อ่านข้อเสนอแก้กฎหมาย 112 และคำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นตัวแทนกลุ่มนิติราษฏร์ในการนำเสนอประเด็นในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยระบุว่าโดยหลักการแล้วสามารถสรุปได้เป็น 7 ประการ (อ่านรายละเอียดเหตุผล และการปรับแก้โดยละเอียดได้ด้านล่างสุด) ทุก ข้อมีเหตุผลรองรับในทางวิชาการ โดยที่ทางกลุ่มฯ ไม่ประสงค์จะเคลื่อนไหวในทางการเมือง แต่หากใครจะนำไปรณรงค์ต่อก็ยินดี นอกจากนี้ข้อเสนอนี้ยังเป็นข้อเสนอประนีประนอมที่สุด แม้จะไม่แก้ปัญหาให้หมดไป แต่ก็น่าจะทำให้ปัญหาบรรเทาเบาบางได้ นอกจากนี้การนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ยังเป็นการรับฟังความเห็น ครั้งที่หนึ่ง ซึ่งยังจะรับฟังข้อถกเถียงทางวิชาการต่อไปอีกในครั้งหน้า ที่สำคัญ อยากเรียกร้องต่อนักวิชาการต่างๆ ให้มีปฏิกริยาต่อข้อเสนอนี้และแสดงข้อคิดเห็นไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง  
 
ข้อเสนอ 7 ประการ สรุปได้ดังนี้
1.ยก เลิกมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพราะบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำสั่งของ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ปี 2519 ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
2.เพิ่ม เติมลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา แทนที่จะเอาไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
3.แบ่ง แยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับ ตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ เช่น การปลงพระชนม์ การประทุษร้าย
 
4.โทษ จากเดิมให้จำคุก 3-15 ปีให้เปลี่ยนเป็นไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ, ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดนี้ต่อพระมหากษัตริย์, ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดนี้ต่อพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดให้การติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีความผิด
 
6.เพิ่ม เหตุยกเว้นโทษความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี การพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
 
7.ผู้มีอำนาจกล่าวโทษเปลี่ยนจากบุคคลทั่วไปเป็นสำนักราชเลขาธิการ
 
 
คำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ใน ที่สุดแล้วตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งที่ขึ้นกับอุดมการณ์ทางการเมือง การตีความของศาลก็ไม่ได้แยกกันอยู่แบบโดดๆ ต่อให้เราแก้กฎหมายทั้งหลายแหล่ได้เอง ศาลจะตีความแบบให้เสรีภาพไหม ก็ไม่ ซึ่งเป็นความเห็นตรงกัน แต่มีปัญหาว่าการเสนอกฎหมายที่เป็นรูปธรรมอาจเกิดปัญหา สมมติ ถ้าใครดูหนัง JFK คงจะรู้ว่าโอลิเวอร์ สโตน มองว่ารองประธานาธิบดีเป็นคนวางแผนฆ่า โดยการปะติดปะต่อเหตุการณ์เชื่อมโยงเอาเอง เคสแบบนี้เป็นการเสนอความเป็นจริงที่เป็นข้อยกเว้นความผิดหรือเปล่า ถ้ามีการเสนอกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ในทิศทางเดียวกัน นี่จะเป็นขอยกเว้นหรือไม่ แน่นอนว่าในสหรัฐถือว่เป็นการแสดงความเห็นที่ได้รับการคุ้มครอง
ประเด็นการเสนอบทลงโทษ ยังเป็นระดับที่เท่ากันกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์นั้นได้รับการคุ้มครองในฐานะประมุขของรัฐ แต่กฎหมายที่คณะนิติราษฎร์เสนอนี้ให้ความคุ้มครองพระราชินี รัชทายาทด้วย ซึ่งต้องถือเป็นสามัญชน
กลับมาถึงประเด็นที่สำคัญมากๆ ลำพังตัวกฎหมายไม่มีความหมายโดยตัวเอง กฎหมายโดยตัวมันเองไม่มีอะไรหรอก ฝรั่งก็มีบทบัญญัติแบบนี้ แต่มันไม่มีความหมายอะไรเลย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสนอแก้โดดๆ ไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อสรุปของอาจารย์วรเจตน์ด้วยซ้ำ ต้องแก้กฎหมายไปพร้อมอุดมการณ์ ข้อเสนอของผมคือให้ยกเลิกอุดมการณ์ไปพร้อมๆ กัน ดังที่ก่อนหน้านี้ตัวเองเคยนำเสนอข้อเสนอ 8 ข้อไว้แล้ว เพราะกฎหมายหมิ่นไม่ได้อยู่ด้วยตัวเอง แต่อยู่ในระบบคิดที่ใหญ่โตมาก
ตัว กฎหมายนั้นเสนอได้ แต่ต้องเสนอให้ยกเลิกอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันด้วย กรณีญี่ปุ่นเป็นกรณีที่น่าศึกษามาก จริงๆ แล้วในบรรดาประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็มักจะเขียนไว้ในรัฐ ธรรมนูญว่าพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ หรือไม่ก็ละเมิดไม่ได้ แต่ไม่เคยใช้สองคำนี้ด้วยกัน กรณีญี่ป่นที่เป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญที่ไทยลอกมานั้นเคยเขียนไว้เช่นนั้น แต่ตอนนี้ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่มีคำนี้อยู่เลย แต่ใช้คำกลางๆ คือคำว่าสถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประชาน
ไทยมาถึงจุดที่ว่าการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์นั้น มาถึงจุดที่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่อาจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอประนีประนอมที่คณะนิติราษฎร์เสนอนี้ มีความเสี่ยง คือภายใต้อุดมการณ์หรือระบอบคิดทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ หรือไม่เป็นประโยชน์นัก ข้อเสนอแบบนี้จะไม่ช่วยให้การอภิปรายกรณสวรรคตรัชกาลที่ 8 หรือกรณี 6 ตุลา ทำได้มากกว่านี้ ตราบใดที่ทุกสองทุ่มยังมีรายการข่าวแบบนี้ ตราบใดที่ทุกโรงเรียนยังมีการสั่งสอนแบบเดิม ต่อให้เกิดปาฏิหาริย์ทำให้แก้ไขกฎหมายได้ ก็ไม่มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
 
ที่ตนเสนอแนวทาง 8 ข้อไว้นั้น ประเด็นคือ อำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยสะสมมาถึงจุดที่ว่าหากไม่เลิกก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันได้
การนำเสนอของตนเองตลอดมานั้นอยากเสนอคนกลุ่มหนึ่งอยากให้ฟัง คือนักวิชาการ แต่กลับไม่มีผลอะไรเลย ผลสะเทือนกลับไปอยู่ที่มวลชนต่างๆ และตนรู้สึกผิดที่การที่ผมพูดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. (2553) มันทำให้คนทั่วไปกล้าพูด นำไปพูดและส่วนหนึ่งถูกจับ ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้พูดอะไรซับซ้อนลึกลับ คนทั่วไปก็รู้และคิดได้ เราเป็นเสียงให้คนที่ไม่มีเสียงเราเพียงแต่พูด แทนเขาออกมา แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากพอฟังแล้วรู้สึกว่าพูดได้ เวทีเล็กทั้งหลายแหล่ก็เลยมีผลสะเทือนมาก และทำให้วงเสวนากลายเป็นม็อบไป
อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงกลุ่มที่จะรณรงค์ต่อจากนี้ไปว่า ประเด็นสถาบันกษัตริย์นั้น ขอเสนอ2 ข้อ คือ 1.เรื่องสองมาตรฐานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ถ้าเอาวิธีการแบบที่ทำกับสถาบัน มาใช้กับนักการเมือง เช่น มีข่าวทุกๆ สองทุ่ม และห้ามวิจารณ์นักการเมือง คุณจะทนได้แบบนี้ไหม ทำไมหมู่ปัญญาชนจึงสามารถทนเรื่องนี้ได้มากและนาน
อีกประเด็นคือ บทความใบตองแห้งซึ่งเพิ่งเขียนลงในเว็บไซต์ประชาไท คือ การเคารพสิทธิของคนที่รักในหลวง วิธีคิดพวกนี้มันผิดตรงที่ว่าเราไม่ได้จะละเมิดสิทธิเขา (คนที่รักในหลวง) เคยมีคนเสนอให้ลงประชามติ ซึ่งตนยินดีมาก แต่คำ ถามคือ การลงประชามติจริงๆ คืออะไร ถ้ามีรัฐบาลหนึ่งมีกฎหมายห้ามหมิ่นรัฐบาล มีการอบรมสั่งสอนประชาชนให้รักรัฐบาลมาเป็นสิบๆ ปี แล้วให้ลงคะแนนเสียง แล้วจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนจริงๆ ไหม ตนเองยินดีให้มีการลงประชามติ แต่ขอให้ทำตามแนวทางที่ตนเคยเสนอไว้8 ข้อ ลองใช้เป็นเวลาห้าปี แล้วมาลองลงประชามติกันดู
สิ่งที่แสดงออกกันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย อยากให้ตั้งคำถามกันดีๆ ว่าทำไมจึงเกิดการฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม (2553) คำถามง่ายมาก อภิสิทธิ์ไม่อยากลงจากตำแหน่ง ทั้งที่ ปชป. เคยยุบสภาด้วยเรื่องที่เล็กกว่านี้ ทุกคนยุบสภาด้วยเรื่องเล็กกว่านี้และกลับมาไม่ได้ รัฐบาลที่ยุบสภาแล้วกลับมาได้คือรัฐบาลทักษิณ ทำไมอภิสิททธิ์ไม่ยอม สุเทพ อนุพงษ์ไม่ยอม คำตอบง่ายๆ คือ กลัวพรรคเพื่อไทยชนะ ก็เพราะกลัวทักษิณขึ้นมา คำตอบก็คือกลัวว่าอำนาจความนิยมของทักษิณจะขึ้นมาเทียบกับสถาบันกษัตริย์ นี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด สมมติว่าวิกฤตการณ์การเมืองที่ผ่านมา การสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย แต่ปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็ยังเป็นปัญหาใจกลางของเรื่องอยู่ดี เพราะคนจะไม่มีทางมาฆ่ากันถ้าสถาบันไม่ดำรงสถานะขนาดนี้ วิธีการแกก็คือต้องยุติสถานะนี้ คือเปลี่ยนให้เป็นองค์กรประมุขธรรมดาแบบญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ ที่สำคัญ อยากขอร้องไปถึงปัญญาชนทุกคน ขอร้องว่าอย่าหลบซ่อนตัวเองไว้เบื้องหลังการรณรงค์เรื่องการตื่นรู้ในมาตรา112 เพราะมันไม่เพียงพอ อย่าหยุดแค่นี้ การเสนอให้ตื่นรู้ มันเหมือนกับตอนนี้ไฟกำลังไหม้บ้าน แล้วเรามาสอนกันว่าวิธีใช้ไม้ขีดไฟคืออะไร
 
นอกจากนี้การที่บอกว่าตนเสนออะไรใหญ่โต มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะตน แต่เป็นเพราะสภาพการณ์ปัจจุบันนี้ต่างหาก
 
ตอบประเด็นอภิปราย
วรเจตน์:  ในส่วนของความคิดเห็นของอาจารย์สมศักดิ์ เราก็เห็นประเด็นนี้ แต่ปัญหาคือเวลาเสนอตัวบทที่เป็นรูปธรรมก็มีข้อจำกัด ถูกรัดรึงอยู่โดยโครงสร้างของกฎหมายอาญาปัจจุบัน ลักษณะจึงออกมาแบบนี้ แต่ไม่ได้แปลว่ากลุ่มฯ พอใจกับการแก้ไขในลักษณะนี้ แต่ประเด็นเรื่องอัตราโทษเป็นประเด็นที่อภิปรายกันได้
ปัญหา ใหญ่กลับไปที่ปัญหาเดิมคือ ปัญหาในแง่อุดมการณ์ว่าเรื่องนี้ต้องทำเป็นชุดใหญ่ ซึ่งก็มีเรื่องกฎหมายที่ต้องพูดถึง เช่น สถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญในหมวดนี้ แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยังบกพร่องอยู่ และต้องพูดเรื่ององคมนตรี แต่ถือว่านี่คือการนับหนึ่งในการขับเคลื่อนต่อไปในทางวิชาการ
ทางกลุ่มฯ จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามันมีความมืดมนอยู่ ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์ การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม
ปิยบุตร: ตอบ อ.สมศักดิ์ ว่า คนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบคือเหลือแค่โทษปรับ ก็น่าจะเป็นไปได้ ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิก ถ้าจะยกเลิกม.112 ก็ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องมาคิดอะไรสลับซับซ้อน แต่สิ่งที่เสนอเราอยู่ในกรอบคือ เป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมที่สุดแล้ว
ข้อ เรียกร้องถึงกลุ่มคนอื่นๆ คือคนที่ดำรงสถานะแบบผม หรืออาจารย์สมศักดิ์ มีอภิสิทธิ์บางประการ มีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ อยู่ อาจจะไม่ใช่ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แต่ได้จากความเคารพนับถือ เสรีภาพทางวิชาการ เอาเงินส่วนรวมไปเรียนต่างประเทศ เมื่อได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ก็ยิ่งต้องมีพันธะผูกพันต่อสังคมมากยิ่งกว่าปกติ
ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิ โด ก็คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้ แต่เมื่อมีคนที่ไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก ภายใต้สังคมปัจจุบัน ไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษาให้คนสามัญชนคนธรรมดาให้พูดเรื่องสถาบัน กษัตริย์อย่างสอดคล้องกับประชาธิปไตย มันมีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลายต้องออกมาช่วย ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่ง คนเดียวมันไม่พอ มันต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณ สถานการณ์ตอนนี้เขากำลังทยอยล่าเหยื่อ 112 ไม่ต้องกลัวว่าออกมาแล้วจะกลายเป็นลูกน้องสมศักดิ์ หรือกลายเป็นการ endorse (รับรองความชอบธรรม) ของขบวนการทางการเมือง
สำ หรับรอยัลลิสม์ ต่อให้พวกท่านหลอกตัวเองอย่างไรก็ตาม แต่ด้วยมันสมองของท่าน ท่านสามารถประเมินได้อยู่แล้วว่า สถานการณ์แบบที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้จะดำเนินต่อไปอย่างนี้ได้ในอนาคตหรือ
มนุษย์ อยู่ที่ไหนก็เป็นมนุษย์ มันมีสิทธิเสรีภาพ สักวันเขาก็จะรู้ว่าไม่มีใครมาอ้างสิทธิความชอบธรรมเหนือกว่าคนอื่น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ฝ่านรอยัลิสม์ทั้งหลายกังวลใจ แต่ได้โปรดเถิด แทนที่ท่านจะเอาพลังพวกนี้ไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังอะไรก็ได้เพื่อรักษาสถานะ พิเศษ ท่านเอาพลังเหล่านี้มาปรับตัวให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตยไม่ดีกว่าหรือ ในโลกปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ตกยุคสมัยไปแล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดต่อไป คือการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย สอดคล้องกับประชาธิปไต
 
 
000000000000000000000
 
 
ข้อเสนอ
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์
 
 
โดย ตระหนักว่ามนุษย์ ไมว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างและในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้
 
กฎหมาย เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำาไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่น ประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต
มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
 
 
ประเด็นที่ 1
การดำรงอยู่ของมาตรา 112
 
ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
 
เหตุผล
1. มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำ สั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 วันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็น “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
 
2. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆ ในประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็นลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
 
ประเด็นที่ 2
ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียงของ
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
ข้อเสนอ
1. เพิ่มเติมลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
 
2. นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระ
มหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปบัญญัติไว้ในลักษณะ .../...
 
