การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!

 

“เป็นหน้าที่ของนักเขียนดังอย่าง Mark Twain ที่จะสร้างภาพลักษณ์อันไม่อาจลบเลือนได้ของคนผิวดำและคนผิวขาวในเรื่อง Huckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลัง “สงครามกลางเมือง” และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ แต่กรอบโครงเรื่องยังเป็นแบบทั้งความทรงจำ/ทั้งการหลงลืม ในยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกันที่คนผิวดำยังคงเป็นทาสอยู่

“จินตนาการถึงภราดรภาพต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างรุนแรง…”

(เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ฉบับแปลไทย: 374-375) *

กล่าวได้ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องแบบอเมริกันของ Huck กับ Jim สะท้อนเรื่องทางเชื้อชาติและชนชั้นตามกฎหมายในสมัยนั้น

Huck จะต้องทรยศ Jim เพื่อที่จะได้ส่งตัว Jim กลับคืนไปให้นายทาสผู้โหดร้าย แต่ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันโดยการล่องแพไปตามลำน้ำมิสซิสซิปปี เพื่อแสวงหาเสรีภาพ

ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ Mark Twain ได้ให้ความหมายของคำว่า Brotherhood ผ่านเรื่องราวเรื่องนี้ว่า คือความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน เนื่องจาก Huck ค้นพบความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Jim คนผิวดำ และไม่ใช่แค่ Jim จะเป็นคนที่น่าชื่นชม แต่เขาเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกับคนผิวดำคนนี้ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ภายในจิตใจของเขา คือระหว่างอคติในตนเองกับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เราจะลองนำข้อความคิดในนิยายเรื่องนี้มาพิจารณากรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา

จากคำกล่าวที่ได้ยินกันติดหูว่า ประเทศไทยเหมือนเป็นพี่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่าเหมือนเป็นน้อง (แต่บางท่านใช้คำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก)

นัยของความเป็นพี่เป็นน้องในแง่มุมชนชั้นทางเศรษฐกิจดังกรณีไทยกับเพื่อนบ้านนี้ จึงแตกต่างจาก Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain เพราะแทนที่จะเป็น ‘จินตภาพของทางออก’ แต่มันกลับเป็นกับดักความขัดแย้งระหว่างประเทศ และมันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสังคมของเราเอง

นับตั้งแต่คำว่าไทย-จีน เป็นพี่น้องกัน และไทย-ลาวเป็นพี่น้องกัน หากลองพิจารณานัยยะความหมายของคำว่า ‘พี่น้อง’ ระหว่างประเทศทั้งของจีนและลาว ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่นับถือกันแบบสหายร่วมชาติ เราก็จะพบในกรณีของลาวว่า ประเทศลาวไม่ชอบเป็นน้อง เพราะมันสะท้อนถึงความด้อยกว่าไทย และความเป็นพี่ของไทยก็แสดงถึงความเหนือกว่าลาวจากปมประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องศูนย์กลางอำนาจของสยามกับลาว มาจนถึงความคลางแคลงใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นเมื่อภัยคอมมิวนิสต์จางลงมาจนกระทั่งเปิดประเทศ

ความเป็นพี่น้องนั้น เราสามารถแยกแยะลักษณะของคำ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นชนชั้นของภาษาทางการเมือง โดย นพพร ประชากุล เคยกล่าวถึงอย่างน่าสนใจต่อประเด็นอำนาจในภาษาว่า ภาษามีอำนาจกำหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเราได้ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ในฐานะคนไทย เราได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะกลุ่มบุคคลที่ร่วมบิดา-มารดากับเราผ่านคำว่า “พี่” “น้อง” ซึ่งเท่ากับภาษาสอนให้เราใช้เกณฑ์อาวุโสเป็นหลักในการแยกแยะกลุ่มบุคคลต่อไป [1]

ดังนั้น ความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ จึงแสดงถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีพลวัต ความเป็นพี่เป็นน้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะมีอำนาจด้อยกว่า/หรือเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการทหารในยุคสงครามเย็น และอำนาจทางเศรษฐกิจยุคเปิดตลาดการค้า การใช้คำว่า พี่ น้อง กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

หลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยเริ่มเรียนรู้ในเรื่องนี้กันพอสมควร หลังจากที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว นับตั้งแต่ การเรียกกล่าวว่า น้อง ไปจนถึงการใช้ภาษาและเนื้อหาในสื่อต่างๆ หรือในภาพยนตร์ที่ผู้นำเสนอไม่ระแวดระวังระวังต่อความรู้สึกของประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ในปัจจุบัน เหตุใดการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอคติของตัวเอง และการยอมรับประเทศเพื่อนบ้านบนฐานของความเสมอกันจึงอันตรธานหายไป

