ฉันมีรองเท้าเป็นอาวุธ

 

 

เมื่อเย็นวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ชวนคิด แม่ค้าขายสินค้าเกี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อแดงคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ที่จังหวัดอยุธยาขณะขายสินค้าในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เธอถูกตั้งข้อหาว่ารองเท้าแตะพื้นลายคล้ายหน้านายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงพร้อมข้อความ “ราชประสงค์มีคนตาย” ที่เธอขายฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (แม้ไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในจังหวัดอยุธยา) เธอถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่โรงพักก่อนจะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี เดิมทีเธอประสงค์ไม่ขอประกันตัว เพราะเห็นว่าการขายรองเท้าที่มีรูปคล้ายหน้าบุคคลทั้งสองดังกล่าวไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ข้อความที่ว่าราชประสงค์มีคนตายก็ไม่ได้เป็นเท็จ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอแย้งว่ารองเท้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาวุธแต่อย่างใด

ข้อโต้แย้งของแม่ค้าเสื้อแดงที่ว่ารองเท้าที่มีพื้นเป็นรูปคล้ายหน้านายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ไม่ได้เป็นอาวุธทำให้ผมนึกถึงหนังสือขึ้นหิ้งเล่มหนึ่งในแวดวงที่ศึกษา เรื่องอำนาจ คือ Weapons of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance (อาวุธของผู้อ่อนแอ: รูปแบบการต่อต้านในชีวิตประจำวันของชาวนา) ของ James C. Scott ซึ่งโต้แย้งกับกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของชาวนาในระดับที่กว้างขวางพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมได้ โดยเขาเสนอว่า การอู้งาน การแกล้งโง่ การแสร้งจำนน การนินทาด่าว่า รวมไปถึงการเล็กเล็กขโมยน้อย และการก่อวินาศกรรม ฯลฯ ของคนจนโดยเฉพาะชาวนา ที่มักถูกมองว่าไม่ใช่การต่อต้านที่แท้จริง เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนบุคคลและมีนัยเพียงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในลักษณะรวมหมู่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐและกฎหมายได้ ทว่าในความเป็นจริงการกระทำเหล่านี้คือการต่อต้านในชีวิตประจำวันของผู้อ่อนแอ เพราะภายใต้ความสัมพันธ์ทางชนชั้นที่มีลักษณะกดขี่ครอบงำ การต่อต้านโครงสร้างอำนาจอย่างเปิดเผยมีต้นทุนสูงและมีโอกาสสำเร็จน้อย การแปรโครงสร้างอำนาจที่กดขี่ครอบงำให้อยู่ในรูปของบุคคลเช่นเจ้าที่นาเปิดโอกาสให้ผู้อ่อนแอสามารถท้าทายได้มากกว่า และหากสามารถเชื่อมโยงกันได้ การต่อต้านในชีวิตประจำวันของผู้อ่อนแอแต่ละคนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและกฎหมายได้ในที่สุด

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2528 และได้รับความสนใจจากคนในแวดวงอย่างล้นหลาม เพราะเป็นการชี้ชวนให้พิจารณาวิธีการเผชิญกับอำนาจของผู้คนส่วนใหญ่ในแง่มุม ที่ถูกละเลยโดยทฤษฎีมาร์กซิสม์จารีตและทฤษฎีอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาแม้แวดวงการศึกษาอำนาจจะพัฒนาไปในระดับที่ทำให้ต้องพิจารณาอำนาจ ในลักษณะที่ซับซ้อนกว่าตรรกะการกดขี่ครอบงำและการต่อต้านขัดขืนที่ Scott เสนอ รวมทั้ง Scott เองในตอนหลังก็เขียนงานที่ให้ความสำคัญกับชีวิตและการทำงานของรัฐมากกว่าการต่อสู้ดิ้นรนของคนธรรมดา (เช่น Seeing Like a State หรือแม้แต่ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา The Art of Not Being Governed ที่พิจารณาว่าผู้คนบนที่สูงกลุ่มต่างๆ หลีกหนีการควบคุมของรัฐอย่างไรก็เป็นการประมวลผลการศึกษามากกว่าการศึกษาภาคสนาม) แต่หนังสือเล่มนี้ของเขาก็ยังคงเป็นหลักหมายสำคัญของแวดวงการศึกษาอำนาจ รวมทั้งแนวทางในการพิจารณาอำนาจของเขาในหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงมีคุณูปการในการทำความเข้าใจการเผชิญกับอำนาจในบางแง่มุมของผู้อ่อนแอในสังคมร่วมสมัย รองเท้าแตะพื้นลายใบหน้าคล้ายนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ รวมทั้งกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อื่นๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นตัวอย่างของการเผชิญหน้ากับอำนาจในลักษณะเช่นนี้

