคนเขมรหรือประชาคมโลก พระวิหารเป็นประเด็นที่จบไปแล้ว แต่ในฝั่งไทย การแพ้คดีไม่ได้ทำให้ความเคียดแค้นจากการเสียหน้าที่แพ้คดีจบไปด้วย การปลุกกระแสพระวิหารถึงขั้นใช้ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและยึดทำเนียบโดยไม่มีใครผิด ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วกว่าหนึ่งปี
 
ถ้ามองเรื่องนี้จากมุมเขมรหรือมุมประเทศอื่นๆ พระวิหารแสดงถึงความคลั่งชาติและเล่นการเมืองแบบไร้สติของกลุ่มการเมืองในไทย มีประเทศเยอะแยะที่เกิดความขัดแย้งทางดินแดนแบบนี้ แต่หลักใหญ่เมื่อศาลโลกหรือศาลระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้ว ต้องจบ
 
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง สิงคโปร์และมาเลเซียเคยขัดแย้งกันเรื่องเกาะ Pulau Batu Puteh หรือ Pedra Branca ต่อมาศาลโลกมีมติให้เกาะดังกล่าวตกเป็นของสิงคโปร์ในปี 2551 ขณะที่อินโดนีเซียพิพาทกับมาเลเซียในกรณีเกาะ Sipadan และ Ligitan แต่ที่สุดศาลโลกมีมติเมื่อปี 2546 ยกเกาะทั้งสองให้มาเลเซีย
 
ประเทศคู่ขัดแย้งในกรณีพิพาททั้งสองกรณีใช้เวลานานกว่าทศวรรษเพื่อยุติปัญานี้ แต่เรากลับไม่เคยเห็นข่าวการระดมม็อบด้วยกระแสคลั่งชาติ-เกลียดชังเพื่อน บ้านในสามประเทศข้างต้น และเมื่อศาลโลกมีมติออกมาเช่นไร รัฐบาลและประชาชนของมาเลเซียและอินโดนีเซียก็ยอมรับความสูญเสียนั้นไป จะไม่พอใจทางการเมืองหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง แต่ไม่มีใครหลุดโลกขนาดตั้งเวทีชุมนุมให้ล้มล้างการพิจารณาคดี และคงไม่มีใครเหลวไหลขนาดบอกว่าเกาะเป็นของชาติหนึ่ง แต่ทรัพยากรใต้เกาะเป็นของอีกชาติ
 
ขอย้ำอีกทีว่าการค้าไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีที่สุด แต่ยุทธศาสตร์ทำสนามรบเป็นสนามการค้าทำให้ไทยกับเขมรอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาหลายปี แต่การคลั่งชาติของกลุ่มการเมืองในประเทศได้จุดชนวน พระวิหารจนเป็นระเบิดลูกใหม่บนแผลจากประวัติศาสตร์ของไทยกับเขมรในอดีต ทำให้ความเคียดแค้นในอดีตได้เชื้อไฟจากความเกลียดชังในปัจจุบัน สนามรบที่จบไปแล้วถูกกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่จากกระแสคลั่งชาติของฝ่ายไทย
 
สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวได้ถูกต้องว่าประเด็นเขมรของไทยเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายต้านทักษิณกับ เงา ของ ระบอบทักษิณ ฝ่ายแรกใช้ชาตินิยมทุกรูปแบบเป็นเครื่องมือไล่ตามฝ่ายหลัง การปลุกกระแสพระวิหารเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ฝ่ายนี้ใช้ในการล้มล้างรัฐบาลสองชุดที่แล้ว แต่อย่าลืมว่าการใช้ชาตินิยมแบบนี้ในสังคมไหนก็อันตรายทั้งนั้น เพราะในที่สุดย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ลัทธิคลั่งชาติจะครอบงำทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลุ่มการเมืองในประเทศแบบขวาจัดบางกลุ่มจะใช้ประเด็นระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือ
 
ในที่สุดแล้ว การขับไล่ทักษิณนำไปสู่ความเสี่ยงของการเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสงครามกับเพื่อนบ้านเป็นเดิมพัน ยุทธการไล่ล่าทักษิณจึงก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พิสดารเกินคาดคิด นั่นคืออภิสิทธิ์กลายเป็นคู่แฝดของฮุนเซ็น เพราะทั้งคู่ล้วนเหมือนกันในแง่ใช้ชาตินิยมแบบเกลียดชังเพื่อนบ้านเป็นฐานสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองในประเทศ และการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
 
ไทย-เขมร ในโลกยุคหลังอาณานิคม
 
หนึ่งในกระบวนการคิดที่ควรเริ่มคิดเพื่อยุติการสร้างสนามรบคือการคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เขมร ในฐานะส่วนหนึ่งของโลกยุคหลังอาณานิคม นั่นคือ
 
1.ไทยไม่ใช่พี่ใหญ่หรือผุ้มีอิทธิพลเหนือเขมรและภูมิภาคนี้ ทรรศะคติแบบนี้เป็นอาการเมาค้างของลัทธิจักรวรรดินิยมสยามของชนชั้นนำโบราณที่สืบทอดมาถึงทหารและกระทรวงต่างประเทศสมัยสงครามเย็น ในทางตรงกันข้าม ไทยและเขมรเป็นตัวละครเล็กๆ ตัวนึงในภูมิภาคนี้ มีตัวละครอื่นเกี่ยวข้องมากมายนับไม่ถ้วน เวียดนามสำคัญ จีนสำคัญ ญี่ปุ่นสำคัญ สหรัฐอเมริกาก็สำคัญด้วย เช่นเดียวกับอาเซียน
 
อย่าลืมว่าขณะที่ไทยกระเหี้ยนกระหือในการสร้างสนามรบกับเขมร ญี่ปุ่นและจีนกลับบอกว่าจะให้การสนับสนุนความร่วมมือการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป ล่าสุดหลังการประชุมที่ญี่ปุ่นก็อนุมัติความช่วยเหลือการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกว่าสองแสนล้านบาท ความหมายก็คือไทยอยากมีเรื่องกับเขมรก็มีไป แต่ญี่ปุ่นจะเดินหน้ามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ต่อ
บทความสุภลักษณ์ชิ้นนึงชี้ภาพทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นว่าไทยละเมอไปเองเรื่องอิทธิพลในเขมร เพราะไทยไม่ใช่ผู้ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในกัมพูชา และไม่ใช่ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่แก่กัมพูชาด้วย แต่คือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ต่างหาก เฉพาะเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าในปี 2549 ไทยให้กัมพูชา 36.6 ล้านบาท แต่ในปี 2550 จีนให้ถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนโครงการช่วยเหลือเพื่อสร้างถนนในกัมพูชาที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังทบทวน ก็ไม่ใช่ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผู้รับเหมาส่วนใหญ่ก็คือผู้รับเหมาไทย
 
ถ้าเข้าใจภาพนี้ การปิดด่านและตัดความช่วยเหลือก็คงไม่ทำให้เขมรเดือดร้อนมากอย่างที่ไทยคิด นักธุรกิจเยอะแยะของไทยเริ่มพูดว่าฝ่ายคนไทยเองต่างหากที่ทุกข์จากนโยบายนี้โดยตรง
 
ถ้ายังไม่หยุดเดินเกมระหว่างประเทศแบบหลงยุคอย่างนี้ ในที่สุดไทยก็จะเป็นตัวตลกในภูมิภาคเอเชียอาคเณย์
 
2. การเมืองในประเทศไม่ใช่พื้นฐานเดียวของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่มิติทางเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือในภูมิภาคก็มีความสำคัญ ท่าทีของไทยต่อเขมรช่วงที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถูกผลักดันจากความไม่พอใจที่รัฐบาลมีต่อคุณทักษิณเป็นหลัก นั่นคือการเอาการเมืองภายในไทยเองเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ไม่นึกถึงมิติอื่นที่สำคัญ เช่นเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเขมร ความร่วมมือกันระหว่างเขากับเรา
 
ในการสัมมนาที่ธรรมศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ นักธุรกิจไทยในเขมรจำนวนหนึ่งพูดว่าท่าทีของไทยทำให้ธุรกิจเขามีปัญหา เราพูดกันเยอะว่ากลุมชินวัตรมีอิทธิพลในเขมร แต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยอีกมากมายที่ลงทุนในเขมร ธนาคารไทยพาณิชย์ ทิฟฟี่ สามารถ ปูนซีเมนต์ ฯลฯ ท่าทีของรัฐบาลส่งผลกับกิจการของธุรกิจเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่ได้คำนึงถีงเรื่องนี้ในการกำหนดท่าทีของไทยต่อเขมรในช่วงที่ผ่านมา
 
ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ เราพูดกันมากว่ารัฐไม่ใช่ตัวแสดงเดียวในเวทีระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ท่าทีของไทยต่อเขมรช่วงที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่ารัฐบาลกำหนดท่าทีโดยคิดถึงประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นของรัฐบาลอย่างเดียว
ถ้าเดิมเกมระหว่างประเทศโดยไม่แยกแยะระหว่างวาระทางการเมืองของรัฐบาล กับผลประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น ในที่สุดก็คือการเอาผลประโยชน์ของคนทั้งหมดเป็นเดิมพันกับการไล่ล่าทักษิณของรัฐบาล
 
รัฐบาลอยู่แล้วก็ไป ยิ่งรัฐบาลที่มีพื้นฐานอ่อนแอแบบนี้ อายุของรัฐบาลคงไม่ยืนยาวนัก แต่ผลประโยชน์ของประเทศที่ซับซ้อนนั้น เมื่อเสียหาย คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองประเทศ
 
3. ศูนย์กลางของการเมืองระหว่างประเทศไม่ได้อยู่แค่กรุงเทพและอำนาจของรัฐบาลกลาง แต่คือชีวิตของคนธรรมดาที่อยู่ชายแดนไทยและเขมร รวมทั้งคนไทยและเขมรที่อยู่ในดินแดนของทั้งเขมรและไทย การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่เน้นความเกลียดชังทำให้ชีวิตคนชายแดนและคนสองฝ่ายเผชิญความเสี่ยง ชีวิตของผู้คนต้องเป็นศูนย์กลางในการดำเนินนโยบาย ไม่ใช่คะแนนนิยมของตัวนายกรัฐมนตรี
 
พูดให้ง่ายคือ ชีวิต และ ชายแดน สำคัญกับนโยบายระหว่างประเทศไม่น้อยกว่า หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ กับผลประโยชน์ของรัฐ ผลประโยชน์ของรัฐบาล และความต้องการทางการเมืองของกรุงเทพและส่วนกลาง
 
เรื่องการตอบโต้ที่ไทยมีต่อเขมร เมื่อไทยปิดด่านและปิดตลาดชายแดนนั้น น่าแปลกมากที่ไม่มีสื่อไทยแม้แต่ฝ่ายเดียวตั้งคำถามว่าการปิดชายแดนคือการทำให้คนตามชายแดนค้าขายไม่ได้ การปิดด่านคือการปิดโอกาสในการเข้าถึงสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ยา อาหาร เสื้อผ้า ฯลฯ ในแง่นี้ การปิดด่านคือการเอาชีวิตประจำวันของคนธรรมดามาเป็นเครื่องมือแสดงความไม่พอใจของรัฐบาลที่กรุงเทพ หรือแรงกว่านั้นคือเอาชีวิตคนประจำวันเป็น ตัวประกัน ในการบีบคั้นให้กัมพูชาทำอย่างที่ไทยต้องการ
 
