iLaw: ผลวิจัย TDRI เสนอเลิกโทษจำคุกในความผิดที่ไม่จำเป็น

กระบวนการยุติธรรมทางอาญา หมายถึง กระบวนการนับตั้งแต่มีการกระทำความผิดอาญา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยผ่านขั้นตอนการหาตัวผู้ต้องหา ตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ การฟ้องร้อง การพิจารณาชั้นศาล ตลอดจนการลงโทษตามคำพิพากษา เช่น ปรับ จำคุก เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยประสบปัญหาอยู่ หลายประการด้วยกัน อาทิ การดำเนินคดีล่าช้า เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติไม่ชอบธรรม มีคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากเกินควร อีกทั้งระบบกลั่นกรองเพื่อนำคดีมาฟ้องมีปัญหา

จากการศึกษาเรื่อง “ทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” จัดทำโดย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ อิสร์กุล อุณหเกตุ และทรงพล สงวนจิตร คณะวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า ประเทศไทยใช้ทรัพยากรในระบบยุติธรรมสูง โดยใช้งบประมาณตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ สูงกว่าประเทศส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 1.26 ของ GDP (ราคาผลผลิตทั้งหมดของประเทศ)

ประเทศไทยใช้บุคลากรในระบบยุติธรรมค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับประชากรหนึ่งแสนคน จะมีบุคลากรในระบบยุติธรรมถึง 400 คน ซึ่งมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน

ในงานศึกษายังพบว่า มีคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลกว่าหนึ่งแสนคดี มีนักโทษมากกว่าจำนวนที่เรือนจำรองรับได้ถึงร้อยละ 70 โดยประเทศไทยมีอัตราส่วนนักโทษ 339 คน ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว

จากการสุ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคดีต่างๆ 8 ฐานความผิดที่สำคัญ 400 คดี รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกา พบว่า ต้นทุนโดยเฉลี่ยที่ต้องใช้ต่อคดี ในชั้นตำรวจจะมีต้นทุนสูงถึง 15,798 บาท ชั้นอัยการมีต้นทุน 8,325 บาท แต่เมื่อถึงขั้นตอนการลงโทษจำคุกจะมีต้นทุนสูงถึง 55,704 บาท ส่วนการคุมประพฤติใช้ต้นทุนอยู่ที่ 9,573 บาท

และแนวทางการตัดสินคดีของศาลชั้นต้น มีแนวโน้มลงโทษจำคุกมากกว่าการปรับ โดยคดีที่ลงโทษจำคุกทุกคดีคือ เรื่องความผิดเกี่ยวกับเช็ค รองลงมาคือ ลักทรัพย์ ร้อยละ 73.3 ทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 51.9

ค่าใช้จ่ายที่สูง เมื่อเทียบกับผลที่ได้เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาประสิทธิภาพของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาไทย ที่อาจกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้

 
โทษจำคุกรัฐมีต้นทุนสูง โทษปรับต้นทุนถูกกว่า

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงต้นทุนของการดำเนินคดีทางอาญาในแต่ละประเภทว่า การลงโทษจำคุก ต้นทุนคือ รัฐต้องจัดการคุก ต้องมีราชทัณฑ์ พัศดี ค่าอาหารนักโทษ และนักโทษผู้นั้นจะถูกกันจากตลาดแรงงาน รวมถึงในอนาคตก็จะถูกกีดกันเพราะถูกตีหน้าว่าเป็นคนขี้คุก เมื่อตลาดแรงงานไม่รับเข้าทำงาน อาจทำให้หันมากระทำความผิดอีก

ในส่วนโทษการปรับนั้น นายสมเกียรติ กล่าวว่า เป็นเพียงการโยกเงินจากจำเลย โอนเข้าสู่รัฐบาล การปรับมีต้นทุนการบริหารจัดการ การจัดเก็บค่าปรับต่ำกว่า ซึ่งมีข้อดีคือ ไม่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพผู้ถูกปรับ และถ้ามีการปรับที่เหมาะสมก็สามารถป้องปรามการกระทำความผิดได้