การล้อมปราบที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายต่างๆ ที่ต่อเนื่องตามมาส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงต้องปรับเปลี่ยนไป ในแง่หนึ่งเกิดการทบทวนว่าการปักหลักชุมนุมขนาดใหญ่อย่างยืดเยื้อในลักษณะเผชิญหน้ามีราคาแพงและมีโอกาสสำเร็จต่ำภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองปัจจุบัน ขณะเดียวกันมาตรการทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่เปิดโอกาสให้กับการเคลื่อนไหวในลักษณะเดิมได้ การฟื้นตัวของขบวนการเสื้อแดงในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาจึงไม่ได้มีลักษณะเผชิญหน้าหรือท้าทายอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการอาศัยการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่สามารถสื่อความหมายทางการเมืองชนิดเดียวกันไปยังผู้ที่อยู่ในอำนาจและ สังคมโดยรวมได้ เช่น การผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ การรำลึกผู้เสียชีวิตจากการล้อมปราบ การร่วมรับประทานอาหารและปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ฯลฯ สร้างความยุ่งยากให้กับการตีความและการบังคับใช้กฎหมาย เพราะไม่ใช่กิจกรรมหรือการชุมนุมทางการเมืองในความหมายปกติ แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมเหล่านี้ก็มีนัยทางการเมืองอย่างสำคัญ อีกทั้งยังสามารถสื่อความหมายไปยังสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมในลักษณะเช่นนี้จึงขยายตัวมากขึ้นและมีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี “การต่อต้านในชีวิตประจำวัน” ของกลุ่มคนเสื้อแดงมีลักษณะต่างจากชาวนาในหมู่บ้าน Sedaka ในมาเลเซียที่ Scott ศึกษา เพราะการต่อต้านของชาวนาเหล่านั้นหลายกรณีเกิดขึ้นในที่ลับตาหรือข้างหลัง จึงไม่เป็นที่รับรู้ของผู้ถูกต่อต้าน หรือบางกรณีแม้จะเป็นที่รับรู้แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ต่อต้านคือใคร และบางกรณีผู้ต่อต้านและผู้ถูกต่อต้านให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกัน แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกิดในที่สาธารณะและเป็นที่จับตามองของผู้อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ต้น เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่ากิจกรรมเหล่านี้มีความหมายอะไร การเคลื่อนไหวจึงไม่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ก่อให้เกิดผลสะเทือนในอีกชั้น แต่เป็นการเจรจาต่อรองที่ส่งผลต่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันในทันที โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับผู้บังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ การที่กิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลักษณะรวมหมู่ก็ยังผลให้นัยของกิจกรรมมีผลในวงกว้างมาตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องรอให้กิจกรรมของคนเสื้อแดงแต่ละคนมาเชื่อมโยงกันเพื่อก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นในกรณีของชาวนาใน Sedaka

นอกจากนี้ ข้อโต้แย้งของแม่ค้าเสื้อแดงที่ว่ารองเท้าแตะพื้นลายใบหน้าคล้ายนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ไม่ได้เป็นอาวุธ เป็นการขยับ “การต่อต้านในชีวิตประจำวัน” ขึ้นไปอีกขั้น เพราะแม่ค้าเสื้อแดงอาศัยความกำกวมของสัญลักษณ์บนรองเท้าแตะเป็นทั้งอาวุธ และเกราะกำบังในเวลาเดียวกัน เธอใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นอาวุธเมื่อต้องการท้าทายผู้อยู่ในอำนาจในสภาวะที่การเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมาไม่สามารถกระทำได้ การเหยียบใบหน้าบุคคลเป็นรูปแบบการดูถูกเหยียดหยามอย่างที่สุดรูปแบบหนึ่งในบริบทวัฒนธรรมไทย แต่เมื่อสถานะความเป็นอาวุธของสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นที่ตระหนักและผู้อยู่ในอำนาจไม่สามารถอดทนได้จนต้องออกคำสั่งให้จับกุมและดำเนินคดีกับเธอ เธอก็ทำให้มันกลายเป็นเกราะกำบังโดยตัดความหมายดังกล่าวทิ้งเสียให้เหลือเพียงแค่คุณสมบัติทางกายกาพของรองเท้าซึ่งไม่สามารถจะใช้เป็นอาวุธอะไรได้

ทั้งนี้ ไม่ว่าผลการต่อสู้ทางคดีจะออกมาในรูปใด แม่ค้าเสื้อแดงท่านนี้ได้แสดงให้เห็นว่า “การต่อต้านในชีวิตประจำวัน” อย่างเปิดเผยและมีพลังสามารถกระทำได้ เพียงแต่ต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญในการใช้ “อาวุธ” ในเชิงสัญลักษณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมีความกล้าหาญที่จะทำให้ “อาวุธ” นั้นเป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าสิ่งที่กำลังต่อต้านอยู่นั้นจะมีอำนาจเพียงใดก็ตาม

 

....................................................
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 (8-14 ตุลาคม 2553)

 

Comments

สิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงใช้บ่อย

สิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงใช้บ่อยในการแสดงออกถึงการต่อสู้คือตีน(ทั้งของจริงและเชิงสัญลักษณ์)และอวัยวะเพศชาย ในทางจิตวิทยาเขาว่าเป็นการแสดงออกของคนไร้ปัญญา หรือคนที่กำลังอับจนปัญญา

คือมันมีความหมาย 2 อย่างซ้อนกันอยู่
1.ฉันยังสู้อยู่
2.ฉันไร้ปัญญาหรืออับปัญญา ฉันเลยทำแบบนี้แหละ

Quote:เธอก็ทำให้มันกลายเป็นเก

[quote]เธอก็ทำให้มันกลายเป็นเกราะกำบังโดยตัดความหมายดังกล่าวทิ้งเสียให้เหลือเพียงแค่คุณสมบัติทางกายกาพของรองเท้าซึ่งไม่สามารถจะใช้เป็นอาวุธอะไรได้[/quote]

ขำอะ
เข้าใจเล่น

ปิดจอหันไปอ่านหนังสือพิมพ์

ปิดจอหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ ยังขำเอิ๊กๆอีกรอบ

นึกถึงคณะตลกพม่าที่เผด็จการทหารพม่าไม่ชอบ
คณะตลกนี้เล่นโจ๊กอันนึง ว่า
ตอนปวดฟันเดินไปทางหาหมอฟันถึงอินเดีย
ลูกคู่ถามว่า ทำไมไปซะไกลขนาดนั้น ที่พม่าก็มีหมอฟันเก่งๆ

