ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย

การที่พันธมิตรฯ ออกมาเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลกรณีเขาพระวิหาร-แก้ รธน. ฉายภาพคล้ายดั่งการอ่านนิยายเรื่อง “ม็อบมีเส้น” ที่บทของอดีตผู้ช่วยพระเอกอภิสิทธิ์ กลับกลายมาเป็นบทผู้ร้าย และผู้ติดตามอย่างใกล้ชิดก็อาจจะพอคาดเดาจุดจบของนิยายน้ำเน่าเรื่องนี้ได้บ้าง

บทความนี้ส่วนหนึ่งของผู้เขียน เพื่อรำลึกถึงวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย และมีการเชื่อมโยงตรงกับวันสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงการครบรอบ 8 เดือนการสลายชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยผู้เขียนต้องการอธิบายย่นย่อในบทความที่มีความเกี่ยวโยงปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 เรื่องนิยายและความจริง โดยผู้เขียนมองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นภาพสะท้อนว่า “เรา” (ฝ่ายประชาธิปไตย) กำลังเข้าใกล้เส้นชัย โดยมีตัวละครสำคัญคือ ม็อบมีเส้น (กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) กับการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดจากพรรคประชาธิปัตย์โดยอภิสิทธิ์ ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้อง “พลิก” บทบาทตัวเองจากบท “ผู้ช่วยพระเอก” กลายมาเป็นบท “ผู้ร้าย”

 

แต่ในมุมมองเปลี่ยนกลับกันของ “ม็อบมีเส้น” เองนั้น ก็อาจจะคิดไกลไปว่าตัวกูดูเหมือน “พระเอก” มากกว่า “ผู้ช่วยพระเอก” และกำลังทำหน้าที่อันมีเกียรติสูงสุดคือการพิทักษ์ปกป้อง “นางเอก” (รัฐธรรมนูญ 2550) แล้วเรียกร้องทหารเป็นผู้ช่วยตนเอง แต่อาจจะเลยเถิดไปถึงการเรียกออกมารัฐประหาร ซึ่งเผลอๆ อาจจะเป็นการกระทำที่หนักมือพลาดพลั้งกลายเป็นการฆ่านางเอกคนนี้ไปเสีย

ประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ กับปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 เหมือนนิยาย และความจริง

นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบเป็นประชาธิปไตย มีการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ มีการต่อสู้และโค่นล้มรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ซึ่งผู้เขียนมองว่าการเขียนรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับการเขียนนิยาย และเมื่อเราเอ่ยถึงนิยายนั้น ก็จะทำให้เราเห็นว่านิยายนั้นมีความใกล้ชิดต่ออารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแก่การพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าในการอ่านนิยายแต่ละเล่ม แต่ละเรื่องนั้น เราไม่สามารถอ่านตามใจอย่างเดียว และหลายครั้งประชาชนบางส่วนเองก็ชอบที่จะตามใจการรัฐประหารโดยทหาร ซึ่งเราเห็นประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ จากบางปัญหาของรัฐธรรมนูญก็เหมือนดั่งนิยาย [1]

จากยุคสมัยของคณะราษฎร กรณีตัวอย่างของปรีดี พนมยงค์ มาจนถึง จอมพล ป.พิบูลสงคราม นักวิชาการประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศได้เขียนอธิบายช่วงประวัติศาสตร์เหตุการณ์บริบทดังกล่าวว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการยอมรับจากนานาประเทศ ซึ่งถ้าเราดูจากบริบทของประวัติศาสตร์ของไทย หรือกรณีการกล่าวถึงระบอบรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.. 2492 ที่มีความเกี่ยวข้องกับนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งต่อมาได้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2549 ซึ่งเรารับรู้ว่า ความเป็นมาลำดับเรื่องราวของ “ม็อบมีเส้น” อย่างม็อบพันธมิตรฯ และเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ถูกฉีกทิ้ง ทหารจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเอง โดยรัฐบาลทหารนี้ก็มีแผนการเขียน “นิยายรัฐธรรมนูญ” ที่ต่อมาได้เกิด “รัฐธรรมนูญเฉพาะกาล” ขึ้นมาก่อน และรัฐบาลทหารนี้ก็พยายามสร้างความประทับใจในนิยาย โดยมี “ทีเด็ด” ด้วยการพยายามประกาศเรื่องภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นว่ามาจากรัฐบาลของทักษิณ [2]

ถ้าเราจำกันได้ตัวละครในการเขียนนิยายรัฐธรรมนูญ ก็มีตัวละครเป็นพวกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อทำให้ตัวละครอย่างทักษิณเป็นผู้ร้าย และภัยคุกคาม จึงต้องเขียนรัฐธรรมนูญ และสร้างรัฐธรรมนูญให้เกิดองค์ประกอบของมาตราและรายละเอียดต่างๆ นี่เป็นวิธีการสร้างความชอบธรรมของการรัฐประหาร เพื่อกำจัดผู้ร้ายและสร้างความเป็นพระเอกของทหาร โดยการใช้วิธีการลงประชามติต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อประชามติโดยเอาประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครในนิยายรัฐธรรมนูญ กลับกลายทำให้ประชาชน เป็นตัวละครที่ไม่อ่านเรื่องรัฐธรรมนูญ ในการอภิปรายประเด็นที่ซับซ้อนก็ถูกลืมไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ง่ายที่สุดของเผด็จการทหาร ซึ่งเราคิดถึงจินตนาการในการใช้ประชามติในครั้งนั้นก็เหมือนเรื่องเล่าในนิยายที่มีเผด็จการทหารขึ้นมาแล้ว “บังคับ” ให้คนลงประชามติ ซึ่งเราสามารถสำรวจบทเรียนจากประเทศต่างๆ ที่มีการใช้ประชามติแบบนี้ เหมือนเรื่องเล่าในนิยายต่างๆ เช่นกัน

ฉะนั้น เราอาจจะตีความโดยแปล “Fictions” คือ “เรื่องโกหก” หรือ “นิยาย” โดยการแปลความเรื่องนิยาย ซึ่งตามใจของตัวเองกลายเป็น “Fact” คือ “ข้อเท็จจริง” และประวัติศาสตร์อันเป็นความจริงบิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ 2550 เหมือนถ้าเราส่องกระจกดูภาพสะท้อนของเราเองในกระจก (In The Mirror) ก็บิดเบี้ยวเพี้ยนไป แต่ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เป็นโครงเรื่องอย่างนักประวัติศาสตร์หลายๆ คน ที่มีการนำเสนอเรื่องโครงเรื่องในประวัติศาสตร์ก็เหมือนนิยาย และผู้เขียนนำเสนอว่า การอ่านรัฐธรรมนูญใกล้เข้าไปเหมือนกับการอ่านนิยาย ที่เห็นการเชื่อมโยงต่อกันเป็นจินตนาการ ทำให้เกิดภาพของความคิด ความเชื่อนั่นเอง [3]

ซึ่งม็อบพันธมิตรฯ รณรงค์ในเรื่องว่า เรารักประเทศไทย (We love Thailand) แต่เราต้องไม่ลืมความจริง ก็คือ เราอยู่มีความสุข ที่ได้เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง ในโลกแห่งความจริง สำหรับม็อบมีเส้นอย่างกลุ่มพันธมิตรกับการปกป้อง “รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เหมือนกับผู้อ่านนิยายกลุ่มหนึ่ง ที่มีความอินกับนิยายเรื่องนี้ จนอยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับนิยาย พวกเขาอยากเป็นคนดีหรือพระเอก (โดยไม่รู้ตัวเองหลงผิด) เป็นผู้เสพย์นิยายรักอย่างตาบอดหูหนวก ถ้าเราคิดจินตนาการว่า พระเอกพิทักษ์ปกป้อง “นางเอก” คือรัฐธรรมนูญ 2550 นี้เสียเอง .. ม็อบมีเส้นอย่างพันธมิตรอยากเป็นพระเอกพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในชีวิตจริง!

รัฐธรรมนูญกับปัญหาเขตแดน ใกล้เหมือนการอ่านนิยายตอนจบโดยม็อบมีเส้นกับทหาร

รัฐธรรมนูญ 2550 กับปัญหาของเขตแดน มีทีมาจากรากของชุมชนจินตกรรมหรือจินตนาการความใกล้ชิดเชื่อมโยงเขตแดนของความเชื่อตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการสร้างเขตแดนเป็นแผนที่ของสยาม ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไว้แล้ว รวมทั้งงานเขียนเรื่องสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่มีตราสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายประทับเครื่องแบบของทหาร สื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คล้ายความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระห้อยคอของคน ทำให้จิตวิญญาณถูกเชื่อมโยงจินตนาการรักชาติ และรักรัฐธรรมนูญ ผ่านเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จากยุคคณะราษฎร ต่อมาสฤษดิ์ ยุคพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ ซึ่งมีปัญหาเขตแดนเขาพระวิหาร อีกทั้งปัญหาเขตแดนของไทย-กัมพูชา และปราสาทเขาพระวิหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16-6 ตุลา 19 และหลังพฤษภา35 ยังมีทีมาใกล้ชิดผูกพันต่อพรรคประชาธิปัตย์ จากปี 2543 และต่อมาสมัยทักษิณ-หลังรัฐประหารของรัฐบาลสุรยุทธ์-สมัคร(และสมชาย) เป็นต้นมา

โดยในสมัยรัฐบาลสมัคร ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้นได้กล่าวในที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 24 มิถุนา 2551 มีการบันทึกคำต่อคำของเขาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต กล่าวถึงเรื่องเขาพระวิหาร โดยสำนวนโวหารก็ปรากฏมีคำสำคัญอย่างคำว่าพระเอก,หัวใจ เพื่อเป็นโวหาร และวาทศิลป์ให้ผู้คนเข้าใจง่าย ได้ยกข้อโต้แย้งกรณีเขาพระวิหาร และบริบทของเหตุการณ์ช่วงนั้น ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นปัญหาเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับเขาพระวิหาร

ซึ่งกรณีเขาพระวิหารนั้นก็นำมาสู่ความขัดแย้งของพรมแดนเกิดการปะทะของทหารตามชายแดนในช่วงปี2551 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนต่างๆ นานา จนกระทั่งอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกเอง ก่อนวันตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์(ที่มีตราสัญลักษณ์ประจำพรรค คือ แม่พระธรณีบีบมวยผม) และปัญหาเขตแดนของเขาพระวิหารดังกล่าวก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งโดยกลุ่มพันธมิตร

เมื่อเราอ่านนิยายที่ยังไม่จบเรื่องนี้ พบว่าตัวละครของม็อบมีเส้น เช่นลุงจำลอง ซึ่งไม่ใช่ “ลุงนวมทอง” [4] มีบทบาทที่น่าสนใจ โดยบทบาทของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ถูกฉายออกมาตามคำกล่าวของเขาที่ว่า เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร

พล.ต.จำลองกล่าวว่า “ขอพูดถึงนายประพันธ์ที่พาดพิงว่าตนนั่งทางในยังรู้เลยว่านายกฯจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เสียดินแดน ตนไม่ได้นั่งทางใน แต่รู้ว่าสามารถปราบมันได้ ซึ่งก็ได้ถามนายประพันธ์ก่อนขึ้นเวทีว่าชุมนุม 11 ธ.ค. นี้แก้ไขทันใช่มั๊ย นายประพันธ์ก็ตอบว่าทัน ดังนั้นถือว่า 3 วันนี้เป็นการซ้อมใหญ่ก็แล้วกัน “11 ธ.ค.นี้ครบเครื่อง เครื่องขยายเสียงเต็มที่ มีเวที ดนตรี เป็นไงเป็นกัน ไม่รู้จักพวกเราซะแล้ว นายกฯ คนไหนทำความเสื่อมเสียให้บ้านเมือง เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร เราไล่มา 3 คนแล้วใช่มั้ย ไล่คนที่ 4 อีกคนจะเป็นยังไง  พี่น้องไม่ต้องหวั่นไหว พรุ่งนี้มติสภาฯ ออกมาอย่างไรก็ไม่เป็นไร วันที่ 11 ธ.ค. มาสู้อย่างยืดเยื้อไม่ชนะไม่เลิก ไม่ต้องห่วงแม้จะมี พรก.อะไรก็แล้วแต่ แต่การเสียดินแดนยิ่งใหญ่กว่า [5]

ทั้งนี้บทละครน้ำเน่าแบบนางอิจฉา(กำกึ่งดูเหมือนพระรอง)ของประพันธ์ คูณมี ในวันที่พันธมิตรชุมนุมหน้าสภา ที่เขาได้เรียกร้องทหารปฏิวัติอีกรอบ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็น ผบ.ทบ. จะปฏิวัติวันนี้เลย ผมพูดอย่างนี้ใครจะมาจับผม .. เขาอยากให้ปฏิวัติเพราะอยากให้เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ให้นักการเมืองชั่วหมดไปจากแผ่นดิน ถ้าเขาปฏิวัติจริงๆ มึงก็มุดหัวหางจุดตูดไปไหนไม่รู้ ถามจริงๆ เถอะที่ติดต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยประเทศนั้นประเทศนี้ เตรียมสอนหนังสือหลังหมดอำนาจนั้น ลื้อทำจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็แสดงว่าแม้แต่คุณก็ไม่มั่นใจมันผิดตรงไหนที่กูอยากให้มีการปฏิวัติ ถ้าไม่มีการปฏิวัติ นายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นเด็กบ่มแก๊สไม่สุก อยู่ตรงไหนไม่รู้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติปี 49 นายอภิสิทธิ์ชาตินี้ก็ไม่มีวันเป็นนายกฯ ถ้าไม่มีพันธมิตรฯ อภิสิทธิ์ก็ไม่มีวันเป็นนายกฯ ไฉนจึงพูดจาแบบไม่รู้จักบุญคุณประชาชน” [6]

กระแสของทหารจะกลับมาหรือไม่ ก็ต้องดูบทบาทตัวละครทหาร ซึ่งเป็นผู้ช่วยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือ ทหารเป็นตัวช่วยต่อเติมจิ๊กซอว์ให้ช่องว่างของเรื่องราวเติมเต็มกับม็อบมีเส้นพันธมิตร เช่น พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ออกมาให้ความเห็นว่าการชุมนุมพันธมิตรฯ เป็นสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของตัวละครที่กำลังเคลื่อนไหวตามบทบาทอันน่าติดตามอย่างใกล้ชิด เหมือนการอ่านนิยาย แต่ว่าถ้าม็อบออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อโค่นล้มพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล บทบาทของผู้ช่วยพระเอกอย่างอภิสิทธิ์ในอดีตของพันธมิตรก็จะกลายเป็นผู้ร้ายไปในสายตาของคนที่ชอบนิยาย ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นพระเอกในปัจจุบัน แล้วเราอาจจะมาเห็นทหาร ทำรัฐประหาร แล้วเราพลิกเปลี่ยนไปเป็นเรารักทหารเป็นลูกพี่ใหญ่ (คล้ายนิยาย1984 ถ้าคนเคยอ่านนิยาย ที่มีBig Brother:พี่เบิ้ม ทำให้เขาหรือเรารักพี่เบิ้ม)

ทั้งนี้ เราอยู่ในช่วงเวลาของยุคสมัยที่ต้องมานั่งหวาดระแวงอันตรายของรัฐประหารไม่สิ้นสุดกัน จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของม็อบมีเส้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ กรณีเขาพระวิหารซึ่งอาจจะนำไปสู่พรมแดนของความขัดแย้งสู่สงครามทหารตามแนวชายแดนรอบใหม่ โดยเราอาจจะต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ที่มีปัญหาของวัฒนธรรมการอ่าน “นิยาย” ดังที่ได้กล่าวมาในขั้นต้น

เมื่อความจริงกับเราใกล้วันปีใหม่ หรือเราใกล้ชิดเส้นชัย สู่ทางออกจากปัญหา?