กรณีคุณศิวรักษ์ มีคนพูดมากว่าการจับเป็นจริงหรือปาหี่ แต่มุมที่ไม่มีใครพูดเลยก็คือถ้าไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับเขมร กรณีนี้ย่อมไม่เกิด คุณศิวรักษ์เป็นเหยื่อของท่าทีระหว่างประเทศบนผลประโยชน์ของรัฐบาลและลัทธิคลั่งชาติของไทยโดยตรง
 
กล่าวโดยสรุปแล้ว เราไม่มีทางมีความสัมพันธ์ปกติกับเขมรได้ หากไม่ยุติการมองเขมรแบบอาณานิคมจักรวรรดินิยมสยาม ไม่ยุติการมองเขมรแบบสงครามเย็นที่เห็นเขาเป็นเขตอิทธิพลของไทย

Comments

โฆษก ทอ.ฉีกหน้า “เพื่อแม้ว”

โฆษก ทอ.ฉีกหน้า “เพื่อแม้ว” หลังจากที่ออกมาโวยวาย “นช.แม้ว” ถูกเอฟ 16 ตามประกบยิงอากาศ ยัน ไม่ได้ส่งเครื่องบินติดอาวุธหนักขึ้นโจมตีใครสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ยอมรับ ก่อนหน้านี้ มีคำขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าไทยจริง แต่ไม่ได้ระบุว่า “แม้ว” เป็นผู้โดยสาร ซึ่งเมื่อ รบ.รู้ความจริงได้สั่งห้ามบินผ่านน่านฟ้า แต่เครื่องบินลำดังกล่าวได้เปลี่ยนเส้นทาง ใช้วิธีบินอ้อมมุ่งหน้าไปดูไบแทน

วันนี้ (22 พ.ย.) น.อ.มณฑล สัชฌุกร รองโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงกรณีพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า รัฐบาลสั่งการให้กองทัพอากาศนำเครื่องบินเอฟ 16 ประกบเครื่องบินเช่าเหมาลำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา เพื่อไปเดินทางมุ่งหน้าไปนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ คือ เครื่องบินเช่าเหมาลำเครื่องนี้ในระหว่างเดินทางไปกัมพูชา ได้มีการขอบินผ่านน่านฟ้าของไทย เพื่อเข้าสู่กัมพูชา โดยมีการขอผ่านเส้นทางทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งถือเป็นกฎการบินปกติที่เครื่องบินทุกชนิด หากจะเข้าน่านฟ้าประเทศใดต้องทำการขออนุญาต ทั้งนี้ การขอผ่านเส้นทางการบินของไทยครั้งนี้ เครื่องบินพลเรือนเช่าเหมาลำนี้ไม่ได้แจ้งว่ามีผู้โดยสารเป็นใคร ซึ่งปกติก็ไม่จำเป็นต้องแจ้ง ทำให้ฝ่ายการบินอนุญาตให้ผ่านน่านฟ้าไทย ซึ่งอนุญาตทั้งขาไปและขากลับ

น.อ.มณฑล กล่าวต่อว่า แต่เมื่อรัฐบาลทราบว่าเครื่องบินลำดังกล่าว คือ เครื่องบินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เป็นพาหนะเดินทางมาที่ประเทศกัมพูชา ทำให้รัฐบาลสั่งยกเลิกอนุญาตบินผ่านน่านฟ้าไทยในการบินเที่ยวกลับ เพราะรัฐบาลรู้ว่าเที่ยวบินนี้มีบุคคลที่ไม่พึ่งประสงค์ จึงให้ยกเลิกการอนุญาตบินผ่านไทย ซึ่งก็ได้มีการแจ้งให้เที่ยวบินนั้นทราบว่าไม่อนุญาตให้บินผ่านน่านฟ้าไทย อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศไม่ได้มีการส่งเครื่องบินเอฟ 16 ไปประกบเครื่องบินเช่าเหมาลำของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเครื่องบินลำนั้นไม่ได้บินเข้าน่านฟ้าไทยตามที่ได้มีการยกเลิกอนุญาตผ่านน่านฟ้าไทยไป

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย ระบุว่า กองทัพอากาศส่งเครื่องบินรบติดอาวุธหนักประกบเครื่องบินเช่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ รองโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ใช้คำว่าประกบไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้บินเข้ามาในประเทศไทย เขาบินอ้อมไป ส่วนของเราก็บินตามปกติ ในห้วงเวลาที่เครื่องบิน พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปดูไบนั้น ก็เป็นตามปกติ โดยกองทัพอากาศมีการบินรักษาเขตแดนการบินเหมือนที่ทำเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม เครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เข้าน่านฟ้าไทย กองทัพอากาศจึงไม่มีการส่งเครื่องบินเอฟ 16 ติดอาวุธหนักเข้าประกบตามที่พรรคเพื่อไทยระบุ และคงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เครื่องบินบรรทุกอาวุธหนักประกบเครื่องบินพลเรือน เพราะเรามีขั้นตอนวิธีปฏิบัติจากเบาสู่หนัก

“ทั้งนี้ กองทัพอากาศมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยน่านฟ้า หากมีเครื่องบินไม่พึ่งประสงค์บินผ่านน่านฟ้า ก็ต้องทำหน้าที่ส่งเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติภารกิจ คือ 1.บินสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินลำนั้นเข้ามาในประเทศ 2.บินบังคับให้เครื่องบินลำนั้นลงจอดในสนามบินที่กองทัพอากาศกำหนด ซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทัพอากาศอยู่แล้วไม่เฉพาะเครื่องบินที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เราปฏิบัติตามหลักสากลทุกเครื่องบินที่ห้ามเข้าประเทศ อย่างไรก็ตาม เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศมีการเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง โดยจอดพร้อมบินอยู่ที่ภาคพื้น ซึ่งบรรจุอาวุธหนักเต็มพิกัด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาคคิด ถือเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกกองทัพของนานาชาติปฏิบัติ” น.อ.มณฑล กล่าว

คนไทยด้วยกัน

คนไทยด้วยกัน ยังถูกมองว่าเป็นไพร่ชั้นต่ำ กับพวกศักดินาชั้นสูง ร้อยเสียงพันสิทธิไพร่ เทียบได้ไม่ถึงครึ่งความเห็นหนึ่งวลีของพวกกากเดนทราชอำมตยาพูด เขมรฤาจะอยู่ในสายตา เขาไม่มองเป็นแค่สัตว์สองเท้าก็บุญแล้ว ....มองที่ความเป็นมนุษยชาติ คุณศิโรตน์ถือว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่พวกคลั่งชาติและกากเดนอำมาตย์คงมองเห็นเป็นอีกอย่าง ....ระวังเขาจะพล่ามว่าเป็นคนไทยหัวใจเขมร

อ่านที่ศิโรตม์เขียนแล้วอยากแน

อ่านที่ศิโรตม์เขียนแล้วอยากแนะนำให้เปลี่ยนสัญชาติไปเป็นเขมรเสียเลยเถิดครับ ตั้งใจอุ้มแม้วจนเอียงกะเทเร่เอาอกเอาใจฮุนเซนจนเกินเลย ความเป็นจริงที่ยกมาก็พูดไม่หมดไม่ถึงแก่นของความขัดแย้ง

ไทยเลิกแทรกแซงเขมรมานานจนเป็นประวัติศาสตร์ไปหมดแล้วครับ เรารับรองรัฐบาลฮุนเซนมาเนิ่นนานแล้วเช่นกัน ความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามลงล่าสุดก่อนครั้งนี้ก้เกิดในรัฐบาลแม้วคงยังจำกันได้

ข้อพิพาทที่เกิดในปัจจุบ้นนี้ ในด้านพระวิหารนั้น รัฐบาลไทยเขาก็รู้ว่าเป็นกลยุทธหาเสียงของฮุนเซน และไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรนัก เรียกว่า เจรจากันอีกร้อยสองร้อยปีก็ยังได้ ไทยไม่ยอมซะอย่างมรดกโลกไม่มีวันเกิดได้

ส่วนข้อพิพาทกรณีหลังสุดนี่ เขมรแทรกแซงกิจกรรมภายในของไทยครับ ไม่ใช่ไทยแทรกแซงเขมร การยอมรับอาชญากรไทยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลเขมรนั้น เขมรทำโดยรู้ตัวว่า จะทำให้รัฐและคนไทยไม่พอใจเขมรยิ่งขึ้น เขมรนั้นทั้งชาติและประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จะได้ประโยชน์ก็ตัวฮุนเซนและผู้ใกล้ชิดเท่านั้น เรื่องนี้ฮุนเซนเอาหัวแม่เท้าคิดก็ยังรู้ว่า เป็นการใส่เกือกเรื่องการเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจงใจ

ยกตัวอย่างง่ายๆก็เหมือนการที่เราไล่หัวหน้าคนใช้ออกจากบ้านโทษฐานยักยอก แล้วเพื่อนบ้านรับเข้าไปทำงานต่อ แถมยกให้เป็นว่าที่ภรรยาน้อยเสียอีก เรื่องง่ายๆเช่นนี้ ถ้าเพื่อนบ้านจะไม่รู้ว่าจะทำให้เราไม่พอใจ มันก็โง่เกินคนแล้วครับ

ในเมื่อจะฝืนทำโดยไม่สนใจเพื่อนบ้านอย่างเรา ผู้นำเขมรที่ตัดสินใจจะต้องยอมรับผลไม่ว่าดีร้ายจากมาตราการอันพึงมีจากรัฐบาลและกองทัพไทย ฮุนเซนเองเมื่อกล้าทำก็ต้องเตรียมรับมือกับการเข้าแทรกแซงกิจการภายในของเขมรจากทางฝั่งไทยไว้ การพยายามทำการเปลี่ยนตัวผู้นำเขมรนั้นเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดและกระทบปากท้องประชาชนชาวเขมรน้อยที่สุด....รัฐบาลไทยใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ครับ

*กัมพูชาวันนี้มีเอกราช ไม่ใช่

*กัมพูชาวันนี้มีเอกราช
ไม่ใช่ชาติเมืองขึ้นไทยในกาลก่อน
ปลุกกระแสชาตินิยมข่มเร่าร้อน
เหมือนหลอกหลอนตนเองเก่งงมงาย

*หวังสงคราม เพื่อความ เป็นเอกภาพ
เพื่อคนบาป อภิสิทธิ์ แลมิตรสหาย
จะได้ครอง อำนาจ ปราศอันตราย
โดยการใช้ ชาตินิยม กำบังตน

*ปลุกกระแส ชาตินิยม โหมสุดฤทธิ์
เพื่อเรตติ้ง อภิสิทธิ์ พิชิตผล
ไม่ได้ทำ เพื่อชาติ ประชาชน
เพียงเพื่อคน อันธพาล เพียงกลุ่มเดียว

