สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: โต้ รายงานประจำปี 2553 ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: โต้ รายงานประจำปี 2553 ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ที่นี่) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะ (ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก มติชนออนไลน์) เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับ ผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล

ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงาน ทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาล เลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์

ตัวบทกฎหมาย
ขอให้เราเริ่มที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง

ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล

มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระ มหากษัตริย์ 1 คน

ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

มาตรา 5 . . .ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่ กล่าวในวรรคก่อนให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า “อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กำหนดไว้ (มาตรา 4 ตรี วรรคสอง) เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” ซึ่ง “กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัว ทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สินนั้นเอง ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้ อย่างมากก็มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทแท้จริงในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ (โดยเฉพาะคือตัวผู้อำนวยการสำนักงานฯ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง) ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์

ดังที่จะเล่าต่อไปข้างล่าง ในการพิจารณาสถานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินฯเองเข้าร่วมด้วย แทบไม่มีการกล่าวถึง “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” เลย แม้แต่ในแง่บทบาทต่อการดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่สำคัญ การมีอยู่ของคณะกรรมการฯนี้ ไม่มีความหมายใดๆต่อการที่จะตัดสินว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือตัวทรัพย์สินฯเอง ขึ้นต่อหรืออยู่ในกำกับหรือความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ และข้อสรุปของการพิจารณาทุกครั้งคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ และตัวทรัพย์สินฯที่สำนักงานฯดำเนินการดูแล ไม่ได้ขึ้นต่อหรืออยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย แต่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พูดง่ายๆคือ การมี “คณะกรรมการ” ที่มี รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในความรับผิดชอบหรือกำกับดูแลของรัฐบาลแต่อย่างใดเลย

ดังนั้น การที่ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินฯ กล่าวถึงการมีอยู่ของคณะกรรมการทรัพย์สินฯที่มี รมต.คลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่ออ้างว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี “รัฐบาล...เป็นผู้รับผิดชอบ” นั้น จึงเป็นการจงใจบิดเบือนความจริง

ในทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้ จากทรัพย์สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้

มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ....

นั่นคือผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)

นี่คือการ “เบลอ” “เส้นแบ่ง” ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายปี 2491 ที่เป็นผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎรในปี 2490 (กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดยคณะราษฎร ในปี 2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)

การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตัวบทกฎหมายนี้ได้สร้างปัญหามาโดยตลอด เพราะโดยสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สมควรเป็น ทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งตามหลักการปกครองประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ก็ควรอยู่ภายใต้การควบคุมรับผิดชอบของรัฐบาล (และรัฐสภา) ที่ประชาชนเลือกมา ว่าจะนำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินดังกล่าว ไปใช้จ่ายในทางใดบ้าง แต่ตัวกฎหมายกลับกำหนดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้อยู่ที่องค์พระมหา กษัตริย์

ดังนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายหลายครั้ง จากปี 2518 เป็นต้นมา ประเด็นที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในความควบคุมดูแล รับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึง 5 ครั้ง ซึ่งทุกครั้ง ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไมใช่ “หน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาสหกิจ” และไม่อยู่ในการควบคุมหรือกำกับใดๆของรัฐบาล แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ยังยืนยันว่า สำนักงานฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมใด”

ผมจะไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมตีความแต่ละครั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในที่นี้ เพราะจะยาวมาก ผู้สนใจขอให้อ่านบทความของผมเรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2549) แต่จะสรุปเพียงเนื้อหาสำคัญ ดังต่อไปนี้

การตีความครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2518) มีปัญหาเกิดขึ้นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะถือเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลงความเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่““จัดตั้งขึ้นโดยมิได้อาศัยเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มี “ความเป็นอิสระของการดำเนินกิจการ...ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการกำกับของรัฐบาล” ซึ่งรายได้จากการดำเนินการเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ถวายพระราชอำนาจในอันที่จะจำหน่ายใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัย”

สำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์....ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” และคำว่า “พระมหากษัตริย์” มีความหมายแตกต่างกัน และตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 [แก้ไขเพิ่มเติม 2491] ก็มิได้มีบทบัญญํติที่แสดงให้เห็นว่า รัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์แต่ประการใด การดำเนินกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้อาศัยเงินงบประมาณแผ่นดินในรูปรายได้หรือเงินอุดหนุน...

การตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2533) มีปัญหาว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ เพราะมีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการทุจริต จึงต้องการให้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ (ซึ่งถ้าเป็น “ปปป.”ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้) ครั้งนี้เป็นครั้งที่มีรายละเอียดน่าสนใจมาก (ดูบทความของผมใน ฟ้าเดียวกัน) เพราะมีความเห็นแตกแยกเป็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีการเรียกตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯมาร่วมชี้แจงด้วย แต่ในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ลงความเห็นตามเสียงข้างมากว่า กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ “ประสงค์จะแยกการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ออกจากส่วนราชการให้เป็นเอกเทศ...ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดกำหนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการ” และ “การที่ทรงแต่งตั้งกรรมการ [ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ดังกล่าว เป็นพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ มิใช่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแนะในการแต่งตั้งแต่ประการใด การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มิได้มีผลทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ” สรุปแล้ว “ปปป” จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต ไม่ได้ (มีหน่วยงานใน “ความรับผิดชอบ” ของรัฐบาล – นี่คือข้ออ้างของ “รายงานประจำปี” สำนักงานทรัพย์สินฯ – ที่ไหน ที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต?)

การตีความครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2536) มีปัญหาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น “เอกชน” ตาม พรบ.ให้เอกชนเข้าร่วมในกิจการของรัฐ (2535) หรือไม่ ซึ่ง “เอกชน” ตาม พรบ.นั้นหมายถึง “บุคคลซึ่งไม่อยู่ในอำนาจควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล” ข้อสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “เอกชน” ตามความหมายนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึง คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่า

กรรมการเกือบทั้งหมด (ยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่ง) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง.... การดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นไปเพื่อจัดหา ผลประโยชน์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นงานที่แยกอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจ แห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

การตีความครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2544) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำเรื่องถามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่” คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยตอบว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิใช่หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล” จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือเทียบเท่า และ “ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รายหนึ่ง เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้

จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ (ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล

ยิ่งกว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อน หน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”

ควรชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบ สำนักงานทรัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย (ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า

การเข้าไปตรวจสอบโดยสำนัก งานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระ มหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือ ที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดัง กล่าว

และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำวินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)

บทส่งท้าย: ความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน?
ความจริงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด (และไม่มีใครหรือหน่วยงานใดควบคุมตรวจสอบได้) นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้วในแทบทุกวงการ ทั้งวงการธุรกิจ วงการรัฐบาล และแม้แต่ประชาชนจำนวนมาก การที่ “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยายามบิดเบือนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาลเป็น “ผู้รับผิดชอบ” เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ

แน่นอน ตามหลักการและสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช จะต้องหมายความว่า เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือก ตั้งมาจากประชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ

แต่ที่สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเช่นในปัจจุบัน ก็เพราะ (ดังที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้) เมื่อ 60 กว่าปีก่อน รัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่น คณะราษฎร (รัฐบาลของปรีดี) ลงไป ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก คือ ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการ “จำหน่ายใช้สอย” ผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินส่วนนี้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ” ผลก็คือทำให้ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะ “ส่วนพระองค์” โดยปริยายไป

จริงๆแล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ที่รัฐบาลนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำขึ้นและใช้มาจนทุกวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะเห็นว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

รายได้ [จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ

จะเห็นว่า โดยเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย “ความแตกต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนด “รายจ่ายประจำ” (“รายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน...”) หรือการกำหนดให้มี “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ขึ้นกับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับ “พระบรมราชานุญาต” จากพระมหากษัตริย์เท่านั้น พูดตามคำของมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เป็นเรื่องที่ “อยุ่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ ไม่ต่างจากเรื่องการจัดการ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่ “ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” นั่นเอง

22 มิถุนายน 2554

ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม จักลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...