ผู้เขียนลองสำรวจหาความรู้โดยได้อ่านเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญและการแก้ไขจากตัวอย่างของการอ่านแนวคิดในสิ่งที่ไม่มีในทางแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญไทย และค้นหาวิธีการอ่านรัฐธรรมนูญไทยโดยพยายามทำความเข้าใจกับมุมมองเรื่องหลักการ กระบวนการ และวัฒนธรรม กรณี unfinished constitution ต่างๆ นานา ซึ่งถ้าเราดูตัวอย่างต่างประเทศในการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญก็แล้ว แต่กระนั้นปัญหาภายในประเทศของเรา ก็ยังต้องคงใช้เวลาเป็นเราเรียนรู้ความจริง เพราะตั้งแต่ยุคคณะราษฎรก็มีปัญหารัฐธรรมนูญในบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของเราที่สูญเสียค่าใช้จ่าย ต้นทุนทางชุมชน และสูญเสียชีวิตของคนในสังคมเรื่อยมา

ทั้งนี้เราเหมือนจะ อ่านนิยายม็อบมีเส้นอย่างไม่ด่วนใจเร็วสรุปทันที ทำให้จินตนาการรวมหมู่ว่าม็อบมีเส้น ต้องการชัยชนะ จึงชวนมาฆ่ารัฐธรรมนูญ โดยเราจะต้องไม่สร้างวัฒนธรรมมวลชนที่นำทหารมาแทรกแซงทางการเมือง และในตอนนี้ม็อบมีเส้นก็ใกล้จะจบเรื่องการโกหกอันเป็นนิยายน้ำเน่า ดังเช่นการประกาศไม่ชุมนุมวันที่ 11 ธันวาคม 2553

อย่างไรก็ตาม เราต้องมีอิสระ เสรีภาพ ภราดรภาพแห่งพี่น้อง และความยุติธรรม จากความจริงเป็นสากลของโลกเป็นเพื่อนมนุษยชาติร่วมกัน เราจะต้องไม่ยอมให้คนถูกขังคุกหมดอิสระ เสรีภาพ และความยุติธรรม โดนถูกลืมจากรัฐชาติไทย เราต้องร่วมมือสร้างชุมชนจินตนาการของชาติสอดคล้องร่วมกัน และต้องหาความคิดสร้างสรรค์เพื่อชาติไทย เพื่อเป็นเส้นทางสำหรับเอามวลมหาประชาชนมาควบคุมทหาร ทำให้ประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชน ร่วมสร้างเข้าใกล้เส้นชัยเสร็จสมบูรณ์เพื่อประชาชน สิ่งนี้เป็นเรื่องความจริงได้

โดยเตรียมยินดีต้อนรับเดือนแห่งความสุข ทั้งเข้มแข็งโดยสุขภาพแข็งแรงสำหรับสวัสดีปีใหม่ของทุกคน

อ้างอิง

 

[1] ผู้เขียนได้ความคิดที่มาของ constitutional fictions โดยหนังสือเรื่อง Some problems of the constitution. by Geoffrey Marshall, Graeme Cochrane

[2] ผู้เขียนได้ความคิดทีมาโดย Writing another Thai Constitution amounts to writing a fiction one more time “A human rights group castigates Coup leaders”

http://www.asiantribune.com/index.php?q=node/2406

[3] ส่วนหนึ่งของความคิดของผู้เขียนได้แรงบันดาลใจที่มาของในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน

[4] รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53 http://www.prachatai3.info/journal/2010/10/31646

[5] จำลอง ศรีเมือง: เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร

http://prachatai.com/journal/2010/11/32050

[6] พันธมิตรชุมนุมหน้าสภา "ประพันธ์ คูณมี" ร้องทหารปฏิวัติอีกรอบ

http://prachatai.com/journal/2010/11/32016

 

 

 

Comments

ใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว

ใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว ใกล้แล้วจริงๆ

เวปมาสเตอร์ เก็บกระเป๋าปิดเวปได้แล้ว เดี๋ยวหนีไม่ทัน

แม้กระทั่ง...นักกฏหมายระดับปร

แม้กระทั่ง...นักกฏหมายระดับปรมาจารย์ ก็ยังบอกว่าไม่มีกฎหมายฉบับไหนที่สมบรูณ์ที่สุด

มีแต่บอกว่า...กฏหมายนั้นๆ ก็ที่สุด ตามกาลเวลาในช่วงนั้นๆ

เมื่อสังคมเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน กฏหมายก็ต้องปรับให้ตามทัน

บุคคลที่ได้ร่วมในการยกร่าง รธน. ทั้งปี ๔๐ และปี ๕๐ ยังกล่าวว่า...

ทั้งสองฉบับดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในตอนนั้น โดยกล่าวต่อไปว่า

ฉบับปี ๔๐ ให้อำนาจ สส. มาก แต่พอนักการเมืองมีอำนาจมาก อยากทำอะไรก็ทำได้ การทุจริตจึงเกิดมาก

ส่วนฉบับ ๕๐ จำกัดอำนาจนักการเมือง ให้อำนาจศาลมาก

ประชาชนก็ว่า...การริดรอนอำนาจ สส. เสมือนการริดรอนอำนาจประชาชน

เมื่อคำตัดสินค้านสายตาก็ว่า...ศาลตาชั้่งไม่ตรง ทำให้สมดุลอำนาจเสีย

สรุป...เมื่อไม่ชอบ รธน. จะทำอย่างไร

บ้างคนก็ว่า...ให้แก้ไข บ้างก็ว่า...ให้ยกเลิกไปใช้ของเก่า บ้าง...ก็ยุยงให้เกิดการฉีก รธน. อีกครั้ง

มีเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่งเคยถามผมว่า...คิดอย่างไรกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยของคนไทย

ผมเริ่มต้นด้วยการหัวเราะ...และก็ตอบว่า นี่แหล่ะที่เค้าเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ"

เมื่อประชาชนเรายังไม่พร้อมกับการปกครองแบบชาติตะวันตก สุดท้าย...ก็นำปัญหามาสู่ชาติไทยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ผมจึงว่า...ไม่มีเส้นชัยสำหรับเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องยังไม่ถึงกาลเวลา และจะให้ย้อนเวลากลับไปก็ทำไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ...

เมื่อใด...ที่คนไทยทั้งชาติเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง รธน.

เมื่อนั้น...เราจึงจะวิ่งออกจากจุดเริ่มต้น "ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"

Benni Deutschland

[quote=Benni Deutschland]แม้กระทั่ง...นักกฏหมายระดับปรมาจารย์ ก็ยังบอกว่าไม่มีกฎหมายฉบับไหนที่สมบรูณ์ที่สุด

มีแต่บอกว่า...กฏหมายนั้นๆ ก็ที่สุด ตามกาลเวลาในช่วงนั้นๆ

เมื่อสังคมเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน กฏหมายก็ต้องปรับให้ตามทัน

บุคคลที่ได้ร่วมในการยกร่าง รธน. ทั้งปี ๔๐ และปี ๕๐ ยังกล่าวว่า...

ทั้งสองฉบับดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในตอนนั้น โดยกล่าวต่อไปว่า

ฉบับปี ๔๐ ให้อำนาจ สส. มาก แต่พอนักการเมืองมีอำนาจมาก อยากทำอะไรก็ทำได้ การทุจริตจึงเกิดมาก

ส่วนฉบับ ๕๐ จำกัดอำนาจนักการเมือง ให้อำนาจศาลมาก

ประชาชนก็ว่า...การริดรอนอำนาจ สส. เสมือนการริดรอนอำนาจประชาชน

เมื่อคำตัดสินค้านสายตาก็ว่า...ศาลตาชั้่งไม่ตรง ทำให้สมดุลอำนาจเสีย

สรุป...เมื่อไม่ชอบ รธน. จะทำอย่างไร

บ้างคนก็ว่า...ให้แก้ไข บ้างก็ว่า...ให้ยกเลิกไปใช้ของเก่า บ้าง...ก็ยุยงให้เกิดการฉีก รธน. อีกครั้ง

มีเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่งเคยถามผมว่า...คิดอย่างไรกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยของคนไทย

ผมเริ่มต้นด้วยการหัวเราะ...และก็ตอบว่า นี่แหล่ะที่เค้าเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ"

เมื่อประชาชนเรายังไม่พร้อมกับการปกครองแบบชาติตะวันตก สุดท้าย...ก็นำปัญหามาสู่ชาติไทยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ผมจึงว่า...ไม่มีเส้นชัยสำหรับเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องยังไม่ถึงกาลเวลา และจะให้ย้อนเวลากลับไปก็ทำไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ...

เมื่อใด...ที่คนไทยทั้งชาติเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง รธน.

เมื่อนั้น...เราจึงจะวิ่งออกจากจุดเริ่มต้น "ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"[/quote]

ปรมาจารย์ทางกฎหมายคนไหนนะที่บอกว่าไม่มีกฎหมายฉบับไหนสมบูรณ์ที่สุด สงสัยจัง
กฎหมายที่เขียนขึ้นมา ก็ต้องมีเจตนารมณ์ มีความตั้งใจ ตั้งใจอย่างไร ก็เขียนไว้อย่างนั้น

ตั้งใจให้เป็นเผด็จการ ตั้งใจขี้โกง ตั้งใจให้มันผิดเพี้ยนไป ก็จะปรากฏอยู่ในกฎหมายเหล่านั้น เห็นทาสแท้

ก่อนการลงประชามติยังยอมรับกันเลยว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันไม่สมบูรณ์ ไม่ตรงใจประชาชน และนักวิชาการหลายคน
เห็นควรให้มีการแก้ไข แม้แต่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ก็ตาม ก็บอกว่าให้รับๆไปก่อน

ค่อยมาแก้ไขในภายหลัง

จริงๆแล้วรัฐธรรมนูญ 2550 มีความผดพลาดมากมายหลายเรื่อง จนเป็นปัญหาสำคัญในการบริหารกิจการของบ้านเมือง
ที่แน่ๆมาตรา 190 หากเห็นว่ามีประโยชน์กับการบริหารประเทศจริง จะยื่นญัตติให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมทำไม

มันเป็นความผิดพลาดในระบบคิดก่อนการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550นั้นแล้ว

การลดอำนาพรรคการเมือง ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลครอบงำเป็นใหญ่เหนือกว่ามติของประชาชน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย

แท้ที่สุดความเลวร้ายจริงๆนั้นอยู่ที่มาตรา 309 ที่คงไว้ด้วยอำนาจมืดผูกพันเอารัฐธรรมนูญ 2549
และประกาศ คปค.ทุกฉบับมาเป็นกฎหมายพ่วงแบบเดียวกัการซื้อเหล้าแถมเบียร์ แถมไวน์ให้อีกต่างหาก

เอาให้เมาหัวทิ่มกันไปเลย และยังซ่อนพิษไว้ให้กระทำความผิดใดๆได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และนิรโทษกรรมไว้สิ้น

นิรโทษกรรมไว้ให้ล่วงหน้าเลย ตราบเท่าที่มาตรา 309 นี้ยังมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกพิกลในการเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้

สงสัยเขาคงคิดว่าประชาชนไม่พร้อม ไม่เข้าใจ ไม่ได้อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ยังหลอกกันได้อีกนาน

จึงมีการกระทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นความถูกต้องในสายตาของประชาชน

ในคำโพสต์ของคุณที่ผมอ้างอิงนี้ ในความวรรคสุดท้าย คุณก็ยอมรับอยู่แล้วโต้งๆว่า

มันยังไม่เป็นประชาธิปไตย คุณยอมรับกฎหมายที่เป็นเผด็จการหรือ และคุณไม่ยินยอมให้มีการแก้ไขหรือ
หรือว่าคุณเป็นพวกเดียวกับเผด็จการที่ต้องการคงความเลวร้ายของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ไว้

เพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของคนบางกลุ่ม มิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

I wish Khun Guest would

I wish Khun Guest would contribute his opinion more often as his comments are logical and worthwhile for the whole nation to read.

How right he is on the practice of constitution, which time and time again has been amended or rewritten anew to suit the ruling party at that particular time rather than for the requirement of the people. Is that what is called "Thai Democracy?"

ข้อเขียนนี้นำเสนอได้น้ำเน่ามา

ข้อเขียนนี้นำเสนอได้น้ำเน่ามาก ๆ เลย ขอโทษ น่ะ..?? คุณเป็นใครทำไมไม่บอกชื่อตัวตนมาให้ได้รู้ด้วย ล่ะ..? จนวันนี้
คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าคนพวกนี้เป็นคนกลุ่มเดียวกันที่นิยมเผด็จการทหารชั่วที่ล้าหลัง ที่แบ่งหน้าที่การแสดงออกเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อหลอกลวงตบตาประชาชน เพื่อการเสวยสุขอยู่บนอำนาจ และผลประโยชน์ที่ปล้นไปจากประชาชน ด้วยการจัดการอย่างมีระบบแบบแผน จึงไม่ง่ายเลยที่ประชาชนมือเปล่าจะเข้ายื้อ แย่งชิงชัยชนะกลับคืนมาได้ ไฉนจึงกล้ากล่าวได้ว่าใกล้ได้ชัยชนะมาเป็นของประชาชน โดยที่คุณเองยังแยกแยะมิตรหรือศัตรูไม่ออก..? ชิมิๆๆๆ

Guest ดำดิน wrote:Benni

[quote=Guest ดำดิน][quote=Benni Deutschland]แม้กระทั่ง...นักกฏหมายระดับปรมาจารย์ ก็ยังบอกว่าไม่มีกฎหมายฉบับไหนที่สมบรูณ์ที่สุด

มีแต่บอกว่า...กฏหมายนั้นๆ ก็ที่สุด ตามกาลเวลาในช่วงนั้นๆ

เมื่อสังคมเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน กฏหมายก็ต้องปรับให้ตามทัน

บุคคลที่ได้ร่วมในการยกร่าง รธน. ทั้งปี ๔๐ และปี ๕๐ ยังกล่าวว่า...

ทั้งสองฉบับดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในตอนนั้น โดยกล่าวต่อไปว่า

ฉบับปี ๔๐ ให้อำนาจ สส. มาก แต่พอนักการเมืองมีอำนาจมาก อยากทำอะไรก็ทำได้ การทุจริตจึงเกิดมาก

ส่วนฉบับ ๕๐ จำกัดอำนาจนักการเมือง ให้อำนาจศาลมาก

ประชาชนก็ว่า...การริดรอนอำนาจ สส. เสมือนการริดรอนอำนาจประชาชน

เมื่อคำตัดสินค้านสายตาก็ว่า...ศาลตาชั้่งไม่ตรง ทำให้สมดุลอำนาจเสีย

สรุป...เมื่อไม่ชอบ รธน. จะทำอย่างไร

บ้างคนก็ว่า...ให้แก้ไข บ้างก็ว่า...ให้ยกเลิกไปใช้ของเก่า บ้าง...ก็ยุยงให้เกิดการฉีก รธน. อีกครั้ง

มีเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่งเคยถามผมว่า...คิดอย่างไรกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยของคนไทย

ผมเริ่มต้นด้วยการหัวเราะ...และก็ตอบว่า นี่แหล่ะที่เค้าเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ"

เมื่อประชาชนเรายังไม่พร้อมกับการปกครองแบบชาติตะวันตก สุดท้าย...ก็นำปัญหามาสู่ชาติไทยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ผมจึงว่า...ไม่มีเส้นชัยสำหรับเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องยังไม่ถึงกาลเวลา และจะให้ย้อนเวลากลับไปก็ทำไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ...

เมื่อใด...ที่คนไทยทั้งชาติเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง รธน.

เมื่อนั้น...เราจึงจะวิ่งออกจากจุดเริ่มต้น "ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"[/quote]

ปรมาจารย์ทางกฎหมายคนไหนนะที่บอกว่าไม่มีกฎหมายฉบับไหนสมบูรณ์ที่สุด สงสัยจัง
กฎหมายที่เขียนขึ้นมา ก็ต้องมีเจตนารมณ์ มีความตั้งใจ ตั้งใจอย่างไร ก็เขียนไว้อย่างนั้น

ตั้งใจให้เป็นเผด็จการ ตั้งใจขี้โกง ตั้งใจให้มันผิดเพี้ยนไป ก็จะปรากฏอยู่ในกฎหมายเหล่านั้น เห็นทาสแท้

ก่อนการลงประชามติยังยอมรับกันเลยว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันไม่สมบูรณ์ ไม่ตรงใจประชาชน และนักวิชาการหลายคน
เห็นควรให้มีการแก้ไข แม้แต่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ก็ตาม ก็บอกว่าให้รับๆไปก่อน

ค่อยมาแก้ไขในภายหลัง

จริงๆแล้วรัฐธรรมนูญ 2550 มีความผดพลาดมากมายหลายเรื่อง จนเป็นปัญหาสำคัญในการบริหารกิจการของบ้านเมือง
ที่แน่ๆมาตรา 190 หากเห็นว่ามีประโยชน์กับการบริหารประเทศจริง จะยื่นญัตติให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมทำไม

มันเป็นความผิดพลาดในระบบคิดก่อนการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550นั้นแล้ว

การลดอำนาพรรคการเมือง ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลครอบงำเป็นใหญ่เหนือกว่ามติของประชาชน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย

แท้ที่สุดความเลวร้ายจริงๆนั้นอยู่ที่มาตรา 309 ที่คงไว้ด้วยอำนาจมืดผูกพันเอารัฐธรรมนูญ 2549
และประกาศ คปค.ทุกฉบับมาเป็นกฎหมายพ่วงแบบเดียวกัการซื้อเหล้าแถมเบียร์ แถมไวน์ให้อีกต่างหาก

เอาให้เมาหัวทิ่มกันไปเลย และยังซ่อนพิษไว้ให้กระทำความผิดใดๆได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และนิรโทษกรรมไว้สิ้น

นิรโทษกรรมไว้ให้ล่วงหน้าเลย ตราบเท่าที่มาตรา 309 นี้ยังมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกพิกลในการเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้

สงสัยเขาคงคิดว่าประชาชนไม่พร้อม ไม่เข้าใจ ไม่ได้อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ยังหลอกกันได้อีกนาน

จึงมีการกระทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นความถูกต้องในสายตาของประชาชน

ในคำโพสต์ของคุณที่ผมอ้างอิงนี้ ในความวรรคสุดท้าย คุณก็ยอมรับอยู่แล้วโต้งๆว่า

มันยังไม่เป็นประชาธิปไตย คุณยอมรับกฎหมายที่เป็นเผด็จการหรือ และคุณไม่ยินยอมให้มีการแก้ไขหรือ
หรือว่าคุณเป็นพวกเดียวกับเผด็จการที่ต้องการคงความเลวร้ายของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ไว้

เพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของคนบางกลุ่ม มิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่[/quote]
-----------------------------------------------------------------------------

ประเด็น "ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้" ณ เวลานั้น หมายความว่าอะไร...