เหตุผล
โดย ลักษณะของความผิด ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำารงอยู่ ต่อบูรณภาพ และต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
 
 
ประเด็นที่ 3
ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครอง
ข้อเสนอ
แบ่ง แยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่ง พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
 
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
 
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”
 
เหตุผล
เพื่อ ให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับ ตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ กล่าวคือ
 
· ความผิดฐานปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ (มาตรา 107)
 
· ความผิดฐานปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาทและความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 109)
 
· ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ (มาตรา 108)
 
· ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 110)
 
 
ประเด็นที่ 4
อัตราโทษ
 
ข้อเสนอ
1. ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ
 
2. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
 
3. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำาหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
เหตุผล
1. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการกำาหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าว
 
2. เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษน้อยเพียงใดก็ได้ตามควรแก่กรณี
 
3. เป็นการคุ้มครองบุคคลในตำาแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้สมแก่สถานะแห่งตำแหน่ง จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงที่สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับ โทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ อันเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงลดลงจากเดิม
 
4. โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ซึ่งมีสถานะแตกต่างจากพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงกำหนดอัตราโทษขั้นสูงให้แตกต่างกัน
 
หมายเหตุ : อัตราโทษสำหรับการหมิ่นประมาทในกรณีอื่น ๆ จะต้องปรับให้รับกับข้อเสนอนี้ต่อไป
 
 
ประเด็นที่ 5
เหตุยกเว้นความผิด
 
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
 
มาตรา ... “ผู้ใด ติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา ... และมาตรา...”
 
เหตุผล
รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการดังกล่าว ไม่สมควรเป็นความผิดทางอาญา
 
 
ประเด็นที่ 6
เหตุยกเว้นโทษ
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
 
มาตรา ... “ความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
 
ถ้า ข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความ เป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
 
เหตุผล
แม้การกระทำานั้นเป็นความผิด แต่หากการกระทำนั้นเป็นการแสดงข้อความที่เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็สมควรได้รับการยกเว้นโทษ
 
 
ประเด็นที่ 7
ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ
 
ข้อเสนอ
1. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำาความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหา กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
2.ให้ สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำาความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติ ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
เหตุผล
1. เพื่อมิให้บุคคลทั่วไปนำาบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
 
2.โดย เหตุที่สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ จึงสมควรให้ทำาหน้าที่ปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
 
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, 27 มีนาคม 2554.
 
นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร www.enlightened-jurists.com
 
 
ท่านสามารถดาวน์โหลดข้อเสนอ+ร่างพระร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับเต็มได้ที่

http://www.enlightened-jurists.com/blog/27

 
 

Comments

นั่งเสวนากันมาทั้งวัน

นั่งเสวนากันมาทั้งวัน ตรรกะพินาศเอาตอนจบ ข้อเสนอประเด็นที่๗นี่เองครับ...

หากเจตนาจะป้องกันการใช้กฏหมายหมิ่นมากลั่นแกล้งกัน หรือใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง...ทำไมต้องโยนอุจาระมาให้ สำนักราชเลขาเป็นผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ไม่ทราบครับ...

เสนออย่างนี้เท่ากับแกมบังคับให้สถาบันกษัตริย์โดยสำนักราชเลขา ต้องมาข้องเกี่ยวกับนักการเมืองและการเมืองโดยตรง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านายตู่สส.พรรคเผาไทยพูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ

สำนักราชเลขาก็ถูกประชาชนร้องเรียนให้ต้องกล่าวโทษร้องทุกข์.......หากไม่ทำโดนประชาชนด่าหรือเอาเรื่องว่าละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย

อย่างนี้แปลว่าหน่วยงานของสถาบันเจ้าต้องกล่าวโทษนักการเมือง ลงมายุ่งเกี่ยวกับนักการเมืองพรรคการเมือง เข้าทางปืนกลุ่มผู้วางแผนแก้กฎหมายไปเลย...

อิ อิ อิ ผมไม่ได้กล่าวหาว่ากลุ่มนี้เป็นผู้วางแผนนะครับ ชั้นยังไม่ถึงหรอก..

สรุปได้ว่า...ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฏร์ยังไม่เนียนครับ.......ยังจับเจตนาดั้งเดิมได้อยู่

กม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นมีที่มาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเคยแยกลำดับโทษผู้อื่นนอกจากกษัตริย์มาแล้วแต่คณะราษฏรตัดทิ้งไป

ส่วนเรื่องอัตราโทษนั้น ผมเห็นด้วยครับว่ามากไป เอาเต็มที่๗ปีไม่มีขั้นต่ำเหมือนสมัยเจ้าก็พอแล้ว...

ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา๘ นั้น เป็นฐานในการอธิบายว่าเหตุใดโทษของการหมิ่นกษัตริย์จึงหนักกว่าบุคคลธรรมดา เพราะมีแต่กษัตริย์เท่านั้นที่มีฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้ ฟ้องร้องมิได้ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ.......มาเกือบแปดสิบปีแล้วคู่กับกม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นแหละ

อ้อ...อย่าลืมเมาท์กันต่อเรื่องสิทธิพิเศษของนักการเมืองในสภาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า ระหว่างประชุมทำผิดตำรวจจับไม่ได้ ต้องขออนุมัติสภาก่อน....ไอ้เรื่องนี้ก็ประเด็นสิทธิเหนือบุคคลทั่วไปผิดหลักการประชาธิปไตยเหมือนกัน

ไอ้คนที่ถูกเลือกใช้ให้ไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาทำไมมันมีสิทธิเหนือนายมัน คือประชาชนผู้เลือกมันเข้าไปไม่ทราบ.....

หวังว่าสื่อมวลชนจะนำประเด็นเห

หวังว่าสื่อมวลชนจะนำประเด็นเหล่านี้ไปสอบถามความเห็นของบรรดาผู้แทนประชาชน (และว่าที่ผู้สมัคร) ว่ามีความเห็นเช่นใด และนำเสนอให้เป็นประเด็นสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนผู้เลือกตั้งได้นำไปพิจารณาครับ

ให้สำนักเลขาฯ

ให้สำนักเลขาฯ เป็นผู้ยื่นฟ้องน่ะถูกต้องตามหลักการแห่งการตรากฏหมายของสากลแล้ว

คือเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย ในลักษณะที่ใช้อุดมการณ์ The King can do no wrong.

ส่วนอัตราโทษสมัยเจ้านั้นแค่จำคุกไม่เกิน ๓ ปี

ไอ้ที่จำคุกไม่เกิน ๗ ปีนั่นเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มาจากสมัยรัฐประหาร

พวกถืออาวุธใช้วิธีหักหาญ ไม่ชอบใจนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเสียงท่วมท้น ก็แย่งชิงเอา
รัฐประหารแล้วพากันไปปลุกเจ้าตอนตีหนึ่ง

ใครที่ชอบทั้ง ๗ และ ๘ น่าจะมาจากพวกเหลิงอำนาจเหล่านั้น

บางกอก

[quote=บางกอก]นั่งเสวนากันมาทั้งวัน ตรรกะพินาศเอาตอนจบ ข้อเสนอประเด็นที่๗นี่เองครับ...

หากเจตนาจะป้องกันการใช้กฏหมายหมิ่นมากลั่นแกล้งกัน หรือใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง...ทำไมต้องโยนอุจาระมาให้ สำนักราชเลขาเป็นผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ไม่ทราบครับ...

เสนออย่างนี้เท่ากับแกมบังคับให้สถาบันกษัตริย์โดยสำนักราชเลขา ต้องมาข้องเกี่ยวกับนักการเมืองและการเมืองโดยตรง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านายตู่สส.พรรคเผาไทยพูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ

สำนักราชเลขาก็ถูกประชาชนร้องเรียนให้ต้องกล่าวโทษร้องทุกข์.......หากไม่ทำโดนประชาชนด่าหรือเอาเรื่องว่าละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย

อย่างนี้แปลว่าหน่วยงานของสถาบันเจ้าต้องกล่าวโทษนักการเมือง ลงมายุ่งเกี่ยวกับนักการเมืองพรรคการเมือง เข้าทางปืนกลุ่มผู้วางแผนแก้กฎหมายไปเลย...

อิ อิ อิ ผมไม่ได้กล่าวหาว่ากลุ่มนี้เป็นผู้วางแผนนะครับ ชั้นยังไม่ถึงหรอก..

สรุปได้ว่า...ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฏร์ยังไม่เนียนครับ.......ยังจับเจตนาดั้งเดิมได้อยู่

กม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นมีที่มาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเคยแยกลำดับโทษผู้อื่นนอกจากกษัตริย์มาแล้วแต่คณะราษฏรตัดทิ้งไป

ส่วนเรื่องอัตราโทษนั้น ผมเห็นด้วยครับว่ามากไป เอาเต็มที่๗ปีไม่มีขั้นต่ำเหมือนสมัยเจ้าก็พอแล้ว...

ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา๘ นั้น เป็นฐานในการอธิบายว่าเหตุใดโทษของการหมิ่นกษัตริย์จึงหนักกว่าบุคคลธรรมดา เพราะมีแต่กษัตริย์เท่านั้นที่มีฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้ ฟ้องร้องมิได้ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ.......มาเกือบแปดสิบปีแล้วคู่กับกม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นแหละ

อ้อ...อย่าลืมเมาท์กันต่อเรื่องสิทธิพิเศษของนักการเมืองในสภาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า ระหว่างประชุมทำผิดตำรวจจับไม่ได้ ต้องขออนุมัติสภาก่อน....ไอ้เรื่องนี้ก็ประเด็นสิทธิเหนือบุคคลทั่วไปผิดหลักการประชาธิปไตยเหมือนกัน

ไอ้คนที่ถูกเลือกใช้ให้ไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาทำไมมันมีสิทธิเหนือนายมัน คือประชาชนผู้เลือกมันเข้าไปไม่ทราบ.....[/quote]

แล้วจะให้ใครที่ไหนไม่ทราบมาฟ้องคนหมิ่นล่ะ? หากสำนักเลขาฯไม่มีสิทธิในการฟ้อง แล้วใคร? รัฐบาล? คน"จงรัก"? สุดท้ายก็กลับมาอีหรอบเดิมอยู่ดี

ถกอะไรก็ช่วยแนะทางออกให้ด้วยครับ ไม่ใช่มองเห็น"คนล้มเจ้า"ในทุกๆที่ที่เดิน นี่ไม่ต่างกับตอน"กลัวคอมมิวนิสต์"สมัยก่อนไม่มีผิด

คนไทยอย่างคุณนอกจากกลัว"คอม"มาแล้ว ต่อไปจะกลัว"ล้มเจ้า"สินะครับ

“112” กับมายาคติ !!!

[b][u]“112” กับมายาคติ !!! [/b][/u]“

บ่ายวานนี้ ได้ฟัง “เสวนา 112” ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านอินเตอร์เน็ท,
นี่คือโลกแห่งการรับรู้ ในยุค Social media- Social network

ต้องขอบคุณ ในความหาญกล้าของ อ.คณะนิติศาสตร์ มธ. “กลุ่มนิติราษฎร”
นับว่า นี่เป็นก้าวสำคัญหนึ่งของประชาธิปไตยไทย
ข้อสรุปบนเวทีเสวนา คือ “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย มาตรา 112 รวม 7 ข้อ”

อ.สมศักดิ์ฯ ได้แสดงทัศนะไว้อย่างชัดเจนที่สุดว่า[b] “ไม่ใช่เพียง ม.112 เท่านั้นที่จะต้องแก้ไข
แต่ต้องรวมไปถึง บริบทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ทำให้เกิดอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน,
(คือต้องแก้ - สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ของสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส)[/b]
ถ้าเป็นอย่างที่ อ.สมศักดิ์ฯ เสนอมา – งานนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แน่

[b]แต่ที่ผมสะดุดใจ คือ คำพูดของ อ.ปิยะบุตรฯ (ที่พูดในช่วงท้าย) ว่า
[u]“ทำไมนักวิชาการ ถึงไม่ออกมาช่วยกัน ในเรื่องนี้...”
“ทำไมปล่อยให้พวกเราทำอยู่กลุ่มเดียว – พวกท่านย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร
...ทำไมไม่ออกมาช่วยกัน...”

