วารสารศาสตร์ข้อมูล: เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ #wikileaks #opendata

(CNN) 30 ก.ค. 2553 – การโพสต์เอกสาร 92,000 ฉบับบนวิกิลีกส์ (WikiLeaks) เกี่ยวกับสงครามในอัฟกานิสถาน เป็นตัวแทนของการฉลองชัยของสิ่งที่ผมเรียกว่า “วารสารศาสตร์ข้อมูล” (data journalism)

แน่นอนว่ามันต้องมีแหล่งข่าวที่เป็นบุคคล ใครสักคนในที่ไหนสักแห่ง ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเว็บไซต์วิกิลีกส์ แต่ไม่ว่าผู้แจ้งความไม่ชอบมาพากลคนนี้จะเป็นใคร มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า เนื้อหาของเอกสารเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา

ข้อมูลดิบดังกล่าว เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่สำหรับนักหนังสือพิมพ์ในสามสำนักข่าว – นิวยอร์กไทมส์ (New York Times สหัรฐอเมริกา), เดอะการ์เดียน (The Guardian สหราชอาณาจักร), และ แดร์ สปีเกล (Der Spiegel เยอรมนี) – ที่จะขุดค้นหาข่าวจากมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเฉพาะนักข่าวเหล่านั้นเท่านั้น บันทึกประจำวันจากสงครามอัฟกานิสถานนั้นอยู่บนอินเทอร์เน็ต ที่ใครก็เข้าไปขุดค้นสมบัติหาข้อมูลได้

เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร นักหนังสือพิมพ์ทำเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว พวกเขาอ่านกองเอกสารทีละหน้าทีละหน้า เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ ข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ซึ่งจะนำไปสู่สกู๊ปสำคัญ

แต่ก็นั่นล่ะ เราต้องยอมรับว่า นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานดังที่กล่าวมา แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว มันทั้งใช้เวลาและแรงงาน แล้วก็ไม่มีสีสันตื่นตาตื่นใจ มันไม่มีสเน่ห์ดึงดูด ด้วยแรงกดดันในองค์กรข่าวสมัยใหม่ ที่จำเป็นต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพคุ้มราคา มันเป็นเรื่องยากที่บรรณาธิการข่าวจะอนุญาตให้นักข่าวใช้เวลามาก ๆ ไปกับกองเอกสารท่วมหัว

ความสำเร็จของ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” หรือการทำข่าวจากข้อมูลดิบนั้นมักจะถูกลืม ตัวอย่างหนึ่งโดดเด่นก็คือ กรณีข่าวสืบสวนโดยหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) ที่ตามติดกรณียาระงับประสาทของบริษัทยาเยอรมันที่ถูกถอนออกจากตลาดในปี 1961 หลังจากพบว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อทารก

ระหว่างการสืบสวนดังกล่าว ซันเดย์ไทมส์จ่ายเงินเพื่อซื้อเอกสารภายในจำนวนมากของบริษัทดังกล่าว และต้องแปลมันทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง ฟิลลิป ไนท์ลีย์ (Phillip Knightley) หนึ่งในทีมข่าวกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ทำงานอย่างหนัก เพื่อทำความเข้าใจเอกสารเหล่านั้น

ถึงในปี 1968 จะยังเป็นสมัยที่ซันเดย์ไทมส์มีกำลังคนพร้อมเพรียง และยินดีที่จะจัดสรรทรัพยากรให้กับทีมนักข่าวสืบสวน ไนท์ลีย์ก็ยังบอกกับเราว่า คนก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่ามันจะคุ้มค่าหรือ ที่จะทำข่าวที่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลายาวนานขนาดนี้

แม้ในที่สุดข่าวสืบสวนชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชยที่ดีขึ้นแก่ผู้เสียหาย แต่ดูเหมือนว่า ความสงสัยต่อความคุ้มค่าในการลงทุนทำ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในองค์กรข่าวส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่กำลังจะตัดงบประมาณของกองบรรณาธิการ