นอกจากนี้ นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการกำหนดโทษปรับของเราต่ำกว่าความเหมาะสมมาก ซึ่งไม่ได้ปรับขึ้นตามเวลาผ่านไปที่ค่าครองชีพสูงขึ้น กฎหมายออกมาเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว ถึงปัจจุบันก็ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้คู่กรณีเห็นว่าโทษปรับไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่ตามมาคือ ต้องนำโทษจำคุกเข้ามาดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทั้งที่การกระทำบางอย่าง สามารถลงโทษปรับเพื่อให้หลาบจำได้

ส่วนการลงโทษให้บริการสังคมนั้น นายสมเกียรติ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ใช้แต่ไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งการบริการสังคมมีต้นทุนสูงแต่ไม่เท่าจำคุก เพราะต้องมีหน่วยงานรัฐดูแล แต่มีงานเกิดขึ้นเป็นมูลค่าแก่สังคม

 

 

เสนอทางเลือกการปฏิรูปกฎหมาย
ทั้งนี้ นายสมเกียรติ ได้เสนอทางเลือกในการปฏิรูปกฎหมาย ไว้ 5 ทาง คือ หนึ่ง ทบทวนกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ซึ่งบังคับใช้อยู่ทั้งสิ้น 350 ฉบับ ว่าฉบับใดไม่จำเป็นต้องมีโทษทางอาญาก็ให้ยกเลิก รวมถึงทบทวนว่าความผิดที่เป็นส่วนตัว เช่น การหมิ่นประมาท การใช้เช็ค หรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบางอย่าง ควรมีโทษอาญาหรือไม่

สอง เพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และวางกลไกในการเพิ่มโทษปรับโดยอัตโนมัติตามภาวะเงินเฟ้อ

สาม ควรเพิ่มทางเลือกในการลงโทษ เช่น การใช้มาตรการปกครอง โดยหน่วยงานที่ดูแลเฉพาะเรื่องนั้นๆ ให้ทำกิจกรรมบริการสังคม พิจารณาการใช้โทษ “ประจาน” ทั้งนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่หมดไปกับการใช้โทษจำคุก

สี่ ควรลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาล เช่น ใช้การไกล่เกลี่ย ให้อัยการมีบทบาทกลั่นกรองคดีก่อนขึ้นสู่ศาล

และ ห้า ต้องเพิ่มแรงจูงใจในการฟ้องคดีแพ่ง โดยปรับปรุงการคิดค่าเสียหายให้ครอบคลุมกับความเสียหายที่แท้จริง เช่น ค่าเสียหายทางจิตใจ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นทางเลือกให้ผู้เสียหายไม่ต้องมาฟ้องคดีอาญาได้

หากทำสำเร็จ สามารถลดต้นทุนของรัฐได้ถึง 1,867 ล้านบาท จำนวนนักโทษจะลดลง 8,586 คน และสามารถทำงานมีรายได้ถึง 465 ล้านบาทต่อปี
 

 

ตัวแทนวิชาชีพเห็นพ้อง ส่งเสริมกระบวนการทางแพ่ง ยกเลิกโทษอาญา
หลังการนำเสนอผลการวิจัย มีเวทีอภิปรายในหัวข้อ “ทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” โดยตัวแทนจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม

 

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า อาชญากรรมเป็นภาวะปกติของสังคม สังคมใดปราศจากอาชญากรรม ย่อมเป็นสังคมในฝัน แต่หากมากเกินไปก็ไม่ดี ฉะนั้น อาชญากรรมจะต้องมีไม่มากและไม่น้อยเกินไป ทางเลือกคือ ควรใช้วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมมากกว่า ซึ่งปัจจุบันรัฐยังเอางบประมาณมาใช้ในการป้องกันเช่นนี้น้อยอยู่

พ.ต.อ.ทวี เสนอด้วยว่า ควรมีทางเลือกที่เอางานทั้งหลายให้เอกชนทำ เช่น องค์การทหารผ่านศึกมียามทั่วประเทศดูแลหมู่บ้านซึ่งอาจดีกว่าตำรวจ พนักงานสอบสวนต้องไม่ควรหวงอำนาจไว้ที่เดียว

