รายงานเสวนา Thailand in transition: a historic challenge and what's next?

วันที่ 8 ธ.ค. เวลา 20.00 น. มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม และโครงการหลักสูตรปริญญาโท สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันจัดงานเสวนาหัวข้อThailand in transition:  a historic challenge and what's next? ที่ ร.ร. เชอราตันแกรนด์ สุขุมวิท โดยมี ธงชัย วินิจจะกูล ผาสุก พงษ์ไพจิตร พันศักดิ์ วิญญรัตน์ และม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดยชัยรัตน์ ถมยา

ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเอเชียตะวันอกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เริ่มโดยกล่าวว่า เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องย้อนหลังไปไกล หากมีการเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันก็สุดแต่จินตนาการของผู้ฟังและขอให้รับผิดชอบตัวเอง เขากล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเมื่อปี 2475 ว่า ขณะที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ประชาชนไม่พอใจกับสถาบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ เพราะมองว่าทำให้ประเทศล้าหลัง รัชกาลที่ 7 ทรงตระหนักเรื่องนี้และพยายามปฎิรูปบางอย่าง แต่ที่ปรึกษาอาวุโสของพระองค์ในขณะนั้นไม่พอใจและเห็นว่าคนไทยไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจนี้ไม่ได้เพิ่งมีในรัชกาลที่ 7 เริ่มตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 6 พระองค์ไม่ใช่นักปกครองที่ดีนัก แต่เป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ ข้าราชบริพารทั้งหลายและสหายของรัชกาลที่ 5 ไม่ได้เชื่อมั่นในรัชกาลที่ 6 โดยกังวลกับบุคลิกภาพและพฤติกรรมส่วนพระองค์ ความไม่เชื่อใจนี้เริ่มตั้งแต่พระองค์เป็นมกุฎราชกุมาร โดยมีข่าวลือว่า มีองครักษ์คนหนึ่งตีทหารและไม่ได้รับโทษ เพราะได้รับความช่วยเหลือของมกุฎราชกุมาร ข่าวลือเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนพระองค์แพร่ออกไปจำนวนมาก รวมถึงข่าวลือว่า พระองค์อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับขึ้นครองราชย์ สร้างความกดดันต่อการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ อย่างไรก็ตาม มกุฎราชกุมารเป็นรัชทายาทหนึ่งเดียว และได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่ยังพระเยาว์ ซึ่งยังไม่มีพฤติกรรมที่ชัดเจน

ธงชัย แสดงความเห็นว่า ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งถ้าจะสนใจที่เรื่องส่วนพระองค์ แต่ต้องมองปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น สิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามคือ หากรัชกาลที่ 5 ไม่ได้มีพระเกียรติคุณมากมาย พระโอรสอาจมีโอกาสมากกว่านี้ แต่ความจริงคือพระบิดามีเกียรติเป็นที่นับถือ เป็นเรื่องยากสำหรับพระราชโอรสที่ต้องเอาชนะอุปสรรค ปัจจุบันสถาบันฯ มีโอกาสที่ดี ที่จะไม่ทำเช่นนั้นอีก หากสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง

ดังนั้น สำหรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ราชสำนักสามรัชกาลจึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ พวกเขามักอ้างว่าคณะราษฎรเป็นปัญหา และประชาชนยังไม่พร้อมก็ด้วย คำถามคือ พร้อมสำหรับอะไร เพราะไม่มีการปฎิวัติครั้งใดที่เกิดตอนประชาชนพร้อมแล้ว

ธงชัย กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยหลังศตวรรษ 1980 ว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและโลกาภิวัตน์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองและชนบทของสังคมไทยเปลี่ยนไป คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตรอีกต่อไป คนยากจนไม่ใช่ชาวไร่นาในอุ้งมือของคนในรัฐบาล การเลือกตั้งทำให้คนชนบทและคนจนเมืองมีโอกาสแสวงหาส่วนแบ่งด้านอำนาจและทรัพยากรที่เคยอยู่ในมือชนชั้นนำ คนในชนบทและคนจนเมืองไม่เพียงแต่เข้าใจประชาธิปไตย แต่ยังได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากประชาธิปไตยด้วย  ขณะที่ชนชั้นนำไม่เข้าใจพวกเขา ทำให้คนชั้นล่างสนับสนุนทักษิณ

ประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้งถูกโจมตีโดยชนชั้นนำว่าเป็นส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชั่นเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งของนักการเมือง ขณะที่พวกกษัตริย์นิยมก็เชื่อมั่นในคุณธรรมของผู้ปกครองต่อไป หลายคนสนใจแต่ทักษิณ สนความขัดแย้งเหลืองแดง บ้างเชื่อว่าวิกฤตทุกวันนี้เกิดจากคนชั่วร้ายไม่กี่คน หากกำจัดคนชั่วไปได้จะกลับเข้าสู่ปกติ ซึ่งนั่นเป็นนิยาย

ในปี 2475 ชนชั้นสูงบางคนไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ปี 2519 ทหารไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และอ้างว่าคอมมิวนิสต์อยู่เบื้องหลังการต่อต้านรัฐบาล ส่วนตอนนี้ ขอให้เติมคำในช่องว่างกันดู

ธงชัย กล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า ถูกนำมาใช้โดยมิชอบ มีสถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนพูดถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นในสังคม แต่ผู้อยู่ในอำนาจไม่ต้องการแก้ปัญหา ต้องการเพียงให้คนอื่นเงียบ อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้จะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เชื่อว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร รู้เพียงว่า การเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้น และไม่สามารถหยุดมันได้

"เราไม่อาจบอกให้รถไฟไม่ออกจากสถานีได้ เพราะมันได้ออกจากสถานีไปแล้ว"

นอกจากนี้ เขาเตือนด้วยว่า ให้ระวังพวกกษัตริย์นิยม เพราะคนเหล่่านี้เป็นอันตรายกับสถาบันกษัตริย์ และจะเป็นผู้ที่ทำลายอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ประเทศไทยควรจะมีความเป็นธรรมมากกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ประเทศไทยมีความไม่เท่าเทียมสูงมากเมื่อพิจารณาจากรายได้ของคนที่รวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ กับคนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ พบว่าห่างกันถึง 13 เท่า ซึ่งเป็นสัดส่วนความแตกต่างที่มากกว่ายุโรป และเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันซึ่งมีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนอยู่ 9-12 เท่า แม้กระทั่งในประเทศแถบแอฟริกาที่มีสงครามกลางเมือง ก็ยังมีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนน้อยกว่าไทย

ผาสุกกล่าวต่อไปว่าไม่เฉพาะเรื่องรายได้กับความมั่งคั่งเท่านั้นแต่เรื่องอำนาจก็มีการกระจายอย่างไม่เท่าเทียมมาก ผู้ที่อยู่ในระดับที่มีอำนาจเช่นนักการเมือง ข้าราชการชั้นสูง ตำรวจและทหารสามารถจะทำอะไรก็ได้สามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองอย่างผิดกฎหมายและสร้างความเชื่อถือในผู้คนในสังคมระดับสูง

ผาสุกกล่าวว่า แม้ว่าความไม่เท่าเทียมในด้านความมั่งคั่งและการกระจายอำนาจจะไม่ได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองเสมอไป แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ในช่วงที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของไทยสูงขึ้นกว่าสามเท่า เมื่อมีรายได้มากขึ้นก็มีความคาดหวังสูงขึ้น คนต้องการโอกาสที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ประชาชนกำลังรู้ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการต่อสู้ทางการเมืองเป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถทำให้เกิดผลได้ในแง่การปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น คงไม่กลับไปที่อดีตอีกต่อไป

"มีคนที่รู้สึกว่าการเมืองจะช่วยปรับปรุบงชีวิตเขาได้ มีคนรวยทีได้รับอภิสิทธิ์มานานก็ไม่ต้องการสูญเสียไป หลายคนไม่ต้องการสูญเสียอำนาจที่เคยมี"

ผาสุกเสนอว่า แนวทางที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทยก็คือการสร้างความเป็นธรรม เพราะหากพูดถึงความเท่าเทียมแล้วจะทำให้หลายคนรู้สึกกลัว ทั้งนี้การสร้างความเป็นธรรมนั้นสามารถทำได้โดยผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การเก็บภาษีโดยตรงต่อทรัพย์สินและรายได้ เพราะปัจจุบันนี้ประเทศไทยใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหลักซึ่งเป็นการผลักภาระภาษีให้กับคนจน เนื่องจากพวกเขาต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้

มาตรการที่จำเป็นอีกประการคือบริการสาธารณะที่ควรกระจายไปให้ครอบคลุมเหมือนบริการสาธารณสุข รัฐบาลต้องจัดบริการสาธารณะให้ถึงคนจน โดยผาสุกระบุว่าปัจจุบันบริการสาธารณะค่อนข้างจะเอื้อประโยชน์ให้คนรวยมากกว่า

