‘อุดร ตันติสุนทร’แนะท้องถิ่นตั้งเองสภาพัฒน์ชายแดนใต้ รัฐหนุนแค่วิชาการ

เมื่อเวลา 08.30 น.วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี มูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่นสถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีท้องถิ่นประจำปี 2553 ครั้งที่ 1 เรื่อง “ท้องถิ่นร่วมคิดเพื่อคุณภาพชีวิตพี่น้องสามจังหวัดภาคใต้” มีข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งนักวิชาการเข้าร่วมกว่า 100 คน

โดยรศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายอุดร ตันติสุนทร ประธานมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นำเสนอแนวคิดและที่มาของการจัดสัมมนา โดยมีการสะท้อนมุมมองจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) โดยนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี มุมมองจากเทศบาล โดยนายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา มุมมองจากองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) โดยนายสมาน แตบาตู นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงคีรี อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ดำเนินรายการ โดยนายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวงนักวิชาการด้านสันติวิธี/อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)

นายอุดร ตันติสุนทร ประธานมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

นายอุดร ได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ว่า เสนอให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งปัตตานี ยะลาและนราธิวาส จัดตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นของตนเอง เช่นเดียวกับของรัฐบาลไทยที่มีคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากฝ่ายรัฐ ฝ่ายท้องถิ่นและภาคเอกชน รวมเป็นกรรมการ

โดยในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น มีงานอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ งานพัฒนาด้านการเกษตรกรรม งานพัฒนาด้านอุตสาหกรรม และงานพัฒนาด้านพาณิชยกรรมและบริการ ส่วนในการพัฒนาสังคม มีงานอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ งานพัฒนาด้านการศึกษาและงานพัฒนาด้านการสาธารณสุข

คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่วางแผนพัฒนา โดยมีนายกเทศมนตรีและนายองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด เพื่อนำแผนไปปฏิบัติ ส่วนข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่อยู่ในแต่ละจังหวัด ทำหน้าที่ช่วยเหลือทางด้านวิชาการเท่านั้น

“เมื่อ อบจ. เทศบาลและ อบต. ร่วมมือกันทำงานพัฒนาท้องถิ่นของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เชื่อว่าปัญหาปักษ์ใต้ก็จะเบาบางลง และหมดไปในที่สุด” นายอุดร กล่าว

ในขณะที่ตัวแทนเครือข่ายประชาสังคม 23 องค์กรและเครือข่ายการเมืองภาคพลเมืองเพื่อท้องถิ่น ได้นำเสนอรูปแบบการกระจายอำนาจการปกครองพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 รูปแบบ เพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั้ง 33 อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งการจัดเวทีกลุ่มอาชีพ เพื่อร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบประกอบด้วย ทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นำเสนอโดยผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี สามนครภายใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่นำเสนอโดยนายอุดม ปัตนวงษ์ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการปัตตานีมหานคร หรือปัตตานีมหานคร ซึ่งนำเสนอโดยนายอัคคชา พรหมสูตร สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง

จากนั้นในเวทีได้มีการสะท้อนมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน ซึ่งมีการปกครองที่อยู่ในรูปแบบการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคจากการกระจายอำนาจที่ไม่เต็มที่ของรัฐบาล โดยเฉพาะการกระจายงานแต่ไม่ได้กระจายงบประมาณและบุคลากรลงมาด้วย จนกลายเป็นภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรื่องกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคของการบริหารงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่องค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่เห็นว่า สามารถดำเนินการหรือแก้ปัญหาได้น่าจะดีกว่าการดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐ เป็นต้น ดังนั้นจึงเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องแก้กันทั้งระบบและโครงสร้างการปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับเวทีดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสะท้อนข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
 

Comments

สภาพัฒน่สำนักงานภาคใต้

สภาพัฒน่สำนักงานภาคใต้ เป็นสาขาของ สศช. ที่กรุงเทพฯ แต่ดูการวางแผนพัฒนาในภาคใต้ทั้งหมด มีอยู่แล้วครับ ที่สงขลา แต่ไอเดียท่านก็ไม่เลวนะ เพราะผมไม่แน่ใจนักเหมือนกันว่า สำนักงานสาขาสภาพัฒน์ภาคใต้ที่มีอยู่แล้วนั้น เป็นราชการแค่ไหน ฟังคำสั่งส่วนกลางแค่ไหน ฟังเสียงราษฎรแค่ไหน

การกระจายอำนาจ

การกระจายอำนาจ การกระจายงบประมาณ ต้องควบคู่ไปกับการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในพื้นที่ ถ้าเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะน่าอยู่ ความสงบสุขจะคืนมา

อย่าหวังว่ารัฐบาลชุดไหนจะทำให้ อย่าหวังว่าพรรคการเมืองไหนจะทำให้
นอกจากประชาชนต้องร่วมกันทำ ร่วมกันกำหนด การเมืองแบบจัดการตัวเองจึงจะเกิดขึ้นได้
จากความตั้งใจจริงของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ไม่มีใครรู้ดีเท่า ไม่มีใครเข้าใจเท่า ไม่มีใครรู้จักถิ่นฐานของตนเองเท่าคนในท้องถิ่น จึงถึงเวลาที่ ประชาชนจะออกมาร่วมกันกำหนด วิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยด้วยตนเอง
เมื่อนั้นการกระจายอำนาจ การกระจายงบสู่ท้องถิ่น จะเป็นความจริงได้ จากประชาชน ดดยประชาชน เพื่อประชาชน