ด้านนายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการยกเลิกกฎหมายที่มีโทษอาญา เพราะปัจจุบันกฎหมายไทยมีโทษอาญาเต็มไปหมด เกิดจากการสร้างกฎหมาย ตรากฎหมาย แก้ไขกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐที่ต้องการอำนาจ โดยผลักภาระให้กับประชาชนทั้งหมด ประชาชนต้องทำตาม มิฉะนั้นติดคุก จะประกอบอาชีพก็ถูกจำกัดเรื่องใบอนุญาต มีการเก็บค่าธรรมเนียมราคาแพง

นายสักยังกล่าวด้วยว่า มีบางเรื่อง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ความลับทางการค้า ทางองค์การการค้าโลก (WTO) บอกว่าเป็นความรับผิดทางแพ่ง แต่ไทยเรากลับเป็นโทษทางอาญาเสียหมด ทำให้เกิดเรื่องที่มีคนขายซีดีเก่า ถูกพิพากษาจำคุก และปรับ

นายสัก เสนอด้วยว่า กรณีหมิ่นประมาทบุคคลไม่ควรมีความผิดทางอาญา ควรใช้ทางแพ่งมาเยียวยา แต่ต้องมีการกำหนดมาตรการให้เหมาะสม เช่น หากเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องมีโทษปรับที่สูงขึ้น รวมถึงใช้การไกล่เกลี่ยที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า จากสถิติข้อมูลปี พ.ศ. 2553 มีคดีเข้าสู่ระบบศาลชั้นต้น 1,500,000 คดี ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากระบบการกลั่นกรองนำคดีเข้าสู่ศาลไม่มีคุณภาพ แต่ปัจจุบันปัญหาการดำเนินคดีล่าช้ามีน้อยลง โดยมากจะพิจารณาเสร็จภายในประมาณ 1 ปี

ในส่วนการยกเลิกกฎหมายนั้น นายสราวุธ กล่าวว่า เคยมีแนวความคิดที่เสนอให้ยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นให้มีโทษอาญา เพราะกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาประกาศใช้แล้วแต่ไม่มีสภาพบังคับประชาชนคิด ว่าทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย ทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์

นายสราวุธ กล่าวว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ประชาชนใช้กระบวนการทางอาญามากกว่าทางแพ่ง เพราะทางแพ่งใช้เวลามาก และประสิทธิภาพไม่ดีพอ ดังนั้นมาตรการในทางแพ่งจะต้องมีประสิทธิภาพ และสามารถเยียวยาผู้เสียหายได้โดยที่ไม่ต้องให้ผู้เสียหายไปฟ้องเป็นความผิด ทางอาญาอีก

ทางด้านนางจุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบว่า มีคดีที่ไม่มีเหยื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงร้อยละ 65.3 เช่น คดียาเสพติด คดีหลบหนีเข้าเมือง และคดีการพนัน ทำให้ศาลพิจารณาคดีอาญาที่แท้จริง แค่ร้อยละ 34.7 ดังนั้น หากเราตัดคดีที่ไม่ควรเป็นอาญาออกไป พื้นที่ในกระบวนการยุติธรรมจะมากขึ้น สิ่งที่จะเป็นคดีอาญาที่แท้จริงก็จะเข้ามา

 


หมายเหตุ:
เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://ilaw.or.th/node/772