และมาตรการท้ายสุดคือหลักนิติธรรม "เราต้องไม่ทำให้คนที่มีอิทธิพลสามารถจะทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย นี่คือข้อท้าทายอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลประชาธิปไตยที่จะสามารถจัดการให้ได้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็จะไม่สามรารถมีสันติสุขได้" ผาสุกกล่าวในท้ายที่สุด

พันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องกำหนดทิศทางของตัวเองว่าจะอยู่ตรงส่วนไหนของไม้กางเขนการพัฒนาระหว่างจีนและญี่ปุ่น พร้อมให้ข้อมูลว่าทั้งสองประเทศมีแนวคิดที่จะทำเส้นทางเชื่อมต่อเพื่อพัฒนาเศรฐกิจในภูมิภาคนี้ โดยจีนมีโครงการตัดเส้นทางรถไฟจากคุนหมิงลงมายังประเทศไทย และญี่ปุ่นต้องการทำเส้นทางเชื่อมผ่านเวียดนาม กรุงเทพฯ ไปย่างกุ้ง และเมืองเชนไนของอินเดีย

"ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นก็คงแจ้งให้รัฐบาลไทยทราบแล้วถึงแนวคิดในการทำถนนนี้ เพราะว่าเคยคุยตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ญี่ปุ่นพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามและกัมพูชาอย่างรวดเร็ว และจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพม่าอย่างรวดเร็ว"

พันศักดิ์กล่าวว่าสิ่งที่จีนและญี่ปุ่นเสนอน่าสนใจเพราะช่วยยืดอายุขัยเฉลี่ยของประชาชน ทำให้เกิดการจ้างงาน การมีระบบขนส่งที่ดี ก็จะมีการลงทุนมากขึ้น มีกระบวนการแปรรูปสินค้ามากขึ้นตามเส้นทางหลวง

"เรามีความสามารถที่จะทำให้เป็นจริงได้ไหม หรือเป็นแค่ทางผ่าน"

พันศักดิ์กล่าวต่อไปว่า จะไม่มีประโยชน์ถ้ามัวแต่มาคุยกันหรือปรับตัวด้านอารมณ์เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น "ผมเสนอว่าเราควรต้องมีเสถียรภาพด้านปัญญา อารมณ์" เขาระบุว่าจากการพูดคุยกับนักลงทุนจากต่างชาติผู้ประเมินความเสี่ยงในการลงทุน พวกเขาต้องการเห็นหลายอย่าง คือ เสถียรภาพของประชาธิปไตย และการตีความหลักนิติรัฐ

"เราต้องมีหลักนิติธรรมที่มีความน่าเชื่อถือ กรณีมาบตาพุดเป็นวิกฤตของการตีความพันธกรณีของรัฐที่ไม่ถูกต้อง การตีความสัญญาประชาคมที่ไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหาด้านกฎหมายด้านสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาของรัฐบาลไทย ภาระเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องการสร้างพันธสัญญาในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองประชาชนอย่างดีที่สุด ต้องเสนอที่จะจัดตั้งองค์กรสิ่งแวดล้อมอิสระและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด เป็นเรื่องการีสร้างความน่าเชื่อถือของรัฐบาล"

พันศักดิ์กล่าวว่าสังคมไทยต้องตอบคำถามตัวเองในเรื่องการสร้างคุณค่า เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความจริงของการแลกเปลี่ยนสินค้า "อย่างไรก็ตามผมคุยกับคนที่ไม่สนใจเลยว่าจะเกิดอะไรกับประเทศนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ทำเงินได้อยู่ดี จะไปสวรรค์ หรือไปนรก ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่มีใครช่วยเราได้"

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงที่มีการพบกันของความไม่แน่นอนและแน่นอนหลายอย่าง ความไม่แน่นอนได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าจะดำเนินต่อไป และปีหน้าจะเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งจะบอกว่าใครมีความชอบธรรมในการขึ้นครองอำนาจ อย่างไรก็ตาม คนที่ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าจะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการปกครองต่อไป ทั้งจากฝ่ายเสื้อเหลือง-เสื้อแดง และไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า จะสร้างความมีเสถียรภาพและไร้เสถียรภาพต่อไปไหม

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจขึ้นตรงต่อเศรษฐกิจโล ซึ่งอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอน ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศก็เกิดจากการที่รัฐบาลใช้ทรัพยากรมหาศาล ดังนั้นแล้ว จึงอยากจะเห็นจินตนาการเรื่องเศรษฐกิจ-ความสามารถในการแข่งขันมากกว่านี้จากพรรคประชาธิปัตย์  

ความไม่แน่นอนทางสังคม อันเกิดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ  คงจะมีการแยกขั้วทางการเมืองและความง่อนแง่นของเศรษฐกิจอาจทำให้เกิดการประท้วงมากขึ้น ทั้งนี้ สหภาพยุโรป มีรายงานว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางสังคมสูง

เรื่องความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง เขาเองมีความกังวลเรื่องชายแดนภาคใต้ โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการปะทะกัน 8000 ครั้ง เสียชีวิต 400 กว่าคน บาดเจ็บเป็นพัน ยังไม่รวมขมขื่น ความเกลียดชัง ซึ่งเกิดจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น

"นโยบายต่อสถานการณ์ภาคใต้ของประชาธิปัตย์น่าผิดหวัง เราบอกว่าเรารู้จักภาคใต้ แต่เราไม่รู้จะทำอย่างไร" เขากล่าวและเสนอให้กลับไปดูอินโดนีเซีย โดยการสร้างความอดทนและการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งแรกที่ต้องมี

ขณะที่ความไม่แน่นอนในระดับภูมิภาค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แสดงความเห็นกรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและกัมพูชาว่า แม้สมเด็จฮุนเซนจะผลักและจี้เรา แต่เราอาจจะตอบโต้เกินความจำเป็นเกินไป อาจต้องมีกระบวนนการระงับไม่ให้กรณีพิพาทลุกลามมากขึ้น

ส่วนความแน่นอนนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ระบุว่า จำนวนประชากรในประเทศกำลังพัฒนาจะเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าไทยเองจะมีอัตราการเพิ่มต่ำ แต่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านห้อมล้อมไทย จะทำให้มีการอพยพมากขึ้น เพิ่มความท้าทายเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ ซึ่งเรายังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร รวมถึงเรื่องสวัสดิการต่างๆ ของผู้สูงอายุที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ เราจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อโรคระบาด เพราะเรามีการเคลื่อนย้ายผู้คนข้ามประเทศ ข้ามพรมแดน ทั้งสินค้าและบริการ โรคระบาดแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เรายังมีโรคของสังคมสมัยใหม่ โรคซึมเศร้า ทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันแล้ว จะส่งผลต่อสาธารณสุขของเรา ที่เลวร้ายคือ จะกระทบต่อผู้มีรายได้รายน้อย และผู้ที่เข้าถึงการรักษาได้น้อย ลำพังงบของสาธารณสุขเอง ปัจจุบันก็ค่อนข้างต่ำ โดยต่ำกว่า 100 เหรียญดอลลาร์ต่อหัว ขณะที่สหรัฐใช้ 6,000 ดอลล่าร์ต่อหัว

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ระบุว่า แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ในปี 50 ประชากรในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรก ในอนาคต 60% ของประชากรโลกจะอยู่ในเมือง จะต้องจัดการปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับผลกระทบ เรื่องอาหาร ความมั่นคงของอาหารและผลทางสวัสดิการสังคมด้วย

ด้านสิ่งแวดล้อม มีปัญหาทั้งพายุไซโคลน แผ่นดินไหว ที่เพิ่มมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ในไทยเอง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะทำให้การเซาะกร่อนชายฝั่งเกิดขึ้นอีก ทั้งยังมีการทรุดตัวของพื้นดิน ซึ่งในระยะยาว หากเกิดทั้งสองกรณี จะทำให้ กทม. จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งต้องการมาตรการระยะสั้นและยาว และการลงทุนมหาศาลเพื่อป้องกันการพังทลายของชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ เราจะต้องช่วยกันกับชาวโลก ลดรอยเท้าทางนิเวศน์ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วย

เราแน่ใจว่า เรามีปัญหาท้าทายในอนาคตหลายอย่างแน่นอน และจำเป็นต้องลงทุนมหาศาล แต่เรากำลังเสียเวลาไป โดยปล่อยให้ความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาทางสังคมมีต่อไป

"ถ้าเรามองถึงอนาคตแล้ว เราต้องลดความไม่แน่นอนในปัจจุบันลง" 

 

 

ติดตามอ่านรายงานฉบับเต็มได้เร็วๆ นี้

Comments

รีบหน่อยครับ

รีบหน่อยครับ นานๆจะมีเรื่องที่ควรค่ากับการรอคอยให้ตั้งตารอสักที อ่านแต่เรื่องพื่นๆมาหลายวันแล้ว