*ส่วนทักษิณ ฮุนเซ็น เล่นสันติภาพ
ไม่คิดบาป สงครามใหญ่ ให้ซ่านเสียว
กัมพูชา กับไทย ใฝ่กลมเกลียว
ไม่เปล่าเปลี่ยว สังคมโลก ไม่โศกตรม

*เลี่ยงสงคราม ตามหา มิตรภาพ
ไม่หยามหยาบ จริงใจ ไร้ขื่นขม
รู้แบ่งสรรค์ ประโยชน์ได้ ให้ชื่นชม
พาสังคม ก้าวหน้า พาจำเริญ

คุณบางกอก

คุณบางกอก ก็เป็นหนึ่งในบรรดาพวกใส่แว่น"จักรวรรดินิยมสยาม"อย่างที่คุณศิโรตม์เขียน

แต่ผมมองคนที่ใส่แว่นแบบนี้ออกเป็นสองพวก

หนึ่ง เป็นพวกใส่แว่นนี้เพราะสายตาและสติปัญญา"สั้น"จริงๆ จำเป็นต้องใส่แว่น เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ เพราะได้รับการล้างสมองมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก จึงฝังหัวตัวเองด้วยชุดความคิด"คลั่งชาติ"แบบถอนตัวไม่ขึ้น โดยเชื่ออย่างสนิทใจว่า ทัศนคติแบบนี้แหละเรียกว่า"รักชาติ" คนแบบนี้แก้ยาก เพราะสมองถูกprogrammedให้คิดได้อย่างเดียว แต่คนแบบนี้น่าสงสารมากกว่า น่าสมเพชมากกว่า เพราะคิดผิดโดยไม่รู้ตัวว่าผิด แต่บางคนก็ยังกลับตัวได้ ถ้ากลไกเหตุผลยังทำงานอยู่

สอง เป็นพวกสายตาไม่สั้น แต่ต้องการใส่แว่นอันนี้ เพราะแว่นอันนี้ เป็นอันเดียวที่จะใช้โจมตีตอบโต้การกระทำครั้งนี้ของทักษิณได้ดีที่สุด คนกลุ่มนี้ทราบดีว่าสิ่งที่คุณศิโรตม์เขียนคืออะไร แค่จงใจใช้แว่นอันนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองเท่านั้น โดยไม่สนใจcollateral damageที่ตามมาจากการใช้ชุดความคิดแบบนี้ คุณอภิสิทธิ์จัดอยู่ในประเภทนี้ แม้ท่านนายกฯจะอ้างว่าจำเป็นต้องทำตามใบสั่งของคนเชิดท่าน แต่ท่านก็มีทางเลือกที่จะเลิกเป็นหุ่น ถ้ารู้ดีว่าถูกเชิดไปทำลายชาติตัวเอง

คุณบางกอกจัดอยู่ในประเภทไหน สุดวิสัยที่ผมจะคาดเดา ตัวคุณบางกอกเท่านั้นที่รู้

ถ้าคุณจัดอยู่ในประเภทแรก คุณน่าจะเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตาการเดียวกันกับ UAE กับมอนเตเนโกร ฯลฯ คุณน่าจะบีบบังคับให้รัฐบาลของคุณทำการ"เปลี่ยน"ตัวผู้นำของUAEด้วยซิครับ เพราะมันทำให้ประเทศอันเป็นที่รักของคุณเสียศักดิศรีเหมือนเขมรเปี๊ยบเลย อย่า"เลือก"ปฏิบัติซิครับ หรือไม่ก็ควร"ลด"ระดับความสัมพันธ์กับเขาเสีย แต่ถ้าเขาเกิดหมั่นใส้ ทำเหมือนอย่างซาอุดีอาราเบีย คุณบางกอกก็ต้องหาคำอธิบายให้คนไทยเข้าใจ อย่าทำนิ่งเหมือนที่อำมาตย์ทำ หลังถูกซาอุฯลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตมาเป็นสิบปีแล้ว

ความเห็นของผู้เขียน

ความเห็นของผู้เขียน เป็นความคิดเห็นแบบคนใจกว้าง มีวิสัยทัศน์ทันโลกปัจจุบัน โลกยุคโลกาภิวัฒน์ โลกยุคไร้พรมแดน โลกยุคที่ใครมีมิตรมาก ผู้นั้นเป็นผู้มีเครดิตมาก ผู้นั้นจะดำเนินกิจการใดก็จะเจริญก้าวหน้า วาทกรรม "คนไทยหัวใจเขมร" เป็นคำพูดที่น่าเกลียดมากสำหรับคนใจกว้าง แต่ดูดีมาสำหรับคนใจแคบ..รัฐบาลเด็กดื้อใจแคบ กำลังพาชาติโดดเดี่ยว โง่หรือฉลาด

Initially, I must apologise

Initially, I must apologise that I am not able to write Thai. Yes, I am a Lao person I shouldn’t be intervened about Thai and Cambodian issues. However, Since Lao people have very close similarity with Thai (Language, culture, etc). My personally, do not want to see Thailand to think that they still have power over other countries because they have less economic growth (???) like Cambodia, Myanmar and Laos. I often see that (Some) of Thai media and (some) groups of Thai people acted extraordinary discriminate people from these neighbour countries.
I have so many Thai friends who are friendly and gracious to all people but these only in person. Once they become in their society that invariably act against people from weaker countries.
In addition, although I do not really like former Thai prime minister (Taksin), but I do care about Red-shirt people who are being treated differently from other groups of people in your own country.

คนลาว Glad to hear from a

คนลาว

Glad to hear from a third party like you. Anybody can have their own opinions even for a matter outside their vicinity, this is a borderless community right?

Please don't be misled by these chauvinistic freaks.They do not represent ALL Thais' attitude towards this issue, though I must admit that a lot of Thais do. This is just a power play of the nasty leading politicians from both sides.

Thanks for your concern of the 'red shirt', I think Thailand is currently under a serious test as whether a sound democratic society can be achieved, or heading the opposite direction to join those oppressive society like North Korea or Burma.

BTW, the spirit of ASEAN can't come true, as long as each member does not treat and isn't treated as an equal partner.

ผมเห็นด้วยกับบทความของคุณศิโร

ผมเห็นด้วยกับบทความของคุณศิโรฒน์ครับ ผมว่าในสังคมโลกนั้นหลายประเทศก็ยอมรับสภาพความเป็นจริงใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ วันนี้ผ่านยุคล่าอาณานิคม ผ่านยุคสงครามเย็นไปแล้ว การจัดระเบียบความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันทุกรูปแบบ ไม่วาจะเป็นระหว่างผู้ศิวิไลย์กับผู้ไร้อารยะ ระหว่างนายกับบ่าว ระหว่างลูกพี่กับลูกน้อง มันหมดไปแล้ว สหรัฐอเมริกา โอบามาหรือคลินตัน ถึงต้องมาตระเวณหาเพื่อนแถวอาเชียไง เพราะฉะนั้นคนไทยก็ต้องตระหนักเรื่องนี้ ทั้งในเชิงมหภาคในการเมืองระหว่างประเทศ และระดับจุลภาคการเมืองภายในประเทศตั้งแต่ระดับชาติไปถึงท้องถิ่น ก็ต้องตระหนักถึงความจริงเหล่า นี้ อย่าได้งมงายว่าอำนาจที่มีอยู่ในมือคนบางคนบางพวก จะช่วยจัดระเบียบความสัมพันธ์แบบเดิมให้เกิดขึ้นได้อีก ถึงจะเข่นฆ่าคนที่เคยด้อยกว่าจนเลือดนองท่วมแผ่นดิน ก็ไม่สามารถหมุนย้อนโลกนี้ให้กลับได้ สุดท้ายคนมันต้องเท่าเทียมกันอยู่ดี

ปัญหาของคุณคนลาวนั้นอยู่ที่กา

ปัญหาของคุณคนลาวนั้นอยู่ที่การคิดว่าชาติตนนั้นอ่อนแอกว่าเขา ก็เลยเกิดอกุศลจิตคิดระแวงไปว่าคนไทยคนญวนเขาจะมาดูหมิ่นดูแคลนติดตัวฝังใจอยู่
เกิดมาเป็นคนลาว ประเทศลาวก็มีศักดิ์สรีฐานะเป็นประเทศมีเขตุแดนแว่นแคว้นของตนเอง มระบอบการปกครอง และขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณืแตกต่างกว่าประเทศเพื่อนบ้าน คนลาวที่เหลือกันอยู่ในแผ่นดินอุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่เพียงแค่หกเจ็ดล้ายคนนี้ เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ
ผมนั้นทำธุรกิจและรู้จักสนิทสนมกับคนลาวหลายระดับมากมาย ไปลาวปีหนึ่งไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง เรียกว่าไม่ได้รู้จักโดยผิวเผินก็แล้วกัน ผมเข้าใจมุมมองของคนลาวต่อคนไทยดีและจากที่อ่านความเห็นของคุณ อยากจะบอกว่า คุณยังเป็นลาวหัวเก่าอยู่มากเปรียบเทียบกับคนลาวแท้ๆในนครเวียงจันทร์ ไม่ต้องพักเปรียบเทียบกับลาวอินเตอร์นอกประเทศทั้งหลาย
คนลาวปัจจุบันนั้นมีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้นมาก คบหาสมาคมติดต่อการค้าในระดับทัดเทียมกับคนทุกชาติได้เป็นอย่างดี ไอ้พวกที่ไม่ชอบคนไทยเพราะคนไทยชอบดูถูกว่าเป็นน้องเดี๋ยวนี้หายากเต็มที
เรื่องเขมรกับไทยนั้นลาวเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบอันดีทีเดียวครับ รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลยุคหลังศึกร่มกล้ามานี่ เคยมีสักรัฐบาลที่ไปหาเรื่องหาราวให้กวนใจคนลาวรัฐบาลลาวไหมครับ รัฐบาลไทยเคยตั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลลาวที่มีกำลังผู้คนที่ฝอยกันเล่นๆเป็นล้านคน ให้ผู้นำคนเหล่านั้นเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีไทยไหมครับ.......ลาวกับไทยนั้น ประวัติศาสตร์กัดกันไม่แพ้เขมรกับไทยเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีกลุ่มคนลาวที่เชื่อกันจริงจังว่าไทยนั้นเล่นไสยศาสตร์ทำของสะกดความเจริญรุ่งเรืองของประเทศลาวอยู่ต้องทำพิธีแก้ไขคลายสะกดกันวุ่นวาย มีผู้ใหญ่ผู้โตลาวไปร่วมด้วยมากมาย อิ..อิ..อิ ผมก็ไปกับเขาด้วยครับ เพื่อนฝูงเขาเชื่อเราก็ไม่อยากไปขัดคอเขา เสร็จพิธีก็มาคุยเรื่องการเมืองไทยลาวกันต่อแกล้มเบียร์ลาว เรื่องเสื้อแดงนี่คนเวียงจันทร์เขามีประสบการณ์ตรงนะครับเมื่อตอนปิดสะพานช่วงสงกรานต์ยังจำได้ไหมครับ
เอเขียนมาถึงนี้แล้วยังหาข้อขัดแย้งรัฐบาลไทยกับลาวยุคนี้ไม่เจอเลย คุฌคนลาวไม่แปลกใจหรือครับ จะว่าไปกองทัพไทยบุกเวียงจันทร์สะดวกรวดเร็วกว่าพนมเปญเยอะ เอ๊ะ...ทำไมไม่มีใครคิดใครพูดเรื่องไม่เป็นมงคลประเภทนั้นกัน อย่างนี้ไทยมันเลว ลาวมันเลวหรือว่าเขมรมันเลวครับ ผมว่ารัฐบาลนะไม่ได้ว่าประชาชน....