เป็นเสียงของนักวิชาการ ที่เรียกร้องไปถึง “ผู้คน” ที่อยู่ในฐานะเดียวกัน
ให้ออกมาช่วยกันทำงานเพื่อสังคม!!![/b][/u]

ประเด็นนี้สำคัญมาก - ถ้ามองให้ลึกลงไป ถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังของ “ผู้คน-นักวิชาการ”
ที่ยัง “ไม่กล้าเข้าร่วม” กับฝ่ายประชาธิปไตย

เรื่องนี้ต้องมองไปถึง “คติพราหมณ์” ที่สร้างวรรณะ 4 ขึ้นมา ( 2 วรรณะแรก เกิดขึ้นจากชาวอารยัน
ที่อพยพเข้ามาในอินเดีย - เมื่อรบชนะชาวอินเดียพื้นเมืองที่มีผิวดำแล้ว ก็ลดฐานะพวกผิวดำเป็นคนวรรณต่ำ
พวกผิวขาวเป็นพวกวรรณะสูง,)

กาลต่อมา, วรรณะถูกแบ่งดัวยการดำรงชีวิตของมนุษย์ - วรรณะกษัตริย์ คือ ผู้ปกครอง และทหาร
วรรณะแพศย์ คือ พ่อค้า ผู้ประกอบอาชีพเกษตร, วรรณะศูทร คือ ผู้ขายแรงงาน, คนรับใช้
วรรณะพราหมณ์มีหน้าที่สั่งสอนวิทยาการ, ให้การศึกษาผู้คน

พราหมณ์ ได้ยกฐานะตนเองให้อยู่เหนือกว่าวรรณะอื่น อย่างถาวร ด้วยการอ้างความเป็น “ผู้แทนของเทพเจ้า”
เป็นผู้ทำพิธีศักดิ์สิทธิ์, เป็นผู้มอบสภาวะความเป็นเทพเจ้า ให้กับ “กษัตริย์” – จนผู้คนก็ไม่กล้าโต้เถียง
และเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น (ซึ่งความเป็นเทพ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานะของกษัตริย์ในยุคราชาธิปไตย)
นั่นคือ ความฉลาดของพราหมณ์

ทั้งยังบัญญัติไว้ในศาสนา (พราหมณ์ฮินดู) ว่าวรรณะเกิดมาจากพระพรหม, วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากของพระพรหม
วรรณะกษัตริย์เกิดจากแขนของพระพรหม, วรรณะแพศย์เกิดจากขาของพระพรหม, วรรณะศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหม
ตั้งแต่บัดนั้น “วรรณะจึงเป็นเรื่องจริงจัง เป็นเรื่องถาวร ที่ไม่อาจมีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

จากระบบวรรณะในอินเดีย ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็น “ระบอบศักดินา” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น (พระบรมไตรโลกนาถ)
วันนี้ประเทศไทย-ระบอบศักดินา เปลี่ยนมาเป็นระบอบ “ข้าราชการ”
[b]วรรณะพราหมณ์ ก็คือ “นักวิชาการ-ครูบาอาจารย์-ตุลาการ” – - ที่จิตวิญญาณตกทอดกันมา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง[/b]

[b]อ.สมศักดิ์ฯ และฝ่ายประชาธิปไตย เจอกับศึกใหญ่แน่ - ลำพังแค่ 112 ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง
แต่จิตวิญญาณของ 112 ที่อยู่ในหัวใจของผู้คน ที่สืบต่อ ๆ กันมา นั่นล่ะ “112 ตัวจริง !!!"[/b]

ทั้งหมดนี้

ทั้งหมดนี้ เอามาจากที่ผมโพสต์ที่ fb เมื่อคืน และเมื่อเช้า

...............................

ในประเด็นเรื่อง ร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 นั้น ใครที่ได้ดูการอภิปราย คงทราบว่า ผมมีข้อ "สงวน" บางประการไว้ คงต้องอภิปรายกันต่อไป อ่านข่าวสัมภาษณ์หมอตุลย์วันนี้ อาจจะบอกว่า มีหนทางที่จะทำให้รอยัลลิสต์เห็นชอบด้วยบางระดับกับการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ถ้าตามที่หมอตุลย์เสนอเอง เขาไม่ได้เสนอให้ลดโทษสูงสุดแต่อย่างใด (15 ปี) ให้ลดแต่โทษต่ำสุด จาก 3 ปี เหลือ 6 เดือน นี่คือทีหมดตุลย์เสนอ

"ในส่วนของอัตราโทษที่ถูกวิจารณ์ว่าสูงเกินไปนั้น น.พ.ตุลย์เห็นว่าบทลงโทษที่สูงก็แปลว่าเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้ผู้ใดกระทำ ต่อให้มีโทษถึงประหารชีวิต ถ้าไม่มีการกระทำผิดก็ไม่มีใครถูกประหาร อย่างไรก็ดี การออกหมายจับทันทีโดยไม่ออกหมายเรียก หรือการไม่ให้ประกันตัวเนื่องจากโทษหนักเกินกว่า 3 ปีนั้นก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นจึงอยากให้แก้ไขโทษต่ำสุดที่อาจเริ่มต้นที่ 6 เดือน เพื่อให้ตำรวจออกหมายเรียกและผู้ต้องหามีสิทธิประกันตัว อีกทั้งในบางกรณีที่ไม่ใช่การดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้ายอย่างชัดเจนก็ไม่ควรต้องโทษถึง 3 ปี เช่น การกล่าวกระทบกระเทียบ หรือการไม่ยืนในโรงหนัง"

สรุปว่า โทษหนักสุด 15 ปี ก็ยังคงไว้ แต่ลดโทษต่ำสุดไว้แค่ 6 เดือน ไม่ยืนในโรงหนัง ไม่ได้บอกว่า ควรเป็นเท่าไร อาจจะ 6 เดือน หรือกว่า 6 เดือนก็ได้ ...

ผมจึงยังเห็นว่า เรื่องนี้ น่าจะยังเป็นปัญหาอยู่

ความรู้สึกของผมคือ ขณะนี้ แม้แต่พวกรอยัลลิสต์ ก็ยอมรับว่า โทษที่เป็นอยู่ "น่าเกลืยด" อย่างน้อยต้อง "ปรับปรุง-เปลี่ยนโฉม" บางอย่างบ้าง ... แต่ผมไม่คิดว่า ในแง่ "เนื้อหา" ของการเข้าใจเรื่องอะไรคือการหมิ่นฯ นั้น เป็นสิ่งที่พวกเขายินดีจะเปลี่ยน (เรื่องอย่างไม่ยืนในโรงหนัง หรือ "กระทบกระเทียบ" เขาอาจจะยอมว่า ให้ลดโทษลง ...แต่ถ้าเป็นเรือ่งในทางการเมือง ถ้าเป็นการวิจารณ์ในทางการเมือง (6 ตุลา, สฤษดิ์, กรณีสวรรคต ฯลฯ) ผมไม่คิดว่า ในแง่นี้ แนวคิดของพวกนี้ (ไม่เพียงแต่หมอตุลย์ แต่พวกรอยัลลิสต์ ที่อาจจะดู "ลิเบอรัล" เท่าที่ผมพอนึกออก .. เช่น แม้แต่ คนอย่างสุขุมพันธ์? ก็จะยอมรับได้

เรื่องนี้คงต้องช่วยกันอภิปรายกันต่อไปอีก

................................

ประเด็นเกี่ยวกับโทษ ใน "ร่าง กฎหมายหมิ่นประมุข" ของ นิติราษฎร์

ประเด็นที่ อ.ดร.วรเจตน์ ตอบผมตอนท้ายสัมมนาเรื่องการกำหนดโทษในร่าง กม.หมิ่นประมุขนั้น ความจริง เป็นเรื่องที่ผมคิดๆมาก่อน ตั้งแต่ได้ยินเรือ่งที นิติราษฎร์ จะเสนอร่าง กม.ดังกล่าว (ผมไม่เห็นตัวร่างที่เสนอก่อนการอภิปราย) และสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้ามีการเสนอจะกำหนดโทษอย่างไร ในเมื่อ "ฐาน" ของโทษหมิ่นประมาท เป็น 1 ปี (ม.328) อยู่แล้ว

ผมยังเห็นว่า หากจะมีการเสนอร่าง กม.หมิ่นประมุข โดดๆ (ซึงดังที่ผมแสดงความเห็นในทีสัมมนาว่า ผมยังไม่เห็นด้วย) ก็อาจจะกำหนดโทษ 2 ปี สำหรับประมุข (หรือผู้สำเร็จราชการ - เพราะถือว่าเป็น ประมุข ชั่วคราวในขณะนั้น) และตัดบุคคลอื่นที่ไมใช่ประมุขออก เพราะขัดกับหลักการคุ้มครองเพียงประมุข (นิติราษฎร์ เสนอ 3 ปี สำหรับประมุข และ 2 ปี สำหรับ ราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการ)

2 ปี ดูจะ "น้อย" เกินไป แต่จริงๆก็ "2 เท่า" ของการหมิ่นประมาทธรรมดา และหากยึดในหลักการประชาธิปไตยตามทีผมและนิติราษฎร์เห็นชอบร่วมกัน ผมก็ยังเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมยังเสนอว่า ถ้าพิจารณาจาก "ฐาน" ทางประวัติศาสตร์ เช่่นเดียวกับกรณีรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นที่ผมเสนอ (ที่เอาข้อความ "เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" ที่เป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญไทย ออกจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะความเป็นมาของการที่ สถาบันจักรพรรดิถูกนำไป "อ้าง" ในทางการเมืองและสงคราม) ผมยังเห็นว่า กฎหมายหมิ่นประมุข ของไทย ในระบอบประชาธิปไตย ควรไม่ต้องมีเป็นพิเศษ และให้ใช้กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดาแทน

เพราะในแง่ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ กฎหมายฉบับนี้ได้เป็น "เสาค้ำ" สำหคัญให้กับการปกครองที่ละเมิดหลักการประชาธิปไตย ในลักษณะที่รุนแรงมาก เช่นเดียวกับกรณีรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ที่เอามาตราว่าด้วย "เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้" ออก เพราะความเป็นมาของการที่มาตรานี้ และ "ไอเดีย" (อุดมการณ์) ที่ห่อหุ้มมาตรานี้ ได้ถูกใช้เป็นเครือ่งมือในการทำสงคราม ผมจึงเห็นว่า ไม่ควรต้องมี "กฎหมายหมิ่นประมุข" เป็นกรณีพิเศษ

...................................

อันนี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆอันหนึ่ง ที่ในทางหลักการ ทั้งผมและนิติราษฎร์เห็นตรงกันในแง่ที่ ม.112 ไม่ได้อยู่โดดๆ แต่ "ห่อหุ้ม" "พยุง" อยู่ด้วยระบอบอุดมการณ์ กฎหมาย และ การปฏิบัติอีกจำนวนมาก

รอยัลลิสต์คนนี้ ไม่ได้อ้างมาตรา 8 แต่อ้าง มาตรา 70 "บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึง ... ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"" (ซึงเป็นตัวอย่างทีผมเสนอเมื่อวานเหมือนกันว่า ถ้าจะแก้ กม.112 ต้องเป็นส่วนหนึงของ "แพ็กเกจ" (คำของ อ.ดร.วรเจตน์) ทีต้องแก้ไปพร้อมๆกันด้วย

[url]https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=120724004669373&id=100000574408814[/url]

กากะมือ wrote:ให้สำนักเลขาฯ

[quote=กากะมือ]ให้สำนักเลขาฯ เป็นผู้ยื่นฟ้องน่ะถูกต้องตามหลักการแห่งการตรากฏหมายของสากลแล้ว

คือเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย ในลักษณะที่ใช้อุดมการณ์ The King can do no wrong.

ส่วนอัตราโทษสมัยเจ้านั้นแค่จำคุกไม่เกิน ๓ ปี

ไอ้ที่จำคุกไม่เกิน ๗ ปีนั่นเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มาจากสมัยรัฐประหาร

พวกถืออาวุธใช้วิธีหักหาญ ไม่ชอบใจนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเสียงท่วมท้น ก็แย่งชิงเอา
รัฐประหารแล้วพากันไปปลุกเจ้าตอนตีหนึ่ง

ใครที่ชอบทั้ง ๗ และ ๘ น่าจะมาจากพวกเหลิงอำนาจเหล่านั้น[/quote]
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอบตามตรง..ผมอ่านที่คุณเขียนมาแล้วทราบได้ทันทีว่า ความรู้เรื่องการเมืองไทยของคุณกากะมือไม่พอเพียงที่จะวิเคราะห์ความละเอียดอ่อนของการนำปัญหากฏหมายหมิ่นฯมาขึ้นเวทีกันใหม่ครั้งนี้

จุดเริ่มต้นของการที่ม.๑๑๒และรัฐธรรมนูญม.๘คงอยู่กับระบบกฎหมายไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งที่คณะราษฏรและคณะทหารที่ยึดอำนาจสามารถตัดทิ้งไปได้นั้น เป็นเพราะอะไร ทราบไหมครับ...

แล้วทราบไหมครับว่าตั้งแต่๒๔๗๕ จนถึง ๒๔๙๕ ซึ่งมีกฎหมายทั้งคู่นี้อยู่ สถาบันกษัตริย์ยุคนั้นไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง เรียกว่าไม่มีอำนาจใดๆเลยแถมยังในหลวงสองพระองค์ประทับอยู่ในประเทศไทยไม่กี่ปี....ม.๑๑๒นั้นถูกใช้งานจริงหรือเก็บไว้ใช้งานเพื่อปกป้องใครครับ...

ผมตอบแทนให้ว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ยังไงครับ...

แล้วใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่อยู่ในตำแหน่งในยุคนั้น นานที่สุดและมีส่วนร่วมได้รับการยกย่องจากนักกฎหมายยุคหลังมากมายว่า มีบทบาทที่เป็นคุณอนันต์ยิ่งในการปรับปรุงระบบกฏหมายไทยยุครอยต่อให้เป็นไปแบบสากล...คำตอบคือ ปรีดี พนมยงค์.....

ไม่ทราบอ่านแล้วเข้าใจตามผมทันไหม....

ดังนั้น..การเป็นอยู่คือของกฎหมายหมิ่นที่ตกทอดมาให้นักกฏหมายรุ่นปัจจุบันเขามาคุ้ยแคะแกะเกา จะเอาไปกระทบกระเทียบหรือดึงสถาบันลงมาเป็นคู่พิพาทกับนักหมิ่นฯจัดตั้งทั้งหลายนั้น...จะโทษใคร จะโทษเจ้า โทษคณะรัฐประหาร อะไรอย่างกลุ่มอาจารย์เด็กๆเขาว่ากันมานั้น มันเกาไม่ถูกที่คันครับผม..