จิตร ภูมิศักดิ์, “หยดน้ำบนพื้นทราย”

 

 

 

 

หมายเหตุ

การลงวันที่ท้ายบทความ เป็นความประสงค์ของผู้เขียน

Comments

คุนหัวโตคะ

คุนหัวโตคะ ถ้าสมองคุนนิ่มมากเเต่โต ให้ไปเชค็ประสาทจะดีที่สุดนะคะ เเค่คำว่า คลังเปนประธานในการรับผิดชอบ โดยตำเเหน่ง เเละ สนง.เป็นผู้ดูเเล ยังตีความไปไกลเสียเหมือนกับว่า ไม่รู้จักระบบของหุ้นส่วนการดูเเล จัดการ บริหาร เเละรับผิดชอบซึ่งกันเเละกันเท่าไรเลยนะคะ

คำว่า คลังเปนประธาน ให้รับผิดชอบในกรณีที่สนง.เกิดดูเเลผิดพลาด ก็เขียนได้ถูกต้องอยู่เเล้ว เพาะประธานต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เนื่องจากคำว่า มาโดยตำเเหน่ง นี่คือคำที่ตีความหมายที่เข้าใจง่ายๆ มากว่า มีสถานะเเค่สวมหัวโขนสอดส่อง จะมีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวหรือไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นก็ได้ เเต่ โดยมารยาทเเล้ว คงไม่มีคลังที่ไหนที่มาทำหน้าที่เเค่สวมหัวโขน เเล้ว ต้องมาทำงานในสนง.อีกอย่างหรอกนะคะ อย่างมากก้คงจะดูในส่วนของงบการเงินมากกว่า เพื่อส่งเงินช่วยสนับสนุนให้กิจการของสนง.เสียมากกว่า

เเต่ถึงจะบอกว่า โดยตำเเหน่งเเล้วทำไมต้องรับผิดชอบ ก็มาเปน คณะกก.ใหญ่ ก้ต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เหมือน เจ้าสัวซีพีอะ เปนถึงประธานใหญ่ เเต่เวลาบอร์ดบริหารงานพลาด เเล้ว ใครรับผิดชอบละคะ ก็เจ้าสัวซีพีงัย เพาะเปนประธานโดยตำเเหน่ง เเม้ว่า จะทำงานรึไม่ทำงานก้ตามทีคะ ...

เอาเเค่นี้ อิชั้นก้มองว่า คุนจงใจบิดเบือนเเละก็ฟายมากๆเลยนะคะ ไม่เคยเข้าใจระบบธุรกิจเเล้วยังมาสะเออะ เเสดงความคิดเหนโชว์ฟายอีกนะคะ ..เเหมๆ อีสมองโตเเต่หนัง ฮ่วย..

ส่วนอื่น ไม่ขอตอบนะคะ ขี้เกียจตอบเดวมันยาวคะ มีจับผิดเเละอทิบายให้สมองฟายๆๆอย่างคุนได้อีกเยอะคะ กับการเปนเเค่อ.สอนปวศ จะมาเข้าใจอะไรกับรับระบบธุรกิจละคะ ฟายยยย... เอาเปนว่า ขอตอบเเค่นี้สั่นๆ นะคะ ไม่ตอบเยอะ

เห็นบอกกว่าเป็นของรัฐงั้น

เห็นบอกกว่าเป็นของรัฐงั้น รัฐก็น่าจะเบิกงบมาทำโครงการผันนำ้จากแม่นำ้โขงมาใช้
ไม่ดีกว่าหรือ? หรือโครงการทางเดินลอยฟ้าของ กทม. ก็เอางบจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
มาทำดีกว่า เพราะไหนๆก็เป็นของรัฐอยู่แล้ว

ถ้ายังมีปัญหาคลุมเครือ ก็ให้ร

ถ้ายังมีปัญหาคลุมเครือ
ก็ให้รัฐสภาใหม่ ออก พ.ร.บ.โอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด ให้ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง ก็สิ้นเรื่อง

บุคคลากรสำนักงานทรัพย์สินฯ ท่านก็คงไม่ขัดข้อง หากจะโอนท่านตามไปหรือแม้แต่ย้ายไปอยู่ในหน่วยงานอื่น
ในตำแหน่งและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

เชื่ออีกว่า นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ออกกฎหมายมาจนถึงปัจจุบัน มีรายงานบัญชีรับ-จ่าย ให้ตรวจสอบ เงินของแผ่นดินไม่หายไปไหนหรอก สำนักงานทรัพย์สินก็ยืนยันมาแล้ว ว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ โอนไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ดีเสียอีก จะได้ไม่มีใครเข้าใจผิด

อย่างนิตยสารฝรั่งที่จัดให้พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็น่าจะถือวเป็นเกียรติแก่ประเทศชาติ แต่มันไม่น่าจะจริง เพราะประเทศเราจัดเป็นประเทศยากจน ไม่มีทรัพยากรมีค่าอย่างน้ำมันส่งออก ไม่มีสินค้าเทคโนโลยี่ขายเอากำไรเข้าประเทศมาก ๆ เมื่อคนส่วนใหญ่ยากจน ส่วนจำนวนน้อยแม้จะมีบ้างที่ร่ำรวย แต่ก็ย่อมเป็นไปตามสัดส่วนกับฐานะของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

สนง ทรัพย์สิน :

สนง ทรัพย์สิน : ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน

---

สมศักดิ์ : ผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)

---

วิเคราะห์พิจารณาแล้ว ก็ต้องตั้งคำถามบ้างว่า เป็นทรัพย์สินของ "รัฐและของแผ่นดิน" แล้วไซร้ ไฉนจึงพระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใด ๆ ก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย” โดย "ไม่อาจตรวจสอบได้"

แต่สลิ่มระดับสมอง "ฟายยยย" อย่างจีน่า ไม่อาจเข้าใจประเด็นง่าย ๆ แบบนี้

slimless wrote:สนง ทรัพย์สิน

[quote=slimless]สนง ทรัพย์สิน : ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน

---

สมศักดิ์ : ผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)

---

วิเคราะห์พิจารณาแล้ว ก็ต้องตั้งคำถามบ้างว่า เป็นทรัพย์สินของ "รัฐและของแผ่นดิน" แล้วไซร้ ไฉนจึงพระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใด ๆ ก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย” โดย "ไม่อาจตรวจสอบได้"

แต่สลิ่มระดับสมอง "ฟายยยย" อย่างจีน่า ไม่อาจเข้าใจประเด็นง่าย ๆ แบบนี้[/quote]

ก้คงมีเเต่ฟายอย่างคุนที่ไม่อ่านให้ดีว่า จี เขียนเเค่คำว่า คลัง ไม่ได้เอยเรื่องของพระราชอัธยาศัยนะคะ ตาบอดมืดไปผ่าต้อกระจกหน่อยนะคะ ฟายสมองนิ่ม ตาฟาง

คุณจีน่าก็ช่วยเช็คประสาทตัวเอ

คุณจีน่าก็ช่วยเช็คประสาทตัวเองด้วยนะครับ
แค่ประเด็นเจ้าสัวซีพีก็ยกตัวอย่างมั่วแล้ว ซีพีมันกิจการของเจ้าสัวครับ เปรียบเทียบกับ รมต.คลังได้ไงล่ะครับ

คำอธิบายของพวกแม่ง(กลุ่มรอยัล

คำอธิบายของพวกแม่ง(กลุ่มรอยัลลิสต์) จะกลับไปกลับมา คือ ถ้าเป็นคดีขึ้น แม่งบอกว่า มีฐานะเป็นเอกชน ฟ้องผิดศาล(เช่นศาลปกครองจะไม่รับคดีไว้พิจารณา เช่น คำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๙/๒๕๔๔) มันอยากอยู่ในระบบกฎหมายเอกชน ที่คู่กรณีจะ "กล่าวหา" มันแทบไม่ได้เลย เพราะมีสถานะแตกต่างกันในการเข้าถึงพยานหลักฐานทางเอกสารต่างๆ ในทางปฏิบัติพวกมันไม่ยอมอยู่ในฐานะส่วนราชการ พอร้องไปยังคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ แม่งก็โบ้ยอีก ว่า สำนักทรัพย์สินเป็นเอกชน (ปล มึงตั้งโดยพระราชบัญญัติทำไมฟระ?)

