ศาลปกครองสูงสุดสั่ง ปปง.ชดใช้ 5 เอ็นจีโอ ฐานเชื่อบัตรสนเท่ห์สั่งตรวจสอบการเงิน

18 พ.ค.54 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชดใช้ค่าค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่นักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ผู้ฟ้องคดี 5 คน ในกรณีการตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมของทั้ง 5 คน โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และละเมิดต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัว ซึ่งรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ โดยศาลพิพากษาให้ชดใช้เงินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า คนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 50,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องคดี ทั้งนี้ คดีนี้มีสุรชัย ตรงงาม และส.รัตนมณี พลกล้า เป็นทนายความผู้รับผิดชอบคดี คำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ.46/2554 ระหว่างนายชัยพันธ์ ประภาสะวัต ผู้ฟ้องคดีที่ 1, นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ที่ 2, นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ 3, นายนันทโชติ ชัยรัตน์ ที่ 4, และนายประยงค์ ดอกลำใย ที่ 5 ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คน กับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่1, เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ 2, สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและสืบสวนทางการเงิน (ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและติดตามประเมินผล เดิม)ที่ 3 ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ไปยังสถาบันการเงินต่างๆ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลปกครองพิพากษาให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า คนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องคดี โดยศาลสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องอ้างว่าอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในการออกคำสั่งตรวจสอบการทำธุรกรรมของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คน โดยมีที่มาจากการได้รับบัตรสนเท่ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า ปปง.ไม่มีอำนาจกระทำได้ อีกทั้งต้องพิจารณาว่าบัตรสนเท่ห์จะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใด ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของข้อความอันเป็นข้อกล่าวหาตามบัตรสนเท่ห์ต่อไป มิใช่อาศัยบัตรสนเท่ห์นั้นเป็นฐานในการใช้อำนาจตามกฎหมายได้เลยทันทีเนื่องจากการใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นกฎหมายที่จำกัด และกระทบสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ การตีความบทบัญญัติและการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าว จึงต้องเคร่งครัดกับถ้อยคำ และหลักการในกฎหมายอย่างยิ่ง เหตุอันควรสงสัยว่าธุรกรรมใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ ต้องมีข้อเท็จจริงภายนอกอันแสดงหรือบ่งชี้ให้เห็น มิใช่สงสัยไปเองว่าธุรกรรมใดเกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน แล้วดำเนินการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามบัตรสนเท่ห์ ไม่เป็นเงื่อนไขเพียงพอที่ ปปง.จะใช้อำนาจเพื่อสั่งให้ตรวจสอบข้อมูล ธุรกรรมของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า “การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เสียหายต่อสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในความเป็นอยู่ส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้า”

Comments

นี่ก็อีกเรื่องโจ๊กส่าย K-

นี่ก็อีกเรื่องโจ๊กส่าย K- ปปง คุณทำให้เค้าเสียหาย เสียชื่อเสียง แล้วคุณก็ชดใช้เค้าแค่ หมื่นบาทรวมดอกเบี้ย เรื่องนี้เฮงซวยชัดๆ คนของรัฐมั่วขนาดนี้ก็ต้องให้กรรมการชั่วชดใช้ให้คนเป็นเหยี่ออธรรม อย่างน้อยคนละ ร้อยล้านบาท ห้ามเอาเงินภาษีมาชดใช้ ต้องให้พวกหัว K- ปปง นี่แหละมาใช้เงินให้เหยี่อ
หลายปีก่อนพวกนี้รวมทั้ง คตส สตง ปปช ปปง รวมถึง ดีแด่ไอและทะหมา รวมหัวกันกล่าวหาให้ร้ายให้คนดีอยู่ไม่ได้ เช่น ปรีดี และทักษิณ ยุคนี้เป็นยุคคนดีเดินตามตรอก ขึ้ครอกเดินตามถนน ถามหน่อยว่าสมบัติคุณ คนที่มีสมองมีปัญญาจะยกสมบัติที่หามาทั้งชีวิตให้การกุศลทั้งหมดเลยหรือ หรือจะยกให้ลูกและญาติพี่น้อง คนมีสติดีคนไหนๆ ก็คิดแบบเดียวกัน มีใครในพวกคุณที่ยกก้นกันเองว่าเป็นพวกมีคุณธรรม เห็นมีแต่อวยกันเอง พวกกันเองทำผิดก็ปิดตาทั้งสองข้าง ไม่ชอบก็หาเรื่อง ยึดทรัพย์ เอาคนเข้าคุกมีแต่การกล่าวหา ไม่มีมนุษยธรรม ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรมมานานแล้ว
คงเป็นเรื่องเพ้อฝันให้มีฟ้าทองผ่องอำไพ มีการจัดการให้คนชั่วเข้าคุกบ้าง