ก่อนปี๔๘นั้นมีคดีหมิ่นเกิดขึ้นเฉลี่ยประมาณสิบคดีต่อปี....แต่จากปี๔๘ถึง๕๒นั้นมีคดีเกิดขึ้นถึง๕๔๒คดี.....เอาไปนอนคิดถึงความหลังเล่นๆนะครับว่า ช่วงหลังที่คดีมันพุ่งขึ้นเป็นสิบเท่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทางกฏหมายอะไรหรือ ที่ทำให้มีคนต้องให้ทุนสร้างกลุ่มคนแอนตี้เจ้า ไม่เอาคดีหมื่นออกมาอาละวาดทุกระดับตั้งแต่ไพร่ยันนักวิชาการในมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านั้นสองสามปีทำไมไม่เกิด

ผมเองนั้นรวบรวมเหตุการณ์ทั้งช่วงหลัง๒๔๗๕ และเหตุการณ์ปัจจุบันมาคาดเดาดู พอจะได้เบาะแสว่า

ไม่มีอะไรในกอไผ่มากกว่าการที่นักการเมืองไทยคณะใดคณะหนึ่งพยายามจะใช้ประโยชน์ทางการเมืองจากกฏหมายหมิ่น และ กฏหมายรัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์

ยุคหลัง๒๔๗๕นั้นเนียนโคตรครับสุดยอดวิทยายุทธของคนที่ไม่มีกำลังทหารในมือมีแต่สส.ในสภาที่ใช้บาลานซ์เพาเวอร์กับคณะทหารที่เป็นฝ่ายตรงข้ามในคณะราษฏรได้..ด้วยการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรีดีไม่ได้ตำแหน่งนี้เป็นอาวุธสำคัญใช้คานจอมพลป.ไว้ ผมว่าจอมพลป.อาจนำไทยเข้าข้างอักษะเต็มตัวและแพ้สงครามโลกครั้งที่๒ตามญี่ปุ่นไปแล้ว ซึ่งผลก็คือ แผ่นดินอาจโดนมหาอำนาจเชือดไปเหลือแต่ภาคกลาง และปัจจุบันคงปกครองกันแบบลาวและญวน....ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่แง่เดียวนะครับ

ส่วนยุคนี้....ยังไงก็ไม่เนียนครับ เพราะต้นเรื่องแผลเก่ามันเยอะไปลึกเกินไป วิธีการมันหยาบและย่ำยีเกินไป

ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ทั้งสองยุคนั้นไม่แตกต่างกันหรอกครับ คือยินดีปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ๕๐มาตรา๘ และบทบัญญัติที่มีความหมายเดียวกันในรัฐธรรมนูญ๒๔๗๕.......

อ้อ...สำหรับองค์คณะที่จะกล่าวโทษแจ้งความ เปิดกว้างไว้แบบเดิมก็ดีแล้วนี่ครับ ยังไงพนักงานสอบสวนและอัยการก็ต้องสอบคดีก่อนอยู่ดี ว่า การกระทำที่ทำมันหมิ่นหรือไม่ และกระทำโดยมีเจตนาหมิ่นหรือไม่ ต้องครบสององค์ประกอบ ศาลถึงจะลงโทษนะครับ

ถ้าให้สำนักราชเลขาร้องทุกขืกล่าวโทษ ก็จะเป็นประเด็น สถาบันเจ้ากดดันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เข้าทางปืนอีกกระบอกทันที

ผมถึงว่า...กลุ่มนี้เสนอมายังไงก็ไม่เนียนไงครับ......เทียบไม่ได้เลยกับฝีมือระดับปรีดี..ในแง่การพยายามใช้ประโยชน์ทางการเมืองจากกฏหมายชุดนี้....

Schopenhauer wrote:“112”

[quote=Schopenhauer][b][u]“112” กับมายาคติ !!! [/b][/u]“

บ่ายวานนี้ ได้ฟัง “เสวนา 112” ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านอินเตอร์เน็ท,
นี่คือโลกแห่งการรับรู้ ในยุค Social media- Social network

ต้องขอบคุณ ในความหาญกล้าของ อ.คณะนิติศาสตร์ มธ. “กลุ่มนิติราษฎร”
นับว่า นี่เป็นก้าวสำคัญหนึ่งของประชาธิปไตยไทย
ข้อสรุปบนเวทีเสวนา คือ “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย มาตรา 112 รวม 7 ข้อ”

อ.สมศักดิ์ฯ ได้แสดงทัศนะไว้อย่างชัดเจนที่สุดว่า[b] “ไม่ใช่เพียง ม.112 เท่านั้นที่จะต้องแก้ไข
แต่ต้องรวมไปถึง บริบทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ทำให้เกิดอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน,
(คือต้องแก้ - สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ของสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส)[/b]
ถ้าเป็นอย่างที่ อ.สมศักดิ์ฯ เสนอมา – งานนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แน่

[b]แต่ที่ผมสะดุดใจ คือ คำพูดของ อ.ปิยะบุตรฯ (ที่พูดในช่วงท้าย) ว่า
[u]“ทำไมนักวิชาการ ถึงไม่ออกมาช่วยกัน ในเรื่องนี้...”
“ทำไมปล่อยให้พวกเราทำอยู่กลุ่มเดียว – พวกท่านย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร
...ทำไมไม่ออกมาช่วยกัน...”

เป็นเสียงของนักวิชาการ ที่เรียกร้องไปถึง “ผู้คน” ที่อยู่ในฐานะเดียวกัน
ให้ออกมาช่วยกันทำงานเพื่อสังคม!!![/b][/u]

ประเด็นนี้สำคัญมาก - ถ้ามองให้ลึกลงไป ถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังของ “ผู้คน-นักวิชาการ”
ที่ยัง “ไม่กล้าเข้าร่วม” กับฝ่ายประชาธิปไตย

เรื่องนี้ต้องมองไปถึง “คติพราหมณ์” ที่สร้างวรรณะ 4 ขึ้นมา ( 2 วรรณะแรก เกิดขึ้นจากชาวอารยัน
ที่อพยพเข้ามาในอินเดีย - เมื่อรบชนะชาวอินเดียพื้นเมืองที่มีผิวดำแล้ว ก็ลดฐานะพวกผิวดำเป็นคนวรรณต่ำ
พวกผิวขาวเป็นพวกวรรณะสูง,)

กาลต่อมา, วรรณะถูกแบ่งดัวยการดำรงชีวิตของมนุษย์ - วรรณะกษัตริย์ คือ ผู้ปกครอง และทหาร
วรรณะแพศย์ คือ พ่อค้า ผู้ประกอบอาชีพเกษตร, วรรณะศูทร คือ ผู้ขายแรงงาน, คนรับใช้
วรรณะพราหมณ์มีหน้าที่สั่งสอนวิทยาการ, ให้การศึกษาผู้คน

พราหมณ์ ได้ยกฐานะตนเองให้อยู่เหนือกว่าวรรณะอื่น อย่างถาวร ด้วยการอ้างความเป็น “ผู้แทนของเทพเจ้า”
เป็นผู้ทำพิธีศักดิ์สิทธิ์, เป็นผู้มอบสภาวะความเป็นเทพเจ้า ให้กับ “กษัตริย์” – จนผู้คนก็ไม่กล้าโต้เถียง
และเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น (ซึ่งความเป็นเทพ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานะของกษัตริย์ในยุคราชาธิปไตย)
นั่นคือ ความฉลาดของพราหมณ์

ทั้งยังบัญญัติไว้ในศาสนา (พราหมณ์ฮินดู) ว่าวรรณะเกิดมาจากพระพรหม, วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากของพระพรหม
วรรณะกษัตริย์เกิดจากแขนของพระพรหม, วรรณะแพศย์เกิดจากขาของพระพรหม, วรรณะศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหม
ตั้งแต่บัดนั้น “วรรณะจึงเป็นเรื่องจริงจัง เป็นเรื่องถาวร ที่ไม่อาจมีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

จากระบบวรรณะในอินเดีย ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็น “ระบอบศักดินา” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น (พระบรมไตรโลกนาถ)
วันนี้ประเทศไทย-ระบอบศักดินา เปลี่ยนมาเป็นระบอบ “ข้าราชการ”
[b]วรรณะพราหมณ์ ก็คือ “นักวิชาการ-ครูบาอาจารย์-ตุลาการ” – - ที่จิตวิญญาณตกทอดกันมา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง[/b]

[b]อ.สมศักดิ์ฯ และฝ่ายประชาธิปไตย เจอกับศึกใหญ่แน่ - ลำพังแค่ 112 ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง
แต่จิตวิญญาณของ 112 ที่อยู่ในหัวใจของผู้คน ที่สืบต่อ ๆ กันมา นั่นล่ะ “112 ตัวจริง !!!"[/b][/quote]

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ

กรรณิกาเห็นว่ามาตรา 112 มีรากฐานมาจากขนบธรรมเนียมของชาวอินเดีย
เป็นการลงโทษระดับสูงระดับเดียวกับ ...เทวดาพลี...
เราต้องปรับความคิดในเรื่องความต่างของวรรณะเทวดาให้เหลือแคบที่สุด
ปรับให้เทวดาเป็นผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย เวียนว่ายต่ายเกิดด้วยกันกับมนุษย์เสียก่อน
ปรับความคิดนี้ได้แล้ว จึงมาปรับลดอัตราโทษมาตรา112 ให้ใกล้เคียงกับโทษหมิ่นประมาทประชาชน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนหมิ่นประชาชนมีโทษขั้นต้นปรับสามหมื่นหรือจำคุกสามเดือนต่อวาระการกระทำหมิ่นประมาทต่อปี สูงสุดปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือจำคุกไม่เกินสามปีต่อวาระฯ
แต่หากการหมิ่นประมุขก็ปรับสูงขึ้นให้โทษปรับขั้นต้นเป็นสามแสนบาทหรือจำคุกสามปีต่อวาระการกระทำหมิ่นฯต่อปี
สูงสุดปรับสามล้านบาทหือจำคุกไม่เกินหกปีเป็นโทษสูงสุด
ถ้าสามารถคำนวณอัตรามั่นคงได้ก่อน ก็ทำให้การยกเลิกมาตรา112 เป็นเหตุผลมากขึ้น
โดยนับมาอยู่ในมาตราหมิ่นประมาทปกติทั่วไป
หากอยากจะอ้อยอิ่งเก็บมาตรา112ไว้ขู่ประชาชนอีกสิบปีก็ทำไป แต่ไม่ควรดูดายในเรื่องโทษที่สูงจนไร้เหตุผลไร้สาระ

ขอย้อนเรื่องไร้สาระของศาสนาพราหมณ์ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครูได้เปลี่ยนแปลงคือเรื่อง เทวดาพลี
พลีกรรม คือการบวงสรวงบูชา เพื่อขอบคุณบ้าง ขอโทษบ้าง ฯลฯ พิธีพลีกรรมมี 5 แบบ

ญาติพลี
อติถิพลี
เปรตพลี
ราชพลี
เทวดาพลี

การพลีแบ่งเป็น ธรรมพลี และอามิสพลี

ในเรื่องเทวดาพลีในศาสนาพราหมณ์นั้น บางพิธีพลีโดยการทำร้ายสัตว์ ฆ่าสัตว์และมนุษย์
บางครั้งพระราชาฆ่าคนเพื่อพลีกรรมต่อเทวดา
พระพุทธเจ้าเห็นว่าไม่เป็นสาระ เนื่องจากไม่ได้เป็นการกระทำดี จึงเปลี่ยนมาเป็นสาระในการให้ทานแก่คนยากจน ช่วยเหลือสมณะชีพรหมณ์ โดยละเว้นการทำบาปแล้วแผ่ส่วนบุญให้เทวดาเป็นการปรับเข้าหาเหตุผลที่ในทางที่ถูกที่ชอบ

อีกเรื่องมีเขียนบันทึกไว้ในหนังสือชาวพุทธว่า
พระพุทธเจ้าทรงมิให้เชื่อเรื่องผีและเทวดา
แต่ให้มนุษย์ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ไม่มัวเมา ไม่สร้างศัตรู ไม่หลบหลู่คุณงามความดีของธรรมะ
แต่พระองค์สอนให้เกรงความชั่วเกี่ยวกับการกระทำของตนเองไม่ฝากชีวิตไว้กับสิ่งเหลงใหล
ไม่บูชาเทวรูปใดๆ ไม่ตั้งศาลเตี้ย ไม่ตั้งพระภูมิเจ้าที่ใดๆ
ให้ชาวพุทธเป็นพระภูมิในตัวเอง ให้สวดมนต์รักษาธรรมไว้ในจิต
คิดถูกคิดชอบ ประพฤติถูกประพฤติชอบได้แล้ว
ไม่ต้องมีศาลเตี้ย
ไม่ต้องมีพระภูมิเจ้าที่
ไม่ต้องมี...มาตรา 112

ฉะนี้แล ฯ

บางกอก

[quote=บางกอก]
แล้วใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่อยู่ในตำแหน่งในยุคนั้น [b]นานที่สุด[/b]และมีส่วนร่วมได้รับการยกย่องจากนักกฎหมายยุคหลังมากมายว่า มีบทบาทที่เป็นคุณอนันต์ยิ่งในการปรับปรุงระบบกฏหมายไทยยุครอยต่อให้เป็นไปแบบสากล...คำตอบคือ ปรีดี พนมยงค์.....
[/quote]

งี่เง่าฉิบหายเลยว่ะ จะเขียนอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็เช็คข้อมูลเสียก่อนสิ(โว้ย) ไม่รู้ข้อมูลแล้วดัดจริตมาโชว์ความโง่บัดซบ

ปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนแค่ 2484-2488 (4 ปี)

อาทิตย์ ทิพอาภา เป็นผู้สำเร็จราชการ (เป็นประธานคณะผู้สำเร็จ) 2478-2487 (9ปี มากกว่าปรีดี 5 ปี)
เจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน เป็นผู้สำเร็จราชการ 2478-2485 (7 ปี มากกว่าปรีดี 3 ปี)
เจ้าพระยายมราช เป็นผู้สำเร็จราชการ 2478-2481 (3 ปี ไม่ห่างจากปรีดีนัก)

ในความเห็นของผม

ในความเห็นของผม เรื่องกฎหมายหมิ่นประมุข ควรจะ
- เลิกเลย ให้ใช้ กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปเท่านั้น

แต่หากจะต้องการเสนออะไรแทนจริงๆ ผมชอบ (prefer) ที่จะ
- ใช้ร่างของนิติราษฎร์ แต่แก้ไข ดังนี้
(ก) ลดโทษหมิ่นประมุขสูงสุดจาก 3 ปีเหลือ 2 ปี และ
(ข) ยกเลิกโทษเกี่ยวกับบุคคลอื่น (ราชินี รัชทายาท) เพราะไม่ได้เป็นประมุข

และ ควรเสนอให้ยกเลิกเรื่องอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย (จาก รธน. มาตรา 8 ถึง การประชาสัมพันธ์ด้านเดียว, การอบรมบ่มเพาะ ฯลฯ - อะไรคล้ายๆกับที่ผมเสนอใน 8 ข้อ)

ก่อนปี๔๘นั้นมีคดีหมิ่นเกิดขึ้

ก่อนปี๔๘นั้นมีคดีหมิ่นเกิดขึ้นเฉลี่ยประมาณสิบคดีต่อปี....แต่จากปี๔๘ถึง๕๒นั้นมีคดีเกิดขึ้นถึง๕๔๒คดี.....เอาไปนอนคิดถึงความหลังเล่นๆนะครับว่า ช่วงหลังที่คดีมันพุ่งขึ้นเป็นสิบเท่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทางกฏหมายอะไรหรือ ที่ทำให้มีคนต้องให้ทุนสร้างกลุ่มคนแอนตี้เจ้า ไม่เอาคดีหมื่นออกมาอาละวาดทุกระดับตั้งแต่ไพร่ยันนักวิชาการในมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านั้นสองสามปีทำไมไม่เกิด