พี่น้องกับความเป็นชาติ
ความขัดแย้งของคำว่า “กุ๊ย” จากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฯฮุนเซน นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่สุดของการพูดในทางการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจาก การเมืองของภาษา เป็นประเด็นสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

หากเรานึกถึงอำนาจกับการใช้ภาษาผ่านถ้อยคำ ตามโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การหาเสียงเลือกตั้งนั้นเอง เช่น ราชการเรียกกลุ่ม พคท.คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในกรณี 66/23 ทางราชการก็เปลี่ยนไปเรียกพวกเขาเสียใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

หรืออีกกรณีหนึ่งที่ นพพร ประชากุล ยกตัวอย่างถึงเรื่องขบถจิตแพทย์กลุ่มหนึ่งได้วินิจฉัยพฤติกรรมและสภาพจิตใจของฮิตเลอร์ตามหลักวิชาการแล้วได้แถลงต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำว่า “ฮิตเลอร์เป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต” แน่นอนว่า ฮิตเลอร์ มีบัญชาให้สอบสวนเรื่องนี้ขึ้น เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน คณะกรรมการก็แถลงผลต่อสาธารณชนว่า จิตแพทย์กลุ่มนี้ที่แท้แล้วเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” [2] นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนความคิดเรื่องของภาษาในการใช้คำว่า ชาติ มาเป็นเครื่องมือจัดการกับคนในชาติ โดยลดทอนหรือทำลายความหมายที่สื่อถึงภราดรภาพแห่งพี่น้อง [3]
 
ดังนั้น ภาษาทางการเมือง ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ความเป็นชาติ และภาษากับการเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เช่น ในกรณี 'ป๋าเปรม' ลั่นคำว่า ไม่เคยกล่าวว่า 'จิ๋ว' ทรยศต่อชาติ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ภาษากับการเมืองในเรื่องทรยศชาตินั้น เมื่อผู้มีอำนาจพูดก็เหมือนกับฮิตเลอร์เป็นผู้พูด ย่อมแสดงพลังออกมาชัดเจนกว่าปัญญาชนและหลักวิชาการ เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเชื่อมโยงกับความเป็นชาติ ผู้มีอำนาจพูดด้วยอำนาจของภาษาในการบังคับบัญชาคน และสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไป

กล่าวโดยเปรียบเทียบก็คือ จิตแพทย์ของเยอรมันก็เหมือนกับปัญญาชน ซึ่งกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ปัญญาชนเป็นผู้ทรยศชาติ ในด้านกลับกัน สำหรับประเทศไทย ปัญญาชนบางคนคลั่งชาติอย่างหน้ามืดตามัว ทั้งจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลายและคนที่เป็นปัญญาชนเอง พวกเขาไปประท้วงหน้าสถานฑูตกัมพูชาในประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พรมแดนด้วยการปลุกระดมพลอย่างคลั่งชาติ

แล้วเราจะเติมช่องว่างให้เต็มในเรื่องการสร้างสันติภาพ ความเป็นพี่น้องกันอย่างเสมอกัน เหมือนกับภราดรภาพในเรื่อง Huckleberry Finn โดยเน้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติได้อย่างไร

ความหมายของพี่น้อง-เพื่อนแบบใหม่ๆ จึงไม่ใช่เพียงความหมายแคบๆ แบบเดิมๆ เพื่อขยายอาณาเขตความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติอย่างเป็นสมัยใหม่ เพราะมันน่าจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพของประเทศไทยในขณะนี้

เมื่อเราอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมือง เราจึงต้องการรู้ถึงตัวอย่างการสร้างสันติภาพแบบเพื่อน เหมือนกับเพื่อนใกล้ตัวของเรา และแน่นอน มันย่อมเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสันติอย่างมีมิตรภาพ

ทางกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้คำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับการต่อสู้ของพวกเขา ในจำนวนนั้น บางคนยังเดินทางออกจากประเทศไทยไปกัมพูชาเพื่อพบกับทักษิณ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาไปพบกับใคร แต่เป็นเรื่องการใช้ช่องทางการไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ แม้จะอยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองสร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะในแง่หนึ่งแล้ว มันเป็นความไว้วางใจและความผูกพันข้ามพรมแดนของประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ตั้งแต่ในอดีต โดยเราอาจจะคิดต่อมาง่ายๆ ว่า ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกต้อง มันพัฒนามาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วขยายไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การเริ่มจากการค้าขายตามพรมแดนติดต่อกัน