ทุกคนที่ร่วมกันยกร่าง รธน. ฉบับ ๕๐ ก็มาจากทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ซึ่งมีหลายคนความเจนจัดและก็เป็นปรมานจารย์ทางกฏหมาย

บางท่านก็พูดว่า...กฏหมายบางวรรคบางตอนของเรา เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ราวกับย้อนยุคไปหลายสมัย

คำถาม คือ เหตุใดนักปราชญ์เหล่านั้น จึงทำหน้าที่ต่อและปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ออกสู่ประชามติ

คำตอบที่ได้รับ คือ ก็เพราะตนเป็นผู้รู้ด้านกฏหมาย และมีสภาพความเป็นกลาง "เท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น"

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลบิ็กแอ็ด จึงเชิญมาร่วมวงร่าง รธน.

ถามต่อไป...ทำไมจึงตบปากรับคำ "เห็นแก่เงิน หรือว่า เห็นด้วยกับการปฏิวัติ"

ตอบต่อ...ก็ถ้าไม่มาร่วมแล้วปล่อยให้เหล่าผู้มีอำนาจทำกันเอง

พอร่างเสร็จก็ยื่นคำขาด...ไม่รับไม่มีเลือกตั้ง อะไรจะเกิดขึ้น

ไม่ใช่แค่ รธน. ที่จะล้าหลังมากกว่าเดิม แต่จะเป็นนองเลือด และทำให้ประเทศจะต้องถอยหลังไปอีกหลายก้าว

ซึ่งทุกท่านที่มาร่วมงานร่าง รธน. ฉบับ ๔๐ มีใจบริสุทธิ์ และไม่มีความคิดอิงฝ่ายทหาร

ถึงแม้...จะต้องทนบรรจุสิ่งที่ค้านสายตาคนที่อ่าน รธน. รู้เรื่อง อย่างมาตรา ๓๐๙ ไว้ใน รธน. ฉบับนี้ก็ตาม

ผมจึงว่า...ถึงแม้ไม่สมบรูณ์ (คือ ไม่สามารถถูกใจทุกคน) แต่ "ก็ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ณ เวลานั้น"

--------------------------------------------------------------------------------

แน่นอนว่า รธน. ฉบับนี้ต้องมีการแก้ไข และถึงจะเป็นฉบับหน้าก็ต้องแก้ไขอีก เพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์เป็นนิรันดร์กาล

แต่ถ้าจะพูดเรื่อง...ไม่เห็นด้วยและตั้งธงก่อนว่าจะต้องแก้ไข ในภายหลัง

ต้องขอย้อนความถึงการร่าง รธน. ฉบับ ๔๐ ในยุคบิ็กจิ๋ว

ขณะนั้น...มีเสียงวิจารณ์อยู่ตลอด จากทุกหมู่เหล่า

บ้างก็ว่า...คนร่างเป็นนักวิชาการ นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่เข้าใจประชาชน

อย่างข้อจำกัด...เรื่องวุฒิการศึกษาของ สส. ว่าต้องจบ ป.ตรี เป็นการริดรอนสิทธิของประชาชน เพื่อจะเป็น สส.

หรือแม้กระทั่ง...ท่านอ๋อย เองยังให้สัมภาษณ์ ยอมรับว่า รธน. ๔๐ เองก็มีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ

แกเลยบอก ม็อบไล่ท่านทักษิณว่า...ให้ยกร่าง รธน. ใหม่ไหม

พธม. บอกไม่เอา กลัวไม่เป็นธรรม เนื่องจากการคัดสรรคณะยกร่างทำโดย รัฐบาลในยุคนั้น

ผมขอคิดต่อ...ถ้าวันนั้น ไม่มีรัฐประหาร แล้วก็จบลงด้วย รธน. ฉบับที่ยกร่างโดย รับาลท่านแม้ว

วันนี้...ก็คงมีคนตั้งธงเหมือนเดิม ก่อนการลงประชามติว่า "ไม่ยอมรับมาตั้งแต่ต้น และจะต้องทำการแก้ไข" เหมือนอย่างที่คุณพูด

และในความเห็นที่ผมแสดงไปก่อนหน้านี้ "ก็ไม่ได้คัดค้าน" เรื่องการแก้ไข ยกเลิก หรือแม้กระทั่งฉีกแล้วเขียนใหม่

แต่ผมแสดงความเห็นว่า...ประชาธิปไตย "มันมาถึงเราแบบดิบๆ เพียงเพราะมีบางคนไปชิงสุกก่อนที่มันจะห่าม" ก็เท่านั้นเอง

และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ

และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ "ผมไม่เห็นด้วย" กับบทความนี้...เรื่องถึงเส้นชัย

เพราะจะถึงเส้นชัยได้อย่างไร...

ในเมื่อ...เรายังไม่ทันออกจากจุดเริ่มต้น

----------------------------------------------

แต่ถ้าอยากจะให้เป็นประเด็นความคิด ระหว่างคุณกับผม

ไม่ทราบว่า...คุณอยากจะทำอะไรกับ รธน. ๕๐ ฉบับนี้

แก้ไข หรือเอาของเก่ามาใช้ หรือฉีกทิ้ง หรืออย่างอื่น

ก็ว่ามา...ผมจะได้แสดงความเห็นได้ถูกว่า จะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง

--------------------------------------------------

ครับ คุณ Guest ดำดิน

Benni Deutschland

[quote=Benni Deutschland]และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ "ผมไม่เห็นด้วย" กับบทความนี้...เรื่องถึงเส้นชัย

เพราะจะถึงเส้นชัยได้อย่างไร...

ในเมื่อ...เรายังไม่ทันออกจากจุดเริ่มต้น

----------------------------------------------

แต่ถ้าอยากจะให้เป็นประเด็นความคิด ระหว่างคุณกับผม

ไม่ทราบว่า...คุณอยากจะทำอะไรกับ รธน. ๕๐ ฉบับนี้

แก้ไข หรือเอาของเก่ามาใช้ หรือฉีกทิ้ง หรืออย่างอื่น

ก็ว่ามา...ผมจะได้แสดงความเห็นได้ถูกว่า จะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง

--------------------------------------------------

ครับ คุณ Guest ดำดิน[/quote]
ถามคุณก่อนว่า มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ขี้โกงหรือเปล่าครับ
เพราะนิรโทษกรรมทั้งอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตไว้เสร็จสรรพ จะทำยังไงก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องรับผิด แถมมอบอำนาจกี่ช่วงก็ได้ มีที่ไหนในโลกบ้าง

มาตรา 190 เป็นปัญหาในการบริหารประเทศ แบไต๋ให้คู่เจรจารู้ไส้รู้พุงหมดเปลือกก่อนถึงโต๊ะเจรจา
คู่เจรจามีข้อตกลงนอกกรอบ ที่รับมติมาแล้ว ก็ตกลงไม่ได้ ต้องกลับไปถามใหม่ อย่างนี้โง่หรือเปล่า

ถ้าไม่เห็นถึงความผิดพลาด รัฐบาลนี้มุ่งมั่นจะแก้ไขทำไม ถ้าเห็นว่าดี

มาตรา 49 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย เกี่ยวกับการศึกษา เวลาประชามติ คุณได้อ่านหรือเปล่าว่าข้อความกฎหมายมาตรา 49 นั้นมีเพียงแค่สองวรรค เอกสารที่ประชามติทั่วประเทศเป็นอย่างนี้

แล้วเวลาที่ประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 ในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 49 มีสามวรรค

มันผิดเพี้ยนไปจากประชามติที่ผ่านการถามประชาชนมาแล้วได้อย่างไร ใครทำให้ผิดพลาด

หรือถ้าคุณไม่เชื่อเปิดอ่านดูซิครับ หรือว่ายังไม่เคยได้อ่านเลย ก็อย่ามาโต้กับผมเรื่องรัฐธรรมนูญเลย

ปรมาจาย์กฎหมายที่ไหน ใครอ่านก็ต้องเห็นว่ามันผิดเพี้ยนไปแล้ว

แล้วคำว่าสองวรรค หรือสามวรรคนั้น มันหมายความอย่างไรคุณรู้หรือเปล่า

ถ้ารู้ก็แล้วไป ถ้าไม่รู้ก็จะไขให้รู้ว่า มาตรา 49 ที่ถามมติประชาชนนั้มันมีแค่ สองย่อหน้า แต่ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มันมี สามย่อหน้า จริงๆเปิดดูได้เลย ยังมีเรื่องแปลกพิศดารอีกมากมายในรัฐธรรมนูญ 2550

เอ้า เข้าไปดูได้ นี่ รัฐธรรมนูญ 2550

http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2550-a0001.pdf

ลองไปเทียบอ่านในเล่มสีเหลืองซิ ระวังขี้โกงติดมือกลับมานะครับ

แล้วผมจะไปรับรองรัฐธรรมนูญ 2550 ได้อย่างไร

สำหรับรัฐธรรมนูญ 2540 คุณอย่าตีค่าความตั้งใจของประชาชนที่ได้มีโอกาสร่วมกันร่างจนมีผลสมบูรณ์และสร้างสรรค์ประเทศให้ได้ประชาธิปไตย

แม้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้วคนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งที่เป็นของประชาชนจริงๆ ซึ่งก็หยั่งรากลึกจนมาถึงวันนี้ อย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

ประเด็นข้อผิดพลาดที่สำคัญก็เห็นจะเป็นเรื่องการสรรหาคณะกรรมการ ปปช. ที่มาตรา 297 วรรคสามได้กำหนดไว้
คงจำได้ว่าเรามีวิกฤตการณ์ ปปช. ที่สรรหายังไม่ได้ มีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 297 วรรคสามนี้ก่อน เพราะกรรมการ ปปช. ที่มีมติเพิ่มเงินประจำตำแหน่งกันเอง ลาออก

http://ttsan.blogspot.com/2005/05/9-2-2.html (ขออนุญาตลิ้งค์ข้อความเกี่ยวกับการลาออกของ ปปช.ครับ)

แล้วเราก็ขาดแคลนคณะกรรมการ ปปช. มาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคในสภาผู้แทนราษฎรมีเพียง สี่พรรค ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคสามที่ต้องมีผู้แทนพรรคการเมือง ห้าพรรค ในการทำหน้าที่สรรหาคณะกรรมการ ปปช.

คุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญมันยาวนะครับ คุณอยากโต้อะไรมาอีก ก็ว่ามา จะเขียน จะพิมพ์ให้ยาวไปกว่านี้
เดี๋ยวคนอ่านคนอื่นจะเบื่อ

Guest ดำดิน wrote:Benni

[quote=Guest ดำดิน][quote=Benni Deutschland]และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ "ผมไม่เห็นด้วย" กับบทความนี้...เรื่องถึงเส้นชัย

เพราะจะถึงเส้นชัยได้อย่างไร...

ในเมื่อ...เรายังไม่ทันออกจากจุดเริ่มต้น

----------------------------------------------

แต่ถ้าอยากจะให้เป็นประเด็นความคิด ระหว่างคุณกับผม

ไม่ทราบว่า...คุณอยากจะทำอะไรกับ รธน. ๕๐ ฉบับนี้

แก้ไข หรือเอาของเก่ามาใช้ หรือฉีกทิ้ง หรืออย่างอื่น

ก็ว่ามา...ผมจะได้แสดงความเห็นได้ถูกว่า จะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง

--------------------------------------------------

ครับ คุณ Guest ดำดิน[/quote]
ถามคุณก่อนว่า มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ขี้โกงหรือเปล่าครับ
เพราะนิรโทษกรรมทั้งอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตไว้เสร็จสรรพ จะทำยังไงก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องรับผิด แถมมอบอำนาจกี่ช่วงก็ได้ มีที่ไหนในโลกบ้าง

มาตรา 190 เป็นปัญหาในการบริหารประเทศ แบไต๋ให้คู่เจรจารู้ไส้รู้พุงหมดเปลือกก่อนถึงโต๊ะเจรจา
คู่เจรจามีข้อตกลงนอกกรอบ ที่รับมติมาแล้ว ก็ตกลงไม่ได้ ต้องกลับไปถามใหม่ อย่างนี้โง่หรือเปล่า

ถ้าไม่เห็นถึงความผิดพลาด รัฐบาลนี้มุ่งมั่นจะแก้ไขทำไม ถ้าเห็นว่าดี

มาตรา 49 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย เกี่ยวกับการศึกษา เวลาประชามติ คุณได้อ่านหรือเปล่าว่าข้อความกฎหมายมาตรา 49 นั้นมีเพียงแค่สองวรรค เอกสารที่ประชามติทั่วประเทศเป็นอย่างนี้

แล้วเวลาที่ประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 ในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 49 มีสามวรรค

มันผิดเพี้ยนไปจากประชามติที่ผ่านการถามประชาชนมาแล้วได้อย่างไร ใครทำให้ผิดพลาด

หรือถ้าคุณไม่เชื่อเปิดอ่านดูซิครับ หรือว่ายังไม่เคยได้อ่านเลย ก็อย่ามาโต้กับผมเรื่องรัฐธรรมนูญเลย

ปรมาจาย์กฎหมายที่ไหน ใครอ่านก็ต้องเห็นว่ามันผิดเพี้ยนไปแล้ว

แล้วคำว่าสองวรรค หรือสามวรรคนั้น มันหมายความอย่างไรคุณรู้หรือเปล่า

ถ้ารู้ก็แล้วไป ถ้าไม่รู้ก็จะไขให้รู้ว่า มาตรา 49 ที่ถามมติประชาชนนั้มันมีแค่ สองย่อหน้า แต่ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มันมี สามย่อหน้า จริงๆเปิดดูได้เลย ยังมีเรื่องแปลกพิศดารอีกมากมายในรัฐธรรมนูญ 2550

เอ้า เข้าไปดูได้ นี่ รัฐธรรมนูญ 2550

http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2550-a0001.pdf

ลองไปเทียบอ่านในเล่มสีเหลืองซิ ระวังขี้โกงติดมือกลับมานะครับ

แล้วผมจะไปรับรองรัฐธรรมนูญ 2550 ได้อย่างไร

สำหรับรัฐธรรมนูญ 2540 คุณอย่าตีค่าความตั้งใจของประชาชนที่ได้มีโอกาสร่วมกันร่างจนมีผลสมบูรณ์และสร้างสรรค์ประเทศให้ได้ประชาธิปไตย

แม้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้วคนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งที่เป็นของประชาชนจริงๆ ซึ่งก็หยั่งรากลึกจนมาถึงวันนี้ อย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

ประเด็นข้อผิดพลาดที่สำคัญก็เห็นจะเป็นเรื่องการสรรหาคณะกรรมการ ปปช. ที่มาตรา 297 วรรคสามได้กำหนดไว้
คงจำได้ว่าเรามีวิกฤตการณ์ ปปช. ที่สรรหายังไม่ได้ มีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 297 วรรคสามนี้ก่อน เพราะกรรมการ ปปช. ที่มีมติเพิ่มเงินประจำตำแหน่งกันเอง ลาออก

http://ttsan.blogspot.com/2005/05/9-2-2.html (ขออนุญาตลิ้งค์ข้อความเกี่ยวกับการลาออกของ ปปช.ครับ)

แล้วเราก็ขาดแคลนคณะกรรมการ ปปช. มาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคในสภาผู้แทนราษฎรมีเพียง สี่พรรค ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคสามที่ต้องมีผู้แทนพรรคการเมือง ห้าพรรค ในการทำหน้าที่สรรหาคณะกรรมการ ปปช.

คุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญมันยาวนะครับ คุณอยากโต้อะไรมาอีก ก็ว่ามา จะเขียน จะพิมพ์ให้ยาวไปกว่านี้
เดี๋ยวคนอ่านคนอื่นจะเบื่อ[/quote]

-----------------------------------------------------------

ก่อนอื่น..ต้องขอชมเชยคุณที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี เรื่อง รธน.

และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้โต้ตอบแสดงความเห็นกับคนไทยที่ใส่ใจใน รธน. ซึ่งเสมือนเรื่องปากท้อง (แม้นักกฏหมายบางคนยังเมินที่จะใส่ใจกับเรื่องนี้)

จากที่อ่านจากความเห็นของคุณ ผมพยามสรุปให้ได้ความดังนี้ (ถ้าเข้าใจผิดก็ช่วยชี้แจงแก้ไขด้วย)

๑. คุณไม่เห็นด้วยกับ รธน. ฉบับ ๕๐

๒. คุณว่า...ปรมาจาย์กฎหมายที่ไหน ใครอ่าน (รธน. ฉบับ ๕๐) ก็ต้องเห็นว่ามันผิดเพี้ยนไปแล้ว

๓. คุณอยากจะให้นำ รธน. ฉบับ ๔๐ ปัดฝุ่นกลับมาใช้ใหม่

--------------------------------------------------------

ผมเคารพความคิดของคุณที่ไม่เห็นด้วย

แต่ขณะเดียวกัน คุณเองก็ต้องเคารพความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่รับรอง รธน. ฉบับ ๕๐ ด้วยมติเกินครึ่ง และมากกว่า ไม่เห็นด้วยรวมกับบัตรเสีย อยู่หลายหลักล้าน

ส่วนข้อบกพร่องตามที่คุณว่า...หลายมาตรา (ยกเว้น ๓๐๙) เกิดขึ้นหลังจากประกาศใช้แล้วมาระยะหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการตั้งธงว่าต้องแก้ไขตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรสมบรูณ์ตลอดเวลา

ส่วนมาตรา ๓๐๙ อันนี้ต้องเข้าใจสถานการณ์ ณ เวลานั้นในการยกร่างว่า

อยู่ในสภาวะของความขัดแย้ง ที่ต้องทำเช่นเพื่อควบคุมความขัดแย้งไม่ให้บานปลาย

ถ้าเกิดไม่บรรจุข้อนี้ไว้พวงท้าย ตามที่คนมีอำนาจแนะนำ แล้วเกิดมีคนอยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าหาเหตุ

สุดท้าย ปว. น้ำเน่าก็จะเกิดอย่างไม่มีวันจบ

ผมเองคงต้องพูดประโยคเดิม ซึ่งตรงกับความเห็นของ อ. สมคิด เลิศไพฑูรย์ (หนึ่งใน สสร. ๕๐) ว่า... รธน. ฉบับ ๕๐ ดีที่สุดเท่าทีจะเป็นได้ในเวลานั้น

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไมมีข้อบกพร่องหรือห้ามแก้ไข เพียงแต่ต้องเข้าใจข้อบกพร่องของ รธน. ๔๐ และที่มาที่ไป ต้นเหตุของการร่าง รธน. ๕๐ ซึ่งมีรายละเอียดตามนี้...

http://law.tu.ac.th/outline/2551/2/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%281%29.pdf

ผมเองในนามแฝง Benni Deutschland คงไม่อาจยกตัวว่าเป็น ปรมาจารย์ทางด้านกฏหมายได้

แต่ถ้าเป็น อ. สมคิด เลิศไพฑูรย์ ซึ่งมีแนวคิดหลายอย่างที่ตรงกับผมในเรื่อง รธน. ๔๐ และ ๕๐ (ช่วงสรุปท้ายของเอกสารข้างต้น) ซึ่งคุณเองคงรู้จักและอาจยอมรับว่าเป็น ปรมาจารย์ทางกฏหมายก็เป็นได้

ถ้าไม่รู้จัก ดูประวัติได้ตามนี้...

http://www.tu.ac.th/overview/admin/tucommittee/director/somkit.htm

ลองเจียดเวลาเอกสารข้างต้น...อาจทำให้คุณเข้าใจ มุมมองของผมมากขึ้น

ผมขอแสดงจุดยืน "ไม่เห็นด้วยกับการนำ รธน. ๔๐ กลับมาใช้ใหม่"

ส่วนตัว...ผมเห็นด้วยกับ ฉบับ ๕๐ แต่ไม่ได้ตั้งธง ห้ามแก้ไข

คำถาม คือ จะให้แก้ไขเมื่อไหร่...

ถ้าต้องทำในขณะที่บ้านเมืองแตกแยกเหมือนครั้งปี ๔๙

สุดท้าย...เราก็จะได้ รธน. แบบที่คล้ายๆ กับฉบับ ๕๐ ออกมาอีก

ผมจึงว่า...ปชต. มันมาถึงคนไทยเร็วเกินไป และซ้ำร้ายยังไปเจอนักการเมืองที่ไม่ดีอีก

อย่างนี้จะให้แก้ รธน. กันในสภาที่มีแต่นักการเมืองเหล่านี้สถิตอยู่ได้อย่างไร

ควรจะดึงเรื่องจะกลับมาสู่ภาคประชาชน ยกเครื่องกันใหม่ ในเวลาที่ชาติสงบจะเหมาะกว่า...นะครับ

กลับไปสู่ความเห็นหลักของผมที่

กลับไปสู่ความเห็นหลักของผมที่มีต่อบทความนี้...

ผมไม่เห็นด้วยที่ว่า...ใกล้ถึงเส้นชัย

"จะถึงเส้นชัยได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่ได้วิ่งออกจากจุดเริ่มต้นเลย"

จุดเริ่มต้นที่ว่า ก็คือ มูลเหตุแห่งความขัดแย้งในความเข้าใจเรื่อง ปชต. ที่คลาดเคลื่อนของคนไทยในขณะนี้

ไม่เช่นนั้น ปชต. ของคนไทย ก็จะกลายเป็น "กฏหมู่" ที่เห็นได้ตามท้องถนน

Benni Deutschland (visitor)

Benni Deutschland (visitor) wrote
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""

"ส่วนข้อบกพร่องตามที่คุณว่า...หลายมาตรา (ยกเว้น ๓๐๙) เกิดขึ้นหลังจากประกาศใช้แล้วมาระยะหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการตั้งธงว่าต้องแก้ไขตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรสมบรูณ์ตลอดเวลา

ส่วนมาตรา ๓๐๙ อันนี้ต้องเข้าใจสถานการณ์ ณ เวลานั้นในการยกร่างว่า

อยู่ในสภาวะของความขัดแย้ง ที่ต้องทำเช่นเพื่อควบคุมความขัดแย้งไม่ให้บานปลาย

ถ้าเกิดไม่บรรจุข้อนี้ไว้พวงท้าย ตามที่คนมีอำนาจแนะนำ แล้วเกิดมีคนอยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าหาเหตุ

สุดท้าย ปว. น้ำเน่าก็จะเกิดอย่างไม่มีวันจบ"

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
นี่แสดงถึงความไม่เข้าใจ หรือแกล้งบิดเบือนความหมายของมาตรา 309กันแน่
มาตรา 309 ไม่ได้นิรโทษกรรมเฉพาะการกระทำก่อนและในวันที่ 19 กันยายน 2549 เท่านั้น

แต่ยังแต่งตั้งมอบหมายให้ผู้รับมอบหมายของคณะเผด็จการยึดอำนาจคราวนั้น ยังสามารถกระทำการใดๆที่เป็นความผิด
ตามกฎหมายในอนาคตได้อีก
นี่มันอะไรกัน

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 บรรดาการใดๆที่ได้รับรองไว้ใน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว

ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น

ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ////

รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ที่ถูกรับรองให้ใช้ร่วมกันตามมาตรา 309

ได้กำหนดความในมาตรา 36 และมาตรา 37 ดังนี้

มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองใน

ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขที่ได้ประกาศ หรือสั่งไว้ใน

ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใด

และไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร ในทางตุลาการ

ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือ

คำสั่งนั้น จะกระทำก่อน หรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่ง

หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการ

ปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองใน

ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของ

บุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะ

ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือของผู้

ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ

ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้น

นั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทาง

นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษ และการกระทำอันเป็น

การบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูก

ใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้น หรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการ

กระทำนั้นผิดต่อกฎหมายให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดสิ้นเชิง

เพราะในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา

เพราะในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 ไปรับรองไว้

"รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 บรรดาการใดๆที่ได้รับรองไว้ใน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ////"
"""""""""""""""""

Guest ดำดิน

[quote=Guest ดำดิน]เพราะในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 ไปรับรองไว้

"รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 บรรดาการใดๆที่ได้รับรองไว้ใน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ////"
"""""""""""""""""[/quote]
----------------------------------------------------------

ถ้าคุณจะเน้นที่ประเด็น ๓๐๙ ผมก็ได้อธิบายความไปอย่างชัดเจนแล้วตามแนวคิดของ อ.สมคิด ดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ร่างขึ้นบนเงื่อนไขของสถานการณ์ที่ “ไม่ปรกติ” ของสังคมไทย สถานการณ์ดังกล่าวได้แก่สถานการณ์ที่คนในชาติแบ่งเป็น ๒ ฝักฝ่ ายอย่างชัดเจนอันได้แก่ ฝ่ าย “เอาทักษิณ” กับฝ่ าย “ไม่เอาทักษิณ” อันนำมาซึ่งการ รัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้จะพยายามนำสังคมไทยกลับสู่ระบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบที่มี ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญดังเช่นนานา อารยประเทศ แต่เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างรุนแรง สุดท้ายรัฐธรรมนูญจึงเป็น “จำเลย” ของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บทบัญญัติในหลายมาตราที่มิได้ขัดหรือแย้งกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็มีผู้พยายามตีความว่าขัดหรือแย้งอย่างอคติ โดยไม่ฟังเสียงอธิบายที่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ บทบัญญัติบางมาตราแม้อาจจะนำไปสู่ข้อถกเถียงทางวิชาการได้อย่างมาก แต่ก็เป็นกรณีปรกติที่ความเห็นทางวิชาการนั้นย่อมสามารถมองแตกต่างกันได้ในวงวิชาการทุกวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางความเห็นกฎหมายด้วยแล้ว แต่ก็กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเกินเลยว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของทหารหรือ คมช. บทบัญญัติบางมาตราที่ร่างขึ้นด้วยเจตนาบริสุทธ์ิเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนร่วม ก็ถูกทำลายด้วยข้อหาว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจระบบกฎหมายของประเทศ ฯลฯ

เราอาจกล่าวได้ว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกที่ไม่มีข้อบกพร่องเลย ปรากฏการณ์ที่รัฐธรรมนูญของทุกประเทศในโลกถูกแก้ไขถูกเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมแต่ละยุคนับเป็นเครื่องยืนยันในเรื่องเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการแก้ไขในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ให้แก้ไขเลย

ถึงแม้คุณจะไม่เห็นด้วยกับ รธน. ๕๐ เนื่องจากมาตรา ๓๐๙ แต่ก็ต้องเคารพเสียงข้างของประเทศด้วย

และถ้าคุณจะอ้างว่า "สงสัยเขาคงคิดว่าประชาชนไม่พร้อม ไม่เข้าใจ ไม่ได้อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ยังหลอกกันได้อีกนาน"

อันนี้...ก็ "เสมือนดูถูกเพื่อนร่วมชาติที่เทคะแนนให้"

จริงอยู่....อาจมีบางคนที่ไม่เคยอ่าน รธน. ฉบับนี้เลย แต่ก็ลงคะแนนเห็นชอบ

และในทางกลับกัน ก็อาจจะมีบางคนที่ ลงคะแนนไม่เห็นชอบ แต่ก็ไม่เคยอ่านเหมือน

ฉันใดฉันนั้น...ถ้าบางพื้นที่ในต่างจังหวัด พรรค พท. ชนะยกพรรค แล้ว ปชป. บอกพื้นที่นั้นซื้อเสียง

มันเป็น "การดูถูก" พี่น้องชาวบ้านที่เทคะแนแเสียงให้หรือเปล่า

จริงอยู่ผมอาจจะไม่เข้าใจคุณ แต่ผมได้ไม่เบี่ยงประเด็น

ขั้นตอนการร่าง หลักการการพิจารณา ประชาพิจารณ์ จนถึงการลงมติ ก็มีเขียนไว้แล้วตามเอกสารที่ผมได้บอกคุณ

คุณก็ยังวังวนอยู่กับมาตรานี้ "ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ"

ถ้าคุณไม่เห็นด้วย...ผมเคารพสิทธิ "แต่จะไม่ยอมรับ ไม่ได้"

เพราะนี้ คือ ครรลองตามระบบประชาธิปไตย ที่ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่

ส่วนเรื่องจะแก้ไข...ผมก็ได้ชี

ส่วนเรื่องจะแก้ไข...ผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า "ทำได้" แต่ควรทำโดยภาคประชาชน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "บ้านเมืองปกติ"

คุณจะเสนอให้เอามาตรา ๓๐๙ ออกก็ได้ ไม่ขัดข้อง

แต่จะทำให้สภาวะการณ์ที่...บ้านเมืองเรา "แตกแยกกัน" อย่างนี้ได้อย่างไร

ตอนนี้...บ้านเมืองเรามี ๒ ขั้ว ถ้าแก้ไม่ถูกจุด อาจจะเป็น ๓ ขั้ว

และไอขั้วที่ว่า "มันน่ากลัว" เกินกว่าจะประมาณการได้ เพราะบทเรียนในอดีตก็มี

คุณจะจับจรดอยู่กับตัวอักษรที่มันผ่านจบเรื่อง ผ่านการรับรองไปแล้วทำไม

เพราะกฏหมายนิรโทษกรรม มันมีเสมอมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนการปกครองแล้ว

ถึงจะไปเขียนไว้ตรงกฏหมายฉบับไหน ก็ไม่สามารถเอาผิดกับ "ผู้ที่ ปว. สำเร็จ" ได้แม้แต่ครั้งเดียว "ทั้งในอดีตและปัจจุบัน"

แต่ที่เอาไปใส่ไว้ใน รธน. ๕๐ ก็เพื่อจะถามประชาชนว่า "ยอมรับกับการปฏิบัติการณ์ ครั้งนั้นหรือไม่"

ผลสรุป...ก็อย่างที่รับรู้กัน

มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติ ๒๕,๙๗๘,๙๕๔ คน

มีจำนวนบัตรเสีย ๕๐๔,๑๒๐ บัตร

มีผู้ที่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๑๔,๗๒๗,๓๐๖ คน

มีผู้ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๑๐,๗๔๗,๔๔๑ คน

อย่าถามผมเลยว่าทำไม...

ก็นี้ คือ ประชาธิปไตย แบบไทยๆ ที่คุณก็รู้จักดีไม่ใช่หรือ

กลับมาสู่ความเห็นหลักของผมที่

กลับมาสู่ความเห็นหลักของผมที่มีต่อบทความนี้...

ผมไม่เห็นด้วย กับผู้เขียนที่ว่า...จะถึงเส้นชัย

เส้นชัยอะไร...คุณก็เห็นอยู่ว่าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้

คิดหรือว่าแค่แก้ รธน. แล้วเรื่องจะจบ

หรือว่า...แค่มีม็อบที่เคยสนับสนุนพรรค ปชป. กลับออกมาขับไล่แล้ว มันจะใกล้ถึงเส้นชัย

ปม รธน. ก็เรื่อง

ปม อดีตนายก ก็เรื่อง

ปม อมาตย์ ก็อีกเรื่อง

แต่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนใน เรื่อง ปชต. ต่างหากที่เป็นหัวใจ

บางคนเอาทุกเรื่องมารวมกัน แล้วก็บอกว่าต่อสู้เพื่อ ปชต. มันใช่ซะที่ไหน

อนิจจัง...มันมาเร็วไปจริงๆ ปชต. สำหรับคนไทย

ผมลืมเรื่องสำคัญอีกประการ...

ผมลืมเรื่องสำคัญอีกประการ...

โดยหลักการของกฏหมาย "จะมีผลย้อนหลัง" ก็เฉพาะในทางที่เป็นคุณ

ถึงคุณจะยกเลิกกฏหมายนิรโทษกรรมทุกฉบับ "ที่จะตราไว้ในรูปแบบใดก็ตาม"

มันก็ไม่สามารถเอาผิดคนเหล่าได้ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม

จบเรื่องเถอะ...หัวข้อข่าวนี้มันเก่าแล้ว

ตอบ Benni Deutschland

ตอบ Benni Deutschland (visitor)

นักกฎหมายในประเทศนี้มีกี่คน แต่ละคนอ่านรัฐธรรมนูญจริงๆจังๆหรือไม่ เข้าใจ หรือไม่ บิดเบือนหรือไม่

ทั้งๆที่ความหมายของถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ มันบ่งบอกไว้ชัดๆ เช่นมาตรา 309 ที่ถกกันอยู่นี้

คนยกร่าง ไม่ว่าใคร หากตกอยู่ใต้อาณัติของเผด็จการ ก็ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสุจริต และเป็นธรรมได้

นักกฎหมายที่ขายตัวให้กับอำนาจมีหรือไม่ หรือคุณว่าไม่มี ประชาชนย่อมรู้และเข้าใจได้ดี

คนที่ได้ลงประชามติ ถามจริงๆได้เลยว่ารู้และเข้าใจความหมายของกฎหมายหรือไม่ หรือว่ากันไปตามกระแส

ซึ่งที่กล่าวอย่างนี้ ไม่ได้กล่าวเลยไปกว่าวิจารณญาณของประชาชน แต่หลายคนที่ได้รู้ความหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว บอกกันทั้งนั้นแหละว่าหากรู้อย่างนี้มาก่อนจะไม่ลงประชามติรับอย่างแน่นอน

และที่มันเป็นปัญหาในการบริหารประเทศในวันนี้ คุณก็รู้ๆอยู่ว่ามันเกิดความเสียหายแก่ชาติและประชาชนขนาดไหน

ที่ดึงดันผลักไสให้รับๆรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันมา ช่างเห็นแก่ตัวกันเหลือเกิน แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าใครกันนะที่มีอคติ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
วลีนี้ของคุณก็น่าสนใจนะครับ มันฉายให้เห็นทาสแท้ของคุณจริงๆ
"อนิจจัง...มันมาเร็วไปจริงๆ ปชต. สำหรับคนไทย"
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ผมว่าที่ไหนๆก็มาเร็วทั้งนั้นแหละครับ แต่พวกทาสเผด็จการมักจะตามไม่ค่อยจะทัน

หรือดื้อเอามากๆ ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

คุยกันไม่ทันเท่าไหร่เลย จะรีบเลิกไปไหนครับ

มาตรา 49 กับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 คุณยังไม่ได้ถกกับผมเลย

ว่าแต่ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เล่มสีเหลือง เล่มโปรดของคุณนะคุณเปิดอ่านดูที่มาตรา 49 หรือยังละ และเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 49 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาดูซิว่ามันตรงกับที่ผมให้ข้อมูลไว้ใช่มั้ย

แล้วใครนะที่จะยอมรับผิดในความผิดพลาดนี้ หรือว่าก็แล้วๆกันไปตามแบบฉบับของไทยนิยมอีกครับ

อีกมาตรา ก็มาตรา 190 คุณก็คงยอมรับใช่มั้ยว่าเขายกร่างกันให้มันโง่อย่างนี้ด้วยความตั้งใจ หรือว่าเขาไม่รู้จริงๆว่ามันโง่

คุณBenni Deutschland (visitor) ช่วยเรียนสอบถามท่านผู้รู้ที่คุณเคารพนับถืออย่างยิ่งดูทีนะครับ
เผื่อผมจะได้คำตอบที่น่าชื่นใจในการเรียนรู้วิชากฎหมาย ไปบอกเล่าให้ประชาชนคนอื่นเขาได้เรียนรู้และเข้าใจต่อไป

รีบๆตอบหน่อยนะครับ รอข้ามวันข้ามคืนมาอ่านคำตอบกันที คนติดตามคงเหนื่อยหน่ายนะครับ

Benni Deutschland

[quote=Benni Deutschland]ผมลืมเรื่องสำคัญอีกประการ...