บอกตรงๆ ผมผิดหวังกับคุณมาก

บอกตรงๆ ผมผิดหวังกับคุณมาก ไม่มีอะไรใหม่จริงๆ ไม่พูดเรื่อง 112 ไม่พูดเรื่องคดีหมิ่น พูดได้แค่นี้ อย่าพูดดีกว่า ถ้าพูดเรื่องการเมืองแต่ไม่พูดแบบที่ผมบอก อย่างนี้คือแค่้รับจ้างพูด ไม่ใช่ปัญญาชนจริงๆ อย่างกระผม

ถ้าปัญยาชนจริงๆ ต้องพูดแบบกระผม กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก

อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว เข้าใจ๊

สมศักดิ์ (ฮา)

ความคิดของ"พี่ไทย"ของคุณบางกอ

ความคิดของ"พี่ไทย"ของคุณบางกอกปิดไม่มิดเอาเลย หรือตั้งใจจะไม่ปิด? สำนวนของคุณบางกอกก็ยังคงแสดงความพยายามที่จะintimidateลาว เขมร อยู่เหมือนเดิม

จะว่าไปกองทัพไทยบุกเวียงจันทร์สะดวกรวดเร็วกว่าพนมเปญเยอะ

หรือว่ามันเป็นpackageความคิดของชนชั้นนำจารีตไทยที่พยายามฝังหัวคนไทยมานมนาน?

อ่านความเห็นของบางกอกแล้ว ชวนให้คิดถึงหลวงวิจิตรวาทการขึ้นมาจับใจ เหมือนมนต์ดำปลุกผีรักชาติ(รวมทั้งคลั่งชาติด้วย) ประเภทเลือดสุพรรณ มาด้วยกัน ตายด้วยกัน ทำนองนั้นจริงๆ

คุณบางกอกนี่ ท่าทางจะnostalgicเอามากๆ ไม่ทราบไปร่วมยืนตรงเคารพธงชาติทุกหกโมงเย็นกับนายรัฐมนตรีตัวสั้น ตาสั้น ความคิดสั้นคนนั้นทุกวันด้วยหรือเปล่า? ผมเชื่อว่าคนรักชาติอย่งคุณบางกอกไม่น่าจะพลาด

ปิดฉากชีวิตลงแล้ว นายสมัคร

ปิดฉากชีวิตลงแล้ว นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทสร้างสีสันให้แก่วงการเมืองไทยมาตลอด โดยถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

วันนี้ (24 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายสมัครเดินทางกลับจากการรักษาที่ต่างประเทศ และพักฟื้นอยู่ที่บ้าน โดยก่อนจะถึงแก่อนิจกรรมได้เข้าพักรักษาตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นบุตรของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) เป็นหลานลุงของมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำสำนัก

นายสมัครเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน ดังนี้
พ.อ.(พิเศษ) พ.ญ.มยุรี พลางกูร - อดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
นางเยาวมาลย์ ราชวังเมือง - ประกอบธุรกิจส่วนตัว
พล.อ.อ.สมมต สุนทรเวช - อดีตที่ปรึกษา ทอ. (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายสมัคร สุนทรเวช
นายมโนมัย สุนทรเวช - พนักงานรัฐวิสาหกิจ
นายสุมิตร สุนทรเวช - นักการเมือง หัวหน้าพรรคประชากรไทย
นายสมัคร สมรสกับ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภา และกาญจนากร ปัจจุบันสมรสแล้วทั้งคู่ จากการที่ภรรยาทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 สถานะการเงินของภรรยาจึงมั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้ นายสมัครเลยมิได้ทำงานประจำให้กับหน่วยงานใด และได้ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว มาตั้งแต่ พ.ศ.2516

ประวัติการศึกษา
ก่อนประถมศึกษา : โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม
ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนเทเวศร์ศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ระดับอาชีวศึกษา : โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
ระดับอุดมศึกษา : นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประวัติทางการเมือง
นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ พ.ศ.2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ.2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ.2518 ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ได้แก่

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 2 (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 - 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ. 2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539)
รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)
นายกรัฐมนตรี (29 มกราคม - 9 กันยายน พ.ศ. 2551)

สรุปประวัติทางการเมืองได้ดังนี้
พ.ศ. 2511 : เข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2511 - 2519)
พ.ศ. 2514 : สมาชิกสภาเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร (ได้รับเลือกตั้ง เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2514)
พ.ศ. 2516 : สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 10 ธ.ค.16) และ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.16)
พ.ศ. 2518 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ม.ค. 2518)
พ.ศ. 2518 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พ.ศ. 2519 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2519)
พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2519 - 2520)
พ.ศ. 2522 : ก่อตั้งพรรคประชากรไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2522)
ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง และสถาบันการเงิน (พ.ศ. 2523 - 2526)
พ.ศ. 2526 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2526)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2526 - 2529)
พ.ศ. 2529 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2529)
ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง (พ.ศ. 2529 - 2531)
พ.ศ. 2531 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2531)
ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2531 - 2533)
พ.ศ. 2533 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2533 - 2534)
พ.ศ. 2535 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (มี.ค. 2535) (ก.ย. 2535)
ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม (พ.ศ. 2535 - 2538)
พ.ศ. 2538 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2538)
พ.ศ. 2539 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (พ.ย. 2539)
พ.ศ. 2543 : ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ศ. 2543 - 2547)
พ.ศ. 2550 : รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2550 - 30 ก.ย. 2551)
พ.ศ. 2551 : นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (29 ม.ค.2551 - 9 ก.ย.2551)

นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากที่สุด นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยผู้ได้คะแนนอันดับ 2 คือ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ไดัรับคะแนนเสียงเพียง 521,184 คะแนน

นายสมัครดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่าง พ.ศ.2543-2547 นับเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 13 และเป็นคนที่ 5 ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลังจากพ้นตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คดีเรื่องการทุจริตกรณีจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง ก็ยังมีการดำเนินการตรวจสอบจนถึงปัจจุบัน

การเลือกตั้งวุฒิสภา 2549
หลังพ้นตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อครบวาระ 4 ปี นายสมัครตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2549 ผลการนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจาก ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 แต่ ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ทันได้รับการรับรองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการไปขึ้นเวทีปราศัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจถือได้ว่าเป็นการหาเสียง และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว การเลือกตั้งวุฒิสภา พ.ศ.2549 ก็ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายสมัคร สุนทรเวช ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก นายสมัคร สุนทรเวช แถลงข่าว ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลดูเพิ่มที่ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มกราคม พ.ศ. 2551 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมัครยังได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นพลเรือนคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังถูกกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึงการดำรงตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช นี้ว่าเป็นนอมินี(ตัวแทน)ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในข้อหาเซ็นชื่อยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2551 นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267 ประกอบมาตรา 182(7) เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ ของรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่านายสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีลง แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัครยังได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคและรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างดีที่สุดแล้ว จึงขอยุติบทบาททางการเมือง ส่วนการดำเนินการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้ขึ้นอยู่กับพรรค

นายสมัครเคยถุกดำเนินคดีเป็นข่าวดัง ประกอบด้วย

คดีหมิ่นประมาท นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2528 นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่กรรมโดยการประกอบอัตวินิบาต ขณะกำลังเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากปัญหาความเครียดส่วนตัว ต่อมานายสมัครซึ่งถูกปรับออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ พ.ศ.2529 กลายเป็นฝ่ายค้าน ได้ให้ข่าวในทำนองว่านายดำรงฆ่าตัวตายเพราะความเครียด เนื่องจากการยักยอกงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน นางสมศรี ลัทธพิพัฒน์ (เกตุทัต) ภรรยานายดำรง มอบหมายให้นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความ ฟ้องหมิ่นประมาทนายสมัคร สุนทรเวช ศาลฎีกามีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 ว่า “นายสมัครกล่าวข้อความเป็นเท็จและหมิ่นประมาทจริง” และได้มีคำสั่งให้จำคุกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา

กรณีสเตทเมนต์ปลอม เมื่อ พ.ศ.2530 นายสมัคร สุนทรเวช ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมใน ครม.คณะที่ 43 และได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ครม.คณะที่ 44) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2530 นายสมัครอภิปรายกล่าวหาว่า นายจิรายุรับสินบนโดยนำสำเนาสเตตเมนต์แสดงการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเฟิสต์ อินเตอร์สเตตในสหรัฐอเมริกา มาแสดงในสภาและอภิปรายว่ามีชื่อของนายจิรายุ เป็นเจ้าของบัญชีดังกล่าว ซึ่งมีรายการโอนเงินค่าสินบน เป็นจำนวนเงิน 92 ล้านบาท นายจิรายุได้ปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของนายสมัครเป็นเท็จและตนไม่เคยมีบัญชีธนาคารในสหรัฐอเมริกา

ต่อมา จากการตรวจสอบโดยคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พบว่า สเตตเมนต์ที่นายสมัครนำมาแสดงนั้นเป็นของปลอม และนายจิรายุไม่เคยมีบัญชีเงินฝากในธนาคารนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ กับนายสมัคร เนื่องจากมีกฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส. ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อมา นายสมัครได้ยอมรับว่า ได้นำเอกสารเท็จมาแสดงในการอภิปรายในครั้งนั้นจริง

การจัดรายการโทรทัศน์ นายสมัครร่วมจัดรายการสนทนาปัญหาบ้านเมือง ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 ซึ่งถูกโจมตีโดยฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นสื่อที่เข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและหลังจากที่มีการปฏิวัติโดยคณะปฏิรูปฯ นายสมัคร สุนทรเวช ได้เลิกรายการของตนไป ก่อนหน้านั้น สมัครได้จัดรายการ “สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน” ร่วมกับนายดุสิต ศิริวรรณ ในเวลา 11.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ระยะเวลา 30 นาที ซึ่งนายสมัครได้กล่าวว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ “เลือกข้างใช่ไหม” จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และไม่พอใจของหลายฝ่าย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กล่าวว่า พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพของหลายฝ่าย และเป็นถึงประธานองคมนตรี ทำให้นายสมัครขอยุติรายการดังกล่าวไปด้วยตนเอง

คดีหมิ่นประมาทอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. นายสมัคร และดุสิต ศิริวรรณ ซึ่งร่วมกันจัดรายการโทรทัศน์ “เช้าวันนี้ที่ช่อง 5” ทาง ททบ.5 และ “สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน” ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ถูกนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา โดยทั้งสองกล่าวหาว่านายสามารถทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครในรายการโทรทัศน์ ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำของทั้งคู่เป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจริง ทั้งนี้นายสมัครได้เคยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทมาแล้วหลายครั้ง โดยศาลปรานีให้รอการลงโทษไว้เพื่อให้ปรับตัวเป็นคนดี แต่นายสมัครกลับกระทำผิดซ้ำในความผิดเดิมอีก ศาลมีคำสั่งจำคุกสมัคร สุนทรเวช และนายดุสิต ศิริวรรณ รวม 4 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

