‘กรมการจัดหางาน’ ให้ จนท. ผ่อนผันการจับกุมแรงงานข้ามชาติ

สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ส่งหนังสือเวียนไปยังส่วนราชการทุกจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่ผ่อนผันการจับกุมแรงงานข้ามชาติแล้ว เนื่องจากแรงงานอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ และยื่นขออนุญาตทำงานตามมติ ครม. 19 ม.ค. 2553

วานนี้ (4 มี.ค.) สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ส่งหนังสือที่ รง.0307/3505 ด่วนที่สุด ไปยังส่วนราชการทุกจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศผ่อนผันการจับกุมแรงงานต่างด้าว โดยหนังสือดังกล่าว ได้แนบหนังสือที่ รง.0307/3369 ลงวันที่ 2 มี.ค. 2553 ซึ่งเป็นเอกสารที่ลงนามโดยนายสุภัท กุขุน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน ซึ่งทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือผ่อนผันการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ได้ดำเนินการยื่นคำขออนุญาตทำงานแล้ว

ทั้งนี้ ตามมติ ครม. 19 ม.ค. 2553 ได้ขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตทำงานปี 2552 ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 ม.ค. 2553 และใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 ก.พ. 2553 อยู่ในราชอาณาจักรฯ ต่อไปอีกไม่เกิน 2 ปี เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จไม่เกินวันที่ 28 ก.พ. 2553 และเนื่องจากวันที่ 28 ก.พ. เป็นวันหยุดราชการ และ 1 มี.ค. เป็นวันหยุดชดเชย จึงถือวันที่ 2 มี.ค. 2553 เป็นวันสุดท้ายของการยื่นแบบคำขออนุญาตทำงาน

โดยในหนังสือสั่งการของกรมการจัดหางานดังกล่าว ระบุว่า หากแรงงานต่างด้าวมีเอกสารหลักฐานใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินมาแสดงขอให้เจ้าหน้าที่ผ่อนผันการจับกุมต่อไป โดยรายละเอียดของหนังสือสั่งการมีดังนี้

 
 
 
 
 
 

 

ด่วนที่สุด
ที่ รง.0307/13505 

ถึง จังหวัดทุกจังหวัด

พร้อมนี้กรมการจัดหางาน ขอส่งสำเนาหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องขอความร่วมมือผ่อนผันการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ได้ดำเนินการยื่นคำขออนุญาตทำงานแล้ว โดยการตรวจสอบเอกสารหลักฐานใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงิน หากแรงงานต่างด้าวมีเอกสารหลักฐานดังกล่าวมาแสดงขอให้เจ้าหน้าที่ผ่อนผันการจับกุม มาเพื่อโปรดทราบ

กรมการจัดหางาน
4 มีนาคม 2553

 

ด่วนที่สุด
ที่ รง. 0307/3369
 
กรมการจัดหางาน
ถนนมิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพ 10400
 
2 มีนาคม 2553
 
เรื่อง ขอความร่วมมือผ่อนผันการจับกุมแรงงานต่างด้าว
เรียน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
 
สิ่งที่ส่งมาด้วย 1.ตัวอย่างใบรับคำขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว
2.ตัวอย่างใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมการขออนุญาตทำงานปี 2553
 

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 เห็นชอบให้ขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตทำงานปี 2552 ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 มกราคม 2553 และใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 อยู่ในราชอาณาจักรฯ ต่อไปอีกไม่เกิน 2 ปี เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 โดยกำหนดให้แรงงานต่างด้าวดังกล่าวยื่นแบบคำขออนุญาตทำงานควบคู่ไปกับแบบพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น

เนื่องจากแรงงานต่างด้าวที่ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีจำนวนมาก ประกอบกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันหยุดราชการและวันที่ 1 มีนาคม 2553 รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดชดเชยอีก 1 วัน การยื่นแบบคำขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจึงเลื่อนไปดำเนินการในวันทำการถัดไป ซึ่งตรงกับวันที่ 2 มีนาคม 2553 และเป็นวันสุดท้ายของการยื่นแบบคำขออนุญาตทำงาน โดยแรงงานต่างด้าวที่ยื่นแบบคำขออนุญาตทำงานแล้ว จะได้รับเอกสารใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินไว้แสดงกับเจ้าหน้าที่เมื่อมีการตรวจสอบ (รายละเอียดตามสิ่งที่แนบมาด้วย) ดังนั้น กรมการจัดหางานจึงขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ในสังกัดซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ ได้รับทราบและถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการโดยขอให้ผ่อนผันการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ได้ดำเนินการยื่นคำขออนุญาตทำงานแล้ว โดยการตรวจสอบจากเอกสารหลักฐานใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงิน หากแรงงานต่างด้าวมีเอกสารหลักฐานใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินดังกล่าวมาแสดงขอให้เจ้าหน้าที่ผ่อนผันการจับกุมต่อไป

 
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
 
ขอแสดงความนับถือ
 
นายสุภัท กุขุน
รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน

 
 
 

Comments

เหอๆ...ตอแหลแลน...