โดยหลักการของกฏหมาย "จะมีผลย้อนหลัง" ก็เฉพาะในทางที่เป็นคุณ

ถึงคุณจะยกเลิกกฏหมายนิรโทษกรรมทุกฉบับ "ที่จะตราไว้ในรูปแบบใดก็ตาม"

มันก็ไม่สามารถเอาผิดคนเหล่าได้ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม

จบเรื่องเถอะ...หัวข้อข่าวนี้มันเก่าแล้ว[/quote]
ความข้อนี้คุณเข้าใจผิดสิ้นเชิง รู้ตัวหรือเปล่าครับ
ใช่ที่คุณว่าเลย หลักกฎหมาย "จะมีผลย้อนหลัง" ก็เฉพาะในทางที่เป็นคุณ
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
คุณพูดไปถึงเรื่องนิรโทษกรรม ที่ยกเอาความในมาตรา 309 ซึ่งนิรโทษกรรมการกระทำความผิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เป็นการนิรโทษกรรมไว้ให้ล่วงหน้า ซ่อนอยู่ในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ 2549 ที่ได้เอารัฐธรรมนูญ 2550 มารับรองไว้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยบกับการอ้างหลักกฎหมายจะมีผลย้อนหลังเฉพาะในทางที่เป็นคุณนั้นเลย

อันนี้เขียนกฎหมายรับรองไว้ให้ล่วงหน้า เป็นเผด็จการที่เหนือกว่าเผด็จการใดในโลกนี้เลยนะครับ

นี่แหละครับอาวุธที่ใช้ในการปกป้องคนผิด ของเผด็จการยุคใหม่ที่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ

Guest ดำดิน wrote:Benni

[quote=Guest ดำดิน][quote=Benni Deutschland]ผมลืมเรื่องสำคัญอีกประการ...

โดยหลักการของกฏหมาย "จะมีผลย้อนหลัง" ก็เฉพาะในทางที่เป็นคุณ

ถึงคุณจะยกเลิกกฏหมายนิรโทษกรรมทุกฉบับ "ที่จะตราไว้ในรูปแบบใดก็ตาม"

มันก็ไม่สามารถเอาผิดคนเหล่าได้ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม

จบเรื่องเถอะ...หัวข้อข่าวนี้มันเก่าแล้ว[/quote]
ความข้อนี้คุณเข้าใจผิดสิ้นเชิง รู้ตัวหรือเปล่าครับ
ใช่ที่คุณว่าเลย หลักกฎหมาย "จะมีผลย้อนหลัง" ก็เฉพาะในทางที่เป็นคุณ
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
คุณพูดไปถึงเรื่องนิรโทษกรรม ที่ยกเอาความในมาตรา 309 ซึ่งนิรโทษกรรมการกระทำความผิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เป็นการนิรโทษกรรมไว้ให้ล่วงหน้า ซ่อนอยู่ในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ 2549 ที่ได้เอารัฐธรรมนูญ 2550 มารับรองไว้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยบกับการอ้างหลักกฎหมายจะมีผลย้อนหลังเฉพาะในทางที่เป็นคุณนั้นเลย

อันนี้เขียนกฎหมายรับรองไว้ให้ล่วงหน้า เป็นเผด็จการที่เหนือกว่าเผด็จการใดในโลกนี้เลยนะครับ

นี่แหละครับอาวุธที่ใช้ในการปกป้องคนผิด ของเผด็จการยุคใหม่ที่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ[/quote]
----------------------------------------------------------------

ที่เข้ามาเฉพาะช่วงกลางคืน เพราะกลางวันมีภารกิจ และก็จะกลับบ้านสายเสมอ กว่าจะเสร็จธุระ ทั้งงานราษฏร์ งานหลวง เวลาจึงล่วงเลยไปมาก

แต่เพราะด้วยความรู้อยากเห็นสนตัวว่า ชาวเสื้อแดงเค้าคิดอย่างไร จึงดอดเข้ามาในหน้าข่าวของประชาไท กะว่าจะอ่านเฉยๆ แต่ไม่รู้ยังไงดันมาร่วมวงสนทนาได้ จนอดหลับอดนอนอยู่เรื่อยมา...

ใจริงอยากจะจบประเด็นนี้มาก เพราะได้อธิบายความไปมากแล้ว อีกทั้งยังเลยเถิดไปไกลเกินกว่าหัวข้อเรื่องของเจ้าของบทความ

ก็เอา...จะขอจะแสดงความเห็นอีกครั้ง โดยมิได้มุ่งหวังจะไปให้ความรู้ผู้ใด เพียงแค่อยากจะใช้สิทธิตาม รธน. ทั้งที่มีจารึกไว้ในฉบับ ๔๐ และ ๕๐ ในเรื่องสิทธิการแสดงคำเห็นตามครรลองของ ปชต.
----------------------------------------------------------------------

เริ่มต้นที่เจ้ากรรม ๓๐๙ คำต่อคำดังนี้

บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

ต้องย้อนความหลังการรัฐประหาร

คมช. ได้กระทำการอะไรไว้บ้าง อาทิ

ตั้งรัฐบาลโดยมีท่านสุรยุทธ์นั่งเก้าอี้นายก

ตั้ง คตส. มาเพื่อตรวจสอบความประพฤติของอดีตนายก

ยกร่าง รธน. ๕๐

ซึ่ง...หน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า กกต. ก็ได้รับการโปรดเกล้าในเวลานั้นด้วย

และภาระกิจสุดท้าย คือ การจัดการเลือกตั้งทั่วไป

รัฐบาลบิ็กแอ็ดก็โรยราไปแล้ว ส่วน คตส. ก็หมดอายุ

ถ้าให้ผมเดาใจคุณ...คุณน่าจะหมายถึง คดีเผือกร้อนที่ ตลก. พึ่งยกคำร้อง

ซึ่งไม่สามรถเอาผิดกับ กกต. ได้เพราะมีที่มาจากปัญหาในมาตราดังกล่าว (ถ้าเดาผิดกรุณาแจ้งด้วย)

มีบางคน...พยามจะยกมาตรานี้ขึ้นมาเป็นประเด็น

โปรดพิจารณา...ถึงหลักสากลในการทำงานของหน่วยงานอิสระ

ถ้าไม่มีกฏหมายคุ้มกะลาหัว แล้วใครจะกล้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้

วันดีคืนดี ถ้ามีคนที่เสียประโยชน์จะเอาเรื่องกับหน่วยงานอิสระเหล่านี้

คนเหล่านี้คงต้องใช้ชีวิตเกษียนกินข้าวแดงไปจนผมหงอกลงแดนมรณา

และถ้าจะแย้งว่า ต้นกำเนิดมาจากราก คมช. เจ้าตัวเค้าก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า

หลังจากที่ กกต. ชุดเก่าต้องพ้นสภาพ เพราะไปนอนคุกอยู่คืนหนึ่ง

กกต. ชุดนี้ ก็ถูกเสนอชื่อเตรียมเสียบแทนอยู่แล้ว จนกระทั้งคนเสื้อเขียวเข้ามา

ก็เลยต้องเลื่อนการโปรดเกล้ามาในช่วงที่มีรัฐบาลชั่วคราว ที่มี รธน. ชั่วคราวระหว่างรอของจริง

ถ้าจะให้นอกเรื่องไปอีก...

เมื่อเกิดปัญหาแพ้แบบยังไม่ทันขึ้นชก จะให้ทำยังไง

บางคนบอก...กลับไปใช้สามศาล อันนี้จะยุคเกินไปหรือเปล่า เพราะที่หันมาใช้ศาลเดียวเพราะคดีการเมืองควรดำเนินการอย่างรวดเร็ว และต้องแม่นยำ

แต่คราวนี้คนชงเรื่องดันทำพลาด นักกฏหมายเสื้อแดงเลยหาหอกพุงใส่ ก็ไปพบมาตราเจ้ากรรม

เพราะเหตุนี้บางคนจึงอยากจะลบมาตรานี้ออกจากสารบบ
--------------------------------------------------------------------

มาต่อที่มาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยสนธิสัญญาที่เป็นพันธะต่อคนทั้งชาติ ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

ซึ่งประเด็นนี้...แกนนำเสื้อเหลือง ชักธงรบไม่ยอม

วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยมาก และงงกับคุณว่า ตกลงคุณอยากจะให้แก้ รธน. หรือไม่อยากกันแน่

วันหนึ่งก็ยกมาตรา ๓๐๙ บอกไม่ยอมรับ จะแก้ลูกเดียว

วันนี้ก็ยกมาตรา ๑๙๐ ที่เป็นประเด็นของเสื้อเหลืองมา ถ้าแก้ก็ขายชาติ

ผมอยากรับว่าผมจนปัญญา และการหาเหตุของคุณ มันเกินกว่าที่ผมจะแสดงความเห็นต่อไปได้

ผมขอย้ำเหมือนเดิมว่า...ให้แก้ รธน. เมื่อบ้านเมืองแตกแยกน้อยกว่านี้ หรือถ้าสงบได้จะดีมาก โดยกระทำโดยภาคประชาชน

ส่วนมาตรา ๔๙

ส่วนมาตรา ๔๙ ก็มีนักช่างสังเกตหลายคนพูดกันมาก

แต่เพราะไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง หลายคนเลยหลับตาข้างหนึ่ง

ซึ่งถ้าคุณอยากได้ความกระจ่าง กรุณาสอบถามไปยัง ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์

ตัวผมเองคงไม่สามารถจะแสดงความเห็น หรือตอบข้อซักถามไปได้มากกว่านี้

--------------------------------------------------------------

วลีสุดท้าย ที่คุณให้ความสนใจ ซึ่งคุณว่าให้เห็นทาสแท้ของผมจริงๆ

"อนิจจัง...มันมาเร็วไปจริงๆ ปชต. สำหรับคนไทย"

คุณว่า...ที่ไหนๆก็มาเร็วทั้งนั้นแหละครับ แต่พวกทาสเผด็จการมักจะตามไม่ค่อยจะทัน หรือดื้อเอามากๆ ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง

ผมขอกลั้นใจอธิบายอีกเฮือก...

อันนี้ต้องขออิงกับประวัติ ปชต. ในชาติอื่นๆ

เริ่มที่...ฝรั่งเศส

ปัญหาเกิดจาก ราชวงศ์ขี่หลังขุนนาง ขุนนางก็ไปขี่หลังชาวบ้านอีกที

เมื่อกันดารอาหารหนัก ราชวงศ์อยู่สบาย เพราะขุนนางไปขูดรีดจากชาวบ้านมาให้

ประชาชนจึงว่า...ไม่ให้ก็ตาย ให้ไปก็ตาย เลยทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ประชาธิปไตย ซึ่งมีความหมายว่า การปกครองโดยประชาชน จึงถูกสถาปนาขึ้นตามกาลเวลาที่เหมาะสม เพราะประชาชนต้องการ

แต่ของไทยเราไม่ใช่ ขุนนางสมัยนั้น ร่วมกับนักเรียนจบนอกบางคน กระทำการโดยเปลี่ยนการปกครอง โดยที่คนเกือบทั้งประเทศยังไม่รู้จักว่า ปชต. อันนี้ถือว่าเร็วไปหรือไม่

ต่อที่...โปรตุเกต

หลังจากราชวงศ์ถูกล้มล้าง ก็ถูกปกครองโดยผู้นำเผด็จการเรื่อยมา จนกระทั่งมีปัญหาเศรษฐกิจ เหมือนเดิมชาวบ้านลูกขึ้นมาก่อการ เปลี่ยนการปกครอง อันนี้ก็เริ่มโดยประชาชน

กลับมาที่...เกาหลีใต้

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็อยู่ภายใต้การปกครองแบบผูกขาดอำนาจมาอย่างยาวนาน ประชาชนก็พอใจดี เลยไม่มีการเปลี่ยนที่เริ่มโดยประชาชน

แต่การนี้เริ่มโดย...ตัวผู้นำในเวลานั้น ที่อยากให้เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เลยลาออกแล้วลงเลือกตั้ง สุดท้ายประชาชนก็เลือกกลับเข้ามา แล้วก็ลงจากตำแหน่งอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีการนองเลือด ทุกคน ทุกฝ่าย มีความสุข

ถึงแม้ ณ วันนั้นในปี ๒๔๗๕ จะไม่มีการนองเลือด เพราะ ร.๗ ทรงยอมพระองค์เอง เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด

แต่ผลกรรมที่คนเหล่านั้นก่อขึ้น กลับทำให้คนรุ่นลูก ต้องมานองเลือด จากการแย่งชิงอำนาจ คนแล้วคนเล่า ทั้งคนในเครื่องแบบ ชุดนักเรียนนักศึกษา รวมทั้งเสื้อแดงด้วย

แท้จริง ร.๗ ก็ทรงมีพระราชดำริ ที่จะพระราชทาน ปชต. ให้กับคนไทยอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถทำได้เพราะคนเราไม่พร้อม

แม้กระทั่ง...มะกัน ต้นแบบ ปชต. เองก็ยังให้มี สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง จนกระทั้งมายกเลิกไปก่อนที่ บิล คลินตัน จะเข้ารับตำแหน่ง

เผด็จการไม่เคยคิดจะตามใครอยู่แล้ว แต่คนที่กล่าวหาคนอื่นว่า "ดื้อ" บางทีก็อยากจะแค่สนุกปาก ซึ่งมิได้เคารพสิทธิผู้อื่น กล่าวหาโดยที่ยังไม่ได้ทันฟังคำชี้แจง

อันนี้ควรหรือไม่ ที่จะต้องปรับปรุงเรื่อง จริยธรรม มโนธรรม

พร้อมทั้งปรับใจให้เข้ากับ ปชต. ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนพูด โดยไม่ไปละเมิดสิทธิ หรือดูถูก ดูหมิ่นคนอื่น

คำว่า "ทาสแท้" คืออะไร เป็นทาสโดยแท้ หรือตัวตนที่แท้จริง

คุณลองเปิดเผยตัวมา...บอกชื่อ นามและสกุล จริง

"ผมจะได้เผยทาสแท้ของผมให้คุณได้รู้จัก"

สุดท้ายก่อนจากกัน...ผมอยากจะว

สุดท้ายก่อนจากกัน...ผมอยากจะวกกลับมาที่คำกล่าวของคุณเรื่อง

"นักกฎหมายในประเทศนี้มีกี่คน แต่ละคนอ่านรัฐธรรมนูญจริงๆจังๆหรือไม่ เข้าใจ หรือไม่ บิดเบือนหรือไม่ ทั้งๆที่ความหมายของถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ มันบ่งบอกไว้ชัดๆ เช่นมาตรา 309 ที่ถกกันอยู่นี้ คนยกร่าง ไม่ว่าใคร หากตกอยู่ใต้อาณัติของเผด็จการ ก็ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสุจริต และเป็นธรรมได้ นักกฎหมายที่ขายตัวให้กับอำนาจมีหรือไม่ หรือคุณว่าไม่มี ประชาชนย่อมรู้และเข้าใจได้ดี คนที่ได้ลงประชามติ ถามจริงๆได้เลยว่ารู้และเข้าใจความหมายของกฎหมายหรือไม่ หรือว่ากันไปตามกระแส ซึ่งที่กล่าวอย่างนี้ ไม่ได้กล่าวเลยไปกว่าวิจารณญาณของประชาชน แต่หลายคนที่ได้รู้ความหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว บอกกันทั้งนั้นแหละว่าหากรู้อย่างนี้มาก่อนจะไม่ลงประชามติรับอย่างแน่นอน"

ขอย้ำเหมือนเดิม...กรุณาอย่าดูถูก คะแนนเสียง ที่เห็นชอบกับ รธน. ฉบับ ๕๐

และเพื่อให้เป็นไปตามครรลอง ปชต. คุณควรจะยอมรับ และให้เกียรติต่อคะแนนเสียงเหล่านั้น

ถ้าคุณจะไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ คุณก็ไม่ควรจะมาสนทนากับผม เรื่อง รธน.