แต่พอเวลาชี้แจงกะต่างประเทศแม่งบอกเป็น ของ รัฐบาล แล้วมอบหมายให้สำนักงานทรัพย์สินฯดูแล (วงเล็บปิด "อย่างอิสระ") ซึ่งถ้าเป็นแบบที่มึงชี้แจง มึงคือ ส่วนราชการ นะโว้ย มีสถานะที่ต้องถูกตรวจสอบโดยศาลปกครองได้ พวกแม่งจะเอาแบบนี้จริงๆมั้ยล่ะ? ยอมให้ตรวจสอบโดยองค์กรอื่นของรัฐไหม?

โครงสร้างสำนักงานทรัพย์สินฯ(ไม่เสียภาษี) ที่เป็นอยู่ มีลักษณะเป็นเอกเทศ (ส่วนตัว) ไม่ต่างจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ (ซึ่งต้องเสียภาษี) , ทรัพย์สินทั้ง ๒ ส่วนนี้ในระบบกฎหมายไทย ในเชิงพยัญชนะ ได้แบ่งแยกไว้ แต่ในเชิงเนื้อหา มันไม่แยกกัน มีลักษณะ "เบลอ" แบบที่อาจารย์สมศักดิ์ ว่าไว้

จริงๆ อ.สมศักดิ์ น่าพาดพิงไปในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๐/๒๕๔๔ คดีพิพาทระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) กับ นางหลั่ง งามโยธิน(ผู้ฟ้องคดี) ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งว่า สำนักงานทรัพย์สินฯเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" โดยอธิบายว่า มีฐานะเป็นเอกชน(เช่นเดียวกับกฤษฎีกาที่อาจารย์ยกให้ดูแล้ว) แต่เนื่องจากในกรณีตามคำฟ้องคดีนี้เผอิญศาลเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจกรรมทางปกครอง(เพราะกรณีนี้การทางพิเศษจ่ายค่าชดเชยผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินฯ แต่สำนักงานทรัพย์สินฯ "ฮุบเงียบ"ไม่จ่ายให้แก่ผู้ถูกเวนคืนที่ดิน) จึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" แต่ไม่ใช่ "ส่วนราชการ" โดยสภาพ

ส่วนเหตุผลแย่มากคือบอกว่า เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน จึงไม่ใช่ "หน่วยงานอื่นของรัฐที่เป็นหน่วยงานทางปกครอง"

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด นี้ ดูได้ใน : อำพล เจริญชีวินทร์ (ผู้รวบรวม), "คำสั่งศาลปกครองสูงสุด เล่ม ๒ (พ.ศ.๒๕๔๔)".lพิมพ์ครั้งแรก , สำนักพิมพ์นิติธรรม , ๒๕๔๕, หน้า ๔๗ - ๕๓. มีอยู่ที่ห้องสมุดปรีดี พนมยงค์ (หอสมุดกลาง มธ ท่าพระจันทร์ เลขเรียกหนังสือ : KPT 2720 ศ64 ล.2 )

ปล.ผมรีบๆพิมพ์จะกลับบ้านแล้ว อาจจะอ่านยากๆนิดนึง ไม่เรียบเรียงเป็นระเบียบ ขออภัย

โถคุณจีน่าเอ๋ย ประเด็นน่ะมันไ

โถคุณจีน่าเอ๋ย

ประเด็นน่ะมันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นประธานหรอก มันอยู่ที่ใครเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในการใช้จ่ายเงินของ สนง ตะหาก หากเป็นเงินของรัฐจริงแล้วรัฐก็ย่อมมึสิทธินำมาใช้ในการพัฒนาบริหารประเทศได้สิครับ ทำไมต้องแล้วแต่พระราชอัธยาศัยด้วย?

ส่วนไอ้การแสดงความเห็นแบบดูถูกเหยียดหยามว่าคนอื่นโง่กว่าเนี่ย ไว้รอให้คุณฉลาดกว่าเขาจริงๆ ก่อนค่อยมาทำเหอะครับ หัดทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ซะบ้าง

ยังมี

ยังมี คนมาแถ....อีก
ทั้งที่ในบทความก็ชัดเจนอยู่แล้ว

อีกสักนิด คือ

อีกสักนิด คือ การปล่อยไก่แบบพวกคลั่งเจ้า :

สถานการณ์ทั่วไป - ไปเสือกอะไรกะ สำนักงานทรัพย์สินฯ ด้วย เป็นของพระองค์ท่าน จะให้รัฐมนตรี มาดูแลทำไมฟระ ล่วงละเมิด ดูชื่อไม่เห็นเหรอ (ส่วนกษัตริย์)

สถานการณ์ที่ถูกประเมินค่าทางสถิติ หรือพูดเรื่องภาษี - สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็มีรัฐมนตรีดูแลตาม พรบ ไง มึงไม่อ่านราชกิจจานุเบกษาเหรอ ? เป็นเงินแผ่นดินนะโว้ย จะเสียภาษีทำไมฟระ

สุดท้าย "คลั่งเจ้า" จะเอายังไงแน่? (แต่อย่างที่บอก โดยโครงสร้าง/เนื้อหา ก็คือมันไม่แยกหรอก แล้วมันเกิดปัญหาทางกฎหมายว่า มีการ คอรัป ตามมา เช่น เลี่ยงภาษีในก้อนเงิน "ยิ่งกว่ามหาศาล" หรือไม่ ตลอดจนเวลาใช้อำนาจในเชิงที่เหนือกว่า ไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน มันไม่ยอมถูกดำเนินคดีแบบองค์กรรัฐทั่วๆไป )

คำถามในเชิงเทคนิคของกฎหมาย จะตามมาอีกเยอะ ไม่ว่า จะเลือก กรณีสถานการณ์๑ หรือ ๒ ก็ตาม (ทั้ง๒ กรณีขัดกันเองในตัว)

ปล.ไปจริงๆละ

เรื่องนี้หนุน

เรื่องนี้หนุน อ.สมศักดิ์เต็มที่ ครับ

ถ้าคิดจะคุมหรือลดทอนอำนาจสถาบันก็ต้องควบคุม เงิน ให้อยู่

แนวทางนี้ดีกว่าวิธีตีความเชื่อมโยงเหตุการณ์ หาว่าเจ้าแทรกแซงการเมือง มันพิสูจน์ยาก ถึงแม้จะสมมุติว่าพิสูจน์ได้ มันก็มีประเด็นของทางฝ่ายนิยมเจ้าว่า บ้านเมืองวิกฤติ ถ้าสถาบันไม่ช่วยแล้วจะมีไปทำไม
พูดไปก็ทะเลาะ แตกแยกกันเสียเปล่า เอาประเด็นนี้ให้ชัดก็ จบแล้ว

สถาบันอยู่มือแน่นอน

คุณจีน่า

คุณจีน่า ผู้ฉลาดหลักแหลมทางภูมิปัญญา หายหัวไปซะละ....กำลังตามอ่านสนุกๆอยู่เลย

ไม่ได้อ่านงานอาจารย์มาตั้งนาน

ไม่ได้อ่านงานอาจารย์มาตั้งนานแล้ว คิดถึงค่ะ ขอให้อาจารย์มีความสุขมาก ๆ นะคะ กับการเป็นผู้ให้ปัญญาคนทั่วไปทุก ๆ คน