ขอขอบคุณประชาไทเป็นการล่วงหน้าเลยก็ได้ครับ ขอบคุณ

แหมให้พูดแบบมีกฏหมายบางข้อเป็

แหมให้พูดแบบมีกฏหมายบางข้อเป็นก้างขวางคออยู่ ยังไงๆก็พูดได้ไม่หมด ลองให้พูดแบบไม่มีอะไรต้องระแวงซิ รับรองมันกว่านี้แยะ

ต้องบอกว่าดีใจ ที่อย่างน้อย

ต้องบอกว่าดีใจ ที่อย่างน้อย ประเทศนี้ ก็ยังมีคนอย่าง ผาสุก พงษ์9 ที่เข้าใจ สังคมและปัญหาของประเทศนี้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น ชนิดที่เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม และเฉกเช่นเดียวกับ พันศักดิ์ วิญญ9 ที่ต้องนับว่าเป็นผู้ที่มองเห็นหนทางการแก้ปัญหา
หรือหนทางแห่งการซื้อเวลา ทางเศรษฐกิจ ของมหภาค อย่างถึงแก่นเช่นกัน
แต่ทว่าน่าเสียดาย ที่ตอแหลแลนด์ ไม่ได้มีความต้องการ บุคคล ที่รักประเทศชาติประชาชนอย่างแท้จริงเช่นนี้
เพราะตอแหลแลนด์นั้น เสพย์ติดอยู่กับอำนาจ ที่อยู่เหนือการตรวจสอบ เสพย์ติดอยู่กับระบอบทาส และศรีธนญชัย

คุณธงชัยเตือนว่า"ให้ระวังผู้น

คุณธงชัยเตือนว่า"ให้ระวังผู้นิยมกษัตริย์ เพราะผู้นิยมกษัตริย์เป็นอันตรายกับสถาบันกษัตริย์ และจะเป็นผู้ที่ทำลายอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์"
อยากจะถามว่า เตือนใคร? และใครจะเป็นผู้กล้าอาสาเข้าไปเตือน?

ผมก็รอคอยอ่านฉบับเต็มครับ

ผมก็รอคอยอ่านฉบับเต็มครับ ขอบคุณประชาไทที่จัดงานดีๆ แบบนี้ น่าจะจัดที่หอใหญ่ มธ.นะครับ
เพราะตอนที่ผมตัดสินใจจะซื้อบัตรไปฟัง บัตรก็หมดแล้ว เสียดายครับ
คราวหน้าจัดพูดเป็นภาษาไทยบ้างนะครับ
มีคนอยากฟังเยอะครับ คนที่รู้ข่าวบ่นเสียดายไปตาม ๆ กันที่ไม่ได้ฟัง

วิสุทธิ์

ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านที่เร

ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านที่เราต้องเลือกได้
ไม่ว่าวิธีการใดก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกว่า3ปี
เลือกในวิธีที่พวกเราไม่ต้องทำบ้านเมืองป่นปี้
แม้จะมีอุดมการณ์ การเมืองที่ต่างกัน
พระจันทร์สีเหลืองส่องแสงนวลรื่นรมย์ในราตรีกาลฉันท์ใด
พระอาทิตย์สีแดงส่องแสงแรงในกลางวันฉันท์นั้น
อยู่คนละฟากฟ้าต่างหน้าที่ต่างพันธะกิจต่างอยู่ร่วมกัน
เพื่อร่วมกันก้าวผ่านวิกฤตเมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

คนที่อยู่กลางไม่เลือกข้างเลือกฝ่าย
พวกท่านคือเป้าหมายโปรดให้ความเห็น
พันธะกิจแป๋งบ้านสร้างเมืองเรื่องจำเป็น
หลายความเห็นหลายสมองต้องชี้นำ

ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 40 เพื่อนักการเมือง
ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับ50เพื่อเผด็จการ
โปรดใช้มติประชาคมนำการเปลี่ยนผ่าน
ร่วมกันต้านการใช้ความรุนแรง แก้ไขปัญหา

ขอขอบคุณปรมาจารย์ สนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง พ.ต ท. ค.ร ทักษิณ ชินวัตร พลเอก สนธิ บุญตะกรินทร์และมือที่มองไม่เห็น พวกท่านได้ปลุกเร้าให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งเป็นฐานันดรที่สี่ที่ขาดหาย จากนี้ประเทศไทยจะมีอนาคตมั่นคง เจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวร

ครับเท่าที่อ่านแล้ว

ครับเท่าที่อ่านแล้ว ยังไม่ได้อะไรใหม่ในนี้ แม้การนำเสนอเนื้อหาจะมีข้อเท็จจริงเชิงลึกที่น่าสนใจในการสนธนานั้น แต่เป็นสิ่งที่เสิร์ฟผ่านมาหลายเวทีแล้ว มันเป็นแค่การเล่าซ้ำที่น่าสนใจในเวทีและบุคคลที่น่าเชื่อถือแค่นั้นเอง?

เพราะทิศทาง และการเปลี่ยนผ่านสังคมไทย แม้ตัวแปรโลกาภิวัฒน์ จะสร้างเงื่อนไขใหม่มากมายต่อนักปกครองรุ่นเก่า แต่รากเหง้าของสังคมไทย ยังต้องขยับหลายเรื่องอีกเยอะมาก หลายมิติมาก ?ทั้งโครงสร้างและพฤติกรรม จึงจะเห็นพลวัฒน์ของการเปลี่ยนแปลง

ทั้งมิติ"ความเป็นธรรม",การบริหารจัดการความต่างจนไปถึงการกระจายทรัพยากรอย่างไรเป็นธรรมหรือทั่วถึงตามหลักปชตหรือไม่? โครงสร้างอำนาจตอนนี้ เป็นอย่างไรมันสอดคล้อง หรือขัดแย้ง กับปชต. มันยังเป้นเรือยนตืปชต.รูปร่างประหลาดพิสดารอะเมจซิ่งไทนแลนดือยู่ไหม?(เรือยนต์ปชตแต่ติดเบรคกางใบนักปกครองรุ่นเก่าเอาไว้คือ)คือมันจะวิ่งแปลกๆแบบปชตไทยเท่านั้น นั้นคือไม่วนก็จะเดินถอยหน้าถอยหลังเพราะอีกคนติดเครื่องยนต์แบบปชต.อีกคนติดเบรคกางใบ(รูปธรรมติดเบรคกางใบเอาง่ายๆชัดๆก็คือปฎิวัติครับ)แต่การกางใบนี้มีหลายรูปแบบวิธีการกว่านั้น แม้แต่มาบตะพุดล่าสุดนี้ก็ใช่???

ปชต.แบบเต็มใบหรือไม่? คงไม่ต้องถาม? เพราะโครงสร้างอำนาจที่ยังต้องอภิบาลปชต.ไว้ที่ชุดความคิดตั้งแต่ก่อน2475(เนื้อหาที่คุณธงชัยพยายามเสิร์ฟ) ตอนนี้เราหลุดพ้นชุดความคิดมีผู้ปกครองปชต.ตรงนี้ไหม??? เอาคำถามตรงๆง่ายนี้ก่อนไปพุดเรื่องที่ไกลตัวออกไป?

แต่เท่าที่ทราบตอนนี้ เราถูกทั้งนักปกครองระบบทุนนักการเมืองรุ่นใหม่ครอบงำ(ทฤษฎีต้มกบระบอบทักษิณเหมือนจะมีพัฒนาการแบบปชต.แต่ที่สุดออกลายแบบต้มกบ)จนไปสร้างเหตุผลอีกชุดในการฉุดออก(ปรากฏการณ์สนธิและพธม.ตอนแรก) แต่นั้นกลับเป็นตัวแปรสายล่อฟ้า(ตัวซวยมากกว่าตัวช่วย) หรือปูทางให้สร้างความชอบธรรมลวงในการเชิญอำนาจอีกขั่ว นั้นคือขั่วชุดความคิดอภิบาลปชต.ตั้งแต่ก่อน2475

มาใช้โอกาสตรงนี้ในการลากปชต.ลงหม้อตุ๋นกบ(ระบอบอำมาตย์หรือปชต.ไม้ดัด)จนพัฒนาการปชต.ตอนนี้มันไหลย้อนกลับให้อำนาจนอกปชต.ไปพันธนาการแบบไม้ดัดปชต.ไว้ที่ชุดความคิดแบบการอภิบาลปชต.เป็นพันธนาการที่วนและไม่สิ้นสุด แม้ชุดความคิดอภิบาลปชต.จะคือเหตุผลรองภายใต้เหตุผลหลัก นั้นคือ

"""การคงอำนาจนักปกครองรุ่นเก่าฝ่ายตนไว้"""