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ขออณุญาตเห็นแย้งคุณ บางกอก หน่อยน่ะครับ
ถ้าจะเปรัยบเทียบแล้ว ผมคงแค่หนึ่งในหลายล้านส่วนเสี้ยวความรู้ทางการเมืองและประวัติศาสตร์ไทยของท่าน
จึงขอโทษที่อาจเอื้อมแสดงความเห็นครั้งนี้ด้วย

จากข้อความที่ตัดมาจากข้างบนของท่าน
ผมมีคำถามเดียวครับ คือ

คดีที่เกิดเพิ่มขึ้นมาหลายร้อยคดีนั้น
เคยนอนคิดและไตร่ตรองบ้างไหมครับว่า

เกิดจากอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยให้เกิด
(ผลเกิดจากเหตุ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ จะแก้ผลให้สัมฤทธิ์ ให้แก้ที่เหตุ)

แต่ละคดี หมิ่นจริง หมิ่นปลอม เจตนา หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ไม่ต้องนับรวมไปถึงการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดหรอกครับ
โลกรับรู้หมดแล้ว

กฎหมายไทย มีผลบังคับใช้กับคนบางจำพวกเท่านั้น อีกจำพวก (พวกกู) หมิ่นเท่าไหร่ก็ได้

เท่าที่ผมเดินทางและใช้ชีวิตมาเกือบรอบโลก

ผมเพิ่งเห็นเมืองไทยนี่แหละที่ประชาชนเกลียดนักการเมืองเข้ากระดูกดำ ทั้งๆที่บอกตัวเองเป็นประชาธิปไตย

ใครสอนให้เกลียด ตัวแทนของตัวเอง (โดยไม่รู้ตัว)ครับ
น่าจะกลับไปนอนคิดมั่งน่ะครับ

คนอีกพวกหนึ่งจะหมิ่นขนาดไหนก็ไม่มีใครยื่นฟ้อง
คนอีกฟากหนึ่งแค่หายใจก็หมิ่นแล้ว

ใครครับที่จะปกป้องตัวเองจากการถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ถ้าไม่ใช่สำนักราชเลขา

อย่าเอาแต่ถกเถียงกันตะบี้ตะบัน ในการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ในโลกใบนี้ บทลงโทษ ไม่เคยทำให้อาชญากรรม หมดไปได้หรอก

ฆ่ายังไงก็ไม่มีวันหมด อย่าว่าแต่จับปรับ หรือจำคุกเลย

แก้ที่ต้นเหตุ ต่างหากที่จะเป็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง

ผมว่าถ้าพวกเราไม่ติดกรอบอะไรบางอย่าง พวกเราสามารถช่วยกันแก้ได้แน่นอน
ยกเว้น ไม่กล้า หรือเพราะมีกรอบบังคับอยู่

ผมค่อนข้างมั่นใจครับว่า คนไทย มีไม่กี่เปอร์เว็นต์หรอกครับที่คิดล้มเจ้าจริงๆ

และผมค่อนข้างมั่นใจเกือบเต็มร้อยว่า ที่ทุกคนออกมาพูด แสดงความเห็นเรื่องนี้
เพราะต้องการปกป้องต่างหาก

บางกอก

[quote=บางกอก]นั่งเสวนากันมาทั้งวัน ตรรกะพินาศเอาตอนจบ ข้อเสนอประเด็นที่๗นี่เองครับ...

หากเจตนาจะป้องกันการใช้กฏหมายหมิ่นมากลั่นแกล้งกัน หรือใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง...ทำไมต้องโยนอุจาระมาให้ สำนักราชเลขาเป็นผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ไม่ทราบครับ...

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านายตู่สส.พรรคเผาไทยพูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ

อิ อิ อิ ผมไม่ได้กล่าวหาว่ากลุ่มนี้เป็นผู้วางแผนนะครับ ชั้นยังไม่ถึงหรอก..

สรุปได้ว่า...ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฏร์ยังไม่เนียนครับ.......ยังจับเจตนาดั้งเดิมได้อยู่

กม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นมีที่มาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเคยแยกลำดับโทษผู้อื่นนอกจากกษัตริย์มาแล้วแต่คณะราษฏรตัดทิ้งไป

ส่วนเรื่องอัตราโทษนั้น ผมเห็นด้วยครับว่ามากไป เอาเต็มที่๗ปีไม่มีขั้นต่ำเหมือนสมัยเจ้าก็พอแล้ว...

ไอ้คนที่ถูกเลือกใช้ให้ไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาทำไมมันมีสิทธิเหนือนายมัน คือประชาชนผู้เลือกมันเข้าไปไม่ทราบ.....[/quote]

....ตัวอย่างเช่น สมมติว่านายตู่สส.พรรคเผาไทยพูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ..
ฮา ฮา อ้าปากเห็บหล่นเลยเจ๊ บาง ทำไมยกตัวอย่างได้ชั่วขนาดนี้ จะใส่ร้ายตรงๆคงจะอาย ขอแค่เฉียดๆหาเศษหาเลยก็เอาเน้อ ฮา ฮา ทำเนียนยกตัวอย่าง..แบบสุนัขๆ

ทำไมไม่ยกตัวอย่าง บางว่า...สมมติว่าเจ๊บางกอกปากปีจอพูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ...ม้างล่ะ หรือ

...สมมติว่าศาสดาลิ้ม-ลอง..พูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ..

หรือ...สมมติว่าอัปรีย์สิทธิ์ เตื้อก แห่งพรรคเผาไทย(เซ็นทรัลเวิลด์)พูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ...ม้าง...ล่ะเจ๊แช่ม

พอเจ๊พยายามจะตอแหลสาระที่เจ๊พยายามสื่อออกมามันก็ไร้ค่าหมดความหมาย...ฮา

ถ้าเจ๊จะฉลาดซักนิดยกตัวอย่างเป็น...สมมติว่านายก.พรรคปลาเผา..พูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ..อันนี้จะเข้าท่า และทำให้ข้อคิดเห็นเจ๊บางมีราคาขึ้นมาจมเลยนะ...อิอิอิอิอิอิ (ก๊ากก)

แก้อีกทีหรือ...สมมติว่าอัปรีย

แก้อีกทีหรือ...สมมติว่าอัปรีย์สิทธิ์ เตื้อก แห่งพรรคเผาไทย(เซ็นทรัลเวิลด์)พูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ...ม้าง...ล่ะเจ๊บางกอก.

..(ไม่ใช่เจ๊แช่ม...เจ๊แช่มไม่เกี่ยว..เดี๋ยวมาโกรธแก้ให้แล้วนะ อิอิอิอิ)

บางกอก

[quote=บางกอก]นั่งเสวนากันมาทั้งวัน ตรรกะพินาศเอาตอนจบ ข้อเสนอประเด็นที่๗นี่เองครับ...

หากเจตนาจะป้องกันการใช้กฏหมายหมิ่นมากลั่นแกล้งกัน หรือใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง...ทำไมต้องโยนอุจาระมาให้ สำนักราชเลขาเป็นผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ไม่ทราบครับ...

เสนออย่างนี้เท่ากับแกมบังคับให้สถาบันกษัตริย์โดยสำนักราชเลขา ต้องมาข้องเกี่ยวกับนักการเมืองและการเมืองโดยตรง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่านายตู่สส.พรรคเผาไทยพูดปลุกม็อบเป็นเชิงหมิ่นเจ้าล้มเจ้า สื่อลงข่าวทุกสื่อ

สำนักราชเลขาก็ถูกประชาชนร้องเรียนให้ต้องกล่าวโทษร้องทุกข์.......หากไม่ทำโดนประชาชนด่าหรือเอาเรื่องว่าละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย

อย่างนี้แปลว่าหน่วยงานของสถาบันเจ้าต้องกล่าวโทษนักการเมือง ลงมายุ่งเกี่ยวกับนักการเมืองพรรคการเมือง เข้าทางปืนกลุ่มผู้วางแผนแก้กฎหมายไปเลย...

อิ อิ อิ ผมไม่ได้กล่าวหาว่ากลุ่มนี้เป็นผู้วางแผนนะครับ ชั้นยังไม่ถึงหรอก..

สรุปได้ว่า...ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฏร์ยังไม่เนียนครับ.......ยังจับเจตนาดั้งเดิมได้อยู่

กม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นมีที่มาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเคยแยกลำดับโทษผู้อื่นนอกจากกษัตริย์มาแล้วแต่คณะราษฏรตัดทิ้งไป

ส่วนเรื่องอัตราโทษนั้น ผมเห็นด้วยครับว่ามากไป เอาเต็มที่๗ปีไม่มีขั้นต่ำเหมือนสมัยเจ้าก็พอแล้ว...

ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา๘ นั้น เป็นฐานในการอธิบายว่าเหตุใดโทษของการหมิ่นกษัตริย์จึงหนักกว่าบุคคลธรรมดา เพราะมีแต่กษัตริย์เท่านั้นที่มีฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้ ฟ้องร้องมิได้ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ.......มาเกือบแปดสิบปีแล้วคู่กับกม.อาญามาตรา๑๑๒นั้นแหละ

อ้อ...อย่าลืมเมาท์กันต่อเรื่องสิทธิพิเศษของนักการเมืองในสภาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า ระหว่างประชุมทำผิดตำรวจจับไม่ได้ ต้องขออนุมัติสภาก่อน....ไอ้เรื่องนี้ก็ประเด็นสิทธิเหนือบุคคลทั่วไปผิดหลักการประชาธิปไตยเหมือนกัน

ไอ้คนที่ถูกเลือกใช้ให้ไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาทำไมมันมีสิทธิเหนือนายมัน คือประชาชนผู้เลือกมันเข้าไปไม่ทราบ.....[/quote]

เราว่าคุณบางกอกเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างนะคะ โดยเฉพาะประโยคนี้ "สำนักราชเลขาก็ถูกประชาชนร้องเรียนให้ต้องกล่าวโทษร้องทุกข์.......หากไม่ทำโดนประชาชนด่าหรือเอาเรื่องว่าละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย" เราคิดว่าสำหรับสำนักราชเลขาฯ ในที่นี้ อยู่ในสถานะเหมือนบุคคลธรรมดาที่ฟ้องหมิ่นประมาทอ่ะค่ะ

อธิบายง่ายๆ คือ สมมติว่าดิฉันกล่าวหมิ่นประมาทคุณต่อบุคคลที่สาม คนที่จะตัดสินใจว่าจะแจ้งความฟ้องร้องให้มีการดำเนินคดีคือคุณ...คนเดียว คุณจะฟ้องหรือไม่ฟ้องขึ้นอยู่กับวิจารณญานของคุณ เพื่อนคุณ พี่น้องคุณย่อมต้องเคารพในการตัดสินใจของคุณ ถูกต้องมั้ยคะ? และคงไม่มีใครที่จะมาด่าหรือกดดันคุณได้ว่าคุณละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะการแจ้งความในคดีหมิ่นประมาทไม่ใช่ "หน้าที่" ค่ะ

เบื่อพวกที่พยายาม หลอกลวง ว่า

เบื่อพวกที่พยายาม หลอกลวง ว่า ม112 สถาบันไม่ได้ประโยชน์

แต่ดันไม่ยอมให้แก้ หรือ เลิก

เบื่อกับการที่จะมีคนที่ยอมรับแต่สิ่งดี มีประโยชน์กับตัวเอง

แต่ไม่ยอมรับผิดชอบอะไรเลย รวมถึงความไม่ดี ไม่ถูกต้องของตนเอง

ก็ห้ามคนอื่นพูดถึง หรือ หยิบยกขึ้นมา

เบื่อโว้ย

บางกอก

[quote=บางกอก]
อ้อ...อย่าลืมเมาท์กันต่อเรื่องสิทธิพิเศษของนักการเมืองในสภาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า ระหว่างประชุมทำผิดตำรวจจับไม่ได้ ต้องขออนุมัติสภาก่อน....ไอ้เรื่องนี้ก็ประเด็นสิทธิเหนือบุคคลทั่วไปผิดหลักการประชาธิปไตยเหมือนกัน

ไอ้คนที่ถูกเลือกใช้ให้ไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาทำไมมันมีสิทธิเหนือนายมัน คือประชาชนผู้เลือกมันเข้าไปไม่ทราบ.....[/quote]

ผมเข้าใจว่า .. พวก สส.ไม่ได้สิทธิถาวรน่ะครับ .. สส. ในสภามีสิทธิโหวตงดเว้นการให้สิทธิ สส.ผู้นั้นได้หากอยุ่ในสมัยประชุม และที่สำคัญ สส.ยังเกาะเกี่ยวกับ ..ปชช. เรามีสิทธิ ด่า สส. วิจารณ์อย่างรุนแรงได้ ..

อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับ ม.112 เลยครับ มันคนละเรื่องกัน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]ในความเห็นของผม เรื่องกฎหมายหมิ่นประมุข ควรจะ
- เลิกเลย ให้ใช้ กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปเท่านั้น

แต่หากจะต้องการเสนออะไรแทนจริงๆ ผมชอบ (prefer) ที่จะ
- ใช้ร่างของนิติราษฎร์ แต่แก้ไข ดังนี้
(ก) ลดโทษหมิ่นประมุขสูงสุดจาก 3 ปีเหลือ 2 ปี และ
(ข) ยกเลิกโทษเกี่ยวกับบุคคลอื่น (ราชินี รัชทายาท) เพราะไม่ได้เป็นประมุข

และ ควรเสนอให้ยกเลิกเรื่องอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย (จาก รธน. มาตรา 8 ถึง การประชาสัมพันธ์ด้านเดียว, การอบรมบ่มเพาะ ฯลฯ - อะไรคล้ายๆกับที่ผมเสนอใน 8 ข้อ)[/quote]

แต่ผมเห็นด้วยกับความคิดของ อ.ปิยบุตร นี้มากเลยครับ ที่ว่า
"คนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบคือเหลือแค่โทษปรับ"

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล][quote=บางกอก]
แล้วใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่อยู่ในตำแหน่งในยุคนั้น [b]นานที่สุด[/b]และมีส่วนร่วมได้รับการยกย่องจากนักกฎหมายยุคหลังมากมายว่า มีบทบาทที่เป็นคุณอนันต์ยิ่งในการปรับปรุงระบบกฏหมายไทยยุครอยต่อให้เป็นไปแบบสากล...คำตอบคือ ปรีดี พนมยงค์.....
[/quote]

งี่เง่าฉิบหายเลยว่ะ จะเขียนอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็เช็คข้อมูลเสียก่อนสิ(โว้ย) ไม่รู้ข้อมูลแล้วดัดจริตมาโชว์ความโง่บัดซบ

ปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนแค่ 2484-2488 (4 ปี)

อาทิตย์ ทิพอาภา เป็นผู้สำเร็จราชการ (เป็นประธานคณะผู้สำเร็จ) 2478-2487 (9ปี มากกว่าปรีดี 5 ปี)
เจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน เป็นผู้สำเร็จราชการ 2478-2485 (7 ปี มากกว่าปรีดี 3 ปี)
เจ้าพระยายมราช เป็นผู้สำเร็จราชการ 2478-2481 (3 ปี ไม่ห่างจากปรีดีนัก)[/quote]

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องอายุการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จของปรีดี ผมต้องขอบคุณสมศักดิ์เจียมที่ช่วยแก้ไขให้ถูกต้องครับ

แต่ประเด็นอื่นเกี่ยวกับการใช้สภาตั้งให้ทันทีที่โดนปลดจากรัฐมนตรีและใช้ตำแหน่งผู้สำเร็จฯและกม.ป้องกันทั้งหลายไปใช้ทำกิจกรรมทางการเมือง ที่ขัดแย้งกับนโยบายรัฐบาลยุคนั้น จะหาใครทำได้เนียนเท่าปรีดีไม่มีอีกแล้วครับ

ที่สำคัญคือ ปรีดีแกเนียนได้เช่นนี้ตั้งแต่อายุ๔๑ปี เด็กกว่าสมศักดิ์เจียมปัจจุบันอีกครับ...

และหากถนัดแต่ใช้วาจาถ่อยสถุลอย่างสมศักดิ์เจียม...ปรีดีคงไม่มีโอกาสมีอายุถึง๔๑ปีในสังคมไทยยุคนั้น ....

...เมื่อกระผมประชาชนตัวน้อยๆด

...เมื่อกระผมประชาชนตัวน้อยๆด้อยวาสนาไร้ซึ่งอำนาจผลประโยชน์ใดๆในประเทศแลโลกามีเพียงจิตใจที่อยากเห็นบ้านเมืองเราอยู่กันอย่างสมดุลยึดหลักวิถีแห่งพุทธสร้างสังคมการปกครองอย่างเป็นธรรมได้สักวันหนึ่ง.กระผมเห็นด้วยกับนักคิด
นกปกครองนักการเมืองหัวก้าวหน้าที่มิอิงแอบอ้างแย่งเอาผลประโยชน์ของชาติแลประชาชนมาเป็นของตนเองพวกตนเอง
พวกพ้องวงศ์ว่านเครือเช่นที่ผ่านมาและเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้...กฏหมายที่ล้าสมัยเก่าคร่ำครึรากเหง้ามาจากคณะรัฐประหาร
ควรสังคายนากันใหม่หมดดีกว่าอย่าคิดรักษาฐานอำนาจของพวกท่านอยู่อีกเลยเสียสละวันนี้ย่อมเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล
มิใช่หรือจักตายไปกี่ชาติประชาชนทุกคนก็ยังกล่าวถึงอย่างเต็มปากเต็มคำอยู่ร่ำไป...มาตรา112ควรแยกแยะประเด็นการลงโทษตามที่คณะนิติราษฏร์เสนอเพื่อความเป็นธรรม ยุติธรรมในสังคมแห่งนี้มิใช่เป็นอย่างกระทำกันอย่างมันมือ..มัน...
..มันไร้สมองต่อมแห่งความยุติธรรมแล้วสังคมนี้จะหาความสงบสุขได้อย่างใดเล่าสู่เจ้าเอย...โลกนี้คือสิ่งสมมุตินะจ๊ะสิบอก
ไฮ้..ฮิๆๆๆเอื๊อกๆๆ....กลั้นกรองจากหยดเลือดหยาดน้ำตาของชาวประชาผู้สูญเสียอภิสิทธิ์สุเทพแลพวกพ้องยืนมองดูอย่างไร้ค่าอนิจจาสักวาหากดินมิกลบหน้าชาวประชาคงได้เห็นกัน..กรรมติดจรวดในเร็ววันนี้...เมื่อไร้ซึ่งอำนาจดาบนั้นคืนสนอง.

ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง

ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ย่อมยอมรับฟังเสียงวิพากวิจารณ์ได้

แต่ผู้ยิ่งใหญ่สไตล์ ฮิตเลอร์ ไม่สามารถทำเช่นนั้น

คนที่ดีจริง ย่อมไม่ทำร้ายผู้อื่นเพียงเพราะคำวิพากวิจารณ์ตน

แต่พวกเผด็จการบ้าอำนาจ ไม่อาจทนแม้เพียงการไม่แสดงความเคารพ

ผู้ปกครองที่ดี ย่อมดูแลทุกข์สุขปวงประชา

ผู้ปกครองที่เลว เสวยสุขจากการเบียดเบียนราษฎร์

ผู้ปกครองที่เลวกว่า มั่งคั่งขณะราษฎร์ส่วนใหญ่ยังยากจน

ผู้ปกครองที่เลวที่สุด พร้อมเข่นฆ่าราษฎร์เพียงเพื่อประโยขน์ของตนเอง

สงสัยอย่างเดียว

[b]สงสัยอย่างเดียว พวกที่คิดล้มเจ้า (แต่หาได้มีความกล้าหาญ กล้ายอมรับการเรียกร้องของตัวเองตรงๆ ได้แต่แถไปแถมาจนซี่โครงบาน โหมะและ) (ฮา) มันคิดว่าที่พวกมันคิดมีคนไทยเอาด้วยกี่คน

ก็ลองเอาทรูหิด มาดูอีกทีนะ ลองเปรียบเทียบดูนะ!

ประชาไท หนังสือพิมพ์บนเว็บ
http://www.prachatai.com
UIP: 3,020, USS: 3,756, PV: 7,203
เทียบกับสมาชิกทั้งหมด (อันดับ 517) [ 22] > ข่าว-สื่อ > รวมข่าวออนไลน์
Keywords: ประชาไท,prachatai,prachathai,news,ข่าว,หนังสือพิมพ์

Traffic RatingPopularity RatingContent Rating 5.4
5.9
3.7
Average Visitor Time: 00:07:07

เพศ
ผู้ชาย 64.71%
ผู้หญิง 35.29%

การศีกษา
ประถม-ม.ต้น 43.13%
ม.ปลาย-ปวส. 40.2%
ป.ตรี 11.76%
> ป.ตรี 4.90%

เห็งมะ! พวกคนเนรคุณชาติอย่างพวกหัวหงอกนี่มันมีแนวร่วม แค่หลัก 3 พัน เศษๆ ต่อวัน

แล้วถ้ายิ่งไปเสิร์ชชื่อ นิติราษฎร์ ก็ยิ่งแล้ว วันๆ นอกจากเว็บมัสเตอร์เบชั่น (ฮ่าฮ่า) ก็มีผีห่าซาตาน กะ หนอนประจำรูชี้ไปดูอยู่ 2 - 3 คน โดยเสิร์ชในทรูหิด คอมฯ มันบอกไมรู้จักเว็บไซต์ชื่อนี้ว่ะ (กร๊ากกกกก)

สรุป พวกมึงจะฝันเปียกไปอีกกี่ชาติ คนไทยก็ต้อยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญฯ ก่อนดูหนังไปอีกหลายพันปี โดยที่พวกเมิง ทั้งหลายก็คงไปนอนเน่าอยู่ที่ไหนซักแห่งโดยไม่ได้มีคนจำพวกเมิงได้อีกเลย นับจากนี้ไปไม่เกิน 10 ป๊

เชื่อกรู (นะหงอกนะ) (ฮาฮาฮา)

ปล. ขนาด ขันธุ์ 5 เมิงยังเสือกว่า มีขันธุ์ 4 และ ขันธุ์ 6 แล้วเรื่องเจ้าๆ นายๆ อย่างนี้น่ะ เมิงจะรู้อะไรวะ!

อีก ปล. นึง ที่เมิงนะ บักหงอก ไปเขียนว่า "เราจะเชื่อได้อย่างไร? ว่าในหลวงเป็นคนที่ทำงานหนักอย่างมาก" (ไม่รู้เมิงจะจำข้อเขียนสตึแตก (สตึ นะ สระอึ ไม่ใช่ สติ) (อิอิอิ) ของมึงอันนีได้มะวะ) (ฮา) โหย! หงอก นี่สมองคนจบ ด๊อก คิด หรือนี่! กรูอ่านแล้วขำโค่ด[/b]

บางกอก

[quote=บางกอก]
แต่ประเด็นอื่นเกี่ยวกับการใช้สภาตั้งให้ทันทีที่โดนปลดจากรัฐมนตรีและใช้ตำแหน่งผู้สำเร็จฯและกม.ป้องกันทั้งหลายไปใช้ทำกิจกรรมทางการเมือง ที่ขัดแย้งกับนโยบายรัฐบาลยุคนั้น จะหาใครทำได้เนียนเท่าปรีดีไม่มีอีกแล้วครับ

ที่สำคัญคือ ปรีดีแกเนียนได้เช่นนี้ตั้งแต่อายุ๔๑ปี เด็กกว่าสมศักดิ์เจียมปัจจุบันอีกครับ...

และหากถนัดแต่ใช้วาจาถ่อยสถุลอย่างสมศักดิ์เจียม...ปรีดีคงไม่มีโอกาสมีอายุถึง๔๑ปีในสังคมไทยยุคนั้น ....[/quote]

ผิดอีกโว้ย(ครับ)

คนที่ "ใช้ให้สภาตั้งให้ [เป็นผู้สำเร็จฯ] ทันทีที่โดนปลดจากรัฐมนตรี.." ไมใช่ ปรีดี (โว้ย) แต่เป็น จอมพล ป. ดังนั้น ไม่เกียวกับ ปรีดี "เนียน" ได้เหนือกว่าใคร

คือเลิกดัดจริตทำเป็นรู้เรือ่งประวัติการเมืองไทย แล้วเอามาเป็นข้ออ้างในการโต้คนอื่นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯเถอะ แสดงให้เห็นความโง่ออกมามากกว่า

ปล. เรื่องปรีดี "เนียน" (ซึ่งผิดในกรณีทียกมาแต่แรก) อายุ 41 น้อยกว่าผมตอนนี้ เกี่ยวอะไรไม่ทราบ? ไม่ยกเรื่องปรีดี ปฏิวัติสมบูรณาญาฯ ตั้งแต่อายุ 32 มาเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ?

อย่างที่บอกว่า คิดจะดีเบตประวัติการเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน ก็หัดทำการบ้านบ้างสิ(โว้ย) ไมใช่มาโชว์โง่ แต่ "แอ๊กท่า" ว่ารู้

ได้เห็นที่คุณบางกอกมาตอบไว้แล

ได้เห็นที่คุณบางกอกมาตอบไว้แล้วทำให้ยิ่งมั่นใจว่าที่มองไว้ไม่ผิด

จากประโยคที่ว่า "ความรู้เรื่องการเมืองไทยของคุณกากะมือไม่พอเพียงที่จะวิเคราะห์ความละเอียดอ่อนของการนำปัญหากฏหมายหมิ่นฯมาขึ้นเวทีกันใหม่" ของคุณ เมื่อไปเทียบกับที่ท่านอื่นๆ มาตอบคุณไว้ก่อนผม นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคุณใช้วิธีการยกตนข่มท่านทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จริงแล้ว ยังมีเจตนาแค่มาป่วน อ้างเดชศักดาเข้าไถ

สรุปได้ว่าคุณก็คือลิ่วล้อของพวกเหลิงอำนาจที่ผมว่า ถูกส่งมาต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ประชาธิปไตย

กากะมือ

[quote=กากะมือ]ได้เห็นที่คุณบางกอกมาตอบไว้แล้วทำให้ยิ่งมั่นใจว่าที่มองไว้ไม่ผิด

จากประโยคที่ว่า "ความรู้เรื่องการเมืองไทยของคุณกากะมือไม่พอเพียงที่จะวิเคราะห์ความละเอียดอ่อนของการนำปัญหากฏหมายหมิ่นฯมาขึ้นเวทีกันใหม่" ของคุณ เมื่อไปเทียบกับที่ท่านอื่นๆ มาตอบคุณไว้ก่อนผม นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคุณใช้วิธีการยกตนข่มท่านทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จริงแล้ว ยังมีเจตนาแค่มาป่วน อ้างเดชศักดาเข้าไถ

สรุปได้ว่าคุณก็คือลิ่วล้อของพวกเหลิงอำนาจที่ผมว่า ถูกส่งมาต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ประชาธิปไตย[/quote]

นั่นแหละครับ คนประเภทนี้ ผมโคตรเบื่อเลย ตัวเองไม่รู้เรือ่งอะไร ชอบทำวางท่าราวกับว่า รู้ พูดจาใหญ่โต เรื่องปรีดีเป็นผู้สำเร็จนานสุดมังล่ะ ปรีดี เนียน เรืองตั้งตัวเอง เป็นผู่สำเร็จบ้างล่ะ

คือเรื่องพวกนี้นะ ใครที่มีความรู้เรื่องการเมืองไทยจริงๆ เขาไม่ปล่อยโง่ออกมาขนาดนี้หรอก

เรืองเขาเป็น "ลิ่วล้อ" หรือเปล่านี่ผมไม่ทราบ แต่เห็นมานานแล้วเรื่องวาดมาดเหมือนรู้ แต่ไม่รู้อะไรเลย รำคาญฉิบ..

I Pad wrote: ขี้เกียจยกมาอ่ะ

I Pad wrote:

ขี้เกียจยกมาอ่ะ เอาว่าเรื่อง สถิติที่ search จาก web ก็พอ

โทษที่น่ะคุณ I Pad

ความเข้าใจคุณคิดว่า คนไทย มีแค่ใน web ที่คุณอ้าง เหรอ

คนไทยเข้า Net ได้ กี่ %

และในจำนวนนั้น ถูก Block อีกเท่าไหร่

ไม่ต้องอธิบายต่อแล้วมั้ง

ผมไม่ใช่ไอ้หงอก หรอก

แต่แค่อยากจะปลุกให้คุณตื่นจาก ......... แค่นั้นเอง ว่ะ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล][quote=บางกอก]
แต่ประเด็นอื่นเกี่ยวกับการใช้สภาตั้งให้ทันทีที่โดนปลดจากรัฐมนตรีและใช้ตำแหน่งผู้สำเร็จฯและกม.ป้องกันทั้งหลายไปใช้ทำกิจกรรมทางการเมือง ที่ขัดแย้งกับนโยบายรัฐบาลยุคนั้น จะหาใครทำได้เนียนเท่าปรีดีไม่มีอีกแล้วครับ

ที่สำคัญคือ ปรีดีแกเนียนได้เช่นนี้ตั้งแต่อายุ๔๑ปี เด็กกว่าสมศักดิ์เจียมปัจจุบันอีกครับ...