25 กันยายน 2551 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายดุสิต ศิริวรรณ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และใช้เงินสด 200,000 บาท ประกันตัวไป

กับสื่อมวลชน
สมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่รู้กันเป็นอย่างดีว่า มีวาจาที่เผ็ดร้อน และมักชอบมีวิวาทะกับสื่อมวลชนเสมอๆ เช่น ให้นักข่าวหุบปาก เป็นต้น ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 สมัครได้มีวิวาทะกับสื่ออีกหลายครั้ง เช่น เมื่อนักข่าวถามถึงปัญหาภายในพรรคของสมัคร นายสมัครตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกได้ แต่นักข่าวกลับถามซ้ำหลายครั้ง นายสมัครจึงถามย้อนว่า “เมื่อคืนไปเสพเมถุนกับใครมาหรือเปล่า” เพื่อแสดงให้เห็นว่าการถามคำถามเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว, กล่าวว่า สื่อดัดจริต รวมทั้งกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 เฮงซวย

วันที่ 3 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก องค์กรวิชาชีพสื่อได้แถลงผลการศึกษาเรื่อง '(วิ)วาทกรรมสมัครกับสื่อ' สรุปว่าตั้งแต่ช่วงที่เข้ามารับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน สมัครใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้การสื่อสารสองทางเป็นการสื่อสารทางเดียว ใช้ภาษาข่มขู่ รุนแรง ดุเดือด เลี่ยง เบี่ยงเบน บิดเบือน และทำให้หลงประเด็น พูดความจริงบางส่วน หรือพูดเท็จบ่อยๆ ทำให้ความชอบธรรมกลายเป็นความไม่ชอบธรรม ลดทอนน้ำหนักของประเด็นคำถาม สร้างเรื่องใหม่ขึ้นมากลบเกลื่อนประเด็นสำคัญ

ผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า สมัคร สุนทรเวช ขาดความเข้าใจเรื่องบทบาท สถานภาพ และหน้าที่ของตนและผู้อื่น เพราะนายสมัครมีกลวิธีสื่อสารแบบที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อ และไม่สร้างเสริมประโยชน์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะข้อความที่สื่อได้จากการทำข่าวนั้นไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ได้ ไม่นำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบรัฐบาลได้ แสดงออกถึงความเพิกเฉย ไม่สนใจ มองไม่เห็นคุณค่าของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ไม่เคารพศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของสื่อ

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 สมัครได้เคยกล่าวไว้ในรายการ สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมีคนตายเพียงคนเดียว และคนนั้นเป็นญวนอีกด้วย ซึ่งนายสมัครได้ย้ำอีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์กับ แดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และยังกล่าวอีกว่า “ผมบอกว่า ถ้าผมเป็นคนเลวมาไม่ได้ไกลขนาดนี้หรอก ถ้าผมเป็นคนเกี่ยวข้องไม่ได้รับการสนับสนุนให้เดินหน้ามาถึงป่านนี้หรอก”

บทบรรณาธิการของบางกอกโพสต์ กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายสมัครว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เท่านั้น เขายังปฏิเสธว่าการสังหารหมู่ไม่ได้เกิดขึ้นอีกด้วย ทั้งที่มีภาพถ่ายเป็นหลักฐานแสดงว่ามีผู้เสียชีวิตหลายคน และสมัครเองก็ทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปลุกเร้าให้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ อันนำไปสู่การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งประเด็นนี้ ได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 สมัครก็ได้ตอกย้ำสิ่งที่ตนพูดอีกครั้ง ซึ่งเป็นการตอบโต้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชวน หลีกภัย ฝ่ายค้าน พร้อมกับกล่าวว่า ตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการปิดหนังสือพิมพ์หลังเหตุการณ์นี้ และได้สาบานด้วยว่า ถ้าสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ขอให้ตนพบกับความวิบัติ ถ้าไม่จริง ขอให้เจริญรุ่งเรือง

อีกทั้งสมัครยังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่อย่างใด ขณะที่สื่อมวลชนรายหนึ่ง ได้โชว์รูปถ่ายที่นายสมัครยืนอยู่ข้างหลังจอมพลประภาส จารุเสถียรในครั้งนั้นแล้วชี้ให้นายสมัครดู แต่สมัครปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นรูปดังกล่าวมาก่อน

ต่อมาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 “แม่ลูกจันทร์” แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยืนยันว่าภาพดังกล่าวถ่ายไว้ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถึง 4 ปี โดยเป็นภาพถ่ายเมื่อ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ กลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์ บุกยึดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนชิดลม และจับเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยโจรปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุม ภายใน 12 ชั่วโมง ขณะนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี และจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็น รมว.มหาดไทย โดยที่นายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานในเหตุการณ์ และ “แม่ลูกจันทร์” เป็นนักข่าวการเมืองที่อยู่ในเหตุการณ์ รูปดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ
พ.ศ. 2517 ตริตาภรณ์มงกุฏไทย
พ.ศ. 2518 ตริตาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2519 ทวีติยาภรณ์มงกุฏไทย
พ.ศ. 2520 รัตนาภรณ์ (ชั้นที่ ๒ )
พ.ศ. 2522 ประถมาภรณ์มงกุฏไทย
พ.ศ. 2524 ประถมาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2526 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2527 ทุติยจุลจอมเกล้า
พ.ศ. 2527 มหาวชิรมงกุฏ
พ.ศ. 2539 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์
พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

ผลงาน
เขียนบทความ และความคิดเห็นทางการบ้านการเมืองแบบไม่ประจำใน สยามรัฐ, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ถึง 2516
เขียนบทความการเมืองในหนังสือพิมพ์ประชาไทย (พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2520)
เขียนบทความในคอลัมน์ประจำ (มุมน้ำเงิน) หนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนถึง พ.ศ. 2537
ผู้ดำเนินรายการ ชิมไปบ่นไป
ผู้ดำเนินรายการ เช้าวันนี้..ที่เมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
ผู้ดำเนินรายการ สนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

อาการป่วย
หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยทางสื่อมวลชนมากนัก จนกระทั่ง นายกฤษณะ ไชยรัตน์ พิธีกรโทรทัศน์ เดินทางไปถ่ายทำรายการถึงโรงพยาบาล อาการป่วยของนายสมัครจึงเป็นที่เปิดเผยในวงกว้าง ต่อมานายสมัครจึงเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา กระทั่งกลับมาเมืองไทยและพักฟื้นที่บ้าน ซึ่งต่อมาเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในวันนี้

ครับอ่านความคิดคุณ ศิโรฒ

ครับอ่านความคิดคุณ ศิโรฒ ต่อเรื่องนี้ เหมือนเป็นคนมองโลกหลายมติใน อรัมบท(ท่อนแรกเปิดตัวมาเป็นหลายทางเชิงตั้งสมมุติฐานไว้หลายทางเหมือนเป็นความคิดเห็นที่มีมิติ) แต่ในมุมมองที่โฟกัสลงไปในแต่ล่ะความคิดเห็นที่แยกย่อยแล้วกลับกลายเป็นความคิดเห็นที่ แค่ระดับอวัยวะ แล้วเอาปัญหาระดับอวัยวะมามีอิทธิพลสนับสนุนต่อเนื้อหาบทวิเคราะห์นั้นให้น้ำกนักเกินจริง(แถมกล่าวหาไทยแบบอคติหลายเรื่อง) จนดูเนื้อหาแบบนั้นมันแคบแค่มุมนั้นของศิโรฒ เช่น

ท่อนสองเรื่องประวัติศาสตร์

คือเรื่องประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องโลกแตก? เพราะถ้าจะอ้างเรื่องแบบนี้บางทีไล่ยาวลงไปพาลบรรพบุรษไดโนเสาร์กับการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของแต่ล่ะอารยธรรมตรงนั้นหรือแถบนี้มีการรุกรานเบียดเบียนกันผ่านประวัติศาสตร์มายาวนานด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ปัญหาคือ เราจะหยิบเอาช่วงไหนตอนไหน?มาสร้างเงื่อนไขล่ะ???

เพราะที่ศิโรฒยก ช่วงเขมร แดงนั้นเราแอบส่งข้าวส่งน้ำหรือแอบให้ความช่วยเหลือเขมรแดงที่ตรงข้ามฮุนเซน แต่ศิโรฒกับละเลย ช่วงที่เราถูกกระทำ จากฝรั่งเศส ต่อเรื่องพระวิหารและดินแดนฝั่งซ้ายให้กลายเป็นของเขมร(รวมหัวกันโกงไทย)? หรือเอาทุกวันนี้ เขมรโดยฮุนเซนมีทรรศนะคติที่อันตรายกับรัฐไทย อย่างมาก(แม้จะอ้างแค้นเก่า? แต่แค้นใหม่ฮุนเซนแทงข้างหลังเราเจ็บหลายเรื่อง)ศิโรฒมองเห็นเรื่องนี้ไหม?นั้นคือมิติที่เราถูกกระทำ

ซึ่งบางเรื่องหาเหตุผลไม่ได้?ในการกระทำของฮุนเซน ศิโรฒมองอย่างขาดมิติด้านความมั่นคง? หรือมองยุทธศาสตร์ร่วมระหว่างเขมรกับทักษิณไม่ออก? ว่าจะเสียหายอย่างไร?จึงทำให้มองเงื่อนไขเหล่านี้แบบคอมม้อนเซ้นท์เกินไป แต่กลับไปให้น้ำหนักเรื่องอื่นที่เป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว แม้ในจริงเราต้องหาปมของฮุนเซนเพื่อเปิดใจเขาแต่ศิโรฒยกเฉพาะที่เราเสียเปรียบแต่ไม่ยกมาทั้งหมดว่าเราถูกกระทำอย่างไรหรือจะเสียหายแค่ไหน?ชี้ให้เห็นว่าศิโรฒเลือกข้างไหน เพราะไม่เป็นกลางในเนื้อหา???

แต่อย่าลืมว่าคำว่ารัฐชาติผลประโยชน์ร่วมทั้งสองชาติต้องยึดตัวแปรปัจจุบันเป็นหลัก? เรื่องปมในใจ ถ้าจะยกมาพาล พระวิหารนี่ล่ะ? ดินแดนฝั่งขวานั้นล่ะ? เขมรแทงข้างหลังตอนนี้ล่ะ?(ตรงนี้ศิโรฒยังอ่อนมากทางยุทธศาสตร์จึงมองเรื่องสำคัญตรงนี้ไม่ออกทั้งที่คือตัวแปรหลัก)หรือ ออกแต่เลือกข้างอื่นไม่ใช่ไทย?