Comments

"กระบวนการยุติธรรมไทย

"กระบวนการยุติธรรมไทย เป็นอาชญากรของสังคมไทย" คือ กระทำอาชญากรต่อประชาชน ผู้อ่อนแอและเสียเปรียบทางสังคม มาอย่างยาวนานแล้ว สมควรที่จะต้องถูกประชาชนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเสียที พวกคุณรู้ มั๊ยว่า ตำรวจทำคดีมีเป้าหมายทำคดีอย่างน้อย 20 คดี ต่อเดือน เพื่อต้องการเลื่อนยศตำแหน่ง เพื่อได้ค่าทำคดี คดีล่ะ 500 บาท และค่าทำคดีทะลุเป้าหมายอีกต่างหาก และยังมีค่าคอมมิชชั่น ค่าสินบนนำจับ ค่าต่าง ๆ อีกมากมาย คุณคิดว่าตำรวจจะทำคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ..! พวกเขาก็ต้องทำคดีกับประชาชนที่อ่อนแอกว่าที่ไม่มีทางต่อสู้ และไม่ปากไม่มีเสียง และกระทำต่อประชาชนทั้งที่ทำผิดและไม่ได้ทำผิด ทุกวิถีทาง ตัวอย่างเช่น พิมพ์นามบัตร เบอร์โทรศัพท์ ไปไล่แจกชาวบ้านผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ตามแนวชายแดนป่าเขาท้องนา ว่าต้องการรับซื้อยาบ้า ชาวบ้านก็อยากรวยจึงตกเป็นเหยื่ออันโอชะของตำรวจชั่วและศาลเลวเหล่านี้คนแล้วคนเล้า ปีแล้วปีเล่า..! พวกคุณจะรู้บางมั๊ย..! นี้เพียงเป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่รู้มา ยังมีพฤติกรรมของตำรวจโจรศาลชั่วอีกมากมาย ที่ประชาชนทั่วไปควรที่จะได้รู้..! เช่นศาลตัดสินโดยไม่ไต่ถามจำเลยแม้แต่คำเดียว หรือให้ถูกจำคุกโดยที่ไม่มีความผิดเพื่อให้รับสารภาพจะได้รับโทษครึ่งหนึ่ง หรือพ้นจากการไม่ต้องถูกจำคุกอีกต่อไป เพื่อการจำหน่ายคดีไม่ให้รกรุงรังศาลแต่ประชาชนก็ติดคุกฟรีไปแล้ว นี้ก็เป็นความเลวชั่วช้าของศาลไทยอีกอย่างหนึ่ง พวกคุณจะรู้บ้างมั๊ย..! ยังมีความเลวอีกมากมายของขบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งพรรณาเจ็ดวันเจ็ดคืนไม่หมดก็แล้วกัน ก็ได้แต่สงสารประชาชนคนไทย ที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทยนี้แล้ว ต้องมาถุกคนไทยด้วยกันกระทำอย่างคนไม่ใช่คน อ๊ะ น่ะ..! ในที่นี้ก็ได้แต่หวังว่าจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงขบวนการยุติธรรมไทยอย่างจริงจัง โดยประชาชน เพื่อประชาชน เสียที (ไม่รู้ว่าจะเป็นความหวังลมๆ แล้ง ๆ รึเปล่า เน๊อะ..! ) คริ คริ..!

ถูกแล้วที่ควรยกเลิกกฎหมายที่ไ

ถูกแล้วที่ควรยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นออกไป
ที่ไม่จำเป็นที่สุด ก็คือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นี่ไม่จำเป็นที่สุดเลย ควรยกเลิกซะเร็วๆ

เห็นด้วยครับ......... อย่างกฏ

เห็นด้วยครับ.........

อย่างกฏหมายหมิ่นฯ ลดโทษลง..ไม่ต้องติดคุกก็ได้นะครับสำหรับความผิดครั้งแรก...ใช้สักข้อมือ สักหน้า หรือใส่กำไลใส่ปลอกคอ และรายงานตัวตรวจสอบรอยสักตรวจสอบอุปกรณ์เดือนละสองครั้งแทน ใส่ไว้ตามจำนวนปีที่ศาลลงโทษแทนก็ได้ครับ อิ อิ อิ........

กลัวแต่จะมีชีวิตอยู่นอกคุกได้ไม่ครบกำหนดโทษเท่านั้นแหละ....