แน่นอนว่า ข่าวสืบสวนคดีวอเตอร์เกต (Watergate) ในต้นทศวรรษ 1970 โดย Bob Woodward และ Carl Bernstein ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสกู๊ปข่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล นั้นมีความสำคัญ รายงานชิ้นดังกล่าวอาศัยแหล่งข่าวที่ปิดเป็นความลับ ที่รู้จักกันในชื่อ “Deep Throat” และตั้งแต่นั้นมา นักหนังสือพิมพ์ก็ตกเป็นทาสของแหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้เหล่านี้เสียเอง แต่ข่าวแบบนี้แหละที่มีสเน่ห์ดึงดูด

แหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้ ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของวารสารศาสตร์สมัยใหม่ ผมเคยบอกกับนักศึกษาวารสารศาสตร์ของผมอย่างนั้นเสมอ ๆ แต่ตอนนี้ผมยอมรับแล้วว่า ผมให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป จนให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการค้นหา อ่าน และวิเคราะห์ข้อมูลดิบ

ถ้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นร่างแรกของประวัติศาสตร์ อย่างที่เรานักหนังสือพิมพ์มักอ้างกัน เราก็ควรจะต้องทำงานให้ใกล้เคียงกับนักประวัติศาสตร์เสียหน่อย บรรดานักประวัติศาสตร์พยายามมองหาแหล่งข้อมูลชั้นต้น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นกับเหตุการณ์ในอดีต

สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ของข้อมูลต่างๆ ในวิกิลีกส์นั้นคือ มันเป็นข้อมูลที่ทันสมัย มันทำให้นักหนังสือพิมพ์และสาธารณะเข้าใจชัดเจนขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอัฟกานิสถาน ในแง่นี้ ข้อมูลเหล่านี้ที่ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ช่วยมอบความเข้าใจที่มีค่ามหาศาลให้กับเรา

อย่างไรก็ตาม การโพสต์เอกสารขึ้นอินเทอร์เน็ตโดยตัวมันเองไม่ใช่การทำข่าว มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการข่าว มันยังต้องการการวิเคราะห์ วางบริบท และในบางกรณี การเซ็นเซอร์ที่จำเป็นเพื่อที่จะปกป้องปัจเจกบุคคลที่ถูกระบุในเอกสารดัง กล่าว

ผมทราบว่า นักข่าวอาชีพไม่ได้เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถทำงานนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าว และมีความรู้ที่จะทำให้พวกเขาทำงานดังกล่าวได้ดี การรายงานโดย เดอะการ์เดียน และ นิวยอร์กไทมส์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรโดยทันที ไม่มีประธานาธิบดีต้องออกจากตำแหน่ง เหมือนกรณีวอเตอร์เกต แต่สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏจากเอกสาร คือการยืนยันสิ่งที่สื่อในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสงสัยมาโดยตลอด เกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ว่ามันเลวร้ายและมีแต่จะแย่ลง ๆ นับตั้งแต่ปี 2004 มันตบหน้ารายงานประเมินอย่างเป็นทางการที่แสนสวยงาม

ข้อมูลดิบทั้งหมดดังกล่าวมานั้น เชื่อถือได้มากกว่า เพราะมันเป็นรายงานโดยทหารในสนามรบจริง ๆ ว่าพวกเขาพบเห็นและประสบอะไรบ้าง มันไม่มีการปั่นข่าว ตัวรายงานนั้นอาจไม่ได้เป็นวัตถุวิสัย – ซึ่งก็ไม่เคยมีอะไรที่เป็นเช่นนั้น – แต่รายงานเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทาง การเมือง

ใช่ เราอาจพูดได้ว่า การที่วิกิลีกส์โพสต์ข้อมูลอ่อนไหวดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะ ในตัวมันเองนั้นก็ไม่ได้เป็นวัตถุวิสัยอยู่แล้ว แต่ผมขอสนับสนุนสิ่งที่ จูเลียน อัสซานจ์ (Julian Assange) หัวหน้าบรรณาธิการของวิกิลีกส์ เรียกร้องต่อองค์กรข่าวต่าง ๆ ให้เปิดเผยข้อมูลดิบออกสู่สาธารณะให้มากขึ้น

เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้กิจกรรมของงานข่าวโปร่งใสมากขึ้น ในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ เขายืนกรานว่า “วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น” และเสริมว่า: “มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้ ถ้านักหนังสือพิมพ์ต้องการที่จะให้อาชีพของพวกเขามีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ได้มากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น เคารพคนอ่านให้มากขึ้น”