ด้วยการอ้างการอภิบาลปชต.(ปชช.ไทยไม่พร้อมกับปชต.ในเนื้อหาอ.ธงชัย)ปัญหาคือชุดความคิดเก่าหลงยุคเกินไปนี้ มีพัฒนาการบ้างไหม? เพราะโลกหลังจากช่วงนั้น(2475) สังคมโลกได้เปลี่ยนผ่านพัฒนาการไปหลายตัวแปรแล้ว เช่นยุคสงครามเย็น แม้ตอนนั้นจะเป็นความชอบธรรมหนึ่งที่นักปกครองรุ่นเก่าจะใช้มาผลิตวาทะกรรมภัยคุกความความมั่นคง นั้นคือภัยคอมมิวนิสต์

แต่มีหลายเหตุการณ์ที่ใช้เหตุผลรองมาบังเหตุผลหลักของนักปกครอง นั้นคือเหตุการณ์เดือนตุลาฯที่ถูกบิดเบือนไป เพราะนักปกครองรุ่นเก่ากลัวพลังบริสุทธิ์แบบนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระทบฐานอำนาจตน ที่มากกว่าการอ้าง กลัวคอมมิวนิสต์แบบคอมม้อนเซ้นท์ธรรมดาๆ

ดังนั้นพลังแบบครั้งนั้น(คนตุลาฯ)จึงถูกทหารที่รวมกับนักปกครองรุ่นเก่า ทอนโครงสร้างและลดพลังแบบนั้นจากหลายทางที่สุดเหลือแค่พลังเด็กเยาวชนไทยที่ว่าง่ายๆเชื่องๆที่นักปกครองเขาจะป้อนอะไรก็กินได้กินดี จนได้ผลผลิตเด็กไทยยุคสมาธิสั้นจากการบริโภคสื่อหรือด้านมืดอีกด้านหนึ่งของโลกาฯจนทำให้

แม้ทุกวันนี้ตัวแปรโลกาภิวัฒน์ สื่อยุคนี้จะทรงพลังต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ทิศทางมันไม่ได้มีพลังไปทางบวกต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยที่การใช้พลวัฒน์ด้านสว่างของมันให้สร้างสังคมฐานความรู้ เพื่อผลักดันสังคมให้หลุดออกไปจากคอกอำนาจของนักปกครองปชต. ในสภาพแบบนี้เสียที?

แต่ที่สังคมไทยใช้พลังแบบโลกาภิฯไปสู่การเปลี่ยนแปลงทำไม่ได้ เพราะมันมีพันธนาการหลายชั้นเกินไป เช่นลากจากหม้อต้มกบ แต่พัฒนาการย้อนกลับไปหนักกว่าเก่าของนักปกครองรุ่นเก่านั้นคือ"ตุ๋นกบ" สภาพที่เป็นหรือที่เห็นมันเป็นแค่เกมชักคะเย่ออำนาจของนักปกครองปชต.

โดยที่มีเจ้าของอำนาจตัวจริง(ภาคปชชถูกนักปกครองเขาใช้ยุทธวิธีนกกระจิบกับแหนายพรานจับแยกให้ตีกันเองเพื่อลดทอนพลังปชต.ที่หรือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง) ให้ใช้พลวัฒน์จากโลกาภิฯ มาเล่นแค่เป็นตัวละครประกอบฉาก เช่นเหลืองก็ทหารเอกในกรงลิงของฝั่งอำมาตยฯหรือตุ๋นกบ

ส่วนฝ่ายแดงก็แค่อึ่งอ่างหางแดงของฝั่งต้มกบ แม้เนื้อหาจะร้องหาความเป็นธรรม แต่วิธีการมันกับใช้ยุทธวิธีคือพองตัวแข่งกับช้าง แทนที่จะใช้วิธีการร้องระงมผสมประชากรกบเลือกนาย(การเมืองภาคปชช.ไทย)ยังอาจจะได้พลังการเปลี่ยนแปลง แต่อึ่งอ่างหางแดงกลับใช้วิธีการใช้ไฟจากโลกาภิฯมาต้มกบ หรือพยายามลากลงหม้อต้มกบที่ของลูกพี่หม้อเดิมแบบเดิมๆ ที่ประชากรกบเลือกนาย กลัวกันขยาดกันด้วยภาพที่เกินจริงจนขวัญเสียแล้วจากทฤษฎีสมคบคิดของ อีกฝ่าย?

นั้นคือสถานการณ์ที่ไร้ทางเลือกในทางรอด ของกบเลือกนายปชช.ไทยขณะนี้ ที่สื่อยุคโลกาภิฯนี้ ที่อาจจะเป็นตัวแปรที่ทรงพลังไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือเปผลี่ยนผ่านที่ดีด้วยพลังทางบวก แทนที่จะพาตัวเองออกจากพันธนาการของนักปกครองออกไปหาปชต.ที่สมบูรณ์ หรือออกจากระบอบสวนสัตว์(ปชตไม้ดัด)

พัฒนาการไปเป็นผืนป่าสมบูรณ์(นิเวสน์ประชาธรรม)หรือปชต.เต็มใบเสียทีแต่สิ่งที่เห็นสิ่งที่เป็น กับการใช้สื่อยุคนี้กลับใช้เป็นเครื่องมือของนักปกครองสองฝ่ายที่ผลัดกันใช้มาเป็นเชื้อฝืนในการทั้งต้มกบและตุ๋นกบ

ประชากรกบเลือกนายคนไทย พลวัฒน์ของโลกาภิวัฒน์มันจึงใช้เป็นแค่ไฟมาต้มกันเองหรือตุ๋นตัวเอง วนกันอยู่แค่นี้ไม่ไปไหนหรอกครับ? สุมไฟให้ร้าย,ใส่ไฟ,คหกรรมด้วยการผลิตวาทะกรรมมากล่าวหากันเอง ต้มกันเองที่สุดตัวเองนั้นล่ะที่เปื่อยเพราะทั้งหมดมันหม้อต้มกบหรือตุ๋นกบประเทศไทยเดียวกัน???

ครับอยากจะขอทิ้งท้ายไว้(เพราะ

ครับอยากจะขอทิ้งท้ายไว้(เพราะมีสัญญานไฟเขียวมาจาก???ข้างบนแล้วตอนนี้พูดได้แล้วเรื่องแบบนี้ถ้าเสิร์ฟจังหว่ะไม่ดี เหมือนเสิร์ฟใส่กำแพงหรือเล่นคนเดียวครับ)ว่าทางเลือกในทางรอดนั้นคือลดบทบาทตัวละครหลักขณะนี้ทุกตัว(พูดง่ายแต่คงทำได้ยาก) แล้วเพิ่มพื้นที่คนที่ควรต้องเล่นจริงๆ ทั้งโครงสร้าง(ตัวร.50เลยตัวสัดส่วนอำนาจตอนนี้มันเพี้ยนแล้วร.50นั้นน่ะมั่วแล้ว) และปรับพฤติกรรม เช่นสื่อ การเพิ่มพื้นที่ให้คนที่ควรเล่น? ส่วนคนที่เล่นจนเละจนเลอะมากแล้วลดพื้นที่ได้ก็ลด(จากสังคมหรือสื่อช่วยบีบพื้นที่อีกที)

เข้าใจว่าช่วงนี้มันภาวะฝุ่นตลบ(CHAOS) เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา? และการง้างอ้อย(อำนาจร้อน)ออกจากปากช้าง? การเมืองภาคปชช.จริงๆเท่านั้นต้องขยับ และสื่อต้องไม่ใช่เครื่องมือตัวซวยคหกรรมทางอำนาจ แต่ควรปรับมาเป็นตัวช่วย ด้วยอำนาจที่มีพลวัฒน์แบบโลกาฯ

ถ้าหลุดพ้นออกมาจากการเป็นเครื่องมือของนักปกครอง มาเป็นมือเป็นไม้หรือเป็นตัวช่วยภาคปชช.นั้นคือเพิ่มพื้นที่ให้ คนที่ควรต้องเล่น เสริมหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในพลวัฒน์ด้านสว่างที่ทรงพลังของสื่อยุคโลกาภิฯ ลดการใช้พื้นที่สื่อในการกล่าวหาหรือเป็นเชื้อฟืนของทั้งสองฝ่าย กลับไปเพิ่มพื้นที่คนที่ควรเล่นหรือคนกลางให้มากๆ

ผมยังเชื่อว่าพลังด้านสว่างของโลกาฯ จะสร้าง"สังคมฐานความรู้" ไม่ใช่สังคม"ผลาญความรู้"(เอานักปราชญ์ไปเผาเอาสมองขี้เฒ่าใส่มาแทนมันจะได้เชื่องๆว่าง่ายแบบสมัยยุคมืดในยุโรป) หรือสังคมแห่งการสาดโคลนกล่าวหา สร้างวาทะกรรมจนกลายเป็นหลุมดำแห่งการสาดโคลนกล่าวหาระหว่างสีเทาทั้งคู่ยิ่งเพิ่มที่เข้มจนมันมืดดำไร้ทางออก ถ้ามันฝุ่นตลบ(CHAOS)

ดังนั้นค่อยๆลดเงื่อนไข พร้อมกับเปิดทางเจรจา เพราะเทากับเทาทำไม? จะคุยกันไม่ได้สื่ออย่าพยายามยกให้ใครอุปโลกใครขาววอกพอกหน้ามาหนาเตอะเกินจริง หรือสาดโคลนใครจนเน่าเกินจริง แต่ต้องนำเสนอภาพที่แท้จริงของทั้งสองฝ่ายว่ามันเทาทั้งคู่?