เอาความเป็นจริงและเหตุผลมาสนท

เอาความเป็นจริงและเหตุผลมาสนทนาธรรมกัน อย่า take side เลือกช้างอะไรมากเกินปายยยยย ดีแล้วที่สนทนาธรรมไม่ใข้อารมณ์อันไร้วุฒภาวะมาด่ากัน ใครจะจงรัก หรือไม่จงรักก็เป็นเรื่องของเขา ของสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ถึงจะเรียกว่าเป็ประชาธิปไตยที่แท้จริง เราต้องเคารพความคิดเห็นของแต่ละคน มนุษย์หน่ะ "คนไม่ได้กินแกลบ" (เป็นชื่อเรื่องสั้นของ กวี นักคิด นักเขียนนามปากกา ศรีบูรพา หรือ กุหลาบสายประดิษฐ์ นักเขียนผูไม่ยอมสยบยอมกับเผด็จการทราชย์ สมัยเผด็จการจอมพลผ้าขะม้าแดงบ้ากาม สฤษดิ์ ธนะรัขติ์ จนต้องไปตายต่างประเทศ เหมือนท่านปรีดี พนมยงค์ ที่มีบุญคุณต่อประเทศไทย แต่ก็อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้เพราะอะไรไปศึกษากันเอาเองเจ้า ราวังมาตรา 112 จะมีคนกลั่นแกล้งทางการเมือง...

ถ้าเราไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล เอาความติดของตัวเองเป็นใหญ่นั่นละคือเผด็จการดีๆนี่เอง ท่านที่โพสต์มาและไม่เห็นด้วยกะอาจารร์สมศักดิ์ เจียมฯ ก็แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมได้ แต่อย่าเป็นผู้พิพากษาตัดสิน ถ้าเขาตัดสินเราบ้างเราจะรู้สึกอย่างไรเจ้า เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ในสังคมประชาธปไตยที่อ้างกันต้องรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่มีผิด มีถูกดอก ให้กาลเวลาเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมที่สุด เป็นผู้ตัดสิน!!!

เอ๊า LONG LIVE THE KING และก้อ LONG LIVE THE THE PEOPLE ด้วยเจ้า ...สาธุ อาเมน อิสลามมาลากุม ฯลฯ

ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง

ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง หนุ่มสาวชาวสวนมีคลองกั้นกลาง วัดอยู่ฝั่งของชายหนุ่ม

สาวเจ้าพายเรือข้ามคลอง ชวนชายหนุ่มไปทำบุญร่วมกันที่วัด

ดูมหรสพจนดึกดื่น ฝนฝ้าคะนอง สาวเจ้าจึงต้องค้างคืนที่บ้านชายหนุ่ม

สาวเจ้าบอกว่า ห้ามล่วงเกิน โดยใช้หมอนเป็นที่กั้นกลางไว้

รุ่งเช้า หนุ่มหน้ามนส่งสาวเจ้าลงเรือ แล้วบอกว่า

"พี่รดน้ำเสร็จแล้วจะข้ามคลองไปหานะ"

สาวเจ้าบอกด้วยเสียงราบเรียบว่า

"อย่าเลยพี่ แค่หมอนยังข้ามไม่ได้ จะข้ามลองได้อย่างไรกัน"

:-(

Tipping point จริงๆ คือ

Tipping point จริงๆ คือ เรื่องนี้
หยุดขอรับบริจาคสร้างโรงเรียน_โรงพยาบาลได้แล้ว
เอาเงินตรงนี้แบ่งไปสร้างให้คนในชนบท
ทำเองดีกว่าสถานการณ์บังคับให้ทำ
ชาวบ้านเขาคุยเรื่องนี้กันค่อนประเทศ
เขารอดูว่าจะเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำบ้างไหม
...สุดท้ายมีเอกสารออกมาชุดเดียว
เอาเถอะครับคิดได้แค่ไหน ก็ทำมันแค่นั้น !

ขอเป็นกำลังใจให้กับอาจารย์สมศ

ขอเป็นกำลังใจให้กับอาจารย์สมศักดิ์ครับที่ผลิตผลงานระดับmaster piece โดยเฉพาะบทกลอนช่วงสุดท้าย ได้บ่งบอกตัวตนของอาจารย์ได้ดี
คณูปกรณ์ของอาจารย์สมศักดิ์ในครั้งนี้ เท่ากับได้เปิดม่านฟ้าของประเทศไทยที่เคยปกคลุมสังคมไทยอย่างพร่ามัวและมืดมิดมาอย่างยาวนาน ได้ถูกลบล้างความเชื่อเก่าๆได้จางหายไป เริ่มทอแสงสว่างจ้ารับอรุณของวันใหม่
นีืละคือเสรีภาพที่ทุกคนต้องการแสวงหา

ขอบคุณอ.สมศักดิ์มากครับ

ขอบคุณอ.สมศักดิ์มากครับ ที่ทำให้พวกเราได้ตาสว่างมากขึ้นอีกครั้ง
ว่าแต่คิดถึงอาจารย์มากๆเม่อไหร่จะกลับมาเล่น FB ตอกหน้าไอ้มาร์ค
มันหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้มันทำให้ FB แปลว่า Fakebook ไปซะแล้ว

KUDOS,

KUDOS, KUDOS..

>>>ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์<<<
Do they file the income tax? anybody? or do they have the tax exemption forever?

มั่นใจว่าประชาชนชาวไทยทุกคนมี

มั่นใจว่าประชาชนชาวไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ขอบคุณอ.สมศักดิ์

ขอบคุณอ.สมศักดิ์ ที่ช่วยให้ความสว่าง เดียวนี้อาจไม่รวยที่สุดในโลกแล้วก็ได้ เพราะขายที่ดิน นำเงินออกไปตั้งหลักแหล่งที่ต่างประเทศ เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน ฮ่าๆๆๆๆๆ

วันแรกที่อ่านรายงานของสนง.ทรั

วันแรกที่อ่านรายงานของสนง.ทรัพย์สินฯ ยังคิดในใจว่าน่าจะมีใครออกมาโต้แย้งบ้าง แล้วก็เป็น "อาจารย์สมศักดิ์ " กด like รัวๆๆๆๆ

ครับ

ครับ ประเทศนี้ถ้าเราได้กรุณาติดตามดูอะไรให้ลึกซึ้งแล้ว จะพบความจริงในเกือบทุกๆเรื่องว่า มันเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมดแหละ ครับผม

กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบอาาาาา

กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบอาาาาาาาาาาาาจารย์ สมมมมมมมมมมมมศักดิ์
ด้วยดวงใจที่รักและศรัทธาจริงๆครับบบบบบบบบบบบบบบบ

ท่านทำเพื่อชาติ และประชาชน
ท่านไม่กลัวอำนาจที่มองไม่เห็นใดๆ
เพราะท่านมั่นใจว่าท่านไม่ผิด

อาจารย์สมศักดิ์เจียมคืออาจารย์ผู้เบิกเนตรให้ประชาชนผู้หลงงมงายกับการโฆษณาชวนเชื่อห่วยๆ

สาธุ สาธุ สาธุ

จีน่า wrote:คุนหัวโตคะ

[quote=จีน่า]คุนหัวโตคะ ถ้าสมองคุนนิ่มมากเเต่โต ให้ไปเชค็ประสาทจะดีที่สุดนะคะ เเค่คำว่า คลังเปนประธานในการรับผิดชอบ โดยตำเเหน่ง เเละ สนง.เป็นผู้ดูเเล ยังตีความไปไกลเสียเหมือนกับว่า ไม่รู้จักระบบของหุ้นส่วนการดูเเล จัดการ บริหาร เเละรับผิดชอบซึ่งกันเเละกันเท่าไรเลยนะคะ