โดยธรรมชาติของตัวมันเอง การทำข่าวจากแหล่งข่าวบุคคล (source journalism) ย่อมถูกปิดบังไม่ให้สาธารณะได้เห็น การทำข่าวจากข้อมูลดิบ (data journalism) นั้นเปิดเผยมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลดิบนั้นถูกโพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ต เพราะในกรณีที่มีการวิเคราห์ข้อมูลชุดเดียวกันในแนวทางที่ต่างกัน ข้อมูลดิบเหล่านั้นมันอนุญาตให้สาธารณะตัดสินได้ว่าการวิเคราะห์อันไหนที่ น่าเชื่อถือกว่า

เรานักหนังสือพิมพ์ ควรจะต้องดีใจที่มีเว็บไซต์อย่างวิกิลีกส์อยู่ นั่นเพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราก็คือการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ สาธารณะ ที่คนที่มีความเชื่อเป็นอย่างอื่นต้องการจะเก็บมันเป็นความลับ

เว็บไซต์ดังกล่าวสมควรจะได้รับการสรรเสริญชื่นชมจากพวกเรา และมันจำเป็นจะต้องได้รับการปกป้องจากพลังฝ่ายขวา ที่หาทางจะหลีกเลี่ยงจากการถูกเปิดโปง

 


Roy Greenslade เป็นศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยซิตี้ยูนิเวอร์ซิตี้ ลอนดอน เขาเขียนบล็อกรายวันเกี่ยวกับสื่อให้กับเว็บไซต์ The Guardian และเขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ในหนังสือพิมพ์ London Evening Standard เขาเป็นนักวิจารณ์สื่อมา 18 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Daily Mirror ของสหราชอาณาจักร บรรณาธิการบริหารของ Sunday Times และผู้ช่วยบรรณาธิการของ The Sun

เรียบเรียงจาก “We should be thankful for WikiLeaks” โดย Roy Greenslade ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ CNN.com 30 ก.ค. 2553 (ลิงก์ต่าง ๆ ที่แทรกในเอกสารนี้โดยผู้แปลเอง)

เข้าถึงเนื้อหาของ WikiLeaks จากเมืองไทย ได้ที่เว็บไซต์ ThaiLeaks.info
โดยทุกคนสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดของวิกิลีกส์ได้ทาง torrent

Comments

เป็นบ้านเราไม่ได้

เป็นบ้านเราไม่ได้ เนื้อหาไม่สนว่าใครทำอะไร สนแต่คนแอบลักข้อมูลไปแฉ จ้องจะจับติดคุกท่าเดียว

คนในข้อมูลจะผิดจะถูก ไม่สน

จึ๋ย ฟอนต์เล็กจิ๋ว -

จึ๋ย ฟอนต์เล็กจิ๋ว - -'

ขอแนะนำบทสัมภาษณ์อีกชิ้น ที่พูดถึง data journalism ด้วย

ซีรีส์สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง ตอน 11: โลกอนาคตที่ไม่มีการผูกขาดความจริง
(สัมภาษณ์ มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ สาขาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย)
http://www.prachatai.com/journal/2010/11/31953

WikiLeaks deserves praise,

WikiLeaks deserves praise, applause and admiration for bringing the best-kept secrets to the world.

However, if it were in Thailand, those authorities concerned would only be interested and punish the source that leaks, rather than the culprits.

Long live the land of "smiles".

Quote:เขาเชื่อว่าการกระทำดังก

[quote]เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้กิจกรรมของงานข่าวโปร่งใสมากขึ้น ในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ เขายืนกรานว่า “วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น” และเสริมว่า: “มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้ ถ้านักหนังสือพิมพ์ต้องการที่จะให้อาชีพของพวกเขามีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ได้มากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น เคารพคนอ่านให้มากขึ้น”[/quote]

“วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น...“มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้”

ในเมืองไทยวารสารศาสตร์มีจุดมุ่งหมายเพื่อสุนทรียศาสตร์ที่ซาบซึ้งและเคลิบเคลิ้มล่องลอยทางความคิดอ่าน

วารสารศาสตร์เมืองไทย เรียกบุคคลในข่าวด้วย "ไอ้..." เช่น "ไอ้ตู่"