กรณี พล.อ.ชวลิต กับบทบาทการใช้คำว่า เขาเป็นพี่น้อง brother, family กับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ [4] เราสามารถพิจารณาข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในกรณีของพม่า การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ท.ขิ่นยุ้นท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพในนามรัฐบาลเต็มตัว ในฐานะที่ พล.อ.ชวลิต สนิทกับ พล.ท.ขิ่น ยุ้นท์อยู่ก่อนแล้ว เขาได้จัดปาร์ตี้บนเรือ Oriental Queen ล่องน้ำชมแสงสีสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจน เป็นที่มาของการจับมือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน

อย่างไรก็ดี หากเราประเมินบทบาทและความสามารถทางการต่างประเทศของ บิ๊กจิ๋ว และทักษิณ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ในช่วงที่ทักษิณเป็น รมต.ต่างประเทศ เขาได้พยายามหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนามอีกด้วย [5]

จากข้อมูลของคอลัมนิสต์ ซึ่งเขียนเรื่องโฟกัสอินโดจีน ได้สะท้อนบทเรียนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า หน้าที่ของการสร้างความร่วมมือกัน สะท้อนถึงประสบการณ์ทางการต่างประเทศเพื่อใช้สร้างความร่วมมือ มิใช่ใช้เพื่อทะเลาะเบาะแว้งกัน ภายใต้ทิศทางของการนิยามคำว่า พี่น้อง ให้ข้ามพ้นโลกทัศน์ที่ตกอยู่ภายใต้เกณฑ์อาวุโสเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้น เช่น การที่กลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยมประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา ประกอบกับการที่นายวีระ สมความคิด เคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีคนว่าผมบ้า” [6] ก่อนที่เขาจะมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ แต่มันคงไม่ทำให้ผู้คนบ้า หรือคลั่งชาตินิยมตามแนวทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถึงขนาดนี้ หากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลมิใช่ นายกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ในการทะเลาะกับสมเด็จฮุนเซน ตั้งแต่กรณี ”กุ๊ย” ไปจนถึงการที่รัฐบาลไม่สามารถปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งได้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีสัญญาณจากบ้านป๋าเปรม [7] ซึ่งในอดีตก็คือบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์นั่นเอง [8]

แม้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของเราจะก้าวข้ามพ้นสัญลักษณ์ของยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้วก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องอาณาเขตสาธารณะ การสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล เพื่อเสรีภาพ และการปลดปล่อย [9]

ในทางการเมืองของพลเมืองไทย จึงต้องพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านภาษา ผ่านการสร้างสรรค์หนังสือ แบบเรียน นิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ กันต่อไป

แต่การแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องความเป็นพี่น้องในภาษาทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นก็คือ “สปิริต” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งก็ควรแสดงสปิริตทางการเมืองดังเช่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนภดล ปัทมะ เคยมาทำมาแล้ว เพื่อลดแรงกดดันไม่ให้ปัญหาการเมืองปะทุบานปลายออกไป ทั้งนี้คำว่าพี่น้องหรือเพื่อนก็ไม่สามารถขาดส่วนผสมหลักคือ “สปิริต” ไปได้

ส่วนการสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลเพื่อเสรีภาพและการปลดปล่อย คงต้องเป็นไปมากกว่าการแก้ปัญหาตัวบุคคล ทั้งนายกษิต นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของคำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งผนวกกับความหมายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คลั่งชาติ ไปจนถึงป๋าเปรม อันปรากฏถึงการดำรงอยู่ของ “พี่น้อง” ในระบบอาวุโสของบ้านป๋าเปรม

สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดตามความหมายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าที่ก่อปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อชาติและชนชั้นในความเป็นชุมชนจินตกรรมของชาติไทยเองได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลในรัฐบาลก็จะไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในยุคใหม่ ซึ่งนั่นก็คือปมปัญหาที่เราไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้องจากประเทศไทยถึงกัมพูชาได้ !?!
 
