บทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ กรณียึดทรัพย์ โดย '5 อาจารย์นิติ มธ.' (ฉบับเต็ม)

บทวิเคราะห์คำพิพากษา
ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

(ฉบับเต็ม)

กลุ่ม 5 อาจารย์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 ....................................................................................

         (อ่านฉบับย่อ คลิกที่นี่)

            ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ โดยศาลฎีกา ฯ ได้มีคำพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาท พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากนับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดินนั้น

            คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวนห้าคนดังมีรายนามตอนท้าย ได้ศึกษาคำพิพากษาของศาลซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ แล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสาธารณชนทั่วไป เป็นการสมควรที่จะเสนอบทวิเคราะห์เบื้องต้นทางกฎหมายเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษาของศาลในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
 

๑. ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
๑. ๑ ในคดีนี้ ศาลฎีกาฯได้นำกฎหมายหลายฉบับมาใช้บังคับแก่คดี ซึ่งมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓ ประกาศ คปค.ฉบับที่ ๑๙ หรือ ประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓๐ ซึ่งประกาศ คปค.ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นที่ทราบกันว่าล้วนแล้วแต่เป็นกฎหมายซึ่งมีที่มาจากคณะรัฐประหาร

๑. ๒โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การที่ศาลได้นำกฎหมายซึ่งมีที่มาจากคณะรัฐประหารมาใช้บังคับกับคดีย่อมมิใช่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะนับจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖ ที่ยอมรับความสมบูรณ์ของกฎหมายซึ่งออกโดยคณะรัฐประหารแล้ว คำพิพากษาของศาลในชั้นหลังต่างยอมรับว่าประกาศของคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเรียกชื่อใด ย่อมถือเป็นกฎหมายทั้งสิ้น เหตุผลของศาลต่อกรณีนี้ก็คือ เมื่อคณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศสำเร็จ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก รวมไปถึงออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศต่อไปได้ อนึ่ง แม้ยุคสมัยปัจจุบัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านก็ยังแสดงทัศนะในเรื่องนี้ผ่านคำวินิจฉัยของตนด้วยว่า เมื่อบุคคลหรือคณะบุคคลใดเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศได้สำเร็จก็ย่อมได้ไปซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ และย่อมมีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งอันมีผลเป็นกฎหมายเพื่อใช้บังคับกับประชาชนได้ ในทำนองเดียวกันกับพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย

๑.๓  ไม่ว่าศาลจะอ้างเหตุผลอย่างไรในการยอมรับว่าประกาศของคณะรัฐประหารย่อมถือเป็นกฎหมาย แต่ในอีกทางหนึ่ง ข้อที่ต้องไม่ลืมก็คือว่าการรัฐประหารซึ่งเป็นปฐมเหตุในการออกประกาศของคณะรัฐประหารตามมาต่อจากนั้น ต่างก็มีผลเป็นการล้มล้างสถาบันทางการเมืองที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีแทบทั้งสิ้น การยกเลิกสถาบันทางการเมืองเหล่านี้ แท้ที่จริงมิได้มีผลทำให้สถาบันทางการเมืองดังกล่าวถูกล้มล้างไปเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่อสถาบันทางการเมืองเหล่านี้ต่างมีพื้นฐานที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยความข้อนี้ การรัฐประหารเพื่อทำการล้มล้างรัฐสภาและรัฐบาลจึงมีความหมายเป็นการล้มล้างเจตจำนงของประชาชนในการคัดเลือกตัวแทนของตนเพื่อให้ไปใช้อำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติและทางบริหารโดยวิธีการที่มิชอบด้วย

๑. ๔ หลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Right to fair trial) และหลักการว่าด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ดี (Due process of law) ถือเป็นหลักการพื้นฐานในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย เมื่อกระบวนการทางกฎหมายไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนั้นก็ย่อมไม่ถูกต้องไปด้วย จริงอยู่ อาจกล่าวกันว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ ไม่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในชั้นของ คตส. แต่ยังต้องดำเนินต่อไปยังชั้นอัยการสูงสุด และสุดท้ายเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทำหน้าที่พิพากษา กระบวนการเหล่านี้อาจมีบางท่านถือว่าให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งคัดค้านได้เต็มที่ และการพิจารณาคดีโดยศาลฎีกาฯซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีความเป็นกลางและอิสระ ก็เป็นหลักประกันแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมแล้ว

๑. ๕ ถึงกระนั้น คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังเห็นว่า ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นที่มาของการแต่งตั้ง คตส. เป็นที่มาของการให้อำนาจมากมายในการตรวจสอบทรัพย์สินแก่ คตส. เป็นที่มาของการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน

๑. ๖ หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ก็ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งปวงควรจะต้องปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับและไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร
 

๒. ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน
๒. ๑ หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ถือเป็นหลักกฎหมายทั่วไปในกฎหมายมหาชน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นธรรม คู่กรณีต้องได้รับการประกันว่าเรื่องของตนจะถูกพิจารณาโดยบุคคลที่มีความเป็นกลาง หากพบว่ามีบุคคลที่ไม่เป็นกลางในการพิจารณาเรื่องใด บุคคลนั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณา และคำสั่งที่เกิดจากการพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่เป็นกลางย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๒. ๒ ความไม่เป็นกลางปรากฏได้ใน ๒ ลักษณะ (๑) ความไม่เป็นกลางทางภาวะวิสัย คือ ลักษณะซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางจากภายนอก แม้บุคคลนั้นจะมีใจที่เป็นกลางเพียงใดก็ตาม หากสภาพภายนอกเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจไม่เป็นกลาง ก็ถือได้ว่าบุคคลนั้นไม่เป็นกลาง เช่น เป็นคู่กรณีเสียเอง เป็นคู่สมรส เป็นบุตร เป็นพี่น้อง เป็นญาติ (๒) ความไม่เป็นกลางทางอัตวิสัย คือ ลักษณะความไม่เป็นกลางโดยตัวของมันเอง ซึ่งเกิดจากจิตใจ ทัศนคติ ความเชื่อส่วนบุคคล พฤติกรรม รสนิยม หรือการกระทำของบุคคลนั้น เช่น ความลำเอียง ความโกรธ ความโลภ มีผลประโยชน์ขัดกัน มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคู่กรณีอย่างประจักษ์ชัด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความไม่เป็นกลางนี้มิใช่เกิดจากเพียงเหตุระแวงหรือคาดเดาเอาเอง แต่ต้องเป็นเหตุที่แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดและมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้

๒. ๓ หลักความเป็นกลางในระบบกฎหมายของนานาอารยประเทศ เรียกร้องอย่างเคร่งครัดทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้พิพากษา คำพิพากษาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปและศาลภายในวางหลักไว้ว่า บุคคลที่มีทัศนคติหรือเคยแสดงความคิดเห็นไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ในเรื่องหนึ่ง ต่อมาบุคคลนั้นมีโอกาสพิจารณาเรื่องทำนองเดียวกัน เช่นนี้ย่อมถือว่าบุคคลนั้นมีสภาพ “ไม่เป็นกลาง” ในการพิจารณาเรื่องนั้น เช่น เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษาเคยแสดงความเห็นไปในทางเหยียดผิว ต่อมามีโอกาสพิจารณาเรื่องหรือคดีที่จำเลยเป็นคนผิวสี (คำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป CEDH 23 avril 1986, Remli c/ France) หรือ เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษาได้ให้ความเห็นผ่านทางสื่อสาธารณะว่าคู่กรณีหรือจำเลยมีความผิด ต่อมาเจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษามีโอกาสพิจารณาเรื่องนั้น (คำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป CEDH 28 novembre 2002, Lavents c/ Lettonie) หรือนายกเทศมนตรีเคยให้ความเห็นไว้ว่าตำแหน่งเลขานุการประจำเทศบาลไม่เหมาะกับเพศหญิง ต่อมานายกเทศมนตรีได้เป็นประธานกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเลขานุการประจำเทศบาล (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศส CE 9 novembre 1966, Commune de Clohars-Carnoët c/ Demoiselle Podeur) เป็นต้น

คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปที่อาจนำมาเทียบเคียงได้อีกกรณีหนึ่ง คือ คำวินิจฉัยในคดี Incal c/ Turquie, 9 juin 1988 และ Ergin c/ Turquie, 4 mai 2006 ซึ่งวางหลักไว้ว่า พลเรือนต้องถูกดำเนินคดีอาญาในศาลทหารพิเศษซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาซึ่งแต่งตั้งโดยทหารเอง ศาลลักษณะนี้ย่อมไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระ

จะเห็นได้ว่า หลักความเป็นกลางเป็นหลักการที่นานาอารยประเทศให้ความสำคัญและเคร่งครัดมาก เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ได้สำคัญที่ “อำนาจ” ที่บังคับการให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปเท่านั้น แต่กระบวนการยุติธรรมต้องสร้างความมั่นใจให้แก่คู่กรณีและสาธารณชนว่าพวกเขาจะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการดังกล่าว สมดังคำกล่าวของ Lord Hewart (๑๘๗๐-๑๙๔๓) ผู้พิพากษาอังกฤษว่า “ความยุติธรรมต้องไม่เพียงถูกมอบให้ แต่ความยุติธรรมต้องถูกมองเห็นว่ามอบให้”

๒. ๔ ในคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน (นายกล้านรงค์ จันทิก, นายบรรเจิด สิงคะเนติ, นายแก้วสรร อติโพธิ) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นกลางทางอัตวิสัยว่าอนุกรรมการไต่สวนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาทำให้การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคนชอบด้วยกฎหมายแล้ว การให้เหตุผลของศาลในกรณีนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยละเอียดว่าอนุกรรมการไต่สวนทั้ง ๓ คน ปราศจากความไม่เป็นกลางอย่างไร ศาลฎีกาฯเพียงแต่อธิบายยกถ้อยคำพรรณนาโดยนำบทบัญญัติมาตรา ๔๖ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๑๑ ของระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.๒๕๔๗ มาไล่เรียงทีละข้อว่า “บุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นอนุกรรมการไต่สวน... ได้แก่ บุคคลผู้รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน หรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา” และศาลก็แปลความ-ยกตัวอย่างว่า “การรู้เห็นเหตุการณ์จำกัดเฉพาะการเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่กล่าวหานั้น เช่น การมีส่วนร่วมในการดำเนินการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาด้านโทรคมนาคมต่างๆที่มีการกล่าวหาในคดีนี้ เป็นต้น” จากนั้นศาลก็นำพฤติกรรม-การกระทำของอนุกรรมการทั้งสามซึ่งถูกสงสัยว่าอาจจะไม่เป็นกลางมาเทียบ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของนายกล้านรงค์ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” การกระทำของนายบรรเจิด “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” และ “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” การกระทำของนายแก้วสรรเป็นการ “แสดงความคิดเห็นทางวิชาการ และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรมตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่มีการกล่าวหา”

๒. ๕ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การกระทำใดจะถือว่าไม่เป็นกลางทางอัตวิสัยหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะและเนื้อหาของการกระทำนั้นเป็นรายกรณีไป การกระทำของบุคคลหนึ่งในอดีตซึ่งถูกสงสัยว่าจะส่งผลต่อความไม่เป็นกลางของบุคคลนั้นในการปฏิบัติหน้าที่ แม้การกระทำในอดีตนั้นจะเป็นการกระทำตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ปราศจากข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลาง จะเห็นได้ว่าศาลไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม

๒. ๖ เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. ภายหลังจากที่ คปค.รัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ ในครั้งแรก คปค. แต่งตั้ง คตส. (ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๓) โดยมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน และกรรมการอีก ๗ คน ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งตามหน่วยงานต่างๆ หกวันให้หลัง คปค. กลับออกประกาศยกเลิก คตส. ชุดดังกล่าว และแต่งตั้ง คตส. ชุดใหม่ โดยกำหนดชื่อตัวบุคคลเป็นกรรมการ คตส. รวม ๑๒ คน (ตามประกาศ คปค ฉบับที่ ๓๐) เมื่อพิจารณาถึงรายชื่อกรรมการแต่ละคน ก็ชวนให้สงสัยว่าเหตุใด คปค.ต้องยกเลิก คตส.ชุดเดิม (ซึ่งกำหนดจากตำแหน่ง) และตั้ง ๑๒ คนนี้ (กำหนดเป็นบุคคลเฉพาะเจาะจง) เป็น คตส. ชุดใหม่ เมื่อ คตส. กำเนิดจากการแต่งตั้งของ คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯได้

๒.๗. เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ (ใน ๕ กรณีตามคำร้องในคดีนี้) ไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ (ตัวอย่างรูปธรรม คือ เอกสารความยาว ๓๒ หน้าในชื่อ “หยุดระบอบทักษิณ” ที่นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นหนึ่งในผู้จัดทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อที่ ๓ “ระบอบทักษิณ โกงกินชาติบ้านเมือง”) การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย
 

๓. ประเด็นการถือครองหุ้น
ปัญหาหลักประการหนึ่งที่เป็นฐานแห่งโครงสร้างของคำพิพากษาศาลฎีกาฯในคดีนี้ คือ ปัญหาว่าผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ถือหุ้นในบริษัทชินคอร์ปโดยให้ผู้อื่นถือแทนหรือไม่ โดยศาลฎีกาฯเห็นว่ามีการถือหุ้นแทนกัน คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการวินิจฉัยเรื่องการครองไว้ซึ่งหุ้นในบริษัทชินคอร์ป จะต้องพิจารณาทั้งในทางรูปแบบและเนื้อหาประกอบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอนหุ้นให้กับญาติใกล้ชิด เช่น บุตร หรือบิดามารดา ในกรณีที่ไม่สามารถจะวินิจฉัยลงไปให้ชัดเจนได้ ย่อมจะต้องถือเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องตรากฎหมายห้ามเสียให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการแยกแยะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอย่างสำคัญ อย่างไรก็ตามเมื่อคณาจารย์ทั้งห้าได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยตลอดแล้วประเด็นว่ามีการถือหุ้นแทนกันหรือไม่ ไม่มีนัยสำคัญใดๆต่อการพิจารณาในทางเนื้อหาของคดีว่าการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารในประเทศ ตลอดจนกรณีการกู้เงินของรัฐบาลสหภาพพม่าจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ ดังที่จะได้วิเคราะห์ต่อไปนี้
 

๔. ประเด็นในทางเนื้อหาของคดี – การแปลงค่าสัปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
๔. ๑ กรณีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗พ.ศ.๒๕๔๖ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าเป็นการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป เพราะหลังจากที่ตรากฎหมายแล้ว คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ส่งผลให้บริษัทเอไอเอส (และบริษัทผู้รับสัมปทานรายอื่น) ยังคงจ่ายเงินให้กับรัฐเท่ากับจำนวนค่าสัมปทานที่จ่ายให้แต่เดิม ในขณะที่หากมีผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่เข้ามาดำเนินกิจการ นอกจากผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว และยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วยนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการจะทำความเข้าใจว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ นอกจากจะต้องพิเคราะห์ลักษณะของกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยแล้ว ยังจะต้องพิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๒/๒๕๔๘ ประกอบด้วย

๔. ๒ เมื่อพิจารณาจากลักษณะของการประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) แล้ว จะพบว่าบริษัทแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส ซึ่งเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดในส่วนของโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในปัจจุบันนั้นเข้าทำสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ ทศท.ในลักษณะสัญญาสัมปทาน ในขณะที่บริษัทเอกชนที่มีส่วนแบ่งการตลาดอย่างมีนัยสำคัญอีกสองบริษัท คือ บริษัท โทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือต่อมาคือ ดีแทค และบริษัทดับบลิวซีเอส จำกัด (ปัจจุบันคือ บริษัท ทรูมูฟ) เข้าทำสัญญาในลักษณะดังกล่าวกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. โดยหลักการทั่วไปแล้ว บริษัททั้งสามจะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนรายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจคู่สัญญาของตนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา (ค่าสัมปทาน) คิดเป็นร้อยละของรายได้จากการให้บริการตามสัญญาก่อนหักค่าใช้จ่าย ภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆจากการให้บริการ โดยในขณะที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ดำเนินการตราพระราชกำหนดที่กล่าวข้างต้นนั้น บริษัทต่างๆเหล่านี้มีหน้าที่ตามสัญญาสัมปทานที่จะต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่รัฐวิสาหกิจคู่สัญญาของตนในอัตราร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ ของรายได้จากการให้บริการจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา

๔. ๓ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งในการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับดังกล่าว ก็เนื่องมาจากได้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการสื่อสารแห่งประเทศไทย จากรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ มาเป็นนิติบุคคลเอกชน คือ องค์การโทรศัพท์ฯแปรสภาพเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และการสื่อสารฯแปรสภาพเป็นบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยจนถึงขณะนี้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้โดยบริษัททั้งสองยังคงเป็นผู้สืบสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือบริการวิทยุโทรคมนาคมระบบเซลลูล่าต่อไป ส่งผลให้ต่อไปหากมีการนำบริษัททั้งสองเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้รายได้จากค่าสัมปทานที่ทั้งสองบริษัทนี้ได้รับตกเป็นรายได้ของเอกชนที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทในรูปของเงินปันผล ซึ่งไม่ถูกต้อง อีกทั้ง บริษัททีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม ก็ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติอีกต่อไป จึงไม่ควรจะถือครองรายได้จากสัญญาสัมปทานอันเป็นของรัฐเพราะจะทำให้บริษัททั้งสองได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่นอย่างมาก ประกอบกับในเวลานั้นมีข้อถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับวิธีการแปรสัญญาสัมปทาน อันเป็นการนำรายได้สัมปทานกลับคืนสู่รัฐว่าควรจะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นดุลพินิจโดยแท้ของฝ่ายบริหาร 

ในที่สุด คณะรัฐมนตรีจึงได้เลือกใช้วิธีการเก็บภาษีสรรพสามิตแทน โดยการตราพระราชกำหนดฯ และออกประกาศกระทรวงการคลังเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอัตราร้อยละ ๑๐ และในกิจการโทรศัพท์ประจำที่ในอัตราร้อยละ ๒ ของรายได้ และได้ออกมติคณะรัฐมนตรีให้ผู้รับสัมปทานในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่และกิจการโทรศัพท์ประจำที่ สามารถนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากค่าสัมปทาน ทำให้บริษัททีโอที และบริษัท กสทโทรคมนาคม ได้รับส่วนค่าสัมปทานลดลง โดยรายได้ค่าสัมปทานที่หักไปร้อยละ ๑๐ นั้น บริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญาของบริษัททีโอที (องค์การโทรศัพท์ฯเดิม) และบริษัท กสทโทรคมนาคม (การสื่อสารฯเดิม) ต้องนำส่งกระทรวงการคลังโดยตรง เมื่อพิจารณาจากประโยชน์ของรัฐแล้ว

คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า รัฐยังคงได้ประโยชน์เท่าเดิม เพียงแต่เงินรายได้ค่าสัมปทานให้แก่รัฐถูกแบ่งจ่ายเป็นสองส่วน กล่าวคือ จ่ายให้บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจคู่สัญญา (ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ ๑๐๐) กับจ่ายให้กระทรวงการคลังโดยตรงในส่วนที่เหลือ ดังนั้น การที่บริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม มีรายได้ลดลงดังกล่าวจะถือว่ารัฐเสียประโยชน์ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าสัมปทานโดยตรงอยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่ารัฐได้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม เพราะค่าสัมปทานนั้น เดิมบริษัทเอกชนชำระแก่คู่สัญญาเป็นรายปีหรือรายไตรมาส แต่การชำระเงินรายได้ร้อยละ ๑๐ ให้แก่กระทรวงการคลังนั้น เป็นการชำระรายเดือน

๔. ๔ ส่วนประเด็นที่ว่าที่จริงแล้ว รัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลในการเรียกเก็บภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า การที่รัฐบาลจะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการประเภทใด เพราะเหตุใด อัตราเท่าใด ย่อมเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๔๘ ได้วินิจฉัยไว้ ยิ่งไปกว่านั้นการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีส่วนทำให้รายได้สัมปทานเข้าสู่รัฐโดยตรงโดยไม่ต้องสูญเสียไปให้แก่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ บริษัท ทีโอที อีกด้วย

สำหรับประเด็นที่ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม อ่อนแอลง เพราะได้รับค่าสัมปทานน้อยลงนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารงาน ตลอดจนให้เงินอุดหนุนตามความเหมาะสมและจำเป็นได้อยู่แล้ว และที่จริงแล้ว การนำเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังทั้งหมด แล้วให้กระทรวงการคลังอุดหนุนการประกอบกิจการของบริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมนั้นหากบริษัททั้งสองสามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นได้ย่อมเป็นหลักการที่ถูกต้องยิ่งกว่าการให้บริษัททั้งสองได้รับเงินค่าสัมปทานโดยตรงและนำไปใช้จ่ายโดยเสรีอีกด้วย อีกทั้งยังคิดในเชิงนโยบายได้อีกว่า การกำหนดภาษีสรรพสามิตเป็นการกระตุ้นให้บริษัททั้งสองเร่งประกอบกิจการที่เป็นของตนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยเน้นให้บริษัททั้งสองประกอบธุรกิจของตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งพิงรายได้สัมปทานอันเป็นสิทธิพิเศษที่รัฐเคยมอบให้ในฐานะที่เดิมเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติซึ่งปัจจุบันสถานะนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

๔. ๕ ในประเด็นที่ว่า บริษัททีโอทีต้องชำระภาษีสรรพสามิตด้วยนั้น ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะในเมื่อบริษัททีโอที ประกอบธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่ในส่วนของตนก็ต้องชำระค่าภาษีสรรพสามิตเช่นเดียวกับผู้ประกอบการโทรศัพท์ประจำที่รายอื่น ส่วนธุรกิจตามสัญญาสัมปทานกิจการโทรศัพท์ประจำที่และกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น  บริษัททีโอที ก็ยังได้รับส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทานหลังหักค่าสรรพสามิตเป็นอัตราที่สูง ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัททีโอที ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทเอไอเอสหลังหักค่าสรรพสามิต ถึงร้อยละ ๑๐ สำหรับบัตรเติมเงิน (พรีเพด) และเป็นอัตราก้าวหน้าสำหรับลูกค้ารายเดือน (โพสเพด) ในอัตราร้อยละ ๑๕ และร้อยละ ๓๐ แล้วแต่ปีของสัมปทาน และในส่วนของสัมปทานกิจการโทรศัพท์ประจำที่นั้น ก็ได้รับค่าสัมปทานหลังหักภาษีสรรพสามิตรถึงร้อยละ ๑๔ และ ร้อยละ ๔๑ ซึ่งย่อมเพียงพอต่อการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้แก่ กทช. อยู่แล้ว ซึ่งที่จริงในขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเรื่องค่าภาษีสรรพสามิตในพ.ศ. ๒๕๔๖ บริษัททีโอทียังไม่ได้มีภาระชำระค่าธรรมเนียมใดๆให้แก่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)เพราะยังไม่ได้จัดตั้ง กทช.ในขณะนั้น ส่วนแบ่งรายได้จึงถือได้ว่าเป็นเงินได้เปล่า บริษัททีโอทีเพิ่งจะเริ่มมีภาระที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในอีกสองปีต่อมาและก็ชำระในอัตราเพียงร้อยละ ๓ และเมื่อรวมกับค่าสมทบกองทุนบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง (USO) บริษัททีโอที ก็จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนสัญญาสัมปทานประมาณร้อยละ ๗ ของรายได้ค่าสัมปทานที่บริษัททีโอทีได้รับจากบริษัทเอไอเอส อีกทั้งต่อมาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็ลดลงเหลือเรื่อยๆ จนในปัจจุบัน กทช.ก็ยังได้อนุญาตให้นำค่า USO มาหักออกจากฐานรายได้ก่อนการคิดคำนวณค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอีกด้วย

๔. ๖ สำหรับประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่ควรลดรายได้ของบริษัททีโอทีลง เพราะบริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์ซึ่งเป็นขององค์การโทรศัพท์ฯ เดิมรวมไปถึงการประกอบธุรกิจในลักษณะผูกขาดแต่ผู้เดียวนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์นั้น เป็นทรัพย์สินที่บริษัทเอไอเอส ตกลงสร้างให้แก่รัฐโดยผ่านองค์การโทรศัพท์ฯเดิม ดังนั้น การได้รับสิทธิในการใช้เครื่องและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลในเชิงนโยบายและการประกอบธุรกิจ สิทธิที่บริษัทเอไอเอสได้รับนี้จึงเกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจจากการที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินให้แก่รัฐ ไม่ใช่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ทรัพยสินของรัฐแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การที่บริษัทเอไอเอสตกลงโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์ฯเดิมนั้น ก็เป็นการตกลงโอนให้แก่รัฐโดยบริษัททีโอทีถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น รายได้สัมปทานจึงเป็นของรัฐ กล่าวคือประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นสิทธิขาดของบริษัททีโอที ในประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิขาดจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรคมนาคมดังนั้น จึงไม่ควรที่จะให้นำภาษีมาหักจากค่าสัมปทานที่บริษัททีโอทีได้รับนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าบริษัทเอไอเอสไม่ได้รับเอกสิทธิจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจบริษัทเอไอเอสเช่นว่านั้น และในทางข้อเท็จจริง บริษัทเอไอเอสก็มีคู่แข่งทางธุรกิจหลายราย ดังนั้น การที่จะกำหนดเป็นการตายตัวว่ารายได้สัมปทานทั้งหมดอันเป็นของแผ่นดินจะต้องตกได้แก่บริษัททีโอที ทั้งหมด ไม่ต้องส่งตรงไปยังกระทรวงการคลังในฐานะภาษีสรรพสามิตเพราะบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของบริษัททีโอทีหรือได้รับสิทธิผูกขาดจากรัฐ คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย

๔. ๗ ยิ่งไปกว่านั้นหากคณะรัฐมนตรีไม่มีมติให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งต่อประชาชนก็คือ บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องชำระค่าสัมปทานในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ และในกิจการโทรศัพท์ประจำที่ร้อยละ ๑๖ และร้อยละ ๔๓ และจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตอีกร้อยละ ๑๐ ซึ่งบริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะผลักภาระภาษีสรรพสามิตร้อยละ ๑๐ ไปให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยคณะรัฐมนตรีจึงมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวเชิงนโยบายที่จะป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมเท่านั้นและมิได้เป็นการขัดขวางลิดรอนอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใดซึ่งศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๔๘ ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้รัฐเกิดความเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย

๔. ๘ สำหรับประเด็นที่ว่าการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ เพราะผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วยนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการจะวินิจฉัยลงไปว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกีดกันคู่แข่งรายใหม่ อันจะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเช่น บริษัทเอไอเอส ดีแทค หรือทรูมูฟ ได้ประโยชน์หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากรายได้ที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะได้รับจากการเข้าตลาด และต้นทุนในการเข้าตลาดว่า ในท้ายที่สุด การเข้าตลาดโดยต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยนั้น ผู้ประกอบการรายใหม่จะยังคงได้รับกำไรในการประกอบธุรกิจหรือไม่ และศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าประกอบด้วย

๔. ๙ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดนั้น จะไม่ได้เข้าสู่ตลาดโดยฐานของสัญญาสัมปทาน (โดยเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจ) อีกต่อไป แต่จะเข้าสู่ตลาดโดยการได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ซึ่งเมื่อพิจารณาภาระค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นแล้ว พบว่าในขณะที่เกิดปัญหานี้ขึ้น บริษัทประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐและภาษีสรรพสามิตเป็นจำนวนรวมกันแล้วร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายทั้งปวง ในขณะที่หากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตร้อยละ ๑๐ และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่า USO ให้แก่ กทช. อีกรวมแล้วประมาณในอัตราร้อยละ ๗ ใน พ.ศ.๒๕๔๘ และ ไม่เกินร้อยละ ๖ ในปัจจุบัน รวมแล้วผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่จะมีภาระค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ ๑๗ ใน พ.ศ.๒๕๔๘ และร้อยละ ๑๖ ในปัจจุบัน  และยังสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนดได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าต้นทุนเกี่ยวกับการขออนุญาตในการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบการรายเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการใหม่แล้ว ต้นทุนของผู้ประกอบการรายเดิมก็ยังสูงกว่าอยู่ดี

นอกจากนี้หากพิจารณาจากระยะเวลาในการได้ประโยชน์จากการประกอบกิจการโทรคมนาคมแล้ว จะพบว่าการประกอบกิจการตามใบอนุญาตที่ออกโดย กทช. จะมีระยะเวลายาวนานกว่าระยะเวลาตามสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการรายเดิม และเมื่อพิจารณาจากประโยชน์ของผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ประกอบกิจการตามสัญญาสัมปทานเปรียบเทียบกับผู้ประกอบกิจการรายใหม่ที่จะได้รับใบอนุญาตจาก กทช.แล้ว จะพบว่า ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ประกอบกิจการตามสัญญาสัมปทานยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดหาเครื่องและอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องและอุปกรณ์ชุมสาย ระบบควบคุม ระบบ Billing ระบบเชื่อมโยง เครื่องและอุปกรณ์สถานีเครือข่าย ฯลฯ และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเครื่องและอุปกรณ์เหล่านี้ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐทั้งสิ้น ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่จะได้รับใบอนุญาตจาก กทช.ไม่มีภาระหน้าที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการวิเคราะห์ชัดแจ้งเป็นที่ยุติว่า หากไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในตลาด บริษัทเอไอเอสจะสามารถตรึงราคาหรือขึ้นราคาค่าบริการได้อย่างไรโดยที่ไม่สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่บริษัทคู่แข่ง อันจะทำให้บริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์จากการกีดกันการเข้าตลาด

ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คณาจารย์ทั้งห้า จึงเห็นว่า การเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีต้นทุนในการประกอบกิจการสูงกว่าจุดคุ้มทุนจนเข้าสู่ตลาดไม่ได้  นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิมจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ไม่มีฐานลูกค้าเลย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่จะต้องค่อยๆสร้างฐานลูกค้าของตนขึ้นโดยแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากกรณีของกิจการอื่นๆทั่วไปที่ย่อมจะมีผู้ที่เข้าตลาดก่อนและหลัง การที่ผู้ประกอบการรายเก่าเข้าสู่ตลาดและรับเอาความเสี่ยงทางธุรกิจต่างๆไปก่อนก็ไม่ใช่ความผิดที่รัฐจะพึงลงโทษโดยการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้สูงกว่ารายใหม่

๔. ๑๐ ในประเด็นที่ว่า หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึงร้อยละ ๒๕ ก็จะทำให้บริษัท ทีโอทีต้องนำค่าสัมปทานที่ได้รับจากบริษัทเอไอเอส ไปชำระให้แก่กรมสรรพสามิตทั้งหมด ทำให้บริษัททีโอทีเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า รัฐไม่ได้สูญเสียรายได้แม้จะมีการใช้ดุลพินิจเช่นนั้น เพราะรัฐยังได้รับรายได้เท่าเดิม นอกจากนี้ การที่จะคาดการณ์ว่าในอนาคต อาจมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตไปเป็นอัตราร้อยละ ๒๕ ทำให้บริษัททีโอทีไม่ได้รับค่าสัมปทานเลยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต กทช.และรัฐบาลในแต่ละขณะย่อมต้องใช้ดุลพินิจในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าให้มีความสมดุลกัน เพื่อความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน

นอกจากนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่ามีผู้ที่ประสงค์จะประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใดถูกกีดกันจากการเข้าตลาดเพราะเหตุที่มีการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับและจากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ตรงกันข้าม ในช่วงที่ผ่านมา เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าการเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยเพื่อแข่งขันในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ยากที่จะเป็นไปได้เพราะเหตุผลอื่นๆเช่น สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กทช.ยังไม่ได้จัดสรรคลื่นความถี่เพิ่มเติมสำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งมาจากความล่าช้าจากภาครัฐเองที่ไม่สามารถจัดตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งทำให้ยังไม่มีคณะกรรมการร่วมมาจัดแผนแม่บทคลื่นความถี่แห่งชาติ อันทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า กทช.จะมีอำนาจในการจัดสรรคลื่นโทรคมนาคมเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ได้หรือไม่ ดังเช่น เหตุการณ์กรณีการจัดสรรคลื่นความถี่ในระบบ ๓ จี เป็นต้น 

๔. ๑๑ ถึงแม้ว่าคณาจารย์ทั้งห้าจะเห็นว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับ อาจมีข้อโต้แย้งทางวิชาการได้ว่าเป็นการตราพระราชกำหนดที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเห็นว่าการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรคมนาคมนั้น เป็นการใช้เครื่องมือที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางวิชาการว่าไม่น่าจะเหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ตาม แต่เมื่อในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอันยุติสำหรับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด และเมื่อยังไม่ปรากฏว่าหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีอยู่นี้จะเป็นอุปสรรค กีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดดังที่ได้แสดงให้เห็นข้างต้น คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับและมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่มิให้เข้าตลาด อันจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการตราพระราชกำหนดดังกล่าว การออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทานเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการรายใหม่ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้
 

๕. ประเด็นในทางเนื้อหาของคดี – การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่
๕. ๑ สำหรับประเด็นการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (พรีเพด)ให้แก่บริษัทเอไอเอสนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามสัญญาดังกล่าวที่บริษัทเอไอเอส เป็นคู่สัญญากับ ทศท. นั้น บริษัทเอไอเอส ตกลงจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าตามช่วงของปีสัมปทาน คือ ปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๕ ร้อยละ ๑๕ ปีที่ ๒ ถึงปีที่ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ ปีที่ ๑๑ ถึงปีที่ ๑๕ ร้อยละ ๒๕ ปีที่ ๑๖ ถึงปีที่ ๒๕ ร้อยละ ๓๐ ต่อมาบริษัทเอไอเอสได้ขอให้ ทศท.ปรับลดส่วนแบ่งรายได้เฉพาะในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพด โดย ทศท.ได้อนุมัติให้ลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวเหลือร้อยละ ๒๐ ของมูลค่าหน้าบัตรคงที่ตลอดอายุสัญญา ประเด็นปัญหามีอยู่ว่า การแก้ไขสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสหรือไม่ การทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าวนี้จะละเลยภาพรวมของการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยไม่ได้

๕. ๒ ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าบริษัทเอไอเอสได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก ทศท. ในขณะที่ บริษัทแทค (ดีแทค) และบริษัททีเอ ออเร้นจ์ (ทรูมูฟ) ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวจาก กสท. แต่เนื่องจาก กสท.ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์และไม่มีเครือข่ายโทรคมนาคม จึงต้องขอใช้หมายเลขโทรศัพท์จาก ทศท. ซึ่งการให้บริการโดยดีแทค หรือทรูมูฟผ่านเข้าไปยังเครือข่ายโทรคมนาคมของ ทศท.นั้น ทั้งดีแทคและทรูมูฟต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ให้แก่ ทศท. ในขณะที่เอไอเอส ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เนื่องจากเอไอเอสเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับ ทศท. อยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอไอเอสจ่ายเฉพาะส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาให้ ทศท. ในขณะที่ดีแทคและทรูมูฟนอกจากจะต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ กสท.แล้ว ยังจะต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายให้ ทศท.อีกด้วย

ปัญหานี้เป็นปัญหาเฉพาะที่เกิดในประเทศไทยเนื่องจากทั้ง ทศท.และ กสท. ต่างก็ทำสัญญาอนุญาตให้เอกชนดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งคู่ แม้จะคนละย่านความถี่ก็ตาม ผลจากการนี้ทำให้ต้นทุนการประกอบการของดีแทคและทรูมูฟสูงกว่าเอไอเอส ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆไม่ได้รับความเป็นธรรมจากภาครัฐมาตั้งแต่ต้น ต่อมาเมื่อดีแทคได้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแบบพรีเพด ดีแทคเห็นว่าการจ่ายเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในอัตรา ๒๐๐ ต่อเดือนต่อหมายเลขนั้น ในหลายกรณีทำให้ดีแทคไม่สามารถดำเนินธุรกิจในส่วนนี้ต่อไปได้ เพราะหากเดือนใดมีลูกค้าใช้บริการโดยมีค่าใช้บริการต่ำกว่า ๒๐๐ บาท หรือมากกว่าเพียงเล็กน้อย ดีแทคจะขาดทุนในส่วนนั้นทันที ด้วยเหตุนี้ดีแทค จึงขอปรับลดการจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายต่อ ทศท. เป็นร้อยละ ๑๘ ของราคาหน้าบัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่ง ทศท.ก็ได้พิจารณาปรับลดให้ เมื่อ ทศท.พิจารณาปรับลดให้ดีแทคแล้ว เอไอเอสจึงขอปรับลดส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาที่ได้กล่าวถึงข้างต้นบ้าง และ ทศท.ก็อนุมัติให้ปรับลดเป็นอัตราเดียวตลอดอายุสัญญาดังกล่าวแล้ว ซึ่งศาลฎีกาฯเห็นว่า การที่ ทศท.ปรับลดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายให้ดีแทคนั้นเป็นการดำเนินการที่ชอบแล้ว แต่การที่ ทศท.ปรับลดส่วนแบ่งรายได้ที่เอไอเอสจะต้องจ่ายให้ ทศท. นั้น ศาลฎีกาฯเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เอไอเอส เพราะเอไอเอสมิได้มีค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเชื่อมโยงโครงข่ายเหมือนกับดีแทค แม้ว่าหลังจากการปรับลดส่วนแบ่งดังกล่าวแล้ว เอไอเอสจะได้ปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ลูกค้า ศาลฎีกาฯก็เห็นว่าการลดค่าใช้บริการดังกล่าวเป็นไปตามกลไกตลาด หาใช่เป็นผลจากการที่เอไอเอสได้รับการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จาก ทศท.ไม่

๕. ๓ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการปรับลดส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทเอไอเอสนั้นแม้จะมีเหตุมาจากการการที่ ทศท.ลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในส่วนของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนแบบพรีเพดก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้วก็เป็นดุลพินิจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐซึ่งจะต้องใช้โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ และประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่คำนึงถึงประโยชน์ด้านฐานะการเงินขององค์กรแต่เพียงอย่างเดียว การปรับลดส่วนแบ่งรายได้โดยตัวของตัวเองนั้นอาจไม่ใช่การเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาฝ่ายเอกชน แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นทางเลือกเชิงนโยบายที่ชอบธรรม ดังนั้น กรณีจึงต้องพิเคราะห์ความมุ่งหมายตลอดจนผลที่ตามมาประกอบกัน

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการมีมติในเรื่องการลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับเอไอเอสนั้น คณะกรรมการ ทศท. กำหนดเงื่อนไขให้ ทศท. เจรจากับเอไอเอสให้ได้ข้อยุติในการนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท.เป็นรายเดือน และนำผลประโยชน์ที่เอไอเอสได้รับในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการ และหลังจากปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แล้ว ปรากฏว่าเอไอเอสได้ปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าอัตราที่กำหนดในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มเติมขึ้น ส่งผลให้ ทศท.มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย การที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าผลจากการลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวทำให้ภาระต้นทุนของเอไอเอสน้อยลง และทำให้เอไอเอสมีฐานลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดเพิ่มมากขึ้นนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการเติบโตของตลาดโทรคมนาคมในแต่ละปี เป็นการเติบโตไปตามสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้น การที่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นนั้นย่อมไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายประการประกอบกัน ที่สำคัญก็คือ การลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคเพื่อแข่งขันและแย่งลูกค้าในตลาด จนทำให้บริษัทเอไอเอสมีลูกค้าพรีเพดจำนวนมาก เป็นประโยชน์แก่ทั้งบริษัททีโอที และประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัททีโอทีว่าจะเรียกเก็บค่าสัมปทานจากบริษัทเอไอเอสในอัตราที่สูงและส่วนแบ่งตลาดอาจไม่มาก อีกทั้งประชาชนจะต้องชำระค่าบริการในราคาที่แพง หรือจะเลือกว่าเรียกเก็บค่าสัมปทานน้อยลงเพื่อให้บริษัทเอไอเอสยังคงความได้เปรียบในตลาดไว้บ้าง แต่ก็เป็นประโยชน์แก่บริษัททีโอทีในเรื่องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและหวังจะได้รับรายได้สูงมากขึ้นจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นและก็ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ในค่าบริการที่ลดลง

แม้ศาลฎีกาฯจะเห็นว่าการลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคจะเป็นผลมาจากการแข่งขันกันทางการค้า การที่เอไอเอสปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ลูกค้าจึงเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า หากไม่มีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้เสียแล้ว เงื่อนไขของบริษัทเอไอเอสในการแข่งขันในตลาดย่อมเปลี่ยนแปลงไป และบริษัทเอไอเอสก็ย่อมไม่สามารถลดค่าบริการได้ถึงขนาดที่ได้กระทำไปแล้ว อีกทั้งย่อมต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง และกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจไม่เติบโตถึงขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

๕. ๔ คณาจารย์ทั้งห้ามีความเห็นต่อไปว่า การที่ กสท. และ ทศท.ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันและต่างฝ่ายต่างให้สัมปทานแก่เอกชน เป็นสาเหตุสำคัญแห่งความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแก่เอกชนในแต่ละช่วงเวลา ทำให้บริษัทดีแทคและทรูทูฟมีต้นทุนมากกว่าบริษัทเอไอเอส สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการกระทำของภาครัฐที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นานมาก การที่บริษัททีโอทีลดรายได้สัมปทานให้แก่บริษัทเอไอเอสเพื่อให้บริษัทเอไอเอส คู่สัญญาของตนเองได้เปรียบบริษัทดีแทคหรือ บริษัททรูมูฟอันเป็นคู่แข่งและคู่สัญญาสัมปทานของบริษัท กสท โทรคมนาคม จึงเป็นปัญหาความไม่เป็นธรรมที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างที่ภาครัฐกำหนดขึ้นตั้งแต่ต้นว่าให้บริษัททีโอทีประกอบกิจการแข่งขันกับ บริษัท กสท โทรคมนาคมในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ การที่บริษัท ทีโอทีไม่ได้ให้ความเป็นธรรมต่อบริษัทดีแทคหรือบริษัท ทรูมูฟ อันเป็นคู่แข่งของตน จึงเป็นความบกพร่องเชิงนโยบายของรัฐมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้เป็นความผิดอย่างใดของผู้บริหารของบริษัททีโอทีในปี ๒๕๔๖ หรือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการได้รับส่วนแบ่งรายได้ในภาพรวมที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัททีโอที และผลประโยชน์ที่ตกแก่ผู้บริโภคโดยตรงในการได้ใช้โทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูกลงและความเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมแล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดเป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัท ทีโอทีที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างที่บกพร่องที่ภาครัฐกำหนดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสโดยไม่ชอบ
 

๖. ประเด็นทางเนื้อหาของคดี – การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายรวมหรือโรมมิ่ง (Roaming)
๖. ๑ สำหรับการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายรวมหรือโรมมิ่ง (Roaming) โดยให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วมเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทเอไอเอสนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทเอไอเอสต้องการขยายฐานลูกค้าจึงได้ทดลองเข้าไปร่วมใช้เครือข่ายของบริษัทดีพีซีซึ่งบริษัทเอไอเอสเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ร้อยละ ๙๘.๕๕) โดยบริษัทดีพีซีได้รับสัมปทานการจัดสรรคลื่นความถี่และเป็นคู่สัญญากับ กสท. โดยบริษัทเอไอเอสและ ทศท.ได้ตกลงแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ครั้งที่ ๗) เกี่ยวกับการใช้เครือข่ายร่วม การแก้ไขสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ ทศท.อนุญาตให้บริษัทเอไอเอสสามารถนำค่าใช้เครือข่ายร่วมที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ให้บริการรายอื่นมาหักออกจากรายได้ค่าบริการและเงินอื่นใดที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการก่อนนำส่งส่วนแบ่งรายได้ ศาลฎีกาฯเห็นว่าการที่บริษัทเอไอเอสขยายเครือข่ายการให้บริการเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการด้วยวิธีการใช้เครือข่ายร่วมกับบริษัทดีพีซีซึ่งถือว่าเป็นบริษัทเดียวกันกับบริษัทเอไอเอส แทนที่จะลงทุนสร้างโครงข่ายเพิ่มเติมเป็นการประหยัดเงินลงทุนสร้างโครงข่าย บริษัทเอไอเอสไม่สามารถอ้างในเรื่องจำนวนคลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรรจาก ทศท.ได้ และไม่อาจปัดให้เป็นความรับผิดชอบของ ทศท.ที่จะต้องจัดหาคลื่นความถี่มาให้เพียงพอแก่การให้บริการของบริษัทเอไอเอส การแก้ไขสัญญาดังกล่าวเป็นไปเพื่อปัดความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่ตนเองต้องรับผิดชอบจึงขัดต่อสัญญาหลัก รายได้ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการโดยผ่านการใช้เครือข่ายร่วมเป็นรายได้และผลประโยชน์ที่บริษัทเอไอเอสจะต้องจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้ ทศท. การที่บริษัทเอไอเอสนำค่าใช้เครือข่ายร่วมมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ ย่อมเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ทศท.

 ๖. ๒ คณาจารย์ทั้งห้าพิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้เจรจาต่อรองให้ตนเองสามารถขยายโครงข่ายโทรศัพท์โดยการร่วมใช้โครงข่ายกับบริษัทลูกของตน กล่าวคือ บริษัทดีพีซีซึ่งได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบมจ. กสท.ได้หรือไม่และจะสามารถต่อรองเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วมที่บริษัทเอไอเอสชำระให้แก่บริษัทดีพีซี มาหักออกจากค่าสัมปทานที่บริษัทเอไอเอสต้องจ่ายให้แก่บมจ. ทีโอทีได้หรือไม่นั้น เป็นประเด็นการต่อรองทางธุรกิจปกติระหว่างบริษัททีโอทีและบริษัทเอไอเอสที่จะตกลงกัน เป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจของคู่สัญญา

๖. ๓ เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งที่บริษัทเอไอเอสต้องไปใช้เครือข่ายร่วมกับดีพีซีนั้น เป็นเหตุผลทางเทคนิคที่ว่าบริษัทเอไอเอสไม่อาจสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รองรับการใช้บริการโดยใช้คลื่นความถี่ ๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ที่บริษัททีโอทีจัดสรรให้ได้อย่างเพียงพอ ในบางพื้นที่ที่มีการใช้บริการหนาแน่นจึงเกิดการติดขัด และคุณภาพการให้บริการลดลง เช่น ในพื้นที่ส่วนในของเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร และอื่นๆ ซึ่งตามสัญญาสัมปทานข้อ ๒๙.๙ ได้ระบุไว้เป็นหน้าที่ของบริษัททีโอทีไว้อย่างชัดเจนว่าให้มีหน้าที่ขอคลื่นความถี่มาให้บริษัทเอไอเอสใช้ในการให้บริการโดยข้อสัญญาระบุว่า “ส่วนความถี่ที่จะใชกับระบบ GSM ทศท จะดำเนินการขอและจัดสรรให้ต่อไปเมื่อได้รับการแจ้งจากบริษัท”  ซึ่งหากจะพิจารณาถึงแนวทางที่ดำเนินการกันอยู่เป็นธรรมดาทั่วโลกนั้น จะเห็นได้ว่า ภาครัฐซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ย่อมจะต้องพยายามเสาะหาคลื่นความถี่ในย่านต่างๆเพื่อรองรับการขยายตัวของการให้บริการของผู้ประกอบการ และในการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นจำเป็นต้องเป็นย่านคลื่นความถี่มาตรฐาน ที่มีการผลิตเครื่องลูกข่ายหรือเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่รองรับเป็นสากลด้วย จึงจะสามารถให้บริการทางธุรกิจได้     

๖. ๔ เทคโนโลยี GSM/2G ซึ่งทางบริษัทเอไอเอสให้บริการอยู่นั้น โดยมาตรฐานเทคโนโลยีแล้ว สามารถให้บริการได้บนย่านคลื่นความถี่ ๙๐๐ MHz   และย่านคลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz ซึ่งในประเทศที่พอที่จะมีคลื่นความถี่นี้เหลืออยู่ ก็จะจัดสรรให้ ผู้ประกอบการได้ใช้ทั้ง ๒ ย่าน เพื่อประสิทธิภาพในการให้บริการ ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะมีผู้ประกอบการโครงข่ายหนึ่งจะได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งในย่าน ๙๐๐ MHz และย่าน ๑๘๐๐ MHz เพื่อให้บริการ  สำหรับประเทศไทย ย่านความถี่ ๙๐๐ MHz ที่จะจัดสรรได้นั้น บริษัทเอไอเอสได้ใช้เต็มจำนวนแล้ว แต่บริษัทเอไอเอสไม่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน ๑๘๐๐ MHz จากภาครัฐ เพราะย่านคลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz นั้น บริษัทแทค บริษัททรูมูฟ และบริษัทดีพีซีได้รับสิทธิในการใช้ภายใต้สัญญาสัมปทานของ กสท. และได้ใช้อยู่กันจนเต็มย่าน แล้ว บริษัทเอไอเอส รวมทั้งบริษัททีโอที ซึ่งมีหน้าที่หาคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานให้บริษัทเอไอเอส จึงไม่สามารถหาย่านคลื่นความถี่ใดมาใช้ให้เพียงพอกับโครงข่ายการให้บริการของบริษัทเอไอเอสซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความคับคั่งเป็นผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการดังนั้น บริษัทเอไอเอสย่อมไม่มีทางเลือกอื่นในการที่จะขยายข่ายการให้บริการรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการของตน หนทางแก้ปัญหาจึงมีเหลือทางเดียว คือ ต้องร่วมใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่บริษัทดีพีซีบริหารงานอยู่ โดยใช้วิธีการทางเทคนิคที่เรียกว่า Roaming ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า การขอใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้น เรื่องของการ Roaming จึง เป็นเรื่องปกติวิสัย ไม่ใช่เป็นการเอารัดเอาเปรียบทางธุรกิจแต่อย่างใด

๖. ๕ ส่วนประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสควรจะทราบถึงข้อจำกัดของการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมได้อยู่แล้วตั้งแต่ในขณะทำสัญญาสัมปทานนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่าในปี พ.ศ ๒๕๓๓ อันเป็นปีที่บริษัทเอไอเอสเข้าทำสัญญากับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยนั้น ย่อมเป็นการยากที่จะคาดหมายได้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีการขยายตัวมากดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น ในเมื่อบริษัทเอไอเอสประสบความสำเร็จในการขยายการให้บริการแก่ประชาชน บริษัททีโอทีจึงควรที่จะให้ความช่วยเหลือในการจัดหาคลื่นความถี่เพิ่มเติมแก่บริษัทเอไอเอสหรือมิฉนั้น ก็ให้บริษัทเอไอเอสสามารถขยายโครงข่ายโทรคมนาคมโดยการร่วมใช้โครงข่ายโทรคมนาคมกับบริษัทดีพีซีได้ ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้บริการของบริษัทเอไอเอสก็สามารถใช้บริการโทรศัพท์ผ่านเครื่องอุปกรณ์และคลื่นความถี่ที่บริษัทดีพีซีได้รับจัดสรรภายใต้สัญญาสัมปทานของ กสท.

๖. ๖ ในประเด็นที่ว่า การที่บริษัทเอไอเอสได้นำค่าใช้โครงข่ายที่ได้จ่ายให้แก่บริษัทดีพีซีมาหักออกจากรายได้ก่อนคิดคำนวณค่าสัมปทานให้แก่บริษัททีโอที เป็นการทำให้บริษัททีโอทีเสียหายหรือไม่นั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่าการตกลงให้นำค่าร่วมใช้โครงข่ายดังกล่าวมาหักออกก่อน ย่อมเป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจที่บริษัททีโอทีและบริษัทเอไอเอสสามารถตกลงกันได้ และการตกลงดังกล่าวยังนำมาซึ่งผลดีต่อบริษัททีโอทีและต่อประชาชนผู้ใช้บริการ เพราะจะทำให้ไม่เกิดการเรียกเก็บค่าสัมปทานซ้ำซ้อนจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์ และทำให้บริษัทเอไอเอสสามารถหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาค่าใช้บริการจากผู้ใช้บริการ อันจะทำให้บริษัทเอไอเอสต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาด และบริษัททีโอทีต้องสูญเสียส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทาน ดังตัวอย่าง คือ สมมุติว่า บริษัทเอไอเอสได้รับรายได้จากผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๑๐๐ บาท และได้ชำระค่าใช้โครงข่ายร่วมให้แก่บริษัทดีพีซี ๗๐ บาท หากบริษัทเอไอเอสไม่สามารถนำค่าใช้โครงข่ายดังกล่าวมาหักก่อน บริษัทเอไอเอส ก็ต้องชำระค่าสัมปทานให้แก่บริษัททีโอทีในอัตรา ๒๕% จากฐานรายได้ ๑๐๐ บาท ในขณะเดียวกัน รัฐโดยบริษัท กสท ก็จะเรียกเก็บค่าสัมปทานบนฐานค่าใช้โครงข่ายที่บริษัทดีพีซีได้รับจากบริษัทเอไอเอสจำนวน ๗๐ บาทอีกด้วย ซึ่งซ้ำซ้อนกับการที่รัฐโดยบริษัททีโอทีได้เรียกเก็บค่าสัมปทานจากรายได้ ๗๐ บาทนี้ไปแล้ว ดังนั้น การให้บริษัทเอไอเอสนำค่าใช้โครงข่ายร่วมที่ได้จ่ายให้แก่บริษัทดีพีซีมาหักออกก่อน จึงเป็นเรื่องการขจัดความซ้ำซ้อนในการรจัดเก็บค่าสัมปทานของรัฐ ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ต้องรับภาระที่สูงเกินควร หากไม่ให้บริษัทเอไอเอสนำค่าใช้โครงข่ายร่วมดังกล่าวมาหักออกก่อน ทั้งๆที่บริษัทดีพีซีก็ได้ชำระค่าสัมปทานบนรายได้ ๗๐ บาทแล้ว จะทำให้บริษัทเอไอเอสและบริษัทดีพีซีมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทดีพีซีต้องขึ้นราคาค่าร่วมใช้โครงข่าย อันทำให้บริษัทเอไอเอสก็ต้องขึ้นราคาค่าบริการจากผู้ใช้บริการ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเอไอเอส ส่วนแบ่งตลาดอาจน้อยลง และบริษัททีโอทีอาจได้รับค่าสัมปทานน้อยลงกว่า การอนุญาตให้บริษัทเอไอเอสนำค่าใช้โครงข่ายร่วมดังกล่าวมาหักออก

คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่า กรณีดังกล่าวย่อมเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่บริษัททีโอทีกีบบริษัทเอไอเอสจะตกลงกันได้ และเป็นเรื่องในทางนโยบายที่เป็นผลดียังเกิดแก่ประชาชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การที่บริษัทเอไอเอสใช้โครงข่ายร่วมกับบริษัทดีพีซี ยังเป็นผลดีต่อประเทศในแง่การที่ไม่ต้องมีการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่โดยไม่จำเป็นอันจะเป็นการก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและจะเป็นการทำให้เกิดต้นทุนในการประกอบกิจการสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้บริการที่จะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ดังนั้นการที่ศาลฎีกาฯได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทเอไอเอสและบริษัททีโอทีตกลงกันเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วม อันเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอไอเอส มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน เป็นการกระทำความเสียหายให้แก่ ทศท. คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย
 

๗. ประเด็นทางเนื้อหาของคดี - การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
๗. ๑ สำหรับกรณีการละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศที่มีการอนุมัติดาวเทียมไอพีสตาร์ (iPSTAR) เป็นดาวเทียมสำรอง การอนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคมจากที่จะต้องถือครองหุ้นไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ ๕๑ เป็นไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ ๔๐ และกรณีอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนจากการที่ดาวเทียมไทยคม ๓ เกิดความเสียหายไปเช่าช่องสัญญานต่างประเทศที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์นั้น จะได้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไปดังนี้

๗. ๒ กรณีการอนุมัติดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรอง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ได้รับสัมปทานตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ สัญญาดังกล่าวมีเนื้อหาระบุให้บริษัทชินคอร์ปมีสิทธิในการบริหารกิจการและการให้บริการวงจรดาวเทียม (Transponder) เพื่อการสื่อสารภายในประเทศและมีสิทธิเก็บค่าใช้วงจรดาวเทียมจากผู้ใช้วงจรดาวเทียม โดยกระทรวงคมนาคมจะคุ้มครองสิทธิในการดำเนินกิจการและให้บริการวงจรดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ปไม่ให้บุคคลอื่นเข้ามาดำเนินกิจการแข่งขัน ทั้งนี้โดยบริษัทชินคอร์ปตกลงจัดสร้างและจัดส่งดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศดวงที่หนึ่งขึ้นสู่วงโคจรพร้อมกับจัดให้มีระบบดาวเทียมสำรองในลักษณะดาวเทียมภาคพื้นดิน รวมทั้งจัดให้มีดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่สองและดวงต่อๆไปขึ้นใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องกับการสิ้นอายุของดาวเทียมดวงก่อน โดยคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติการใช้งานไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่ง แต่จำนวนวงจรดาวเทียมและและชนิดย่านความถี่ (C-Band หรือ Ku-Band) ให้เป็นไปตามที่กระทรวงและบริษัทจะตกลงกัน ในการนำวงจรดาวเทียมไปให้ประเทศอื่นใช้ บริษัทรับที่จะให้โอกาสเท่าเทียมกันในการขอใช้วงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศทุกราย และในกรณีที่มีวงจรเหลือจากปริมาณการใช้ในประเทศ บริษัทด้วยความเห็นชอบของกระทรวงคมนาคมสามารถนำวงจรดาวเทียมที่เหลือไปให้ประเทศอื่นใช้ได้ นอกจากนี้บริษัทชินคอร์ปยินยอมให้กระทรวงหรือส่วนราชการหรือหน่วยงานที่กระทรวงเห็นชอบใช้วงจรดาวเทียมแบบ Non Pre-emptible Transponder ของดาวเทียมที่บริษัทจัดตั้งขึ้นซึ่งใช้เป็นดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองในย่านความถี่ C-Band จำนวน ๑ วงจรดาวเทียมโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ 

