การค้าของไทยหลังกำแพงภาษีหายไปจากเขตการค้าเสรีอาเซียน

 

ในปี 2535 ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์และบรูไน ได้ร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA โดยการรวมกันเป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นตลาดเดียวในนามของประชาคมอาเซียน ซึ่งจากข้อตกลงร่วมกันครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นย่างก้าวสำคัญของอาเซียน ที่จะสามารถเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับนานาประเทศที่เข้ามาทำการค้ากับอาเซียนได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น และสำหรับประเทศสมาชิกเองก็จะสามารถทำการค้าระหว่างกันได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางการค้า และมีอัตราภาษีที่ต่ำลงตามแต่กำหนด

การลดอัตราภาษีระหว่างกันตามข้อตกลงในตอนแรก แบ่งสินค้าเป็นสองส่วนคือที่รีบเร่งลดให้เหลือ 0.5 % ภายในปี 2543 มี 15 รายการ ได้แก่ ซีเมนต์ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์หนัง เยื่อกระดาษ สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้หวาย น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เซรามิกและแก้ว เภสัชภัณฑ์ และแคโทดที่ทำจากทองแดง กับสินค้าที่ไม่ต้องรีบลด ได้แก่ สินค้าเกษตรไม่สำเร็จรูป เริ่มลดภาษีภายใน 2544-2546 ลดเหลือ 0-5 % ภายในปี พ.ศ.2553 ยกเว้นข้าวและน้ำตาล ให้ลดตามอัตราที่ตกลง

กรณีข้าวและน้ำตาลได้เป็นประเด็นที่พิเศษ เพราะจากการให้ลดตามอัตราที่ตกลงกัน หมายถึงประเทศใดจะยอมลดให้เท่าไรก็แล้วแต่สมัครใจ ถ้าสมาชิกยอมรับได้ก็เป็นไปตามนั้น นี่คือความไม่ชัดเจนของข้อตกลง ที่เห็นได้ชัดว่ามีช่องโหว่ในเรื่องของความเสมอภาค ที่อาจจะส่งผลต่อการทำการค้าที่ไม่สมดุลในอนาคต

ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 ประเทศไทยเลือกที่จะลดภาษีสินค้าทั้งหมดให้เหลือ 0% ยกเว้น ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และกาแฟ จะลดภาษีเหลือ 5% ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่มี ข้าว และน้ำตาล ไทยจะลดข้าวและน้ำตาลให้เหลือ 0 % ในขณะที่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกลุ่มประเทศเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะปรับลดภาษีเป็น 0% ในปี 2558 นั่นหมายถึงกำแพงภาษีข้าวและน้ำตาลของไทยจะหายไปก่อน 8 ประเทศถึง 5 ปี มีเพียง 2 ประเทศที่ลดเหลือ 0% เหมือนกันคือ บรูไน และสิงคโปร์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ประเทศนี้ รายได้หลักไม่ได้มาจากการทำการเกษตรกรรม ข้าวและน้ำตาลเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิงที่จำเป็นต้องส่งออกสินค้าทั้งสองอย่างนี้

การที่ไทยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0% ในขณะที่ประเทศคู่ค้าเหล่านั้นยังไม่ได้ปรับลดภาษีนี้ลง นั่นหมายถึงสินค้าไทยที่ขายในประเทศจะถูกดึงราคาให้ต่ำลงตามสินค้าที่อาจจะมีคุณภาพต่ำกว่าหรือเทียบเท่าแต่ราคาถูกกว่าที่เข้ามาได้อย่างเสรี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรไทย และที่ยิ่งกว่านั้นคือสินค้าไทยที่ส่งออกอาจจะอยู่ไม่ได้เพราะการต้องเสียภาษีที่สูงบวกกับค่าขนส่ง ไม่สามารถสู้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่กรณีของข้าวและน้ำตาลเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิด

ตัวอย่างกลุ่มเกษตรที่จะต้องรับผลกระทบโดยตรง เช่น กลุ่มผู้ปลูกสละสายพันธุ์อินโดนีเซีย ในเขตพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะมีราคาถึงกิโลกรัมละ 100 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น กลายเป็นรายได้หลักของหลายคน และรายได้เสริมให้กับอีกหลายครอบครัว เพราะสละสายพันธุ์นี้สามารถปลูกแซมได้ในสวนยางพารา แต่สละสายพันธุ์เดียวกันนี้ในประเทศอินโดนีเซียมีราคาถูกมาก ราคาขายปลีกแค่ประมาณกิโลกรัมละ 20-50 บาท เท่านั้น

และที่สำคัญอินโดนีเซียเป็นเจ้าของสายพันธุ์ที่สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคว่ามีคุณภาพดีกว่าสละที่ปลูกในไทย และกำลังขยายตลาดไปยังหลายประเทศ ทั้งจีน ยุโรป และอาหรับ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมาเปิดตลาดในไทยในอีกไม่ช้านี้หากกำแพงภาษีจะลดลงหรือหายไป