 

*หมายเหตุ: ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเบน แอนเดอร์สัน ซึ่งผู้เขียนผลงานLanguage and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia. และส่วนของผลงานมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องThe Stolen White Elephant เป็นต้น

เชิงอรรถ

[1] นพพร ประชากุล “ภาษากับอำนาจ” สารคดี ปีที่13 ฉ.147 พ.ค.2540:361-368
[2] นพพร ประชากุล, เพิ่งอ้าง
[3] คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย
[4] อรรคพล สาตุ้ม “บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯhttp://www.prachatai.com/journal/2009/11/26617
[5] หลานฟง “ทางแก้ข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนาม”โฟกัสอินโดจีน ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 41 ฉ.38 วันที่ 19-25 ก.พ.38 :12
[6] วีระ สมความคิด “มีคนว่าผมบ้า” กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ปีที่ 17 ฉ.5756 วันที่ 26 มิ.ย.47 : 2-5 และดูเพิ่มเติมกรณี “สุริยะใส” ลั่นคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26577
[7] เราสามารถพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางภาษาเหนือ ภาษาใต้ เหมือนกับเราพิจารณาภาษากับการเมืองได้ โดยดูจากผลงานเรื่องภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมืองของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เนื่องจากความน่าสนใจถึงการเมืองของการพูด คือ อำนาจของภาษาในระดับชาติ ซึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า"คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหน อย่างไร" เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โดย จังหวะ "คัตเอาต์" ตัดไฟ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง… เนื่องจากสไตล์นักการทูตยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์"โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม "ทักษิณ" ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยมาจากลูก "หมั่นไส้"จำฝังใจกับคำว่า "ไอ้กุ๊ย" บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ "Gangster" ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อฝรั่งที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา และรัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน "กษิต ภิรมย์" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แน่นอนถ้าถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก คงอยากกำจัด "จุดอ่อน" โละทิ้งยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์" ทิ้งเต็มแก่ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่โควตานี้ถูก "ล็อกไว้" ไม่อยู่ในวิสัยที่ "อภิสิทธิ์" หรือ "เทพเทือก" จะตัดสินใจได้โดยลำพังตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์. ที่มา : วิเคราะห์การเมือง แล้วเฉลยก็อยู่ที่ กษิต ภิรมย์ “ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00”
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/47244
[8] บ้านสี่เสาเทเวศร์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%8C
[9] ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 273

 

Comments

ตอนอ่าน Huckleberry Finn

ตอนอ่าน Huckleberry Finn ชอบมากนะ รู้สึกเลยว่าภูมิปัญญาของคนร้อยปีก่อนไม่ด้อยกว่าคนสมัยนี้ สำนวนกะความคิดของมาร์ค ทเวนเจ๋งมาก

เขียนได้แค่นี้ อย่เขียนดีกว่า

เขียนได้แค่นี้ อย่เขียนดีกว่า ถ้าไม่พูดเรื่องหมิ่น เรื่อง 112 พูดแค่นี้ ก็แค่ปัีญญาชนรับจ้างเขียนทำมาหากินไปวันๆ

ถ้าปัญยาชนจริงๆ ต้องพูดแบบกระผม กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง

อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก

อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว ไ่ม่งั้นจะด่าซ้ำๆ ซากๆ อีกที

อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่

ยาบ้าขาดตลาดเหรอ

ยาบ้าขาดตลาดเหรอ ????
หรือว่าแม่ไม่ให้เงินมาซื้อก็เลยคลั่ง!!!!

เอาอีกๆ....ตลกดี!!!

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง บองปะโอน
อย่าตะโกน ด่าว่ากุ๊ย คุยข่มเหง
อย่ากล่าวหา หาญหัก ว่านักเลง
อย่าถือว่า ตัวเอง เก่งกว่าใคร

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง ต้องเท่าเทียม
และล้นเปี่ยม จริงใจ ให้เลื่อมใส
ผลประโยชน์ แบ่งปัน กันเข้าใจ
ไม่มีใคร ได้เปรียบ เสียเปรียบกัน

*ภราดรภาพ แห่งไทย - กัมภูชา
ต้องพึ่งพา คนเข้าใจ ใฝ่สร้างสรรค์
มีจิตใจ อยู่ในโลก ปัจจุบัน
มาร่วมกัน สร้างไมตรี ที่เป็นมิตร

*มิตรภาพ แห่งไทย กับเพื่อนบ้าน
มิอาจคิด สร้างสาน โดยอภิสิทธิ์
คิดว่าตน เป็นเทวา วาจาฤทธิ์
ทูตกษิต มิตรเสื่อมถอย ด้อยราคา