ลูกพี่ตอบว่า..ที่พม่าเปิดปากได้ซะเมื่อไหร่

ฮิฮิ

ดวง

[quote=ดวง]สิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงใช้บ่อยในการแสดงออกถึงการต่อสู้คือตีน(ทั้งของจริงและเชิงสัญลักษณ์)และอวัยวะเพศชาย ในทางจิตวิทยาเขาว่าเป็นการแสดงออกของคนไร้ปัญญา หรือคนที่กำลังอับจนปัญญา

คือมันมีความหมาย 2 อย่างซ้อนกันอยู่
1.ฉันยังสู้อยู่
2.ฉันไร้ปัญญาหรืออับปัญญา ฉันเลยทำแบบนี้แหละ[/quote]

เป็นการใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้อย่างยอดเยี่ยมมากครับ อยากอ่านความเห็นที่มีพื้นฐานหนักแน่นทางวิชาการอย่างนี้มานานแล้ว เท่าที่นึกออกก็มีแต่ความเห็นท้ายข่าวเว็บ ASTV ผู้จัดการเท่านั้นเอง ดีใจมากครับที่คุณดวงมาเผื่อแผ่ความรู้ให้พี่น้องเว็บประชาไทบ้าง

อยากให้คุณดวงพัฒนาต่อไปเพื่อเอาไปลงวารสารทางวิชาการบ้างครับ

มองทะลุ

[quote=มองทะลุ]ปิดจอหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ ยังขำเอิ๊กๆอีกรอบ

นึกถึงคณะตลกพม่าที่เผด็จการทหารพม่าไม่ชอบ
คณะตลกนี้เล่นโจ๊กอันนึง ว่า
ตอนปวดฟันเดินไปทางหาหมอฟันถึงอินเดีย
ลูกคู่ถามว่า ทำไมไปซะไกลขนาดนั้น ที่พม่าก็มีหมอฟันเก่งๆ

ลูกพี่ตอบว่า..ที่พม่าเปิดปากได้ซะเมื่อไหร่

ฮิฮิ[/quote]

ประทานโทษ...

แล้ว "ตู่" จตุพร หัวหน้าเผ่าของท่าน

เสี่ยเจ้าของ "โรงน้ำแข็ง"

ที่พูด "โกหก" ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีใครไป "ปิดปาก" หรือเปล่าล่ะ

พูดไม่คิด...

*เมื่อรองเท้า เป็นอาวุธ

*เมื่อรองเท้า เป็นอาวุธ สุดร้ายกาจ
ถึงพิฆาต ความเป็นคน จนเสียศรี
จำเป็นต้อง จับกุม คุมคดี
ไม่ให้มี รองเท้า มาป่าวร้อง

*เพียงลวดลาย บนรองเท้า ที่เขาใส่
แลละม้าย คล้ายใบหน้า ซาตานผยอง
การสลาย มวลชน จนเลือดนอง
มีซาตาน เกี่ยวข้อง เขาร้องเรียน

*หากซาตาน ไม่สั่งฆ่า เหี้ยสั่งฆ่า
ยิ่งหยาบหนา กว่ารองเท้า ที่เขาเขียน
จับแม่ค้า ขายรองเท้า ยิ่งเขลาเพี้ยน
แค่ร้องเรียน บนรองเท้า เท่านั้นเอย

*เมื่อรองเท้า เป็นอาวุธ

*เมื่อรองเท้า เป็นอาวุธ ขุดลูกตา
แสดงถึง ปัญญา น่าเลื่อมใส
ของผู้รักษ์ ประชาธิปไตย
สู้ด้วยใจ สดชื่น รื่นเริงดี

*เมื่อรองเท้า เป็นอาวุธ สุดร้ายกาจ
ที่สามารถ โต้ต้าน การกดขี่
จำเป็นต้อง จับกุม คุมคดี
ไม่ให้มี รองเท้า มาป่าวร้อง

*เพียงลวดลาย บนรองเท้า ที่เขาใส่
แลละม้าย คล้ายใบหน้า ซาตานผยอง
การสลาย มวลชน จนเลือดนอง
มีซาตาน เกี่ยวข้อง เขาร้องเรียน

*หากซาตาน ไม่สั่งฆ่า เหี้ยสั่งฆ่า
ยิ่งหยาบหนา กว่ารองเท้า ที่เขาเขียน
จับแม่ค้า ขายรองเท้า ยิ่งเขลาเพี้ยน
แค่ร้องเรียน บนรองเท้า เท่านั้นเอย

กับเนื้อข่าวไม่เท่าไหร่

กับเนื้อข่าวไม่เท่าไหร่ แต่ภาพถ่ายนี่ซิ...

ขอบอกว่า...คนเสื้อแดงแรงใช้ได้

โดยเฉพาะคุณผู้ชายใส่แว่น "กับนิ้วกลางหนึ่งดุ้น"

ผมว่ามันเข้าข่ายนะ...

ระวังหน่อยครับ...ประชาไท

คราวที่แล้วผู้อำนวยการ ก็เจอล็อกที่สนามบิน

รูปอย่างนี้...ถูกเวลา แต่ว่าผิดที่ครับ

ขอเตือน...อาจเจอของหนัก

ตีนนั้นอยู่คนละทิศกับหัว

ตีนนั้นอยู่คนละทิศกับหัว ปลายขั้วตรงข้ามกันเลยทีเดียว เมื่อคนเสื้อแดงเริ่มต้นการต่อสู้โดยใช้ตีน กว่าจะพัฒนาจนถึงขั้นใช้หัว(สมอง)ในการต่อสู้ได้นั้นคงอีกนาน

อย่างไรก็ตามสังเกตได้ว่าเสื้อแดงบางคนเริ่มมีพัฒนาการจากการใช้ตีนจนมาถึงกลางลำตัวแล้ว จนสามารถใช้อวัยวะเพศเป็นเครื่องมือต่อสู้ได้ เท่ากับว่าเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว จึงมีหวังว่าในอนาคตอาจจะสามารถพัฒนาจนใช้สมองได้แน่นอน

คิกๆๆๆๆๆ........