๗. ๓ ประเด็นปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ หลังจากที่บริษัทชินคอร์ปได้ส่งดาวเทียมหลัก คือ ดาวเทียมไทยคม ๑ ดาวเทียมสำรอง คือ ดาวเทียมไทยคม ๒ ดาวเทียมหลัก คือ ดาวเทียมไทยคม ๓ แล้ว กระทรวงคมนาคมได้อนุมัติให้มีการจัดสร้างและส่งดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ คือ ดาวเทียมไทยคม ๔ แต่บริษัทได้ขอเลื่อนการส่งดาวเทียมดังกล่าวหลายครั้ง และต่อมาได้มีการแก้ไขข้อกำหนดด้านเทคนิค โดยเปลี่ยนคุณสมบัติของดาวเทียมสำรองดังกล่าว เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงส่งดาวเทียมดังกล่าว คือ ดาวเทียมไอพีสตาร์ (ไทยคม ๔) ขึ้นสู่วงโคจร ศาลฎีกาฯ เห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ ดวงต่อดวงได้ ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน โดยดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้ย่านความถี่เคยู-แบน รับและส่งข้อมูลให้ลูกค้าและใช้ย่านความถี่ เคเอ-แบน ในการสื่อสารรับส่งข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดินกับดาวเทียมบนอวกาศในการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต โดยไม่มีย่านความถี่ ซี-แบน ที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน ๑ วงจรดาวเทียมตามสัญญา และไม่มีข้อตกลงว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อทดแทน ทั้งที่ดาวเทียมไทยคม ๓ ซึ่งเป็นดาวเทียมหลักมีช่องสัญญานย่านความถี่ ซี-แบน และเคยู-แบน และเห็นว่าการลงมติว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ หรือเป็นดาวเทียมสำรองของคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขัดแย้งกัน กล่าวคือกรมไปรษณีย์โทรเลขและคณะกรรมการประสานงานตามสัญญาสัมปทานในคราวพิจารณาอนุมัติคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์เห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ แต่ในการประชุมครั้งต่อมาคณะกรรมการประสานงานตามสัญญาสัมปทานได้อนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรอง และได้มีการเสนอความเห็นดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่ออนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรอง ซึ่งหากดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ แต่เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่แล้ว บริษัทจะต้องจัดสร้างดาวเทียมสำรองดาวเทียมไอพีสตาร์อีก๑ ดวงตามสัญญา ศาลฎีกาฯเห็นต่อไปว่าเมื่อดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมหลัก คือ ดาวเทียมไทยคม ๓ได้ ทำให้ความมั่นคงในการสื่อสารดาวเทียมของชาติต้องเสียหายจากการที่ไม่มีดาวเทียมไทยคม ๔ เพื่อเป็นดาวเทียมสำรองจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทำให้บริษัทผู้รับสัมปทานไม่ต้องกู้ยืมเงินมาลงทุนในการส่งดาวเทียมไทยคม ๔ นอกจากนั้นวัตถุประสงค์หลักของดาวเทียมไอพีสตาร์ยังเป็นไปเพื่อมุ่งหวังทางการค้าและรองรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้งานในต่างประเทศ และบริษัทยังกำหนดแผนการจำหน่ายในต่างประเทศถึงร้อยละ ๙๔ แต่จำหน่ายในประเทศร้อยละ ๖ ศาลฎีกาฯจึงเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักที่สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก การอนุมัติดังกล่าวทำให้บริษัทได้สัมปทานดาวเทียมระหว่างประเทศไปโดยไม่ต้องมีการประมูล จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคม

๗. ๔ คณาจารย์ทั้งห้าพิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว เห็นว่าในการจัดให้มีระบบดาวเทียมสำรองนั้น สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ข้อ ๖ กำหนดไว้ว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่ง ทั้งนี้โดยมีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของดาวเทียมดวงที่หนึ่งไว้ในข้อ ๘ ของสัญญาดังกล่าวรวมทั้งกำหนดไว้ด้วยว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งอย่างน้อยจะต้องไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมดวงที่หนึ่ง และทดแทนดาวเทียมหลักดวงที่หนึ่งเพื่อสามารถใช้งานได้โดยต่อเนื่อง สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปไว้

ในกรณีของดาวเทียมไอพีสตาร์นั้น เห็นได้ชัดว่าบริษัทผู้รับสัมปทานมุ่งประสงค์จะให้เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ เพียงแต่ได้พัฒนาเทคโนโลยี่ให้สูงขึ้น ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีคุณสมบัติทางเทคนิคพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะครั้งแรกของโลกตามที่จดสิทธิบัตรไว้ และปรากฏชัดเจนว่าคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ด้อยไปกว่าดาวเทียมดวงอื่นๆ ด้วยเหตุนี้คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าบริษัทผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นคณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการมีดาวเทียมสำรองที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่ดีกว่าดาวเทียมหลัก เป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมพื้นที่การให้บริการมากกว่าย่อมเป็นผลดีต่อการจัดทำบริการสาธารณะ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ ดวงต่อดวงได้ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน แต่เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากในสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศไม่มีข้อใดเลยที่ระบุให้ดาวเทียมสำรองต้องใช้เทคโนโลยีเดียวกับดาวเทียมหลัก เพียงแต่ระบุว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน ๑ วงจรดาวเทียมตามสัญญา เพราะดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้ย่านความถี่เคยู-แบน และย่านความถี่เคเอ-แบน นั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิคที่ศาลฎีกาฯสามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้เองตามหลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนแล้วจะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์สามารถรองรับความถี่ซี-แบนได้ แต่ต้องมีสถานีสัญญาน และกรณีนี้ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่แสดงว่ากระทรวงคมนาคมโต้แย้งว่าตนไม่ได้ใช้วงจรดาวเทียมเพราะเหตุว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนแต่อย่างใด

สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักที่สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารขอรับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งหวังทางการค้าต่างประเทศนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศข้อ ๑๑ ระบุอนุญาตให้บริษัทสามารถนำวงจรดาวเทียมเหลือจากปริมาณความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้ได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคม ในการวางแผนการตลาดนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมทั้งในและต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร ในคำพิพากษาดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดความขาดแคลนในการใช้วงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เมื่อปริมาณความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมในประเทศยังมีไม่มากนัก การที่บริษัทนำวงจรดาวเทียมที่เหลือจากความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้โดยได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาฝ่ายรัฐ จึงชอบแล้ว อีกทั้งการวางแผนการตลาดในการนำวงจรดาวเทียมออกให้บุคคลอื่นใช้บริการนั้นไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศโดยคำนวณตามความต้องการของตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐเสียหายและเอื้อประโยชน์นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย

๗. ๕ กรณีการอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานโดยให้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่ต้องถือในบริษัทไทยคมจากที่บริษัทชินคอร์ปต้องมีสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทไทยคมเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ ๕๑ เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ นั้น กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่าสัญญาดำเนินกิจการสื่อสารดาวเทียมภายในประเทศ ข้อ ๔ ระบุให้บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ (ชินคอร์ป) จะต้องตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อดำเนินการตามสัญญา โดยจะต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๒ เดือน นับจากวันเริ่มให้บริการวงจรดาวเทียม และให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ตลอดอายุสัญญาด้วย คือ (๑) บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า ๑๐๐๐ ล้านบาท (๒) บริษัทชินคอร์ปจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ ของจำนวนหุ้นทั้งหมด (๓) บริษัทชินคอร์ปต้องดำเนินการให้บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่รับผิดตามสัญญาฉบับนี้ต่อกระทรวงร่วมกันและแทนกันกับบริษัท

หลังจากทำสัญญาแล้วบริษัทชินคอร์ปได้ก่อตั้งบริษัทไทยคมขึ้น ต่อมาบริษัทไทยคมได้ขอแก้ไขสัญญาสัมปทานโดยให้เหตุผลว่าต้องใช้เงินลงทุนในโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นจำนวนสูงมากจึงต้องหาพันธมิตรเข้ามาเพื่อร่วมลงทุนทำให้ต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่จะต้องถือหุ้นในบริษัทไทยคมลง ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสารได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานดังกล่าว โดยให้อนุมัติให้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่ต้องถือในบริษัทไทยคมจากไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐

ศาลฎีกาฯเห็นว่าการกำหนดการถือครองหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ เป็นนัยสำคัญที่ทำให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปได้สัมปทาน การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯอนุมัติให้แก้ไขสัญญาดังกล่าวโดยมิได้นำเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นการอนุมัติโดยมิชอบและเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป เนื่องจากในกรณีที่บริษัทไทยคมทำการเพิ่มทุนเพื่อดำเนินโครงการใดๆโดยเฉพาะโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงมากนั้น บริษัทชินคอร์ปไม่ต้องระดมทุนหรือกู้เงินมาซื้อหุ้นเพื่อรักษาสัดส่วนร้อยละ ๕๑ ของตนเอง แต่กลับกระจายความเสี่ยงไปให้นักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ การลดสัดส่วนการถือครองหุ้นดังกล่าวทำให้บริษัทชินคอร์ปได้รับเงินทุนคืนจากการโอนขายหุ้นออกไปให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่น ทั้งมีผลเป็นการลดทอนความมั่นคงและความมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ปในฐานะผู้ได้รับสัมปทานโดยตรงที่ต้องมีอำนาจควบคุมการบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อีกด้วย

๗. ๖ คณาจารย์ทั้งห้าพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯได้หารือสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุดตอบหนังสือกระทรวงเทคโนโลยีว่าการแก้ไขสัญญาเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญจึงควรนำเสนอคณะรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯได้ทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องคืน โดยแจ้งว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของเรื่องที่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯได้หารือไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบหนังสือว่าเมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี กระทรวงเทคโนโลยีจึงมีดุลพินิจที่จะแก้ไขสัญญาได้ แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯจะเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอยู่ แต่เพื่อพิจารณาจากขั้นตอนการทำงานแล้ว เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ก่อนจะใช้ดุลพินิจอนุมัติ ลำพังแต่เพียงการไม่เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีจึงยังถือไม่ได้ว่าการอนุมัติดังกล่าวเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป

สำหรับประเด็นที่ว่าการอนุมัติดังกล่าวทำให้บริษัทชินคอร์ปได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องไปกู้เงินมาลงทุนนั้น หากมองในทางกลับกันก็จะเห็นได้ว่าบริษัทชินคอร์ปก็เสียประโยชน์ในลักษณะที่สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทไทยคมลดน้อยลงเช่นกัน ส่วนประเด็นที่ว่าการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคมเป็นสาระสำคัญนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขสัญญาดังกล่าวไม่อาจกระทำได้ สำนักงานอัยการสูงสุดเองเมื่อครั้งที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯได้หารือไปนั้นก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ห้ามแก้ไข การจะอนุมัติให้แก้ไขหรือไม่แก้ไขสัญญาจึงเป็นดุลพินิจในทางบริหาร เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทคู่สัญญามีความจำเป็นที่จะต้องลงทุน และรัฐเห็นว่าการลงทุนดังกล่าวจะนำมาซึ่งประโยชน์ให้การจัดทำบริการสาธารณะ คือ การมีดาวเทียมสำรองดวงใหม่ที่มีเทคโนโลยีดีกว่าเดิมซึ่งจะทำให้การจัดทำบริการสาธารณะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการลดสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าวไม่มีผลกระทบใดๆต่อความรับผิดของบริษัท รัฐมนตรีฯในฐานะฝ่ายบริหารก็สามารถดำเนินนโยบายและผลักดันนโยบายในเรื่องดังกล่าวได้ให้ปรากฏเป็นจริงในทางปฏิบัติได้

สำหรับประเด็นที่ว่าการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปมีผลเป็นการกระจายความเสี่ยงไปให้นักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์นั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ที่ลงทุนย่อมต้องศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการปกปิดข้อมูลสัดส่วนการถือหุ้น ผู้ลงทุนรายย่อยก็ต้องตัดสินใจโดยคำนึงถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนดังกล่าว ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการลดสัดส่วนการถือหุ้นมีผลเป็นการบั่นทอนความมั่นคงและมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ปในฐานะผู้รับสัมปทานโดยตรงที่ต้องมีอำนาจควบคุมการบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้นั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าความมั่นคงและมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมไม่ได้เกิดจากการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะมีอำนาจควบคุมการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่นอีกหลายประการที่สนับสนุนและลดทอนความมั่นคงและมั่นใจในการดำเนินโครงการ เช่น ผู้ถือหุ้นที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจเป็นใคร มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจดังกล่าวมากน้อยเพียงใด มีสถานะทางการเงินอย่างไร ฯลฯ

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการอนุมัติให้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคมเป็นการใช้ดุลพินิจทางบริหาร ซึ่งเมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าการใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีย่อมจะถือว่าการตัดสินของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปไม่ได้

๗. ๗ สำหรับกรณีการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม ๓ ไปเช่าช่องสัญญานดาวเทียมต่างประเทศเมื่อดาวเทียมไทยคม ๓ เกิดความเสียหายนั้น ปรากฎข้อเท็จจริงว่าในคราวที่บริษัทไทยคมได้ร้องขอเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดาวเทียมไทยคม ๔ เป็นดาวเทียมไอพีสตาร์โดยร้องเป็นดาวเทียมสำรองเช่นเดิมและต่อมาได้รับการอนุมัตินั้น ก็ได้มีการอนุมัติแผนสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ ด้วยในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ดาวเทียมไทยคม ๓ ขึ้น ต่อมาได้เกิดเหตุดาวเทียมไทยคม ๓ เสียหายขัดข้องเกี่ยวกับระบบพลังงานบางส่วน แต่ยังมีบางส่วนใช้งานได้ หลังจากเกิดเหตุดังกล่าวได้มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย และได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน และบริษัทไทยคมได้ขออนุมัติสร้างดาวเทียมดวงใหม่ทดแทน และต่อมาบริษัทไทยคมก็ได้ร้องขออนุมัตินำเงินไปเช่าช่องสัญญานดาวเทียมจากต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนดาวเทียมไทยคม ๓ พร้อมทั้งใช้เป็นช่องสัญญานสำรอง โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศได้อนุมัติให้ตามที่ร้องขอ โดยระบุว่าหากหากค่าก่อสร้างสูงกว่าวงเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยซึ่งผ่านการอนุมัติจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ บริษัทไทยคมจะรับผิดชอบในส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น

ศาลฎีกาฯเห็นว่า การจัดการกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ดาวเทียมนั้น สัญญาสัมปทานกำหนดให้บริษัทผู้รับสัมปทานรีบซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายหรือจัดหาทรัพย์สินทดแทนทรัพย์สินที่สูญหายโดยทันทีเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และกระทรวงผู้ให้สัมปทานก็จะมอบค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยให้ ถ้าค่าซ่อมแซมหรือราคาทรัพย์สินที่จัดหามีราคาสูงกว่าเงินค่าสินไหมทดแทน บริษัทผู้รับสัมปทานตกลงรับผิดชอบจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด เห็นได้ว่าตามสัญญานั้นหากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินซึ่งกรณีนี้คือดาวเทียมไทยคม ๓ ถ้าเกิดความเสียหายบางส่วน บริษัทผู้รับสัมปทานจะต้องรีบดำเนินการซ่อมแซม แล้วจึงมารับเงินค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าเกิดความเสียหายทั้งดวงจนไม่สามารถใช้งานหรือดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทผู้รับสัมปทานต้องจัดสร้างดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นทดแทน แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศได้อนุมัติให้บริษัทผู้รับสัมปทานนำวงเงินบางส่วนที่ได้รับจากค่าสินไหมทดแทนดาวเทียมไทยคม ๓ ไปเช่าดาวเทียมของต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนช่องสัญญานเดิมและใช้สำรองจึงขัดต่อสัญญาสัมปทาน เนื่องจากบริษัทไทยคมทำผิดสัญญาไม่มีดาวเทียมสำรองไทยคม ๓ มาโดยตลอด บริษัทจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้มีดาวเทียมใช้ได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ไม่มีสิทธินำเงินไปใช้เช่าช่องสัญญาน แต่ต้องนำเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยไปสร้างดาวเทียมดวงใหม่ทดแทน การที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศอนุมัติให้บริษัทไทยคมนำเงินบางส่วนที่ได้รับจากค่าสินไหมทดแทนดาวเทียมไทยคม ๓ ไปเช่าดาวเทียมของต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนและสำรองเป็นการอนุมัติที่ไม่ชอบ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทไทยคมและชินคอร์ป เพราะเท่ากับว่าในช่วงนั้นบริษัทไทยคมไม่ต้องใช้ทุนของตนเองในการจัดสร้างดาวเทียมดวงใหม่แล้วยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงผู้ให้สัมปทาน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐเนื่องจากทรัพย์สินที่ทำประกันภัย (ดาวเทียม) เป็นของรัฐ ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวรัฐต้องเป็นผู้ดูแลและคงไว้เป็นหลักประกันความมั่นคง

๗. ๘ คณาจารย์ทั้งห้าได้พิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวแล้ว เห็นว่าบริษัทชินคอร์ปได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๕ มีกำหนดส่งขึ้นสู่อวกาศในปี ๒๕๔๗ ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ได้เกิดความเสียหายขึ้นกับดาวเทียมไทยคม ๓ บริษัทไทยคมได้เจรจากับบริษัทประกันภัย ได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๓๓,๐๒๘,๙๖๐ ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทได้ขออนุมัติกระทรวงผู้ให้สัมปทานสร้างดาวเทียมดวงใหม่ทดแทน และขออนุมัติเงินค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่งเช่าช่องสัญญานดาวเทียมต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนดาวเทียมไทยคม ๓พร้อมทั้งใช้เป็นช่องสัญญานสำรอง คณาจารย์เห็นว่าการขออนุมัติดังกล่าวเป็นไปตามเหตุผลของเรื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าบริษัทไทยคมทำผิดสัญญาเพราะไม่มีดาวเทียมสำรองไทยคม ๓ มาโดยตลอดนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าในระหว่างที่เกิดความเสียหายกับดาวเทียมไทยคม ๓ เป็นช่วงเวลาที่บริษัทได้รับอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งขึ้นสู่อวกาศ ในระหว่างเวลานั้นจึงไม่มีดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ เหตุกรณ์ที่เกิดความเสียหายขึ้นกับดาวเทียมดวงหลักในขณะที่ยังไม่มีระบบดาวเทียมสำรองนั้นอาจเกิดขึ้นได้ เพราะการส่งดาวเทียมสำรองขึ้นสู่อวกาศนั้นจะกระทำหลังจากส่งดาวเทียมดวงหลักขึ้นไปแล้ว ในระหว่างนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นกับดาวเทียมดวงหลัก ก็จะต้องแก้ไขปัญหาเพื่อให้บริการสาธารณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาการอนุมัติเช่าช่องสัญญานดาวเทียมต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนดาวเทียมไทยคม ๓ แล้ว จะเห็นได้ว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯอนุมัติเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๖,๗๖๕,๒๙๙ ดอลลาร์สหรัฐไปเช่าช่องสัญญาน และอนุมัติเงินอีก ๒๖,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ไปสร้างดาวเทียมที่ชื่อว่าดาวเทียมไทยคม ๕ หรือ ๓ R ทดแทน เงินที่อนุมัติไปนั้นอยู่ในวงเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันภัย อีกทั้งปรากฏด้วยว่าเงินค่าก่อสร้างดาวเทียมไทยคม ๕ หรือ ๓ R มากกว่าค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งบริษัทไทยคมจะต้องรับภาระส่วนต่างนี้เอง พิเคราะห์แล้วคณาจารย์ไม่เห็นว่าการอนุมัติดังกล่าวของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการอนุมัติที่ไม่ชอบและเอื้อประโยชน์แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ปแต่อย่างใด
 

๘. ประเด็นทางเนื้อหาของคดี – การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
๘. ๑กรณีการอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทยได้ส่งหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าถึงรัฐมนตรีว่าการกะทรวงการต่างประเทศของไทยเพื่อขอให้ประเทศไทยพิจารณาให้สินเชื่อจำนวน ๓,๐๐๐ ล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่าเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐาน แต่ระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าวกระทรวงการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติสหภาพพม่าได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทรวงสื่อสารและไปรษณีย์แห่งสหภาพพม่ามีโครงการจะพัฒนาการให้บริการระบบโทรคมนาคมในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกล จึงขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยในลักษระเงินกู้แบบผ่อนปรน (Soft loan) มูลค่า ๒๓,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และแบบให้เปล่า (Grant aid) มูลค่า ๑,๐๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแก่ประเทศไทยให้เงินกู้ในการซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศแก่รัฐบาลสหภาพพม่าในวงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ต่อมาจึงได้มีการทำสัญญาเงินกู้ระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กับธนาคารการค้าต่างประเทศแห่งสหภาพพม่า

ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการดำเนินการไปตามนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล อย่างไรก็ตามศาลฎีกาฯเห็นว่าการที่รัฐบาลพม่าร้องขอวงเงินสินเชื่อจากรัฐบาลไทยในครั้งแรกก็ด้วยความประสงค์ที่จะใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการคมนาคม และเมื่อต่อมารัฐบาลสหภาพพม่าร้องขอวงเงินสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบโทรคมนาคม ได้มีการรายงานข้อเสียของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอาจมีข้อครหาว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และในการพบปะหารือข้อราชการแบบทวิภาคี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ทางฝ่ายพม่าได้ทราบด้วย ต่อมาเมื่อมีการนำเรื่องเสนอต่อ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นแล้ว ปรากฏว่ามีการสั่งการด้วยวาจาอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มจาก ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔,๐๐๐ ล้านบาท

ศาลฎีกาฯเห็นว่าแม้จะปรากฏว่ามีหนังสือโต้ตอบระหว่างหน่วยงานของไทยและพม่าในเรื่องดังกล่าวประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการให้วงเงินกู้สินเชื่อแก่รัฐบาลสหภาพพม่าว่าเป็นการให้วงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลมาจากการขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาระบบโทรคมนาคมตามที่รัฐบาลสหภาพพม่าร้องขอ การระบุวัตถุประสงค์ว่าเพื่อซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศมีลักษณะเป็นทำนองหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่าเพื่อพัฒนาระบบโทรคมนาคมเท่านั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาฯยังเห็นว่าบริษัทไทยคมมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะบริษัทไทยคมได้ไปประกอบกิจการด้านโทรคมนาคมในสหภาพพม่ามาก่อนแล้ว และได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินการในโครงการต่างๆเกี่ยวกับโทรคมนาคมหลายโครงการ แม้บริษัทไทยคมจะอ้างว่าได้ขายสินค้าให้รัฐบาลสหภาพพม่าตามสัญญาที่มีกันมาแต่เดิม เป็นการซื้อขายตามปกติ ไม่ว่ารัฐบาลพม่าจะได้รับสินเชื่อหรือไม่ รัฐบาลพม่าก็ต้องซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นประจำอยู่แล้วนั้น ศาลเห็นว่าในการประชุมระดับผู้นำเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อนุมัติให้นายพานทองแท้ ชินวัตร ร่วมเดินทางเป็นคณะเดินทาง และระหว่างการประชุมมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทยคมและบริษัทเอไอเอส เข้าทำการสาธิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ทำให้ต่อมาสหภาพพม่าเสนอโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกล และขอรับความช่วยเหลือพร้อมกับขอเพิ่มวงเงินกู้สินเชื่อจาก ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕.๐๐๐ ล้านบาท และต่อมาฝ่ายไทยให้กู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ ๕.๗๕ เป็นร้อยละ ๓ ต่อปี ปลอดการชำระหนี้การจ่ายเงินต้น ๒ ปี ต่อมารัฐบาลพม่าขอปลอดการชำระหนี้การจ่ายเงินต้นเป็น ๕ ปีซึ่งก็ได้รับการอนุมัติ

ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าทุน ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทยฯ จึงต้องขอคุ้มครองความเสียหาย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เงินกู้แก่สหภาพพม่าในวงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท หากได้รับความเสียหายให้กระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีชดเชยแก่ธนาคารตามจำนวนที่เสียหาย และให้ชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยที่ด้รับจากรัฐบาลสหภาพพม่ากับต้นทุนดอกเบี้ยธนาคาร เมื่อการขอวงเงินกู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาระบบโทรคมนาคมเกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมระดับผู้นำที่กล่าวข้างต้น ศาลฎีกาฯเห็นว่า การขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมนั่นเอง แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าการจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อหรือไม่ อยู่ที่การพิจารณาของธนาคารเพื่อการส่งออกฯ แต่ธนาคารก็ตกอยู่ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล และที่กล่าวอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลให้บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานบ่อแก๊สธรรมชาติที่สหภาพพม่าก็เป็นการนำเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันมาอ้าง การดำเนินการในกรณีนี้จึงเป็นการเอื้อประโยน์แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป

๘. ๒ คณาจารย์ทั้งห้าพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการพิจารณาดำเนินการให้รัฐบาลต่างประเทศกู้เงินนั้น เป็นการดำเนินการตามนโยบายในทางบริหารซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวฝ่ายบริหารย่อมมีดุลพินิจที่พิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านประกอบกัน หากในการเจรจาในทางระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้กู้เงินมีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ตอบแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าการให้สัมปทานบ่อแก๊ส การช่วยปราบปราม ยับยั้งการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ฯลฯ คณาจารย์ทั้งห้าก็เห็นว่าการเจรจาแลกเปลี่ยนตอบแทนดังกล่าวชอบที่ฝ่ายบริหารจะทำได้ หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย และเป็นดุลพินิจโดยแท้ในทางบริหาร เป็นเรื่องในทางนโยบาย ซึ่งหากไม่เหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะตรวจสอบในทางการเมืองต่อไป หากฝ่ายบริหารไม่มีดุลพินิจดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่ฝ่ายบริหารจะปฏิบัติภารกิจในการปกครองประเทศให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้

สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้ แม้จะได้ความว่าบริษัทไทยคมจะได้จำหน่ายสินค้าและให้บริการให้รัฐบาลสหภาพพม่า อันอาจมองได้ว่าการจำหน่ายสินค้าและให้บริการดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมก็ได้ขายสินค้าให้แก่รัฐบาลพม่าตามพันธะสัญญาที่มีต่อกันมาแต่เดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การซื้อสินค้าและบริการด้านคมนาคมนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ชื้อเป็นสำคัญว่าจะซื้อจากบริษัทใด เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลพม่าไม่สามารถที่จะซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวจากประเทศหลายประเทศได้ เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพม่าเคยซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมอยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่รัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมต่อไปอีก ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นคณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่พอที่จะฟังได้ว่าคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าเพื่อให้รัฐบาลพม่าไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทไทยคมโดยเฉพาะอันมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป
 

๙. การดำเนินการตามข้อกล่าวหาทั้งห้ากรณีเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินคอร์ปหรือไม่
๙. ๑ หลังจากที่วินิจฉัยว่าการดำเนินการทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนแล้ว ศาลฎีกาฯได้วินิจฉัยต่อไปว่าในช่วงเวลาที่มีการดำเนินทั้งห้ากรณี พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับรัฐมนตรีอื่นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา และจะต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรียังมีอำนาจกำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนอำนาจสั่งราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ และยังเป็นผู้ถวายคำแนะนำแก่พระมหากษัตริย์ในการให้รัฐมนตรีพ้นจากการเป็นรัฐมนตรีอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีว่ามีขอบเขตกว้างขวาง โดยศาลได้พรรณนาความเกี่ยวพันของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับหน่วยงานต่างๆของรัฐอีกหลายประการ ศาลฎีกาฯเห็นว่าเมื่อพิจารณาถึงที่มา การแต่งตั้ง และการให้คุณให้โทษตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนทำให้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ และนายกรัฐมนตรีย่อมเกี่ยวข้องอยู่ด้วยทั้งสิ้น และได้พิพากษาในที่สุดว่าการดำเนินการตามข้อกล่าวหาทั้งห้ากรณีเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหา นายกรัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินคอร์ป

๙. ๒ ถึงแม้ว่าคณาจารย์ทั้งห้าจะไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลฎีกาฯที่วินิจฉัยว่าการดำเนินการต่างๆตามข้อกล่าวหาเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนก็ตาม แต่ก็สมควรพิจารณาต่อไปด้วยว่าหากถือว่าการดำเนินการต่างๆตามข้อกล่าวหาเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปจริง เมื่อพิเคราะห์ในทางกฎหมายแล้วจะถือได้หรือไม่ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ความข้อนี้เมื่อพิจารณาจากบทกฎหมายศาลฎีกาใช้เป็นฐานในการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว จะเห็นได้ว่าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔ “ร่ำรวยผิดปกติ” หมายความว่า การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่”  คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรจะต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งเท่ากับระบบกฎหมายเรียกร้องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล (causation) ในเรื่องดังกล่าว หากการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงผิดปกติ หรือการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ไม่ได้เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แล้ว ศาลย่อมไม่อาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หากไม่อยู่ในรูปของมติคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการสั่งการโดยรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการ ทศท. เป็นต้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สั่งการหรืออนุมัติโดยตรง และไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้รัฐมนตรีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กล่าวหาเลย กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวพันโดยตรงก็คือกรณีที่เรื่องที่อนุมัตินั้นอยู่รูปของมติคณะรัฐมนตรี แต่แม้กระนั้นในทางกฎหมายก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่ม (collegial organ) แยกออกต่างหากจากนายกรัฐมนตรี ในการออกเสียงในคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากับรัฐมนตรีอื่น จึงไม่อาจถือว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการกระทำของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ หากการกระทำของนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมีความไม่เหมาะสมในทางนโยบายอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในทางการเมือง ลำพังแต่ข้อกฎหมายที่ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชา กำกับดูแลหน่วยงานทั้งหลายทั้งปวงของรัฐในฝ่ายบริหารยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำ และการกระทำนั้นคือการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แต่อย่างใด โดยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ขาดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล คณาจารย์ทั้งห้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับการที่ศาลฎีกาฯสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดิน

๙. ๓ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า แม้จะถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯในคดีนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ แต่การที่ศาลฎีกาถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรก คือวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไป เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั้น ย่อมไม่อาจอธิบายให้รับกับข้อเท็จจริงได้ เพราะแท้จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่วันแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้เกิดภายหลังในห้วงเวลาที่แตกต่างกันไป ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ในทางข้อเท็จจริงที่จะถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นในส่วนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ปได้เกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้น ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ป สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นด้วยก็ได้ อย่างเช่น ภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เมื่อศาลฎีกาฯไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควรนับตั้งแต่วันที่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียว คือเกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ จนนำไปสู่การพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาท ที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้

             คณาจารย์ทั้งห้าขอยืนยันว่าบทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนี้ เป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ เพื่อแสดงความไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาฉบับนี้ ตั้งแต่ต้นกำเนิดของคดีซึ่งมีที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, ข้อสงสัยในความเป็นกลางขององค์กรที่มีหน้าที่ไต่สวน, เนื้อหาของคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ, การเชื่อมโยงข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดจนผลลัพธ์ของคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดิน

             คณาจารย์ทั้งห้ายืนยันว่า ความเห็นต่างของเราเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่ยอมรับรัฐประหาร หลักการเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม หลักดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการ หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะและคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจต่อการดำรงอยู่ของกฎหมาย หลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ซึ่งหลักการทั้งหลายเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และคณาจารย์ทั้งห้ายืนยันที่ปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำลังด้วยความบริสุทธิ์ใจ

 

                                                                                                  รองศาสตราจารย์.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
                                                                                                  รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
                                                                                                  อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
                                                                                                  อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
                                                                                                  อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล

                                                                                                  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
                                                                                                  ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓

 

 

 

AttachmentSize
ดาวน์โหลด : บทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (ฉบับเต็ม).pdf359.22 KB

Comments

ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด...

ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด.....มิน่าคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัย ไม่มีประเด็นใหนฟันธงว่า "ทุจริต" แม้แต่ประเด็นเดียว อาจเพราะรู้อยู่แก่ใจนั้นเอง!!....กฎหมายมันก็เรียนจากตำราเดียวกันทั้งนั้นนี่นา!!

อ่านยังไม่จบเลย...แต่ขอแสดงคว

อ่านยังไม่จบเลย...แต่ขอแสดงความคิดเห็นก่อนนะครับ ผมติดตามงานของ อ.วรเจตน์ มาตลอดครับ ชอบมากตรงประเด็นและมีความเป็นวิชาการ ไม่เอนเอียง เดี่ยวจะเซฟไปอ่านต่อที่บ้านครับ ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์และคณะทุกท่าน

M.1

[quote=M.1]ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด.....มิน่าคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัย ไม่มีประเด็นใหนฟันธงว่า "ทุจริต" แม้แต่ประเด็นเดียว อาจเพราะรู้อยู่แก่ใจนั้นเอง!!....กฎหมายมันก็เรียนจากตำราเดียวกันทั้งนั้นนี่นา!![/quote]

ไอ้ควาย M1 แหกตาศึกษากฎหมายซะบ้างซิครับ กรณีนี้ไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง มันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไอ้หนูหัดอ่านกฎหมายให้เยอะๆหน่อย เรื่องนี้มันไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แม่งงี่เง่าสิ้นดี ตะแบงไปเรื่อยๆ คนอะไรวะ โง่ฉิบหาย

ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์

ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์ ทั้งห้า ท่าน แม้จะอยู่ในคณะ ที่มีทั้งคฌะบดี และ อธิการบดีที่ทำงานให้ คมช. แต่ท่านยังมีความกล้าหาญ แต่ผมเห็นว่า
คปค.ไม่ใช่รัฐฐาธิปปัตย์ เนื่องจากเข้ารับการโปรดเกล้า เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ ประกาศ และ องค์กรที่คปค.แต่งตั้งโดยไม่นำทูลเก้ลา ฯจึงไม่มีผล และ ไม่มีอำนาจ

Anonymous wrote:M.1

[quote=Anonymous][quote=M.1]ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด.....มิน่าคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัย ไม่มีประเด็นใหนฟันธงว่า "ทุจริต" แม้แต่ประเด็นเดียว อาจเพราะรู้อยู่แก่ใจนั้นเอง!!....กฎหมายมันก็เรียนจากตำราเดียวกันทั้งนั้นนี่นา!![/quote]

ไอ้ควาย M1 แหกตาศึกษากฎหมายซะบ้างซิครับ กรณีนี้ไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง มันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไอ้หนูหัดอ่านกฎหมายให้เยอะๆหน่อย เรื่องนี้มันไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แม่งงี่เง่าสิ้นดี ตะแบงไปเรื่อยๆ คนอะไรวะ โง่ฉิบหาย[/quote]
แม้แต่เรื่องนี้เอง คณาจารย์ทั้ง 5 เขาก็ชี้ความเห็นต่างของเขาไว้ขัดเจนแล้วเหมือนกันว่าทำไมเขาจึงไม่เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ในแง่ครม. ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ นรม. ลองค่อยๆ กลับไปอ่านดู ประเด็นท้ายๆ ของแถลงการณ์ของเขา แต่ถ้าดวงใจปิดมืดบอดต่อความเห็นที่แตกต่างแล้ว ก็จนใจ

อธิบายได้เป็นวิชาการดีครับ ขอให้กำลังใจ 5 นักนิติศาสตร์ มธ.

*ไม่ยอมรับ หรอกคำ

*ไม่ยอมรับ หรอกคำ พิพากษา
กติกา มาจาก รัฐประหาร
ไม่ยอมรับ กับอำนาจ เผด็จการ
อันธพาล ปล้นประชาธิปไตย

*การอ้างอำนาจโจร..ปล้นสำเร็จ
เหมือนกล่าวเท็จ ต่อประชา พาเหลวไหล
หากยอมรับ กับอำนาจ นี้เรื่อยไป
ไม่มีวัน ประชาธิปไตย ได้ดำรง

*อำนาจโจร ปล้นครั้งนี้ ยังมีสู้
เพื่อกอบกู้ อธิปไตย ไว้สูงส่ง
โจรยังปล้น ไม่สำเร็จเสร็จ โดยตรง
ประชาชน รณรงค์ จงสู้โจร

*เพียงแต่สู้ อย่างสันติ มิรุนแรง
คนเสื้อแดง พร้อมสู้ ผู้หัวโขน
ใส่หน้ากาก ปล้นชิง พวกลิงทโมน
ล้วนพวกโจร อำมาตยาธิปไตย

*ไม่ยอมรับ หรอกคำพิพากษา
กติกา รัฐประหาร พวกมารใหญ่
หากยอมรับ กับอำนาจ นี้เรื่อยไป
ไม่มีวัน ประชาธิปไตย พ้นภัยโจร

เอื้อประโยชน์ให้อำมาตย์เท่านั

เอื้อประโยชน์ให้อำมาตย์เท่านั้จึ่ง พอใจ... เอื้อคนไทยผู้จนยากโง่...
ช่วยทักษิณได้ความเป็นธรรมสู่ประเทศ ความสงบสุขจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

เอื้อประโยชน์ให้อำมาตย์เท่านั

เอื้อประโยชน์ให้อำมาตย์เท่านั้จึ่ง พอใจ... เอื้อคนไทยผู้จนยากโง่...
ช่วยทักษิณได้ความเป็นธรรมสู่ประเทศ ความสงบสุขจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ทฤษฏีผลไม้พิษ

ทฤษฏีผลไม้พิษ ยังคงใช้ได้เป็นสากล
ต้นไม้พิษ ย่อมผลิตผลไม้พิษ วันยังค่ำ
คนฉลาดย่อมเลือกที่ไม่เสพย์ผลไม้พิษ อันเป็นโทษแก่ร่างกาย
มีแต่พวกโง่ๆ เท่านั้นที่เห็นผลไม้พิษแล้ว โผเข้าไปกินอย่างตะกละตะกลาม น่าสังเวช

ชอชอบคุณอาจารย์ทั้งห้า

ชอชอบคุณอาจารย์ทั้งห้า อย่างน้อยก็ทำให้มีความหวังว่า เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจิตวิญญาณ
ของมหาวิทยาลัยยังคงมีอยู่ ความบกพร่องเกิดแต่เหตุปัจจัยเฉพาะมิได้สูญหายไปไหน

ความกล้าหาญและซื่อตรงต่อวิชาชีพกฎหมายของอาจารย์ทั้งห้า ขอสรรเสริญและยึดถือเป็นแบบอย่างครับ

อ่านบทความของอาจารย์ทั้งห้าแล้ว ทำให้คิดถึงศ.จิตติ ติงศภัทร์ ขณะท่านเป็นบรรณาธิการคำพิพากษาฎีกาอยู่หลายปีหลายครั้ง

ผมยังมีความหวังต่อความยุติธรรมของเมืองไทยบ้าง

ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งห้าอีกครั้ง

ด้วยจิตคารวะ

ประเด็นอยู่ที่ว่าทักกี้เป็นเจ

ประเด็นอยู่ที่ว่าทักกี้เป็นเจ้าของหุ้นชินหรือไม่
เพราะห้ามนายกถือครองหุ้นในบริษัทสัมปทานของรัฐ
เพราะมันเป็นผลประโยนช์ขัดกัน
ตาม พรบ ปปช ปี 42
ทักกี้ไม่อาจหักล้างหลักฐานได้ต่างหาก
ว่าเป็นเจ้าของหุ้นชิน

อ่านผ่าน ๆ คร่าว ๆ ใน NET

อ่านผ่าน ๆ คร่าว ๆ ใน NET ไปก่อน ถึงบ้านจะพริ้นต์อ่านให้ละเอียด

ต้องขอคารวะอาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้ง 5 ท่าน

อาจารย์ปรีดี ถ้าท่านทราบ ท่านคงภูมิใจนะครับ

อาจารย์แดง เข้าใจความรู้สึกว่

อาจารย์แดง
เข้าใจความรู้สึกว่าเจ้านาย
กำลังเงินหมด
เลยต้องออกมาช่วย
เป็นธรรมดา
ต้องช่วยอำมาตย์ทักสิน
ทั้งที่ทักกี้ก็เคยร่วมมือกับ รสช มาก่อน

ท่านปรีดี คงเสียใจ

ท่านปรีดี คงเสียใจ ถ้ามีอาจารย์แบบนี้
ทั้ง 5 คน
เพราะ ทักสินได้สัมปทานจากเผด็จการ รสช ปี35
อาจารย์เหล่านี้ไปไหน
อยากรู้จัง

แต่ไม่ค่อยมีใครลองย้อนกลับไปด

แต่ไม่ค่อยมีใครลองย้อนกลับไปดูว่าทำไมการเมืองไทยที่สับสนวุ่นวายนับแต่ปี 2548-2553 จึงเดินมาถึงจุดเดิมพัน "76,000 ล้านบาท" กับความฉิบหายวายป่วงของประเทศของเราที่รอเราอยู่ข้างหน้าในอีกไม่กี่วันนับจากนี้
ในวันแห่งความรักวันวาเลนไทน์ขอสังเคราะห์ความคิดของ "อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีวิถีการสร้างชีวิตยอกย้อนจนเกินกว่าจะเข้าใจได้จากตำรวจสู่ "คนขายหนังเร่" แล้วไปเป็น "อัศวินคลื่นลูกที่สาม" สามารถก้าวมาเป็น "นายกรัฐมนตรี" ที่มีคะแนนนิยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่นั่งในสภาผู้แทนฯ 377 เสียงเป็นรัฐบาลพรรคเดียวและเสียงบัญชีรายชื่อ 19 ล้านเสียง

แต่กลับมี "คนเกลียดชัง" มากจนถึงมากที่สุดในสัดส่วนที่เริ่มต้นจากน้อยกว่าไปจนถึงแทบไม่ต่างกันมากนักในเวลาต่อมา

จำได้ว่า "อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" และครอบครัวเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ในช่วงวันหยุดสิ้นปี 2548 และปีใหม่ 2549 ด้วยเหตุผลท่องเที่ยวพักผ่อนส่วนตัว แล้วต่อมาวันที่ 23 ม.ค.2549 ได้เกิดการซื้อขายหุ้น "บริษัทชินคอร์ป" เปลี่ยนมือในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากตระกูลชินวัตรไปสู่กลุ่มบริษัทเทมาเส็กจากสิงคโปร์เป็นมูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท ทำให้ "จิ๊กซอว์" ต่อกันเห็นภาพชัดว่าไม่ได้เดินทางไปเที่ยวธรรมดาๆ แต่คงจะไปทำนิติกรรมบางอย่าง

"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" ได้ให้เหตุผลที่ครอบครัวชินวัตรตัดสินใจขายทั้งหมดใน "ชินคอร์ป" ที่เป็นโฮลดิ้ง คอมปะนี ที่ถือหุ้นใหญ่ใน 2 บริษัทหลักคือบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัทไทยคม (ดาวเทียมไทยคม) ว่าครอบครัวขอร้องว่าถ้าหากตัวเขาเองต้องการจะเล่นการเมืองต่อไป ควรจะขายหุ้นของครอบครัวออกทั้งหมดเพื่อลดกระแสต่อต้านจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่กำลังก่อตัวขึ้น

หรือถ้าหากไม่ต้องการขายหุ้นออกเพื่อล้างมือในอ่างทองคำก็ควรจะเลิกเล่นการเมือง เพราะครอบครัวทนสภาพถูก "ย่าง" จากเสียงก่นด่าวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในธุรกิจโทรคมนาคมที่เป็นสัมปทานกับความเป็น "นายกรัฐมนตรี" ของประเทศไทยที่เพิ่งจะเริ่มมีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนจากรัฐธรรมนูญปี 2540

"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" ตัดสินใจเลือกเล่นการเมืองต่อไป แล้วขายหุ้นทั้งหมดให้กลุ่มเทมาเส็ก ด้วยเหตุผลฟังแล้วดูดี (ซึ่งอาจจะคิดเช่นนั้นจริงๆ) คือผมต้องการทำงานการเมืองต่อไปเพื่ออุทิศตน ทำให้ประเทศของเราไม่มีคนจนอีกต่อไปใน 6 ปีข้างหน้า

กลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ประกาศเป็นปรปักษ์, กลุ่มนักวิชาการที่ยังไม่ใช่เหลืองหรือแดงแต่หวาดกลัว "การผูกขาดอำนาจทางการเมือง" และกลุ่มสื่อมวลชนที่ถูกแทรกแซงแทรกซึมแทรกซื้อจาก "คนผมขาว" ที่เป็นบ่าวของ "อดีตนายกฯ ทักษิณ" รวมตัวกันประโคมข่าวและความเห็นที่ "ไม่เชื่อถือ" และเคลือบแคลงหนักยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ขบวนการ "ค้นหาความจริง" ว่าก่อนการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปเกิดอะไรขึ้นกับ "รายชื่อผู้ถือหุ้น" ว่าใครเป็นตัวจริงหรือนอมินี

ยิ่งในอีก 2-3 วันต่อมาทนายความภาษี "ตัวพ่อ" ของประเทศไทย "ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร" ออกมาชี้แจงตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อตอบ "คำถามสาธารณะ" ว่าทำไมการซื้อขายเปลี่ยนมือหุ้นมูลค่า 69,000 ล้านบาทครั้งนี้ของครอบครัวชินวัตรจึงไม่ต้องเสีย "ภาษี" แม้แต่สตางค์เดียว แม้ว่าคำอธิบายของ ดร.สุวรรณจะถูกต้องเถียงไม่ได้ว่ากระทำได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แต่คำถามสุดท้ายของนักข่าวที่ทำให้ "วงแตก" และนำไปสู่ "ความไม่เชื่อถือ" ในกระบวนการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ที่เริ่มต้นจากเหตุผล "มองจากด้านดี" ของอดีตนายกฯ ทักษิณอยากจะสลัดภาระรุงรังในการบริหารธุรกิจสัมปทาน เพื่ออุทิศตนบริหารประเทศด้วย "รัฐบาลพรรคเดียว" เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดที่ถูกมัดตราสังว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา"

ดร.สุวรรณไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับ "จริยธรรมของผู้นำทางการเมือง" ในการซื้อขายหุ้นมี "เงินได้" 69,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่สตางค์แดงเดียว โดย ดร.สุวรรณตอบว่า "ไม่ได้รับมอบหมายให้มาตอบเรื่องจริยธรรม"

นี่คือบทเรียนของ "ผู้นำทางการเมือง" ที่ไม่สามารถใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานแต่เพียงอย่างเดียว ในการประเมินความน่าเชื่อถือได้หรือความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ในการบริหารประเทศที่เป็น "สินทรัพย์" ร่วมกันของคนไทยทุกคนได้

คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท (69,000 ล้านบาทมาจากการขายหุ้นและที่เหลือเป็นดอกผลทำให้กลายเป็นตัวเลข 76,000 ล้านบาท) จึงเป็นบทเรียนสำคัญของ "ผู้นำทางการเมือง" ของไทยที่ควรจะเป็น "บรรทัดฐาน" ทางการเมืองของสังคมธรรมาภิบาล เทียบเท่ากับมาตรฐานทางจริยธรรมของประเทศในระบอบประชาธิปไตยของประเทศที่พัฒนาแล้ว

แต่น่าสงสารประเทศไทยที่ในเวลาต่อมา "บรรทัดฐานที่ดี" เยี่ยงนี้ก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอื่นตามมาในประเด็นความไว้วางใจของประชาชนต่อ "ผู้นำทางการเมือง"

นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่เคยคำนึงถึงมาตรฐานหรือบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่พึงมี "ขั้นต่ำ" แต่ละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้สาธารณชนเกิดความเหม็นเบื่อเอือมระอากับนักการเมืองไทย ไม่ใช่เฉพาะอดีตนายกฯ ทักษิณที่ไม่เคยมีสำนึกใน "จริยธรรมของผู้นำทางการเมือง" จึงทำให้การเมืองไทยสับสนอลหม่านและกลายเป็น "ปัญหา" ของประเทศมากกว่าทุกปัญหาของประเทศ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกออกแบบมาดีอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

ปมปัญหาของการเมืองไทยที่เกิดขึ้นมาจาก "คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ถือเป็น "บทเรียนประเทศไทย" ที่ชวนให้ช่วยกันคิดว่า "คนไทย" จะเกิดสติปัญญาแล้วก้าวข้ามวันที่ 26 ก.พ.ไปได้อย่างไร เพื่อให้ "ประเทศของเรา" ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ เพราะตอนนี้หยุดนิ่งแล้วถอยหลังไปห้ำหั่นกันด้วยความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ จนกลายเป็น "อนาธิปไตย" ในการบริหารประเทศไปแล้ว

q wrote:ท่านปรีดี คงเสียใจ

[quote=q]ท่านปรีดี คงเสียใจ ถ้ามีอาจารย์แบบนี้
ทั้ง 5 คน
เพราะ ทักสินได้สัมปทานจากเผด็จการ รสช ปี35
อาจารย์เหล่านี้ไปไหน
อยากรู้จัง[/quote]

อ้าว ใอ้เหรี้ยนี่ ก็ไม่รู้มาจากหลุมไหน ....

กุเห็นตอนนั้น รสช มันอนุมัติสัมปทานให้เอกชนเป็นกิโลเป็นเข่ง ทั้งสื่อสาร อุตสาหกรรม

ขนส่ง เหมืองแร่ ....

อย่างนี้ก็แสดงว่าพวกที่รับสัมปทานสมัย รสช ต้องโดนลงโทษหมดเลยใช่ไหม

ไอ้เหียก ขี้เปียก มดลูกอ่อนเอ้ย .............

ทักกี้สนับสนุนเผด็จการ รสช

ทักกี้สนับสนุนเผด็จการ รสช นี่หวา
ได้สัมปทานจากเผด็จการ
มันผิดกฎหมายนะอาจารย์
อย่างนี้ต้องยึดเป็นของรัฐให้หมด
คำถามถึงอาจารย์
ถ้าไม่มีพี่ชายผมคนนี้ ก็ไม่มีวันนี้
อาจารย์ได้ยินคำนี้เปล่า
ทำไมทักกี้ถึงไม่ต่อต้าน รสช

ผมสงสัยว่า

ผมสงสัยว่า จะออกมาวิเคราะห์หาอะไรครับ ทำไมไม่เอาไอ้ที่อุตสาห์เขียนมาเนี่ย ไปให้ทนายของทักษิณเอาไปแย้งศาลล่ะครับ ป่านนี้คงยังไม่มียึดทรัพย์หรอก อาจลากยาวก็ได้ เค้าให้อุทธรณ์ไม่ใช่เหรอ อย่ามาอ้างว่า ยังงัยก็แพ้นะ เอาไปแย้งเลย เค้าถ่ายทอดอยู่แล้ว ทุกคนก็รอดูว่า จะแย้งยังไง ทุกคนเคารพศาล ( ยกเว้นเสื้อแดง ) ถ้าคืบหน้าค่อยเอามาลงให้อ่าน ไม่ต้องมาให้พวกเดียวกันอ่านกันเอง แล้วก็มาเออออห่อหมกกันเองว่า ที่วิเคราะห์มาเนี่ย เจ๋งสุดสุดแล้ว แล้วไม่ได้ดูถูกนะ ไอ้พวกเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมเนี่ย มันอ่านรู้เรื่องเหรอ แค่อ่านบรรทัดสุดท้าย มันก็ต้องบอกว่า เห็นมะ เป็นอย่างที่เราคิดจริงๆด้วย ไอ้พวกอำมาตย์เนี่ย มัน.............................ว่าไปนู่น แล้วมาชุมนุมหลังวันที่ศาลตัดสินไปแล้ว นี่ มีจุดประสงค์อะไรครับ ผมถามเสื้อแดงบางคน เค้ายังบอกว่า มาทวงประชาธิปไตยที่กินได้ รัฐบาลอภิสิทธิ์มาจากการรัฐประหาร ผมถามกลับว่าเอ็งลืมรัฐบาลสมัครกับสมชายแล้วเรอะ นั่นก่อนอภิสิทธิ์อีกนะ เค้าบอกว่า ไม่รู้ล่ะ กูไม่สน กูจะเอาแบบนี้ ใครจะทำไม แน่ะ มันเป็นซะอย่างเงี้ย เลยออกมามีแต่ความรุนแรงอย่างที่เห็น คิดได้งัย เอาตีนมาตบให้กำลังใจแกนนำ สร้างสรรค์ดีนะ

หลักการที่ห้าอาจารย์ไม่ยอมรับ

หลักการที่ห้าอาจารย์ไม่ยอมรับกฎหมายของคณะรัฐประหารก็น่าสนใจ
ฉะนั้น ถ้าโจรคนใดบุกปล้นบ้านห้าอาจารย์ก็คงไม่ควรจะมีความผิด
เพราะความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340
ก็มาจากประกาศคณะปฏิวัติ ในปี 2514....(ฮา)

อย่าไปบ้ารัฐประหาร เผด็จการ ประชาธิปไตย ให้มันมากนักเลย
การตัดสินคดีโดยตุลาการเขาใช้เกณฑ์ยุติธรรมคุณธรรมชี้ขาดชั่ว-ดี
ไม่ได้ใช้เกณฑ์ประชาธิปไตย-เผด็จการอะไรอย่างที่คุณคิด
ไม่งั้นก็เหมือนเอาช้อนกินข้าวไปตักขี้...คงวุ่นวายน่าดูชม

อ้อ...กลับไปศึกษาวิธีพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองให้ดีกว่านี้ก่อนนะ
โดยเฉพาะเรื่องภาระการพิสูจน์ หน้าที่นำสืบ อะไรประมาณนั้น
แล้วค่อยตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ว่าจะวิจารณ์ศาลดีไหม นะจารย์นะ...(ฮา)

การทำรปหเมื่อ19กยใ2549

การทำรปหเมื่อ19กยใ2549 ใครๆก็รู้อย่างแจ่มแจ้งสว่างจ้าแล้ว ใครเป็นผู้สั่งการและใครคอยรับเรื่องดำเนินการ ทุกขั้นตอน เพียงเพื่อต้องการทำลายทักษิณคนเดียวโดดๆ เพียวๆเลย จึงไม่จำเป็นจะต้องพูดมากให้ยากความ พวกตุลาการศาลก็ตกกระใดพลอยกระโจน

บาปมันไม่เหนือบุญ แม้บุคคลจะอยู่ในฐานะของบุญ เมื่อคิดบาปทำกรรมย่อมเป็นบาปเลี่ยงไม่ได้ บุญบาป ไม่มีลำเอียงเที่ยงตรงที่สุดเสมอกับกาลเวลา

*ไม่ยอมรับ

*ไม่ยอมรับ หรอกคำพิพากษา
กติกา รัฐประหาร พวกมารใหญ่
หากยอมรับ กับอำนาจ นี้เรื่อยไป
ไม่มีวัน ประชาธิปไตย พ้นภัยโจร

*อธิปไตย เป็นของ ประชาชน
ถูกชิงปล้น ย่ามใจ ไอ้หัวโขน
พวกอำมาตย์จัญไร ใจทโมน
ออกกฎโจร เป็นคำสั่ง ตั้งใจราน

*พวกเสื้อครุย ศักดิ์ศรี คนดีพร้อม
ใยจึงยอม อำนาจ รัฐประหาร
อำนาจชั่ว ทำลาย รัฐบาล
มาจากการ เลือกตั้ง พลังปวงชน

*รัฐบาล นอมินี อำมาตยา
เร่งลีลา เร่าร้าย ขยายผล
คำตัดสิน เป็นประโยชน์ โภชผลตน
เร่งดั้นด้น ฆ่าให้ตาย ขยายความ

ถึงคุณ pn ขอถามหน่อยสิ 1.

ถึงคุณ pn
ขอถามหน่อยสิ
1. การที่คุณท่านสนธิ ลิ้มทองกุล เอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปทำมิดีมิร้ายกับพระบรมรูปทรงม้า
ทำไมถึงไม่โดนข้อหาหมิ่นฯ และยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้
2. คุณคิดอย่างไรกับเรือเหาะตรวจการณ์ที่ราคาแพงลิ่ว แต่ใช้งานไม่ได้
3. ทำไมพันธมิตรถึงบอกให้รัฐบาลดำเนินการตามกฏหมายกับเสื้อแดงและให้ยัดข้อหากบฏ ทั้งที่ยังไม่ได้ยึดสนามบิน ไม่ได้ลอกลิขสิทธิ์พันธมิตรเลยนะ พันธมิตรจะเอาคืนเหรอ
4. ไหนบอกว่าพันธมิตรทวงคืนความเป็นประชาธิปไตยและรัฐบาลก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกรักประชาธิปไตยนักหนา แล้วทำไมต้องห้ามตาสายายสีออกมาชุมนุมด้วย ถ้างั้นก็ควรจะเขียนห้ามไว้ตั้งแต่เขียนรธน. ปี50 สิ ว่าห้ามประชาชนต่อต้านรัฐบาลที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ พวกเขาจะได้ไม่ออกมาชุมนุมประท้วงกัน
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบ ^_^

คุณLove Thaksin
1. การที่คุณท่านสนธิ ลิ้มทองกุล เอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปทำมิดีมิร้ายกับพระบรมรูปทรงม้า
ทำไมถึงไม่โดนข้อหาหมิ่นฯ และยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ มนต์ดำ ตอนนั้นเนวินยังอยู่ฝั่งทักษิณ เนวินเชื่อในมนต์เขมร
ถ้าคุณจำได้เรื่องทุบสิวลึงค์ที่ปราสาทหินพิมาย
การสร้างพระชินวัตรมุนี(ที่อินเดียก็มีที่วัดเนรัญชลาริมแม่น้ำ ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเอาชื่อตัวเองไปตั้งชื่อพระพุทธรูปเท่าเท่าพระพุทธรูปจปร.)ในวัดที่นาเกลือขึ้นและย้ายพระสยามเทวาธิราชที่วัดนั้นลงมาข้างล่าง
การเข้าไปประกอบพิธีของทักษิณที่ว้ดพระแก้ว
การประกอบพิธีที่ทำเนียบ รัฐสภา ของหมอเขมร โดยมีการทำพิธีทางพราหมก่อน แล้วหมอเขมรก็เข้ามาทำพิธีต่อจากนั้น
และที่สล้างไปตั้งเต้นท์ที่ลานด้านหลังพระรูปทรงม้า ระหว่างทำพิธีมีพายุฟ้าผ่าลงมากลางเต้นท์พิธิ จนผู้ทำพิธีหมอเขมรวิ่งกระเจิงหนีไปทางเขาดิน ทางพธม.ได้ติดตามการกระทำตลอดเวลา เพราะตอนนั้นเราอยู่ในทำเนียบ และมีผู้มีความรู้ทางคุนไสยที่เป็นพธม. แจ้งว่ามีหมอเขมรมาทำพิธีสะกดวิญญาณของพระองค์ท่านไว้โดยการฝังอะไรบางอย่างไว้ผมจำไม่ได้รอบๆพระบรมรูป พอรุ่งเช้าทางหมอทำพิธีของเราก็เข้าไปเอาออก และแก้พิธี คุณสนธิเล่าไปบางทีก็เอามัน บอกว่าวิธีแก้ก็เอาของผู้หญิงที่ใช้แล้วไปแก้เพื่อเอาฮา แต่คุณสนธิไม่ได้ไปแก้เองหรอก มีหมอพิธีไปจัดการเองซึ่งก็ไม่รู้เขาใช้วิธีนี้หรือไม่
ส่วนตัวผมเองก็เชื่อว่ามีมนต์ขาว ถ้ามีมนต์ขาวก็ต้องมีมนต์ดำ แต่ไม่เคยสนใจกับพวกมนต์ดำหรอกเพราะคนที่ทำมนต์ดำจะมีกรรมติดตัว คำถามที่เหลือผมจะรีบตอบให้ครับ ตอนนี้ของไปทำงานก่อน
อ้อ ยังมีอีกเรื่อง คือพระพรหมที่รร.เอรวัณโดนแทกซี่ทุบ เพื่อสร้างใหม่แล้วก็บรรจุวัตถุที่เป็นของทักษิณหรือใครไม่ทราบไม่ช้ดเจน เพื่อให้คนไปกราบไหว้ทุกๆวัน แล้วแท็กซี่ที่ทุบก็ถูกตีจนตาย แต่เรื่องนี้ก็มีพราหมไปแก้เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน

2. คุณคิดอย่างไรกับเรือเหาะตรวจการณ์ที่ราคาแพงลิ่ว แต่ใช้งานไม่ได้
เรือเหาะทีแรกผมก็ว่าเข้าท่าดีที่เอาไว้ตรวจการณ์ระยะสูง ที่พ้นระยะอาวุธที่จะทำอันตรายได้ น่าจะดีกว่าดาวเทียมสอดแนมซึ่งเราไม่มีหรืออาจใช้ได้บางช่วงเวลาเท่านั้น อีกอย่างเป็นการสอดแนมระยะพื้นที่เฉพาะตลอด24ชม. สามารถเห็นความเคลื่อนไหวภาคพื้นดิน ดูย้อนหลังได้หากเกิดเหตุขึ้น เหมือนในหนังเรื่อง Enemy of the state แต่ในหนัง เป็นการสอดแนมจากดาวเทียมของUSA
เรื่องราคา300กว่าล้านเราจ่ายไปแล้ว70% จากราคาที่ใครไม่รู้บอกว่าน่าจะอยู่ที่100ล้านเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องความลับทางการทหาร อาจมีเทคโนโลยี่ที่ติดตั้งบนเรือเหาะนั่นที่เราไม่อาจรู้ได้ และไม่ควรให้ศัตรูรู้ด้วยเช่นกัน ทหารอาจกิน%หรือไม่ผมไม่ทราบ แต่เรื่องนี้หากตรวจสอบก็ต้องทำกันเงียบๆ อย่าให้เหมือนgt200 ที่ทำให้พวกแบ่งแยกดินแดนทางใต้รู้และวางระเบิดมากขึ้นเพราะรู้ว่าgt200ใช้ไม่ได้ผล
เรื่องการตรวจสอบควรจะต้องทำอย่างยิ่ง หาทางอุดช่องว่างไม่ให้ทหารทำมาหากินกับงบประมาณ แต่ก่อนไปแก้ไขกับทหาร นักการเมืองควรต้องขาวสะอาดเสียก่อน ไม่งั้นจะกลายเป็นนักการเมืองเข้าไปล้วงลูกทหารแล้วทำมาหากินกับงบประมาณป้องกันประเทศได้ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนรัฐบาลยุคทักษิณเก่ง และสร้างวัฒนธรรมการโกงกินไปทั่วหน่วยราชการ หากไปขวางทหารก็อาจมีรัฐประหารเกิดขึ้นได้
หากจะแก้เรื่องนี้รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพเสียก่อน ต้องได้รับการหนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่งั้นรัฐบาลอาจคว่ำง่ายๆเหมือนกัน ตอนนี้รัฐยังไม่มีเสถียรภาพพอที่จะไปล้วงลูกกับพวกทหารได้ ถ้าการเมืองนิ่งก็ต้องควรรีบจัดการกับพวกปลวกในกองทัพครับ

3. ทำไมพันธมิตรถึงบอกให้รัฐบาลดำเนินการตามกฏหมายกับเสื้อแดงและให้ยัดข้อหากบฏ ทั้งที่ยังไม่ได้ยึดสนามบิน ไม่ได้ลอกลิขสิทธิ์พันธมิตรเลยนะ พันธมิตรจะเอาคืนเหรอ
สรุปสั้นๆนะ การล้มล้างรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธ อันนี้กบฏแน่นอน ความจริงเขามีหลักพิจารณา
เช่นมีการประกาศที่จะล้มล้างรัฐบาล มีกองกำลัง มีอาวุธ ลงมือปฏิบัติการ เหล่านี้ถึงเข้าข่ายการก่อกบฏ แดงประกาศแล้วว่าจะล้มล้างรัฐหมอเหวงพูด ประกาศแล้ว่ามีอาวุธอย่างอริสมันบอก มีกองกำลังเสธแดงประกาศ ขาดแต่การปฏิบัติการโดยใช้อาวุธ ถ้าเริ่มใช้อาวุธเมื่อไหร่ก็กบฏครบถ้วนครับ

4. ไหนบอกว่าพันธมิตรทวงคืนความเป็นประชาธิปไตยและรัฐบาลก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกรักประชาธิปไตยนักหนา แล้วทำไมต้องห้ามตาสายายสีออกมาชุมนุมด้วย ถ้างั้นก็ควรจะเขียนห้ามไว้ตั้งแต่เขียนรธน. ปี50 สิ ว่าห้ามประชาชนต่อต้านรัฐบาลที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ พวกเขาจะได้ไม่ออกมาชุมนุมประท้วงกัน
อภิสิทธิ์ก็ไม่เคยห้ามการออกมาชุมนุมโดยสันติวิธีของปชช. คุณไปฟังมาจากไหน ในระบอบปชต.ปชช.มีสิทธิออกมาประท้วงได้หากไม่พอใจรัฐบาลในการบริหารประเทศ รธน.มีทุกฉบับครับ แต่ต้องประท้วงโดยสันติวิธี เป็นการรักษาสิทธิของเรา แต่ผู้ที่ไม่ได้ออกมาประท้วงรัฐบาลเขาก็มีสิทธิเรียกร้องสิทธิของเขาเช่นกัน ถ้าหากการชุมนุมนั้นไปล่วงละเมิดในสิทธิของผู้อื่น เช่นการปิดถนน หรือไปบังคับขู่เข็นปชช.คนอื่นที่เขาไม่เห็นด้วย อย่างนี้คงไม่เรียกว่าการชุมนุมเพื่อเรียกร้องปชต.ได้หรอกครับ ถ้ามีอาวุธด้วยและใช้ลงมือต่อสู้กับอำนาจรัฐแล้ว กบฏครับ โทษสูงสุดประหารชีวิต

Love Thaksin
ขอบคุณสำหรับคำถามดีๆที่เป็นตัวแทนของความคิดของคนเสื้อแดง ทำให้พธม.อย่างผมได้มีโอกาสได้พูดบ้างโดยปราศจากอคติซึ่งกันและกัน เหลืองหรือแดงก็เป็นคนรักชาติด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันเพียงข้อมูลที่ได้รับเป็นคนละชุดกัน ผมว่ายังดีกว่าพวกบอกว่าเป็นกลางแล้วก็มาด่าทั้งเหลืองและแดง ไม่ได้สนใจการเมืองที่มันมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของพวกเราโดยตรง โดยที่ไม่ทราบเลยว่ายังมีน้ำเงินอยู่ และยังมีสีดำอีกสีที่พร้อมจะจับมือกับสีไหนก็ได้เพื่อขอเป็นรัฐบาลมาหากินกับเงินภาษีของพวกเราครับ
ถ้าคุณออกมาแล้วเกิดมีเรื่องรุนแรงขึ้น ผมแนะนำให้คุณถอดเสื้อแดงแล้วรีบกลับบ้านทันทีครับ คราวนี้ไม่เหมือนสงกรานต์ มีมือที่สาม มือที่สี่ด้วย ส่วนพวกพธม.คงไปเที่ยวตจว.กันหมด ไม่ยอมมาเกี่ยวข้องด้วยหรอกครับ ถือเป็นวันพักผ่อนสบายๆสองสามวัน เพราะพวกเรารู้ผลแล้วว่าจะเป็นยังไง

ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์

ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์ ทั้งห้า ท่าน แม้จะอยู่ในคณะ ที่มีทั้งคฌะบดี และ อธิการบดีที่ทำงานให้ คมช. แต่ท่านยังมีความกล้าหาญ
อย่าเหมารวมกับการที่คนไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารซ่อนรูปว่าพวกนี้เป็นพวกทักษิณทั้งหมด นั่นเท่ากับการผลักให้เค้าไปเป็นพวกทักษิณ
แต่ผมเห็นว่า
คปค.ไม่ใช่รัฐฐาธิปปัตย์ เนื่องจากเข้ารับการโปรดเกล้า เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ ประกาศ และ องค์กรที่คปค.แต่งตั้งโดยไม่นำทูลเก้ลา ฯจึงไม่มีผล และ ไม่มีอำนาจ

ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งห้าท่านที่

ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งห้าท่านที่ให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้พิพากษา
(ที่ยังขาดความรู้/รู้แต่เลือกที่จะพิจารณาเป็นอย่างอื่น)

เมืองไทยกับสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง

*รัฐบาล นอมินี

*รัฐบาล นอมินี อำมาตยา
เร่งลีลา เร่าร้าย ขยายผล
คำตัดสิน เป็นประโยชน์ โภชผลตน
เร่งดั้นด้น ฆ่าให้ตาย ขยายความ

*ทีความผิด เหล่าพวกตน คนอุบาทว์
ทำลายชาติ ปิดสนามบิน หมิ่นหยาบหยาม
ก่อการร้าย เลวร้าย ฝ่ายคุกคาม
พยายาม ทำเฉย ละเลยคดี

*นี่คือสองมาตรฐาน...อันเลวร้าย
ความเสียหาย มากมายทำลายศรี
ยุติธรรมล้ำเลิศไม่เกิดมี
นี่แหละยุคกาลีที่แท้จริง

*รัฐบาลนอมินี...อำมาตยา
กดขี่ ปวงประชา กว่าผีสิง
ใช้กฎหมาย ความมั่นคง จงใจชิง
เสรีสิทธิ์ ปลิดทิ้ง ไม่นำพา

รอดูอยู่ ถ้ามีการกลับคำตัดสิน

รอดูอยู่

ถ้ามีการกลับคำตัดสินตามแนวคิด 5 อาจารย์

ข้าฯไม่ขอซ้ายแล้ว

ขอโดดร่วมวงศ์ไพบูลย์โกงดีกว่า

หาใบเสร็จมาแสดงไม่ได้ ข้าฯก็ไม่มีทางผิด

จะหาใครโง่เท่ารักเกียรติได้อีกหรือ?

แถลงการณ์ของกลุ่มไร้สี

แถลงการณ์ของกลุ่มไร้สี

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนไทยได้แตกแยกออกเป็นกลุ่มสีต่างกันจนไม่อาจรวมกันได้ เราในฐานะกลุ่มไร้สี จึงขอแถลงการณ์ให้ประชาชนไทยทั้งหลายทราบจุดยืนของกลุ่มไร้สี ว่าเราสนับสนุนอะไร คัดค้านอะไร ดังมีรายละเอียดดังนี้

เราขอสดุดีกลุ่มสีขาว ที่รู้จักฉกฉวยเอาสถานการณ์การชุมนุมแดงเดือดม้วนเดียวจอดมาสร้างราคาให้กลุ่มสีขาวได้ โดยไม่ต้องออกไปสู้รบตบมือกับใครเลย
เราเห็นว่าสีขาวฉลาดมาก ที่หลับตามองไม่เห็นสงกรานต์เลือด 52 ไม่เห็นรถเมล์ถูกเผา 30 กว่าคัน ไม่เห็นรถแก๊สที่ดินแดง ไม่มีการไล่ยิงคนที่นางเลิ้ง ไม่เห็นรถเบนซ์ที่ถูกกระทืบ แทงด้วยไม้ ทุ่มด้วยอิฐ ไม่เห็นชาวสันติอโศกผู้รับสงบ ถูกขว้างด้วยอิฐตัวหนอน ไม่เห็นจู๋ของพวกแดงไม่แท้( มีแต่แดงเทียม) ที่เที่ยวโชว์ให้ใครต่อใครดูทั่วราชอาณาจักรไทย ...ไม่เห็นหนังสะดิ๊ก อีดาบ ปืน ที่พวกแดงมักจะพกไปด้วยพร้อมการเดินขบวน ..ไม่เห็นขวดเหล้าที่พวกแดงเทียมดื่มกินก่อนออกรบทุกครั้งเพื่อย้อมใจ
ไม่ได้ยินแรมป้าประกาศจับกะเทยเฒ่าแขวนคอที่สนามหลวงเหมือน 6 ตุลา
ไม่ได้ยินไอ้กี้ ณ พัทยา ประกาศเรียกร้องให้ขนขวดเข้ากรุงเพื่อเติมน้ำมัน ทำให้กรุงเทพเป็นทะเลเพลิง
ไม่ได้ยิน คานธี ณ ดูไบ ที่ต่อสู้อย่างหิงสา ..ด้วยคำขวัญ " อย่ากลับบ้านมือเปล่า" " ผมแพ้ไม่ได้ " ( แต่ผมขอคาบลูกคาบเมียไปไว้ที่ปลอดภัยก่อน..ปล่อยให้ลูกชาวบ้านมาชูตีนตบสู้อำมาตย์แทน..
ไม่ได้ยินพยัฆค์ทมิฬอีเพ็ญ ที่ประกาศทำสงครามประชาชน
เราขอสดุดี ที่ท่านเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดความรุนแรงด้วยการรณรงจนเมื่อยตุ้ม ที่จริงไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ แค่บอกให้คานธี ณท ดูไบ หยุดซะคนเดียวก็จบ

เราในฐานะกลุ่มไม่มีสี ขอสนับสนุนแดงแท้ ผู้รักประชาธิปไตยด้วยหัวใจไม่มีการจ้าง ที่มีจิตใจองอาจกล้าหาญขว้างไข่ ขว้างอึ ขว้างขี้ ขว้างระเบิด ใส่ใครก็ได้ที่บังอาจขวางทางคุณพ่อที่ดูไบ

เราขอประนามกลุ่มเสื้อเหลืองที่บังอาจใช้สันติอหิงสา อารยะขัดขืน ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ และสมน้ำหน้าที่มันถูกดำเนินคดีแบบมีมาตรฐาน

เราขอคัดค้านการกระทำใดๆ ที่สามารถทำให้เกิดการบังคับใช้กฏหมาย เราขอให้ยกเลิกกฏหมายทั้งหมดที่เกิดจากการรัฐประหารหรือการปฏิวัติให้ย้อนหลังไปถึงกฏหมายของคณะราษฎร กบฏนายสิบ กบฏวรเดช

เราขอให้มีการนิรโทษกรรมนักการเมืองทุกคนที่ถูกพิพากษาให้ยึดทรัพย์เพราะเหตุคอรับชั่น ..ให้ถือว่า ขอส่วนรวม มือใครยาวสาวได้สาวเอา

ด้วยจิตคารวะ..

กลุ่มโปร่งใส ไร้สี

*ทั้งใส่ร้าย ป้ายสี

*ทั้งใส่ร้าย ป้ายสี ทั้งตีข่าว
ให้เป็นเรื่อง เป็นราว เฝ้ากล่าวหา
รัฐบาล นอมินี อำมาตยา
มุ่งบีฑา ฝ่ายประชาธิปไตย

*ทั้งปิดหูปิดตาประชาชน
ทั้งเล่ห์กล ใส่ความ คุกคามใหญ่
ทำทุกอย่าง เพื่อสร้างภาพ ว่าเป็นภัย
รัฐบาล เหลวไหล ใจอธรรม

*ประชาธิปไตย เป็นเรื่อง ของชาวโลก
ร่วมทุกข์โศก กันได้ ไม่ใฝ่ต่ำ
การขู่เข็ญ เป็นงาน พาลประจำ
รัฐบาล คุณธรรม ต่ำสิ้นดี

*ทำทุกอย่าง เพื่อใส่ร้าย คนเสื้อแดง
สร้างภาพความรุนแรง แห่งเสื้อสี
ทั้งบิดเบือน เลื่อนเปื้อน เถื่อนโจมตี
คนเสื้อแดง จะไม่มี วันยอมแพ้

*ประชาชนคือเหยื่อ...รัฐประหาร
ตุลาราน วิบัติ ขยาดแขยง
ขอเป็นเหยื่อ ครั้งสุดท้าย ความร้ายแรง
คนเสื้อแดง ร่วมกันสู้ ชูธงชัย

ขอบคุณ คณะอาจารย์ทั้ง 5 ท่าน

ขอบคุณ คณะอาจารย์ทั้ง 5 ท่าน ที่ทำความเห็นเรื่องนี้ออกมา เพื่อความยุติธรรม

และเมืองไทยจะได้หลุดพ้นจากการ รัฐประหารปล้นอำนาจไปจากประชาชน ในอนาคต

"กระแสนั้น เปลี่ยนแปลงได้

"กระแสนั้น เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน แต่ความถูกต้องนั้น มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง"

ขอเป็นกำลังใจให้ท่านอาจารย์ทั้งห้า ที่มีความกล้าหาญ มั่นคง ซื้อตรงต่อหลักวิชา

เป็นหลักให้ลูกศิษย์ ได้ยึดมั่น กอบกู้เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สุดยอด ของการวิเคราะห์

สุดยอด ของการวิเคราะห์ ทำให้มองเห็น ความยุติธรรมของไทย ที่มีมาตรฐาน คือ กูคิดอย่างนี้ มึงจะทำไม

แช่ม wrote:การวิเคราะห์ ที่

[quote=แช่ม]การวิเคราะห์ ที่ พะยี่ห้อ "ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์"

ผู้อ่าน "เดา" ทิศทางถูกหมด ครับ

ฮา...[/quote]

ขี้คุยเรื่องนี้เดาได้ ทำไมไม่เป็นประธาณศาลไปเลยแช่ม

ไปอ่านหลายๆรอบก่อนวิจารณ์ บอกเด็กๆเปรตทั้งหลายด้วย

*ประชาชนคือเหยื่อ...รัฐประหาร

*ประชาชนคือเหยื่อ...รัฐประหาร
ตุลาราน วิบัติ ขยาดแขยง
ขอเป็นเหยื่อ ครั้งสุดท้าย ความร้ายแรง
คนเสื้อแดง ร่วมกันสู้ ชูธงชัย

*ต้องให้เป็น รัฐประหาร ครั้งสุดท้าย
คนมากมาย ต่อสู้ ผู้ยิ่งใหญ่
สู้อำนาจ อำมาตยา ธิปไตย
ลบล้างความจัญไร...ให้สิ้นลง

*ลุกขึ้นเถิด ประชาไท หัวใจแดง
มาร่วมแรง ร่วมใจ ให้กล้าแกร่ง
ตั้งใจสู้ โดยสันติ มิรุนแรง
นอกจากมาร ยุทธแย้ง แกล้งฆ่าเรา

*ที่สิบสอง มีนา มาพร้อมพรั่ง
ไม่หยุดยั้ง พลังใจ ไม่คิดเผา
รักบ้านเมือง ยิ่งใหญ่ ไม่มัวเมา
รวมพวกเรา ฝ่ายประชาธิปไตย

แช่ม wrote:การวิเคราะห์ ที่

[quote=แช่ม]การวิเคราะห์ ที่ พะยี่ห้อ "ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์"

ผู้อ่าน "เดา" ทิศทางถูกหมด ครับ

ฮา...[/quote]

======================================

จริงของแช่ม เห็นรายชื่อ ดร.วรเจตน์ ก็รู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว

ถูกของแช่ม ไม่ต้องอ่าน ก็เดาทิศทางออกหมดแล้ว...เพราะ ชื่อ ดร.วรเจตน์ แท้ๆ

ในคนทุกกลุ่มย่อมมีทั้งคนดีและ

ในคนทุกกลุ่มย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่มีปัญญามากและคนที่มีปัญญาน้อย

ธรรมศาสตร์ยังเป็นหลักของสังคมไทยได้ เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นคนดีและผู่มีปัญญา

ที่ไม่ดีก็มีเป็นส่วนน้อย ที่เห็นๆกันอยู่

ขอชมเชยและภาคภูมิใจต่ออาจารย์

ขอชมเชยและภาคภูมิใจต่ออาจารย์ทั้ง 5 ท่านครับ และดีใจที่ขบวนการยุติธรรมของประเทศไทยจะมีอนาคตเพราะพวกท่านแล้วละครับ ขอสนับสนุน กลุ่มอาจารย์ทั้งห้าครับ ผมเรียนกฎหมายเบื้องต้นเล่มเดียว ฟังคำตัดสินประเด็น คปค.ก็น่าจะเป็นแนวทางตัดสินได้ ที่ปรากฎต่อสื่อ มีแต่คนเออ ออห่อหมกด้วยกับคำตัดสิน ผมว่าไม่ยุติธรรมครับ มีพวกท่านละครับที่จะทำให้ระบบ ยุติกระทำ ได้

อาจารย์เหล่านี้ วิจารณ์

อาจารย์เหล่านี้ วิจารณ์ ไม่เป็นธรรม เต็มไปด้วยอคติ

เราเรียนกฎหมายมาเราต่างเชื่อว่า การเรียนกฎหมาย มุ่งจะทำให้เรา เป็นคนยุติธรรม และศาลเป็น โปรเฟชชัน ที่น่าเอาแบบอย่างเพราะเขาต่างมีระบบที่ตรวจสอบกันเอง เราเรียนกฎหมาย เราจึงเชื่อถือศาล เราไม่เชื่อว่าจะมีใครหน้าไหนมาสั่งการบุคคลเหล่านั้นได้ โสรเกรตีส หรือแอนตีโกนี เป็นแบบอย่างของพวกเรา

อ. เหล่านี้ สอน ปกครอง ระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ อาทิ ย่อมรู้ดีว่า ประเทศไทยหรือระบบยุติธรรมของไทย ไม่ได้ยึดแบบ Dicey ศาลของเราไม่ใช่ monism การที่เราจะ จัสติส ไปให้ทักษิณ หรือ ผู้ใช้อำนาจมหาชน เราจึงไม่ได้ใช้แบบนั้น เหมือนกับที่เรา แยกศาลปกครองออกจาก ศาลยุติธรรม

อาจารย์ เขียนล้อคำพิพากษาอย่างเหยียดยาว ประหนึ่งว่า ได้รับรู้ข้อเท็จจริงทัดเทียมศาล ที่บ้านเราใช้ระบบไต่สวน อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินสิครับท่าน และถ้าอาจารย์คิดเช่นนนั้นเรามาลงทุนตั้งบริษัทกันไหม แล้วผมจะไซฟอน ให้อาจารย์หมดตัว โดยวิธีการเดียวกับที่ทักษิณมันทำกับประเทศไทย

หรือจะเอาความรู้สึก ผมก็คิดว่าน่าจะยึดหมด เพราะ ดาวเทียม ไอพีสตาร์ ที่เป็นลิขสิทธิ์หนึ่งเดียว มันไม่มีใครใช้ แต่ที่ประเทศทั้งหลายซื้อ เพราะมันเอาผลประโยชน์ประเทศชาติไปแลกมา

หรือ ข้อเท็จจริงเช่นนี้ ยังฟังไม่ได้อีกหรือว่า ทักษิณอยู่เบื้องหลัง ถ้าคิดเช่นนั้น เนวิน หรืออำมาตย์ก็ไม่ได้อยู่เบื้องหลังใครเช่นกัน จะอ้างว่าซื้อก่อนอยู่แล้วหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น คนอย่างฮิตเลอร์ อยู่ได้สบาย ถ้าเป็นอย่างนี้อยากแนะนำให้ประเทศไทย ปล่อยกู้ให้ประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเอาเงินนี้มาจ้าง STEC ของมท 1 รับงานจากเงินกู้นี้ให้เกลี้ยง พวกอาจารย์เหล่านี้จะวิจารณืว่าอย่างไร หรือจะกลืนน้ำลายตัวเอง

ผมนึกถึงคำเปรียบของอาจารย์ท่านหนึ่งที่อาวุโส และได้รับความนับถือมากกว่าอาจารย์เหล่านี้ ที่กล่าวขนานนามอาจารย์เหล่านี้ว่าเป็นกาลิเลโอหลงยุค ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ศิษย์เก่านิติ มธ.

[quote=ศิษย์เก่านิติ มธ.]อ่านผ่าน ๆ คร่าว ๆ ใน NET ไปก่อน ถึงบ้านจะพริ้นต์อ่านให้ละเอียด

ต้องขอคารวะอาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้ง 5 ท่าน

อาจารย์ปรีดี ถ้าท่านทราบ ท่านคงภูมิใจนะครับ[/quote]

มองทะลุไม่ใช่ศิษย์นิติศาสตร์ แถมอายุอาจมากกว่าทั่นอ.เหล่านี้ ขอคารวะงามๆแก่ 'นั ก วิ ช า ก า ร ตั ว จ ริ ง เ สี ย ง จ ริ ง และ ค น จ ริ ง!

เพื่อยึดสมบัติสาะารณะที่ถูกพว

เพื่อยึดสมบัติสาะารณะที่ถูกพวกชั่วฉัอฉลไปด้วยความสามารถแบบเนียนๆ เพราะมีนักวิชาการ-อาจมชั่วๆ คอยแก้ต่างทางทิดสะดีชั่วๆให้....

ฟฟ

แค่เอานักการเมืองปล้นชาติปล้นแผ่นดินและไล่ล่าสมบัติคืนมาได้ก็คุ้มแล้ว...ประชาธิปไตยส้นตีแดงจะเอาไปทำไมถ้าเปิดทางให้ไอ้ชั่วใหม่ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง.....อำมาตย์ใหม่ที่ชั่วและด้านและไร้ยางอายกว่าอำมาตย์เก่า-กรูให้อำมาตย์เก่ามันอยู่ไปก่อนดีก่า......เข้าใจ๋ไอ้ไหม...ไอ้พวกอาจมทั้ง ๕
ฟฟฟฟ

วิเคราะห์การแสดงพลังของทหาร

การออกมาแสดงพลังของทหารหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพบกในขณะนี้ โดยเฉพาะหน่วยทหารที่เป็นกองกำลังในการรบปกป้องประเทศ ซึ่งถ้าทหารมีการปฏิวัติจริง ๆ หน่วยทหารเหล่านี้ก็คือกองกำลังในการทำการปฏิวัติรัฐประหารนั้นเอง แต่ปัจจุบันกองทัพมีประสบการณ์และตระหนักถึงปัญหาข้อขัดแย้งเป็นจริงได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การแสดงพลังในที่ตั้งจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งรูปแบบหนึ่งที่กองทัพจะใช้ในการจัดการหรือขจัดกับคนที่มุ่งร้ายทำลายต่อประเทศชาติและสถาบันในยามวิกฤติที่สุดของที่สุด

ปัญญาที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ทำให้กองทัพบกต้องเสื่อมเกียรติเสื่อมศักดิ์ศรีเป็นเพราะ ผบ.ทบ. คนปัจจุบันทั้งสิ้น ที่อ่อนแอและเห็นแก่ตัว ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงนั้นได้มีการวิเคราะห์กันไปต่าง ๆ นานา แต่ที่เป็นข้อกังขาสิ่งหนึ่งคือ นักเรียนนายร้อยรุ่น ตท. 10 (กลุ่มหนึ่งรวมทั้ง ผบ.ทบ.) เรียนตำราผิดไปจากนักเรียนนายร้อยรุ่นอื่น ๆ เช่นนั้นหรือ จึงทำตัวไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นทหาร โดยเฉพาะเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญจนกระทั้งขายตัว ขายจิตวิญญาณ ขายความเป็นทหารจนหมดสิ้น แม้กระทั้งยอมตัวเป็นทาสของนักโทษหนีคุกก็ทำได้ ในชีวิตหนึ่งของคนไทยทั้งประเทศไทยสิ่งที่ไม่เคยได้เห็นก็ได้เห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์โดยแท้

ปัญหาของบ้านเมืองอาจจะไม่บานปลายขยายเป็นวงกว้างเปิดทางพวกทาสนักโทษหนีคุกกลุ่มหนึ่งฮึกเหิม เหิมเกริมสารพัดที่จะทำได้อย่างอิสระ เป็นเพราะ ความอ่อนแอ วางเฉย ไม่มีความเห็น ต่อความเสียหายต่อบ้านเมืองและสถาบันเบื้องสูง ของ ผบ.ทบ คนปัจจุบันโดยแท้ เพราะสถานการณ์หลาย ๆ ครั้งถ้า ผบ.ทบ. เข็มแข็งเหมือนเช่น ผบ.ทบ. คนอื่น ๆ ในอดีต บ้านเมืองคงจะดีกว่านี้

ดังเช่นตัวอย่าง ครั้งรัฐบาลนอมินีนักโทษหนีคุกและตำรวจเข่นฆ่าประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ วันที่ 7 ตุลา 2551 ถ้า ผบ.ทบ. เป็น ผบ.ทบ. ที่แท้จริง จะต้องกล้าที่จะตบโต๊ะและเจรจากับฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน เช่น “ถ้าเล่นสั่งฆ่าประชาชนกันแบบนี้ทหารจะไม่เอาด้วย และทหารจะต่อต้านให้ถึงที่สุด ห้ามทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยเด็ดขาด” เพราะทหารมีอำนาจในการประกาศกฏอัยการศึกเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบสุขภายใน ด้วยตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอ่อนข้อใหักับรัฐบาลที่สั่งการแบบผิดกฏหมาย แต่ ผบ.ทบ. คนนี้เลือกที่จะยืนอยู่ข้างหลังคนสั่งฆ่าประชาชน บ้านเมืองจึงเป็นเช่นนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรวิเคราะห์พิจารณาคือ การวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนและสื่อต่าง ๆ (ยกเว้นพวกทาสนักโทษหนีคุก เพราะพวกนี้ต้องโจมตีอยู่แล้ว) ต่อทหารที่ออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ ในทำนอง “ทหารไม่ออกก็ถูกด่า ทหารออกมาก็ถูกด่า” เช่น วิจารณ์ว่าเหล่าทหารกระทำเพียงเพื่อปกป้อง ผบ.ทบ.คนเดียวเท่านั้นหรือ ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพียงผิวเผินและไม่เข้าใจกลยุทธ์และธรรมเนียมของทหารที่กระทำในครั้งนี้

การที่ทหารไม่พูดถึงการปกป้องสถาบันเบื้องสูง ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว เพราะ เสธกุ๊ยเสธอันธพาล แสดงตัวยืนอยู่ข้างนักโทษหนีคุก ถ้าทหารดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเล่นในเกมนี้ จะเหมาะสมหรือ เพราะจะกลายเป็นดึงเอาสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศเสมอกับนักโทษหนีคุก ซึ่งสถาบันเบื้องสูง สูงเกินที่จะนำไปเปรียบเทียบกับคนชั่วคนเลวเช่น นักโทษหนีคุก

กองทัพเป็นดั่งหินผาทำหน้าที่เป็นกำแพงปกป้องภัยอันตรายของประเทศชาติ จึงต้องมีความหนักแน่นและไม่อ่อนไหวต่อทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจากพวกนักการเมือง และคนชั่ว คนเลว ทหารจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อ บ้านเมืองวิกฤติกระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองอย่างแทัจริง จึงไม่จำเป็นต้องออกมาอย่างพร่ำเพรื่อ และเล่นตามเกมคนชั่วคนเลวเช่นพวกของนักโทษหนีคุกทุกครั้งไป