ขำ นาย ก. มาร์ค

ขำ นาย ก. มาร์ค สร้างภาพเก่งมาก

ลวงตา อำพลาง ประชาชน

ตอนเด็ก ๆ

ตอนเด็ก ๆ ผมเป็นคนนึงที่ได้อ่าน ผลงานของ มาร์ค ทเวน รวมทั้งเรื่องนี้ด้วยครับ
ตอนนั้นก็คิดเพียงประสาเด็ก ที่มองในแง่มุมการผจญภัย

แต่พอมีบทความนี้มาลง ก็ได้รื้อฟื้นความจำ และได้เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับ
ความหมายอื่น ๆ ที่แฝงอยู่

ถ้ามองเรื่อง Huckleberry Finn จากปัจจุบัน โดยไม่เข้าใจบริบท ของสังคม ในขณะที่ผู้แต่ง
ได้แต่งและเผยแพร่ ก็อาจจะมองไม่เห็นจุดนี้

สำหรับสังคมไทย เราอ้างว่าเราเหมือน ญาติพี่น้อง มีการเรียกนับ ลุงป้าน้าอา พี่ น้อง กับคนนอกครอบครัว
กันอย่างกว้างขวาง แต่นั้นไม่ใช่ภราดรภาพ เพราะเป็นโครงสร้างเิชิง ลำดับชั้น แฝงอยู่ด้วย

ถ้าแนวคิดที่หาได้ในไทย ที่ใกล้เคียงกับภราดรภาพคือ หลัก สัตว์ที่เป็นเพื่อนทุกข์
คือต้องเกิดแก่เจ็บตาย เหมือนกัน ดังนั้นน่าจะเอาใจเขาใส่ใจเรา แต่อย่างไรก็ตาม
ในทางพุทธ ก็มี แนวคิดเกี่ยวกับ ลำดับชั้น และ สถานะ บุญกรรม อย่างหนาแน่น
และมีปริมาณมาก จึงทำให้สังคมไทยที่ใ้ช้แนวคิดพุทธ พราหณ์ มองไม่เห็น ( ของไทย มีพรามณ์ผสมเข้าไปมากอีกด้วย)

ถ้าทางคริสต์ ภายใต้พระเจ้าทุกคนเท่าเทียมกัน พระเจ้าล้วนรักทุกคน
ดังนั้นของทางตะวันตกจึง เข้าใจแนวคิดนี้ได้อย่างกว้างขวางกว่า

เสริมต่อ ดังนั้น

เสริมต่อ

ดังนั้น การที่คนไทยเรามอง มีลำดับชั้น มีสภานะภาพปน

ลุงป้าน้าอา เป็น ญาติ และ เป็น นาย บ่าว

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ จะเห็นคน ในเมืองจำนวนมาก
แม้แต่นักวิชาการ

มักบอกว่า รู้สึกเอ็นดู สงสาร กับคนชนบท ที่เขาโง่เง่า ไร้การศึกษา
ที่แสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับตน (ในรายที่ ใช้ความรุนแรงก็จะเป็นลักษณะ ส่อเสียด
เย้ยหยาม ดูหมิ่น)

แทนที่จะเป็นการเคารพ รับฟังข้อคิดเห็น เหตุผล และพยายามแลกเปลี่ยนความคิด
กันอย่างเปิดกว้างอย่างแท้จริง กันในแบบที่มี ภราดรภาพ

*ภราดรภาพ แห่งไทย -

*ภราดรภาพ แห่งไทย - กัมภูชา
ต้องพึ่งพา คนเข้าใจ ใฝ่สร้างสรรค์
มีจิตใจ อยู่ในโลก ปัจจุบัน
มาร่วมกัน สร้างไมตรี ที่เป็นมิตร

*มิตรภาพ แห่งไทย กับเพื่อนบ้าน
มิอาจคิด สร้างสาน โดยอภิสิทธิ์
คิดว่าตน เป็นเทวา วาจาฤทธิ์
ทูตกษิต มิตรเสื่อมถอย ด้อยราคา

*เขาไม่เชื่อถือมาร์ค ไม่อยากคบ
ไม่เคารพ เกรงใจ ในทีท่า
มาร์คผู้บั่น มิตรภาพ ไทยกัมพูชา
มาร์คพูดจา ตัดรอน ตอนต้นเอง

*..จะทบทวนความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อมิตร..
อภิสิทธิ์ พูดเอง เพลงข่มเหง
เขาไม่ง้อ ขอฟรี มิกลัวเกรง
เขาเล่นเพลง ผลประโยชน์ แล้วโทษใคร