ดังนั้นหันหน้ามาเจรจาหาทางเอาสีเทาเอาขี้โคลนของคู่กรณีตนออก? จากการพูดจาเจรจาบอกอีกฝ่ายว่าตรงไหนเทา ตรงไหนเลอะ?ของคุณที่คุณมองไม่เห็น ขอได้ไหม แลกเปลี่ยนกับเทาที่ไม่ดีของแต่ล่ะฝ่าย ที่ไม่ใช่ซูเอี๋ยกัน เพราะตอนนี้ไม่ใช่ผูกขาดให้ใครเป็นเฮียอีกคนเป็นเฮียที่ใส่ไม้โทให้ ทั้งที่ถ้าจะว่ากันจริงๆ ใส่หรือไม่ใส่ไม้โท มันก็คุณสมบัติเท่าๆกันเทาทั้งคู่ถ้าใส่ให้เขาก้เท่ากับใส่ให้เราด้วย แล้วจะใส่ไปทำไมเอาออกเฮียอาเฮียพี่ป้า,น้าอากันน่ะดีแล้วจะใส่ไม้โทให้เป็นศรัตรูกันทำไม?

การช่วยกันล้างเทาให้กันหรือเอาไม้โทออกจากหัวอีกฝ่าย นั้นล่ะคือการค่อยๆลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ตรงไหนที่มันหนักมาก เอาไว้ก่อน? แล้วอย่าพึ่งไปแตะมันให้ขยายเงื่อนไขเพิ่มเริ่มตรงที่มันพอจะสรุปร่วมกันได้ว่าจะยกเงื่อนไขจะค่อยลดสีเทาออกจากทั้งสองฝ่าย

สิ่งสำคัญสูงสุด ลดการกล่าวหาอีกฝ่ายเพราะมันจะเร่งสภาวะฝุ่นตลบ หรือขยายสภาพCHAOSเพิ่มจนระบบควบคุมระบบไม่ได้ ควรลดเงื่อนไขมุ่งไปสู่ระบบกลไก ตรงไหนเสียกู้ได้กู้ก่อนให้ระบบในกลไกบทบาทหน้าที่ตอบโจทย์ทำงานให้มาก กว่าวิวาทะ(ปาก)

บทบาทส่วนไหนหรือใคร อ๊อฟไซด์ สะเล่อ เสนอหน้าเล่นจนเสียหายมากเกินไปแล้วควรลดบทบาทเพื่อทบทวนจัดระเบียบขาตัวเองก่อน ไม่ว่าเหลืองหรือแดงเพราะสถาวะฝุ่นตลบ(CHAOS) ตัวแปรที่สร้างปัญหาสูงสุดคือขากับปากครับ?ไม่ว่าจะสหาบาทหรือสหบาทา อวัยวะที่แสปที่สุดไม่แขนก็ขารองมาจากปาก?

แต่ถ้าทุกคนหันมาจัดระเบียบแขนและขาหรือปากพัฒนาไปเป็นอัตตาของตัวเอง(มันทำได้เลยที่ตัวเอง) นั้นล่ะครับตัวแปรที่สร้างปัญหาสภาวะฝุ่นตลบ(CHAOS)ที่จัดการได้ทันทีนั้นคือการจัดระเบียบ"อัตตา"ของตัวเองก่อนที่จะไปพยายาม"อัดตา"คนอื่นด้วยแขนหรือขา,???

ครับขอเพิ่มเติมประเด็นคุณพันศ

ครับขอเพิ่มเติมประเด็นคุณพันศักดิ์ต่อการจุดประเด็นทางรถไฟสายโลกสายใหม่ที่ต้องผ่านไทย รวมทั้งของญี่ปุ่นเรื่องคมนาคมเชื่อมต่อ(ที่ผมเคยคุยไว้ในบทวิเคราะห์คุณพันศักดิ์เรื่องที่ผมเคยพูดไว้กับไทยความแข็งแกร่งภายในcomparative advantageหรือmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน)กับศูนย์กลางคมนาคม(ในคอลัมขีดเส้นใต้)

นั้นคือเรามีจุดขายหรือมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สะท้อนmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน)เป็นต่อคนอื่นในภูมิภาค เหมือนเรามีโครตระเพ็ชรแต่ไม่เคยขุดเอามาใช้ ทั้งศูนญ์กลางทางการบิน(หนองงูเห่าถ้าเราสร้างทันไม่ปล่อยให้โคตรเพ็ชรกลายเป็นถ่านไปก่อนจนตายแล้วเกิดใหม่เป็นสวรรณภูมิ)

ที่mystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน)ตรงนี้เหมือนเพ็ชรที่ไม่เคยถูกขุดมาใช้จนโดนพวกซื้อมาขายไปนายหน้าแบบสิงคโปรตัดหน้า สร้างความเป็นรองจากกความเคยชินจนสร้างความเป็นศูย์กลางแทนเราและถ้าคอคอตฯเกิดได้สิงคโปรไม่ได้เกิดแน่? แต่ทั้งหมดนี้เราขายตรงนี้ทั้งในcomparative advantageหรือmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน) ไปให้สิงคโปรไปหมดแล้ว

แต่คมนาคมทางบกที่กำลังคือสิ่งที่สิงคโปรเลียนแบบหรือโขมยซีนได้ยาก?(เพราะมีเงื่อนไขทางที่ตั้งทางภูมิศาสตร์บังคับไว้) กว่า ทางเรือหรือทางอากาศมาก นั้นคือโครงข่ายคมนาคมระบบขนส่งทางบก หรือลอจีสติกส์ทั้งระบบระบบรางและรถยนต์ จีนเขาจ้องเรามานาน

แต่ถ้าเราขายโอกาสแบบนี้ไปเหมือนคราวคอคอตฯหรือหนองงูเห่า ประเทศที่จะมาแทนเราคือ เวียตนาม หรือไม่ก็พม่า? และเป็นไปได้สูงว่าเราจะเสียโอกาสในความเป็นต่อทางในcomparative advantageหรือmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน) เหนือใครในภูมิภาค เมื่อมามองโครงสร้างอำนาจภายในเมืองไทย กับเรือยนต์ปชต.แต่กางใบสำเภานักปกครองรุ่นเก่าเอาไว้

ติดเบรคหัวทิ่มเลยครับสิ่งที่ผมเคยพูดไว้ (ถามมาร์คดูสิ?)เอาง่ายๆแค่นายกมาร์คไปจีน เปรยๆเรื่องนี้ ยังต้องหุบปาก? ทั้งตอสหภาพฯ และตอกลุ่มทุนเก่าที่กลัวการเปลี่ยนแปลงกระทบฐานอำนาจตน?(โดยอ้างเศรษฐกิจพอเพียงที่เถียงความจริงโลก) จนถึงการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงไม่ให้การกระจายทรัพยากรอย่างผูกขาดแบบเก่าๆ(คือพอเพียงให้ผูกขาดไว้ที่กระเป๋าใครนักปกครองฝ่ายไหน?)

ถ้าการกระจายทรัพยากรแบบนี้ เดี๋ยวมันมีประสิทธิภาพเกินไป เงื่อนไขการเข้าไปคุมหรือผูกขาดมันทำได้ยาก? ดังนั้นจึงต้องหวงก้างและขวางโลกเอาไว้ด้วยข้ออ้างกลัว"ขายสมบัติชาติ" ด้วยกลุ่มคนหลงยุคตกขบวนการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้? เพราะกรอบของกลุ่มทุนอนุรักษณ์สร้างภาพการขายสมบัติชาติให้น่ากลัวเกินจริง

ทำให้การกระจายทรัพยากรมันไปติดกรอบรัฐวิสาหกิจ แบบเดิมๆทั้งที่ตัวตนของรัฐวิสาหกิจนั้นมันคือการตอบโจทย์เมื่อสมัยปฎิวัติอุตสหกรรมใหม่สมัยยุโรปเพิ่งจะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยุคนี้ไม่ใช่แล้ว?มันหลงยุคแล้ว?