ดวง

[quote=ดวง]ตีนนั้นอยู่คนละทิศกับหัว ปลายขั้วตรงข้ามกันเลยทีเดียว เมื่อคนเสื้อแดงเริ่มต้นการต่อสู้โดยใช้ตีน กว่าจะพัฒนาจนถึงขั้นใช้หัว(สมอง)ในการต่อสู้ได้นั้นคงอีกนาน

อย่างไรก็ตามสังเกตได้ว่าเสื้อแดงบางคนเริ่มมีพัฒนาการจากการใช้ตีนจนมาถึงกลางลำตัวแล้ว จนสามารถใช้อวัยวะเพศเป็นเครื่องมือต่อสู้ได้ เท่ากับว่าเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว จึงมีหวังว่าในอนาคตอาจจะสามารถพัฒนาจนใช้สมองได้แน่นอน

คิกๆๆๆๆๆ........[/quote]

ขอบคุณสำหรับข้อมูลเพื่มเติมทางวิชาการที่หนักแน่นครับ น่าจะช่วยเสริมเป็นอีกหนึ่งคำแนะนำให้พี่น้องเสื้อแดงได้เรียนรู้ เพื่อความสามัคคีปรองดองของสังคมไทยในอนาคตครับ

ไทยไม่ช่วยไทย แล้วเราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟังนะครับ

การต่อสู้อาจจะเพื่อต่อต้าน

การต่อสู้อาจจะเพื่อต่อต้าน หรือหาความชอบธรรม หรือหาพรรคพวก ไม่จำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์ หรืออะไรๆที่แสดงถึงความเถื่อน หยาบ รุนแรง หรือใช้วิธีการเดียวกันกับอีกฝ่าย
การต่อสู้แต่ละครั้งคงต้องใช้เวลาอันยาวนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจบลงเมื่อไหร่และอย่างไร
แต่คุณก็ได้ลงมือต่อสู้แล้ว

อิ อิ

อิ อิ อิ

เป็นการต่อสู้เชิงสัญญลักษณ์ ที่มีความหมายลึกซึ้ง สร้างความรู้สึกดีมากเลย อบอุ่น และจริงใจ

ขอเรียกร้องให้พี่น้องเสื้อแดง เวลาเดินไปไหนมาไหน ก็ทำมือแบบนี้ ทุกวัน ทุกคน เวลาเจอหน้ากันก็ทักทายกันแบบนี้นะ

สงบ สันติ อหิงสา มีสติปัญญามากเลย อิ อิ อิ อ่ะ อ่ะ อ่ะ อิ อิ อิ

ขายรองเท้ารูปคล้ายอภิสิทธิ์-เ

ขายรองเท้ารูปคล้ายอภิสิทธิ์-เทพเทือก ตำรวจจับดำเนินคดี
พันธมิตรทำพรมเช็ดตีนรูปทักษิณ คุณหญิงพจมาน ตำรวจไม่จับ
อย่างนี้ มาตรฐานเดียวกันไหมครับ....กระบวนการยุติธรรมของไทย

แช่ม wrote:มองทะลุ

[quote=แช่ม][quote=มองทะลุ]ปิดจอหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ ยังขำเอิ๊กๆอีกรอบ

นึกถึงคณะตลกพม่าที่เผด็จการทหารพม่าไม่ชอบ
คณะตลกนี้เล่นโจ๊กอันนึง ว่า
ตอนปวดฟันเดินไปทางหาหมอฟันถึงอินเดีย
ลูกคู่ถามว่า ทำไมไปซะไกลขนาดนั้น ที่พม่าก็มีหมอฟันเก่งๆ

ลูกพี่ตอบว่า..ที่พม่าเปิดปากได้ซะเมื่อไหร่

ฮิฮิ[/quote]

ประทานโทษ...

แล้ว "ตู่" จตุพร หัวหน้าเผ่าของท่าน

เสี่ยเจ้าของ "โรงน้ำแข็ง"

ที่พูด "โกหก" ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีใครไป "ปิดปาก" หรือเปล่าล่ะ

พูดไม่คิด...[/quote]

ต๊าย ควายรึป่าว

มองทะลุอ่านของอภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้มของเสื้อเหลืองมากกว่าอ่านของตู่ซะอีก

ถึงควายๆนะ..มองทะลุอ่านของอภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้มมา30ปี
รู้ไว้ซะว่ารู้แจ้งสันดานมัน
บรรดาสาวกของ อภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้ม ที่มาอวดฉลาดที่ประชาไทนี่ มองทะลุเห็นเป็นควายจมูกบานทุกตัว จมูกบานเพราะถูก'สนตะพาย'น่ะ

แช่ม มรึงเกรดต่ำในบรรดาควาย อย่าทะลึ่งกับกรู
'ทะลึ่ง'นี่ สำนวนของ อภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้ม ใช้ด่า ไชยดิส อะไรนั่น ชื่อจำไม่แน่ชัด
สำทับด้วยคำว่า 'กรูไม่กลัวมรึง' ไม่รู้ตั้งใจจะพูดเข้าหู ไชยดิส หรือให้ไปไกลกว่านั้น
นี่คือคำพูดของ อภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้ม ถึงคนทำงานให้ในหลวง
มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ ไม่ต้องฟังเรื่องเล่าจากปากใคร

ไอ้ควายเอ๊ย เคยอ่านเรื่องตำรวงวังมั้ย ที่ขัดแย้งเล่นกันแรงมีปลดกันน่ะ(ก็มีลงหนังสือพิมพ์อีกแหละ)
รู้ไว้นะว่า ความขัดแย้งมันมีอยู่ทุกที่ ไม่มียกเว้นในบางที่อย่างที่พวกสมองควายคิด
ไอ อภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้ม มันถึงด่าคนทำงานให้ข้างในด้วยไงล่ะ