ดังนั้นการแสดงพลังของทหารในครั้งนี้ จึงมีนัยสำคัญมากกว่าที่จะออกมาปกป้อง ผบ.ทบ. คนปัจจุบันนี้แน่นอน เพราะนั้นเป็นเพียงข้ออ้างในการแสดงพลัง แต่เบื้องลึกคือ ทหารย่อมทราบสถานการณ์บ้านเมืองและแผนการอันเลวร้ายของพวกนักโทษหนีคุก ในอันที่จะเผาบ้านเผาเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกองกำลังติดอาวุธ แต่ในขณะเดียวกันทหารไม่ต้องการทำปฏิวัติรัฐประหาร (อย่างน้อยก็ในระยะนี้) เพื่อเข้าทางของพวกนักโทษหนีคุก

นัยสำคัญของการแสดงพลังของทหาร อาจวิเคราะห์ได้ดังนี้

1. เป็นการอออกมาปรามนักโทษหนีคุกให้เลิกคิดการใหญ่ และอย่าได้หลงเชื่อพวกทหารแก่ ทหารขายตัว ทหารขายขาติ บางคนบางกลุ่มที่เป็นทหารแตกทัพ ตลอดจนลิ่วล้อนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่หวังหลอกเอาเงินของนักโทษหนีคุก เพราะแผนการต่าง ๆ ที่ทหารแตกทัพ สร้างภาพอวดอ้างดูดีเพียงเพื่อเอาใจหลอกนักโทษหนีคุก เป็นเพียงแผนการหลอกกิน (แดก) เท่านั้น แต่แผนการต่าง ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งดูได้จากการแสดงพลังความสามัคคีของกองทัพบกอย่างพร้อมเพรียงกัน

2. เป็นการปรามพวกกองกำลังติดอาวุธ และพวกฮาร์ดคอร์ ของพวกนักโทษหนีคุก จะเอาชีวิตเข้าแลกกับผลประโยชน์ที่นักโทษหนีคุกโยนเศษเนื้อข้างเขียงให้เช่นนั้นหรือ หรือยอมตายถวายชีวิตเพียงเพื่อปกป้องรักษาสมบัติของนักโทษหนีคุก ด้วยการใช้ความรุนแรงเผาบ้านเผาเมืองเช่นนั้นหรือ แต่การใช้ความรุนแรงจะได้รับการตอบโต้เช่นใดให้ดูได้จากการร่วมพลังของทหารในครั้งนี้

3. เป็นการปรามนักการเมืองของพวกนักโทษหนีคุก และนักการเมืองพันธุ์หลงจู้บางคน ที่หลงละเมอฝันหวานที่จะได้รับผลประโยชน์ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง ที่นักโทษหนีคุกจะประเคนให้ ถ้าช่วยนักโทษหนีคุกพ้นผิดติดคุก ไม่ถูกยึดทรัพย์ และกลับเข้ามาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ความฝันเป็นจริงไม่ได้เลย จากการแสดงพลังของทหารในครั้งนี้

4. เป็นการปรามพวกมวลชนคนเสื้อแดง โดยเฉพาะมวลชนที่ลุ่มหลงถูกล้างสมองจากพวกข้าทาสลิ่วล้อบริวารของนักโทษหนีคุก อันเนื่องจากการร่วมชุมนุมเผาบ้านเมืองเพียงเพื่อเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างเพื่อนักโทษหนีคุกนั้น จะไม่ประสบความสำเร็จและเป็นไปไมได้เลย โดยดูจากการร่วมพลังของทหารในครั้งนี้

5. เป็นการแสดงพลังที่ทำให้ประชาชนคนไทยได้อุ่นใจ ไม่วังเวงอีกต่อไป เมื่อถึงเวลาทหารพร้อมที่จะปกป้องชาติบ้านเมือง และเป็นการปกป้องสถาบันตุลาการที่ถูกพวกนักโทษหนีคุกข่มขู่ ตลอดจนในที่สุดที่มีนัยสำคัญคือ เมื่อจัดการกับพวกนักโทษหนีคุกได้ ก็คือการปกป้องสถาบันเบื้องสูงนั้นเอง ไม่จำเป็นต้องออกมาประกาศโฆษณาแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญยิ่งใหญ่อีกประเด็นหนึ่งคือ ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ไม่ได้พิพัทษ์ราษฏร์แต่พิทักษ์นักโทษหนีคุก ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจึงหวังไม่ได้อะไรกับพวกโจร (บางคน) ในเครื่องแบบ ดังนั้น การที่จะให้ “ทหาร” เป็นผู้ช่วยตำรวจในยามคับขันนั้นจึงเป็นการเสื่อมซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทหาร เพราะเท่ากับกองทัพเป็นผู้ช่วยโจร (บางคน) โดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ โดยกฏหมายเมื่อประเทศชาติประสบภาวะวิกฤติถึงที่สุด ทหารมีอำนาจที่จะเป็นผู้นำในการปกป้องประเทศชาติโดยหน้าที่อยู่แล้วโดยมีกฏหมายรองรับ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ช่วยโจรในเครื่องแบบอีกต่อไป

ปัญหาของบ้านเมืองที่ไม่มีขื่อแป กฏหมายไม่เป็นกฏหมาย เพราะผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ตั้งแต่ระดับบนยันระดับล่างไม่ทำหน้าที่รักษากฏหมาย ได้แปรพักตรผันตัวเป็นลิ่วล้อนักโทษหนีคุกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งหน่วยงานผู้มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมรักษากฏหมายเช่น กรมอัยการ ก็เป็นที่กังขาว่าประเทศจำเป็นต้องมีกรมมีหน่วยงานนี้อยู่หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือ ทั้งสองหน่วยงาานที่มีหน้าที่รักษากฏหมาย เป็นเสาหลักของขบวนการยุติธรรมต้องมีการเปลี่ยนแปลงและมีการปฏิรูป มิฉะนั้นประเทศชาติจะไม่มีทางผดุงความยุติธรรมและความสงบสุขต่อสังคมได้เลย

ทหารสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องลากรถถัง แบกอาวุธ ออกมาจากกรมกองอีกแล้ว แต่สามารถใช้วิธีแสดงพลังให้ประชาชนได้เห็นตัวเป็น ๆ ทั้งกองทัพทั่วประเทศ อุ่นใจกว่ากันเยอะเลย การกระทั้งครั้งนี้ต้องขอเชียร์เป็นกำลังใจสุด ๆ แต่ถ้าพวกลิ่วล้อนักโทษหนีคุกใช้ความรุนแรงเมื่อใด ทหารกล้าทั้งหลาย ๆ อย่าลืมตบเท้าออกมาจากกรมกองก็แล้วกัน และให้ออกมาอย่างสง่าผ่าเผยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ช่วยตำรวจ อีกต่อไป เพราะตำรวจไทยเชื่อถือไม่ได้ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี

ประชาชน
1 กุมภาพันธ์ 2553

เห็นได้ชัดจากคำโต้แย้งทั้งหมด

เห็นได้ชัดจากคำโต้แย้งทั้งหมดว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้หมดแล้วซึ่งความชอบธรรมและความยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวง ขณะนี้สังคมไทยได้ตกอยู่ในยุคแห่งความมืดบอด ถ้าคนไทยยังไม่ยอมตื่น ยังปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้น รายวัน สงครามกลางเมืองและระบอบทหารจะครอบงำประเทศไทย จนไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไป

เมื่อสานอำมาตร

เมื่อสานอำมาตร สองมาตราฐาน.....มวลมหาประชาชนจะต้องมีศาลของเราเอง

เป็นถึงระดับดาจารย์

เป็นถึงระดับดาจารย์ แต่ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องเกี่ยวกับ conflict of interest

อาจเพราะนักกฎหมายไทย ไม่ได้ถูกสอนมาเรื่องนี้มาดีพอ จะเห็นได้จากที่ ทนายความสามารถคิดค่าว่าความจากจำนวนเงินที่เรียกร้องได้ ทำให้อาจมุ่งเน้นว่าความให้ได้รับชัยชนะและเรียกร้องจำนวนเงินสูงๆ โดยอาจไม่สนใจความถูกต้องและความยุติธรรม (แรงจูงใจ) ซึ่งแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ที่ต้องระวังเรื่อง conflict of interest ที่มากกว่า เช่น วิชาชีพผู้สอบบัญชี ไม่สามารถคิดค่าสอบบัญชี ที่ยึดโยงกับตัวเลขในบัญชีได้

เมื่อศาลสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า หุ้นเป็นของคุณทักษิณ และเมื่อคุณทักษิณมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งเห็นได้จากรัฐสภาเลือกนายกฯ เพียงคนเดียว ไม่ได้มีหน้าที่เลือกรัฐมนตรีท่านอื่นด้วย

แล้วจะมาอ้างว่ารัฐมานตรีคนโน้นคนนี้ทำเอง แล้วคุณทักษิณในฐานะนายกฯ ไม่เกี่ยวด้วยนั้น มันไม่ตลกหรือ ฟังขึ้นหรือ อย่างนี้นายกฯ สามารถปัดความรับผิดชอบได้ทุกเรื่องเลยใช่ไหม คือรับแต่ชอบโดยไม่ต้องรับผิด

ส่วนอีกประเด็นก็คือ อาจารย์เขาอาจตั้งสมมติฐานว่า หุ้น Shin ต้องกำไรแน่ๆ จึงเห็นว่ายึด 4.6 หมื่นล้านบาทไม่เหมาะสมนั้น แต่ผมคิดว่า อาจเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าได้ติดตามหุ้นในเครือ Shin เช่น

- ITV ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน ทำให้ ITV เจ๊ง จนมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับไม่มีค่าแล้ว

- ShinSat ถ้าทำตามสัญญาสัปทานทั้งหมด ก็น่าจะมีสภาพไม่แตกต่าง จะเห็นได้จาก
* การไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการยิงดาวเทียวไทยคม 4 เพื่อสำรองสำหรับไทยคม 3 แล้วมาอ้าว่าดวงที่ยิงขึ้นสำหรับโครงการ IPSTAR ถือเป็นดวงสำรองแทน ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะปรากฏว่า เมื่อไทยคม 3 เสียจริงๆ รัฐบาลต้องไปหาเช่าดาวเทียมจากที่อื่นมาแทน และแทนที่ ShinSat จะเป็นผู้จ่ายค่าเช่า กลับให้รัฐบาลเอาค่าประกันภัยจากการที่ไทยคม 3 เสียนั้นมาจ่ายแทน ทั้งๆ ที่ไทยคม 3 ถูกโอนเป็นของรัฐแล้ว ไม่ใช่ของ ShinSat ซึ่งรัฐควรได้รับทั้งค่าประกันภัยและมีไทยคม 4 สำรอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าต่างหาก

อีกทั้งดาวเทียมโครงการ IPSTAR ที่ ShinSat นำไปหาประโยชน์จากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต้องผ่านการประมูลขอสัมปทานใดๆ จากภาครัฐ เท่ากับรัฐบาลประเคนให้ ShinSat ไปเฉย

ซึ่งถ้าลองเทียบกลับมาว่า ถ้า ShinSat ปฏิบัติตามสัญญา ชะตากรรมก็ไม่น่าจะแตกต่างจาก ITV

- Advance ถ้าไม่ไปลดค่าสัมปทาน ไม่ลดค่าสรรพสามิต ไม่กีกันคู่แข่ง คู่แข่งก็จะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่านี้ รวมทั้งสามารถบีบให้ Advance ลดค่าบริการมาเร็วกว่านี้ และมากกว่านี้ได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้ง กทช. กสทช. ในสมัยนั้น เพราะถ้าสามารถแต่งตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใส ก็อาจจะมีผู้ใช้บริการมือถือของ AIS สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการ โดยยังคงเลขหมายเดิมได้

แต่ก็อาจพิสูจน์ยากว่า AIS จะเจ๊งหรือมีมูลค่าหุ้นลดลงมากแค่ไหน

ดังนั้น ผมคิดว่า การที่ศาลยึดเพียง 4.6 ล้านบาทนั้น อาจจะแฟร์ที่สุดแล้วก็ได้ เพราะมูลค่าหุ้น Shin อาจจะขึ้นหรือลงก็ได้ เพราะถ้าลงจากผลการดำเนินงานที่ลดลงตามเหตุผลข้างต้นแล้ว การยึดเพียง 4.6 หมื่นล้านบาก ก็อาจจะน้อยเกินไปก็ได้

Anonymous wrote:M.1

[quote=Anonymous][quote=M.1]ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด.....มิน่าคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัย ไม่มีประเด็นใหนฟันธงว่า "ทุจริต" แม้แต่ประเด็นเดียว อาจเพราะรู้อยู่แก่ใจนั้นเอง!!....กฎหมายมันก็เรียนจากตำราเดียวกันทั้งนั้นนี่นา!![/quote]

ไอ้ควาย M1 แหกตาศึกษากฎหมายซะบ้างซิครับ กรณีนี้ไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง มันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไอ้หนูหัดอ่านกฎหมายให้เยอะๆหน่อย เรื่องนี้มันไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แม่งงี่เง่าสิ้นดี ตะแบงไปเรื่อยๆ คนอะไรวะ โง่ฉิบหาย[/quote]

การทุจริตถือเป็นคดีอาญา ซึ่งจะต้องตัดสินต่อหน้าจำเลย แต่เขาหนีไปแล้วจึงดำเนินจามกระบวนการคดีอาญาไม่ได้ คดีดังกล่าวเป็นคดีแพ่ง เป็นคดียึดทรัพย์กรณีร่ำรวยผิดปกติ

ความเห็นเพิ่มเติม
เป็นถึงระดับดาจารย์ แต่ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องเกี่ยวกับ conflict of interest

อาจเพราะนักกฎหมายไทย ไม่ได้ถูกสอนมาเรื่องนี้มาดีพอ จะเห็นได้จากที่ ทนายความสามารถคิดค่าว่าความจากจำนวนเงินที่เรียกร้องได้ ทำให้อาจมุ่งเน้นว่าความให้ได้รับชัยชนะและเรียกร้องจำนวนเงินสูงๆ โดยอาจไม่สนใจความถูกต้องและความยุติธรรม (แรงจูงใจ) ซึ่งแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ที่ต้องระวังเรื่อง conflict of interest ที่มากกว่า เช่น วิชาชีพผู้สอบบัญชี ไม่สามารถคิดค่าสอบบัญชี ที่ยึดโยงกับตัวเลขในบัญชีได้

เมื่อศาลสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า หุ้นเป็นของคุณทักษิณ และเมื่อคุณทักษิณมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งเห็นได้จากรัฐสภาเลือกนายกฯ เพียงคนเดียว ไม่ได้มีหน้าที่เลือกรัฐมนตรีท่านอื่นด้วย

แล้วจะมาอ้างว่ารัฐมานตรีคนโน้นคนนี้ทำเอง แล้วคุณทักษิณในฐานะนายกฯ ไม่เกี่ยวด้วยนั้น มันไม่ตลกหรือ ฟังขึ้นหรือ อย่างนี้นายกฯ สามารถปัดความรับผิดชอบได้ทุกเรื่องเลยใช่ไหม คือรับแต่ชอบโดยไม่ต้องรับผิด

ส่วนอีกประเด็นก็คือ อาจารย์เขาอาจตั้งสมมติฐานว่า หุ้น Shin ต้องกำไรแน่ๆ จึงเห็นว่าคืน 4.6 หมื่นล้านไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่า อาจเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าได้ติดตามหุ้นในเครือ Shin เช่น

- ITV ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน ทำให้ ITV เจ๊ง จนมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับไม่มีค่าแล้ว

- ShinSat ถ้าทำตามสัญญาสัปทานทั้งหมด ก็น่าจะมีสภาพไม่แตกต่าง จะเห็นได้จาก
* การไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการยิงดาวเทียวไทยคม 4 เพื่อสำรองสำหรับไทยคม 3 แล้วมาอ้าว่าดวงที่ยิงขึ้นสำหรับโครงการ IPSTAR ถือเป็นดวงสำรองแทน ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะปรากฏว่า เมื่อไทยคม 3 เสียจริงๆ รัฐบาลต้องไปหาเช่าดาวเทียมจากที่อื่นมาแทน และแทนที่ ShinSat จะเป็นผู้จ่ายค่าเช่า กลับให้รัฐบาลเอาค่าประกันภัยจากการที่ไทยคม 3 เสียนั้นมาจ่ายแทน ทั้งๆ ที่ไทยคม 3 ถูกโอนเป็นของรัฐแล้ว ไม่ใช่ของ ShinSat ซึ่งรัฐควรได้รับทั้งค่าประกันภัยและมีไทยคม 4 สำรอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าต่างหาก

อีกทั้งดาวเทียมโครงการ IPSTAR ที่ ShinSat นำไปหาประโยชน์จากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต้องผ่านการประมูลขอสัมปทานใดๆ จากภาครัฐ เท่ากับรัฐบาลประเคนให้ ShinSat ไปเฉย

ซึ่งถ้าลองเทียบกลับมาว่า ถ้า ShinSat ปฏิบัติตามสัญญา ชะตากรรมก็ไม่น่าจะแตกต่างจาก ITV

- Advance ถ้าไม่ไปลดค่าสัมปทาน ไม่ลดค่าสรรพสามิต ไม่กีกันคู่แข่ง คู่แข่งก็จะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่านี้ รวมทั้งสามารถบีบให้ Advance ลดค่าบริการมาเร็วกว่านี้ และมากกว่านี้ได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้ง กทช. กสทช. ในสมัยนั้น เพราะถ้าสามารถแต่งตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใส ก็อาจจะมีผู้ใช้บริการมือถือของ AIS สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการ โดยยังคงเลขหมายเดิมได้

นิติศาสตร์

[quote=นิติศาสตร์]อ่านยังไม่จบเลย...แต่ขอแสดงความคิดเห็นก่อนนะครับ ผมติดตามงานของ อ.วรเจตน์ มาตลอดครับ ชอบมากตรงประเด็นและมีความเป็นวิชาการ ไม่เอนเอียง เดี่ยวจะเซฟไปอ่านต่อที่บ้านครับ ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์และคณะทุกท่าน[/quote]

ไม่เอนเอียง แต่ไม่รอบคอบ

ความเห็นเพิ่มเติม
เป็นถึงระดับดาจารย์ แต่ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องเกี่ยวกับ conflict of interest

อาจเพราะนักกฎหมายไทย ไม่ได้ถูกสอนมาเรื่องนี้มาดีพอ จะเห็นได้จากที่ ทนายความสามารถคิดค่าว่าความจากจำนวนเงินที่เรียกร้องได้ ทำให้อาจมุ่งเน้นว่าความให้ได้รับชัยชนะและเรียกร้องจำนวนเงินสูงๆ โดยอาจไม่สนใจความถูกต้องและความยุติธรรม (แรงจูงใจ) ซึ่งแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ที่ต้องระวังเรื่อง conflict of interest ที่มากกว่า เช่น วิชาชีพผู้สอบบัญชี ไม่สามารถคิดค่าสอบบัญชี ที่ยึดโยงกับตัวเลขในบัญชีได้

เมื่อศาลสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า หุ้นเป็นของคุณทักษิณ และเมื่อคุณทักษิณมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งเห็นได้จากรัฐสภาเลือกนายกฯ เพียงคนเดียว ไม่ได้มีหน้าที่เลือกรัฐมนตรีท่านอื่นด้วย

แล้วจะมาอ้างว่ารัฐมานตรีคนโน้นคนนี้ทำเอง แล้วคุณทักษิณในฐานะนายกฯ ไม่เกี่ยวด้วยนั้น มันไม่ตลกหรือ ฟังขึ้นหรือ อย่างนี้นายกฯ สามารถปัดความรับผิดชอบได้ทุกเรื่องเลยใช่ไหม คือรับแต่ชอบโดยไม่ต้องรับผิด

ส่วนอีกประเด็นก็คือ อาจารย์เขาอาจตั้งสมมติฐานว่า หุ้น Shin ต้องกำไรแน่ๆ จึงเห็นว่าคืน 4.6 หมื่นล้านไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่า อาจเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าได้ติดตามหุ้นในเครือ Shin เช่น

- ITV ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน ทำให้ ITV เจ๊ง จนมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับไม่มีค่าแล้ว

- ShinSat ถ้าทำตามสัญญาสัปทานทั้งหมด ก็น่าจะมีสภาพไม่แตกต่าง จะเห็นได้จาก
* การไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการยิงดาวเทียวไทยคม 4 เพื่อสำรองสำหรับไทยคม 3 แล้วมาอ้าว่าดวงที่ยิงขึ้นสำหรับโครงการ IPSTAR ถือเป็นดวงสำรองแทน ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะปรากฏว่า เมื่อไทยคม 3 เสียจริงๆ รัฐบาลต้องไปหาเช่าดาวเทียมจากที่อื่นมาแทน และแทนที่ ShinSat จะเป็นผู้จ่ายค่าเช่า กลับให้รัฐบาลเอาค่าประกันภัยจากการที่ไทยคม 3 เสียนั้นมาจ่ายแทน ทั้งๆ ที่ไทยคม 3 ถูกโอนเป็นของรัฐแล้ว ไม่ใช่ของ ShinSat ซึ่งรัฐควรได้รับทั้งค่าประกันภัยและมีไทยคม 4 สำรอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าต่างหาก

อีกทั้งดาวเทียมโครงการ IPSTAR ที่ ShinSat นำไปหาประโยชน์จากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต้องผ่านการประมูลขอสัมปทานใดๆ จากภาครัฐ เท่ากับรัฐบาลประเคนให้ ShinSat ไปเฉย

ซึ่งถ้าลองเทียบกลับมาว่า ถ้า ShinSat ปฏิบัติตามสัญญา ชะตากรรมก็ไม่น่าจะแตกต่างจาก ITV

- Advance ถ้าไม่ไปลดค่าสัมปทาน ไม่ลดค่าสรรพสามิต ไม่กีกันคู่แข่ง คู่แข่งก็จะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่านี้ รวมทั้งสามารถบีบให้ Advance ลดค่าบริการมาเร็วกว่านี้ และมากกว่านี้ได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้ง กทช. กสทช. ในสมัยนั้น เพราะถ้าสามารถแต่งตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใส ก็อาจจะมีผู้ใช้บริการมือถือของ AIS สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการ โดยยังคงเลขหมายเดิมได้

สุริยน นิติ มธ.๒๙

[quote=สุริยน นิติ มธ.๒๙]ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์ ทั้งห้า ท่าน แม้จะอยู่ในคณะ ที่มีทั้งคฌะบดี และ อธิการบดีที่ทำงานให้ คมช. แต่ท่านยังมีความกล้าหาญ แต่ผมเห็นว่า
คปค.ไม่ใช่รัฐฐาธิปปัตย์ เนื่องจากเข้ารับการโปรดเกล้า เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ ประกาศ และ องค์กรที่คปค.แต่งตั้งโดยไม่นำทูลเก้ลา ฯจึงไม่มีผล และ ไม่มีอำนาจ[/quote]

กล้าหรือหวังผลทางการเมือง หรือไม่ก็ไม่รอบคอบ ไม่สมกับเป็นนักวิชาการ

ความเห็นเพิ่มเติม
เป็นถึงระดับดาจารย์ แต่ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องเกี่ยวกับ conflict of interest

อาจเพราะนักกฎหมายไทย ไม่ได้ถูกสอนมาเรื่องนี้มาดีพอ จะเห็นได้จากที่ ทนายความสามารถคิดค่าว่าความจากจำนวนเงินที่เรียกร้องได้ ทำให้อาจมุ่งเน้นว่าความให้ได้รับชัยชนะและเรียกร้องจำนวนเงินสูงๆ โดยอาจไม่สนใจความถูกต้องและความยุติธรรม (แรงจูงใจ) ซึ่งแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ที่ต้องระวังเรื่อง conflict of interest ที่มากกว่า เช่น วิชาชีพผู้สอบบัญชี ไม่สามารถคิดค่าสอบบัญชี ที่ยึดโยงกับตัวเลขในบัญชีได้

เมื่อศาลสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า หุ้นเป็นของคุณทักษิณ และเมื่อคุณทักษิณมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งเห็นได้จากรัฐสภาเลือกนายกฯ เพียงคนเดียว ไม่ได้มีหน้าที่เลือกรัฐมนตรีท่านอื่นด้วย

แล้วจะมาอ้างว่ารัฐมานตรีคนโน้นคนนี้ทำเอง แล้วคุณทักษิณในฐานะนายกฯ ไม่เกี่ยวด้วยนั้น มันไม่ตลกหรือ ฟังขึ้นหรือ อย่างนี้นายกฯ สามารถปัดความรับผิดชอบได้ทุกเรื่องเลยใช่ไหม คือรับแต่ชอบโดยไม่ต้องรับผิด

ส่วนอีกประเด็นก็คือ อาจารย์เขาอาจตั้งสมมติฐานว่า หุ้น Shin ต้องกำไรแน่ๆ จึงเห็นว่าคืน 4.6 หมื่นล้านไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่า อาจเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง ถ้าได้ติดตามหุ้นในเครือ Shin เช่น

- ITV ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน ทำให้ ITV เจ๊ง จนมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่ากับไม่มีค่าแล้ว

- ShinSat ถ้าทำตามสัญญาสัปทานทั้งหมด ก็น่าจะมีสภาพไม่แตกต่าง จะเห็นได้จาก
* การไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการยิงดาวเทียวไทยคม 4 เพื่อสำรองสำหรับไทยคม 3 แล้วมาอ้าว่าดวงที่ยิงขึ้นสำหรับโครงการ IPSTAR ถือเป็นดวงสำรองแทน ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะปรากฏว่า เมื่อไทยคม 3 เสียจริงๆ รัฐบาลต้องไปหาเช่าดาวเทียมจากที่อื่นมาแทน และแทนที่ ShinSat จะเป็นผู้จ่ายค่าเช่า กลับให้รัฐบาลเอาค่าประกันภัยจากการที่ไทยคม 3 เสียนั้นมาจ่ายแทน ทั้งๆ ที่ไทยคม 3 ถูกโอนเป็นของรัฐแล้ว ไม่ใช่ของ ShinSat ซึ่งรัฐควรได้รับทั้งค่าประกันภัยและมีไทยคม 4 สำรอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าต่างหาก

อีกทั้งดาวเทียมโครงการ IPSTAR ที่ ShinSat นำไปหาประโยชน์จากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต้องผ่านการประมูลขอสัมปทานใดๆ จากภาครัฐ เท่ากับรัฐบาลประเคนให้ ShinSat ไปเฉย

ซึ่งถ้าลองเทียบกลับมาว่า ถ้า ShinSat ปฏิบัติตามสัญญา ชะตากรรมก็ไม่น่าจะแตกต่างจาก ITV

- Advance ถ้าไม่ไปลดค่าสัมปทาน ไม่ลดค่าสรรพสามิต ไม่กีกันคู่แข่ง คู่แข่งก็จะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่านี้ รวมทั้งสามารถบีบให้ Advance ลดค่าบริการมาเร็วกว่านี้ และมากกว่านี้ได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้ง กทช. กสทช. ในสมัยนั้น เพราะถ้าสามารถแต่งตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใส ก็อาจจะมีผู้ใช้บริการมือถือของ AIS สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการ โดยยังคงเลขหมายเดิมได้

ความคิดเห็นของ thepostman

ความคิดเห็นของ thepostman (visitor) (127.0.0.1 183.89.132.199) .. Fri, 2010-03-12 10:28
.......ถ้าไม่ต้องการความรุนแร

.......ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ซึ่งประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อทั้งสมาคมนักข่าว สภาการหนังสือพิมพ์ จะต้องใส่เสื้อขาวเดินทางไปยังสำนักงานของสื่อกระแสหลัก ที่ยุยงให้ “ฆ่ามันๆ” อ่านแถลงการณ์ประณาม โดยไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าไหน

ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องประณามพันธมิตร ที่ปลุกให้คนกรุงต่อต้านม็อบเสื้อแดง ..........แต

ในทัศนะของผม พวกหนี่งเสียงไม่เอาความรุนแรง รวมถึงนักคิดที่ชี้นำสังคมไทยอีกหลายคน ทีมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ 14 ตุลา และ พฤษภาทมิฬ บคคลเหล่านี้ผูกขาดชี้นำทางความคิดสังคมไทยมาเป็นเวลานาน จำนวนมากอายุ ร่วมเจ็ดสิบหรือกว่าเจ็ดสิบ พื้นฐานการศึกษา ดี จำนวนมากไม่เข้าใจโลกธุรกิจยุคใหม่ และหลายคนแปรเปลี่ยนไปอำมาตย์ไปแล้ว

ยอมรับเถอะครับ ว่า สังคมต้องเปลี่ยนแปลง และขบวนการเสื้อแดงได้สร้างนักคิดรุ่นใหม่ เกิดขึ้น
หลังรัฐประหาร 19 กันยา ไม่ปรากฎเงา ของ พวกหนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรงที่ ท้องสนามหลวง มีแต่กลุ่มโนเนม เช่น พิราบขาว คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และอีกหลาย ที่วันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเสื้อแดง นักคิดรุ่นใหม่ก็เริ่มจากจุดเล็กๆวันนั้น มีทั้งพวกอายุ 30-50 จบนอก จบใน ทีสำคัญหลายคนมีพื้นฐานอยูต่างจังหวัด

ในวันนี้นักคิด ชี้นำสังคม ไม่ได้มีเฉพาะพวกคุณอีกต่อไป

เราจะจัดการกับสังคมไทยในปัจจุ

เราจะจัดการกับสังคมไทยในปัจจุบันนี้อย่างไรดี?

ระบบไหนถึงจะเหมาะสมกับประเทศไทยในปัจจุบัน?

แล้วใครจะเป็นผู้เปลี่ยนล่ะ?

แล้วเขาจะยอมให้เปลี่ยนรึป่าวล่ะ?