คำว่า คลังเปนประธาน ให้รับผิดชอบในกรณีที่สนง.เกิดดูเเลผิดพลาด ก็เขียนได้ถูกต้องอยู่เเล้ว เพาะประธานต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เนื่องจากคำว่า มาโดยตำเเหน่ง นี่คือคำที่ตีความหมายที่เข้าใจง่ายๆ มากว่า มีสถานะเเค่สวมหัวโขนสอดส่อง จะมีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวหรือไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นก็ได้ เเต่ โดยมารยาทเเล้ว คงไม่มีคลังที่ไหนที่มาทำหน้าที่เเค่สวมหัวโขน เเล้ว ต้องมาทำงานในสนง.อีกอย่างหรอกนะคะ อย่างมากก้คงจะดูในส่วนของงบการเงินมากกว่า เพื่อส่งเงินช่วยสนับสนุนให้กิจการของสนง.เสียมากกว่า

เเต่ถึงจะบอกว่า โดยตำเเหน่งเเล้วทำไมต้องรับผิดชอบ ก็มาเปน คณะกก.ใหญ่ ก้ต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เหมือน เจ้าสัวซีพีอะ เปนถึงประธานใหญ่ เเต่เวลาบอร์ดบริหารงานพลาด เเล้ว ใครรับผิดชอบละคะ ก็เจ้าสัวซีพีงัย เพาะเปนประธานโดยตำเเหน่ง เเม้ว่า จะทำงานรึไม่ทำงานก้ตามทีคะ ...

เอาเเค่นี้ อิชั้นก้มองว่า คุนจงใจบิดเบือนเเละก็ฟายมากๆเลยนะคะ ไม่เคยเข้าใจระบบธุรกิจเเล้วยังมาสะเออะ เเสดงความคิดเหนโชว์ฟายอีกนะคะ ..เเหมๆ อีสมองโตเเต่หนัง ฮ่วย..

ส่วนอื่น ไม่ขอตอบนะคะ ขี้เกียจตอบเดวมันยาวคะ มีจับผิดเเละอทิบายให้สมองฟายๆๆอย่างคุนได้อีกเยอะคะ กับการเปนเเค่อ.สอนปวศ จะมาเข้าใจอะไรกับรับระบบธุรกิจละคะ ฟายยยย... เอาเปนว่า ขอตอบเเค่นี้สั่นๆ นะคะ ไม่ตอบเยอะ[/quote]

[b]คุณจีน่าครับ

ผมว่าคุณจีน่านอกจากชื่อจะเซ็กซี่มากๆ แล้ว

แต่สมองของคุณที่แสดงออกเป็น คห. ก็ยัง โค่ด Bright เลยครับ

สุดยอดครับ

เล่นซะหัวโต คลอนไป คลอนมา เลยครับ (กร๊ากกกก) (นึกภาพหัวไอ้โต คลอนซ่าย คลอนขัว คลอนหน่า คลอนหลั้ง แว๊ว ฮา โค่ด) (ฮ่าฮ่าฮ่า)[/b]

ทรัยพ์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ทรัยพ์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ตามหลักการแล้วควรเป็นสมบัติของส่วนรวมเพราะอะไรนั้น ... โดยส่วนตัวก็ไม่ได้มีความรู้ความชำนาญอะไร แต่จะขอแชร์ไอเดียส่วนตัวก็แล้วกัน

ก่อนอื่นในเมื่อปัจจุบันเราไม่ได้ปกครองด้วยระบบสมบูรฯที่กษัตริย์เป็นใหญ่ แต่ปกครองแบบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน ... ดังนั้นต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า กษัตริย์ และ ราชวงค์ มีขึ้นมาได้เพราะได้รับการเห็นพ้องจากประชาชน ต้องเข้าใจและยอมรับในหลักการนี้ก่อน เป็นอย่างแรก

ทรัพย์สินส่วนพระองค์ กับ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต่างกันอย่างไร อธิบายง่ายๆอย่างนี้

ทรัพยสินส่วนพระองค์ ก็คือทรัพย์สินที่ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่ได้เป็นกษัตริย์ ก็ยังจะมีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ... สมมติว่ากรณีที่ ร.6 มีบุตรชาย ... เจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ไม่ได้เป็น ร.7 ...แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติอะไรบ้างในฐานะของ น้อง ร.6 เท่านั้น ... นี่คือทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ .... เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล

ในทางตรงกันข้าม ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ควรเป็นทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ มิใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง(ภายใต้ พรบ.ทรัพย์สินฯ ฉบับแรก ก่อนที่จะแก้ไขหลัง รปห. 2490) ดังนั้นทรัพย์สมบัติอะไรที่เ้จ้าฟ้าประชาธิปกฯได้รับ เนื่องจากการได้รับสถาปนาเป็นพระปกเกล้าฯ ... อันนี้แหละคือทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ... ซึ่งภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตาม พรบ.ทรัพย์สินฯ ฉบับแรกนั้นถือว่าเป็นสมบัติของแผ่นดิน และตามหลักการที่ควรจะเป็น...ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ... ไม่ใช่แม้แต่สมบัติของกษัตริย์ราชวงค์ใดราชวงค์หนึ่งด้วย ... เพราะต่อให้สมมติว่าครั้น ร.7 ท่านสวรรคต ทายาทราชวงค์จักรีทุกคนปฏิเสธจะรับตำแหน่งกษัตริย์หมด ... ต้องไปเชิญบุคคลอื่น เช่น ทายาทราชวงค์ตากสิน (ไม่ใช่ทักษิณน่ะ) มาเป็น ร.8 แทน ... สมบัติที่เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ต้องถูกโอนมาให้อยู่ภายใต้กษัตริย์ราชวงค์ใหม่ด้วย ... (ถ้าเกิดคิดว่าให้กษัตริย์มีสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนนี้เหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ ... ถ้ากษัตริย์องค์เก่าได้ทำการใช้สอย หรือ จำหน่ายจ่ายโอน ทรัพย์สินส่วนนี้จนหมดแล้วก่อนจะมีการเปลี่ยนรัชกาล ... กลายเป็นว่ารัชกาลใหม่ก็มีโอกาสที่จะจะไม่มีทรัพย์สินส่วนนี้อีกต่อไป)

ดังนั้นจึงมีคดีความที่ ร.7 ถูกฟ้องร้องเรื่องการโอน (หรือถ้าเป็นนักการเมืองก็จะเรียกว่าผ่องถ่าย) สินทรัพย์จาก ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัติย์ ให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ (คดีนี้ผมก็ไม่ได้รู้รายละเอียด แค่อ่านเห็นในเว็บนิติราษฏร์ เท่าที่จำได้รู้สึกว่าศาลจะตัดสินว่าจำเลยกระทำความผิดจริง รายละเอียด พุฒิพงฯอาจจะสามารถช่วยอธิบายได้) ซึ่งตาม กม.ในสมัยนั้น กษัตริย์ไม่สามารถนำผลตอบแทน หรือ โยกย้าย ทรัพย์สินในส่วนของสำนักทรัพย์สินฯ ได้ตามพระราชอัธยาศัย เหมือนอย่างใน พรบ.ฉบับใหม่ที่แก้ไขโดย รัฐบาลอันเป็นผลมาจากการ รปห.ของกลุ่ม royalist ในปี 2490

บางคนอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนๆกันนั่นแหละ เพราะในเมื่อท่านก็ได้มาเป็นกษัตริย์แล้ว ทรัพย์สินของสถาบัน หรือ ส่วนบุคคลก็เป็นเรื่องของเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น แล้วจะไปแยกทำไมให้ยุ่ง ... อันนี้ต้องย้อนกลับไปที่จุดเข้าใจร่วมว่า เราไม่ได้เป็นระบบสมบูรฯ แต่เป็นระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ... ดังนั้นกษัตริย์ในฐานะของบุคคล จึงไม่เท่ากับสถาบันอีกต่อไป ... กษัตริย์ในฐานะบุคคลอาจจะมาแล้วไป (ดูตัวอย่างพระเจ้าเอดเวิร์ด 8 พี่ชายพระเจ้าจอร์จ 6 กษัตรยิ์ผู้ติดอ่าง) แต่สถาบันและทรัพย์สินของสถาบัน ต้องอยู่สืบต่อไป ... ไม่ใช่ว่าพอกษัตริย์พระองค์ใหม่มา แล้วสามารถบริหารถ่ายเททรัพย์สินของสถาบันได้เหมือนส่วนตัว โอนทรัพยสินส่วนสถาบันออกไปหมด หลังจากนั้นสละราชสมบัติ ... ก็จะกลายเป็นอดีตราชาผู้ร่ำรวย แต่สถาบันตกยากอย่างนี้หรือ ....นอกจากนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่ออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เกิดอีกสามร้อยปีข้างหน้าประชาชนมีความเห็นตรงกันว่าระบบการปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูลอาจจะไม่เหมาะกับประเทศไทยอีกต่อไป .... จึงยกเลิกเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น ... ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนมีฉันทามติร่วมกันในอดีต เมื่อถ้าเกิดวันหน้า (สามสี่ร้อยปีจากนี้มั้ง) ฉันทามติได้เปลี่ยนไป ... ก็ควรจะถูกดึงกลับไปเป็นสมบัติของประเทศได้ จะนำไปจัดสรรอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

http://www.baanjomyut.com/lib

http://www.baanjomyut.com/library/law/02/096.html

อ่านเวปที่ผมก็อปปี้มาให้ดูนี่แล้ว ผู้ที่พอเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะได้ข้อมูลที่นำมาใช้อ่าน
บทความของสมศักดิ์เจียมได้เข้าใจกระจ่างขึ้น ว่าแกเขียนแบบนี้ พูดความจริงไม่ครบ นั้นต้องการอะไร

ทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นแยกจากกันเด็ดขาดมาตั้งแต่สมัยคณะราษฏรแล้วครับ ว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้นต้องเสียภาษี ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริญ์นั้นถือว่าตกเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับ ทรัพย์สินอื่นของรัฐ ทรัพย์สินสำคัญก็คือที่ราชพัสดุที่ดูแลโดยกระทรวงการคลัง ใครเป็รรัฐบาลก็ได้อำนาจดูแลไป

กฏหมายที่ออกใช้บังคับนั้น ทุกฉบับออกโดยนักการเมืองที่ครองอำนาจในขณะนั้นทั้งสิ้น เจ้าไม่ได้มีอำนาจบทบาทอะไรกับการออกกฎหมายเหล่านี้ ปี๗๙ก็คณะราษฎร ปี๘๔ไม่ปรืดืก็จอมพลป.ซึ่งน่าจะเป็นปรีดีมากกว่าเพราะคุมเสียงในสภาอยู่แล่ะให้คณะผู้สำเร็จราชการใช้เงินจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ แล้วปรีดีก็อยู่ในคณะผู้สำเร็จราชการกับเขาด้วย......ส่วนการแก้ไขปี๙๑ที่สมศักดิ์เจียมเอามาอ้างว่าประชาธิปัตย์โปรเจ้าแก้กฏหมายนั้น เขาแก้หลักๆก็ตรงตัดคณะผู้สำเร็จราชการออก.......ในหลวงรัชกาลที่๙ยังศึกษาต่ออยู่ที่ยุโรป เสด็จกลับมาปี๙๓ครับ...
กลับมากฏหมายว่าอย่างไร ท่านก็ว่าอย่างนั้น ......นักการเมืองที่ไหนจะโปรกษัตริย์กันล่วงหน้า ครับ

ส่วนเรื่องการใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยนั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี๒๔๗๙ นักการเมืองไม่รู้กี่พรรคกี่คณะที่ใช้กมฬนี้ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่เห็นมีใครเสนอแก้ไขเป็นอย่างอื่น ไอ้พวกหัวการค้านักเซ็งลี้ก็มีอยู่บ้าง ที่เห็นที่เห็นทางราชพัสดุแล้วน้ำลายไหล แต่อย่างมากก้แค่หานักวิชาการอย่างสมศักดิ์เจียมมาเขียนถึง
หาแนวร่วมประเภทว่านอนสอนง่ายครูบาอาจารย์ว่าอะไรก็เฮตามไปกับเขาด้วย แบบโง่ๆ

กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ก็เหมือนกับกฏหมายอื่น ใครอยากจะแก้ไขก็ต้องให้นักการเมืองในสภาทำทั้งนั้น การแก้ไขกฏหมายนี้ทำได้ครับ พรรคการเมืองไหนนักการเมืองคนไหนอยากแก้ไข ตอนนี้ก็ฬกล้เลือกตั้งแล้ว ที่ถูกที่ควรนั้น

สมศักดิ์เจียมต้องนำเสนอพรรคการเมืองที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูงสุดไปเลยครับ ว่าให้ประกาศใช้เป็นนโยบายหลักสัญญาประชาคม ว่าชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่จะแก้ทันที พร้อมกับกฏหมายหมิ่นฯด้วยก็ได้
นักประชาธิปไตยเขาต้องทำเช่นนั้นครับ......

อย่างสมศักดิ์เจียมประพฤตินั้น เป็นได้แค่ ผู้ไม่นิยมเจ้าเข้ากระดูก แต่ไม่รู้กลไกกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย.....

ว่างๆ สมศักดิ์ลองไปหาข้อมูลดูนะครับว่า ตั้งแต่ปี๗๙ ถึง๙๑ นั้น ประเทศไทยมีกษัตริย์พระองค์ไหน เสด็จประทับอยู่ในประเทศ และมีบทบาททางการเมืองบ้าง เป็นเวลารวมกันกี่เดิอน......

กม.ทรัพย์สินส่วนพระองค์ส่วนพระมหากษัตริย์ นักการเมืองประกาศออกมาใช้ในช่วงนั้นทั้งหมด ครับ

ตรรกะ เจ้าผิดทุกเรื่อง ของสมศักดิ์เจียมนั้น ใช้ได้กับผู้ฟังที่โง่ระดับนับวันเดือนปีไม่เป็น กระมังครับ...

เห็น! หลาย คววววววายคิดเห็ง

[b]เห็น! หลาย คววววววายคิดเห็ง (ฮา) บอกว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต้องเป็นของรัฐและแผ่นดิน บางคนล่วงเกินไปถึงว่า (อย่างไอ้ คห. 384887 ข้างบน เนี๊ยะ!) ที่มีราชวงศ์ได้เพราะประชาชนยินยอม

โถ! ทำไมถึงได้ฟาย (ขอยืมศัพท์คุณจีน่าหน่อยนะครับ) (ฮา) กัน จั๊งซี่ (อิอิอิ)

เอางี้! ละกัน

ก่อนหน้า 24 มิ.ย. 2475 ประเทศไทยทั้งประเทศเป็นของใคร คำตอบ ก็แสนง่าย เป็นของพระราชา เพราะ ประเทศไทยปกครองโดย สมบูรณาญาฯ มาตลอด

เพียงแต่ว่าประเทศไทยตกเป็นของราชวงศ์ใด ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองภายในว่า ราชวงศ์ใดจะเข้มแข็งขึ้นครองประเทศ จริงหรือไม่

หลัง Revo. 2475 คณะปฏิวัติ (นี่เรียกถูกด้วยนะ เว๊ย!) ; )~ ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วคณะราษฎร์ได้ยึดทรัพย์สินของพระราชาไปเป็นของประชาชนด้วยหรือเปล่า

ถ้ามี ทำตอนไหน

แต่ตอบเองก็ได้ ไม่มี เพราะ คณะราษฎร์ชุดนั้นมันเหมือนมะม่วงบ่มแก๊ซน่ะ ทะลึ่งก่อนกาล พอทำปฏิวัติได้ไม่ทันไร สุดท้ายก็วงแตกทะเลาะกันเอง สุดท้ายยังต้องไปทูลขอ ร. 8 ให้กลับมาเป็นพระราชาอีกเลย

(นี่ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าการที่คณะราษฎร์ทำไป ไม่ได้ประสบผลสำเร็จ เพราะสุดท้ายยังต้องสืบสันตติวงศ์ต่อ ถ้าคณะราษฎร์ คิดว่าประชาชนเอาด้วยจริง ทำไมระบอบกษัตริย์ไม่ล้มไปเลยตั้งแต่ตอนนั้นเล่า ใช่มะ ทั้งๆ ที่จะล้มตอนนั้นก็น่าจะทำได้ง่ายกว่าเวลานี้อีก ทำไมต้องให้พวกกระสันต์ล้มเจ้า ยังต้องลำบากลำบนฝันเปียกฝันแห้ง กระเย้อกระแหย่งกันมาจนถึงวันนี้ หือ! หัวโต) (ฮา)

แล้วก็ไม่มีการโค่นล้มระบอบกษัตริย์อย่างในยุโรปแต่อย่างใด เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย จนแม้แต่ข้าราชการส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย ใช่มั๊ยเล่า ถึงล้มไม่ได้

และในเมื่อล้มไม่ได้ เพียงแต่ ล้นเกล้า ร. 7 ท่านเห็นแก่ประเทศชาติ ไม่อยากให้คนในชาติเข่นฆ่ากันเพราะความเห็นขัดแย้งทางการเมือง ท่านจึงทรงยอมสละราชสมบัติ จำประวัติศาสตร์กันได้หรือเปล่า ฟาย ทั้งหลาย

ร. 7 ประกาศสละราชสมบัติเกือบ 2 ปี หลัง ปว. 75 (จำปีแน่นอนไม่ได้ หัวโตช่วยคนทีดิ้ ว่ากี่ปี) (ฮา)

นั่นก็คือ การ ปว. 2475 เป็นการ ปว. ที่หน่อมแน้มมาก เป็นความกระสันต์ของพวกหัวนอกไม่กี่คนที่ ทะลึ่งก่อนกาล อย่างที่บอก

แถมไม่สามารถโค่นล้มอะไรได้ ต่างจากยุโรปที่เกิด ปว. ที่ใด ก็โค่นล้ม (จนถึงเข่นฆ่า ก็มี) แล้วก็ยึดเอาทรัพย์สินของประเทศให้ตกเป็นของประชาชน

แบบนั้นแหละ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ถือว่าหมดไป เพราะประชาชนยึดไปหมดแล้ว

แต่สำหรับเมืองไทย อย่างที่บอก หน่อมแน้ม สถาบันกษัตริย์ จึงยังคงอยู่ เพราะคณะทะลึ่งก่อนกาล (ฮา) ไม่สามารถโค่นล้มท่านได้ ไม่ใช่ ประชาชนยินยอมให้อยู่แบบฟายบางตัวเสล่อพ่นมา (ฮา)

ดังนั้น ในเมื่อสถาบันกษัตริย์ในไทย ไม่เคยถูกล้มล้างไปเลย ทรัพย์สินของประเทศ ที่ท่านไม่ได้ยกให้ใครก็ยังเป็นของพระราชาอยู่มาโดยตลอด ใช่หรือไม่?

การที่ทรัพย์สินส่วนนี้ เจ้าของ ก็คือ ในหลวง ท่านจะอยากให้ใช้อย่างไร ก็เรื่องของท่าน

แต่การที่ท่านยอมให้นำทรัพย์สินส่วนนี้มารวมเป็นของรัฐและของแผ่นดิน นี่ก็ไม่เท่ากับท่านมีน้ำพระทัยกว้างขวางหรอกหรือ ที่ท่านยอมเอาทรัพย์สินของท่าน (ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ให้ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนได้เป็นเจ้าของได้ด้วย นี่น่ะ

เพราะสมบัติของท่าน แต่ท่านเห็นแก่ชาติ ถ้าในอนาคตมีความจำเป็นท่านก็อาจยกสมบัติบางส่วนเพื่อสาธารณะอีกก็ได้ ตย. ง่ายๆ ที่เชื่อว่า ฟาย ห่าช้าไท เอ๊ย! ป่าช้าไท แกล้งลืม หรือ โง่ ไม่รุ กิงกิง ก็ได้ ก็คือ กรณีแก้มลิงที่อยุธยาไงล่ะเว๊ย ไอ้พวกควาย (อุ๊ย!เผลอเรียกชื่อจริงไปซะละ โกรธอ๊ะปะ นี่!) (ฮา) ที่ท่านทรงสละที่ดินของท่านให้ทำแก้มลิงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม. ซ้ำซาก (ภาษาไอ้จันด่างแซ่ชัก ก็ต้องว่า ว้ำวาก) (ฮา) หรืออีกกรณีที่จำไม่ผิด ก็ กรณี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เป็นที่ทรัพย์สิน (แต่อันนี้ไม่แน่ใจ หัวโต ช่วยค้นอีกที เด๊ะ!) (ฮา)

หรืออย่างกรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปู่ของท่านก็ยกที่ให้มหาลัยเอาไปทำสถานศึกษาเพื่อประโยชน์ของคนทั้งชาติ

สรุป ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็เป็นของท่านมาตลอด ผ่านการสืบสันตติวงศ์ แต่พอมาถึงยุคนี้ ที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ท่านก็ไม่ได้ฝืน ท่านก็ยอมเอาทรัพย์สินส่วนนี้มาเป็นของประชาชน แต่ต้องในนามประชาชนทั้งแผ่นดิน นั่นคือ ตกเป็นของรัฐ แล้วทรัพย์สินส่วนนี้ท่านก็ดูแลเอง ท่านไม่ยกให้ใครเป็นการเฉพาะ (เพราะอะไรก็คิดเอาเองละกัง!) แต่ท่านจะดูแลเอง เพื่อผล ปย. ของคนทั้งชาติ จะเอามาใช้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็น อย่าง ตย. ที่ยกมา

ไม่เห็นมันจะมีปัญหาอะไรเลย

เพราะที่จริง ท่านก็ไม่ได้ไปยึดทรัพย์สินของใครมาซักหน่อย

ไอ้พวกนี้มันพวกรู้มากยากนาน กิงกิง ; )~

ส่วนกรณี ความเสล่อ ที่หัวโต พ่นมาแล้วถูกคุณ จีน่า 'เบิ๊ดโหลกซะหัวคลอน เด้งไปเด้ามา ไม่ต้องพูดซ้ำ (ถ้าเป็นไอ้ด่างต้องว่า พูดว้ำ) (กร๊ากกกก) เพราะคุณจีน่าพูดถูกแล้วทุกอย่าง

เพียงแต่พวกเมิงโง่เอง ที่ไม่เข้าใจ (ฮา)[/b]

อ่าฮะ! ก่อนไป คนทำดี

[b]อ่าฮะ! ก่อนไป

คนทำดี ยังไงก็ต้องชม

ผมยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลของ ป๋าบาง ใน คห. 384892 นะ

แต่ผมคิดว่าระดับ ป๋าบาง คงไม่ยอมเสียหมาด้วยการอ้างมั่วซั่วหรอก

จึงขอยกนิ้วโป้งให้ ป๋าบาง

แล้วอยากดู สาวก ป่าช้าไท (ฮา) (ซึ่งดูไง ก็ห่วยกว่าสาวกแป๊ะลิ้มแน่นอน)(กร๊ากกกกก) จะแถได้มะ

แต่รับประกัน เด๋ว ได้มีพวก ไม่อ่านห่าเหวอะไร เอาแตด่าป๋าอย่างเดว แน่นอน

เพราะพวกมันคือ สาวก หัวโต และ สาวก ป่าช้าไท (อิอิอิ)

แต่โปรดสังเกตุ เห็นมะว่า ป๋ายังรู้ข้อมูลเลยว่า คณะราด (ฮา) มันโค่นไม่ได้ มันได้แต่แทรกแซง แถมท่านก็ยอมให้มันแทรกแซง