เพราะถึงจะมีคนมาเชิญคุณไปร่วมยกร่าง คุณก็ไม่อาจจะเคารพแม้กระทั้งข้อความที่คุณร่วมกันเขียนไว้ใน รธน. ได้

อย่างนี้จะมาเรียกร้อง ปชต. หรือ จะมาเรียกร้องแก้ไข รธน. อะไร

แค่หมวดที่ว่าด้วย...เรื่องการลงคะแนนเสียงที่มาจากประชาชน คุณยังไม่ยอมรับ

ไม่เคารพ รธน. ที่มาจาก ปชช. ก็คือ ไม่ศรัทธาในระบอบ ปชต.

แล้วอะไร คือ เนื้อแท้ของคุณครับ

คุณว่าคนยกร่างอยู่ภายใต้การครบงำของเผด็จการ ก็แล้วแต่คิด ผมก็ได้อธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่า คนเหล่านั้นได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

ผมยังจำได้...ครั้งหนึ่งมีคนหมู่มาก มากดดันระหว่างยกร่าง ให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แน่นอนว่า...คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธ และก็ไม่ขัดข้องถ้าจะบัญญัติไว้

แต่เพราะคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งนับถือพุทธนี่แหล่ะ เกรงว่าจะกระทบความรู้สึกต่อพี่น้องชายแดนใต้ จึงทำการคัดค้าน

ถ้าการบรรจุมาตราสุดท้าย ที่คุณว่าเป็นเผด็จการ ถึงแม้จะขัดต่อความรู้สึกของผู้จัดทำ แต่ก็ต้องทำเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ถึงแม้จะต้องเป็น จำเลยสังคม ก็ต้องจำยอม

ผมเสนอว่า...คุณควรจะเขียนบทความลงเอง เปิดประเด็นเฉพาะ มาตราที่เป็นปัญหา อาจมีนักปราชญ์บางคนมาไขข้อสงสัยคุณก็เป็นได้

ส่วนผมความรู้น้อย อธิบายแล้ว อธิบายอีก คุณก็ยังไม่ยอมรับ

ผมจนปัญญาครับ

อ้าว....

อ้าว.... อย่าเพิ่งจนปัญญาครับ

คุณก็สุดยอดนักโต้คารมเหมือนกันนี่ครับ จะจนปัญญาง่ายๆได้อย่างไร

มีเหตุมีผล ก็โต้กันได้เรื่อยไป

แต่ประเด็นที่คุณยกเอาคะแนนประชามติมากล่าวถึงนั้น ใช่ว่าผมจะไปโต้แย้งคุณเมื่อไหร่

เพียงแต่บอกว่าหลายๆคนที่ได้รู้ความหมายของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงแล้ว เขาบอกว่า รู้อย่างนี้แต่แรก จะไม่รับเลย

ที่ยกมาสนทนากับคุณ เพียงแค่สามมาตรา คือ มาตรา 49 มาตรา 190 มาตรา 309 เท่านี้

ก็เพราะทั้งสามมาตรานี้มันบ่งบอกถึงความไม่ได้เรื่องของรัฐธรรมนูญ 2550 จริงๆ

ผมบอกให้คุณดูมาตรา 49 เปรียบเทียบให้เห็นความผิดพลาด ครับ ผมไม่ได้ถามหาผู้รู้คนไหนเพื่อได้ความกระจ่างอีก

เพราะมันเห็นกันชัดๆแล้วว่า ชุ่ย คุณรู้จักคำว่า ชุ่ยมั้ยครับ

มาตรา 190 คุณก็ยอมรับว่ามันเป็นปัญหาในการบริหารประเทศ ที่เรียกได้ว่า การบัญญัติกฎหมายมาตรานี้เอาไว้

มันเป็นความโง่สุดๆของการยกร่าง และมีความอคติอย่างร้ายแรงต่อตัวแทนประชาชนในการบริหารประเทศ

จริงมั้ยครับ..........

มาตรา 309 คุณยอมรับว่ากฎหมายมาตรานี้ พกเอาความขี้โกง ใส่ไว้อย่างครบถ้วนเป็นเผด็จการเหนือกว่าเผด็จการใดๆในโลกนี้ จริงมั้ยครับ

จนกระทั่งคุณ Benni Deutschland (visitor) ก็หาถ้อยคำใดมาหักล้างไม่ได้ นอกจากการกล่าวอ้างคะแนนประชามติ

มาเป็นตัวกำหนดใช่มั้ยครับ

ผมบอกกับคุณแล้วว่าความขี้โกงนี้ มันทำให้เสื่อมนะครับ มันเป็นตราบาปติดอยู่ตราบเท่าที่ยังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 อยู่

ประชาชนเขาต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ทาสเผด็จการที่ไหนจะไปยอมรับ

ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่ได้ใช้สิทธิในการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291

ที่ได้ใช้สิทธิร่วมกันกว่า 50,000 คนของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ที่คุณติดยึดเรื่องไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2540 ผมก็ไม่ได้เถียงคุณ ผมเพียงบอกคุณว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ได้สร้าง

ความเข้มแข็งทางการเมืองให้กับประชาชนมาจนถึงวันนี้อย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อีก มีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้น

และคนยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็คาดไม่ถึงว่าพรรคการเมืองจะเหลือไม่ถึง ห้าพรรคการเมืองในรัฐสภาที่เป็นต้นเหตุให้การสรรหาคระกรรมการ ปปช.ตามมาตรา 297 ทำไม่ได้เพราะมีพรรคการเมืองในสภาแค่เพียง สี่พรรคเท่านั้น

ดังนั้น ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางสังคมที่สำคัญ ที่เตือนอำนาจเผด็จการว่า

ใกล้เวลาแล้ว เตรียมตัวให้ดี ประชาชน กำลังจะลุกขึ้นมาชี้ทางสว่างให้พวกคุณได้เห็นในเวลาไม่ช้านี้

เสียงประชามติครั้งใหม่ย่อมมีความยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่ใครๆจะทัดทาน โดยไม่ยินยอมฟังเสียงของประชาชนได้อีก

จริงมั้ยครับคุณ Benni Deutschland (visitor)

Guest ดำดิน wrote:อ้าว....

[quote=Guest ดำดิน]อ้าว.... อย่าเพิ่งจนปัญญาครับ

คุณก็สุดยอดนักโต้คารมเหมือนกันนี่ครับ จะจนปัญญาง่ายๆได้อย่างไร

มีเหตุมีผล ก็โต้กันได้เรื่อยไป

แต่ประเด็นที่คุณยกเอาคะแนนประชามติมากล่าวถึงนั้น ใช่ว่าผมจะไปโต้แย้งคุณเมื่อไหร่

เพียงแต่บอกว่าหลายๆคนที่ได้รู้ความหมายของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงแล้ว เขาบอกว่า รู้อย่างนี้แต่แรก จะไม่รับเลย

ที่ยกมาสนทนากับคุณ เพียงแค่สามมาตรา คือ มาตรา 49 มาตรา 190 มาตรา 309 เท่านี้

ก็เพราะทั้งสามมาตรานี้มันบ่งบอกถึงความไม่ได้เรื่องของรัฐธรรมนูญ 2550 จริงๆ

ผมบอกให้คุณดูมาตรา 49 เปรียบเทียบให้เห็นความผิดพลาด ครับ ผมไม่ได้ถามหาผู้รู้คนไหนเพื่อได้ความกระจ่างอีก

เพราะมันเห็นกันชัดๆแล้วว่า ชุ่ย คุณรู้จักคำว่า ชุ่ยมั้ยครับ

มาตรา 190 คุณก็ยอมรับว่ามันเป็นปัญหาในการบริหารประเทศ ที่เรียกได้ว่า การบัญญัติกฎหมายมาตรานี้เอาไว้

มันเป็นความโง่สุดๆของการยกร่าง และมีความอคติอย่างร้ายแรงต่อตัวแทนประชาชนในการบริหารประเทศ

จริงมั้ยครับ..........

มาตรา 309 คุณยอมรับว่ากฎหมายมาตรานี้ พกเอาความขี้โกง ใส่ไว้อย่างครบถ้วนเป็นเผด็จการเหนือกว่าเผด็จการใดๆในโลกนี้ จริงมั้ยครับ

จนกระทั่งคุณ Benni Deutschland (visitor) ก็หาถ้อยคำใดมาหักล้างไม่ได้ นอกจากการกล่าวอ้างคะแนนประชามติ

มาเป็นตัวกำหนดใช่มั้ยครับ

ผมบอกกับคุณแล้วว่าความขี้โกงนี้ มันทำให้เสื่อมนะครับ มันเป็นตราบาปติดอยู่ตราบเท่าที่ยังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 อยู่

ประชาชนเขาต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ทาสเผด็จการที่ไหนจะไปยอมรับ

ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่ได้ใช้สิทธิในการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291

ที่ได้ใช้สิทธิร่วมกันกว่า 50,000 คนของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ที่คุณติดยึดเรื่องไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2540 ผมก็ไม่ได้เถียงคุณ ผมเพียงบอกคุณว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ได้สร้าง

ความเข้มแข็งทางการเมืองให้กับประชาชนมาจนถึงวันนี้อย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อีก มีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้น

และคนยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็คาดไม่ถึงว่าพรรคการเมืองจะเหลือไม่ถึง ห้าพรรคการเมืองในรัฐสภาที่เป็นต้นเหตุให้การสรรหาคระกรรมการ ปปช.ตามมาตรา 297 ทำไม่ได้เพราะมีพรรคการเมืองในสภาแค่เพียง สี่พรรคเท่านั้น

ดังนั้น ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางสังคมที่สำคัญ ที่เตือนอำนาจเผด็จการว่า

ใกล้เวลาแล้ว เตรียมตัวให้ดี ประชาชน กำลังจะลุกขึ้นมาชี้ทางสว่างให้พวกคุณได้เห็นในเวลาไม่ช้านี้

เสียงประชามติครั้งใหม่ย่อมมีความยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่ใครๆจะทัดทาน โดยไม่ยินยอมฟังเสียงของประชาชนได้อีก

จริงมั้ยครับคุณ Benni Deutschland (visitor)[/quote]

---------------------------------------------------------------

ว่าจะไม่ต่อความยาว แต่อดไม่ได้ เพราะรู้สึกเศร้าใจกับข้อเขียนของคุณที่ว่า...

"จนกระทั่งคุณ Benni Deutschland (visitor) ก็หาถ้อยคำใดมาหักล้างไม่ได้ นอกจากการกล่าวอ้างคะแนนประชามติมาเป็นตัวกำหนดใช่มั้ยครับ"

แสดงว่าที่ผมอดหลับอดนอน บรรจงกลั่นสิ่งที่อยู่ในหัวของผมออกมาอธิบาย ไม่ได้ช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งใดเลย

สิ่งที่บรรจงกลั่น

สิ่งที่บรรจงกลั่น นั้นมันแปลก
ไม่อาจแยก ชั่วดี ที่ควรเห็น
รัฐธรรมนูญ ที่ถาม สามประเด็น
ไม่อาจเค้นตอบได้ ใช่ไหมคุณ

ถึงคุณ Guest

ถึงคุณ Guest ดำดิน

ลองอ่านความเห็นที่ผมแสดงไปตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกตัวอักษรซักสามรอบ เอาข้อความทั้งหมดมาเชื่อมต่อกัน คุณอาจจะเข้าใจถึงหลักการตรากฏหมายที่เป็นมหาชนได้บ้าง

เอกสารที่ผมได้บอกคุณก็อ่านบ้างนะครับ เป็นประโยชน์มาก ท้ายเล่มก็มีเอกสารอ้างอิง ที่คุณสามารถเอาไปต่อยอดได้

มันจำเป็นที่คุณจะต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของการร่าง รธน. ฉบับนี้ซะก่อน ซึ่งเป็นภาพรวม จากนั้นจึงจะมาลงลึกในรายละเอียด ถึงมาตราคาใจทั้งสามประการที่คุณไต่ถามผม

มันเป็นหลักง่ายๆ ก่อนเริ่มงานทุกอย่าง คุณต้องรู้ที่มาที่ไป แรงบันดาลใจ ทำไมถึงต้องร่าง

จากนั้น...ก็มาสู่วัตถุประสงค์ ทำไมถึงต้องทำ และขอบข่ายงาน ซึ่งคนทำงานต้องรู่ว่าแค่ไหนพอ จะไปทำเกินหน้าที่ไม่ได้

บางมาตราที่คุณถามผม มันเกินที่จะเยียวยา อย่าง ๔๙ ผมจึงบอกให้คุณไปไต่ถามจาก ท่านมีชัย

สสร. มีหน้าที่ยกร่าง พอจบก็แยกย้าย "ไม่ใช่เรื่องการหาเหตุมาหักล้างไม่ได้"

กรุณาสนทนากับผมในเรื่องที่ประชาชนคนหนึ่งจะสามารถให้ความเห็นได้

ถ้าคุณจะว่าชุ่ย ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่มันไม่ใช่จุดใหญ่ใจความ แต่เป็นแค่เรื่องหยุมหยิม

อาจจะมีบางคนที่เป็นนักกฏหมายแบบ นักพิสูจน์อักษร จนลืมสิ่งที่เป็นสารสำคัญ และการนำมาปฏิบัติใช้จริง

มาตรา ๔๙ ว่าด้วย รัฐต้องจัดให้การศึกษาประชาชน จนจบ ม.๖ แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

จะว่าไปของปี ๔๐ ก็มีแบบคล้ายกัน ต่างกันแค่ถึง ม. ๓ แต่เอาเข้าจริงรัฐบาลในยุคนั้น ก็มิได้สนใจในประการเหล่านี้เลย

ซ้ำร้าย...ยังมีนโยบายค่าเล่าเรียนลอยตัว ออกมากระทบใจกันอีก

สุดท้าย...พิสูจน์อักษรจนสมบรูณ์ แต่ไม่ปฏิบัติตาม แล้วมันจะมีคุณค่าอันใด

รธน. จึงเป็นแค่เสือกระดาษ ที่รอคนมาฉีกทิ้ง ฉีกขว้างอยู่บ่อยครั้ง

แน่นอนว่า...กฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่สามารถพิมพ์ตกไปได้ แม้แต่สระซักหนึ่งตัว

เรื่องนี้...ถ้ามันครุ่นคิดคาอยู่ในใจคุณมาก กรุณาช่วยเรียนถาม ท่านมีชัย ด้วยนะครับ

เกรงว่า...การที่คุณใช้เวลาพิสูจน์อักษรมาหลายวันจะ "เป็นการสูญเปล่า"

ตามด้วยมาตรา ๑๙๐

ตามด้วยมาตรา ๑๙๐ ที่คุณว่า...

"มันเป็นปัญหาในการบริหารประเทศ ที่เรียกได้ว่า การบัญญัติกฎหมายมาตรานี้เอาไว้ มันเป็นความโง่สุดๆของการยกร่าง และมีความอคติอย่างร้ายแรงต่อตัวแทนประชาชนในการบริหารประเทศ"

แสดงว่า...คุณไม่เข้าใจ ทำไมผมถึงยกตัวอย่าง เรื่องเมืองมะกัน

ต้นกำเนิดการก่อตั้งประเทศ มาจาก ๗ คน ผู้เคร่งศาสนาคริสต์ นั่งมองหน้ากัน แล้วครุ่นคิดว่าจะจัดการปกครองในประเทศที่ใหญ่โต ซึ่งมีความต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา ได้อย่างไร

ประชาธิปไตย เป็น คำตอบสุดท้าย แต่ที่แฝงไว้ในคำตอบสุดท้าย คือ สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง

เพราะเหตุที่ว่า...ไม่มีหลักประกันอันใดว่า สส. ที่ถูกเลือกเข้ามาจะไม่กระทำการอันใด ที่เป็นโทษต่อประเทศทั้งชาติ

อย่างเช่น คนหนึ่งทำประโยชน์ให้เฉพาะกับแค่ท้องที่ที่ตนเป็นผู้แทน แต่พอเป็นพื้นที่อื่นก็กระทำอีกอย่าง หรือในภาพรวมทั้งประเทศก็ทำอีกอย่าง

สว. แต่งตั้ง จึงมีหน้าที่สำคัญ เพื่อควบคุมความประพฤติ สส. โดยมิได้มีหน้าที่อันใดที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร

กลับมาสู่...รธน. ๕๐ ที่ระบุให้มี สว. แต่งตั้ง ซึ่งดำรงตำแหน่งสามปี เป็นการย้อนยุคกลับไปก่อนหน้า รธน. ๔๐ ก็เพื่อคานอำนาจกับ สส.