ควรลงโทษโดยทำสาธารณประโยชน์

ควรลงโทษโดยทำสาธารณประโยชน์ ว่ากล่าวตักเตือน แทนการทั้งปรักทั้งปรำ กลองดีๆยุติธรรมตรงไปตรงมา อย่ายัดเยียดแพะ เพียงแค่สนองตัณหาผู้มีอำนาจ นักโทษอาจลดลงเกินครึ่ง

กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหามา

กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหามาก ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ว่าตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ยังสำคัญตนผิด คิดว่าตนมีอำนาจ จับกุมคุมขังโดยไม่เป็นธรรม การสอบสวน การหาพยานหลักฐานมาประกอบยังไม่รอบคอบ ชัดเจน. การทำสำนวนไม่รัดกุม การฟ้องร้องยังหละหลวม การพิจารณาอรรถคดีตีความ ยังไม่เป็นตามหลักนิติธรรม-นิติวิธี การใช้ดุลยพินิจยังไม่เป็นธรรม ยังมีความเคลือบคลุมสงสัย.

การกำหนดกฎหมายต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง แต่ที่ผ่านมานาน หาได้เป็นเช่นนั้นไม่.บางกรณีอย่างคดีหมิ่นประมาท คดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ คดีการใช้เช็ค ไม่จำเป็นต้องเป็นคดีอาญา ต้องโทษถึงติดคุก.ทำให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากเกินไป ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการควบคุมดูแล ทำให้สิ้นเปลืองในการสร้างสถานทีคุมขัง.ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า ไม่ได้ทำให้ผู้กระทำผิดสำนึก เลิกคิด เลิกกระทำความผิด. การกำหนดให้การยึดอำนาจ การทำรัฐประหารโดยการกระทำของขุนทหาร การล้มรัฐบาล ล้มรัฐธรรมนูญ การขัดขวางการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ไม่มีสภาพใช้บังคับ.เพราะผู้ยึดอำนาจออกกฎหมายนิรโทษให้ตนเองได้ มิหนำซ้ำศาลยังมีคำพิพากษาไปให้การรับรองประกาศ/คำสั่งของคณะปฏิวัติ/รัฐประหารว่า เป็นกฎหมายใช้บังคับมีศักดิ์เท่าพ.ร.บ.เสียอิก

ที่ผ่านมา ไพร่ฟ้าหน้าแห้ง ยังถูกแกล้ง ถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐะ จากอำนาจที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.มั่นคง. ไปในทางลิดรอนสิทธิเสรีภาพ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน..ไม่น่าเชื่อว่า นักฎหมาย จะพากันออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ผิดหลักนิติธรรม ทำให้เป็นที่ติฉินนินทา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่น่าเชื่อว่านักกฎหมายจะตกอยู่ใต้อาณัติ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเหล่าอธรรม สร้างบรรทัดฐานที่น่ารังเกียจ น่าชิงชัง น่าสมเพช.มีประเทศไหนที่ออกกฎเว้นโทษให้คนที่ทำผิด-ทำรัฐประหาร-ซึ่งกฎหมายอาญา ถือว่าเป็นการกระทำความผิด.

ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึง78 ปีกว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองยังมีการกระทำที่เอาเปรียบเหยียบย่ำประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศอย่างหน้าเฉยตาเฉย มีการปิดสื่อ กีดกัน/จำกัดการรับฟังข้อมูลข่าวสาร ห้ามการแสดงความคิดเห็น ควบคุมการชุมนุม.มีการเลือกปฏิบัติตัดสิทธิ์คนบางกลุ่ม แต่ปล่อยปละละเลยคนบางกลุ่ม เมามัวอำนาจ หน้ามืดตามัว บังอาจสั่งให้ทหาร-(หน้าโง่-อ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด มิฉะนั้น จะมีความผิดโทษถึงตาย?ติดคุก?)-สังหารประชาชนมือเปล่าที่มาชุมนุมได้โดยไม่ละอายแก่ใจ (ทั้งยังหน่วงเหนี่ยวเรื่อง-ไม่ดำเนินคดี-อ้างกำลังสอบหาพยานหลักฐาน)..ไล่ล่ายิงทิ้ง-จับขังลืมไม่มีการสอบสวน ไม่ยอมให้ประกัน...ไม่ต่างไปจากยุคทมิฬ-สมัยรัฐบาลเผด็จการทหาร-จอมพล.ป./จอมพล.ส.....