และหากถนัดแต่ใช้วาจาถ่อยสถุลอย่างสมศักดิ์เจียม...ปรีดีคงไม่มีโอกาสมีอายุถึง๔๑ปีในสังคมไทยยุคนั้น ....[/quote]

ผิดอีกโว้ย(ครับ)

คนที่ "ใช้ให้สภาตั้งให้ [เป็นผู้สำเร็จฯ] ทันทีที่โดนปลดจากรัฐมนตรี.." ไมใช่ ปรีดี (โว้ย) แต่เป็น จอมพล ป. ดังนั้น ไม่เกียวกับ ปรีดี "เนียน" ได้เหนือกว่าใคร

คือเลิกดัดจริตทำเป็นรู้เรือ่งประวัติการเมืองไทย แล้วเอามาเป็นข้ออ้างในการโต้คนอื่นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯเถอะ แสดงให้เห็นความโง่ออกมามากกว่า

ปล. เรื่องปรีดี "เนียน" (ซึ่งผิดในกรณีทียกมาแต่แรก) อายุ 41 น้อยกว่าผมตอนนี้ เกี่ยวอะไรไม่ทราบ? ไม่ยกเรื่องปรีดี ปฏิวัติสมบูรณาญาฯ ตั้งแต่อายุ 32 มาเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ?

อย่างที่บอกว่า คิดจะดีเบตประวัติการเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน ก็หัดทำการบ้านบ้างสิ(โว้ย) ไมใช่มาโชว์โง่ แต่ "แอ๊กท่า" ว่ารู้[/quote]
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผมว่าควมารู้เรื่องการเมืองไทยในอดีตของสมศักดิ์เจียม กับ คุณกากะมือนี่ดูจะพอๆกันเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันได้...

รัฐธรรมนูญไทย๒๔๗๕ ที่ใช้อยู่ช่วงนั้น ไม่ได้ให้อำนาจนายกฯตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จอมพลป.แต่งตั้งปรีดีไม่ได้ครับ ต้องครม.เสนอและให้สภารับรอง.....ไปหารัฐธรรมนูญ๒๔๗๗อ่านดู

บรรยากาศในครม.ของจอมพลป.ยุคนั้น ไม่กี่วันก่อนญี่ปุ่นบุก ปรีดียังเป็นรัฐมนตรี จอมพลป.กำลังห้าวสุดๆเสนอที่ประชุมครม.ว่าจะออก พรบ.บรรดาศักด์ใหม่ พุดง่ายๆว่าให้คืนบรรดาศักดิ์เดิมที่ได้จากกษัตริย์ และรัฐบาลจะให้บรรดาศักด์ใหม่ไป.....บรรดาสมุนจอมพลต่างสนับสนุนกันอื้ออึง.........

ปรีดีและรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกคณะราษฏร์ดั้งเดิม ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลว่าข้ดเจตนารมณ์พื้นฐานคณะราษฏร และโหวตชนะมติครม.ยกเลิกกม.นี้ไป.........จอมพลป.นั้นถูกเปรียบเทียบว่า อยากทำตัวเป็นนโปเลียน จักรพรรดิที่อ้างพลังประชาชนตั้งตัวเอง

เรื่องสำคัญเช่นนี้ สื่อต่างๆยุคนั้นก็ลง สมาชิกสภาทั้งหลายก็ทราบ แถมอีกไม่กี่วันวันที่๘ธันวาญี่ปุ่นบุกไทยอีก.......

ปรีดีและพวกคนสนิททั้งหลายตกลงใจกันตั้งแต่ก่อนญี่ปุ่นบุกแล้วครับว่าจะตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นเข้าข้างตะวันตก ส่วนท่านจอมพลป.นั้นแต่แรกก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนต่อต้านรบกับญี่ปุ่น
พอญี่ปุ่นบุก...ท่านจอมพลกลับประกาศยอมเข้าข้างญี่ปุ่นแทบจะทันที เรื่องนี้ประชาชนทหารและนักการเมืองไทยยุคนั้นตำหนิก่นด่าจอมพลป.พอสมควรเพราะบิลท์อารมณ์ตามท่านผู้นำไม่ทัน......และทราบความจริงที่ว่า แกอยากเป็นอย่างนโปเลียน....เรียกได้ว่าภาพพจน์ตกต่ำเหมือนอภิสิทธิ์ยุคนี้

หลังญี่ปุ่นบุกไม่กี่วันก็สั่งให้ท่านจอมพลปลดปรีดีจากตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะรู้ว่าต่อต้านญี่ปุ่น

จอมพลป.นั้น ทราบดีอยู่กะตัวว่า ทั้งในสภา ทั้งในครม. ทั้งในจิตใจประชาชนไทยขณะนั้น ปรีดีมีบทบาทอิทธิพลเหนือตัวเอง การปลดไปเฉยๆสร้างปัญหาการเมืองภายในแน่นอน ดังนั้นต้องหาตำแหน่งรองรับที่เหมาะสม ซึ่งตอนนั้นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่างอยู่ เหลือพระองค์อาทิตยทิพอาภา ที่ยังทำงานได้และกลัวและเกรงใจจอมพลป.มาก ส่วนอีกท่านนั้นชราแล้วปลดออกได้

ส่วนปรีดีนั้นก็เข้าใจแนวคิดของจอมพลดี แถมยังเข้าใจอำนาจหน้าที่ของผู้สำเร็จราชการฯตามรัฐธรรมนูญ๒๔๗๕ และกฏหมายอาญาดีกว่าท่านจอมพล และสมศักดิ์เจียมเสียอีก เพราะร่างมากับมือ

ส่วนปรีดีนั้นในครม.ก็เหมือนกับสุเทพเทือกยุคนี้และครับ คืออิทธิพลภายในใหญ่กว่านายกที่อยู่ในขาลงพึ่งคว่ำกฏหมายบรรดาศักดิ์ใหม่มาหมาดๆ ในสภาซึ่งต้องรับรองการแต่งตั้งตามครม.เสนอก็เช่นกันสส.สายคณะราษฎรก็เข้มแข็งล็อบบี้ได้ ดั่งใจปรีดี...

การได้รับตำแหน่งนั้นเท่ากับพยัคฆ์ติดปีกไปในตัว เรียกได้ว่าสมประโยชน์อย่างยิ่งในการปฏิบัติภาระกิจหลักเพื่อชาติคือการต่อต้านญี่ปุ่น และภาระกิจของตำแหน่งนั้นคือรักษาสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข......ภาระกิจหลังนี้สมศักดิ์เจียมเคยเขียนไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดต่อสถาบันของปรีดีไว้ยาวใหญ่ ตัวเองคงยังจำได้นะครับ....

จอมพลป.ไม่ได้ตั้งปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร.๘ และไม่มีอำนาจแต่งตั้งนั้นตามรัฐธรรมนูญ
ผู้ตั้งนั้น อิ อิ อิ คือสถานะการณ์การเมืองยุคนั้นและด้วยการที่ปรีดีต้องการตำแหน่งนั้นด้วยเพื่อจะไปยื้อกับท่านจอมพลต่อไป .....ผมว่า ในใจท่านจอมพลไม่ได้อยากให้ตั้งหรอกครับ ออกจะจำใจปฏิเสธไม่ได้
มากว่า

อธิบายแค่นี้ ระดับอาจารย์ประวัติศาสตร์อย่างสมศักดิ์เจียม หรือ ชาวบ้านทั่วไปอย่างคุณกากะมือ คงพอเข้าใจแล้วนะครับว่า การเมืองไทยในอดีตนั้นมันซับซ้อนแค่ไหน

การฟังอาจารย์เป็นกูรูคนใดคนหนึ่งแล้วหลงเชื่อตามนั้นไปทั้งหมดนั้น มันไม่ใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาของอาจารย์ท่านนั้นนะครับที่เป็นปัญหา....ของศิษย์ด้วย

ผู้ที่สนใจประเด็นวิวาทะนี้ หาเอกสารเพิ่มเติมอ่านเอาเองได้ เช่น

คำฟ้องของปรืดีในคดีดำที่๔๒๒๖/๒๕๒๑ทีฟ้องนายรอง สยามานนท์ ศาตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์

คำให้การของพลตำรวจเอกหลวงอดุลย์ ฯคดีอาชญากรสงครามจอมพลป.

( หลวงอดุลย์นั้นแกเป็นเพื่อนซี้ปึกท่านจอมพลมาตั้งแต่เป็นนักเรียน และรับบทบาทมือขวาจัดการกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับและบรรดาเจ้าทั้งหลาย เป็นที่หวาดกลัวของฝ่ายตรงข้ามจอมพลในยุคนั้น....ด้วยความใกล้ชิดหลวงอดุลย์บรรยายความเปลี่ยนแปลงในแนวความคิดและพฤติกรรมจอมพลปฬได้ดีมาก และน่าเชื่อถือในทัศนะของผม เพราะหลวงอดุลย์ท่านเป็นคนตรงและเป็นอธิบดีตำรวจที่ตรงและยากจนที่สุดในประเทศไทย......คำให้การหลวงอดุลย์นี้ อ่านกันอย่างละเอียดจะทราบเหตุผลว่าทำไมตัวท่านแปรพักตร์จากฝ่ายจอมพลไปเป็นฝ่ายปรีดีและเสรีไทยและเหตุการณือื่นๆในยุคนั้นมากมาย...)

หรือถามหาเอกสารจากสมศักดิ์เจียมแกก็มีเก็บไว้เยอะแยะครับ ประเภทเอกสารมาก กาลามสูตรน้อยต้องคนนี้ครับ..อคติไม่ชอบเจ้าแกฝังลึกติดแน่นมาตั้งแต่วัยรุ่นยุค๖ตุลายันห้าสิบกว่า ไม่ได้มีพ้ฒนาการไปตามวัยตามประสบการณ์ในชีวิต อย่างปรกติมนุษย์ทั่วไป .........หรืออย่างไอคอนระดับปรีดียิ่งไม่ต้องไปเทียบกันเลยครับ

พิจารณาเรื่องเจ้าเรื่องเดียวก็ประเมินได้แล้วครับ....

ก้อดีแล้วนี่คับที่

ก้อดีแล้วนี่คับที่ อุดมการณ์ของ อ.สมศักดิ์ ไม่เคยเปลี่ยน

คุณเรียกพวกที่ทิ้งอุดมการณ์ตอนหนุ่ม หันไปหาเศษเนื้อที่เค้าป้อนให้ตอนแก่ ว่ามีพัฒนาการตามวัยหรอ

ที่บ้านคุณคงจะพัฒนากันมากเลยน๊ะ คุณบางกอก

คำพูดแค่นี้ของคุณ มันก้อ แสดงความ โง่ฉิบหาย ของคุณตามที่ อ.สมศักดิ์ บอกน่ะแหละ ถูกแล้ว

คนเค้าตาสว่างแล้ว จะเอาคำพูดโง่ๆของ นายบางกอก มาทำให้มองไม่ชัดก็คงไม่ได้แล้วน่ะคับ

สงสารเจ้าบางกอกจนบอกไม่ถูก

สงสารเจ้าบางกอกจนบอกไม่ถูก อิอิ
ทำตัวเป็นกูรู เอะอะก็ดูถูกคน ว่าอ่อนด้อยความรู้ ต้องกูเท่านั้นจึงรู้ดี ดูชื่อกูซิ “บางกอก”สถิตอยู่ประชาไทมาตั้งหลายปี ความรู้ไม่ได้ไหลเข้าสู่สมองเลย เพราะทำตัวเป็นน้ำที่เต็มแก้ว
ครั้นเจอคนรู้จริง ตัวจริงอย่างจารย์สมศักดิ์นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย บางกอกออกแต่ละหมัดเป็นวืด แถมยังโดนตบหัวเล่นเป็นการสอนกึ่งหยอกให้เป็นที่ขบขันของผู้ชม เขาเรียก “เสียมวย”

ส่วน I pad หรือไอ้เปรต เป็นมวยสถุนไม่มีราคา แค่ยามเฝ้าเต็น คอยจ้องมุดมุ้งเมียชาวบ้าน เจ้าของถุงยางใช้แล้วหลายๆใบที่ทิ้งไว้ในทำเนียบคราวก่อน ระดับปรมาจารย์อย่าง สมศักดิ์เจียมจึงไม่สนใจ ไม่ชายตา ไม่ให้ราคา แสดงว่าแย่ยิ่งกว่าบางกอกซะอีก อิอิ

I pad ถุงยางใช้แล้วเก็บด้วยนะ อย่าทิ้งไว้เป็นหลักฐานโชว์ศีลธรรมอันดีงามของพันธมาร อิอิ

เห็นไอ้แป้ด แสดงความถ่อย อดไม่ได้ที่จะต้องใช้จินตนาการด่ามัน คนงี้ถ่อยมาต้องถ่อยไป

ความเห็นของอาเจ่กปิยบุตรนี่โง

ความเห็นของอาเจ่กปิยบุตรนี่โง่เง่าจนบัดซบ พูดมาได้ว่าดาติดคุกเพราะถูกคนยุให้พูด พอเขาพูดก็เลยติด ก็ไอ้คนทีียุให้คนอื่นพูดก็คือพวกคิงกับศาสดาพวกคิงอย่างไอ้สมสัดเจียมนี่แหละ เที่ยวพูดว่าพูดได้ไม่มีผิด พูดไปเถอะพี่น้อง ผมนักวิชาการพูดได้พี่น้องก็พูดได้

ก็พวกคึงแหละทีุ่ยุให้เขาพูด พอเขาเชื่อคิงแล้วเืดือดร้อน ก็ไม่เ้ห็นคึิงช่วยอะไรเขา ดีแต่เอาเขาไปเคลื่อนไหวการเมืองล้มเจ้าของพวกคิง คนอย่างพวกคิงนี่โหดเหี้ยมเลือดเย็น ใช้คนเป็นบันไดเคลื่อนไหวการเมือง