แต่ผมเห็นด้วยในท่อนนี้อย่างเดียวกับศิโรฒคือ เราต้องหาปมในใจฮุนเซน แบบต้องรู้เขาก่อน มาปรับปรุงที่เราแต่เงื่อนไขคือต้องเคารพสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก่อน?(เรื่องปวศ.นั้นค่อยๆคลายปมเพราะมันต่างกระทำซึ่งกันและกัน) ถ้าคิดย้อนแบบนั้นบรรพบุรุษไดโนเสาร์ก็ถูกขุดมาพาลกันได้ทั้งสองฝ่ายในการกระทบกระทั้งกัน

ดังนั้นศิโรฒต้องมองตัวแปรปัจจุบันเป็นหลักแม้ผลประโยน์ชาติไม่ต้องเป็นหลักแต่ความสัมพันธ์ที่ดีต่างหากเป็นหลัก? แต่ทั้งหมดไม่ใช่มากไปหรือน้อยไปจนเราเสียหาย เช่น ยุทธศาสตร์ร่วมกับทักษิณในการดีสเครดิตร รบ.มาร์ค,อำมาตย์ นั้นก็คือประเทศไทยในเป้าหมายของเขมร

ผลคือความเสียหายในหลายๆมิติมาก(ศิโรฒจะให้แจงไหมอย่างไรบ้างศิโรฒรับผิดชอบไหวไหมก่แนที่จะไปถือหางใครแบบนั้น) อย่างที่เราจะไปคิดอย่างคอมม้อนเซ้นท์แบบศิโรฒไม่ได้? มันเด็กๆตื้นๆไป(นี่ไงครับที่ผมว่าขึ้นต้นศิโรฒพูดเหมือนคนคิดหลายมิติแต่จริงๆยังแคบแถมอคติแบบเลือกข้างด้วย)???

มาที่ท่อนสาม กับการกล่าวหาว่า

มาที่ท่อนสาม

กับการกล่าวหาว่าไทยมีแนวคิดแบบจักรวรรดิ์(ผมชี้ชัดว่าศิโรฒกล่าวหาเพราะม้นไม่ใช่)? ถ้าบอกใกล้เคียงพอได้ แต่อย่าลืมว่าการใช้คำว่าน้องเหม็รนั้น คือด้วยข้อเท็จจริงบางอย่างว่าเขมรคือประเทศเล็กกว่าอยู่ในสถานะพึ่งพาเป็นผู้รับความช่วยเหลือจากไทย

เช่นกัน ในข้อเท็จจริงแล้วเรากับจีน,ญี่ปุ่น, อเมริกา,เขมรก็ต่างกันแม้จะมีอำนาจอธิปไตยเท่ากัน แต่ทั้งขนาดเศรษฐกิจและอำนาจการต่อรองอื่นๆในเวทีโลก พิกัดน้ำหนักในเวทีโลกเราแบนตั้มเวต(รุ่นเขาทราย) เขมรสตอร์เวท(รุ่นฟาง) อมเริกาจีน ชูปเปอร์แฮฟวี่เวท(รุ่นไทสัน)

ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วแชมป์แต่ละรุ่นจับมาชกกันตรงๆไม่ได้ซึ่งเขมรและไทยก็ยังต้องชกไต่ลำดับไม่ใช่แชมป์รุ่น(เห็นความต่างหรือยังอ.นิธิและอ.พวงทอง) ดังนั้นผมจึงค้านในบางส่วนต่ออ.นิธิในเรื่องนี้ แต่ถ้าแค่การอธิปไตยของตัวเองอันนี้ใช่ครับ? เหมือนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พื้นฐานทุกคนเหมือนกัน แต่ในข้อเท็จจริงทำไมคนในประเทศ(เอาแค่ไทยทำไมต่างกันลิบลับระหว่างชาวบ้านกับนักปกครอง)

กรณีนี้เช่นกัน เราเคารพอธิปไตยเหมือนเคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่บทบาทหน้าที่คนเราต่างกันเหมือนเขมร ,ไทยไม่มีสิทธิในสมาชิกสภาความมั่นคงโลกแบบอเมริกาหรือจีน,เวียตนาม อำนาจการต่อรองในเวทีโลกจึงต่างกัน เขมรยังต้องพึ่งพาขอความช่วยเหลือไทย หลายกรณี ไทยฐานะผู้ให้เขมรฐานะผู้รับ

แม้เราต้องเคารพสิทธิความมีอธิปไตยเท่ากัน แต่สถานะทางเวทีโลกจึงต่างกัน ไปด้วยหลายตัวแปรเงื่อนไข และเราไม่ได้วางกล้ามกับเขมรอย่างลักษณะเป็นประเทศในลักษณะจักรวรรดิ์ไทย(ที่ศิโรฒกล่าวหาเกินข้อเท็จจริง)แต่เราแสดงบทบาทในฐานะผู้ให้? และอาจจะมีการแซงแซงบ้าง ก็ในสถานะการณ์ยุคสงครามเย็นด้วยเงื่อนไขเราก็ต้องเอาตัวรอดจากภัยคุกคามคอมมิวฯด้วย(ศิโรฒจะหยิบประเด็นนี้มาต้องให้ความเป็นธรรมหรือหลายมิติกับประเทสตัวเองด้วยไม่ใช่กล่าวหามั่วๆแค่หยิบบางอวัยวะมา)

มันมีเหตุผลในที่มาที่ไปตรงนั้นไม่ใช่เจตนาแซกแซงอย่างเห็นเขมรคือประเทศราชแบบที่ศิโรฒกล่าวหาเกินจริงตรงนี้ เช่นกันกรณีแต่งตั้งนั้น ถ้าศิโรฒเข้าใจมิติความมั่นคงหรือในยุทธศาสตร์ร่วมระหว่างฮุนเซนกับทักษิณ(ผมเน้นตรงนี้มากและเกรินไว้ในข้างบน) จะเข้าใจและแยกแยะความแตกต่างระหว่างกรณีนี้กับกรณีอื่นๆที่ศิโรฒอ้างว่ามันทำไมเลือกปฎิบัติ

ซึ่งอธิบายยาวมากผมจึงแนะนำให้ศิโรฒไปศึกษาหรือความความรู้เพิ่มเติมต่อประเด็นนี้ชนิดเข้มเลย? เพราะยังอ่อนมากต่อมิตินี้ เพราะมันเกือบจะคือ ทั้งหมดของโครงสร้างปัญหาไม่ใช่มาแคะๆเกาๆแค่อวัยวะหนึ่งพอคันได้ที่แล้วตัดมันทิ้งซ่ะ? แบบนั้น เพราะประเด็นนี้มันสำคัญระดับคอหรือหัวใจเลยแต่ศิโรฒจะตัดคอทิ้งไปได้ไง มันจะสมบูรณ์ตรงไหนในมิติมุมมองก่อนพิพากษาเป็นการตัดคอทิ้ง

ศิโรฒเข้าใจคำนี้ไหม"โลกล้อมประเทศ"(ผมบัญญัติสัพย์นี้เองกล้ายืนยันก่อนที่สื่อจะเอาไปเล่น) ยุทธศาสตร์ดีสเครดิตรประเทศไทยที่ทักษิณต่างตอบแทนกับเขมร เขมรได้คือลดความน่าเชื่อถือของไทยต่อเวทีโลกและยกระดับความขขัดแย้งจากกรอบทวิฯ(ที่เขาเสียเปรียบ) ไปสู่กรอบหพุฯ(ที่เขามองว่าได้เปรียบ)จากการขยายความขัดแย้งด้วยเจตนายั่วยุไทยร่วมกับทักษิณ เรื่องนี้จึงไม่ใช่แต่งตั้งธรรมดาๆหรือทั่วๆไป อย่างความเข้าใจแบบคอมม้อนเซ้นท์ของศิโรฒ?จึงเอามาเปรียบเทียบตามตรรกะจับแพะชนแกะอย่างนี้ไม่ได้ศิโรฒ?

แล้วความเสียหายเช่นความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก(เราประธานอาเซี่ยน แค่เรื่องกับน้องเหม็รยังมีปัญหาได้) ความเสียหายที่มาจากภาพลักษณ์หน้าตานั้นมันมหาศาลหลายมิติแค่ไหน? ในประเด็นความน่าเชื่อถือจนกลายเป็นความเชื่อมั่น ทั้งบทบาทอำนาจการต่อรองจนถึงมิติความร่วมมืออื่นทั้งเศรษฐกิจความมั่นคง

มันคิดกันเด็กๆแบบนู๋ศิโรฒได้ไหม? ไปนั่งนับนิ้วเล่นหรือจะตีลังกาคิดตามดูว่ามันต่างกันตรงไหนอย่างไรกับการแต่งตั้งแบบนี้น่ะศิโรฒ???

ต่อครับ(บังเอิญยังพอมีเวลา)

ต่อครับ(บังเอิญยังพอมีเวลา) ต่อท่านสี่(ชาตินิยมเก่าในสภาพแวดล้อมใหม่)

ครับท่อนนี้ ผมเห็นด้วยกับศิโรฒเรื่องเดียวคืออย่าปลุกระดมให้บานปลายเป็นคลั่งชาติ แต่รักษ์ชาติ หรือแม้แต่ชาตินิยม(ผมก็ขอสงวนเห็นต่างกับศิโรฒในบางบริบท) เพราะตรงนี้มีมุมบวกกมากกว่าลบ และประเทศไทยขาดมากชนิดแบบอธิโอเปียเลยม มันจึงเติมได้อีกมากในมุมบวก แต่คลั่งชาติแบบพธม.ไม่ใช่

เรื่องพระวิหาร ศิโรฒอย่าพึ่งไปฟันธงหรือดูถูก หรือคิดมิติเดียวแค่ว่าจบแล้ว? ถ้าตราบใดที่มีโอกาสที่ดี(เพราะเรื่องคดีไม่มีเสถียรครับขึ้นกับข้อมูลใหม่ หรืออะไร?มากมายขอไม่พุดในนี้ยาวมาก) แต่ตอนนี้เราต้องเคารพหลายเรื่องๆตามมตินั้นไปก่อน?และขอโทษครับศิโรฒกับการบัญญัติศีพย์ให้ประเทสตัวเองเป็นชาตินิยมจักรวรรดิ์ที่ค้านข้อเจจริงแบบนั้น ขอให้ถอนคำพุดได้ไหม ผมอาจจะให้อภัย(คือถ้ามันตรงตามนั้นจริงๆ ผมถือว่าเราต้องเอาความจริงมาพูดหรือนำเสนอความจริงทุกแง่มุมได้ แต่นี่มันกล่าวหาที่ไม่จริงทั้งหมดมันแค่ลักษณะที่จะอ้างอิงได้ไม่ใช่ชี้ชัดกล่าวหาแบบนี้

ส่วนเรื่อหนุนหลังนั้นพูดไปแล้ว และอยากเพิ่มเติมให้ศิโรฒมองอะไรหรือนำเสนออะไรให้ความเป็นธรรมกับประเทสตัวเองด้วยไม่ใช่ไปเสิร์ฟเอาแค่บางอวัยวะมากล่าวหาประเทสตัวเองแถมจริงแค่กระพี้เดียวในส่วนที่ประเทสจะเสียหายด้วยส่วนที่เราถุกกระทำหรือเราทำหน้าที่ป้องกันประเทศ(ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์สมัยนั้นศิโรฒรู้เรื่องกับเขาไหม) มันอันตรายแค่ไหน กับการขยายสงครามของเวียตนามขณะนั้น เพราะเป้าหมายของเวียตนามนั้นมันผนวกเทยไปส่วนหนึ่งด้วยนั้นคือบางเหตุผลในการป้องกันตัวเอง

โดยใช้เขมรกันชนให้ คือมันมีที่มาที่ไปและคนล่ะสถานการณ์กันอย่าจับแพะมาชนแกะแบบนั้นถ้าจะพาลแบบนั้นก็ต้องขุดบรรพบุรษไดโนเสาร์มาพาลสิ? ต้องอยู่กับปัจจุบันหรือตัวแปรสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ขุดปวศมาพาลแบบนั้นไดโนเสาร์จะเดือดร้อน???