*เมื่อไทยสร้างถนน ให้กัมพูชา
ส่งสินค้า ของไทย ไปถึงไหน
เพื่อประโยชน์ ของไทย สินค้าไทย
แล้วทำไม เขาจะง้อ พ่อหนุ่มมาร์ค

ผมคิดเหมือนคุณ Iterator ครับ

ผมคิดเหมือนคุณ Iterator ครับ ในเรื่องที่คนในเมืองและนักวิชาการบางส่วนชอบดูถูกคนชนบท และยิ่งเห็นชัดมากขึ้นเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย

เมื่อตอนที่ผมเข้าไปอ่านข้อความในหลาย ๆ แหล่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ผมได้อ่านหลาย ๆ ความเห็นที่วิจารณ์แล้ว ก็มีปน ๆ กันไปทั้ง ๆ ที่เขียนชมและด่าคุณทักษิณ
แต่ที่ทำให้ผมอึ้งก็คือ ข้อความที่ว่าคนที่เลือกคุณทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ว่าเป็นพวกคนจน ไร้การศึกษา ซื้อได้ด้วยเงิน และใช้คำอื่น ๆ ที่พยายามกดให้ดูต่ำต้อยเท่าที่จะทำได้
เหมือนกับจะบอกว่าคนที่เลือกคุณทักษิณเป็นคนชั้นสองของประเทศ และไม่ควรมีสิทธิ มีเสียงอะไรในบ้านเมืองนี้

คนกลุ่มนี้ มีความคิดที่ดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามเพื่อนร่วมชาติ
เพียงเพราะเพื่อนร่วมชาติของเขาชื่นชอบและเลือกที่จะให้ทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ
คนกลุ่มนี้เลือกที่จะยอมรับและใช้การปฏิวัติ แทนประชาธิปไตย เพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองของกลุ่มคนที่พวกเขาเชื่อว่าดี
ในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ ซึ่งดูมีการศึกษาดี ฐานะดี มีความคิดดี ก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นความผิด ความเลวร้าย ความอยุติธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เลือกที่จะเดินอยู่ในเส้นทางที่ถูกขีดมาไว้โดยคนกลุ่มที่พวกเขาเลือกแล้ว
และเลือกที่จะให้การกระทำที่เลวร้าย ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากน้ำมือของคนกลุ่มนี้ เงียบหายไป โดยไม่ต้องผ่านการลงโทษตามกระบวนการทางสังคม

นี่หรือครับ คือ สิ่งที่คนในเมืองและนักวิชาการบางส่วนเลือกที่จะใช้เป็นบรรทัดฐาน และค่านิยมที่ถูกต้องของสังคมไทย

***เราไม่ควรมองประเทศเพื่อนบ้

***เราไม่ควรมองประเทศเพื่อนบ้านแบบอดีตอีกแล้ว ว่าเป็นพี่เป็นน้อง ควรมองแบบประชาธิปไตย คือเสมอภาคกัน

ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

***เรวจะต้องร่วมมือกับเวียดนาม ลาว กัมพูชา เพื่อคานอำนาจ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของจีน ซึ่งกำลังโตเป็นยักษ์ใหญ่

***ผมอาจจะวิตก แต่ก็พอมีเหตุผลด้านประวัติศาสตร์ คือกรุงศรีอยุธยาก็ต้องไปจิ้มก้องประเทศจีน ในสมัยนั้น

***ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ถ้าร่วมมือกันเหนียวแน่น ก็ถือว่าแกร่งพอใช้

***แต่ถ้า สี่ประเทศนี้ ทะเลาะกัน แย่งกันเป็นใหญ่ หรือไทยทำตัวเป็นพี่ใหญ่ที่ไม่น่าคบ เขารวมตัวกันสามประเทศ

ผมว่าไทยเราจะแย่เหมือนกัน

***รัฐบาลนี้ทำตัวให้ฮุนเซนรังเกียจ ผมละเศร้าใจครับ เขารังเกียจที่เอากษิตมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ กษิตรังแกเขาเรื่องพระวิหาร ปลุกกระแสคลั่งชาติ พิโธ่เอ๋ย สฤษดิ์ยังทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อศาลโลกตัดสินให้แพ้เสียพระวิหาร

