เอไอเอส-ดีแทค-ทรู ลุ้นชิงดำไลเซ่นส์ 3G 20 ก.ย.นี้

เอไอเอส-ดีแทค-ทรู ส่งตัวแทนชิงไลเซ่นส์ 3จี วางแล้วเช็คเงินสด 10% มูลค่า1,280 ล้านบาท เงินมัดจำ ด้าน กทช.ขอตรวจสอบเอกสาร ระบุ 14 ก.ย.รู้ผลรายชื่อผู้มีสิทธิประมูลใบอนุญาต 3จี ก่อนประมูลในวันที่ 20 ก.ย.53 ขณะที่ บริษัทธุรกิจรถเอ็นจีวีลูกสาว ประสิทธิ์ โพธสุธน เอกสารไม่ครบ หลังยื่นเอกสารร่วมชิงใบอนุญาต 3 จี

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการ 3.9 จี กล่าวภายหลังปิดรับการยื่นซองประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ไอเอ็มที ย่าน 2.1 กิกกะเฮิร์ตซ หรือใบอนุญาต หรือ ไลเซ่นส์ 3จี และใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ว่า วันนี้ เวลา 08.30 น. - 16.30 น. กทช. เปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ที่เป็นวันเดียวที่เปิดรับการยื่นซองประมูลใบอนุญาต 3จี มีบริษัทเอกชนสนใจเข้าร่วมยื่นซองแสดงความจำนงเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3 จี ทั้งหมด 4 ราย แต่มีบริษัทเอกสารครบเพียง 3 รายได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด บริษัทลูกของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส มายื่นซองร่วมประมูลเวลา 09.12 น. บริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ต เซอร์วิส บริษัทลูกของ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค มายื่นซองประมูลเวลา 13.34 น. และบริษัท เรียล มูฟ จำกัด บริษัทลูกของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด มายื่นซองประมูลเวลา 14.45 น.

ส่วนบริษัท วินวิน เอ็นจีวี จำกัด ทำธุรกิจรถเช่าเอ็นจีวี มายื่นซองเข้าร่วมประมูลเวลา 15.45 น. เป็นบริษัทของนางสาวปัทมาวดี โพธสุธน ลูกสาวนายประสิทธิ์ โพธสุธน ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยกรรมการตรวจรับเอกสารใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตรวจรับเอกสาร แต่พบว่าบริษัทฯ ขาดเอกสาร 2 รายการ คือ เช็คเงินสดจำนวน 1,280 ล้านบาท ที่เป็นหลักประกันการประมูล 10% ของมูลค่าเริ่มต้นการประมูล 12,800 ล้านบาท ที่เป็นเงินมัดจำมาด้วย และเอกสารหลักฐานว่าเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วจะได้รับการสนับสนุน จากธนาคารในการปล่อยเงินกู้ ทำให้กรรมการกทช.ที่ทำหน้าที่ตรวจรับเอกสารไม่รับเอกสาร ทั้งนี้ จะทำหนังสือแจ้งให้บริษัทฯ ทราบอย่างเป็นทางการว่าไม่สามารถเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ ในวันที่ 31 ส.ค.2553

กรรมการ กทช. กล่าวต่อว่า ขั้นตอนต่อไป จะส่งเอกสารการขอร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี ของทั้ง 3 บริษัท ให้กับสถาบันการศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเสนอให้คณะกรรมการกทช.พิจารณา โดยสามารถประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิและคุณสมบัติในการเข้าร่วมประมูลวันที่ 14 ก.ย.2553 ก่อนประมูลในวันที่ 20 ก.ย.2553 ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับ บริษัทที่ยื่นซองเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี จะต้องวางเงินมัดจำ 10 % ของราคาเริ่มต้นการประมูล 1,280 ล้านบาท พร้อมเงินค่าธรรมเนียมในการพิจารณาประกอบคำขอใบอนุญาตโทรคมนาคมประเภทที่ 3 อีก 5 แสนบาท และเมื่อยื่นซองเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี แล้ว ผู้ที่ยื่นซองประมูลต้องไม่ให้ข่าว หรือเปิดเผยข้อมูล อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการสมยอมราคา หรือ ฮั้วประมูล หากพบว่ามีการกระทำดังกล่าว กทช.จะมีบทลงโทษโดยการ ยึดเงินมัดจำ 10% จำนวน1.28 พันล้านบาท และถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมประมูล อีกทั้ง ยังต้องถูกดำเนินคดีทางอาญา ว่าเป็นการส่อในทางทุจริต และเข้าข่ายการกระทำความผิด ตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล 2542

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 ก.ย.2553 กทช.จะทดสอบระบบและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมูลใบอนุญาต 3จี ที่อาคารสำนักงานกทช. ซอยสายลม และในวันที่ 17-18 ก.ย.2553 จะพาผู้สื่อข่าวไปดูสถานที่สำหรับจัดประมูลใบอนุญาต 3จี ก่อนจัดประมูลจริงในวันที่ 20 ก.ย.2553 ที่ อ.หัวหิน

ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของ กทช. จะให้บริการบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ในช่วงคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 3 ใบ โดยมีราคาเริ่มต้นประมูลอยู่ที่ 12,800 ล้านบาท โดยการออกใบอนุญาตจะใช้หลักจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลลบด้วยหนึ่ง หรือ สูตร เอ็น-1 ขณะนี้ มีผู้ยื่นซองเข้าร่วมประมูล 3 ราย ดังนั้นกทช.จะให้ใบอนุญาต 2 ใบอนุญาตก่อน ส่วนใบอนุญาตอีก 1 ใบอนุญาตกทช.จะเปิดประมูลภายใน 90 วันหลังจากการเปิดประมูลใบอนุญาตครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 ก.ย.53 ไปแล้ว โดยจะใช้ราคาเริ่มต้นการประมูลของผู้ที่ชนะการประมูลเป็นอันดับที่สอง และไม่ใช้สูตรเอ็น-1 แต่ถ้ามีผู้ยื่นประมูลเพียงรายเดียวก็ได้รับเลย นอกจากนี้ ยังหวังว่าการประมูลรอบ 2 จะมีการต่างชาติเข้าร่วมด้วย

พ.อ.นที กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ไม่มีบริษัทต่างประเทศเข้าร่วมประมูลครั้งนี้นั้น เพราะไม่มั่นใจเรื่องการแปลงสัมปทาน 2จี เป็นใบอนุญาต 2จี และไม่มั่นใจว่าจะแข่งขันกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิมได้

 

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์