น่าอนาถ เพียงต้องการอำนาจ ต้องการได้ชื่อว่าเป็นนายกฯ ปล่อยให้มีการกระทำความผิด ทุจริต โกงบ้านกินเมืองกันอย่างมูมมาม ไม่อายผีสางเทวดาฟ้าดิน.-กล่าวหาว่าคนอื่น ทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วตนก็ปฏิบัติเสียเอง ไม่ต่างไปจากคำกล่าวหาด่าว่าผู้อื่น.-เสแสร้งสร้างภาพวาดภาพให้ตนเป็นคนดี มีจริยธรรม สัตย์ซื่อ มือสะอาด สุจริต(ขนาดมีคำคม-โอเลี้ยงแค่แก้วเดียว-ยังไม่เคยเลี้ยงใคร..ทำให้ไม่มีบุญคุณแก่กัน..จึงไม่มีการซื้อเสียง) สมถะ(มีแต่รถเก่า เช่าบ้านอยู่) ไม่มีการประกอบธุรกิจ ไม่มีหุ้น แต่คนรอบกายมีแต่คนเลว คนโกง คนทุจริต.

อวดอ้างว่า ตนจงรักภักดีเหนือใครในแผ่นดิน. เคารพเทิดทูนบูชา สละได้กระทั่งชีวี ที่จะคุ้มครองปกป้อง พิทักษ์รักษาราชบัลลังก์. กล่าวหา(โดยไม่กระดากปาก)ว่า คนอื่นไม่จงรักภักดี ดูหมิ่นพระราชอำนาจ พูดจาจาบจ้วงล่วงเกิน -แม้การไปอภิปราย ปาฐกถา แสดงความคิดเห็น ก็จับเอามาเป็นประเด็น จะเป็นจะตายเสียให้ได้ กะอิแค่คำกล่าวที่ว่า ลักษณะสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์-เป็นทัศนคติอันตราย...นี่แหละ คือศิลปะของการฉกฉวยโอกาส เอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการทำลาย กำจัดคู่แข่งทางการเมือง-ให้ตกไปจากเวทีการเมืองได้สบาย ๆ แทบไม่ต้องทำอะไร.กว่าจะสู้คดี ขอพระราชทานอภัยโทษ ต้องใช้เวลานานหลายปี.

น่าจะมีการปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ อย่าไปอวดอ้างว่าตนจะแก้ปัญหาได้ภายใน 99 วัน ถ้าทักษิณออกไปแล้วปัญหาจะหมดไป...แล้วก็ทำไม่ได้ดังปากว่า-จะขายหน้าเปล่า ๆ -คุยโม้โอ้อวด...ว่าเป็นคนในพื้นที่ รู้เรื่องดี ต้องมีศอ.บต. -มีส.ส.ในพื้นที่-........ปัญหาบานปลาย คนตายมากมาย--อย่าไปหลอกตนเอง หลอกสังคม ว่า มาถูกทาง สถานการณ์ดีขึ้น คนตายน้อยลง....ทั้งที่ความเป็นจริง-แก้ปัญหาไม่ได้.ตามวิสัยของพรรคเก่ากะลา ปัญญาไม่มี ดีเก่งแต่ปาก......เบื่อแล้วแล้วโว้ย บริหารด้วยปาก ถากถางว่า คนอื่นเลว ทุจริต ไม่จงรักภักดี ซ้ำซาก....ไม่อยากเห็นคนพิการ ขาขาด แขนขาด คอขาด อิกแล้ว....แสดงว่าการใช้กำลังทหาร คุ้มกันครู นักเรียน พระ -ช่วยอะไรไม่ได้.แก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้. -การใช้กฎหมายพิเศษ หยั่งพ.ร.บ.มั่นคง.พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก ก็มิอาจแก้ปัญหาภาคใต้ได้.....ปัญหาอยู่ที่ใจไม่ใช่ปัญหาทางกายภาพ -ความไม่เข้าใจ ความไม่ยุติธรรม ความเอารัดเอาเปรียบ ความอดอยากยากจน ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีหนทางประกอบอาชีพ .....น่าจะหาทางปรับความเข้าใจ ...อย่าลืมว่าอดีตกาลนครรัฐปัตตานีมีศักดิ์ศรีเท่าอยุธยา นครศรีธรรมราช ลำปาง เชียงใหม่ เวียงกุมกาม เชียงแสน ไชยปราการ พะเยา สุโขทัย ฝาง ชากังราว สวรรคโลก ศรีสัชชนาลัย ลานนา ลานช้าง หลวงพระบาง เวียงจัน จำปาสัก ตะนาว ทวาย มะริด ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู

คนไทยไม่โง่ คนกรุงเทพไม่โง่ ปัญญาชน สื่อ ขุนทหาร นักกฎหมาย ผู้พิพากษา ไม่ใช่คนโง่ คนใต้ก็ไม่ใช่คนโง่....จะไปอุ้มทหารเลว พรรคการเมืองเลว นักกฎหมายเล ผู้พิพากษาเลว สื่อเลว ผู้บริหารเลว ผู้ปกครองเลว ทำไม...ช้าอยู่ทำไมล่ะ..มีตัวอย่างให้เห็นอยู่โทนโท่...เจ็บแล้วต้องรู้จักจำ จะนั่งหัวโด่ ให้เขาเหยียบหัว กดหัว กดขี่ข่มขู่ ข่มเหงอยู่ทำไม เกรงอะไรอยู่ 78 ปีผ่านไป เข้าปีที่ 79 แล้ว..อย่ามัวแต่นิ่งเฉย ตามที่เคยถูกหลอก -ลองหยุดคิดสักนิดว่า ทำไมจึงต้องเผยแพร่ผลงาน การช่วยเหลือเจือจานประชาชน การบริจาคสิ่งของให้ทานความช่วยเหลือคนพิการยากจนช่วยเหลือตนไม่ได้-เพราะไร-เพื่อฉายภาพให้เห็นความเมตตา กรุณา -แสดงให้เห็นถึงน้ำใจ-ปลุปลอบใจให้ลงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ -รู้จักบุญคุณคน กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ...... เบี่ยงเบนความสนใจจากการถูกเอาเปรียบ ...ยอมให้ผู้มีอำนาจสุมหัวกันออกกฎกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ให้พวกเขา กินบ้านครองเมืองหมุนเวียนลับเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ -มีขุนทหารเอาไว้ข่มขู่ด้วยกำลังอาวุธปืน-เชือดไก่ไห้ลิงดู-ปราบปรามคนหัวแข็ง ให้เกิดความรู้สึกขยาดหวาดกลัว-ไม่กล้าออกมาชุมนุม ประท้วง -มีผู้พิพากษาตุลาการ ศาล กกต.ปปช.สตง.เอาไว้ปิดปากคนพูดมาก-เพื่อสำรากความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมฟังความเห็นของประชาชน.เพื่อพวกตนจะได้อยู่กันอย่างสุขสบายไปขั่วลูกชั่วหลาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนตาย-ปล่อยให้ไอ๊พวกควายประชาชนชาวรากหญ้า(ช่วยไม่ได้-อยากโง่เอง) กรรมกร พวกหาเช้ากินค่ำ พวกชนชั้นต่ำ พวกไพร่สถุลที่ยังตกค้างอยู่ท่ามกลางกระแสโลกกาภิวัตน์ ตกเป็นแพะรับบาปต่อไป-เพราะมันแค่เป็นเพียงผู้อาศัย กดหัวมันไว้ อย่าให้มันโงหัวขึ้นมาเป็นอันขาด..มีขี้ข้าหมารับใช้เป็นขุนทหาร นักวิชาการสื่อ ผู้บังคับใช้กฎหมาย(ตำรวจ ไอยการ ผู้พิพากษา กกต.ปปช.สตง.)-เป็นหอกข้างแคร่ เป็นหนังหน้าไฟ เป็นร่างร้าน.ที่จะรื้อออกเสียเมื่อทำการสำเร็จ???.