มีแต่ไองั่งที่ไม่รู้ว่า คนทำงานให้ข้างในก็ต้องอิงไปยังฝ่ายขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ก็ไปคิดให้มันฉลาดหน่อยว่า เวลาไอ อภิมหาศาสดามหาบิดาลิ้ม ด่าคนทำงานให้ข้างในคนไหน มันอิงใครแล้วคำด่าจะกระทบใคร

ดูจากภาพมีการชูนิ้วกลาง

ดูจากภาพมีการชูนิ้วกลาง เห็นว่า ถ่อย ชั้นต่ำ สถุน การศึกษาสูงระดับนี้ทำได้ไง แย่มาก

ขาประจำ

[quote=ขาประจำ]ดูจากภาพมีการชูนิ้วกลาง เห็นว่า ถ่อย ชั้นต่ำ สถุน การศึกษาสูงระดับนี้ทำได้ไง แย่มาก[/quote]

ไอ่จุดมันจบแค่ชั้น มัธยม เท่านั้นแหละโปรดทราบไว้ด้วย ชีวิตมันไม่เคยเหยียบย่างเข้าสู่รั้วอุดมศึกษา แม่แต่แค่ปลายนิ้วตีน สิ่งที่มันทำเหมาะสมกับระดับการศึกษาของมันแล้ว

ดวง wrote:ขาประจำ

[quote=ดวง][quote=ขาประจำ]ดูจากภาพมีการชูนิ้วกลาง เห็นว่า ถ่อย ชั้นต่ำ สถุน การศึกษาสูงระดับนี้ทำได้ไง แย่มาก[/quote]

ไอ่จุดมันจบแค่ชั้น มัธยม เท่านั้นแหละโปรดทราบไว้ด้วย ชีวิตมันไม่เคยเหยียบย่างเข้าสู่รั้วอุดมศึกษา แม่แต่แค่ปลายนิ้วตีน สิ่งที่มันทำเหมาะสมกับระดับการศึกษาของมันแล้ว[/quote]

อยากให้คนไทยทุกคนได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างคุณดวงครับ จะได้ซึมซับกิริยามารยาทที่ดี และเรียนรู้การแสดงออกแบบสุภาพชนที่ได้รับการศึกษาครับ

แช่ม wrote:มองทะลุ

[quote=แช่ม][quote=มองทะลุ]ปิดจอหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ ยังขำเอิ๊กๆอีกรอบ

นึกถึงคณะตลกพม่าที่เผด็จการทหารพม่าไม่ชอบ
คณะตลกนี้เล่นโจ๊กอันนึง ว่า
ตอนปวดฟันเดินไปทางหาหมอฟันถึงอินเดีย
ลูกคู่ถามว่า ทำไมไปซะไกลขนาดนั้น ที่พม่าก็มีหมอฟันเก่งๆ

ลูกพี่ตอบว่า..ที่พม่าเปิดปากได้ซะเมื่อไหร่

ฮิฮิ[/quote]

ประทานโทษ...

แล้ว "ตู่" จตุพร หัวหน้าเผ่าของท่าน

เสี่ยเจ้าของ "โรงน้ำแข็ง"

ที่พูด "โกหก" ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีใครไป "ปิดปาก" หรือเปล่าล่ะ

พูดไม่คิด...[/quote]

ประทานอภัย

แล้ว แป๊ะลิ้ม เจ้าสำนักแห่งน้ำมนต์แช่โกเต็กซ์
ที่พูดใส่ไฟคนอื่นอยู่เรื่อย ๆ
ซ้ำมีคนพยายามจะปิดปากแล้ว
แต่เสือกปิดไม่ได้
แป๊ะก็ยังใจดี ไม่ถือโทษโกรธเคือง
มันยังไงกันละแช่ม

ดวง

[quote=ดวง]สิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงใช้บ่อยในการแสดงออกถึงการต่อสู้คือตีน(ทั้งของจริงและเชิงสัญลักษณ์)และอวัยวะเพศชาย ในทางจิตวิทยาเขาว่าเป็นการแสดงออกของคนไร้ปัญญา หรือคนที่กำลังอับจนปัญญา

คือมันมีความหมาย 2 อย่างซ้อนกันอยู่
1.ฉันยังสู้อยู่
2.ฉันไร้ปัญญาหรืออับปัญญา ฉันเลยทำแบบนี้แหละ[/quote]

ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะจิตวิทยาบ้าบออย่างที่ ดวง แถกมา..บก.ลายจุดเขาฝากนิ้วกลางให้ พันธมิตร รัฐบาลแมลงสาบแค่นั้นเอง..รู้ว่าเผด็จการอำมาตย์ส่วนมากไม่เป็นลูกผู้ชาย เป็นตุดเป็นกระเทยเป็นเกย์ ชอบอย่างว่าก็เลยมอบให้ ดวงอีกตัวนี่แหละที่เหมาะกะนิ้วกลาง ของบก.ลายจุด ที่ดวงเขียนความหมายบ้าบอนี่ก็น่าได้รับอีกครั้งนะขอรับ...ก๊าก

ขาประจำ

[quote=ขาประจำ]ดูจากภาพมีการชูนิ้วกลาง เห็นว่า ถ่อย ชั้นต่ำ สถุน การศึกษาสูงระดับนี้ทำได้ไง แย่มาก[/quote]

ชอบแบบ ถ่อย ชั้นต่ำ สถุน ต้องไปหาดูอ่านในสื่อเน่าและผู้จัดกาก สิ ต้นแบบความอุบาทว์เลยแหละ