แต่ของเรามันกลับไปใช้วิธีการแปรรูปในต้นแบบที่เสียของเช่น(ปตท.นั้นคือเอาความมั่นคงทางพลังงานที่มีเงื่อนไขพิเศษนั้นคือเราไม่มีจมูกทางพลังงานไว้หายในแต่เอาไปเซ้งให้นายหน้าหลายต่อเกินไป) จนถึงการแปรรูปที่ไปในทิศทางการสัมปทาน(ในแบบการผุกขาดการสัมมาหารัปทานไว้ที่กลุ่มทุนมันไม่ได้กระจายออกไปตามเจตนารมณ์การแปรณูปที่ถูกต้อง)

เอาไปผูกขาดให้กลุ่มทุนไม่ใช่การแปรรูปที่กระจายทรัพยากรตรงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง

จึงใช้เหตุผลของความล้มเหลว(เพราะใช้ไม่ถุกทำไม่ถุกต้องเองแต่เอาเหตุผลแบบนั้นไปเหมาเข่งรส.อื่นๆเกินไป)แบบนี้มาสร้างชุดความเชื่อแบบเขียนเสือให้วัวกลัวหรือเหมาเข่งภาพการแปรรูปให้เกินจริงจนเป็นพันธนาการของรูปแบบการบริหารจัดการการกระจายทรัพยากร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไว้ที่ความล้มเหลวของระบบรัฐวิสากิจไทยตอนนี้

นั้นคือหลายเรื่องมันรวมศูนย์จนเป็นการผูกขาดเช่นกฝผ. ถ้าไม่รวมศูนย์บางที่โรงไฟฟ้าชุมชน? หรือแหล่งพลังงานทางเลือกของชุมชน เกิดได้ครับ?จนถึงชาวบ้านพัฒนาขายพลังงานให้กฟผได้ และพัฒนาใช้เองได้? โดยไม่ผ่านต๋งกฟผ.หรือแม้แต่ปตท.บางที่ชาวบ้านสามารถสร้างแหล่งขุดเจาะพลังงานทางเลือกในชุมชนได้ ด้วยการกระจายความสามารถในการผลิตพลังงานทางเลือกในชุมชน เช่นไบโอดีเซลชาวบ้านพัฒนาจากทรัพยากรท้องถิ่นที่มีมากจนล้น

แต่ระบบโครงสร้างการรวมศูนย์ให้ปตท.(ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีมี่ข่าวชาวบ้านนักวิจัยป.4ผมพัฒนาใช้เองกลับถูกจับเพราะต๋งปตท.แม้จะคลี่คลายเรื่องถูกจับได้แล้ว? แต่ระบบโครงสร้างจากระบบผูกขาดเซ้งให้ใครไปโดยทั้งรัฐวิสาหกิจ หรือการแปรรูปที่ล้มเหลว) จนมันไปพันธนาการพลังงานทางเลือกทั้งไฟฟ้าและพลังงานเครื่องยนต์

ที่ต้องบังคับให้ทั้งประเทศเติมน้ำมันผ่านนโยบายปลากระป๋องแห่งชาติจากส่วนกลางเท่านั้นนั้นคือไม่ปตท.ก็กฟผ.เท่านั้น? ที่มีสิทธิบริหารจัดการทรัพยากรส่วนนี้อย่างผูกขาดจนไปลดโอกาสหรือพัฒนาการพลังงานทางเลือกชุมชน นี่คือความล้มเหลวของการบริหารจัดการ ทัรพยากรของชาติไว้ที่ระบบผูกขาดด้วยทุนนิยมอย่างเสรี(ระบบนักล่าโลกาภิฯ)และผูกขาดด้วยทุนศักดินาล้าหลังหรือกลุ่มทุนอนุรักษ์?

นั้นคือภาพอีกภาพหนึ่งที่กลุ่มทุนหรือกลุ่มอภิสิทธิชน พยายาม จะหวงอำนาจไว้ เพื่อโอกาสในการผูกขาดการบริหารจัดการทรัพยากรไม่กล้าเปิดกว้าง? เช่นโครงการที่ว่านี้(ระบบลอจีสติกโลกโดยผ่านความร่วมมือขนาดใหญ่ที่จะใช้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางจากในcomparative advantageหรือmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน)

ที่เล่ายาวเพื่อให้ทราบที่มาที่ไป เอาแค่รฟท.กับนโยบาย"เตี้ยอุ้มค่อม" กว่าที่เราจะฝันถึงรถไฟหัวกระสุน เราก็ต้องนั้งรถไฟแบบ"วิ่งหัวซุกหัวชุน" หลบไอ้ค่อมรฟท.ที่มันทั้งตัวพิการใจมันยังพิการอีกนั้นคือจะจับเป็นตัวประกันเหมือนทุกครั้ง ถ้าไปแตะรฟท.ของเขา(มันของค่อมรฟท.ไปเมื่อไหร่ไม่รู้?แต่ที่แล้วๆมาไม่มีใครไปแตะเขาได้)

นั้นคือถ้าใช้นโยบายเตี้ยอุ้มค่อม ตามแผนพัฒนาที่นู๋มาร์คเอามาโชว์ อีกเกือบร้อยปีถึงจะมีรถไฟหัวกระสุนวิ่งในไทยได้เต็มระบบ ทั้งที่มันควรเกิดได้เมื่อหลายสิบปีที่แล้วได้แล้วเน้นว่าได้แล้วเพราะมันควรเกิดพัฒนาได้ไปหลายสิบปีแล้วถ้าไม่มีกรอบวิธีคิดที่ล้าหลังแบบนี้พันธนาการไว้

ถ้าพันธนาการเรื่องแบบนี้ไม่มีไว้ หรือเอาง่ายๆ ถ้าจะให้สร้างตอนนี้ทำได้เลย(เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด) รถไฟหัวกระสุนวิ่งได้ไม่ถึง5ถึง6ปี สร้างได้เลยครับ? เพื่อแต่แค่เราเปิดใจและรับฟังและเอาพันธนาการเก่าๆออกไป?

ไม่ได้โม้ครับ ?ไฮสปีดเทรนที่สุวรรรณภูมิตอนนี้ คือต้นแบบ? เอาแค่ขยายไปนิคมอุตสาหกรรมและเมืองท่องเที่ยว(พัทยา)ระยองและแหลมฉบังไปถึงจันทบุรี? แนวศึกษาเส้นทางมีแล้วครับ ?ไม่ติดเวรคืนด้วย ก็คือเรียบเส้นทางมอร์เตอร์เวย์(รถไฟใช้พื้นที่น้อยกว่าทางรถยนต์มาก)การก่อสร้างในแนวทางที่มีไว้แล้วใช้เวลาสั้นมาก และคนที่เขขาพัฒนาที่พร้อมจนล้นพร้อมที่จะวิ่งหัวชนกันเอาของที่พัฒนาดีที่สุดมาประกวดกันเพราะที่บ้านมันอิ่มตัวแล้ว มันแทบนรมติรได้โดยไม่เสียตังค์สักบาท???(ตรงนี้สำคัญไม่เสียตังค์สักบาทก้ได้ หรือจะร่วมทุนจนถึงแบบไหนเลือกได้หลายทาง)

คือสายแรกต้องปล่ยอเรื่องราคา(ผลตอบแทน)เป็นแรงจูงใจ(นักลงทุน)แต่วางกติกาเพื่อรองรับการแข่งขันระยะยาวไว้ ในลักษณะการสร้างทางเลือกแบบทางรถด่วน หรือทางรถพื้นราบจนถึงรถไฟฟรีก็ให้รฟท.เดิมทำไปเป็นทางเลือกเชิงรัฐสวัสดิการ แต่ส่วนที่จะสร้างทางเลือกก็ไม่ควรให้คนที่เขามีเงินต้องมาทนนั่งรถไฟอนาถาแบบรฟท.ขณะนี้?

หรือทนนั่งรถไฟแบบหัวซุกหัวซุนลุ้เนว่ามันจะปล่อยผู้โดยสารลอยแพตรงไหนก็วิ่งหัวซุกหัวซุนมันตรงนั้นไม่ไม่งั้นขุนโจรแห้วหวานมันจับเป็นตัวประกันอีก

เช่นกันลอจีสติกระบบรางนี้เหมือนกัน? บางทีคุณไม่ต้องใช้เงินสักบาทในการลงทุนมหาศาลตามกรอบการพัฒนารถไฟแบบ"เตี้ยอุ้มค่อม"ของนู๋มาร์คขณะนี้ เพราะจีน เขาตั้งการต่างตอบแทนในการขยายการค้าการลงทุนมายังภูมิภาคนี้และทางออกทะเล อีกทางที่จะขยายอิธิพลทางการตค้ามายังอาเซียนผ่านเราที่เราจะได้อีกอื้อมหาศาลเลย

แต่ถ้าเราทำแบบนี้ บางที่เวียตนามหรือพม่าที่"comparative advantageหรือmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน) เขาเป็นรองเราอื้อความน่าสนใจจากจีนด้อยกว่าเรามาก แต่เพราะเราไม่เอาหรือทิ้งโอกาสไป หรือยอมให้โคตระเพชรกลายเป็นถ่าน แบบเดิมๆจนเขาเอาไปกินผ่านทวารลูกหลานแบบสิงคโปรไปกี่รอบคนแล้ว โคตระเพ็ชรที่เรามีแบบในcomparative advantageหรือmystic value (มูลค่าที่แฝงอยู่ภายใน) มันก็จะรอเรานานจนขุดขึ้นมามันกลายเป็นถ่านไปแล้ว?