ระยะนี้มีคนออกมารณรงค์เพื่อรั

ระยะนี้มีคนออกมารณรงค์เพื่อรับมือกับสถานการณ์แดงออกมาชุมนุมจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีเป้าประสงค์ตรงกันคือ เรียกร้องให้ยุติความรุนแรง แต่มีบริบทและเงื่อนไขที่แตกต่างกันของคนแต่ละกลุ่ม

ผมพูดถึงคนทั่วไปในสังคม ที่สะท้อนผ่านสื่อต่างๆ และ Social Network ไม่ได้หมายถึงพวกริบบิ้นขาว พวกกลางกลวง คนดีจอมปลอม และพวกฉวยโอกาสที่เป็นอีแอบในสังคมไทย

สำหรับผมแล้วการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้ มีเพียงเหตุผลเดียวคือ เพื่อล้มอำนาจรัฐและแก้ความผิดของทักษิณให้เป็นถูก โดยใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเหยื่อ

ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะมองไม่เห็นเหตุผลอื่นเลยว่า พวกเขาออกมาชุมนุมเพื่ออะไร เขากล่าวหาว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลเผด็จการก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้มาจากเสียงข้างมากในสภา ที่มีการเสนอโหวตระหว่างอภิสิทธิ์ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ กับพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่พรรคเพื่อไทยเสนอรายชื่อ

การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นกลางสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ และหลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ส.ส.ของพรรคนี้แตกตัวไปอยู่พรรคต่างๆ แต่มีจำนวนมากที่ไปอยู่พรรคใหม่ 2 พรรคคือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย เพียงแต่ฝ่ายที่อยู่พรรคภูมิใจไทยหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าจะบอกว่า รัฐบาลชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากคณะรัฐประหาร พูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญชุดนี้เป็นการลงประชามติทางตรงของประชาชนทั้งประเทศ ถ้าเสียงไม่รับเป็นเสียงข้างมากรัฐธรรมนูญชุดนี้จะต้องล้มเลิกไปในทันที

ตอนนั้นฝ่ายที่คัดค้านก็ยอมรับกติกามีการรณรงค์คัดค้านรัฐธรรมนูญชุดนี้อย่างกว้างขวาง มีการดีเบตทางโทรทัศน์ มีนักวิชาการชื่อดังที่คัดค้านร่วมรณรงค์จำนวนมาก ทั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และนิธิ เอียวศรีวงศ์ที่ยอมรับว่า เอาเงินทักษิณมารณรงค์ใช้ซื้อสื่ออย่างกว้างขวาง แต่ก็แพ้เสียงของประชาชนที่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

แต่ถ้าฝ่ายเสื้อแดงยังยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร ทำไมพวกเขาจึงไม่ออกมาขับไล่ รัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นเดียวกัน

ผมมองไม่เห็นเลยว่า พวกเขาสู้เพื่อประชาธิปไตยตรงไหน เพราะเราอยู่ในบรรยากาศของรัฐบาลประชาธิปไตยอยู่แล้ว และเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ปล่อยให้สื่อของฝ่ายตรงข้ามได้เกิดขึ้นยิ่งกว่าในยุคระบอบทักษิณ เปิดโอกาสให้แม้กระทั่งนักโทษหนีคุกสามารถออกทีวีปลุกระดมได้ทุกวัน

ผมคิดว่า หลายคนที่มีสติ จะเป็นปัญญาชนหรือไม่ก็ตาม ต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหากใช้สติคิดเพียงนิดเดียวก็รู้ว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างความผิดกับความถูก คนที่ทำผิดพยายามใส่ร้ายป้ายสีใช้เงิน ใช้พรรค ใช้หัวคะแนนเพื่อปลุกปั่นให้คนมาล้มอำนาจรัฐเพียงเพื่อเข้าไปใช้อำนาจรัฐแก้ความผิดของตัวเอง

ผมนึกถึงบรรยากาศ 6 ตุลา เมื่อได้ยินและเห็นบนเวทีอุดรธานี ที่นายสุพร อัตถาวงศ์ ชูรูปอภิสิทธิ์ที่เข้าเฝ้าฯ ในหลวงที่ศิริราช แล้วปลุกเร้าว่า เป็นการตีตนเสมอพระองค์

ผมจะออกมายืนเคียงข้างเพื่อนนักเขียนและสนับสนุนอย่างแน่นอน ถ้าการออกมาต่อสู้ของพลังประชาชนในนามกลุ่มเสื้อแดงนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ แต่เมื่อเราย้อนมองกลับไปในยุคที่ระบอบทักษิณเรืองอำนาจ เราเคยเห็นความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่ได้รับจากระบอบทักษิณหรือไม่ คำตอบนั้นมีอยู่แล้ว

ระบอบทักษิณใช้อำนาจรัฐในการจัดการกับประชาชนที่ไม่สวามิภักดิ์ ถ้าจังหวัดไหนไม่เลือกพรรคไทยรักไทยก็จะไม่ได้รับงบประมาณ ใครเป็นสื่อที่วิจารณ์จะถูกสั่งปิด และใช้อำนาจรัฐเข้าตรวจสอบการเงินและภาษีด้วยวิธีแบบเกสตาโป และกลั่นแกล้งทางธุรกิจต่างๆ นานา

มีการฆ่าประชาชนเหมือนผักปลาไม่ว่าจะเป็นที่กรือเซะ ตากใบ หรือฆ่าประชาชนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมด้วยข้อหายาเสพติดที่มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก

นอกจากนั้น การใช้อำนาจรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์จำนวนมหาศาลที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองใช้เวลาร่วม 7 ชั่วโมง ในการอธิบายความฉ้อฉลอย่างละเอียดทุกขั้นตอน

ผมไม่ตระหนกต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่น เท่ากับนักเขียนกลุ่มหนึ่ง ที่ร่วมกันลงชื่อ เพราะในจำนวนนั้นหลายคนเป็นเพื่อนของผม ผมคงไม่ถกเถียงว่า ประเด็นที่เขาเคลื่อนไหวถูกหรือผิด เพราะนั่นเป็นสิทธิและมุมมองของแต่ละคน แต่ชัดเจนว่า กลุ่มนี้ไม่ได้แอบแฝงว่า เป็นกลาง แต่พวกเขามีจุดยืนชัดเจนว่า สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง

ผมคงไม่ต้องนิยามว่า พวกเขาสนับสนุนทักษิณหรือไม่ ปล่อยให้สังคมคิดเอาเอง แต่ผมคิดว่า แม้แต่เด็กประถมก็รู้ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกปลุกปั่นออกมาชุมนุมนั้น เพราะพวกเขาคิดถึงความแตกต่างทางชนชั้นในสังคม หรือเพราะถูกแกนนำและทักษิณหลอกให้เชื่อว่า ทักษิณถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองกันแน่

ผมเห็นด้วยกับพวกเขาว่า คนไทยต้องเท่าเทียมกัน ผมเห็นด้วยว่า คนไทยต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ชุมนุม “โดยสันติ”

ผมเห็นด้วยกับเพื่อนนักเขียนของผม ต่อจุดยืนเพื่อ “ความเท่าเทียมกันของคน”อันงดงาม ผมเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของ “ความเป็นคนที่ไม่เท่าเทียมกัน” ของพวกเขา แต่ผมมองไม่เห็นจากกรณีของทักษิณที่ใช้คนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือ

และน่าเสียดาย ผมไม่เห็นเพื่อนนักเขียนของผมเหล่านั้น ออกมาประณามรัฐบาลที่สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 7 ตุลา หรือเพราะพวกเขาเหล่านั้น ไม่มีสิทธิใน “ความเป็นคน” อย่างเท่าเทียมกับคนเสื้อแดง

พวกเพื่อนนักเขียนของผมไม่ออกมาประณามการกระทำของคนเสื้อแดงต่อชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาของสื่อ และนักข่าวพลเมืองที่ร่วมบันทึกเหตุการณ์ รวมถึงการเผารถเมล์จำนวนมาก หรือเพราะพวกเขาเชื่อที่ตู่จตุพรพูดว่า เป็นการกระทำของฝ่ายตรงข้าม

พวกเขาไม่ออกมาปกป้อง “ความเป็นคน” ของชาวดินแดง ที่อกสั่นขวัญแขวนกับการขู่ระเบิดรถแก๊สของคนเสื้อแดง ที่มีสัญญาณโทรทัศน์ถ่ายทอดสด และสายตานักข่าวทั่วไทยและเทศประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า เป็นการกระทำของคนกลุ่มไหน

น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ออกมาคัดค้านการออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในยุคของรัฐบาลเสื้อแดงที่หวังล้อมปราบพันธมิตรฯ

พวกเขาไม่ออกมาประณามกลุ่มคนที่บุกมาทำร้ายพวกเราที่สถานี ปาระเบิด ยิงอาวุธสงครามเข้ามาถล่มสำนักงาน และพันธมิตรฯ ที่ถูกฆ่าตายนับสิบและเจ็บหลายร้อยคน หลายคนกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต

ผมชื่นชมเพื่อนนักเขียนของผมที่ประกาศว่า หากแม้นว่ามีเลือดแม้แต่หยดเดียวของประชาชนหยดลงสู่ผืนแผ่นดินไทย เราขอประกาศและขอเรียกร้องให้คนไทยผู้รักความเป็นธรรมทุกคน จงออกมาเคียงข้างคนเสื้อแดงบนท้องถนน

แต่ผมเสียดายที่ไม่ได้ยินว่า ถ้าคนเสื้อแดงทำกับประชาชนแบบที่นางเลิ้งหรือดินแดงหรือถ้าเลือดประชาชนถูกคนเสื้อแดงทำให้หยดลงบนแผ่นดิน พวกเขาจะมีความเป็นคนและเป็นธรรมอยู่ในหัวใจหรือไม่

ประชาไท คือ

ประชาไท คือ ที่รวมของขี้ข้าทักษิณ ประชาไท ประชาไท คือ ที่รวมของขี้ข้าทักษิณ คือ ที่รวมของขี้ข้าทักษิประชาไท คือ ที่รวมของขี้ข้าทักษิณ

ประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายบนเน็ท ประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายบนเน็ท ประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายบนเน็ทประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายน็ท

ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง

ประชาไท เสรีทางความคิด (ที่เชียร์ทรราชขายชาติทักษิณ เท่านั้น) ประชาไท เสรีทางความคิด (ที่เชียร์ทรราชขายชาติทักษิณ เท่านั้น) ประชาไท เสรีทางความคิด (ที่เชียร์ทรราชขายชาติทักษิณ เท่านั้น)

ประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายบนเน็ท ประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายบนเน็ท ประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายบนเน็ทประชาไท คือ ผู้ก่อการร้ายน็ท

ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง ประชาไท คือ ที่ปล่อยข้อมูลลวง

ประชาไท นับถือ 2 อย่าง สิ่งลวงชาติ และ ทรราชตักขี้ ประชาไท นับถือ 2 อย่าง สิ่งลวงชาติ และ ทรราชตักขี้ ประชาไท นับถือ 2 อย่าง สิ่งลวงชาติ และ ทรราชตักขี้

ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว (visitor) (127.0.0.1 192.168.3.66, 110.77.145.235) .. Fri, 2010-03-12 11:57
เราจะจัดการกับสังคมไทยในปัจจุ

เราจะจัดการกับสังคมไทยในปัจจุบันนี้อย่างไรดี?

ระบบไหนถึงจะเหมาะสมกับประเทศไทยในปัจจุบัน?

แล้วใครจะเป็นผู้เปลี่ยนล่ะ?

แล้วเขาจะยอมให้เปลี่ยนรึป่าวล่ะ?

reply
อ้างอิงความเห็นนี้

#298258 » ความคิดเห็นของ สงกรานต์ ผัว อีแอ๊บ (visitor) (127.0.0.1 222.123.61.66) .. Fri, 2010-03-12 11:58

แอ๊บเอง

[quote=แอ๊บเอง]ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว (visitor) (127.0.0.1 192.168.3.66, 110.77.145.235) .. Fri, 2010-03-12 11:57
เราจะจัดการกับสังคมไทยในปัจจุ

เราจะจัดการกับสังคมไทยในปัจจุบันนี้อย่างไรดี?

ระบบไหนถึงจะเหมาะสมกับประเทศไทยในปัจจุบัน?

แล้วใครจะเป็นผู้เปลี่ยนล่ะ?

แล้วเขาจะยอมให้เปลี่ยนรึป่าวล่ะ?

reply
อ้างอิงความเห็นนี้

#298258 » ความคิดเห็นของ สงกรานต์ ผัว อีแอ๊บ (visitor) (127.0.0.1 222.123.61.66) .. Fri, 2010-03-12 11:58[/quote]

ถามผัวอีอ้อดู

ถ้าไม่เชื่อ

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองไปถามบริษัทซีเมนต์โนเกีย หรือเอไอเอสดูก็ได้ว่า
ในแต่ละปีพวกเขาต้องเตรียมเงินเฉพาะไว้จัดเลี้ยงรับรองและเป็นค่าบริการพิเศษหลังการขาย
สำหรับพวกเหลือบริ้นไรนี้ปีละเท่าไหร่
ลองคำนวณดูเล่นๆ TOT ในประเทศไทยมีกี่แห่ง

นอกจากจะคอรัปชั่นเรื่องการซื้อขายอุปกรณ์แล้ว
บุคลากรในองค์กร โดยเฉพาะ TOT ยังทำงานเช้าชามเย็นชาม
แถมบางคนทำงานไม่เป็นอีกด้วย
เพราะหลังจากที่ซื้ออุปกรณ์โหลยๆไปแล้ว
แต่เวลาที่ของพังหรือใช้งานไม่ได้
กลับซ่อมแซมไม่ได้เลย ทำงานไม่เป็น
ทั้งๆที่ก็ทำงานในตำแหน่งเป็นวิศวกรทั้งนั้น จบโทรคมนาคมเอย อิเล็กเอย
แต่เป็นเด็กที่จบ ป.ตรี 4 ปี ไม่ใช่ปวส.ที่ไปต่อป.ตรีอีกที
ก็ที่นี่เขามีนโยบายไม่รับเด็กวิดวะที่จบป.ตรี ที่มาจากสายปวส.

น่าเสียดายเงินภาษีของประเทศที่พวกเขาถลุงไปในแต่ละปี
ไม่ว่าจะเป็นการคอรัปชั่นซื้อของเพงเกินราคา
ได้เงินเดือนที่สูงกว่าพวกข้าราชการที่เป็นภาครัฐ
หรือเงินโบนัสตอนสิ้นปีตบท้ายคนละ 2-5 เดือนเป็นอย่างน้อย

ตัวเองมีพฤติกรรมเลวร้ายแค่ไหนไม่เคยเหลียวกลับมามองดู
ดีแต่ด่าว่าทักษิณอย่างหน้าด้านๆว่าคดโกงประเทศชาติ

พวกเราก็ไม่มีเขาอยู่บนหัวและก็ไม่ได้กินหญ้านะ
แต่ทำไมถึงคิดว่าพวกเราจะเป็นควาย
ไม่รู้ไม่เห็นเรื่องการกระทำของท่านหละ

ทำงานเช้าชามเย็นชาม

*ประชาชนคือเหยื่อ...รัฐประหาร

*ประชาชนคือเหยื่อ...รัฐประหาร
ตุลาการ วิบัติ ขยาดแขยง
ขอเป็นเหยื่อ ครั้งสุดท้าย ความร้ายแรง
คนเสื้อแดง ร่วมกันสู้ ชูธงชัย

*ต้องให้เป็น รัฐประหาร ครั้งสุดท้าย
คนมากมาย ต่อสู้ ผู้ยิ่งใหญ่
สู้อำนาจ อำมาตยา ธิปไตย
ลบล้างความจัญไร...ให้สิ้นลง

*ลุกขึ้นเถิด ประชาไท หัวใจแดง
มาร่วมแรง ร่วมใจ ให้กล้าแกร่ง
ตั้งใจสู้ โดยสันติ มิรุนแรง
นอกจากมาร ยุทธแย้ง แกล้งฆ่าเรา

*ที่สิบสอง มีนา มาพร้อมพรั่ง
ไม่หยุดยั้ง พลังใจ ไม่คิดเผา
รักบ้านเมือง ยิ่งใหญ่ ไม่มัวเมา
รวมพวกเรา ฝ่ายประชาธิปไตย

ประเด็นซุกหุ้นไม่ได้วิเคราะห์

ประเด็นซุกหุ้นไม่ได้วิเคราะห์ไว้แปลว่าทุกท่านเห็นด้วยกับคำพิพากษาซิครับ คือทักษิณยังถือหุ้นชินฯอยู่ตลอดช่วงที่เป็นนายกผ่านบริษัทนอมินีหลายบริษัท

สรุปหลักกฎหมายที่ ห้า

สรุปหลักกฎหมายที่ ห้า อาจารย์ใช้

หนึ่ง ทักษิณ ถูกเสมอ
สอง ผู้บริหารประเทศโกงได้ ขอให้ประเทศได้ประโยชน์ (สงสัยจะอินกับแมคคิวาเอลี่มากไปหน่อย)

โดยอ้างอิงว่า ปล่อยกู้เอ็กซิมแบงค์ ประเทศอาจได้ประโยชน์จากการเจรจา เช่น กาซธรรมชาติ

ไม่รู้ว่าสอนกฎหมายปกครองได้อย่างไร การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือผู้ใช้อำนาจมหาชน เขายึดหลักที่พิเศษกว่า กฎหมายมหาชน แต่เห็นว่าเป็นทักษิณ เลยเอียง อคติ อ้างนิติรัฐเฉพาะประเด็นที่ตนได้ประโยชน์ ทั้งที่กรณีนี้ไม่ได้ละเมิดนิติรัฐด้วยซ้ำ สิ่งที่เราต้องการคือการตรวจสอบอำนาจรัฐ และศาลที่ตัดสินก็มีอิสระ แม้จะมีกระบวนการพิเศษหรือการสอบสวนหรือทำสำนวนด้วยวิธีพิเศษ แต่ศาลก็ใช้ระบบไต่สวน หากมีสิ่งใดไม่น่ารับฟัง อาจารย์คิดว่าศาลจะกล้าทรยศความยุติธรรมเช่นนั้นเลยหรือ

ถ้าคิดเช่นนั้นจริง องค์คณะที่ถูกคัดโดยที่ประชุมศาลฎีกา หากสั่งการได้ แสดงว่าศาลฎีกาไทย ก็ไร้ซึ่งอิสระโดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนั้นคงไม่มีใครยอมได้ แต่นี่ มันแค่ความคิดอันเป็นอัตตวิสัยในตัวของ ห้าอาจารย์ ที่มีธงตั้งแต่แรกแล้วว่าทักษิณถูกเสมอ เลยไม่มีข้อสนับสนุนใดที่ดีไปกว่า กระบวนการยุติธรรมบัญชาได้

เรื่องทั้งหลาย ไม่อาจช่วยไม่ได้ ในเมื่อประชาชนจำนวนมาก ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครองของรัฐ สงสัยผู้ปกครอง แต่ผู้ปกครองจอมเผด็จการแบบทักษิณ ไม่เคยสนใจ แล้วประชาชนเหล่านี้จะคิดอย่างไร ก็ต้องรอพิสูจน์ ความจริงในศาล ซึ่งแน่นอน ศาลย่อมมีข้อเท็จจริงที่มากกว่า คนทั่วไป หรือแม้กระทั่งห้าอาจารย์

ในเมื่อทักษิณสู้คดีโดยทีมทนายที่เก่งที่สุดของประเทศ ยังไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ เรื่องราวก็น่ายุติ เพราะทนายเหล่านี้ ไม่เห็นมีใครออกมาประท้วงหรือแสดงท่าที อย่างที่ถูกห้าอาจารย์ใส่ร้ายเลย

น่าเสียใจที่อาจารย์เหล่านี้เป็นคณะหนึ่งที่ไม่เชื่อศาลแต่เชื่อถือแต่ตนเอง และพร่ำสอนผู้อื่นว่า โกงได้ ขอให้ได้ประโยชน์

*คนเสื้อแดง มาโดย

*คนเสื้อแดง มาโดย สันติวิธี
มาโดยสิทธิ์ เสรี ที่สร้างสรรค์
มีกฎหมาย รองรับ รับประกัน
รัฐบาล อย่าบั่น ความชอบธรรม

*คนเสื้อแดง ไม่มุ่งก่อ ความรุนแรง
เว้นแต่มาร กำแหง เข้าหั่นห้ำ
คนเสื้อแดง รู้ผิดชอบ แม้บอบช้ำ
ถูกกระทำ ย่ำยี อยู่ฝ่ายเดียว

*ที่สิบสอง ถึงสิบสี่ มีนาคม
ช่วยกันล้ม รัฐบาล ทหารเกี่ยว
เพื่อประชาธิปไตย ไม่ลดเลี้ยว
รัฐประหาร แห้งเหี่ยว เหือดหายไป

*มากันทั่ว ทุกทิศ แลทุกทาง
มากันอย่าง ตั้งใจ ไม่หวั่นไหว
ประชาชน สวัสดี มีขัย
รัฐประหาร จัญไร พินาศลง

FFF FFF สรุป : "

FFF
FFF

สรุป :

" จงตรวจสอบอำนาจฝ่ายตุลาการ
อย่างเข้มข้นรอบด้าน
เหมือนกับที่
ตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหาร/และฝ่ายนิติบัญญัติ "
--------------------------------------------------

FFF
FFF

กีฬาไทยๆ ท้องถิ่นบ้านเรา

กีฬาไทยๆ ท้องถิ่นบ้านเรา โฮะๆ... ตวามเห็นไม่ตรงกันการพนันก็ตามมา ระหว่างไก่เมืองเชิงดี แรงน้อย ใจเสาะ กับไก่บ้านนอก ตีสะเปะสะปะ แต่แรงดีใจถึง

ศิษย์เก่านิติ มธ.

[quote=ศิษย์เก่านิติ มธ.]อ่านผ่าน ๆ คร่าว ๆ ใน NET ไปก่อน ถึงบ้านจะพริ้นต์อ่านให้ละเอียด

ต้องขอคารวะอาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้ง 5 ท่าน

อาจารย์ปรีดี ถ้าท่านทราบ ท่านคงภูมิใจนะครับ[/quote]

อาจารย์ปรีดีคงตรอมใจที่ธรรมศาสตร์รับคนอย่างนี้มาสอนนักศึกษา นักศึกษาคงตรอมใจที่อาจารย์อย่างนี้มาสอนตัวเอง เห็นชื่อก็เห็นยี่ห้อแล้วคับ อย่าพูดให้เห็นลายมากกว่านี้เลย

Anonymous wrote:M.1

[quote=Anonymous][quote=M.1]ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด.....มิน่าคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัย ไม่มีประเด็นใหนฟันธงว่า "ทุจริต" แม้แต่ประเด็นเดียว อาจเพราะรู้อยู่แก่ใจนั้นเอง!!....กฎหมายมันก็เรียนจากตำราเดียวกันทั้งนั้นนี่นา!![/quote]

ไอ้ควาย M1 แหกตาศึกษากฎหมายซะบ้างซิครับ กรณีนี้ไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง มันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไอ้หนูหัดอ่านกฎหมายให้เยอะๆหน่อย เรื่องนี้มันไม่ใช่ประเด็นทุจริต แต่มันเป็นประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แม่งงี่เง่าสิ้นดี ตะแบงไปเรื่อยๆ คนอะไรวะ โง่ฉิบหาย[/quote]

สะใจครับ...ขอบคุณที่อัดได้ชัดเจน

คิดให้ได้ wrote:ศิษย์เก่านิติ

[quote=คิดให้ได้][quote=ศิษย์เก่านิติ มธ.]อ่านผ่าน ๆ คร่าว ๆ ใน NET ไปก่อน ถึงบ้านจะพริ้นต์อ่านให้ละเอียด

ต้องขอคารวะอาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้ง 5 ท่าน

อาจารย์ปรีดี ถ้าท่านทราบ ท่านคงภูมิใจนะครับ[/quote]

อาจารย์ปรีดีคงตรอมใจที่ธรรมศาสตร์รับคนอย่างนี้มาสอนนักศึกษา นักศึกษาคงตรอมใจที่อาจารย์อย่างนี้มาสอนตัวเอง เห็นชื่อก็เห็นยี่ห้อแล้วคับ อย่าพูดให้เห็นลายมากกว่านี้เลย[/quote]
เกียรติประวัติของอาจารย์วรเจต คือ คนไทยคนแรกที่ได้เกียรตินิยมสูงสุดยอดเยี่ยมจากเยอรมัน เป็นความภูมืใจของอาจารย์ปรีดี และ อาจารย์สมยศ คนที่ดูถูก วรเจต คงแค่ขี้ตีนของเค้า ผมขอเป็นกำลังใจในความเป็นกลาง ชอบมากในประเด็น ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารโดยแท้ (มิฉนั้นประเทศกลายเป็นบริหารโดยนักกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีความสามารถในการบริหารธุรกิจ)

หากอาจารย์ที่เห็นลายมานาน

หากอาจารย์ที่เห็นลายมานาน น่าจะเป็นประนาธาน ที่ออกไทยพีบีเอส ประจำ และ ก็มีบทพิสูจในบั้นปลายคือ เป็นคนของปชป. แต่อาจารย์วรเจต ยังไม่มีแม้แต่แนวโน้ม และ คอนเนคชั่น โปรดให้ความเป็นธรรมหน่อย
และอย่างวรเจต หากจะเป็นตุลาการนั้นง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก

ลุงคนเดิม

[quote=ลุงคนเดิม]หลักการที่ห้าอาจารย์ไม่ยอมรับกฎหมายของคณะรัฐประหารก็น่าสนใจ
ฉะนั้น ถ้าโจรคนใดบุกปล้นบ้านห้าอาจารย์ก็คงไม่ควรจะมีความผิด
เพราะความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340
ก็มาจากประกาศคณะปฏิวัติ ในปี 2514....(ฮา)

อย่าไปบ้ารัฐประหาร เผด็จการ ประชาธิปไตย ให้มันมากนักเลย
การตัดสินคดีโดยตุลาการเขาใช้เกณฑ์ยุติธรรมคุณธรรมชี้ขาดชั่ว-ดี
ไม่ได้ใช้เกณฑ์ประชาธิปไตย-เผด็จการอะไรอย่างที่คุณคิด
ไม่งั้นก็เหมือนเอาช้อนกินข้าวไปตักขี้...คงวุ่นวายน่าดูชม

อ้อ...กลับไปศึกษาวิธีพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองให้ดีกว่านี้ก่อนนะ
โดยเฉพาะเรื่องภาระการพิสูจน์ หน้าที่นำสืบ อะไรประมาณนั้น
แล้วค่อยตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ว่าจะวิจารณ์ศาลดีไหม นะจารย์นะ...(ฮา)[/quote]
เมาแล้วลุง ๑.ถึงไม่มีปว.ก็ยังมีปอ.ก่อนแก้ไข และ หลังพฤษภาทมิฬ นิติประเพณีที่ยอมรับคือพระองค์ท่านเท่านั้นที่เป็นรัฐฐาธิปปัตย์ คปค.จึงต้องเข้ารับการโปรดเกล้า และ ไม่อาจนิรโทษกรรมตนเองได้ (ความเห็นของอาจารย์ทั้งห้าเพียงแต่ไม่ยอมรับรัฐประหาร แต่ความจริงแล้ว คปค.ไม่ใช่รัฐฐาธิปปัตย์)
๒.คนดีหรือชั่วไม่ได้เอาความคิดตุลาการเป็นเกณฑ์ แต่เอาพยานหลักฐาน ตุลาการพึงละอคติ
๓.หากเป็นระบบไต่สวนที่ตุลาการเลือกใช้ ตุลาการยิ่งต้องถามจนได้ความจริงที่มากกว่านี้เพระเป็นหน้าที่ของตุลาการที่ต้องแสวงหาความจริง
โครต ฮาตาลุงเลย คนแก่ตกยุค

คุณLove Thaksin 1.