วารสารศาสตร์เมืองไทยเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งในการทำลายอริ ปรปักษ์ ฝ่ายตรงข้าม "พวกมัน" พรรคการเมืองที่ไม่นิยม

คุณผู้อ่านวารสารเป็นนักอ่านที่ดี นักฟังที่ดี นักเชื่อที่ดี..ที่สุดในโลก เชื่อและเชื่อและเชื่อโดยไม่ต้องตรวจสอบข่าวสารใดๆเพิ่มเติมอีก

ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของวารสารศาสตร์เหนือธรรมชาติและเหนือวิทยาศาสตร์ฮะ

มองทะลุ

[quote=มองทะลุ]

ในเมืองไทยวารสารศาสตร์มีจุดมุ่งหมายเพื่อสุนทรียศาสตร์ที่ซาบซึ้งและเคลิบเคลิ้มล่องลอยทางความคิดอ่าน

วารสารศาสตร์เมืองไทย เรียกบุคคลในข่าวด้วย "ไอ้..." เช่น "ไอ้ตู่"

วารสารศาสตร์เมืองไทยเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งในการทำลายอริ ปรปักษ์ ฝ่ายตรงข้าม "พวกมัน" พรรคการเมืองที่ไม่นิยม

คุณผู้อ่านวารสารเป็นนักอ่านที่ดี นักฟังที่ดี นักเชื่อที่ดี..ที่สุดในโลก เชื่อและเชื่อและเชื่อโดยไม่ต้องตรวจสอบข่าวสารใดๆเพิ่มเติมอีก

ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของวารสารศาสตร์เหนือธรรมชาติและเหนือวิทยาศาสตร์ฮะ[/quote]

คือคนนั้นเขาเรียนมาเยอะ ทั้งวิศวะ อักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ บริหารธุรกิจ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ทุกศาสตร์นำมารวมกันเลยกลายเป็นไสยศาสตร์
เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาสาวกยิ่งนัก เขาเป็นนักย่อยข่าวตัวฉกาจ
มีความสามารถพิเศษ สามารถย่อยข่าว สกัดข่าว ผสมข่าว ใส่ไข่ให้ข่าว
สกัดแต่ความดีของข่าว สกัดแต่ความเลวของข่าว ฯลฯ
นำเสนอข่าวสำเร็จรูปปรุงรสให้สาวกอ่านทุกวี่ทุกวัน...

คนไทยเดี๋ยวนี้อาจจะไม่ค่อยมีเวลา
อาหารก็กินอาหารสำเร็จรูปปรุงรสเสร็จ
อ่านข่าวก็อ่านข่าวสำเร็จรูปปรุงรสเสร็จ

ครับผมยังให้คะแนนวิกิลีกส์

ครับผมยังให้คะแนนวิกิลีกส์ ในแง่การสร้างรูปธรรมของ"พลวัฒน์"ให้กับสังคมโลกข่าวสาร หรือโลกาภิวัฒน์ ในแง่มุมเป็นกระจกเพิ่มความโปร่งไส ให้กับหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกที่ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงได้

ผมให้ความสำคัญมากกว่ามิติความมั่นคง? หรือความลับทางราชการรั่วไหล?ที่ใครไปให้ความสำคัญมิตินั้นเพราะเท่ากับปิดแผ่นฟ้าด้วฝ่ามือ? เพราะทิศทางการพัฒนาของสังคมโลกปชต.หรือโลกาภิฯ มันควรเพิ่มมิติเรื่องความโปร่งไสที่มันเข้าถึงได้ในหลายๆมิติ ไม่ใช่แค่ทางราชการ หรือด้านความมั่นคง(โดยเฉพาะการทหารที่จะเอามาอ้างกันแบบเดิมๆ)

เพราะสังคมโลกของข่าวสารมันทำหน้าที่กระจกหลายบานเกินกว่าที่จะอ้างแบบเดิมๆได้อีก สิ่งเหล่านี้กระตุ้นเตือนไปยังกุนซือจีนยุคกาลียุคหรือกุนซือคนบ้าถือไฟ(กุนซือฟันเหลืองฟันดำที่ทำงานด้านความมั่นคง ของฝ่ายที่คุมประเทศจับขังปชต.ขณะนี้)