หลายประเทศที่มีรายได้หลักมาจากการเกษตรเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสินค้าของตัวเอง ต่างรีบออกกฎหมายใหม่และเพิ่มมาตรการต่างๆมากมายเพื่อมารองรับ เพื่อจะเป็นตัวช่วยในการกรองสินค้าที่อาจจะทะลักเข้ามามากจนเกินไป จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสินค้าหลักของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร ดังเช่นประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกกฎหมายคุมเข้มด้านมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารจากพืชที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2552 เพื่อให้มีการตรวจสอบสารพิษตกค้างอย่างละเอียดมากขึ้น ซึ่งเป็นการตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีที่จะมาถึง ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่มีอินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญ นับตั้งแต่ ข้าว พริก ข้าวโพด หอมแดง ไปจนถึงผลไม้อย่างส้มและลำไย

ในขณะที่ประเทศไทยนั้นมีหลายฝ่ายกำลังนับวันรอการพังทลายของกำแพงภาษีการค้า ด้วยหวังว่าอุปสรรคสำคัญทางการค้าจะหมดไป ซึ่งจะส่งผลดีมากสำหรับธุรกิจและผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดสินค้า มีการเตรียมพร้อมในการเจาะตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นช่องทางทางการค้าอันเอื้อประโยชน์จากข้อตกลงในการพังทลายกำแพงภาษีของอาเซียน ในขณะที่ผู้ผลิตซึ่งเป็นเกษตรกร และเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมได้รับผลกระทบจากปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือมีราตาต่ำ เพราะมีสินค้าจากประเทศอื่นไหลเข้ามาตีตลาด นี่คือผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตามข้อตกลงในการพังทลายกำแพงภาษีของอาเซียน อาจส่งผลดีต่อการแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพสินค้าของแต่ละประเทศ รวมทั้งไทยเองด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะประชากรในกลุ่มอาเซียนเองที่จะได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ทางการค้าของไทยกับภูมิภาคอาเซียน และสิ่งที่สำคัญเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน อย่างไร กับนโยบายการพังทลายกำแพงภาษีของอาเซียนซึ่งเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ากำแพงภาษีที่หายไปอาจกระทบกับเกษตรกร ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

ในสภาวการณ์เช่นนี้เราควรยินดีหรือตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

Comments

ฉันเป็นคนโง่ๆคนหนึ่งที่ไม่ค่อ

ฉันเป็นคนโง่ๆคนหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกเรื่องการต้าเสรีอาเชี่ยน ฉันรู้แต่ว่า ประเทศไทยของฉันมีอะไรไปขายกับประเทศอื่นๆเขาบ้าง เวลาเอาของไปขายเขาเขาก็บอกว่าต้องการของดีมีคุณภาพ ฉันว่าเราก็ทำไดดีในระดับหนึ่งแล้วนะ เมื่อทำดีแล้วสินค้าก็มีราคาที่สูงขึ้นมันเนื่องด้วยคุณภาพและค่าแรงคนงาน แต่วันนี้ฉันได้เห็นสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาเผ่นพ่านในตลาดล่างเยอะมากๆ ราคาก็ถูกมากๆน่าซื้อทีเดียว เช่นเสื้อชั้นในสตรีราคาไม่เกิน ๔๐ บาทซึ่งฉันมัวแต่มองของดีราคาถูกคือเขาถูกลงแต่สินค้าที่ลดราคาคือสินค้าที่มีคุณภาพต่ำลง แต่ก็ยังแพงกว่า ๔๐ บาทอยู่ดี ฉันจะซื้อเสื้อชั้นในสตรีที่ผลิตในประเทศไทยคุณภาพดีก็ต้องจ่ายเงิน ตัวละ ๔๐๐ บาทขึ้น (แพงหูฉี่เลย) ฉันก็เลยตัดสินใจซื้อตังละ ๔๐ บาท ๓ ตัวเขาคิดเพียง ๑๐๐ บาทก็ใส่สบายดีแต่เขาบอกว่ามันไม่ทนนะ....ของขวัญของเด็กเล่นก็เช่นกัน ๑๐ ๒๐ ๓๐ บาทเท่านั้นเองน่าซื้อนัก
ใครก็พากันซื้อกันใหญ่เพื่อฝากเด็กๆ เด็กๆก็ชอบแต่เขาไม่รู้หรอกว่ามันผลิตที่ไหน แต่มองดูแล้วน่าจะไม่ทนนัก จานชาม รองเท้า ไม้เท้า เครื่องไฟฟ้า แว่นตาสายตายาวนี้ถูกดีจัง ซื้อเอาไปถวายพระ ฝากคนแก่ในถิ่นที่ยากจนก็ดีมีแต่คนชื่นชม ไปซื้อในห้างแจกให้ใครไม่ได้หรอก แพงพิลึก ร้านแว่นตาต่างๆมันมันซื้อของถูกมาขายเราแต่ราคาแพงหูฉี่อีกเหมือนกัน โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีวัฒนธรรม เช่นเทศกาลสงกรานต์ ปืนฉีดน้ำซึ่งมิใช่วัฒนธรรมของเราเลยสักนิด แต่ก็ใช้กันมานาน วันนี้จีนผลิตปื่นฉีดน้ำสวยงามและมีขนาดต่างๆมาขาย ขายดีจริงๆ ต่อไปจีนอาจจะผลิตกระทงเทียมมาขายในเทศกาลลอยกระทง เรียกว่าเขาควบคุมชีวิตคนไทยจนๆอย่างเราทุกด้านเลย มองดูเห็นแต่ความพินาศทั้งด้านวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ....แล้วเรามีอะไรขายเขาบ้างล่ะ ช่วยคิดที