เหอๆ...ตอแหลแลน... วันดีคืนดี ก็มีจดหมายเวียน ให้ เจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ ได้ด้วย

โดยคนที่สั่งแบบนี้ อย่างน้อยก็มีความผิด เจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิืชอบ แทนที่จะปรับปรุงกฏหมาย

ให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ดันเก็บ กฏหมายไว้ เลือกปฏิบัติทำมาหาแดก

ใครก็ได้ ช่วยเอา หลักฐานคำสั่งให้ ผ่อนผัน(ละเว้น) ไปแจ้งความทีเหอะ เพราะการทำผิดกฏหมายมันผ่อน

ผันกันไม่ได้ เวงงงงงงงง แท้ๆๆๆ ตอแหลแลน

ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินจากชาว

ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินจากชาวนาไทยเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่สะเทือนความรู้สึกของคนไทยผู้หวงแหนแผ่นดินไม่น้อย

เป็นข่าวต่อเนื่อง หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พาแขกวีไอพีมหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ชมสาธิตการทำนาที่ จ.สุพรรณบุรี อ้างเหตุผลต้องการดึงเงินลงทุนจากชาติเศรษฐีน้ำมันเข้าประเทศ ให้มาลงทุนทำนาปลูกข้าวส่งขายต่างประเทศ

ทั้งที่เป็นข่าวช็อกความรู้สึกของคนทั่วไป แต่กระบวนการขับเคลื่อนตรวจสอบและหยุดยั้งของหน่วยราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง...กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
สิ่งที่คนไทยได้รับคำตอบจากหน่วยราชการ มีเพียง...การเข้ามายึดครองที่ดินของต่างชาติเป็นแค่ข่าวลือ ไม่ใช่เรื่องจริง

ต่างชาติไม่สามารถเข้าถือครองที่ดินทำกินไปจากคนไทยได้ เพราะเรามีกฎหมายบังคับไม่ให้ต่างชาติถือครองที่ดิน ทำนา ทำการเกษตรได้
ในขณะที่หน่วยงานไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่มีความสำนึกหวงแหนแผ่นดินเกิด กลับพบความจริงที่ตรงข้ามกับหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงชี้แจง

สำนักคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ซึ่งมี พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ เป็นประธาน พบว่า มีต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่นา ที่ดินทำกินไปจากเกษตรกรไทยจริง
พบมากในพื้นที่จังหวัดภาคกลางที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว

และมีหลายรายที่ทำผิดกฎหมายชัดเจน แต่ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปหยุดยั้งปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าง อ.โคกตูม จ.ลพบุรี มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชาวอินเดีย

อ.บางเลน จ.นครปฐม มีการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรม 500 ไร่ เป็นเวลา 10 ปี ในราคาค่าเช่าไร่ละ 4,000 บาท ทั้งที่ค่าเช่าปกติอยู่ที่ไร่ละ 2,000 บาท

อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มีชาวไต้หวันมาทำนาข้าวและแปรรูปเป็นข้าวสาร

จ.นครนายก มีนักการเมืองเป็นนายหน้าและนายทุนต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทำสัญญาเช่านา เพื่อทำนามากถึง 1,600 ไร่

นี่เป็นเรื่องจริงหรือ??

ไหนว่าบ้านเรามีกฎหมายบังคับสารพัดห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน ห้ามทำนา ทำการเกษตร แต่คนต่างชาติเข้ามาทำอย่างนี้ได้อย่างไร?

มองจากตัวบทกฎหมาย ต้องยอมรับ บ้านเรามีกฎหมายห้ามไว้จริง ต่างชาติทำไม่ได้ ไม่มีสิทธิมากว้านซื้อที่ดิน ทำนา

แต่ถ้ามองจากภาคปฏิบัติ...คนไทยรู้กันดี เห็นกันทุกวัน บ้านเรากฎหมายมีไปก็เท่านั้น ใช้บังคับไม่ได้

กฎหมายบ้านเรามีไว้ให้ข้าราชการใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ เท่านั้นเอง...อะไรที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเราไม่เพียงให้ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินแบบผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผย มีแต่ข้าราชการเท่านั้นที่ไม่รู้

บ้านเรายังมีช่องทางให้ต่างชาติครอบครองที่ดินได้อย่างถูกกฎหมาย โดยที่กฎหมายห้ามใดๆก็ไม่มีผลที่จะไปห้ามได้

คนไทยครอบครองที่ดินได้เท่าไร...ต่างชาติมีสิทธิครอบครองได้ เท่านั้น

คนไทยทำอะไรในที่ดินได้ทุกอย่าง...ต่างชาติก็มีสิทธิทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนกัน...ทำไร่ ทำนา ทำสวน ต่างชาติมีสิทธิทำได้โดยถูกกฎหมายทุกประการ แม้จะมีกฎหมายห้ามไว้ก็ตาม

ด้วยข้อมูลที่ สำนักงานคลังสมอง วปอ. ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม พบว่า การถือครองที่ดินของต่างชาติในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายได้สิทธิเหมือนเป็นคนไทย สามารถทำได้ในรูปการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หรือบริษัท