เพราะศักยภาพพวกคุณตอนนี้ตั้งรับได้แค่ สังคม"ยุคสมัยสงครามเย็น"(สะท้อนผ่านกอรมน.)หรือ"กูอดรอมึงมานาน"ที่ดูแลความมั่นคงภาพรวมเจ้าภาพเหมาเข่งขณะนี้? แม้กฎหมายความมั่นคงจะถุกชงใหม่ผ่านอ.ปนิธาน(โฆษกรบ.) จากที่ผมเคยโจมตีร่างฯแรก ชนิดเสียหมา? เรื่องที่จะโยนมิติความมั่นคงแบบใหม่เหมาเข่งให้ทหารเพื่อต่างตอบแทนที่มันปฎิวัติให้หรืออดยากมานานสมัยเป็นรัฐตำรวจช่วงทักษิณ เพราะภาพรวมให้ทหารที่มีศักยภาพรองรับได้แค่สมัยสงครามเย็น

สังเกตุชุดความคิดปฎิบัติการณ์ที่3จว.ใต้การจัดทัพแบบตามตำราอเมริกาในการค้นหาทำลายล้างเปี๊ยบเลยในการตอบโจรสงครามทางความคิดความเชื่อหรือรบกับผีที่พิกัดไม่ชัดเจนในการจัดทัพแบบขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน ตามสูตรสำเร็จยุคสงครามเย็น ?รูปแบบความคิดแบบอำนาจรวมศูนย์(แม้เราลักษณะรัฐเดี่ยวรวมศูนย์แต่ชุดความคิดแบบนั้นมันล้าหลังไม่เป้นปัจจุบันแล้วต่อรัฐเดียวรวมศูนย์แบบใหม่)

ล่าสุด กับการใช้อำนาจผ่านศอฉ. ที่สะท้อนอำนาจความั่นคงหรือการทหารที่ไม่ได้ยึดโยงอำนาจปชช. หรือปชต. แต่การใช้อำนาจยึดโยงอำนาจพิเศษอะไร? ยุทธวิธีมันจึงเดิมๆ ชุดความคิด ชุดความเชื่อ ชุดปฎิบัติการณ์ยังแบบเดิมๆ(สมัยสงครามเย็นฯ และยุคตุลา19)

เช่นปฎิบัติการเชิงข่าวสาร ผ่านศอฉ. และไก๋อู มันสะท้อนตัวตนระบบคิด คนที่ดูแลงานความมั่นคง ในกรอบวิธีคิดแบบไหน? ล้าหลังขนาดไหน?(ภาพมันชัดไปแบบย้อนยุคไปสมัยวิทยุยานเกราะตุลา19) แต่สังคมโลกเขาไปไกลระดับวิกิลีกส์แล้ว???

มันสวนทางย้อนยุคไปไกลระดับไหน? ของเรากลับไปยุคตุลา19 หรือยุคสงครามเย็น? แต่ เทรนฯหรือกระแสโลกพัฒนาการด้านนี้ของโลกฯกับปรากฏการณ์ วิกีลีกส์มันคนล่ะเรื่องเลย?

และกับยุทธศาสตร์เก่าไม้ตายในการประกอบอาวุธร้ายแรงตาม"ตุลา19โมเดล" ในการข่มขืนประเทศ แบบลับลวงพราง ตามกลยุทธ"นกกระจิบในแหนายพราน"จิ๊กซอร์กระบวนการล้มทักษิณ"

ที่เขาบอกว่ามีอำนาจพิเศษแบบมือที่มองไม่เห็น? แต่ตอนนี้กุนซือฯหลงยุคกลุ่มนั้น บลิ้วหนักระดับที่ไปไกลถึงขั้นเทพแล้ว? นั้นคือพัฒนาการความหลงยุค ระกับหายตัวหายกรรมได้? นั้นคือได้พิสูจน์ทฤษฎีหายตัวหายกรรมได้ ที่มีพลังขั้นเทพสูงกว่ามือที่มองไม่เห็นที่คิดผ่าน"กุนซือคนบ้าถือไฟ" หรือขันทียุคจีนกาลียุค?