ถ้าอยากล้มจริงก็ออกมาปราศรัยกลางสนามหลวงให้ชัด อย่าหดหัวในมหาลัย อย่าเป็นอีแอบใช้คนคุก้ศพคนตายขยายผลไปวัน ขี้ขลาดตาขาว หน้าด้านไร้ยางอาย คนอย่างพวกคิงคงดีใจที่ยุขึ้นแล้วมีคนติดคุก ยิ่งคนติดเยอะคิงจะได้เอาไปขยายเรื่องต่อไปฟรีๆ

ถ้าแน่จริงต้องติดเองโว้ย ไม่ใช่้ยุให้คนติด แล้วเอาเรื่องเขาไปโฆษณา

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล][quote=กากะมือ][/quote]

นั่นแหละครับ คนประเภทนี้ ผมโคตรเบื่อเลย ตัวเองไม่รู้เรือ่งอะไร ชอบทำวางท่าราวกับว่า รู้ พูดจาใหญ่โต เรื่องปรีดีเป็นผู้สำเร็จนานสุดมังล่ะ ปรีดี เนียน เรืองตั้งตัวเอง เป็นผู่สำเร็จบ้างล่ะ

คือเรื่องพวกนี้นะ ใครที่มีความรู้เรื่องการเมืองไทยจริงๆ เขาไม่ปล่อยโง่ออกมาขนาดนี้หรอก

เรืองเขาเป็น "ลิ่วล้อ" หรือเปล่านี่ผมไม่ทราบ แต่เห็นมานานแล้วเรื่องวาดมาดเหมือนรู้ แต่ไม่รู้อะไรเลย รำคาญฉิบ..[/quote]

ผมว่าใช่นะครับอาจารย์ (ยินดียกให้เป็นอาจารย์ในความหมายที่นายบางกอกแกพาดพิง คนเราจะอ่อนจะแก่ไม่สำคัญ ถ้าเขามีกึ๋นจริงก็ควรนับถือ ถ้าขี้ทื่อต้องโยนมันทิ้งไป ประเภทอยู่มานานสนิมเขรอะจะลับจะฝนอย่างไรก็ไม่มีทางผ่องใส)

ดูจากที่แกพยายามโยงไปถึงเรื่องปรีดี และแปลก ซึ่งความคิดที่ว่าปรีดีล้มเจ้ามักเป็นมิจฉาทิฏฐิของพวกลูกหลานคนใช้จ้าว หรือไม่ก็พวกอยากเป็นจ้าวคนนายคนผ่านทางอาชีพถือปืน

เพราะคนที่อ่านประวัติศาสตร์ลึกซึ้งจริงแล้วต้องเข้าใจว่าปรีดีมีลักษณะที่เรียกว่า "รักเจ้า" อยู่มาก จึงทำให้ไม่ยอมจับมือกับแปลกในบั้นปลาย

วิธีการแถไถที่นายบางกอกแกใช้น่าจะเป็นแบบไอ้เณรทำตามนายสั่ง

ผมกำลังรออ่าน

ผมกำลังรออ่าน ความเห็นอาจารย์ประวัติศาสตร์ และนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย อย่างสมศักดิ์เจียม อยู่นะครับ ว่า...

ที่มั่นอกมั่นใจถ่มถุยออกมาประโยคเดียวตีความได้ว่า จอมพลป.ตั้งปรีดีเป็นผู้สำเร๊จราชการแทนพระองค์ร.๘

มีเหตุผลสนับสนุนอย่างไร..ใช้อำนาจจากกฏหมายอะไร ...เพื่อผลทางการเมืองอย่างไร
บรรยากาศทางการเมืองยุคนั้น สมศักดิ์เจียมเห็นแตกต่างจากที่ผมบรรยายไว้หรือไม่อย่างไร

ถ้าให้สมศักดิ์ศรีอาจารย์ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ให้ดีช่วยอธิบายเหตุการณ์ที่ไม่กี่ปีต่อมา จอมพลป.แพ้โหวตเพชรบูรณ์กับพุทธมณฑลแล้วทำเฉย ใครกลุ่มไหนใช้วิธีการใดกดดันท่านจอมพลจนตกเก้าอี้ เอานายควงมาเป็นนายกแทนกลางสงครามโลกครั้งที่๒....เหตุการณ์นี้มีผลบวกผลลบอย่างไร กับภาพพจน์ไทยในสายตาฝ่ายสัมพันธมิตรตอนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่๒หรือไม่อย่างไร..

เป็นชนชั้นครูบาอาจารย์ลองแสดงกึ๋นโชว์ลูกศิษย์ลูกหาสาวกดูบ้างนะครับ....เปิดเวทีให้แล้ว

ส่วนจะสำรากถ่มถุยใช้ภาษาหยาบไพร่อย่างไรประกอบมาด้วยนั้น ผมไม่ถือสาหรอกครับ ถือเสียว่ามีไว้เอาใจแฟนประจำสมศักดิ์เจียมก็แล้วกัน สมกันดี...

เห็นด้วยกับข้อ 3

เห็นด้วยกับข้อ 3 เพียงข้อเดียว นอกนั้นไม่เห็นด้วยถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

เพราะผมเห็นว่าข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้แยกระหว่างผู้ใช้กฎหมายนี้ กับผู้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้

ซึ่งข้อ 3 ผมเห็นว่าเป็นเรื่องของผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ว่าจะเป็นใครบ้างซึ่งผมเห็นด้วยเพื่อให้เกิดความ

ชัดเจน ว่าบุคคลใดควรได้รับความคุ้มครองอย่างไร

แต่ข้ออื่นๆเป็นเรื่องของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายนี้และคนอื่นๆที่ไม่ใช่ผู้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้เลย แต่มี

ผลกระทบต่อผู้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้โดยตรงโดยเฉพาะประมุขของรัฐ ผมจึงไม่เห็นด้วย

BBBB BBBB ปู๊โธ่ ! เฮีย

BBBB
BBBB

ปู๊โธ่ !
เฮีย "บางกอกdangerous".....

"ตรรกะ"ของเฮีย
กะลัง "หายนะ" ไปจนถึงไข่ดันแย้วว์
เฮียยังคักอีหลีเอาหำเข้าถูอีกเรอะ ?

คากคาก
คากคาก....

เฮียพยายามลากเหตุการณ์ทั้งหมดออกทะเลเพื่อขอเสนอ "โฟกัส" ต่อคนทั้งราชอาณาจักรว่า
๑๑๒ นั้น เกิดขึ้นและดำเนินไปเพราะ "นักการเมือง" เพียวร์ๆ / F.ไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลยนะยะ----ยังงั้นเรอะ ?

แล้วงัย ?
so what ?

การที่ "เฮียบังธิเมีย๔" รัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียงข้างมาก
โดยข้ออ้างว่า "มีการหมิ่่น" นั้น......
เราควรให้หมอผีเรียกวิญญาณของ "ปรีดี" มาเข้าคุก
ข้อหา "เสือกไม่เลิก ๑๑๒" และเป็นผลทำให้ "เฮียบังธิเมีย๔" มีข้ออ้าง---ยังงั้นเรอะ ?
หรือว่า
เราควรจับ "นักการเมืองในสภาทั้งที่ตายไปแล้ว/ที่ยังอยู่/และที่กำลังจะเกิด" ไปเข้าคุกให้หมด
ในข้อหา "หาแดกกะ ๑๑๒" มานานแสนนาน / และจะหาแดกกันต่อไปอีกนานแสนนานเป็นอกาลิโก ?........

คากคาก
คากคาก.....

มันจะ "เซอร์&เอ๋อ" ไปหน่อยม้างง์ ?

--------------------------

พวก "นิติราษฎร์" นั้น
พวกเค้าพูดคุยโดยเปิดเผยบนพื้นฐานของ "เหตุการณ์/และปัญหาที่เห็นและเป็นไปในห้วงเวลานี้"
และเสนอให้ "ปรับปรุง ๑๑๒"---ก็แค่นั้น
พวกเค้าไม่ได้กระซิบกันว่า
วิชาประวัติศาสตร์๑๐๑นั้น--ด๊อกเตอร์บางกอกหรือเฮียหม่ำจ๊กมกเป็นผู้เขียนตำรา ?
และพวกเค้าก็ไม่ได้กระซิบกันว่า
จะล้มเจ้าแบบขาวเนียนอมชมพูกันยังงัยดีฮิ--จึงจะจ๊าบในการให้คะแนนของด๊อกเต้อร์บางกอก ?
ฯลฯ
แบบที่เฮียพยายามจะใช้ "วิชาประวัติศาสตร์๑๐๑" มาลาก "สารที่แท้จริง" ของพวกเค้าให้ออกทะเลไปกะเฮียด้วยน่ะ.....

---------------------------

เฮียอาจจะ "เล็คเชอร์" วิชาประวัติศาสตร์๑๐๑ ได้ชวนตกตะลึงจนหนังสือ "ต่วยตูนส์" ขายไม่ออก
แต่นั่น-มันเป็นการตอบนอกคำถาม
มันออกทะเล.....

คำถามของพวก "นิติราษฎร์" ก็คือ :

เท่าที่เห็นและเป็นไป....
๑๑๒ มีปัญหามะ ?
และควรจะปรับปรุง ๑๑๒ มะ ?

ก็แค่นี้แหละ......

--------------------------
ค า ก ค า ก
ค า ก ค า ก.....
:(
BBBB
BBBB

ปล.

บางที
อาจจะเพราะมีพวก royalist ที่ชอบเอาหำเข้าถูกับวิชาประวัติศาสตร์๑๐๑แบบ hyper ยั้วเยี้ยเมืองเทยไปหมด
จนหนังสือ "ต่วยตูนส์" ขายไม่ออก---แบบที่เห็นๆกัน....
มันก็เลยทำให้เกิด effect มีคนแบบพวก "นิติราษฎร์" ลุกขึ้นมา "เขย่ากึ๋นส์" ใส่มั่ง ?.......
แบบว่า
ไม่ใช่มีแต่ U ที่จะเซอร์&เอ๋อได้แก๊งค์เดียว
I ก็เซอร์&เอ๋อได้เหมียนกัลล์ฮิ......

อะไรประมาณนั้น !!

ซึ่งถ้าไม่ hyperserious กันจนเป็น hysteria ซะก่อน
ผมว่า
มันก็ให้บรรยากาศ "ร็อคแอนด์โรลล์"--เสริมบรรยากาศปาร์ตี้ทางปัญญากันไปอีกแบบนิ.....

คากคาก
คากคาก......

long live the freedom !
เสรีภาพ-จงเจริญ !

___________________________________

ผมว่าคุณสมศักดิ์

ผมว่าคุณสมศักดิ์ เลิกพูดถึงเรื่องกรณีสวรรคตเถอะครับ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณไม่ได้ใช้ความเป็น

นักประวัติศาสตร์ของคุณมาพิเคราะห์เรื่องดังกล่าวเลยแต่เป็นการแสดงความเห็นที่มีแต่อคติล้วนๆแล้วก็ใช้ไม่ได้เลย

เพราะอะไรหรือครับ

ก็เพราะคุณเป็นนักประวัติศาสตร์แต่ไม่ได้อธิบายหรือวิเคราะห์ในทางประวัติศาสตร์ใดๆเลย

เอาแต่ข้อมูลที่เรียกว่าพยานบอกเล่าซึ่งถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือต่ำที่สุดมาอธิบาย

คนที่ไม่ได้เรียนทั้งนิติศาสตร์หรือประวัติศาตร์ก็คงจะเชื่อคุณนิดหน่อยแต่พอได้เห็นแล้วก็จะ

ส่ายหัวกันไปหมด ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีใครสนใจงานของคุณซึ่งมีแต่คุณจะโปรโมทมันอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีคุณค่าทางวิชาการใดๆเลย บอกตรงๆเสียเวลาอ่าน

และก็เชิญตะแบงต่อไปเถอะครับ ผมก็เห็นคุณเที่ยวตะแบงไปในงานเสวนาต่างๆไม่รู้กี่ปีแล้ว

เห็นต่าง

เห็นต่าง มาใหม่แต่ขยันเหลือเกิน....

กะโผล่ปิดท้ายทุกกระทู้ เกั่ยวกับ 112 ล่ะสิ

อย่าสรุปเองซีจ๊ะ ว่า ไม่มีคนสนใจผลงาน อ.สมศักดิ์

นี่ขนาดมี กม.ยัดคนใส่คุกแบบจัญไร ชาวบ้านยังตาสว่างขนาดนี้

จน เห็นต่าง ต้องกำเนิดมาในรูปแบบ พยามยาม ดิสเครคิต แต่ไม่กล้าถ่อยแบบ IPAD หรือ แช่ม ( นึกว่าชางบ้าน โง่ ไม่รู้ว่าก๊วนเดียวกัน)

แต่ตรรกะยังลอกกันมา เนื้อหา เหตุผล เปรียบเทียบ เดิมๆ

นี่ถ้า ชัวร์ ว่าชาวบ้าน ยังรักจริง

คงไม่ต้อง ดิ้น กันขนาดนี้

ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ต้องบอกว่าเ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ต้องบอกว่าเป็นยุคของ ศ.สิวรักษ์ ถ้าเป็นยุคนี้ก็ต้องบอกว่าเป็น สมศักดิ์ เจียม..

แต่ยุคนี้ไม่ต้องถ่อสังขารไปเที่ยวพูดกล่อมล้างสมองถึงต่างประเทศเหมือน ศ.สิวรักษ์

คุณสมศักดิ์จึงสบายและไม่เปลืองเงิน

เพราะมี Internet

เห็นต่าง นี่แสดงความ ไม่ฉลาด

เห็นต่าง นี่แสดงความ ไม่ฉลาด ออกมาเรื่อยเลยน๊ะจ๊ะ

คิดมั่งน๊ะ อ.สมศักดิ์ เพิ่งโผล่มากี่ปี มีคนรู้จักนานแค่ไหนกัน

คนเค้าถึงจะถูก อ.สมศักดิ์ ล้างสมองได้

ถ้ามันง่ายขนาดนี้ ไอ้โฆษณา ที่ อ.สมศักดิ์ พูดถึงน่ะ ที่ทำมาแทบทั้งชีวิตของใครก้อไม่รู้...คงล้างสมองได้หมดประเทศแล้วล่ะ

แต่นีี่มันไม่ใช่น๊ะจ๊ะ เลยไม่ใช่่จะล้างสมองสำเร็จทุกคน ถึงแม้จะพยายามทำทุกวันๆละหลายเวลา ทุกสถานที่ ทุกวัย

จะปรักปรำคนอื่น ก้อใช้สมอง ให้มากกว่านี้หน่อยน๊ะ เห็นต่าง

ไม่งั้นมันจะประจานเจ้านายตัวเอง