ขาประจำคนนี้ก็เหมาะที่จะเอา นิ้วกลางของ บก.ลายจุดกลับไปนอนฝัน...ฮา..รู้สึกว่าตุด กระเทยจะชอบนิ้วกลางจิง..เม้าส์กันจังได้ ฮากันตรึมๆๆๆๆ

อืม wrote:ดวง wrote:ขาประจำ

[quote=อืม][quote=ดวง][quote=ขาประจำ]ดูจากภาพมีการชูนิ้วกลาง เห็นว่า ถ่อย ชั้นต่ำ สถุน การศึกษาสูงระดับนี้ทำได้ไง แย่มาก[/quote]

ไอ่จุดมันจบแค่ชั้น มัธยม เท่านั้นแหละโปรดทราบไว้ด้วย ชีวิตมันไม่เคยเหยียบย่างเข้าสู่รั้วอุดมศึกษา แม่แต่แค่ปลายนิ้วตีน สิ่งที่มันทำเหมาะสมกับระดับการศึกษาของมันแล้ว[/quote]

อยากให้คนไทยทุกคนได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างคุณดวงครับ จะได้ซึมซับกิริยามารยาทที่ดี และเรียนรู้การแสดงออกแบบสุภาพชนที่ได้รับการศึกษาครับ[/quote]
ป้า ป้า นี่เขาไม่ได้ยกยอป้านะ

............ทหารใครไปสีลม..(เ

............ทหารใครไปสีลม..(เหตุผลที่ต้องตั้งงบประมาณเป็นแสน ๆ ล้าน)..............

………………………………………………..๑................................
.........

.........ทหารไทยไปรักษาธนาคาร.............ดูแลย่านทุนนิยมสมเหตุผล
ธนาคารคนไทยเชื้อสายจน......................ด้วยข่าวคนเสื้อแดงแต่งทัพมา
ธนาคารสถานนี้ที่เก็บเงิน.........................แต่เพลิดเพลินพลัดหลงเข้าดงป่า
เขาสอยดาวจึงฉาวโฉ่โอฬารตา...................ดาริกากระจ่างสว่างดง
ฝูงหิ่งห้อยน้อย ๆ ลอยละลิบ.....................พลันถูกถีบด้วยรถไถพลัดใหลหลง
ไม้ไร่เล็กใหญ่น้อยร่อยหรอลง.......................ด้วยเงินส่งจากสีลมไปชมดาว.......
ได้เวลามาเกิดสนามกอล์ฟ............................โรงแรมกอบกำเงินเกินจะกล่าว
แล้วเชิญป๋ามาเปิดเชิดให้ยาว........................อีกหนึ่งก้าวชาวสีลมสมดั่งใจ

.........................................๒................................

..........

.........ทหารไทยไปสีลมไปชมสี....................อาวุธมีปืนผาเตรียมมาใส่
ทหารแห่งประชาจำหน้าไว้...........................ประชาไหนให้ชัดวัดใจมา
ประชาชนจนยากมีขวากหนาม.......................ถูกเหยียดหยามความคิดว่ามิจฉา
ข้อเรียกร้องของเสื้อแดงแจ้งว่า......................ยุบสภากลับมาใหม่ให้ชัดเจน
.........เมื่อนายกเข้ามาไม่สง่างาม...................ถูกกล่าวหยามศักดิ์ศรีว่ามีเส้น
คนมีสีมีอาวุธมุดหลืบเร้น.........................นี่หรือเป็นประชาธิปไตยพูดไปกัน......
ยุบสภาไปหาประชาชน..................................ความสับสนตัดสินสิ้นที่นั่น
กติกาคูหากาใครนั้น.....................................ใครมุ่งมั่นนโยบายไปฉายมา
ไยต้องมาฆ่ากันในวันนี้.............................เศษหนองฝีจากอ็อกซฟอร์ดบอดใบ้บ้า
ไม่เห็นมั้งอังกฤษยุบสภา................................อนิจจามาไทยไยยากเย็น
.........ประชาธิปไตยไทยติดหล่ม....................เพราะอาคมของหมอผีที่เห็น ๆ
ลิ้มโกเต๊กเล็กใหญ่ใช้ซับเมนส์.........................ใช่เล่น ๆ ระยำอำมหิตยา.........
อังกฤษยุบสภามาดีเบต.................................ความวิเศษเหตุผลพ้นมิจฉา
สัมมาทิฐิผลิออกมา..........................เป็นประชาธิปไตยไร้ฆ่าฟัน..........

.........................................๓..................................

...........

..........รองเท้าแตะเตะตาใบหน้าเคร่ง.......ใบหน้าเอ็งเปล่งประกายมาดร้ายหมายขวัญ
เอามาไว้ใต้ตีนด้วยตีบตัน..........................เห็นแล้วมันกลั้นน้ำตาทุกคราไป
ตีนใครเคยเหยียบหน้ามาครานั้น...............คล้ายเหมือนฝันพลันตื่นยืนเหยียบใช่
ท็อปบู๊ททมิฬมารการสั่งใคร.......................กระทืบใจรากหญ้าแหลกคาตีน.