ตั้งเป็นบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นในบริษัท 49% มีคนไทยถือหุ้น 51%...ถูกกฎหมายทุกประการ ถือเป็นบริษัทของคนไทย
แต่คนไทยที่ถือหุ้นมากกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายให้ต่างชาติ ที่พบว่า มีคนไทยหลายคน รับจ้างถือหุ้นมากถึง 600 บริษัท

แต่นั่นไม่สำคัญเท่า การจัดทะเบียนผู้ถือหุ้นที่ระบุว่า คนไทยถือหุ้นมากกว่านั้น...กฎหมายไทยอนุญาตให้จัดฉากได้อย่างเปิดเผย

เพราะ สามารถระบุไปในข้อบังคับของบริษัทได้ว่า ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่ามีสิทธิ มีอำนาจออกเสียงลงคะแนนในการดำเนินกิจการต่างๆ ของบริษัทได้มากกว่าคนไทยที่ถือหุ้นมากกว่า

ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า แต่มีอำนาจมากกว่าได้

นั่นเท่ากับว่า บริษัทที่มีเปลือกนอกเป็นของคนไทย...เนื้อในแท้จริงแล้วเป็นของต่างชาติเต็มร้อย
เมื่อกฎหมายบ้านเราเปิดช่องไว้เช่นนี้...ต่างชาติเลยมีสิทธิทำได้ทุก อย่างเหมือนเป็นคนไทยทุกประการ กฎหมายห้ามใดๆ เลยมีอันเป็นหมัน...ห้ามไม่ได้
และด้วยเหตุนี้การตรวจสอบของหน่วย ราชการเลยไม่พบว่า มีบริษัทต่างชาติมากว้านซื้อที่ดินทำนา เพราะมัวแต่มะงุมมะงาหราจับหาแต่บริษัทนอมินีอยู่นั่นแหละ
ยุคนี้ต่างชาติก้าวไปอีกขั้น เลิกใช้นอมินี...ใช้วิธีนี้ดีกว่า ถูกทั้งเงินถูกทั้งกฎหมาย ได้สิทธิเท่าเจ้าของประเทศ

การศึกษาของสำนักงานคลังสมอง วปอ. ยังพบอีกว่า ปัญหาการเข้ามายึดครองที่ดินทำกินของต่างชาติในลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดกับบ้านเราประเทศเดียวเท่านั้น

ปัญหานี้ได้กลายเป็นกระแสใหม่ของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชาติที่ร่ำรวย มีเงินสดเหลือจากการค้าขายน้ำมัน สินค้าอุตสาหกรรม ได้ออกล่าหาผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ทำการเกษตร

โดยมีสาเหตุมาจากความหวั่นวิตกในเรื่องความมั่นคงของอาหาร...อนาคตอาหารจะขาดแคลน จาก 3 สาเหตุสำคัญ

1. ภาวะโลกร้อน พื้นที่หลายแห่งประสบภัยธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย

2. น้ำมันแพง ต้องการที่ดินปลูกพืชพลังงานทดแทนมากขึ้น พืชพลังงานแย่งพื้นที่พืชอาหาร

3. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของพลเมืองโลก ที่ผันตัวเองเป็นผู้มีรายได้ ระดับกลางมากขึ้น ผู้คนทิ้งอาชีพเกษตรเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น...คนผลิตอาหารน้อยลง คนบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงได้ก่อให้เกิดกระแสการล่าหา ดินแดนเพาะปลูกเพื่อผลิตอาหารของชาติร่ำรวย จนเมื่อปีที่แล้ว มีรายงานจากสหประชาชาติ ระบุว่า ขณะนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมทางการเกษตร (Agro-Colonization)

แม้แต่ นิตยสารไทม์ส ฉบับต้นปี 2552 ยังได้กล่าวถึงธุรกิจที่ดีที่สุดของโลกอนาคต 10 ประเภท...ธุรกิจการทำเกษตรแบบ Contract Farmming ในประเทศที่มีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของธุรกิจที่ดีที่สุดในอนาคต

ในละแวกภูมิภาคอาเซียน ประเทศไหนมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ อยู่ในชัยภูมิได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติน้อย...ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา เสี่ยงต่อพายุถล่มทุกปี ปีละหลายครั้ง

บ้านเราอยู่ในชัยภูมิ มีประเทศเพื่อนบ้านเป็นเกราะกำบัง ลดแรงพายุโดยธรรมชาติ...เลยเป็นที่หมายตามากกว่าที่อื่น
และเป็นที่น่าสังเกตการเข้ามากว้านหาที่ดินของต่างชาติในบ้านเรา จะมุ่งเน้นไปที่ภาคกลาง...เขตพื้นที่ชลประทาน

ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตร 130.29 ล้านไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 32.7 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางที่ต่างชาติเข้ามากว้านยึดครอง

คนไทยเสียภาษี ให้รัฐบาลลงทุนระบบชลประทานไปไม่รู้กี่แสนล้าน หน่วยราชการไทยจะยอมให้ต่างชาติมาชุบมือเปิบ...แล้วปล่อยให้คนไทยคอยฟ้าคอย ฝนไปตามยถากรรมกระนั้นหรือ

ทำงานกันได้แค่นี้...เราจะเสียภาษีไปเพื่ออะไร.