คุณLove Thaksin
1. การที่คุณท่านสนธิ ลิ้มทองกุล เอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปทำมิดีมิร้ายกับพระบรมรูปทรงม้า
ทำไมถึงไม่โดนข้อหาหมิ่นฯ และยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ มนต์ดำ ตอนนั้นเนวินยังอยู่ฝั่งทักษิณ เนวินเชื่อในมนต์เขมร
ถ้าคุณจำได้เรื่องทุบสิวลึงค์ที่ปราสาทหินพิมาย
การสร้างพระชินวัตรมุนี(ที่อินเดียก็มีที่วัดเนรัญชลาริมแม่น้ำ ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเอาชื่อตัวเองไปตั้งชื่อพระพุทธรูปเท่าเท่าพระพุทธรูปจปร.)ในวัดที่นาเกลือขึ้นและย้ายพระสยามเทวาธิราชที่วัดนั้นลงมาข้างล่าง
การเข้าไปประกอบพิธีของทักษิณที่ว้ดพระแก้ว
การประกอบพิธีที่ทำเนียบ รัฐสภา ของหมอเขมร โดยมีการทำพิธีทางพราหมก่อน แล้วหมอเขมรก็เข้ามาทำพิธีต่อจากนั้น
และที่สล้างไปตั้งเต้นท์ที่ลานด้านหลังพระรูปทรงม้า ระหว่างทำพิธีมีพายุฟ้าผ่าลงมากลางเต้นท์พิธิ จนผู้ทำพิธีหมอเขมรวิ่งกระเจิงหนีไปทางเขาดิน ทางพธม.ได้ติดตามการกระทำตลอดเวลา เพราะตอนนั้นเราอยู่ในทำเนียบ และมีผู้มีความรู้ทางคุนไสยที่เป็นพธม. แจ้งว่ามีหมอเขมรมาทำพิธีสะกดวิญญาณของพระองค์ท่านไว้โดยการฝังอะไรบางอย่างไว้ผมจำไม่ได้รอบๆพระบรมรูป พอรุ่งเช้าทางหมอทำพิธีของเราก็เข้าไปเอาออก และแก้พิธี คุณสนธิเล่าไปบางทีก็เอามัน บอกว่าวิธีแก้ก็เอาของผู้หญิงที่ใช้แล้วไปแก้เพื่อเอาฮา แต่คุณสนธิไม่ได้ไปแก้เองหรอก มีหมอพิธีไปจัดการเองซึ่งก็ไม่รู้เขาใช้วิธีนี้หรือไม่
ส่วนตัวผมเองก็เชื่อว่ามีมนต์ขาว ถ้ามีมนต์ขาวก็ต้องมีมนต์ดำ แต่ไม่เคยสนใจกับพวกมนต์ดำหรอกเพราะคนที่ทำมนต์ดำจะมีกรรมติดตัว คำถามที่เหลือผมจะรีบตอบให้ครับ ตอนนี้ของไปทำงานก่อน
อ้อ ยังมีอีกเรื่อง คือพระพรหมที่รร.เอรวัณโดนแทกซี่ทุบ เพื่อสร้างใหม่แล้วก็บรรจุวัตถุที่เป็นของทักษิณหรือใครไม่ทราบไม่ช้ดเจน เพื่อให้คนไปกราบไหว้ทุกๆวัน แล้วแท็กซี่ที่ทุบก็ถูกตีจนตาย แต่เรื่องนี้ก็มีพราหมไปแก้เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน

แสดงความโง่ งมงายออกมาจนได้

ครับไม่มีเวลาได้อ่านฉบับเต็ม(

ครับไม่มีเวลาได้อ่านฉบับเต็ม(เพราะมันยาวจัด) แต่พอได้อ่านคร่าวๆก็ดีที่ได้อ่านฉบับย่อมาคือมันเท่าๆกัน เพราะเราไม่ใช่ผู้เชื่ยวชาญด้านกฏหมาย จึงต้องใช้การอ่านแบบจับประเด็นและหาแมสเซสที่ชัดเจน? ไม่สามารถมาจับผิดที่ข้อแย้งในนนั้นเป็นเรื่องๆ

ผมได้ตอบภาคย่อไปแล้ว และให้ความเห็นไว้ก่อนตัดสิน ด้วยซ้ำ นั้นคือเตือนศาลเรื่องการพิจาณาฐานความผิดเชิงนโยบาย ในประเด็นความผิดคดีอาญาทางการเมือง เรื่องนี้มันชี้ข้อจำกัดเชิง"อัตวิสัย"สูงมาศาลจึงต้องระวังให้มากต้องชัดเจนเท่านั้น เช่นที่ผมได้ยกกรณี ประเด็นนโยบายยุทธศาสตร์ความมั่นคง

ทั้งความมั่นคงทางการทหาร,พลังงานและเศรษฐกิจ,การประเมินความเสียหายต่อรัฐ เช่นที่ผมเคยยกตัวอย่าง การซื้อF16 งบการทหารที่บางที่ไม่เคยได้ใช่เลยจนปลดประจำการณ์เพราะคาดการณ์ความมั่นคงของฝ่ายบริหารผิดจนเข้าข่ายเสียหายต่อรัฐ

หรือเอื้อไม่เอื้อ จนถึงข้อจำกัดในเงื่อนไขการจัดซื้อที่ไม่ปกติ?(มันหาธรรมาภิบาลมากในงบการทหารแบบไทยๆ) บางที่ถ้าจะตั้งธงหาเรื่องแบบนี้ มันก็อาจจะมีมูลให้ไต๋สวนโดนได้ทั้งนั้น?

แล้วนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ ความมั่นคงที่เกี่ยวกับวิสัยทัศน์(โยงอัตวิสัยมาก) เช่นกรณีกับพม่าผมเคยยกไว้แล้วว่าอะไรไปหาอ่านของเก่าเอาว่ายุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศต่อผลประโยชน์ร่วมระยะยาวมันมีเงื่อนไขพิเศษในนโยบายรัฐต่องานฝ่ายบริหารอย่างไร?

แต่กระบวนกว่าจะมาเป็นนโยบายมันได้ยึดโยงอะไรบ้าง เช่นนโยบายการหาเสียงพรรคที่ยึดโยงฐานเสียงก่อนจะได้ประชามติให้มาบริหาร

มันได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนการใช้อำนาจผ่านเครื่องกรองอะไรบ้าง การมองยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของฝ่ายบริหาร มันโครงสร้างกระบวนการตัดสินใจ มันใช้อย่างมีเงื่อนไขมาก เกินกว่าศาลจะไปมั่วเอาผิดในฐานความผิดต่อบุคคล ลักษณะแบบนี้ที่ออกมานี้(มันไปในทางเลือกปฎิบัติหลายมาตรฐานหรือไม่? หรือมันเป็นมาตรฐานเดียวแบบธงเล่นเฉพาะการเอาผิดคดีนี้คดีเดียว หรือไม่? บนความไม่มีมาตรฐาน(มั่วของศาล)

แล้วถ้าเกิดมันกลายไปเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นแบบมั่วได้ใจแบบนี้ล่ะ?(มันจะเป็นกรณีฆาตรกรรมต่อเนื่องแบบยุบพรรคจับตอน111กกหมายย้อนหลักผิดหลักนิติธรรม แล้วยังเอามาสร้างเงื่อนไขแบบฆาตรกรต่อเนื่อง มายังอีกหลายๆพรรคเช่นยุบพรรคจับตอนภาคสอง109 แม้เจตนาคือสร้างเครื่องมือกรองนักการเมืองน้ำเน่า ต้องกรองแบบเข้ม แต่วิธีการฆาตรกรรต่อเนื่องด้วยกฎหมายขัดหลักนิติธรรมที่ยกมาจากประกาศคปค.ปี49มใส่ไว้ในม.237กกหมายขัดหลักนิติธรรมเอาไปใช้กับใครก็คือฆาตรกรดีดีนี่เอง?

ความเสียหายมันจะมหาศาลไหม?ตอกย้ำความอยุติธรรมด้วยอำนาจตุลาการไหม? เพราะการพิจารณาแต่ล่ะคดีมีการอ้างอิงเทียบเคียงต่อกรณีคดีตัวอย่างนี้ เพราะธงเอาผิดคนๆเดียวหรือไม่มันจึงมั่วหลักนิติธรรมนิติรัฐได้ใจขนาดนี้

ที่ผมกล้าชี้ เพราะในเงื่อนไขข้อจำกัดในบทบาทหน้าที่ทางตุลาการ ต่อเรื่องนี้มันมีเงื่อนไขเชิงอัตวิสัย แม้จะเทียบเคียงเครื่องมือทางกฎหมายระดับอำนาจศาล แต่บนข้อจำกัดแบบนี้?

การใช้อำนาจนี้จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังจะใช้แบบเคร่งครัด หรือแอคทีฟเซฟฯจนส่อไปทางมั่วหลายเรื่องแบบนี้ไม่ได้? ผมเตือนแล้วไม่ใช่ไม่เตือน? แต่ยังดื้อหรือยังถือว่ารับอำนาจตามใบสั่งใครมา?(ตรงนี้อาจจะมองว่าข้อกล่าวหาศาลแต่ เอาข้อเท็จจริงทางวิชาการมากางอย่างตรงไปตรงมาดีกว่า ว่าใช่ไหม?)อย่างกรณ๊5อ.แย้งหลังผมและมาทางเดียวกับผมนี่ชัดไหม?

หรือถ้าจะยอมรับให้โย่สิ?ว่าใช่? ไม่ใช่? ศาลกล้าสาบานต่อหน้าผมไหม?เอาสิศาลก็ศาลเถอะฬใครมันจะศักดิ์สิทธิ หรือใครสักดิสัทธิ์อัลลอยด์ ผมเคยท้ามาแล้วในนี้? ไปดูของเก่าเอาว่าไง?บ้าง เอาสิใครจะถูกประหารหรือใครจะได้คลานป๊อกๆฉี่ ?หรือเลือกทานแบบพระโคราชพิธีที่ผมให้ฉายาไว้นั้นคือ"ศาลพระโคนั่งแท่น"

คือ แม้ความเห็น5อ.มันจะคือข้อมูลทางวิชาการผ่าน"อัตวิสัย" ที่มันโยงความน่าเชื่อถือน้อยกว่าศาล แต่ถ้ามาแยกแยะประเด็นที่ค้านแต่ล่ะอันด้วยเหตุด้วยผลกำกับแบบวิชาการ ขอ5อ.ชี้ชัด หลายเรื่องเชิงประจักษ์ได้มากกว่าศาล(หลายเท่าลองให้ศาลที่ตรงไปตรงมามาดูทุกศาลได้เลยในโลกว่าใครตรงใครเอียงเหล่เป๋ห่าวทางวิชาการ)?

ที่พอไปพิจารณาที่มาฯ และเนื้อหาคำตัดสินจนมันได้ผลเป็นมาตรฐานแบบ"ศาลพระโคนั่งแท่น" แบบนี้ไม่ต้องอ่านคดีบนศาลฎีกาฯให้มันดูสง่า น่าเชื่อถือ เกินตัวตนที่แสดงในบทบาทหน้าที่ให้ผลออกมาแบบนี้หรอกครับ เปลืองตังค์ภาษี?

ผมว่าเราใช้งานพระโคราชพิธีแรกนาฯดีกว่า? มาเสี่ยงถายคำตัดสิน ตามทฤษฎี"โคกินหญ้า"ที่คตส.ชงมาให้ เพราะที่มาทั้งเนื้อหาการพิจารณา ศาลอ่านเอาจากต้นฉบับคตส.เจ้าของทฤษฎีโคกินหญ้านั้นน่ะหมดเลย???

ดังนั้นใช้ทำไมศาลถ้าผลลัพธ์มันเท่ากับพระโคราชพิธี? (ให้เกียรติเรียกพระโคแล้วน่ะดีไม่บอกตรงๆว่าน้าวัวๆ) นั้นคือ เอาถาดภัตราหาร, มังสาหาร,ธัญญาหารให้พระโคเลือกเอาว่าจะเสี่ยงทายคำตัดสินออกมาแบบไหน? ตามที่เขาเตี้ยมหรือฝึกไว้ให้ แค่นั้น?เพราะวันนนั้นศาลได้ใช้พฤติกรรมแบบนั้นจริงๆไหมเช่นอ้างประกาศคปค.รับรองอำนาจโจรบนที่มาว่าอำนาจอะไรสนตะพายศาล

จะไปใช้ศาลคนเหมือนกันให้มันได้มาตรวจคนตามจริตคนเหมือนกันทำไมก็ในเมื่อคนที่โดนสนตะพาย มันตรงมาตรงไปที่ไหน? เอาพระโคนี่ล่ะแน่นอนกว่า? ดูศักดิ์สิทธิกว่าเขายังมีจริตตรงๆเป็นพาหนะเทพฯ ไม่ใช่เป็นพาหนะให้คน?จนเขาจูงได้แบบนี้ ไม่มีอัตตวิสัยที่พิการแบบศาลวันนั้น

จนได้ฉายานี้"ศาลพระโคนั่งแท่น"อึ! อีกที?หมั่นไส้? จะไม่แบบนี้ได้ไง เอาสิกล้ารับคำท้าผมไหม?ที่ท้าไว้ก่อนหน้านั้น เอาสิใครมันจะคอขาด(ผมเดิมพันด้วยหัว เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้วเสียไปคนแล้ว ? มีแต่ชีวิตผมนี่ล่ะจะเสียให้อีกคนเพื่อแลกกับคำอบรมศาลพระโคนั่งแท่นนี้?)

เอาสิหรือใครมันจะหัวขาด? หรือใครมันจะได้คลานมาหาผมพร้อมกับ เลือกทานเอา แบบพระโค?ราชพิธี? และต้องคลานป๊อกๆฉี่ที่ไปกล่าวหาใครต่อใครผ่านสื่อว่าหมาแบบนั้นหมาแบบนี้? เล่นกระแสหมาบ้านี้กันสะเพลิน กันเลย? ไม่รู้ใครมันบ้ากว่าใคร แต่หมาจรจัดมันยึดมั่น หยิ่งในศักดิ์ศรีความอิสระ,รักความถูกต้องของมัน? มันไม่เคยใช่วิสัยหมาหมู่ หรือหมาลอบกัดแบบใคร? อย่างที่มาลอบกัดมันกับวิสัยหมาหมู่นั้น? หรือหมามีปลอกคอให้เขาจูงได้ภายใต้"แมตทริกซ์สยามซู"นี้???

อ้อครับมันจะผิดมารยาท

อ้อครับมันจะผิดมารยาท ถ้าผมไม่ให้ฉายา คตส.(ลูกโจรทำการปฎิสนธิผ่านคอมอซอ)นั้นคือ

คอ.ตัวแรกคือบั่นคอมันตามใบสั่งเจ้าของระบอบสวนสัตว์ปชต.ไม้ดัด? ธงบั่นคอนี่มันพอกับข้อกล่าวหาแบบแม่เสือกับลูกวัวกินน้ำในลำธารเดียวกันสิ่งพิสูจน์คือ"ทฤษฎีโคกินหญ้า)ของคตส.

ตอ.คือระบบยุติธรรมเจอตอแน่? ถ้ามาเจอศาลพระโคนั้งแท่นแบบนี้ เพราะเขาบรรจงเต็มบรรทัดที่จะนวดหน้ามันด้วยฝ่าเท้าอย่างพอเพียงแบบแรกหน้าด้วยผ่าเท้ามันอย่างพอเพียง จากจากสาลพระโคนั้งแท่น ด้วยกระบวนการ"ยุติโดยทำ"(ตีนทำ)

สอ. ก็คือสอพลอ ตามโจทย์ตามใบสั่ง(ตุลาการอภิบาลนุมัติหรือปฎิวัติโดยศาล)นั้นคือใบสั่งให้"ยุติโดยทำ"(ตีนทำคหกรรมนวดหน้าด้วยฝ่าเท้าปรุงโดย"ศาลพระโคนั้งแท่น")

มันจึงได้ปรุงเสร็จตั้งแต่ในซอง? เป็นคำตัดสินสำเร็จรูปที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีจาก คอมอซอ พ่อ คอตอสอนี่คือที่มาของฉายาคอตอสอครับ???

ลุงคนเดิม

[quote=ลุงคนเดิม]หลักการที่ห้าอาจารย์ไม่ยอมรับกฎหมายของคณะรัฐประหารก็น่าสนใจ
ฉะนั้น ถ้าโจรคนใดบุกปล้นบ้านห้าอาจารย์ก็คงไม่ควรจะมีความผิด
เพราะความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340
ก็มาจากประกาศคณะปฏิวัติ ในปี 2514....(ฮา)

อย่าไปบ้ารัฐประหาร เผด็จการ ประชาธิปไตย ให้มันมากนักเลย
การตัดสินคดีโดยตุลาการเขาใช้เกณฑ์ยุติธรรมคุณธรรมชี้ขาดชั่ว-ดี
ไม่ได้ใช้เกณฑ์ประชาธิปไตย-เผด็จการอะไรอย่างที่คุณคิด
ไม่งั้นก็เหมือนเอาช้อนกินข้าวไปตักขี้...คงวุ่นวายน่าดูชม

อ้อ...กลับไปศึกษาวิธีพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองให้ดีกว่านี้ก่อนนะ
โดยเฉพาะเรื่องภาระการพิสูจน์ หน้าที่นำสืบ อะไรประมาณนั้น
แล้วค่อยตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ว่าจะวิจารณ์ศาลดีไหม นะจารย์นะ...(ฮา)[/quote]

ปล้นทรัพย์ เปน กม. สากล, ไม่ว่า รบ. ไหนมา ก็ต้อง ออก กม. นี้.
แต่ กม. คตส. ไม่เป็นสากล และ มุ่งล้มล้าง รบ.ทักษิณ โดยตรง.
ตามบทความ น่าจะสื่อถึงว่า ศาล ไม่ควร ยอมรับ กม. ที่ออกมาเพื่อ ล้มล้างศัตรูทางการเมือง.

ครับคุณ"ลุงคนเดิม"

ครับคุณ"ลุงคนเดิม" 5อ.เขาไม่ได้ค้านแค่ที่มา(ที่มาจากโจรจริงๆมันก็ผิดนั้นล่ะอย่าตะแบงเลยเพราะกระดุมเม็ดแรกมันผิดแล้วจะไปโทษเม็ดสุดท้ายที่มันเหลือเศษหาที่ติดหาข้อสรุปไม่ได้แบบนี้ทำไม)

เคยดูกรณีแพะเชอรรี่แอนฯไหมสมัยนั้นสาเหตุเพราะ กระบวนการชั้นต้นของกระบวนการยุติธรรมสมัยนั้นผุกขาดแค่การชงพยานหลักฐานของงานตำรวจว่าจะชงความผิดหวานให้ศาลตบว่าจะเอาแพะคนไหนไปบั่นคอ

ที่สะท้อนว่ากระบวนการชั้นต้นหรือต้นน้ำของปัญหาอยู่ไหน กระดุมเม็ดแรกติดผิดอย่างไรที่สุดเหลือดเม็ดสุดท้ายให้ศาลติดมั่วมาแบบนี้มันจบไม่ลงเพราะอะไรนี่แค่ที่มาส่วนเนื้อหา ก้อย่างที่5องและที่ผมค้านในนี้ก่อน5อ.ที่เคยท้าศาลไว้นั้นน่ะ อย่าตะแบงกันอีกเลยครับ เหนื่อยที่จะชี้แจงแล้วครับ???

ครับเมื่อคืนยังเห็นอ.เสรี(วงค

ครับเมื่อคืนยังเห็นอ.เสรี(วงค์มณฑา) ฉายาผมเคยให้ไว้แล้วนั้นคือ "สาหรี่ หลงมนต์ตรา"(คำอธิบายเคยให้ไว้แล้วไปหาอ่านของเก่าเอาเปลืองพื้นที่ เพราะมันไร้ราคา) กับรายการ"เกาที่คัน" แกก็ยังตะแบงเหมือนเดิม? จริงๆไม่เคยให้ราคาต่อรายการนี้หรือความเห็นของอ.คนนี้ต่อเรื่องแบบนี้(บางเรื่องที่เกี่ยวกับอย่างอื่นอ.แกใช้ได้) แต่เรื่องแบบนี้ตรงนี้งานนี้ มันจริตเหล่เลือกข้างชนิดไร้มาตรฐาน แบบจริตคนเหยินเป๋เซมากูเตะไร้ราคาทางวิชาการมากๆ

กับการไปกล่าวหาว่าเขามีเป็นแสนล้านที่เมืองนอก?(จริงไม่จริงอย่างไรการไปกล่าวหาลอยๆแบบนี้ระวังปากอ.น่ะครับ? เตือนด้วยห่วงน่ะครับ ?เพราะถ้าเขาเสียหายเขาฟ้องร้องเอาจะซวย) คือผมไม่ได้เจตนาปกป้องคอรัปฯ แต่ต้องการให้เราตัดสินกล่าวหาในบรรทัดฐานบนหลักวิชาการกฎหมายที่ยึดโยงการปกครองแบบปชต.ไม่ใช่วัฒธรรมการยอมรับอะไรก็ได้แต่ขอให้จัดการกับเป้าหมายที่ตั้งธงเอาไว้แบบนี้ ตลอดจน วัฒนธรรมทางการเมืองการกล่าวหาอย่างถูกต้องแบบนี้

แม้อ.เสรีจะพยายามทิ้งแมสเซสอะไรไว้? นั้นคือเขามีในเมืองนอกอีกเยอะ? มันเป็นข้อกล่าวหาลอยๆกว่าที่อ.ไปบอกว่าพวกเสื้อแดงกล่าวหาอำมาตยฯ หรืออำนาจนอกปชต.ลอยๆว่ามาอภิบาลปชต.จนถึงขนาดครอบหัวปชต.ลงมาเลยขณะนี้ที่สัดส่วนปชต.ทอนให้แค่เชิงพิธีกรรม?(ที่องถามหาในรายการซ้ำคำกล่าวหาแสนล้านในเมืองนอกบนตรรกะสองมาตรฐานของอ.เหล่เลือกข้างคนนี้)

ตรงนี้มันชี้ชัดทั้งเชิงโครงสร้างการใช้อำนาจ(ใช้อำนาจผ่านศาลในร.50เขียนกำกับเพิ่มอำนานศาลไว้แล้วคนคุมศาลคือใคร) และพฤติกรรมการใช้อำนาจ ก็คือ"ตุลาการอภิบาลนุมัติ"ตรงนี้ชัดกว่า ว่าไม่ใช่"ตุลาการภิวัติ" อย่างที่เข้าใจหรืออ้างไว้ว่าใช้กฎหมายเคร่งครัดจัดการปัญหา

แต่มันคือปฎิวัติโดยศาล ตัวอย่างหลายกรณีถ้ายกมายาว คือมันเห็นจะจะ ทั้งเชิงโครงสร้างและพฤติกรรม หลายกรณีปัญหามาแล้ว เช่นมาบตะพุด(ไปหาอ่านของเก่าเอาว่ายังไง) ยุบพรรคจับตอน111 นี่คือกฎหมายขัดหลักนิติธรรม(ย้อนหลังไปเอาผิด) แล้วเอาประกาศคปค.49ตรงนั้นยกมาใส่ไว้ในม.237 จนเกิดการฆาตรกรรมต่อเนื่องด้วยกฏหมายที่ขัดหลักนิติธรรมแบบนั้น

มันชี้ชัดได้อย่างหนึ่งว่าสถานการณ์จริงๆคือปฎิวัติโดยศาลการใช้กฎหมายขัดหลักนิติธรรมได้มันจึงไม่ใช่สภาวะปกติในการใช้อำนาจศาล นั้นคือสภาวะถูกปฎิวัติโดยศาลอยู่ รวมถึงกรณีนี้คดีของทักษิณด้วย

อ.ไปเซ่อด้วยจริตแบบมองตาเหล๋เป๋ห่าวอยู่มุมไหน?เป็นนักวิชาการเต๋าถ่วงแบบไหน?จึงอ้างไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ ทั้งที่มันจะจะ แต่อ.ไปกล่าวหาเรื่องแสนล้านในเมืองนอก ซ้อนคำถามนี้ของอ. แบบหน้าด้านๆ จริงๆ เพราะคำถามที่ต้องตอบจริงคืออ.อ้างลอยๆแบบลอยหน้าลอยตาตามจริตอ.แบบนั้นว่า ถ้าไม่มีแสนล้านในเมืองนอก ? หรือเขาต้องจนขนาดขึ้นรถเมย์ อ.จะนำหน้ารำเซิ้งไปช่วยขอคืนให้เขาคนแรก?

ทั้งที่ อ.ก็รู้เขามีธุรกิจหลายอย่าง มันอาจจะเป็นไปได้ในความน่าจะเป็นว่าโยงคอรัปฯหรือไม่คอรัปฯ ? เพราะตระกูลเขารวยมาก่อนระดับเฉียดแสนล้าน ไม่ใช่บาทสองบาท? นั้นคือคุณมีโอกาสระดับมัดมือชกขึงพืดด้วยอำนาจแบบโจรๆคือคุณใช้อำนาจเถื่อนในการไต๋สวนระดับนี้แล้ว?

พวกคุณทำอะไรเถื่อนๆกับเขาตั้งมากมายแล้ว ทั้งคมช.,คตส.นี่โจรชัดๆมันควรจะเห็นอะไรชัดกว่ามากล่าวหาลอยๆแบบนี้ไหม? พวกคุณยังไปใช้วิธีการกล่าวลอยๆแบบนี้ทำไม ?เพราะกระบวนการโจรตรงนี้มันทำอะไรกับใครแบบนอกกฎหมายที่เป็นแบบปชต.น่ะ? ไม่ใช่อ้างรัฐาธิปปัติ์(ที่ความหมายจริงคือรัฐข้าใครอย่าเสือกเอาขามาขัด)

คือมันทำอะไรอย่างไรกับใครก็ได้น่ะ ก็รัฐฉันใครจะทำไม ทำแบบไม่สนใจใครแบบพม่าไง? รังแกได้แม้แต่ผู้หญิงตังคนเดียว จนชาวโลกรุมโบกบาทายังไงไม่สน รัฐข้าใครอย่าเอาขามาขัดไง ที่ทหารกำลังจะพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่าไงตอนนี้กับคำว่า"รัฐาธิปัติ์"

นั้นล่ะคุณมีอำนาจเถื่อนระดับนั้นแล้วมาอ้างลอยๆทำไม?กี่แสนล้านบาทในเมืองนอก ครับ? อ.เสรี เพราะจริตแบบ"สาหรี่ หลงมนต์ตรา" หลงในความหล่อหลักลอย ไงตลกจำอวดทางการเมืองแบบนั้น อ.ยังกรี๊ดสลบได้? นายกในสถานภาพ"ผอ.สวนสัตว์นี่น่ะ ภูมิใจตายเลย?

แล้วที่ตั้งคำถามว่า 5ข้อชี้แจงฐานความผิดทักษิณจนมาเป็นคำตัดสินของศาลพระโคนั่งแท่นวันนั้น ทำไมไม่มีใครแย้งใครออกมาเลย อ.เสรีเน้นมากคำนี้มากในรายการ? ก็นี่ไง คำแย้งทางวิชาการที่เป็นอ.นักกฏหมายของ5อ.ที่เขาพยายามจะอุ้มไปไกลๆด้วยซ้ำ

คือทั้งที่พยายามปิดปากแล้ว แต่ความจริงแบบนี้มันไม่มีวันหายไปไหนที่สุดมันก็โผล่แลบมาแบบนี้ คือถ้าให้พื้นที่โต้สวนคำตัดสินศาลออกไป(จริงของ5อ.ยังไม่ครบถ้วนอีกหลายมิติ เพราะสวนมาแค่ข้อกฎหมายในมิติทางนิติฯ แต่ปัญหาจริงโยงไปไกลกว่านั้นเช่นรัฐศาสตร์ สังคมจริยะธรรมโดยเฉพาะมิติความเป็นธรรมการเลือกปฎิบัติมัดมือชกด้วยอำนาจรัฐแบบเถื่อนๆ)

คือถ้าเขาแย้งสวนได้แบบปกติสถานการณ์ปชต.ปกติป่านนี้คนลุกฮือกว่านี้มาก ที่ต่างชาติเห็นอ่านขาดมานาน ยกเว้นคนไทยสมาธิสั้นตามสื่อกระแสหลักจะป้อนอะไรก็กินได้กินดีมันถึงถุกเขาจับขังลงไปในหม้อตุ๋นกบ หรือปชตงไม้ดัด,ระบอบสัวตสัตว์ตอนนี้ไง มันเชื่องกันนัก?

อ.เสรีไปยืนเซ่ออยู่ไหน?จึงไม่เห็นคำแย้งทางวิชาการนี้ แม้แต่ของผมก่อนนั้นที่ผมชี้ไปไกลกว่ามิตินิติฯแค่นี้ เช่น วิสัยทัศน์ ,ยุทธศาสตร์ความมั่นคง กับอำนาจฝ่ายบริหาร ที่ยึดโยงฐานเสียงประชามติผ่านการเทคะแนนเสียงมาเป็นรบ. ใบมอบอำนาจมันผ่านนโยบายไหม? ที่5ข้อกล่าวหานั้นมันมีปริมณฑลตรงนั้น ชนิดที่ชัดเจนมากว่าคืออำนาจบริหารที่มีเงื่อนไขพิเศษมากใน"อัตวิสัย"ในการฟันธงมิติความเสียหาย หรือเอื้อประโยชน์หรือไม่เอื้อฯ?

มัน"อัตวิสัย"ที่มันคือจุดอ่อนของเครื่องมือทางอำนาจตุลาการมาก ผมว่าคนอย่างอ.เสรี หรือสื่อแบบนี้ต่างหากที่น่าตรวจสอบกว่าระบอบทักษิณ เพราะมันอันตรายมากเชิงการบิดเบือน? ให้ข้อมูลสังคมผ่านสื่อกระแสหลัก บนฐานข้อมูลแบบนี้และต้นทุนทางวิชาการแบบนี้

อันตรายมากที่จะสร้างให้เกิดหลุมดำทางความคิดที่ไปไกลกว่าข้อเท็จจริงในการสร้างกระแสความเกลียดชังที่บิดเบือน แบบนี้ ทั้งที่บทบาทระดับแม้ครูทางสื่อ แต่ทางปฎิบัติจริงๆผ่านสื่อที่สามารถชี้นำผู้คนได้มากมายจนเกิดความเข้าใจผิดในเชิงการกล่าวหาผ่านสื่อกระแสหลัก แบบนี้ในบทบาท"แม่ปูทางสื่อ"?

นี่คือเหตุผลที่ผมต้องชี้แจง(ไม่ได้อะไรกับอ.น่ะแต่สิ่งที่องไป???แบบนี้มันอันตรายมากต่อการสร้างเงือ่นไขขยายเงื่อนไขให้สังคมในสภาวะ"chaos" ทั้งที่ส่วนตัวเคยชื่นชมอ.(ในบทบาทเรื่องอื่นๆน่ะไม่ใช่เรื่องนี้ตรงนี้สถานการณ์นี้) มันอันตรายเกินกว่าที่จะปล่อยไปแบบนี้เพราะต่างตอบแทนกับอำนาจรัฐของปชป.แบบนี้?(ขยายผลในตัวผุ้เล่นในทีมงานวิ่งผลัดสี่คูณให้ร้าย)

ด้วยการสร้างเงื่อนไข สื่อแบบอ.คนนี้ในการตอกลิ่ม,ตอกย้ำความเกลียดชังให้เกินข้อเท็จจริง ด้วยการบิดเบือนตรงนี้แบบนี้ อันตรายเกินกว่าที่จะปล่อยไปได้ แบบหลี่ตาข้างหนึ่งของเกมกาสิโนอำนาจสีเทากับขั่วการเมืองอีกข้าง ชนจริตเลือกข้างแบบนี้ ขณะนี้ ตัวผู้เล่นแบบอ.คนนี้ที่ลงไปถอดเต๋าถ่วง? เขย่าไฮโลในการสิโนอำนาจหัวสั่นกับเขาอีกคนบนต้นทุนทางสังคมแบบนี้ บ้านนี้เมืองนี้มันบิดเบี้ยวได้ใจขนาดนี้ไปแล้วจริงๆเหรอ???