ได้พยายามบลิ้วหนักว่ากำลังใช้พลังขั้นเทพที่สูงกว่ามือที่มองไม่เห็น ในการลงมือถอดเสื้อผ้าหายตัวหายกรรม ทำการข่มขื่นประเทศ ทั้งปฎิวัติโดยทหาร(โครงสร้าง) และโดยศาล(ตกแต่งภายใน) ทำได้ขนาดที่คนไทยไม่มีสิทธิมองเห็นได้ หายตัวหายกรรมได้(โถไอ้วิกิฯมันเป็นใคร มันหายตัวเหมือนกูแบบไทยๆได้ไหม?)ที่ไหนได้ตัวจริงๆนั้นแก้ผ้าโทงๆกลางถนนหลวงโลกาภิฯโดยที่ไม่ต้องเกี่ญวกับวิกิฯเลยก็ยังได้กับโจทย์ล่อนจ้อนแบบไทยๆ

บนกลยุทธ เดินทางสายกรรมในการสร้างมหาวิบากกรรมหมู่ของประเทศ แบบตัวที่มองไม่เห็น(ล่องหนหายตัวได้)

แต่นั้นคืองานความมั่นคงที่ประเมินผ่านกุนซือฟันเหลืองฟันดำ หรือกุนซืออำนาจนอกปชต. ประเมินคนไทย แล้วประจบฯ?ไปแบบนั้น ว่ายังไงทำอะไร? ไม่มีใครเห็น? บนศักยภาพงานข่าวยุคสงครามเย็น ปฎิบัติการณ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ลับลวงพรางในแบบมือที่มองไม่เห็นสุดยอดขั้นเทพแล้ว?

แต่ที่สภาพที่แท้จริงๆแล้วหลอกได้เฉพาะควายไทยบางกลุ่มบางคอกเท่านั้น? ที่ในข้อเท็จจริงคุณที่ว่าล่องหนหายกรรมได้นั้น ตัวตนจริงๆคือเดินแก้ผ้าโทงๆกลางถนนหลวงโลกาภิฯ ชาวโลกเขาเห็นจนตาจะเป็นกุ้งยิงแล้ว? ไม่ต้องขั้นวิกิฯ เพราะขั้นนั้นขนาดอเมริกาที่มิดชิดกว่าเรามาก ในทีมงานความมั่นคง เขายังล่อนจ้อนกว่าเรา

ของเราแค่ศักยภาพงานการข่าวความมั่นคง กรอบความมั่นคงยังแคบในมิติแค่ทหารยุคสงครามเย็น ทั้งที่มิติความมั่นคงของโลกตอนนี้พัฒนาการไปไกลมาก? มันหลายมิติมากที่จะเอางานทหาร ศักยภาพยุคสงครามเย็นแบกปืนไปโบกตึก? หรือล้างห้องน้ำหรือมาปัสวะ(ปฎิวัติ)แก้ปัญหาแบบปัดสวะหลงยุคให้พัฒฯการไหลย้อนกลับไปคลานตามพม่าและจะไปไกลกว่าในภาพรัฐที่ล้มเหลว???

นี่ไงครับเรามีพัฒนาการหลายด้าน มันสวนทางกระแสโลกขนาดไหน?ล้าหลังอย่างไร ?เพราะกรณีวิกิลีกส์ยังไกลตัว พัฒนาการด้านสังคมข่าวสารในสังคมไทยขณะนี้มากเพราะของเรามันย้อนยุคไปหาสมัยพระเจ้าเหา เช่นกรณีวิทยุยานเกราะตามกลยุทธเก่าๆ"ตุลา19โมเดล"นั้น

ถ้าอยากให้ชี้ชัดให้เห็นภาพ สังเกตุงานการคุมสื่อวิทยุยานเกราะของนู๋หริ่ง(สาแทะ ลงหนองเลย) ร่วมกับโฆษกทหารไก่อู กับงานศอฉ(ศูนย์อั้นฉี่) อั้นขี้อันตด การระบายออกทางปชต.ทุกชนิด จะถูกเซ็นเซอร์? ใบอนุญาติขี้ฯอนุญาติให้ใครในเมืองไทยขี้ได้ตดได้ต้องผ่านกูศอฉ.(ศูนย์อั้นฉี่)ก่อน