มีบทเรียนความเสียหายมากมายที่มาจาก สส. ซึ่งประชาชนไว้วางใจ อย่างประเทศอาเจนติน่า หรือแม้กระทั้งฟิลิปินเองก็เจอปัญหานี้

โปรดอย่าลืมว่า...เมื่อสามปีผ่านไป ทุกที่นั่งในรัฐสภาก็จะมาจากประชาชนทั้งสิ้น

ถึงแม้การบริหารงานจะล่าช้าไปซักนิด แต่ถ้าเรื่องนั้นได้ร่วมกันไตร่ตรองทั้งสองสภา จะไม่รอบคอบกว่าหรือ

เอาเถอะประเด็น...เป็นเรื่องที่ต้องอภิปรายกันยาว วันนี้ผมมีเวลาน้อย คงต้องไปต่อมาตราต่อไป

ซึ่งถ้าคุณช่วยกำหนดกรอบคำถามของคุณบ้างก็จะดี เพราะที่ผ่านผมได้แต่เหวี่ยงแห่ตอบ ซึ่งไม่รู่ว่าไปตรงใจคุณหรือเปล่า

เกิดไม่ตรงใจ คุณก็หาว่าผมเบี่ยงเบนบ้าง หักล้างไม่ได้บ้าง

ซึ่งมันไม่ค่อยเป็นธรรมกับความอุตส่าหะ ที่ผมเพียรพยามจิ้มดีดสนทานากับคุณเลย

จบด้วยเจ้ากรรมเจ้าเดิม

จบด้วยเจ้ากรรมเจ้าเดิม ๓๐๙

ผมว่าคุณก็รู้ดี เรื่องการนิรโทษกรรมต่อผู้ที่ฉีก รธน. หลังจากปี ๒๔๗๕ มันมีมาอยู่ตลอด

ตัวอย่างไม่ไกล...หลัง รสช. เข้ายึดอำนาจจาก น้าชาติ

ก็สร้างวีรกรรมไว้มากมายนอกจาก การยึดทรัพย์ นักการเมือง ซึ่งยังไม่ทันพิสูจน์ด้วยซ้ำว่าได้มาจากการประพฤติมิชอบ

ที่หนักกว่านั้น ในกรมตำรวจเองก็กล้ำกลืน ค่าปรับจราจรทุกข้อหา ครึ่งหนึ่งจนถึงร้อยละแปดสิบ ถูกส่งตรงเข้าท้องคลังของ รสช.

จดในที่ห้ามจอด ถูกบังคับล้อ ค่าปรับ ๗๐๐ บาท เข้าโรงพัก ๒๐๐ บาท ส่วนที่เหลือนำส่ง รสช.

หลัง พฤษภาทมิฬ ก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถเอาผิดใดๆ จากหัวหน้าชุดเขียวที่ยังออกรอบตีก็อฟ เป็นข่าวอยู่เนื่องได้แล้ว

เงินเหล่านั้นจากกระเป๋าประชาชน ก็ไม่เคยกลับเข้าสู่คลังแผ่นดินเลย แม้แต่บาทเดียว

ถามว่า...เรื่องนิรโทษ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเรื่องใหม่หรือไม่

ไม่เลย...ข้อความคุ้นๆ ที่คุณอ่านเจอจาก รธน. ๕๐ มันมีมานานแล้ว

จะมาใช้คำว่าเผด็จการยุคใหม่อะไร ผมไม่เข้าใจ

ผมจึงว่า...มันไม่สำคัญเลย ที่จะใส่เรื่องการนิรโทษกรรมนี้ไว้ในกฏหมายฉบับใด

ผลลัพท์มันก็เท่ากัน คือ ไม่สามารถเอาผิดต่อผู้ฉีก รธน. ได้ในทุกกรณีและทุกเวลา

แต่ความต่างในกรณีของ คมช. คือ บรรจุใส่ รธน. ลงไปเลย

แล้วก็ถามประชาชนตรงๆ โดยให้ลงคะแนนเป็นนัยว่า "เห็นด้วยหรือไม่กับสิ่งที่ คมช. ได้กระทำ"

ในประวัติศาสตร์โลก "ไม่เคยมีการทำประชามติก่อนการรัฐประหาร"

ซึ่งถ้าคิดให้ขำๆ พอลงประชามติเสร็จ นายทหารคนนั้นคงถูกจับแขวนคอโดยรัฐบาล ก่อนกระทำการ

ผมไม่รู่ว่าคุณไม่เข้าใจจริงๆ

ผมไม่รู่ว่าคุณไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นด้วย

ถ้าไม่เห็นด้วย...จะยุติอย่างไร "ทางออกหลักที่เป็นแก่นของ ปชต." คืออะไร

"ประชามติ" ซึ่งมาจากเสียงส่วนใหญ่ มิใช่หรือคือทางออก

คุณกล่าวเหมือนเราอยู่กันคนละประเทศ คนละระบอบการปกครอง

ที่ผมอ้างเรื่อง มติของประชาชน "ก็เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้ง ในเรื่องความเห็นต่าง"

มันเป็นเรื่องปกติ ในประเทศที่เปิดกว้างเรื่องการแสดงความคิด แล้วจะให้ทุกคนเห็นตรงกันได้อย่างไร

ผมขอถามคุณว่า...จะแก้ปัญหาเรื่องความเห็นต่างนี้อย่างไร เมื่อคนนี้ชอบคนนั้น คนนั้นชอบคนนี้

คนนี้อยากได้อันนั้น คนนั้นอยากได้อันนี้ แล้วจะต้องมีผลบังคับใช้เสมอกันถ้วนหน้า

ทางออกก็ คือ การลงคะแนนเสียง ไม่ใช่หรือ

ถ้าใช่...เหตุใดคุณจึงว่า "เรื่องสำคัญเช่นนี้ จึงไม่มีผลหักล้างประเด็นเรื่องมาตรา ๓๐๙"

ทั้งที่มันได้ห้อยท้ายไว้อย่างชัดเจน และช่วงให้แสดงความคิดเห็น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในมาตรานี้

คุณไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ หรือเปิดดูข่าวบ้างเลยหรือในเวลานั้น

และนักกฏหมายที่คุณว่า...ตอนที่คนทั้งประเทศเค้ากำลังจับจ้องอยู่กับเรื่องนี้ พวกเค้าเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่

ทำไมไม่ทำหน้าปกป้องความคิดของพวกคุณ จะมาพูดอะไรยืดยาวในเมื่อมันได้ผ่านไปแล้ว

และผ่านไปทั้งที่พวกคุณมิได้เอาใจใส่เลย... น่าเสียดายจริงๆ

คุณ Benni Deutschland

คุณ Benni Deutschland (visitor)ครับ

ผมว่าคุณนี่แกล้งทำเป็นไม่รู้ สุดยอดนักบิดเบือนจริงๆ

ผมถามว่าคุณเปรียบเทียบมาตรา 49 ตามความข้างต้นให้เห็นถึงความผิดพลาดของการร่างรัฐธรรมนูญ 2550

คุณก็ว่าไม่ใช่จุดใหญ่ใจความ คุณจะให้ไปถามท่านมีชัย ผมว่าคุณไปกราบเรียนถามท่านเองดีกว่า

แล้วจะขอให้ท่านมาตอบ หรือคุณจะรับสมอ้างมาตอบเองก็ได้ คำถามก็ง่ายๆ

เพียงถามว่า ความในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 49 ที่ถามประชามติประชาชนทั่วราชอาณาจักร (เล่มสีเหลือง) ซึ่งมี
ข้อความเพียงสองวรรค (สองวรรคในภาษากฎหมาย หมายถึง สองย่อหน้าในมาตรานั้น)

แต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ในราชกิจจานุเบกษา ทำไมเป็นสามวรรคไปได้ (สามย่อหน้า) เมื่อยืนยันกันแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดี แก้ไขไม่ได้ไม่ยอมให้แก้ไข ทำไมถึงมีข้อความที่แตกต่างไปจากประชามติของประชาชน

ส่วนมาตรา 190 คุณยอมรับว่าโง่แล้วใช่มั้ย ไม่เห็นคุณตอบในประเด็นที่ผมถามคุณเฉไฉไปเรื่อง ส.ส. - ส.ว.
นี่มันอะไรกัน

มาตรา 190 เป็นการการตกลงทำสัญญาระหว่างประเทศ คุณเข้าใจหรือเปล่า ที่ผมว่าโง่ เพราะหลักการมาตรานี้แบไต๋ให้คู่เจรจารู้ก่อน เราไปเจรจาก็ถูกบล็อกตามกรอบ ดิ้นไม่ได้ แม้ในโต๊ะเจรจามีช่องที่เป็นประโยชน์แก่ชาติและประชาชน

ก็ลงนามนอกกรอบไม่ได้ เพราะมาตรานี้กำกับไว้ อย่างนี้ไม่โง่ ไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี

ส่วนมาตรา 309 คุณก็พูดแต่การนิรโทษกรรมในการรัฐประหาร แต่การนิรโทษกรรมในอนาคต

ที่ยอมให้เครือข่ายของเผด็จการ 19 กันยายน 2549 ทำความผิดอะไรก้ได้ในอนาคตที่นิรโทษกรรมลอยไว้แล้วทุกอย่าง

คุณชมชอบมากหรือครับ ลองให้เกิดการกระทำความผิดต่อคุณเอง หรือครอบครัวของคุณบ้างเอาไหม

แล้วคนร้ายพวกนนั้นไม่มีความผิด ไม่ต้องรับผิดใดๆ คุณชอบมากใช่มั้ย คุณกลับไปอ่านมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ 2549

ดูให้ละเอียดซิ หรือจะให้พรรคพวกเครือข่ายที่เป็นผู้ยกร่างมาตรานี้ ตกเป็นผู้เสียหายในการกระทำความผิดของเครือข่ายอำนาจเผด็จการบ้างเอาไหม

หรือคุณคิดว่าพวกคุณลอยตัว อย่างนี้มันจะนับเป็นกฎหมายเป็นธรรม เป็นนิติรัฐได้อย่างไร

ถึง คุณ Guest

ถึง คุณ Guest ดำดิน

ถึงตอนนี้...ผมรู้สึกหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น จากความเห็นสุดท้ายของคุณ แสดงว่าการแลกเปลี่ยนความเห็นที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความเข้าใจบางอย่างมากขึ้น

อย่างน้อยที่สุด...คุณก็ยอมรับประชามติของคนส่วนใหญ่ (ถึงแม้คุณจะไม่เป็นด้วยก็ตาม)

แต่สิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย คือ การสูญเสียชีวิตของพี่น้องชาวไทยด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน

ถึงแม้ว่า... ณ วันนั้นในเดือนกันยา จะไม่มีการสูญเสีย แต่หลังจากนั้นจนมาถึงเมษาสาดเลือดปีนี้ ความสูญเสียที่ประมาณการมิได้ ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และจิตวิญญาณ ได้ฝั่งรากไปทั่วแผ่นดิน

แน่นอนผมเห็นด้วย กับการที่จะต้องควานหาคนที่กระทำความผิดมาลงโทษ จะมาเยียวยาแค่เรื่องเงินมันไม่พอ

มันเป็นเรื่องยากที่จะพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยหลักฐานที่คลุมเครือในขณะนี้

อย่าลืมว่า...เสื้อแดงเองก็ดึงทหารเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งท่านวีระ ก็เตือนแล้วว่าอย่าดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน

เพราะจะทำให้อุดมการณ์ทาง ปชต. ของ นปช. เปลี่ยนไป

มันตลกไหม...ที่ไปดึงเอาอดีตผู้ร่วมรัฐประหารในครั้งนั้นมาร่วมวงด้วย

ส่วนทหารอีกคน ที่โดนสั่งพักราชการก็มาร่วมวง เพื่อหวังล้างตากับ อดีต ผบทบ.

เพราะเหตุนี้คนไทยจำนวนมากมาย จึงไม่เข้าใจอุดมการณ์ทาง ปชต. ของคนเสื้อแดง

เรื่องมันสับสนไปหมด ผมพูดจากใจ...ผมไม่เชื่อใครทั้งนั้น ทุกคนทุกฝ่ายทุกหมู่เหล่า ล้วนแต่พูดความจริงเพียงแค่ด้านเดียว

ถึงแม้คุณจะยืนคนละจุดกับผมในเรื่อง รธน. แต่ถ้าเป็นเรื่อง ปชต. ผมว่าเรากำลังมุ่งหวังไปในทางเดียวกัน

ส่วนมาตรา ๔๙ ผมคงต้องตอบเหมือนเดิม ถึงแม้ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะไต่ถาม แต่ผมไม่ติดใจอะไรในมาตรานี้ ซึ่งถ้าคุณยังคาใจ คุณคงต้องออกหน้าถามเองในเรื่องนี้

ส่วนมาตรา ๑๙๐ ก็ขอบคุณที่ช่วยชี้ชัด พร้อมยกตัวอย่าง ทำให้ผมเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร

ก็อย่างที่คุณได้พูดเปรียบเทียบระหว่าง ๔๐ กับ ๕๐ ไว้ในตอนต้น

เหตุที่ต้องริดรอนอำนาจของรัฐบาล เพราะเนื่องจากกังวลว่า ครม. จะไปลงนามอะไรที่ทำให้ชาติเสียหาย

เพราะตัวอย่างในอดีตทำให้เกิดมาตรานี้ ทั้งเรื่องเงินกู้พม่า ทั้งเรื่องสนธิสํญญาการค้ากับจีน ที่เราเสียเปรียบ

มาตรานี้จึงลงลึกเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการพิจารณาที่คนทั้งชาติต้องรับรู้ รวมทั้งการเยียวยาต่อภาคเอกชนด้วย

ผลบังคับใช้ของมาตรานี้ ก็มีแล้วจากการกู้เงินก้อนมหาศาล ที่ผ่านตามขั้นตอนนี้ไปอย่างปาดเหงื่อ

ด้วยเหตุนี้...เหล่านักการเมืองจึงไม่ชอบ มาตราแทงใจ ๑๙๐

ถึงคุณจะว่าโง่...เพราะว่าเป็นการแบไต๋ให้ประเทศว่าที่คู่สัญญารับรู้

แต่มันก็ "ดีกว่าลงนามกันลับๆ แล้วสุดท้ายเสียหายหนักกว่า มิใช่หรือ"

เพราะความไม่ซื่อสัตย์ของนักการเมืองในอดีต จึงส่งผลถึงนักการเมืองในปัจจุบัน และอาจจะต่อไปยัง สส. อีกสมัย

เหตุนี้ สสร. จึงไม่รีรอที่จะบรรจุมาตรานี้ไว้อย่างละเอียด

แน่นอนว่า...เรื่องนี้จำเป็นต้องอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

"ผมคงเสนอความเห็นมากไปกว่านี้ไม่ได้" เพราะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่เค้าอยากจะให้คงไว้ด้วย

ผมจึงว่า...แก้เมื่อชาติสงบ จบเรื่องโดยภาคประชาชน ยกเครื่องกันใหม่ ครับ

ฮ่า ฮ่า

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

สุดยอดนักแถเลยเชียว มาตรา 49 ที่ผิดชัดๆ บอกไม่ติดใจ นี่หรือนิติรัฐ

มาตรา 190 บอกว่าต้องการลดทอนอำนาจรัฐบาล ซึ่งมันก็ได้โง่มาหลายปี จนเศรษฐกิจ ความมั่นคง เสียหายยับเยิน

จนออกมานำเสนอญัตติให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็แปลกดีนะ ถ้าดีจริงแล้วมา ส.ใส่เกือก แก้ไขกันทำไมอีก

ก็เพราะมันโง่ ถึงต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้น จะโง่ และพังมากกว่านี้ไปอีก

จนแต้มที่จะตอบก็หยุดๆไป อย่าแถออกมาอีก

ส่วนที่โยนไปเรื่องฆ่าประชาชนจนเสียชีวิตมากมาย อย่างไร้เหตุผล คุณยังชมชอบมากนักหรือ

ประเด็น มาตรา 309 มันไม่ใช่เรื่องเข่นฆ่าประชาชนอย่างเดียว แล้วจะมาแอบอ้างว่าได้กระทำการ

ตามที่อำนาจเผด็จการสั่ง แล้วจะไม่ยอมรับผิด เพราะมันคิดกันอย่างนี้ ความเป็นธรรมที่ควรมีเลยหายไป

คุณอ่านมาตรา 309 ผูกโยงรัฐธรรมนูญ 2549 ให้ดี ถี่ถ้วนซิครับ

มันยกเว้นให้ทำผิดทุกเรื่อง ทั้งงานในอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน งานนิติบัญญัติ (เขียนกฎหมายผิดๆก็ได้)

งานด้านตุลาการ (ตัดสินโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือตัดสินไปผิดๆ) ก็ยังได้ ลงโทษคนโดยผิดกฎหมายก็ได้

ทำอะไรอื่นๆในการบริหารที่ผิดๆ มันยกเว้นให้กระทำได้หมดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต

แล้วคุณว่าอย่างนี้มันทุเรศมั้ย คุณดูมาตรา 36 และ มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ 2549 ซิ

เอ้าลิ้งค์นี้แหละ http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2549-a0001.pdf

ถ้าคิดจะแถอีก ก็มีเหตุมีผลสักหน่อยนะครับ คุณBenni Deutschland (visitor)

คุณนี่ีตลกนะ พอผมบอกลา

คุณนี่ีตลกนะ พอผมบอกลา คุณก็ดึงแขนผมให้มาสนทนาต่อ

พอผมพูดเรื่องจริง ตรงประเด็น โดนใจ คุณก็หาว่าผมแถไถ

ผมว่า...คุณต้องตรวจสอบความคิด จิตใจของตนเองด้วยนะครับ เกรงว่าจะไปสร้างความรำคาญใจให้กับคู่สนทนา แบบตั้งใจ

ตั้งแต่ต้น...คุณก็มาชวนผมคุย ด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่นมาโดยตลอด

ซึ่งคุณพยามแสดงความสามารถในการพิสูจน์อักษรให้เป็นที่ประจักษ์ ผมก็ให้เกียรติมิไม่ได้ขัดคอ

ผมบอกว่า...ทุกคนมีข้อจำกัด จะให้ผมไปตอบแทนคนที่รับผิดชอบอยู่ได้อย่างไร

ผมจึงว่า...ให้คุณไปถามผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง ในเรื่องมาตรา ๔๙ ทำไมไม่ไปถาม มาถามผมทำไม ผมไม่มีคำตอบ

ผมว่า...คุณพูดไม่รู้เรื่องนะครับ จะมาอ้างนิติรัฐอะไร แค่หลักสามัญที่ทุกคนรู้ก็ตอบใจตัวเองได้ว่า "คนที่ไม่เกี่ยวข้องจะไห้ไปตอบแทนได้อย่างไร" แค่คิดที่จะพูดคำว่า นิติรัฐ ก็ผิดแล้ว

คุณแสดงตนเสมอตลอดการสนทนาว่า ตนเองเป็นผู้รู้แต่ผู้เดียวเรื่อง รธน.