มันก็จะเสร็จเวียตนาม หรือพม่ากับทางลงทะเลอีกทางของจีน และการขยายการค้าลงมายังภูมิภาคแถบนี้ คือถ้าเรายังงมโข่งอยู่กับนโยบายเตี้ยอุ้มค่อมแบบนี้ เสร็จโจรครับ?(ทั้งในประเทศจากการผุกขาดแบบที่ว่าและต่างประเทสฉวยโอกาสเอาไปกินแทน) นี่ไม่รวมพันธนาการที่กลุ่มทุนเก่าหรือทุนศักดินาหวงก้างเรื่องแบบนี้ไว้ กลัวการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองจะเสียโอกาสการผูกขาด แบบเดิมๆไว้จึงใช้เหตุผลแฝงนั้นคือขายสมบัติชาติมาหลอกพวกสาวกอย่าทหารราบในกรงลิง(พธม.)เป็นบ้าเป็นบอคุ้มคลั่งตามไปด้วยแบบเดิมๆ

รฟท.คือตัวอย่างที่สำคัญว่ามันสะท้อนความล้าหลังขนาดไหน?ทั้งที่จุดเริ่มต้นสมัยองคร.5 เราก่อตั้งพร้อมๆกับญี่ปุ่น แต่ตอนนี้เขาไปถึงหัวกระสุนถึงไหนต่อไหนแล้ว? เรายังควบรถไฟสมัยร.5เกือบ80% ปุเลงปุเลงๆถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง(ถ้าคนขับ หลับในไม่ใช่แค่ตายฟรีมีขุนโจรแห้วหวานออกมาจับตัวประกันต่อรองกับรบ.ไทยทั้งที่ตัวเองก็หวงก้างเขาเอาไว้)

ทั้งเตี้ย(รบ.)กับไอ้ค่อมรฟท. กระเตงกันยักแย่ยักยัน กัดหูกันบ้าง(อย่างล่าสุดสหภาพกัดหูรมตคมนาคมตั้งใจล้มให้ได้แต่ของมันดันเข้าตัวเองไอค่อมรฟท.โดยขุนโจรแห้วหวานมันเลยโดนหนัก)นี่ไงครับ?เพราะนโยบายเตี้ยอุ้มค่อมไงครับ? มันจึงกระเตงกันไปแบบนี้ อีกกี่สิบปีก็ไปไม่ถึงไหน?

คุณพันศักดิ์ครับทางรถไฟในฟันนี้ของคุณและของผม ผมว่ามาดูแลอาการยักแย่ยักยันของแม่เตี้ย(รบ.)กับไอ้ค่อมรฟท. และกลุ่มทุนศักดินาจอมหวงก้างเขาจะซื้อหวยตัวอะไร?ง่ายกว่า? ในพัฒนาการการรถไฟไทย คือมันได้ลุ้นแค่มิติแทงหวยแบบให้ไอ้ค่อมรฟท.เป็นคนเดินโพย?(ดูท่ายักแย่ยักยันมันสิลุ้นกันเหงือกแห้งแน่ๆ)

มันก็จะยักแย่ยักยันที่บางทีหวยออกไปนานแล้ว(เวียตนาม,พม่าได้เฮไปแล้ว) โพยหวยของได้ค่อมรฟทงเรามันยังไม่ไปถึงไหนหรือถึงเจ้ามือเลย? มันเดินยังไม่ถึงเจ้ามือหวยเลย จะเอาอะไรมาลุ้น? คนไทยที่ลุ้นการแทงหวย(พัฒนารฟท.)มีแต่อาหารเซ็งเป็ด? ดูเวียตนามพม่าโช้ย ไปหลายหยวน ของไทยก็กวนโอ๊ยกัยอยู่แค่นี้ไม่ไปไหนหรอกครับ?อ.พันศักดิ์อย่าไปคิดให้เมื่อยตุ้มเลยคิดไปก็เหนื่อยเปล่า???555

เฮ่อ รอ รอต่อไป รอการเปลี่ยนผ

เฮ่อ
รอ
รอต่อไป
รอการเปลี่ยนผ่าน
เมื่อไรหนอ
ที่จะสำเร็จ
แล้ว "พัฒนา" ต่อ
จะได้เห็นจริงๆ เสียทีว่า
ที่ถกเถียงกันมา มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ
แต่คงไม่ทันแล้วหละ
และก็หวังอยุ่ว่าจะไม่ทัน
มนุษย์สายพันธุ์นี้จะได้หายๆ ไปจากโลกบ้าง
จะเกิดความเข้าใจใหม่ๆ ก็ต้องเจออะไรหนักๆ
เพี้ยง
ธรรมชาติช่วยลงโทษเสียที

ครับขอขยายความตรงนี้เพื่อกันค

ครับขอขยายความตรงนี้เพื่อกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหาว่าผมไป พาดพิงพระราชดำรัชเรื่อง"ความพอเพียง" กับตรงนี้?

"ทั้งตอสหภาพฯ และตอกลุ่มทุนเก่าที่กลัวการเปลี่ยนแปลงกระทบฐานอำนาจตน?(โดยอ้างเศรษฐกิจพอเพียงที่เถียงความจริงโลก) จนถึงการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงไม่ให้การกระจายทรัพยากรอย่างผูกขาดแบบเก่าๆ(คือพอเพียงให้ผูกขาดไว้ที่กระเป๋าใครนักปกครองฝ่ายไหน?"???

คือผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับพระราชดำรัชที่สื่อเรื่อง"ความพอเพียง"หรือเศรษฐกิจแบบพอเพียง(ในเสกลศาสนาแบบปัจเจกบริหารจัดการกิเลสระดับอัตตาก่อน) แต่ถ้าใช้คำว่า"เศรษฐกิจพอเพียง" แล้วให้แปลตรงๆคำตามคำๆนี้เลย อย่างแรกผิดหลักภาษาไทย ถ้าเจตนาตามพระราชดำรัชที่"ความพอเพียง"ที่เป็นปรัชญาแต่เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ปรัชญา เป็นศาสตร์ศาสตร์หนึ่งทางเศรษฐศาสตร์ทันที?(แต่ที่สำคัญมันดันไปเถียงหลักเศรษฐศาสตร์ตรงเสาคานขื่อเรื่องอุปสงค์อุปทานด้วย)

ดังนั้นคำนี้"เศรษฐกิจพอพียง" จึงมีลักษณะที่เป็นศาสตร์ยังไม่ถึงปรัชญาเรื่องหลักความพอเพียงดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะชี้คือการใช้คำผิดหลักเจตนาที่จะสื่อให้ถูกต้องหนึ่งล่ะ?

สอง. เป็นการสร้างวาทะกรรมเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนัยยะทางการเมืองและเกมอำนาจเท่านั้น? มันไม่ได้สื่อในเนื้อหาที่ถูกต้องจนกลายเป็นเครื่องมือเกมอำนาจทั้งที่เป็นคำที่สูง(พระราชดำรัช) แต่คนเล่นกลับเอามาเล่นเป็นแค่เครื่องมือเกมอำนาจหรือการเมือง

นั้นคือการผลิตวาทะกรรมเศรษฐกิจพอเพียง(แม้นัยยะตามเจตนา"ความพอเพียง"จะเป็นสิ่งที่สูงเป็นปรัชญาทางศาสนา)ซึ่งต้องใช้ให้ถูกต้องในบทบาทหน้าที่ทางปรัชญาหรือศาสนา ไม่ใช่ ใช้ในแบบที่ลดตัวลงมาเป็นซับเซ็ตของศาสตร์บางศาสตร์หนึ่งจนมีลักษณะก้าวก่ายขัดแย้งบทบาทหน้าที่กัน?(อุปสงค์อุทานโดยเฉพาะมหาภาคจะเห็นชัดมาก)

นั้นคือในเชิงอำนาจแบบนักปกครอง ได้ใช้สื่อไปอีกนัยยะหนึ่งนั้นคือ นัยยะอนุรักษณ์สุดขั่ว(แบบบ้านเสาเดียว สมถะสุดโต่งลงทางแคบหรือชี้ไปในทางปัจเจกซึ่งไม่ใช่หลักพหุฯที่ชี้ไปทางปชตงที่เป้นเรื่องของพหุไม่ใช่ปัเจค) มันจึงขัดกันจนคำว่าเศรษจกิจพอเพียงไปเถียงกับเศรษฐศาสตร์เขา เช่นหลายเรื่องเอากรอบเศรฐกิจพอเพียงไปสร้างเงื่อนไขทำลายความเชื่อมั่นบรรยากาศการลงทุนหลายเรื่องอย่างกรณีสมัยหม๋อมอุ๋ยรบ.ท่านสุรยุทธหลายครั้งและเดี๋ยวนี้ก็มั่วหลายเรื่อง???