ส่วนเรื่อง"ยุติการสร้างสนามรบ

ส่วนเรื่อง"ยุติการสร้างสนามรบด้วยลัทธิคลั่งชาติของกลุ่มการเมืองภายในประเทศ"

คือข้อควรระวังผมยังยืนยันเรื่องระวังบานปลายเป็นคลั่งชาติ? นั้นคือความเห็นร่วมเดียวกันกับศิโรฒ แต่คุณศิโรฒครับ ปัญหามันเกิด เหมือนมีการวางทุนระเบิดความไม่เข้าใจไว้ทั้งสองฝ่าย? สิ่งที่ต้องทำคือการช่วยกันถอดสลัก หรือหาทางกู้ทุนระเบิดความขัดแย้งหลักๆหรือถอดสลักความขัดแย้งก่อน

ที่จะไปเจรจาหาความร่วมมือแบบปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ?หรือซุกปัญหาหรือทุนระเบิดไว้? แล้วกระโดดข้ามไปเจรจาเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ความเสี่ยงคือเดินข้ามไปข้ามาโดยมีทุนระเบิดความขัดแย้งไว้ในใจไม่เคลียร์ออกไป ความเสี่ยงที่จะมีคนเดินไปโดนกับระเบิดเข้าสักวัน เช่นวันนี้(เพราะเราไม่เคลียร์ก่อน) เกิดครั้งหลังมันใหญ่บานปลายกว่านี้ และมีโอกาศข้างหน้าอีกเยอะแยก?

มันก็จะวนปัญหาไม่สิ้นสุด ทางที่ผมเห็นว่าควรทำคือเอาเรื่องนี้ให้จบก่อนว่ากันเป็นเรื่องๆ อย่าคิดที่จะเสี่ยงกระโดดข้ามไปข้างมากับหลุมขวากความขัดแย้งหรือทุนระเบิดความขัดแย้ง เพราะแต่ละตูมนั้นไม่มีใครประเมินผลกระทบว่าใครจะตายเท่าไหร่?หรือเสียหายข้างหน้าอีกเท่าไหร่?วนปัญหาอีกนานแค่ไหน?

เพราะการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เปลี่ยนได้ที่ใจของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่ปากหรือยอมๆกันยินมูยืนแมวข้ามหลุมขวากกับดักความขัดแย้งไปในลักษณะเกรงใจแต่ซุกปัญหาไว้เพราะเรื่องบางเรื่องต้องเอาให้ขาดหรือให้ชัดเจนก่อนบางเรื่องอาจจะอลุ่มอะหล่วยได้เช่นทุ่นกองขี้หมา ขี้ประติ๋วบางเรื่อง แต่ไม่ใช่ตัวแปรทุนระเบิดบางเรื่องแบบเอาขี้เถ้าไปกลบเตาปฎิกรณ์ เช่นหลายเรื่อง มันจะไม่จบและวนแบบนี้???

ความคิดเห็นของผมที่คุณดอกเตอร

ความคิดเห็นของผมที่คุณดอกเตอร์เจคอมเมนท์นั้น ผมเขียนให้คนลาวอ่านครับ มีอะไรซ่อนไว้ถ้าไม่ใช่คนลาวเวียงจันทร์ยุคนี้อ่าน ไม่มีวันเข้าใจ ผมก็ขี้เกียจอธิบาย

เพื่อนฝูงคนลาวผมหลายคนบอกผมว่า ผมนั้นคิดเป็นลาวและรู้เรื่องราวของลาวดีกว่าคนลาวส่วนใหญ่อีก จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ครับ แต่ขอแนะนำผู้ที่ต้องการติดต่อกับคนลาวไม่ว่าจะทำธุรกิจค้าขายหรือแค่จะจีบสาวลาวว่า คนลาวนั้นชอบคนพูดจริงทำจริงรับผิดชอบคำพูดด้วยการกระทำ ภาษาลาวนั้นแม้จะคล้ายภาษาไทยแต่คำที่แสดงการใช้อารมณ์และการเล่นคำทั้งด่าทั้งชมนั้นมีน้อยกว่าภาษาไทยมาก เดี๋ยวนี้คนลาวดูละครทีวีไทยมากเวลาด่ากันนิยมใช้ภาไทยครับ ด่าได้ม่วนกว่ามากมีคำด่าให้เลือกใช้เยอะดี

เรื่องทัพไทยบุกเวียงจันทร์สะดวกกว่าไปพนมเปญ กินเหล้ากับนายทหารระดับสูงลาวผมก็พูดครับ ไม่เห็นเขาโกรธแค้นแสนสาหัสอะไร ก็เรื่องมันจริง ทางแค่ยี่สิบกิโลถนนลาดยางอย่างดี แถมข้ามที่แถวศรีเชียงใหม่ก็ตรงเข้าเมืองเลย คุณพูดเรื่องจริงกับคนจริงเขาไม่โกรธหรอกครับ ในเมื่อในความเป็นจริงมันไม่มีเหตุอะไรให้เกิดความขัดแย้งระดับนั้นได้มานานแล้ว รบกันชนะได้เวียงจันทร์แล้วมีประโยชน์อะไรได้หัวใจคนลาวไปด้วยงั้นหรือ...

ภาษิตลาวยุคใหม่ "ไทยตายเพราะข่าว ลาวตายเพราะเกียรติ เวียตตายเพราะอด" อ่านดีๆแล้วมันเสียดสีบุคคลิกนิสัยคนสามชาติได้ดีเยี่ยม คุณดอกเตอร์เจต้องตั้งสมาธิอ่านให้ดีๆนะครับ ถึงจะเข้าใจ.......

คุณอะตอมเขียนความเห็นชุดนี้ได

คุณอะตอมเขียนความเห็นชุดนี้ได้เยี่ยมมากครับ...... ติติงด้วยเมตตาต่อผู้เขียนบทความนี้ ด้วยตรรกะและความเป็นจริงที่สมบูรณ์......และด้วยภาษาไทยที่สุภาพชัดเจน

ผมว่าคุณบางกอกควรกลับไปคิดใหม

ผมว่าคุณบางกอกควรกลับไปคิดใหม่นะครับ ตอนนี้เราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หาได้ใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดินเหมือนอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ หรือยุโรป ในแถบอาเซียน ไทยไม่ใช่พี่ใหญ่อีกต่อไปแล้ว ประเทศที่แซงหน้าไปแล้วคือ มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร ดังเช่นทำไมญี่ปุ่น อเมริกาถึงมาลงทุนในไทย ประเทศเหล่านี้ลงทุนเพื่อช่วยประเทศไทยหรือ ก็เปล่าก็เพื่อเอาแรงงานราคาถูกจะได้กำไรเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศไทยไปลงทุนในเขมรก็เช่นกันเราหาได้ไปช่วยพัฒนาประเทศเขมรดังบางคนเข้าใจ นักลงทุนไทยได้ประโยชน์ต่างหาก ผมคนนึงที่อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญแล้ว เอาง่ายๆสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยให้ได้ซะก่อนเถิด และผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้เพราะมีพวกประท้วงมากมายในประเทศนี้ที่พร้อมรับเงินต่างชาติเพื่อให้ประเทสไทยไม่พัฒนา

อ่านแล้วชอบครับ

อ่านแล้วชอบครับ ขอบคุณคุณศิโรตม์ ผมเชื่อว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ประชาชนของสองประเทศต้องมีความจริงใจต่้อกัน ชาวไทยเรามีความจริงใจต่อชาวกัมพูชาเพียงใด ให้เกียรติเพื่อบ้านของเราแค่ไหน แต่ละท่านคงมีความเห็นเป็นของตนเอง

ผมเชื่อว่า เราได้ทำกับเขาไว้เยอะ ต้องยอมรับความจริง ที่เราทำอาจมีส่วนดีอยู่ด้วย แต่ส่วนไม่ดีมีเยอะแน่ เรายอมรับได้ไหม ที่เขาทำอะไรไม่ดีกับเรา อย่าไปเพ่งความผิดคนอื่น แก้ไขสิ่งที่เรายังไม่ดีอยู่จะดีกว่าไหมครับ เรื่องอดีตต่างๆ ที่ผ่านมา แม้จะมีที่มาที่ไป มีเหตุผลรองรับให้เข้าใจอยู่ได้บ้าง แต่เรื่องเหล่านั้นก็อาจมองได้หลายมุม เข้าใจมุมเขามุมเรา ความรู้สึกเขาความรู้สึกเรา ให้้อภัยกันและเลิกแล้วต่อกันไปดีกว่า เขายังไม่เลิกเราเลิกก่อนได้ หากเขายังไม่เราเราไม่เลิกบ้างเพราะกลัวเสียเปรียบ เรื่องก็ไม่มีวันจบ

เช่น หากเรายังคิดจะหาโอกาสที่ดีที่จะเอาปราสาทคืน ก็คงจะยากที่จะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีในมุมมองของผู้อื่นครับ

หากไทยอยากมีความสำคัญ ยังอยากจะมองตนเองว่าเป็นพี่ใหญ่ ก็ขอให้เป็นพี่ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ เป็นผู้นำด้านคุณธรรม จริยธรรม เป็นมาตรฐานและแบบอย่างให้่เพื่อนบ้านเอาอย่างได้

ผมไม่ชอบ

ผมไม่ชอบ ไม่พูดถึงกฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ไอ้คนมีมีกระดุกสันหลัง.....(ฮา)

ลงชื่อ.......(เติมคำเอาเอง) (ฮาอีกที)

ครับขอทิ้งท้ายไว้(ไม่บังอาจจะ

ครับขอทิ้งท้ายไว้(ไม่บังอาจจะไปสรุปเพราะเรื่องแบบนี้มันเกี่ยวโยงหลายเรื่องหลายมิติหลายฝ่ายเกินกว่าจะไปสรุปง่ายๆ)

แม้ท่อนสุดท้ายของคุณศิโรฒ(ไทย-เขมร ในโลกยุคหลังอาณานิคม) จะมีแมสเซสบางเรื่องน่าสนใจ ที่เราควรแยกแยะปัญหาความขัดแย้งระหว่างตัวบุคคลออกจากผลประโยชน์ร่วมของชาติ ที่ตรงกับสิ่งที่ผมเคยพูดไว้หลายครั้ง? เพราะเกมกัมพูชาคือเอาปัญหาตัวบุคคลมาต่อรองกับระดับรัฐชาติประเทศที่ผิดวิสัยมารยาททางการทูต

ที่จริงๆแล้วต้องเป็นคำถามของคนกัมพูชาต่อฮุนเซน? แต่ขณะนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า คนเขมรเชื่อมั่นในฮุนเซนต่อการเดินเกมนี้? ที่ใช้เกมบุคคล(ที่มีปัญหากับรบ.ร่างทรงอำมตาย์ไทยขณะนี้)มาต่อรองเพื่อระดับความขัดแย้งไปสู่กรอบพหุฯแทนทวิฯที่เราคุม? แล้วต่างตอบแทนกับทักษิณนั้นคือทักษิณเคลื่อนแบบตัวบุคคลแต่มีอำนาจต่อรองได้แบบรัฐต่อรัฐผ่านเขมร ที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ตามนี้

http://www.prachatai.com/node/26539/talk

ที่โดยส่วนตัวผมเคยแนะนำ(ไว้ในลิงก์นั้น)ให้เราอย่าเต้นตามต้องมีวุฒิภาวะ?ในการตอบโต้กว่านี้? อย่าเน้นความสะใจ? เพราะเกมของเขมรต้องการยั่วยุให้เราตามเพื่อยกระดับไปสู่พหุฯให้ได้ ?แล้วอาจจะใช้เวียตนามที่กำลังจะเป็นประธานอาเซี่ยนเดินเกมพหุฯในแทบนี้ หลังจากที่เราคุมตอนเป็นประธานอาเซี่ยน นั้นคือเขมรใช้มุกเด็กนรก แกล้งตีหัวพี่แล้วโวยวายให้ชาวโลกดูว่า ตอนนี้พี่โมโหแล้ว? กำลังจะรังแกนู๋?