ขอแก้ไข

ขอแก้ไข ชื่อ'ชัยดิส'เป็น'ดิสธร'ตามเนื้อหาข้อมูลที่ค้นจากgoogleดังนี้

[quote]พลันที่ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และดิสธร วัชโรทัย ออกมาพูดในทิศทางเดียวกันในภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ทั้งสองก็เจอ"งานเข้า"อย่าเต็มๆ และนี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น"จุดเปลี่ยน"อย่างหนึ่งของสถานการณ์ที่คาราคาซัง แม้ว่าบุคคลทั้งสอง ซึ่งเป็นที่ทราบดีถึงความใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท จะโดนดิสเครดิตกันอย่างไม่ไว้หน้าก็ตาม

สำหรับดร.สุเมธนั้นคนรู้จักกันโดยทั่วไป แต่ใครคือนายดิสธร ผู้ซึ่งประกาศว่า"ผมอยู่พรรคในหลวงและหากใครรักในหลวงให้อยู่บ้าน ให้กลับบ้าน ไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบหรอกครับ ไม่ต้องไปแสดงพลังที่ไหน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเอง"

ต่อมานายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำสูงสุดพันธมิตรออกมากล่าวโจมตีว่า ดิสธรเป็นของปลอม รับเงินทักษิณมาโจมตีพันธมิตร...เขาผู้นี้คือใคร?

ล่าสุดมีคำเฉลยจากหนังสือเศรษฐกิจการเมืองน้องใหม่ชื่อPOWER TIME ที่มีอวัสดา ปกมนตรี เป็นเจ้าของและบรรณาธิการบริหาร..
อวัสดา นอกจากจะเป็นพิธีกรทางด้านโทรทัศน์แล้ว ก็ยังเป็นบุตรีของม.ร.ว.กิติวัฒนา ปกมนตรี...ม.ร.ว.กิติวัฒนา ซึ่งเป็นทั้งพระญาติ และพระสหายของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถอีกด้วย ต่อมาม.ร.ว.กิตติวัฒนาได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อแผ่นดิน
ส่วนอวัสดาเองนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลวัชโรทัยเป็นอย่างมาก

หนังสือPOWER TIMEฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551ของอวัสดาในหัวข้อเรื่อง"เจาะลึกดิสธร วัชโรทัย:ผมอยู่พรรคในหลวง"ให้ข้อมูลเกี่ยวกับดิสธรว่า มีชีวิตส่วนตัวชื่อเล่นว่า"ใหม่"วัย40กว่าๆเป็นบุตรคนที่2ของนายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ นายกมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชินูปถัมภ์

นายดิสธรเป็นเจเนอเรชั่นที่8ของตระกูลวัชโรทัยที่รับใช้ถวายงานพระราชวงศ์ จีงไร้สิ้นข้อความสงสัยถึงดีกรีความใกล้ชิดและจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์ ตลอดจนถึงความไว้เนื้อเชื่อพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จนเป็นที่รู้กันในพระราชวังสวนจิตรลดาว่า"น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก รถไม่มี ต้องเรียกคุณใหม่" และอาจรวมถึงเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็ต้องไปทำฝนหลวงด้วย
สำหรับหน้าที่การงานนั้นนายดิสธรเป็นผู้มีต้นทุนทางสังคมสูงลิบ ปัจจุบันได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในมูลนิธิ และบริษัทส่วนพระองค์ ดังนี้
-ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักพระราชวัง
-ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูนูปถัมภ์
-รองเลขาธิการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
-ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์
-ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โกลเด้นเพลซ เมนเนจเม้นต์ จำกัด
-กรรมการ บริษัท มงคลชัยพัฒนา จำกัด

ซึ่งนั่นหมายความว่า มูลนิธิ และกิจการใดที่เป็นของส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายดิสธรเป็นคนดูแลบริหารจัดการหมด
บิดาของนายดิสธรคือนายขวัญแก้วนั้น เป็นฝาแฝดของนายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง และผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์ พี่น้องแก้วขวัญ-ขวัญแก้วนับเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยใกล้ชิดที่สุดในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ที่สนธิบอกว่าเขาเป็นตัวจริง ส่วนดิสธรเป็นตัวปลอมนั้น ไม่ต้องเป็นวิญญูชน แค่สามัญชนที่มีสามัญสำนึกก็คงตัดสินได้ไม่ยากว่าใครคือของจริง และใครคือของปลอม..?

http://hacksecrets.1talk.net/forum-f1/topic-t6.htm
[/quote]

ต่อไป ค้นหาจาก google

ต่อไป ค้นหาจาก google ด้วยคำว่า "ดิสธร"+"สนธิ"+"ทะลึ่ง"

[quote]"สนธิ"ห้าวอีก-ด่าทะลึ่ง

ต่อมาเวลา 21.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ขึ้นเวทีปราศรัย เริ่มจากระบุว่า "วันนี้เด็กของผมเพิ่งไล่ยิงคนขี่จักรยานยนต์มาป่วนเปี้ยนหน้าบ้าน ยิงไป 8 นัด หนีกระเจิง โชคดีที่ไม่โดนใคร" และนายสนธิยังกล่าวถึงพวกที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง อาทิ นายโคทม อารียา ไม่เห็นออกมาแสดงความเห็นกรณีพันธมิตรโดนปาระเบิดเลย และยังเตือนรัฐบาลด้วยว่าให้ระวัง เมื่อไหร่พันธมิตรประกาศติดอาวุธจะได้พังกันไปข้าง

จากนั้นนายสนธิยังโจมตีประเด็นข้อเสนอเรื่อง "รักในหลวงให้อยู่บ้าน" โดยกล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นตัวจริง ของแท้ และเรียกร้องให้คนออกมาปกป้องสถาบัน อย่าไปฟังเสียงตัวปลอม ทั้งยังด่าทะลึ่งอีกด้วย

นอกจากนี้นายสนธิยังออกคำสั่งให้ม็อบเลิกซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนอีกครั้ง โดยนายสนธิเอ่ยชื่อหนังสือพิมพ์ทั้งหมดที่ห้ามซื้อช้าๆ ให้ผู้ชุมนุมกล่าวชื่อหนังสือพิมพ์ตามนั้น