ดิฉันคนหนึ่งล่ะที่ชอบซื้อสินค

ดิฉันคนหนึ่งล่ะที่ชอบซื้อสินค้าจีนแดง มันถูกดีจริงนะ ซื้อแล้วใช้ได้ชั่วคราวแล้วก็ซื้อใหม่ซี่ แล้วดิฉันก็จะบอกให้คุณทราบว่า กองขยะของพวกเราจะเต็มไปด้วยขยะจากจีนแดงจ๊ะคือเราเป็นที่ทิ้งขยะของเขานะคะ คุณบอกว่ามีขายที่ตลาดล่าง ระดับกลางก็มีและดิฉันคิดว่าไม่นานมันก็ขึ้นไปบนห้างทั่วๆไปแล้วละ ดิฉันจะบอกให้ถ้ามันขึ้นห้างเมื่อไหร่สินค้าจีนแดงในตลาดล่างหรือตลาดกลางอะไรก็ตามมันจะแพงขึ้นเพราะพวกแม่ค้าเขาจะเอาราคาสินค้าของเขาไปเทียบราคาตามห้างค่ะ
ประเทศไทยน่ะใหญ่ขนาดเศษของตำบลหนึ่งของประเทศจีน ประเทศอินเดียก็เช่นกันประเทศเราก็ใหญ่เท่ากับตำบลหนึ่งของประเทศอินเดีย คุณถามว่าเราจะเอาอะไรไปขายเขาล่ะ ก็ "ขายตัว" ไง ขายตัวทั้งหญิงและชาย ทั้งเกย์และเลสเบียน คนของเราเป็นนักบริการอยู่แล้ว บริการแบบนี้พวกเราทำได้ดีนะคะ และการขายตัวแบบนักการเมืองก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ดีมากๆเลยค่ะ และอีกประการหนึ่งขายที่ดินการเกษตรให้กับชาวต่างชาติไง โปรดทราบ ขณะนี้พวกเขาอยู่ระหว่างการดำเนินการในการจัดหาที่ดิน มีนอมินีมาทำการแทนแต่เงินเป็นของเขา เขาซื้อไม่ได้เขาก็ตั้งเป็นบริษัทซีจ๊ะ ฉันก็กำลังจะทำตัวเป็นนายหน้าขายที่ดินให้คนทั่วไปเหมือนกัน แต่ขายให้คนไทยยากเพราะกำลังยากจน ก็ขายให้ชาวต่างชาติดีกว่า...เห็นไหมเรามีอะไรอีกตั้งเยอะะที่จะขาย กลัวอันหยัง

โดยที่สินค้าจีนมีราคาถูกมาก

โดยที่สินค้าจีนมีราคาถูกมาก เพราะค่าแรงถูก
ไม่มีทางที่เราจะแข่งขันได้...คนไทยจึงต้องปรับตัว

เสนอว่า เราอาจปรับตัวได้ 3 แบบ
1. ร่วมทุนกับบริษัทผู้ผลิตในจีน
2. ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในจีน
3. สั่งซื้อสินค้าจากจีน มาสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย

ส่วนแรงงานไทย..
รัฐควรช่วยพัฒนาให้สามารถเป็นพ่อค้าคนกลางที่มีศักยภาพ หรือ
เป็นเครือข่ายกระจายสินค้าของโรงงานไทยในจีน
เป็นเครือข่ายตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้า
เป็นหน่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้า ด้วยการพัฒนาต่อยอด
และพัฒนาหีบห่อให้น่าประทับใจด้วยความเป็นไทย

สร้างแบรนด์ไทยให้น่าเชื่อถือ เพื่อผลในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้เป็นที่รับรู้ว่าสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย จะได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างดีเยี่ยม

สินค้าส่งออกไม่จำเป็นต้องผลิตในประเทศไทย
แต่นำเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย