พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: ว่าด้วยโครงสร้างส่วนบน (ที่มองไม่เห็น) ของระบบโซตัส

ระบบโซตัส (SOTUS) ถือเป็นหนึ่งในแบบแผนปฏิบัติของชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยทั่วไปเป็นการกล่าวถึงระบบที่เป็นตัวย่อมาจากการนับถืออาวุโส (Seniority) ยึดมั่นระเบียบ (Order) ประเพณี (Tradition) ความสามัคคี (Unity) และน้ำใจ (Spirit) ซึ่งระบบนี้ขับเคลื่อนผ่านการปกครองดูแลกันเองระหว่าง \รุ่นพี่\" และ \"รุ่นน้อง\" และผ่านการหล่อหลอมผ่านระบบการ \"รับน้อง\" และ \"ห้องเชียร์\" ในทุกๆ ปีนั้นเรื่องนี้จะมีการพูดกันเสมอๆ ในช่วงเปิดเทอมต้น โดยเฉพาะในหน้าสื่อ ทั้งการตีพิมพ์ทัศนะต่างๆ และอาจจะมีข่าวว่ามีรุ่นน้องตาย หรือฟ้องร้องถึงการรับน้องที่ป่าเถื่อน และโหดร้าย และข่าวดังกล่าวก็จะเงียบหายไปหลังจากห้องเชียร์ปิดตัวลงในช่วงสักประมาณกรกฎาคม เดิมนั้น เรามักอธิบายกันว่า เรื่องของระบบโซตัสนั้นดำรงอยู่ได้เพราะว่าสังคมไทยนั้นมีวัฒนธรรมแบบระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นระบบโซตัสก็คือ \"ผลสะท้อน\" ของโครงสร้างของวัฒนธรรมในสังคมใหญ่ที่ \"เตรียมคนรุ่นใหม่\" ให้ออกไปอยู่ในระบบที่ยอมรับว่าสังคมไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ผู้ที่สนับสนุนระบบนี้ ก็มักจะอธิบายว่าระบบโซตัสนั้นมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้เกิดการขัดเกลาและช่วยเหลือกันในหมู่สมาชิกของสังคม เพราะเด็กที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นไม่มีใครดูแล เหมือนในระบบมัธยม ดังนั้นการมีรุ่นพี่รุ่นน้องก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่ เหมือนกับระบบอาวุโส-อุปถัมภ์ในสังคมนั้นก็ดีอยู่ ที่ไม่ดีนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของรุ่นพี่บางคน หรือคนบางคนเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายนั้นก็ตาม เดิมนั้นเรามองว่าระบบโซตัสนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับรุ่นพี่และรุ่นน้อง ไม่เชื่อมโยงกับอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ภาพของการมองและการพยายามแก้ปัญหาจึงมักวนเวียนอยู่กับเรื่องของการกวดขันให้ทางผู้บริหารดูแลระบบนี้ให้ดี ไม่ว่าจะยกเลิก หรือกวดขันไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กๆ สิ่งที่ผมค้นพบที่เกี่ยวข้องกับระบบโซตัสนั้นมีด้วยกันสองเรื่อง เรื่องแรกคือคำถามที่ว่าทำไมรุ่นน้องหรือเด็กเข้าใหม่ถึงยอมรับระบบนี้ (รับน้องแล้วทำไมน้องไม่ร้องจ๊าก) กับเรื่องที่สอง (ค้นพบใหม่) ว่าทำไมผู้บริหารจึงยอมรับหรือไม่ยอมมองเห็นปัญหาเรื่องระบบโซตัส ระบบโซตัสนั้นดำเนินไปได้ เพราะระบบดังกล่าวนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มมาก เพราะการยอมถูกแสดงอำนาจหนึ่งปีในฐานะน้องใหม่ทำให้สามารถได้รับการเคารพยอมรับกลับในฐานะรุ่นพี่ถึงสามเท่าเป็นอย่างน้อย (ในกรณีหลักสูตรสี่ปี) หมายถึงยอมเขาหนึ่งปีก็ได้คืนในฐานะการเป็นรุ่นพี่ถึงสามเท่า รวมทั้งการให้หลักประกันความมั่นคงในการสมัครงานและการทำงานในอนาคตเพราะรุ่นน้องก็คาดว่ารุ่นพี่จะช่วย และรุ่นพี่ก็มีรุ่นน้องเป็นพวก ส่วนทำไมผู้บริหารถึงยอมให้เรื่องนี้เกิดได้นั้น ก็เพราะว่าประธานของระบบโซตัสตัวจริงก็คืออธิการบดีและคณบดีของแต่ละคณะนั่นแหละครับ และรอยต่อของระบบโซตัสที่ปรากฏตัวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ กับระบบที่ซ่อนตัวอยู่นั้นไม่ค่อยมีคนค้นพบต่างหาก การยินยอมให้มีการซ้อมเชียร์และรับน้องอย่างเข้มข้น อย่างน้อยในแง่ของการปล่อยให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดกิจกรรมที่ขัดกับหลักการสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ยาก นอกจากการมีผลประโยชน์บางประการที่ระบบบริหารของมหาวิทยาลัยปล่อยให้เกิดขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือ การรับน้องอย่างเข้มข้นนี้ไม่ใช่ดีในแง่ของผลประโยชน์ในอนาคตของรุ่นพี่รุ่นน้องที่จะจบออกไปเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างหลักประกันของผู้บริหารในการเกณฑ์นักศึกษามาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ เพราะถ้าไม่มีระบบโซตัสแล้ว มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถเกณฑ์นักศึกษามาทำพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ และทำให้ศิษย์เก่ากลับมาให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยในอนาคต ซึ่งพิธีกรรมต่างๆ นี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญของการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักและมีอันดับในสังคม และในบางกรณีอาจจะมากกว่าเกณฑ์สากลอื่นๆ อาทิ งานวิจัย เสียอีก เขียนเรื่องนี้ในตอนนี้เพราะต้องการให้จับตามองว่า แม้ว่าห้องเชียร์และการรับน้องจะจบไปแล้ว แต่นักศึกษาไม่ใช่แค่กลับเข้าห้องเรียน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ แต่พวกเขากำลังถูกเกณฑ์โดยระบบบริหารในพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย หรืออาจรวมไปถึงการถูกเกณฑ์หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงาน \"นอก\" และ \"เหนือ\" มหาวิทยาลัยด้วยครับ"

Comments

กิจกรรมในระบบ SOTUS

กิจกรรมในระบบ SOTUS ก็น่าจะคล้ายกับพิธีกรรมปลุกเสกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ กระมังครับ
ผมเชื่อว่าผลที่ได้ก็คือเรื่องของ "สี" ในสถานที่ทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
คนไทยเราถูกปลูกฝังเรื่องทำนองนี้มาอย่างยาวนาน
จนผมก็ไม่แน่ใจนักว่ามันยังเหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบันหรือไม่

มันอาจจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ในส่วนตัวของผมคิดว่าถ้ามันน้อยๆหน่อย
มันน่าจะเหมาะสมกับสังคมปัจจุบันมากกว่า

อย่าง seniority ถ้าเรายึดถือมากไป
มันก็จะทำให้การทำงานเป็นแบบเช้าชามเย็นชาม
ยังไงๆพอถึงคิวเลื่อนตำแหน่งก็ต้องได้เลื่อนตามอาวุโส
แต่ถ้าไม่ยึดถือเลยก็กลายเป็นคนไม่รู้จักสัมมาคารวะ

Order อาจถูกตีความเป็นการเชื่อฟังคำสั่งรุ่นพี่ก็ได้ เชื่อฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ไม่สนใจความถูกความผิด มันก็จะยังไงๆอยู่เหมือนกันครับ
ถ้าหากคำสั่งนั้นมันมีผลกระทบระดับชาติ
มันก็อาจทำให้ชาติวิบัติได้เหมือนกัน
ก็น่าจะเป็นแบบที่เห็นๆกันอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา

แน่นอนมันมาถึงที่ทำงานด้วย

แน่นอนมันมาถึงที่ทำงานด้วย ไม่ว่าจะทั้งหน่วยงานราชการหรือเอกชน เคยเห็นบางที่รับเข้าทำงานเพราะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องสถาบันเดียวกัน งานในสายเดียวกันก็อาจมีปัญหาจากสิ่งนี้ เช่น นักกฏหมาย วิศวกร พวกเขาบางคนคลั่งสถาบันมาก นำมาซึ่งปัญหากับเพื่อนร่วมงานก็มี (อันนี้เห็นบางพื้นที่นะ)

แล้วที่เสนอความเห็นต่างๆ นานา

แล้วที่เสนอความเห็นต่างๆ นานา อยากให้เสนอทางออกด้วยว่าถ้าไม่มีระบบรับน้องในสถาบันหนึ่งแล้ว นศ. จบใหม่ จะไปใช้ชีวิตท่ามกลางลัทธิอำนาจนิยมได้อย่างไร ในเมื่อสถาบันอื่นยังมีการรับน้องอยู่ การรับเข้าทำงานที่มีเส้นสายของสี ถ้าจะล้างระบบต้องล้างพร้อมๆ กัน ล้างทุกๆ ระดับ ทั้งระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา สายอาชีำพ มีแนวทางปูไปอย่างไรบ้าง ได้โปรดแสดงความเห็นฝนประเด็นนี้ด้วย

Azero

[quote=Azero]แล้วที่เสนอความเห็นต่างๆ นานา อยากให้เสนอทางออกด้วยว่าถ้าไม่มีระบบรับน้องในสถาบันหนึ่งแล้ว นศ. จบใหม่ จะไปใช้ชีวิตท่ามกลางลัทธิอำนาจนิยมได้อย่างไร ในเมื่อสถาบันอื่นยังมีการรับน้องอยู่ การรับเข้าทำงานที่มีเส้นสายของสี ถ้าจะล้างระบบต้องล้างพร้อมๆ กัน ล้างทุกๆ ระดับ ทั้งระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา สายอาชีพ มีแนวทางปูไปอย่างไรบ้าง ได้โปรดแสดงความเห็นฝนประเด็นนี้ด้วย[/quote]

เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ ถึงจะมีการเสนอทางออก
แต่ก็คงยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงได้โดยฉับพลัน
ถ้าเปลี่ยนแปลงได้โดยฉับพลัน มันก็คือการปฏิวัติวัฒนธรรม

ในส่วนตัวผมเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ มันจะค่อยๆลดบทบาทลงได้เองตามกระแสสังคม
เพียงทุกคนช่วยกันแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ มันก็จะทำให้เกิดทิศทางของกระแสสังคมขึ้น

เราคุ้นเคยกับวิถีชีวิตในสังคมไทยแบบนี้มายาวนาน
การมีรุ่น มีสี มีการวิ่งเต้น มีการใช้เส้นสาย มันมีโอกาสสูงในการชักนำสู่การคอรัปชั่น
ในขณะที่ระบบแบบนี้ในสถานศึกษาในชั้นเรียนระดับมัธยม และสายอาชีพนั้น
จะก่อให้เกิดการรักสถาบันแบบถวายชีวิต ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างสถาบัน
มันเป็นสงครามขนาดย่อมที่เกิดขึ้นในสังคม ระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ
ผู้คนในกรุงเทพฯและในเมืองใหญ่ต่างๆ น่าจะรู้ฤทธิ์กันดีจากผลกระทบดังกล่าว
พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากไม่เป็นอันทำมาหากิน ต้องไปรับ-ส่ง หรือไปเฝ้าบุตรหลานของตน
ที่เรียนในระดับมัธยมเท่านั้น เพราะว่ามักจะมีเหตุทะเลาะวิวาทกันประจำระหว่างเด็กต่างสถาบัน
แต่คนจำนวนมากก็อาจจะไม่รู้ว่ากระแสสังคม การตีกันของเด็กมันเกิดขึ้นจากสาเหตุใดกัน

เรื่องพวกนี้จริงๆแล้วหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมของเรา
ควรจะตั้งทีมงานศึกษาวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ว่าแต่ละเรื่องนั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร
มันเกิดจากอะไร ผลกระทบมันมีอย่างไร และทิศทางที่ต้องการในสังคมควรเป็นอย่างไร
แล้วจะมีมาตรการใดบ้าง ในการลงมือปฏิบัติเพื่อให้บรรลุในทิศทางที่ต้องการ
ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องใดบ้าง
โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการศึกษา ซึ่งจะใกล้ชิดกับต้นเหตุของปัญหามากที่สุด

วัฒนธรรมและค่านิยมในสังคมนั้น จริงๆแล้วเรากำหนดและออกแบบมันได้นะครับ
ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่มีประชากรส่วนใหญ่คือคนที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่แต่เดิม
แต่ทำไม ทัศนคติ ค่านิยม และ วัฒนธรรม จึงเปลี่ยนไปจากจีนแผ่นดินใหญ่อย่างมาก

ผมเคยทำงานในบริษัทที่มีเจ้าของเป็นชาวสิงคโปร์
และเห็นว่าเขาให้ความสำคัญสูงในการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรของเขา
สมาชิกในองค์กรจะถูกอบรมถูกฝึกถูกปลูกฝังให้ไปในทิศทางที่ต้องการ
สุดท้ายก็จะได้สมาชิกในองค์กร ที่มีวัฒนธรรมการทำงานตามที่องค์กรต้องการ

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในระดับชาตินั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
มันต้องการหลายสิ่ง หลายปัจจัย ในการช่วยกันปรับเปลี่ยน
อย่างน้อยตัวเราเป็นสมาชิกในสังคมคนหนึ่ง เราก็ควรช่วยกันออกเสียงบ้าง
ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ อะไรต้องการ อะไรไม่ต้องการ

ผู้ที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนและนักแสดงนั้น จะมีอิทธิพลมากเป็นพิเศษ
ผมก็อยากจะเห็นการสัมนาหารือ หาข้อคิดเห็นของผู้คนในวงการร่วมกันมากกว่าทุกวันนี้
เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสังคมที่เราเผชิญอยู่ แล้วเราจะช่วยกันรณรงค์ให้ไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร
ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงปัญหามากกว่านี้ เข้าใจปัญหาสังคมมากกว่านี้ ขยันทำงานมากกว่านี้
ช่วยเป็นตัวกลางในการรวบรวมความเห็นจากฝ่ายจากวงการต่างๆ เป็นผู้นำในการสัมมนาเรื่องต่างๆ
เราก็น่าจะมองเห็นทางริบหรี่อยู่ข้างหน้า ไม่ใช่แค่มาจัดเรตติ้งทีวี แค่มาคอยเซนเซอร์หนัง เซนเซอร์เพลง
ทุกอย่างมันเป็นเพียงปลายเหตุทั้งนั้น สิ่งต่างๆเหล่านั้น มันเป็นเพียงกระจกสะท้อนสภาพสังคม
แล้วเราเพียงพยายามเอามือไปปกปิดภาพสะท้อนจากกระจกเหล่านั้น ซึ่งไม่มีทางที่จะมีมือมากพอไปปิดมันไว้ได้

ผมเองก็หวังเสมอว่าจะเห็นทิศทางที่ดีของวัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรมที่มีความเคารพ มีความเกรงใจซึ่งกันและกัน
วัฒนธรรมที่พร้อมจะให้โอกาส พร้อมที่จะให้อภัยแก่ทุกคน
ไม่ใช่วัฒนธรรมที่จ้องทำลายล้างซึ่งกันและกันแบบไม่สิ้นสุด

บทความน่าสนใจครับ น่าคิดนะ

บทความน่าสนใจครับ

น่าคิดนะ ลึกลงไปแล้ว อจ. มหาวิทยาลัย และคณบดี อาจเป็นมือที่มองไม่เห็น คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการรับน้องก็ได้
ไม่อย่างนั้นทำไมถึงยอมให้นักศึกษาจัดกิจกรรมที่ละเมิดศักศรีความเป็นมนุษย์กับโต้งๆ กลางสนามมหาวิทยาลัยได้

เพราะการรับน้องก็มีข้อดีต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยหลายอย่าง ถ้าไม่มีการรับน้อง จะมีนักศึกษากี่คนอยากซ้อมร้องเพลงเชียร์ จัดพิธีไหว้ครู หรือจัดงานพิธีกรรม ขนบธรรมเนียมต่างๆ ที่เป็นหน้าเป็นตาให้สถาบัน แต่น่าเบื่อเหลือเกินสำหรับคนหนุ่มสาว

แต่พอมีการรับน้องแล้ว อาจารย์ก็สามารถสั่งรุ่นพี่ รุ่นพี่ก็สามารถสั่งรุ่นน้องให้ทำตามนั้น ลงไปเป็นทอดๆ ทำให้กิจกรรมที่หานักศึกษาสมัครใจทำได้ยากแบบนี้ สามารถสำเร็จลุล่วงได้

คำพูดที่ว่า

คำพูดที่ว่า ไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่ส่งเสริมนี่ น่าเกลียดมากเวลาออกจากปากอาจารย์หรือผุ้บริหาร มันเป็นความสนับสนุนแต่ไม่ออกรับ ชอบแต่ไม่รับผิด ถ้าไม่สนับสนุนจริงตั้องยกเลิก

อีกประโยคที่ฟังแล้วสอิดสะเอียนคือคำว่า ทำให้รักสถาบัน รักพวกพ้อง โห เราจะรักสถาบันมากกว่าไหม ถ้าไม่มีการลิดรอนสิทธิ์

จริงแล้วคิดต่างนะครับ

จริงแล้วคิดต่างนะครับ ผมมองว่าการเชียร์เป็นแค่ กลยุทธ์ และเป็นแค่ ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ ระบบเชียร์จากอดีตจนถึงทุกวันนี้ ก็คงมี พลวัต ในตัวเองอยู่ในนอน เพราะถ้าเรามองมันเป็น ประเพณี วัฒนธรรม มันย่อมปรับตัวเพื่อนให้อยู่ได้ และรับใช้คนในสังคมนั้น ๆ ซึ่งถ้า คนในพื้นที่ตรงนั้นเค้า ยอมรับ ก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา หลายครั้งเราใช้วัฒนธรรมจากคนนอก มาตัดสินคนใน ซึ่งก็พบปัญหามากมายบ่อยครั้งในปรากฏการณ์ทางสังคมบ้านเรา

บางทีถ้าเราตัดตอนเฉพาะบางส่วนมาวิพากษ์วิจารณ์ ผ่านการตีความ จากท่าที จากภาษา ซึ่งแน่นอน มันคือการตีควาวมภายใต้กระบวนการคิดแบบเรา ผมเองจึงมองว่า ไม่เป็นธรรม
ที่ถกเถียง สับสนกันอยู่นี้ ผมคิดว่า เพราะคิดกันบนคนละฐาน "กระบวนทัศน์" ซึ่งมีทัศนะการมอง ความเชื่อที่ต่าง กับ ณ ปัจจุบัน กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์เก่า สู่ กระบวนทัศน์ใหม่ จึงมีความสับสน วุ่นวาย ผมคิดอย่างงี้แหล่ะครับ