นั้นคือถ้าเราเล่นตามหรือเต้นตามไปทุกเรื่องเข้าทางเลย เพราะชาวโลกจะรุมโบกบาทาเรา? หรือวิสัยคนธรรมดาทั่วไป ต้องสงสารคนที่อ่อนวัยกว่า ปกป้องประเทศที่เล็กกว่าหรือมีปัญหาส่วนใหญ่ต้องดูน้องก่อน? นั้นคือเขมรดื้อแบบเด็กได้ แต่เราเป็นผู้ใหญ่กว่าอย่าลดตัวลงไปดื้อแบบเด็กๆตามเพราะถ้าเราไปเล่นตามมันจะไม่มีเด็กมีผู้ใหญ่?ในสายตาคนอื่นมอง ที่นี้มันจะมาโฟกัสจับผิดเราโดยธรรมชาติเราเราตัวใหญ่กว่า

ดังนั้นการตอบโต้ ต้องแบบคนมีวุฒิภาวะกว่า อย่าสวนทุกหมัดสเปะสปะ อันไหนแค่หมาเห่า? เราอย่าลดตัวไปเห่าตาม? เพราะชาวโลกจะมองว่าเราก็เห่าไร้สาระเหมือนกัน? ที่สำคัญการที่เขมรพยายามยกระดับความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นยั่วยุเราทุกเรื่องเพื่อเป้าหมายแบบพหุฯ ถ้าเราตามเข้าทางเลย?

เราพยายามขีดกรอบความขัดแย้งนี้ไว้ที่ปัญหาตัวบุคคลและทวิฯ(แม้ความเสียหายขณะนี้ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคลแน่นอน) การปิดด่านเพื่อกดดัน ตรงนี้เราไม่มีน่ะศิโรฒ ?ไม่รู้ไปเอาข้อมูลผิดๆมาจากไหน? ตรงนี้ห้ามเลย? เพราะเราต้องส่งสัญญานไปยังคนเขมรว่าคนไทย ไม่ได้ขัดแย้งกับคนเขมรน่ะ? แต่เป็นเรื่องของผู้นำคุณที่เดินเกมตัวบุคคลมาต่อรองระดับรัฐในยุทธศาตร์แบบนั้น?ของเขาที่คุณคนเขมรควรตรวจสอบเขาด้วย ในชะตากรรมคนเขมรที่แขวนไว้กับเกมบุคคลนี้?

เป็นเกมที่ไทยไม่ได้สร้างขึ้น? หรือวางแผนให้เกิดความขัดแย้งนั้น แต่เราตอบโต้บางกรณีเพื่อรักษาป้องกันความเสียหายในบางระดับ ?เพราะยังไงข้อสำคัญเราอย่ายกระดับแบบยกบันไดสร้างความขัดแย้งระหว่างกันให้สูงไปเรื่อยๆตามเขมร เพราะที่สุดแล้วมันก็ต้องลง
ตรงนี้ทางนี้(ย้ายประเทศหนีกันไปตามบันได้ไม่ได้สุดบันได้ก้ต้องลงมาที่เดิม)

แต่การยิ่งยกระดับสูงไปเรื่อยๆๆๆตอนขาลงล่ะ??? คือที่สุดมันต้องลงมาขึ้นกับว่าจะพากันลงแบบไหนไม่เจ็บตัว? นั้นคือเราเป็นผู้ใหญ่อย่าไปเล่นซนปีนบันไดขึ้นลงๆๆไร้สาระแบบนั้น ยกระดับความขัดแย้งตามเด็กไปปล่อยเขาเล่นซนไปคนเดียว เมื่อคู่กรณี(เรา) ไม่ตามไป เขาเล่นอยู่คนเดียว เด็กน่ะ? เมื่อถูกโดดเดียวไม่มีใครเล่นด้วย มันจะเริมคิดเป็น?มองหาทางลงเป็น? ไม่ใช่ยั่วมา เราดันไปยุตอบมันยิ่งปีนขึ้นสูงไปใหญ่ แล้วที่สุดขาลงล่ะ???

มันจะตกลงมาคอหักตายไหม?แถมมันไม่ตายคนเดียวด้วย เพราะมันจะตกลงไปไหนล่ะหลังคาบ้านประเทสไทยไหม?ก็บ้านมันติดกันเดือดร้อนอีก? ตรงนี้ครับการแสดงความนิ่งมีวุฒิภาวะ ผมว่ารบ.มาร์ค ทำได้ระดับหนึ่ง?(ถ้าตามทักษิณจะได้ไปอื้อเลย)และทนการยั่วยุของเขมรและทักษิณได้ระดับหนึ่ง ยกเว้นเรื่องที่ไปให้ความสำคัญทักษิณเกินไปตรงนี้ผิดพลาดครับ? มันเลยดูความขัดแย้งนี้ยกระดับได้อย่างที่เขมรและทักษิณวางแผนไว้เป็นอย่างดี

ข้อที่น่ากังวลคือกระปลุกกระแสคลั่งชาติ(จากพธม.) ตรงนี้ล่ะจะคือตัวแปรไปสู่จุดเปลี่ยนที่อาจจะบานปลาย แบบกรณีน้ำผึ้งหยดเดียว(ศักยภาพพธม.ประมาทได้ที่ไหน?ในความสามารถพิเศษในการสร้างเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่ปิดสนามบินมาแล้ว)และหลายเรื่องเผาบ้านเผาเมืองตามยุทธวิธีหนุมารเผากรุงรัตนโกสินทร์ตามบทบาททหารราบในกรงลิงมาแล้ว ตรงนี้ต้องคุมให้อยู่?
เดียวบานปลายไปเผาสถานทูต ลามเป็นสงครามมาจริงๆ

เรื่องนี้จะเข้าทางเขมรที่จะใช้ยุทธวิธี "วอนชาวโลกโบกบาทาไทย" ยกปัญหาไปสู่กรอบหพุฯ นั้นคือเป้าหมายสูงสุดของฮุนเซนครับ? งานนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติหรือความขัดแย้งมันมีพัฒนาการไปตามธรรมชาติ อย่างที่หลายคนแย้งผมว่ามองแง่ร้ายไป? หลายอย่างได้พิสูจน์แล้วว่า มีการออกแบบมาอย่างดี

เช่นหลายเรื่องยังไม่เกิดมองข้ามซ็อต(กระบวนการยุติธรรม)ไปถึง การเตรียมการไปรับเก็บตกสถานการณ์อย่างฮีโร่ นี่ถ้าไม่รู้ทันก่อนก็คงออกมาตามนั้น? แต่นี้เขาต้องเปลี่ยนเกมแล้วพยายามไต่ระดับความขัดแย้งเป็นเกมยาวกว่าเดิม เพื่อหาทางลงที่มันเนียนกว่าเดิมที่วางไว้ เรื่องนี้ไม่ใช่พัฒนาการความขัดแย้งที่เป็นธรรมชาติแน่นอนครับ?

ผมจึงฝากถึงศิโรฒว่า อย่ามองเกมนี้อย่างคอมม้อนเซ้นท์หรืออ่อนๆแบบนั้นเกินไป เพราะถ้ามองแบบคอมม้อนเซ้นท์แบบนั้น เรื่องนี้มันอาจจะใช่ตามที่คุณวิเคราะห์ไว้? แต่อวัยวะปัญหา สำคัญๆที่คุณละเลยไป? ตรงนี้ต่างหากคือไฮไล้ท์? ไม่ใช่ไปแค่เกลาๆขี้หลาก แล้วมาตั้งธงว่าเข้าใจหรือวินิจฉัยโลกแผลที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง? แต่คุณมองแค่แผลกลากเกลื้อน แล้วเอามือเกาแค่นั้นเหรอ? มันอ่อนกว่าหมอตี๋ขายยาตามห้องแถวหรือหมอตำแยไปไหม?ในการวินิจฉัยโรคก่อนจ่ายยาครับศิโรฒ???

ศิโรตน์

ศิโรตน์ คุณสรุปความเอาเองหรือเอาคำพูดอาจารย์มาตัดต่อหรือเปล่า ฟังมารู้สึกว่าอาจารย์จะไม่ได้พูดแบบที่คุณเขียนนะ

ศิโรตน์

ศิโรตน์ คุณสรุปความเอาเองหรือเอาคำพูดอาจารย์มาตัดต่อหรือเปล่า ฟังมารู้สึกว่าอาจารย์จะไม่ได้พูดแบบที่คุณเขียนนะ

ศิโรตน์

ศิโรตน์ คุณสรุปความเอาเองหรือเอาคำพูดอาจารย์มาตัดต่อหรือเปล่า ฟังมารู้สึกว่าอาจารย์จะไม่ได้พูดแบบที่คุณเขียนนะ

เห็นด้วยกับคุณอะตอมนะ ศิโรตน์

เห็นด้วยกับคุณอะตอมนะ ศิโรตน์ คุณสรุปความเอาเองหรือเอาคำพูดอาจารย์มาตัดต่อหรือเปล่า ฟังมารู้สึกว่าอาจารย์จะไม่ได้พูดแบบที่คุณเขียนนะ ผมว่าคุณใส่ความเห็นของคุณลงไปเองมากกว่า

อ่านข้อคอมเมนต์คุณอะตอมแล้ว

อ่านข้อคอมเมนต์คุณอะตอมแล้ว ทุกตอน วินิจฉัยได้ดีครับชอบมาก แต่ขอสักนิดเถิดครับอย่าพูดกระทบกระเทียบใครเลยครับ จะเกิดวจีทุจริตแก่เราเองครับ เพียงแค่ข้อวิเคราะห์ ข้อวิจฉัยของคุณเต็มไปด้วยเหตุและผล ให้ผู้อ่านร่วมกันใช้ปัญญาพิจารณาเถิดครับ