แต่"ความพอเพียง"(ตามเจตนาพระราชดำรัช)ไม่เถียงยังทำหน้าที่ตามหลักปรัชญาในหน่วยปัจเจกที่เป็นการบริหารจัดการกับกิเลสในหน่วยอัตตาหรือหน่วยที่เล็กที่สุดทางปัจเจกแบบศาสนา

ดังนั้นนัยยะที่สื่อเชิงวาทะกรรม"เศรษฐกิจพอเพียง" จึงมีนัยยะที่อันตรายหลายเรื่องเช่นเครื่องมือทางเกมอำนนาจ ที่สื่อคำว่าพอตามอัตตาใคร? ไปออกแบบหรือบังคับด้วยกรอบศรัทธาต่ออัตตาอื่นๆเกินไปไหม? เพื่อกำหนดคำว่า"พอ"ของตัวเองตามอัตตาตรงนั้น

""" เพื่อสร้างออกแบบทั้งระบบตรงนั้นไว้ตามกรอบแนวคิดการอภิบาลปชต.ให้พอเพียงตามจริตอัตตาตน เพื่อผลในการปกครองได้ง่ายขึ้นเงื่อนไขที่ซับซ้อนแบบปชต.น้อยลงจนเป็นระบบที่ตนออกแบบธรรมชาติความต่างได้กลายเป็นปชต.ไม้ดัด(ระบอบสวนสัตว์ไม่ใช่"นิเวสน์ประชาธรรม"(ปชตเต็มใบ)

นั้นคือกำหนดคำว่า"พอ"ไว้ในบริบทที่อำนาจตนเองสามารถออกแบบตามที่จะควบคุมได้ นั้นคือถ้าปล่อยเกินไป? หรือเป็นปชต.โดยธรรมชาติเกินไปในระบบหรือแม็ตทริกซ์ที่เป็นธรรมชาติเกินไปตนเองควบคุมยาก? หรือกรอบวิธีคิดแบบนักปกครอง ถ้าปล่อยให้เป็นผืนป่าสมบูรณ์แบบธรรมชาติ(นิเวสน์ประชาธรรม)

มันเกินอำนาจการควบคุมแบบผู้ปกครองหรือผู้อภิบาล ดังนั้นอำนาจขณะนี้จึงต้องรวมศูนย์ และคงลักษณะการรวมศูนย์ไว้ ด้วยกรอบวิธีคิดการบริหารจัดการตามกรอบเดิมแบบรัฐเดี่ยวรวมศูนย์ตามกรอบเก่าๆที่ขาดความยืดหยุ่นกับเงื่อนไขตัวแปรใหม่หรือ ความซับซ้อนของความต่างที่ผ่านการคหกรรมจากโลกาภิฯ(แม้นั้นมาจากเจตนาแบบเมตตาของนักปกครองแต่ถ้ามันมาแบบมิจฉาฯบางทีอันตรายกว่า)???

แต่ความคิดที่ยังติดกรอบแบบเก่าๆเดิมๆจึงมองระบบแบบนี้ แบบอภิบาลไม้ดัด แม้จะเป็นเจตนาที่ดี ต้องการเห็นอาธรณ์ห่วงใย แบบผู้ใหญ่มองเด็ก จนบางทีมันอาจจะมิจฉาทิฐิจนกลายเป็นปชต.ไม้ดัดจนเกินไปจนทำให้ไปพันธนาการด้วยกรอบวิธีคิดแบบรัฐเดี่ยวรวมศูนย์ด้วยชุดความคิดแบบเก่าๆที่หมดอายุแล้ว? อย่างเช่นปฎิวัติ?

การพยายมรัดให้แน่นด้วยอำนาจจากผุ้ปกครองผู้อภิบาลนักปกครองส่วนกลางจนสร้างปัญหาอย่างกรณีสามจว.ใต้? (และอาจจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆแม้อัตลักษณ์พุทธเป็นตัวเชื่อมกว่ามุสลิมสามจว.ใต้ที่อัตลักษณ์พิเศษ แม้จะมุสลิมด้วยกันที่ต่างพื้นที่กัน)

กรอบแนวคิดแบบรัฐเดี่ยวรวมศูนย์แบบเดิมๆ(แม้เรายังต้องเป็นแบบนี้ด้วยพัฒนาการมาทางนี้?แต่ต้องเป็นแบบมีพัฒนาการที่ยืดหยุ่นต่อโจทย์ใหม่ๆกว่านี้ไม่ใช่เก่าๆแบบปลากระป๋องหมดอายุอย่างนี้)? นั้นคือวาทะกรรมเศรษฐกิจพอเพียงจึงยังเถียงความจริงโลกหลายเรื่อง ถ้าเอามาใช้ในกรอบศรัทธาด้วยอัตตาโทนอำนาจนิยมแบบนี้?

นั้นคือเอาคำว่าพอในเสกล"อัตตา"(ปัจเจก)ไปออกแบบความพอแบบพหุฯ(ปชต)เพื่อบริหารจัดการคำว่าพอในเสกลใหญ่แบบปชต.ให้โหลดลงมาหาความพอในกรอบศรัทธาด้วยอัตตาที่ติดยึดกับบุคคล? ซึ่งหลักคิดแบบนี้จึงมีส่วนไปก้าวก่าย เครื่องมือแบบปชต.หรือเศรษฐศาสตร์ในวิธีคิด เช่นหลักอุปสงค์อุปทานทางเศรษฐศาสตร์? และการอภิบาลปชต.ในเชิงรัฐศาสตร์?

คือการบริหารจัดการในรัฐตามกรอบรัฐเดี่ยวรวมศูนย์ขณะนี้จะต้องไม่ปล่อยให้โตธรรมชาติเกินไป จนการควบคุมตามแบบเดิมๆของนักปกครองรุ่นเก่าจะดูแลได้ปกครองได้ เช่นเงื่อนไขโลกาภิวัฒน์ที่มันทำให้ชุดความคิดแบบเก่าๆมันเออเร่อร์? อย่างเช่นปฎิวัติ? ที่เคยเป็นหมัดเด็ดของนักปกครองรุ่นเก่า(ปี49ถูกสอนไปเยอะ) แต่เชื่อว่าเขาไม่เข็ดทุกวันนี้ยังงอนทหารอยู่? ที่ไม่ปฎิวัติให้หลายครั้งหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่ชัดๆที่สุดวันที่7(ม็อบแก้สน้ำตาที่อนุพงษ์กลายเป็นอนุเพลิงไปเลย)

นั้นสะท้อนว่าคนกลุ่มนี้ ยังหลงยุคตกขบวนโลกแบบไหน? เข้าใจเงื่อนไขตัวแปรโลกาภิฯหรือไม่?อย่างไร? กำลังแก้ผ้าโชว์ลายกรรมของตัวเองผ่านสื่อยุคโลกาฯหรือไม่? แต่ยังเชื่อว่าตัวเองล่องหนหายตัวได้?(จากคนใกล้ชิดกล่อมไว้) ประเทศไทยอธิปไตยไทยข่มขื่นประเทศอย่างไร? แก้ผ้าแบบไหน?ก็เรื่องของไทยอธิปไตยไทย? ทหารจะพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่าอย่างไรในสายตาประชาคมโลกยังไงไม่สน???

นี่ไงครับเงื่อนไขตัวแปรใหม่แบบนี้?ยังมีคนที่เก่าหลงยุค หน้าด้านฝืนหรือขวางโลกอยู่ ? ที่พูดไม่ได้สื่อให้กำจัดใครฝ่ายไหน?หรือล้มล้างใคร? แต่พยายามจะเน้นให้รู้จักเข้าใจข้อเท็จจริงโลก? และยอมปรับตัวอย่าฝืนหรืออย่าขวางโลกยอมยืนยันในความใหญ่ดีกว่าปรับตัวจนสูญพันธุ์อย่างไดโนเสารืเองนั้นคือข้อห่วงใยในการเตือนด้วยซ้ำ??

และสิ่งที่ผู้ถูกปกครองควรทำ คือไม่ใช่ตามใจแบบถวายโอสถพิษ? อย่างที่หลายคนพยายามทำและประจบเอาหน้าเอาตากันขณะนี้ แต่เชื่อไหมว่าวิธีการแบบนั้นไม่ให้ประโยชน์เชิงโภชนาการต่อผู้ปกครองเลย(ทั้งสาวกฝ่ายต้มกบและตุ๋นกบ) ระยะยาวมันจะมีแต่เพิ่มดีกรีร้อนของก้อนยาฝิ่น(ยาเสพติดทางการหลงมายาเกมอำนาจ) หรือเพิ่มอุณภูมิการต้มหรือตู๋นกบลงไปในระบบ ที่มันคือระบบนิเวสน์ประเทศไทยเดียวกัน? แล้วใครเปื่อย?ใครตาย?ทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองประเทศไทย,คนไทยทุกคนไหม???