เพราะกฎหมายในพรก.ฉุกเฉินนั้นเท่ากับมันฉีกรัฐธรรมนูญไปเกินครึ่งบวกควบลูกครึ่งปากครึ่งจมูก กับกฏอัยการณ์ศึกจนถึงปฎิวัติรัฐประหาร เท่ากับรัฐนี้ถูกประหารไปแล้ว? เพราะสถานการณ์ที่ลากยาวทางอำนาจพิเศษแบบนี้ มันมีตรงไหนต่างจากรัฐที่ถูกรัฐประหารอยู่

เพราะอำนาจการกักขังยาวๆตอนนี้อำนาจกฎหมายปกติไหม?แต่มันอำนาจที่ฉีกสาระสำคัญในการให้สิทธิปชต.ตามรัฐธรรมนูญ ไปเกินครึ่งแล้ว ใครยังมากระแดะถามหาว่าเขาจะปฎิวัติกันอีกไหม?

นั้นล่ะครับ? ไล่มันไปถามควาย ควายมันยังจะขวิดเอา? ว่าโง่ดักดานกว่ากู เพราะถ้าเป็นกูโดนแบบควายไทยขณธนี้? อย่างน้อยกูต้องมีเคือง?และมีขวิดเอาบ้างล่ะ? เพราะมันมาข่มเขากูกินลูกปืน? แต่นี่พวกเอ็งถูกข่มขื่นกันทั้งประเทศ(ปฎิวัติ)มันยังไม่รู้สึกรู้สากันอีกโดยเฉพาะคนกอทอมอ ที่มอหลังมันร้องได้ชัดมากกว่ากู(ควายมันยังบ่นแบบมีเคืองถ้าใครเอาเรื่องแบบนี้ไปปรึกษามัน)???

เก็บความลับไม่อยู่เอง อย่าไปโ

เก็บความลับไม่อยู่เอง

อย่าไปโทษคนอื่น

เอาโทษเขาไม่ได้

ก็เอาข้อหาอื่น

ง่ายดี

ข่มขืนกระทำชำเรา

ก็อีดันมาอั้วก็ดันไป

ชำเราชำเขาอั๊วไม่รู้จัก

อ้อครับเพื่อความสมบูรณ์ของหมั

อ้อครับเพื่อความสมบูรณ์ของหมัด? ขอซัดขวาตรงอีกดอก?

นั้นคือวิธีการแก้ไขปัญหาต่อโจทย์นี้ของผู้ถืออำนาจขณะนี้ในไทย ภายใต้เงื่อนไขโลกาภิวัฒน์ หรือพลวัฒน์สังคมยุคโลกข่าวสารไร้พรมแดน และพลวัฒน์ที่ไม่ธรรมดาของมัน? ที่ไปไกลระดับนี้ แต่กับวิธีการแก้ไขป้ญหาของทีมงานฝ่ายความมั่นคงของรบ.นี้ และอันธพาลตัวใหญ่หมัดหนักเบื้องหลังรบ.นี้?

ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบนกกระจอกเทศเอาหัวซุกทรายโดยใช้สมมุติฐานเข้าข้างตัวเองตลอดว่า

"ในเมือเราเอาหัวซุกดิน หรือแก้ผ้าในการข่มขื่นปชต.ในเมื่อเรามองไม่เห็นใครก็เท่ากับมันก็ไม่น่าจะมองเห็นเราดังนั้นเราจึงหายตัวได้แล้ว???"

สิ่งยืนยันว่าเขาคิดแบบนี้คือยุทธวิธี"มือที่มองไม่เห็น" ?แล้วโดน ขันทียุคจีนกาลียุคปลุกบลิ้ว ด้วยความมัวเมาในอำนาจร้อนก้อนยาฝิ่นถึงขั้น โด๊ปกันได้ที่?จึงบลิ้วอารมณ์หลงตัวเองจนได้ที่ จึงมีมติเป็นความเชื่อว่า

วิธีการแก้ไขปัญหาข้อกล่าวหาว่ากระดุมเม็ดแรกผิด(ปฎิวัติโดยทหาร) และเม็ดที่สองก็ผิด(ปฎิวัติโดยศาล) ดังนั้นเอางี้ลูกพี่? ผมเห็นว่า เอาแค่นี้เขายังมองไม่เห็นมือเรา?(มือที่มองไม่เห็น) ดังนั้น เราจึงต้องใช้อำนาจมนต์ดำเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ใช้อำนาจนอกปชต.นอกระบบ? แบบมือที่มองไม่เห็น?ชนิดเข้มข้นผสมมนต์ดำอันตราย? เราก็จะสามารถอันตราฐานหายตัวหายกรรมได้แบบสุดยอดเลยลูกพี่เพราะลูกพี่ผมทำได้อยู่แล้ว ขั้นเทพฯแล้ว?