บ้านนี้

บ้านนี้ เมืองนี้
ถูกโจรครอบครอง มาสิบกว่าปีแล้ว
เรื่องที่พวกโจรถนัดคือ
โกง ยักยอก ขโมย ปล้น
ปิดบัง ซ่อนเร้น หลบหนี หลบหลีก
ยุแยง ใส่ร้าย ป้ายสี แอบอ้าง

พี่น้อง ที่พวกมันโกง ยักยอก ขโมย และปล้น
ล้วนแต่ทรัพย์สิน เงินทอง
ที่หามาด้วยน้ำพัก น้ำแรง ของพวกเราทั้งนั้น

ต้องเรียกได้ว่าเป็นการออกมาเป

ต้องเรียกได้ว่าเป็นการออกมาเปิดหน้าชกเต็มๆแบบไม่สนใจธรรมเนียมทางการฑูตหรือจริยามารยาทที่ดีงามที่ควรจะเป็นของผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้นำประเทศ สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา ออกมาประกาศต่อหน้าประชาชนคนกัมพูชาส่วนหนึ่งว่า

"คนกัมพูชาจะไม่มีความสุขไปได้เลย ตราบเท่าที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และนายกษิต ภิรมย์ ยังคงครองอำนาจอยู่ในรัฐบาลของประไทย
(Straits Times November 01,2009)
http://www.straitstimes.com/BreakingNews/SEAsia/Story/STIStory_460900.html

แถมยังปรากฎข่าวผ่านสื่อในกัมพูชาอีกว่า นายกฮุนเซนของกัมพูชาถึงขนาดออกปากว่า นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวของไทยที่เขารู้สึกว่าติดต่อประสานงานด้วยยากมากที่สุด ในบรรดานายกรัฐมนตรีทั้งสิบคนของไทยที่เขาเคยติอต่อประสานงานมาทั้งหมด
(Phnom Penh Post Tuesday, 01 December 2009)
http://www.phnompenhpost.com//2009120129884/National-news/pm-orders-thai-loans-halted.html

ซึ่งหากประติดประต่อข้อมูลข่าวสารในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ก็พอจะมองออกว่า ที่มาที่ไปของความอึดอัดขัดใจที่ทำให้นายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา ต้องระเบิดอารมณ์ แสดงอาการไม่พออกพอใจท่านนายกอภิสิทธิ์ของไทยอย่างรุนแรงแบบนี้ มันมาจากสาเหตุใด

มีบางท่านบอกว่า น่าจะมาจากปมปัญหาความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโครงการกู้เงินประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยล้านบาท ที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้แจ้งชัดเจนว่าจะอนุมัติให้กัมพูชากู้หรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดท่านนายกอภิสิทธิ์ก็ออกมายืนยันว่าพร้อมที่จะอนุมัติให้ตามคำขอของกัมพูชา เพราะเห็นว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนคนกัมพูชา เพราะเป็นเงินกู้เพื่อเอาไปใช้ในการซ่อมแซมถนน แต่หากกัมพูชาจะขอยกเลิกการขอกู้เงินจำนวนนี้ ก็เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาเอง ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไทยไม่ให้กู้แต่อย่างใด

ซึ่งดูเหมือนท่านฮุนเซนก็ได้ตกลงที่จะยกเลิกการกู้เงินจำนวนนี้ไปแล้ว โดยท่านฮุนเซนได้แสดงเหตุผลที่ขอยกเลิกการกู้เงินจำนวนนี้จากไทยว่า

"ถึงแม้กัมพูชาจะจน แต่เราก็ยอมกลืนเลือดของเราเองดีกว่าที่จะให้คนไทยดูถูกว่าเราต้องไปขอความช่วยเหลือจากเขา"

ทั้งยังบอกด้วยว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานใดของกัมพูชา หากมีใครบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากทางการไทยก็ขอให้ลาออกไปเสีย

อันที่จริงแล้ว ความอึดอัดขัดใจที่ท่านฮุนเซนมีต่อนายกอภิสิทธิ์นั้น ไม่ใช่แค่เพราะประเด็นเรื่องเงินกู้จำนวนนี้ แต่เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น

แต่มันน่าจะสะสมมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่านค้านในสภาสมัยที่ประเทศนี้มีนายกรัฐมนตรีชื่อสมัคร สุนทรเวชแล้ว

เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังจะมีการเลือกตั้ง และหนึ่งในนโยบายหลักที่ฮุนเซนนำไปใช้ในการหาเสียงก็คือ จะผลักดันให้มี การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ให้สำเร็จให้จงได้