ในตอนท้ายนายสนธิยังปราศรัยโจมตีบรรดานักวิชาการหลายคนที่มีแนวคิดสนับสนุนสันติวิธี รวมทั้งโจมตีกลุ่มริบบิ้นขาวที่รณรงค์ต่อต้านการใช้ความรุนแรง

http://news.hunsa.com/detail.php?id=12543
[/quote]

เอาความคิดของเสื้อเหลืองเกี่ย

เอาความคิดของเสื้อเหลืองเกี่ยวกับดิสธรมาอ่านมั่ง อิอิ

[quote]
ดิสธร วัชโรทัย: พล่อยหรือหางแดง?
31 October 2008 - 09:44
วานนี้ (๓๐ ตุลาคม) ได้อ่านข่าว “’ดิสธร วัชโรทัย‘บรรยายพิเศษ รักในหลวงให้กลับบ้าน ‘ผมอยู่พรรคในหลวง’” ผ่านทางช่องทางอื่น เพราะส่วนตัวเลิกอ่านมติชนทุกประเภทรวมถึงออนไลน์มาตั้งแต่ครั้ง “สุวรรณแพะ” ของเสถียร จันทิมาธร และข่าวนี้ตีพิมพ์เฉพาะในเครือมติชน (อีกแล้ว!) — เรื่องนี้ค่อยว่ากัน — ผมอ่านข่าวนี้ซ้ำสองครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีตัวอักษรใดตกหล่นหรือเก็บความที่ตีพิมพ์ไม่ครบ

ความรู้สึกแรก คือ โผล่หางแดงๆ ออกมาอีกตัวหนึ่งแล้ว มันจะค่อยปรากฎออกมาทีละตัว ทีละตัว และคงจะจริงอย่างที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้งว่า ‘ข้างใน’ นั้นมีคนของเขา — ชายหน้าเหลี่ยม — ที่เลี้ยงไว้อยู่ไม่น้อย ชวนให้นึกถึงเสียงที่แว่วผ่านสายลมมาอย่างผิวแผ่วว่า “เราไม่มีใครแล้วจริงๆ” ไม่มีแม้กระทั่งนายพลหัวถอก ทหารเสือราชินี!?

หากจะยกประโยชน์ให้นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่าเป็นความปากพล่อยและคิดอ่านตื้นเขิน ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับกระบวนการล้มล้างสถาบันฯ ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและหนักหน่วง นั้น นายดิสธรจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อ “ปาก” ตัวเองอย่างน้อยก็หนึ่งเรื่อง

หนึ่งเรื่องที่พลัน “ปาก” ของดิสธรแพล่มผ่าน “มติชน” ไอ้หัวโต “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” เกรียนคีย์บอร์ดแห่งฟ้าเดียวกัน — ตัวเดียวกับที่เคยประกาศว่าจะไม่เข้าเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันอีก — ก็ฉกปากดิสธรมาตั้งคำถาม เมื่อดิสธรบอกว่าตัวเองเป็นของแท้ และสังกัด “พรรคในหลวง” ที่ใหญ่โตมาก บัดนั้นไอ้หัวโตก็ถามหา “หัวหน้าพรรค” ใครกันคือหัวหน้าพรรคฯ คำถามที่ถ้าตีความตามเจตนาของไอ้หัวโตแล้วไม่จำเป็นต้องตอบ แต่สาธุชนพึงถามดิสธรว่าจะรับผิดชอบความ “ปากหมา” ของตัวเองอย่างไร?

แต่หากจะชี้เจตนาจากเนื้อความบางช่วงบางตอนที่ว่า “ถ้าพวกเราทุกคนรักในหลวง ไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบหรอกครับ ไม่ต้องไปแสดงพลังที่ไหน” และ “ผมเคยพูดตลอดเวลาว่า รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก” เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากทำลายความชอบธรรมการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ

สอดคล้องอย่างยิ่งกับ “สรรเสริญ แก้วกำเนิด” ที่พยายามออกมา “บิด” การพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์ให้มีความหมายเป็นอย่างอื่น ไม่ตรงตามพระเสาวณีย์!!

ผมเองได้แค่ตั้งข้อสงสัยและให้น้ำหนักไปทาง “หางแดง” ความมากระจ่างเมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่ามีใครบางคนทำตัวเป็นสปายและรับเงิน นช. ทักษิณ ชินวัตร เดือนละ ๕ แสน และเมื่อคุณปอง อัญชลี ไพรีรัก ลงรายละเอียดในข่าวเช้า “พี่ปอง น้องเก๋” ความก็ชัดกระจ่างสิ้นข้อสงสัย

ใครคนนั้นรับเงินจากนักโทษชายคนดังกล่าวเดือนละ ๕ แสน รับสายจากนักโทษชายเมื่อครั้งรัฐประหาร ๑๙ กันยา พร้อมคำสั่งให้รายงานว่า “พวกมัน” มาเข้าเฝ้าหรือยัง และพูดกันว่าอย่างไร รายงานให้หมดให้ครบทุกประเด็น!? ให้คอยทำตัวเป็นสปายคอยรายงานทุกย่างก้าวของราชสำนักนับแต่นั้น และอาจไกลถึงขั้นส่ง ‘หมายกำหนดการ’ ให้ทราบทุกวัน!?

กลุ่มข้าราชบริพารที่ถูกเลี้ยงไว้มีจำนวนไม่น้อย รับเงินแตกต่างกันตั้งแต่ ๑ – ๕ แสน!!

ถึงที่สุดแล้วการบรรยายของดิสธร วัชโรทัย คงไม่มีอะไรให้ต้องตั้งคำถามอีกว่าทำไปเพื่อใคร เพื่ออะไร และอาจไม่จำเป็นต้องถามอีกแล้วว่าพล่อยหรือหางแดง หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน

http://www.boringdays.net/disathorn-watcharothai-questioned-speech/
[/quote]