กับการที่เราข่มขืนประเทศไทย(ปฎิวัติ)โป้ภาคแรกยังไม่สุด ?ใช้อำนาจวิตถารแบบนั้นยังไม่สุด? ยังไม่สะใจผมลูกพี่ ดังนั้นเราต้องใช้วิชาอันตราฐานหายตัวในการข่มขืนกระทำชำเราปชต.ใหม่ ? คราวนี้ไม่ต้องมีเสื้อผ้า? เพราะผมรำคาญพวกปากหอยปากปูมามาบอกว่าเวอร์ชั่นแรกมันรำคาญตา เสื้อผ้าเรา?หาว่าเราปิดประดุมผิด? ทั้งเม็ดแรก?และเม็ดที่สอง?จนมันรั้งเดินเป๋ๆมาเหมือนคนบ้า?

เอางี้ลูกพี่ ผมในฐานะกุนซือขันทีผู้ปราดเปรื่อง? จึงแนะนำให้ท่านเปลื้องผ้าซ่ะ? จะได้พ้นข้อกล่าวหาว่าปิดกระดุมผิด?(คราวที่แล้วเราก็จะใช้มุกแก้ทางนี้ในการให้ทหารไปนุ่งผ้าถุง(โสร่ง)แข่งกับพม่า? เพื่อลดข้อหาเรื่องกระดุมแล้วมันไม่เวิร์ค)

ดังนั้น ในเมื่อพลังอำนาจแบบมือที่มองไม่เห็นเราถึงขั้นเทพแล้ว กับการที่เราจะถอดเสื้อผ้า หายตัวหายกรรมใช้อำนาจพิเศษ ออกแบบกระทำชำเราปชต. อย่างไรก็ได้? ไม่มีใครเห็นเรา? เจ๋งเป้งเลยลูกพี่ไอเดียรบรรเจิด? ทั้งหมดบนความหลงมัวเมาในอำนาจร้อนแบบก้อนยาฝิ่นเมาแอ๋อำนาจกันได้ที่แล้ว? จนขันทีกาลียุคฯมันจับจุดได้ในการหาประโยชน์จากความหลงแบบนั้น?เข้าทางมัน?

จนใช้ชุดความคิดแบบเดียวกับนกกระจอเทศเอาหัวซุกทราย? ในการแก้ไขปัญหาเพื่อหนีความจริง? บนสมมุติฐานที่ว่าเอาหน้าซุกทรายแล้วเราไม่เห็นใคร? ใครก็ไม่น่ามีสิทธิเห็นเรา?

นี่ไงครับข้อเท็จจริงที่ชาวโลกตาจะเป็นกุ้งยิง? เห็นเปรตกระทำชำเราปชต.ในประเทศ
ที่ตอนแรกเขาแค่ขำๆ(มองแค่เรื่องในประเทศ) เหมือนเราเห็นนกกระจอกเทศใช้วิธีแบบนั้นหนีเรา? แต่พอนานๆไปนานๆไปความจริงที่ไม่ธรรมดาชักโผล่ว่าที่ไม่ใช่เปรตธรรมดา เริ่มใช้เขี้ยวแบบซาตานไล่ฆ่าปชช.ในประเทศนั้นในขั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงแล้ว?

ตรงนี้ไงครับที่เสื้อแดงจะจับเอามาขยายผล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ผ่านเวทีระดับประเทศและบนจุดเริ่มต้นของสื่อแบบนี้???

BBBB BBBB สรุป : เสรีภาพ

BBBB
BBBB

สรุป :

เสรีภาพ จงเจริญ !!
เผด็จการ ลงนรกไป !!
--------------------------------------
LONG LIVE FREEDOM !!
FU-K DICTATOR GO 2 HELL !!

-----------------
BBBB
BBBB