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับเป็นตัวตั้งตัวตีที่คัดค้านเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง ขยันขันแข็ง ถึงขนาดหยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหา ไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

และตัวท่านอภิสิทธิ์นี่แหละ ที่เป็นผู้อภิปรายชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่รัฐบาลนายสมัคร ได้มอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ ไปทำหนังสือยินยอมให้กัมพูชาสามารถขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.๑๙๐

และมีการเสนอเรื่องให้ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย จนศาลปกครองได้มีคำสั่งชั่วคราวให้ระงับหนังสือยินยอมดังกล่าวไว้ก่อน จนส่งผลให้กัมพูชาไม่สามารถนำหนังสือยินยอมดังกล่าวไปใช้อ้างอิงต่อคณะกรรมการมรดกโลกได้ และท้ายที่สุด ทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองก็พิพากษาว่า หนังสือดังกล่าวเป็นโมฆะ

และแม้กระทั่งเมือเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว รัฐบาลของท่านนายกอภิสิทธิ์ก็ยังให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปยื่นหนังสือคัดค้านการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชา อีกด้วย จนทำให้ขณะนี้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ก็ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ประเด็นที่ลึกกว่านั้น ก็น่าจะเป็นเพราะท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนักการเมืองที่เข้ามาทำงานการเมืองโดยที่ตัวเองและครอบครัว มิได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนต่อผลประโยชน์ใดๆของรัฐ

เป็นนักการเมืองสายเลือดใหม่ที่อยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนานกว่ายี่สิบปี ผ่านกระบวนการเลือกตั้งมาจากประชาชนด้วยความสุจริต มิเคยปรากฎว่าได้ใช้อามิสสินจ้างใดๆให้กังขาแม้แต่ครั้งเดียว

และการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะมีข้อกังขาจากฝ่ายสูญเสียอำนาจว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไปแย่งชามข้าวเขามากิน เพราะมีการไปฉกกลุ่มงูเห่าจำนวนหนึ่งมาจากกลุ่มก้อนนอมินีของนายใหญ่ที่ดูไบ มาเป็นฐานสนับสนุนให้มีคะแนนเสียงสนับสนุนในสภามากพอจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ด้วยความชอบธรรม ชนิดที่ไม่มีใครสามารถนำไปเป็นประเด็นคัดค้าน เขี่ยกระเด็นให้พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปได้ตามกระบวนการของกฎหมาย

ซึ่งแตกต่างจากนายกรัฐมนตรีสองคนก่อนหน้านี้ ที่มาจากสายตรงของเพื่อนรักของท่านฮุนเซน

ประกอบการการที่ท่านฮุนเซนนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของกัมพูชามาอย่างยาวนานกว่ายี่สิบปี ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของการเป็นเจ้าของประเทศกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียวของเขา มีอย่างสูงยิ่ง

จนเกือบจะกล่าวได้ว่า ผลประโยชน์ของประเทศกัมพูชาก็คือผลประโยชน์ส่วนตัวของนายฮุนเซน ก็ไม่น่าจะเกินเลยความจริงสักเท่าใด

ถึงขนาดเขากล้าประกาศต่อชาวกัมพูชาว่า จะยังคงเป็นนายกรฐมนตรีกัมพูชาต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หรือจนกว่าเขาจะมีอายุ ๙๙ ปี ทีเดียวเชียว

ประกอบกับความคุ้นเคยในการคบหาสมาคมกับนายใหญ่ของคนเสื้อแดงมายาวนาน โดยเฉพาะช่วงที่นายใหญ่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของไทย อะไรต่อมิอะไรระหว่างไทยกับกัมพูชา ดูมันลงตัว ง่ายดายไปเสียทุกเรื่อง

ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่า นายกรัฐมนตรีของไทยน่าจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งที่เขาสามารถพูดคุยได้ง่ายๆ ไม่ต้องเรื่องมาก มีพิธีรีตรองมากมาย เหมือนกับนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆที่เขาเคยติดต่อมานับสิบคน

แต่ท่านนายกอภิสิทธิ์ ไม่เป็นเช่นนั้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่านสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซนแห่งกัมพูชา จะรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงที่ประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนต้องออกมาแสดงความรู้สึกอึดอัดขัดใจ ให้เห็นเป็นประจักษ์ อยู่ในขณะนี้

ก็คงต้องขอให้คนไทยทั้งประเทศ ช่วยกันพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า

ใครเป็นทองแท้ ใครเป็นทองทียม กันเอาเองนะครับท่าน