ผมจึงยกตัวอย่าง อ.สมคิด ที่ร่วมงานกับ สสร. ทั้งสองชุด ปี ๔๐ และ ๕๐

และนำเอกสารมาบอกเล่า คุณก็ไม่ลองที่จะทำความเข้าใจ ซึ่งผมก็จนใจจะพูด

โดยหวังว่า "ประชามติ จะเป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับคุณ" ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ให้การยอมรับ

แต่คุณต่างหากที่แถไถ "ไม่ยอมรับประชามติ" ซ้ำยังดูถูกคะแนนเสียงเจ้าของประเทศนี้ โดยอ้างว่าลงคะแนนโดยไม่ได้อ่าน รธน.

เอาอะไรมาคิด ทั้งคนส่วนใหญ่ ที่มากกว่าคนข้างของคุณตั้งหลายล้าน "ยอมรับการกระทำของ คมช."

คุณก็แถไปอีกว่า...เผด็จการ สั่งฆ่าประชาชน "ตั้งสติหน่อย" เกรงว่าจะต้องไปพบแพทย์

"ระหว่างรัฐประหารมีใครตายบ้าง" ที่ถามไม่ใช่ศรัทธาการ ปว. แต่นี่คือเรื่องจริง "คุณจะมาส่ายหน้าให้กับความจริงนี้ไม่ได้"

เลยเถิดเลอะเทอะไปมาตรา ๓๐๙ หาว่า...ประชามติไม่มีผลลบล้างใดๆ เอาอะไรมาพูด

ไม่รู้ว่า...คุณจะดูถูกคนอื่นไปถึงไหน สงสัยเฉพาะคนที่พิสูจน์อักษรเก่งๆ กินข้าว

ส่วนชาวบ้านที่เค้าไปลงคะแนนกินอย่างอื่น ไปลงคะแนน โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรลงไป

เข้าใจความที่อยู่ใน รธน. หรือก็เปล่า ตัวอักษรอยู่ตรงหน้าก็ไม่ปฏิบัติตาม มันไร้ประโยชน์ครับ จะพิสูจน์อักษรไปทำไมหาสาระมิได้

ผมบอกว่า...คุณต้องเข้าใจหลักการร่าง รธน. ก่อน คุณก็แถไปต่อเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

อย่างมาตรา ๑๙๐ ผมก็ชี้ให้เห็นเหตุว่าทำไมเค้าต้องปิดช่อง ครม. กันขนาดนั้น

คุณยังก็เมินหน้าไปอยู่ข้างคนถูกบังคับใช้ นิสัยนี้เป็นกันทุกยุคทุกรัฐบาล

รัฐบาลที่คุณศรัทธาก็ทำจนประเทศเสียหาย บอกไม่อยากเสียภาษีก็แก้ กม. กันไม่ละอายสายตาชาวบ้าน

คุณต้องคำนึงถึงคนอื่นด้วยไม่ใช่แต่พวกพ้องของคุณ นี่คือ "กฏหมายที่ใช้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่นักการเมือง"

ก็เห็นอยู่แกนนำเสื้อเหลือง จ้องจะเล่นมาตรานี้อยู่ เพราะในอดีตนักเมืองที่คุณจงรักทำประเทศนี้เสียศูนย์ จนแตกแยกกันขนาดนี้

ใจเป็นธรรมหน่อย ลองยกข้อเสียที่เป็นรูปธรรมมาพูดหน่อย ไอที่คุณว่าโง่ เพราะแบไต๋

ขอถามใครโง่...คนร่าง หรือคนใช้ รธน. หรือคนที่อยู่ใต้ข้อบังคับ หรือคนพูด

ตัวอย่างก็มีเจรจาสำเร็จไปแล้ว เรื่องกู้เงินก้อน ก็ทำกันได้ดี ซึ่งในทำนองเดียวกันก็ควรทำต่อไป จนกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

คุณก็ประชาชน ทำไมถึงไปอยู่ข้างนักการเมือง ทั้งที่บางครั้งก็ทำนาบนหลังคุณด้วย

ที่คุณพูดเรื่อง ๑๙๐ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมฟังจนหูเปียกแล้ว แต่คนเหล่านั้นมีสติ ไม่ต้องให้ผมอธิบายหลายครั้ง

"เค้ายอมรับ" อย่าลืมว่านี้คือ "กฎหมายมหาชน" ไม่ใช่เรื่องพิสูจน์อักษร ต้องฟังความเห็นของตัวแทนจากภาคธุรกิจด้วย

ใจคุณปิดไม่ว่าแต่ยังไปดูถูก สสร. ว่ารับใช้เผด็จการ

เผด็จการ แปลว่า อะไร

การรวมอำนาจไว้ที่คนเดียวหรือกลุ่มคนกลุ่มเดียว โดยไม่สนใจคนอื่น ไม่ว่าจะดีร้าย ผิดถูกไม่สนใจ

พิจารณาจากความเห็นของคุณ...ไม่สนใจความคิดของคนอื่น ไม่ว่าจะถูก จะดี ตรงประเด็นเพียงใด โดยเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง

ซ้ำยังแสดงอำนาจ...บอกให้ผมหยุดแถ อันนี้เรียกว่า "เผด็จการทางความคิดใช่หรือไม่"

ยังนี้...ก็อย่ามาชวนผมสนทนาประเด็นมาตราอื่น ใน รธน. ๔๐ เลย ถ้าใจปิดมาแต่ต้น ก็ยากที่จะคุยกัน

คุณถาม...แค่จะหาเรื่องด่าผม ไม่ว่าผมจะตอบอะไร คุณก็เตรียมคำด่าไว้แล้ว

ผมพยามอดทนสุภาพกับคุณมาตลอด โดยหวังว่า...ถึงคิดต่างก็เป็นมิตรกันได้

แต่วิธีที่คุณใช้ "ได้เปลี่ยนคนคิดต่าง ให้เป็นศัตรู" ซึ่งมันไม่ใช่วิถีของ ปชต. คราวนี้มันผิดไปมากจริงๆ

เอาเถอะ...ผมปฏิญาณต่อหน้าคุณว่า ผมจะไม่โต้ตอบคุณอีก เกรงว่าจะทำให้คนที่เข้ามาอ่านความเห็นเค้ารำคาญใจ

ซึ่งถ้าคุณอยากสนทนากับผมต่อ...ก็ขอให้เปิดเผย ชือ นามสกุล จริงมา

ถ้าไม่...ก็กรุณาอย่าไปด่าทอคนอื่น บอหน้าจอข่าว "มันเป็นการไม่เคารพ และไม่ให้เกียรติต่อผู้อ่านทุกคน"

Benni Deutschland

[quote=Benni Deutschland]คุณนี่ีตลกนะ พอผมบอกลา คุณก็ดึงแขนผมให้มาสนทนาต่อ

พอผมพูดเรื่องจริง ตรงประเด็น โดนใจ คุณก็หาว่าผมแถไถ

ผมว่า...คุณต้องตรวจสอบความคิด จิตใจของตนเองด้วยนะครับ เกรงว่าจะไปสร้างความรำคาญใจให้กับคู่สนทนา แบบตั้งใจ

ตั้งแต่ต้น...คุณก็มาชวนผมคุย ด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่นมาโดยตลอด

ซึ่งคุณพยามแสดงความสามารถในการพิสูจน์อักษรให้เป็นที่ประจักษ์ ผมก็ให้เกียรติมิไม่ได้ขัดคอ

ผมบอกว่า...ทุกคนมีข้อจำกัด จะให้ผมไปตอบแทนคนที่รับผิดชอบอยู่ได้อย่างไร

ผมจึงว่า...ให้คุณไปถามผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง ในเรื่องมาตรา ๔๙ ทำไมไม่ไปถาม มาถามผมทำไม ผมไม่มีคำตอบ

ผมว่า...คุณพูดไม่รู้เรื่องนะครับ จะมาอ้างนิติรัฐอะไร แค่หลักสามัญที่ทุกคนรู้ก็ตอบใจตัวเองได้ว่า "คนที่ไม่เกี่ยวข้องจะไห้ไปตอบแทนได้อย่างไร" แค่คิดที่จะพูดคำว่า นิติรัฐ ก็ผิดแล้ว

คุณแสดงตนเสมอตลอดการสนทนาว่า ตนเองเป็นผู้รู้แต่ผู้เดียวเรื่อง รธน.

ผมจึงยกตัวอย่าง อ.สมคิด ที่ร่วมงานกับ สสร. ทั้งสองชุด ปี ๔๐ และ ๕๐

และนำเอกสารมาบอกเล่า คุณก็ไม่ลองที่จะทำความเข้าใจ ซึ่งผมก็จนใจจะพูด

โดยหวังว่า "ประชามติ จะเป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับคุณ" ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ให้การยอมรับ

แต่คุณต่างหากที่แถไถ "ไม่ยอมรับประชามติ" ซ้ำยังดูถูกคะแนนเสียงเจ้าของประเทศนี้ โดยอ้างว่าลงคะแนนโดยไม่ได้อ่าน รธน.

เอาอะไรมาคิด ทั้งคนส่วนใหญ่ ที่มากกว่าคนข้างของคุณตั้งหลายล้าน "ยอมรับการกระทำของ คมช."

คุณก็แถไปอีกว่า...เผด็จการ สั่งฆ่าประชาชน "ตั้งสติหน่อย" เกรงว่าจะต้องไปพบแพทย์

"ระหว่างรัฐประหารมีใครตายบ้าง" ที่ถามไม่ใช่ศรัทธาการ ปว. แต่นี่คือเรื่องจริง "คุณจะมาส่ายหน้าให้กับความจริงนี้ไม่ได้"

เลยเถิดเลอะเทอะไปมาตรา ๓๐๙ หาว่า...ประชามติไม่มีผลลบล้างใดๆ เอาอะไรมาพูด

ไม่รู้ว่า...คุณจะดูถูกคนอื่นไปถึงไหน สงสัยเฉพาะคนที่พิสูจน์อักษรเก่งๆ กินข้าว

ส่วนชาวบ้านที่เค้าไปลงคะแนนกินอย่างอื่น ไปลงคะแนน โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรลงไป

เข้าใจความที่อยู่ใน รธน. หรือก็เปล่า ตัวอักษรอยู่ตรงหน้าก็ไม่ปฏิบัติตาม มันไร้ประโยชน์ครับ จะพิสูจน์อักษรไปทำไมหาสาระมิได้

ผมบอกว่า...คุณต้องเข้าใจหลักการร่าง รธน. ก่อน คุณก็แถไปต่อเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

อย่างมาตรา ๑๙๐ ผมก็ชี้ให้เห็นเหตุว่าทำไมเค้าต้องปิดช่อง ครม. กันขนาดนั้น

คุณยังก็เมินหน้าไปอยู่ข้างคนถูกบังคับใช้ นิสัยนี้เป็นกันทุกยุคทุกรัฐบาล

รัฐบาลที่คุณศรัทธาก็ทำจนประเทศเสียหาย บอกไม่อยากเสียภาษีก็แก้ กม. กันไม่ละอายสายตาชาวบ้าน

คุณต้องคำนึงถึงคนอื่นด้วยไม่ใช่แต่พวกพ้องของคุณ นี่คือ "กฏหมายที่ใช้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่นักการเมือง"

ก็เห็นอยู่แกนนำเสื้อเหลือง จ้องจะเล่นมาตรานี้อยู่ เพราะในอดีตนักเมืองที่คุณจงรักทำประเทศนี้เสียศูนย์ จนแตกแยกกันขนาดนี้

ใจเป็นธรรมหน่อย ลองยกข้อเสียที่เป็นรูปธรรมมาพูดหน่อย ไอที่คุณว่าโง่ เพราะแบไต๋

ขอถามใครโง่...คนร่าง หรือคนใช้ รธน. หรือคนที่อยู่ใต้ข้อบังคับ หรือคนพูด

ตัวอย่างก็มีเจรจาสำเร็จไปแล้ว เรื่องกู้เงินก้อน ก็ทำกันได้ดี ซึ่งในทำนองเดียวกันก็ควรทำต่อไป จนกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

คุณก็ประชาชน ทำไมถึงไปอยู่ข้างนักการเมือง ทั้งที่บางครั้งก็ทำนาบนหลังคุณด้วย

ที่คุณพูดเรื่อง ๑๙๐ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมฟังจนหูเปียกแล้ว แต่คนเหล่านั้นมีสติ ไม่ต้องให้ผมอธิบายหลายครั้ง

"เค้ายอมรับ" อย่าลืมว่านี้คือ "กฎหมายมหาชน" ไม่ใช่เรื่องพิสูจน์อักษร ต้องฟังความเห็นของตัวแทนจากภาคธุรกิจด้วย

ใจคุณปิดไม่ว่าแต่ยังไปดูถูก สสร. ว่ารับใช้เผด็จการ

เผด็จการ แปลว่า อะไร

การรวมอำนาจไว้ที่คนเดียวหรือกลุ่มคนกลุ่มเดียว โดยไม่สนใจคนอื่น ไม่ว่าจะดีร้าย ผิดถูกไม่สนใจ

พิจารณาจากความเห็นของคุณ...ไม่สนใจความคิดของคนอื่น ไม่ว่าจะถูก จะดี ตรงประเด็นเพียงใด โดยเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง

ซ้ำยังแสดงอำนาจ...บอกให้ผมหยุดแถ อันนี้เรียกว่า "เผด็จการทางความคิดใช่หรือไม่"

ยังนี้...ก็อย่ามาชวนผมสนทนาประเด็นมาตราอื่น ใน รธน. ๔๐ เลย ถ้าใจปิดมาแต่ต้น ก็ยากที่จะคุยกัน

คุณถาม...แค่จะหาเรื่องด่าผม ไม่ว่าผมจะตอบอะไร คุณก็เตรียมคำด่าไว้แล้ว

ผมพยามอดทนสุภาพกับคุณมาตลอด โดยหวังว่า...ถึงคิดต่างก็เป็นมิตรกันได้

แต่วิธีที่คุณใช้ "ได้เปลี่ยนคนคิดต่าง ให้เป็นศัตรู" ซึ่งมันไม่ใช่วิถีของ ปชต. คราวนี้มันผิดไปมากจริงๆ

เอาเถอะ...ผมปฏิญาณต่อหน้าคุณว่า ผมจะไม่โต้ตอบคุณอีก เกรงว่าจะทำให้คนที่เข้ามาอ่านความเห็นเค้ารำคาญใจ

ซึ่งถ้าคุณอยากสนทนากับผมต่อ...ก็ขอให้เปิดเผย ชือ นามสกุล จริงมา

ถ้าไม่...ก็กรุณาอย่าไปด่าทอคนอื่น บอหน้าจอข่าว "มันเป็นการไม่เคารพ และไม่ให้เกียรติต่อผู้อ่านทุกคน"[/quote]

อารมณ์ขึ้น ขนาดนี้ ไม่ดีนะ
ไหนว่าจะ ไม่โต้ โอ๋ อย่าบึ้ง
ใครจะเป็น ศัตรู ใครหูตึง
ใครเป็นหนึ่ง เผด็จการ เกียจคร้านฟัง

รัฐธรรมนูญ ของใคร ไยยอดแย่
ดีแล้วแก้ ทำไม ให้ต้องคลั่ง
ประชามติ ประชาชน จนใจจัง
ช่างเข้มขลัง ของแท้ โอ๊ย แน่นอน

อ่านมาตรา สามสิบสอง ของสี่เก้า
ใช่เรื่องยาว แต่มันแย่ กันมาก่อน
โถ คนดี มีเวลา โถ อย่างอน
คิดสะท้อน ความจริง ยิ่งเข้าใจ

เผด็จการ จริงจริง ยิ่งยอดยุทธ
ตั้งใจฉุด ให้ช้ำ เข้าใจไหม
ร่างห้าศูนย์ ถ้าไม่ผ่าน ไม่รับไป
เขาจัดให้ ทันที มิต้องคอย...

Guest ดำดิน
14 ธันวาคม 2553
""""""""""""""""""""""""""""""

"มาตรา ๓๒ ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๘ วรรคสอง ก็ดี หรือในการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๓๑ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมา ปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐ ธรรมนูญต่อไป

ในการประชุมร่วมกันตามวรรคหนึ่ง ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"

http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2549-a0001.pdf