แค่คนหน้าด้านอย่างหัวโตก็ยังแถด่าท่านอยู่ดี

แต่เอ๊ะ! ผมตังข้อสังเกตุไว้แว๊วนี่ ว่า พวกนี้บอกเองว่าเมืองไทยไม่มีเสรี คนด่าเจ้าไม่ได้ มีแต่หมาเห่าเจ้า (ฮา)[/b]

น่าเบื่อความปัญญาอ่อนของพวกที

น่าเบื่อความปัญญาอ่อนของพวกที่ชอบแถในทำนองว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ไม่มีอำนาจพิเศษ มีสิทธิเสรีภาพ ไม่งั้นจะยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ฯลฯ ได้อย่างไร

การที่ยังมีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ หรือตำหนิติเตียนรัฐบาลเผด็จการ หรือคนที่เขาเห็นว่าทำไม่ดีทำไม่ถูก ฯลฯ ได้นั้น

ไม่ได้แสดงว่าขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ประเทศเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้แสดงว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และไม่ได้แสดงว่าไม่มีอำนาจพิเศษ หรือไม่มีพลังชั่วแอบอยู่เบื้องหลังความสับสนวุ่นวายป่าเถื่อน ฯลฯ

เพราะการที่ยังมีคนวิพากษ์วิจารณ์ได้ นั้น มันมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา

ในด้านของผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ที่ "ยังปล่อย" ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าอยากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น พวกเขาพยายามและกระหายที่จะเล่นงานพวกที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ แต่พวกเขาก็ไม่โง่เสียทีเดียวจึงใช้นโยบายสองด้าน

ด้านหนึ่ง ต้องการปราบปรามจนตัวสั่นและก็ลงมือปราบปรามครั้งแล้วครั้งเล่า(ซึ่งผลที่ได้กลับไม่คุ้มเสีย) แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็จำเป็นต้องรักษาภาพอันสวยหรูดีงามเอาไว้ จึงต้องใช้วิธีการหลอกลวง จับบ้างไม่จับบ้างเพื่อให้คนโง่ ๆ เอามาเป็นข้ออ้างให้ักับคนโง่ ๆ ฟังว่า "เห็นไหมล่ะที่พวกมันบอกว่าเป็นเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย ถูกลิดรอนสิทธิ ฯลฯ นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะพวกมันก็ด่ารัฐบาลว่าเผด็จการ ด่าอมาตย์ว่าสมคบกับเผด็จการ หมิ่นสถาบันฯ อยู่ทุกวัน ฯลฯ...."

ในด้านของผู้วิพากษ์วิจารณ์เอง ส่วนใหญ่ก็กระทำอย่างระมัดระวัง ใช้เหตุผลและยึดถือหลักการจนไม่สามารถที่จะถือเป็นความผิดได้ จึงยังสามารถทำการวิพากษ์วิจารณ์ได้ต่อเนื่องโดยไม่ถูกดำเนินคดี แต่ก็มีบางคนบางส่วนที่ล่อแหลมและถูกดำเนินคดี

ถ้ามีสิทธิเสรีภาพจริงอย่างที่ชอบอ้างกัน อย่างน้อย คนอย่างคุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะต้องไมุ่ถูกกล่าวหา และ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข จะต้องไม่ถูกจับข้อหาหมิ่นฯ เพราะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่กฏหมายกำหนด

ฯลฯ

โถ!

[b]โถ! พ่อปาน

แถไปได้เนาะ

วาทกรรมนี้คิดกันนานไหม กว่าจะเอามารับข้อหาแบบนี้ได้น่ะ

แต่ท่ดนะ เกรียนชิบหายเลยว่ะ

เอางี้ลองยกตัวอย่างมาทีดิ๊ ว่าใครโดนเก็บไปแล้วบ้าง (หมายหเต.- เก็บนี่คือ Death น่ะนะ อย่างอีดา ไอ้ยศ เขาไม่เรียกเก็บ เขาเรียกดอง) (ฮา)

แล้วไหนลองยก ตย. การปราบที่ว่ามาด้วยอีกที เพราะเกรียนเกินที่พูดลอยๆ แบบนี้ แถมนี่เป็น ตย. ชั้นดี ที่ทำไมถึงยังไม่ควรปล่อยให้มีการวิพากษฺกษัตริย์ได้โดยเสรี เพราะวุฒิภาวะ หรือที่จริงควรเรียกว่าความเป็นคนของพวกล้มเจ้ามันต่ำกว่าอะมีบา โปรโตซัวไปเยอะ น่าจะอยู่ระดับสัมภเวสี ผีห่า สัตว์นรก มากกว่า ถึง มากที่สุด

เพราะ ไม่เคยเห็นซักทีไอ้ที่อ้างว่าวิจารณ์โดยมีวิจารณญาณ แต่เสือกแต่งนิทานตอแหลว่ามีการสั่งปราบนี่น่ะหรือ การวิจารณ์แบบเป็นผู้เป็นคน ดูแล้ว เป็นเหี้ยเป็นห่า ซะมากกว่าว่ะ ป่านปุ้น (อิอิอิ)

แต่อยากโต้แย้งซักทีว่า ถ้าเมืองไทยกดขี่จริง ทำไมนานาชาติไม่แทรกแซงเหมือน ตูนีเซีย ลิเบีย อียิปต์ ล่ะ!

สถาบันฯ ไทยได้สิทธิ์พิเศษอะไรมากกว่าผู้นำอาหรับเหล่านั้นหรือ ถ้าสถาบันฯ สั่งปราบ เมื่อปี 53 จริง ต่างชาติจึงไม่แทรกแซงไทย แถม รัฐสภา สรอ. ยังยกมือสนับสนุนไอ้มารก์ สี่ร้อยกว่า ต่อ สี่ จำได้หรือเปล่า อ้อ! แล้วกลับไปทำการบ้านนึกวาทกรรมที่จะแถเรื่องพวกนี้อีกทีนะ

เอ้า! ตั้งโจทย์การบ้านให้

1. เมืองไทยก็มีการปราบไปเมื่อปี 53 ถ้าเป็นการสั่งการโดยสถาบันฯ จริง ทำไมนานาชาติ ไม่แทรกแซงแบบ อาหรับ

2. ถ้าเมืองไทยมีการสั่งปราบจริง ทำไมสภาซีเนท สรอ. ยกมือสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ 4 ร้อยกว่า ต่อ สี่

3. ถ้าคนเสื้อแดงถูกล้อมปราบจริง ทำไม ICI อะไรจำไม่ได้ ที่ไอ้แม้วโม้ว่าเขาจะเชิญมันไปให้การเรื่อง เดือน มีค. - พค. 53 พอถึงวันจริง มันอ้างหน้าด้านเหมือนนายเลย ป่านปุ้น ว่า องค์กรนั้นดั๊น! ไม่ว่างพอดี (ฮา) แถมผ่านมาจนบัดนี้ ไอ้องค์กรห่าเหวอะไรนั่นก็ไม่นัดไอ้สัดแม้วใหม่อีกเลย(ฮา)

4. ถ้าคนเสื้อแดงถูกคำสั่งล้อมปราบจากเบื้องบนจริง ทำไม แม่ของเสือ้แดงที่ถูกยิงตาบอด แม่ของน้องเกดที่อ้างว่า สภาอังกิด จะเชิญตัวไปให้การ แต่พอถึงวันไปไม่ได้กลับมาอ้างแบบตลกๆ ว่า อังกิด ไม่ให้วีซ่า อูวะ! คนที่อังกิดจะเชิญไปให้ปากคำ แต่อังกิดไม่ออก วีซ่า ให้นี่น่ะ มันไม่ดูตอแหลไปหน่อยหรือ?

เอาแค่ 4 ข้อก่อนละกันนะ ไปแต่งนิยายมาอีกนะ

เพราะ i pad จะเล่นประเด็นพวกนี้แหละ ซ้ำๆ ต่อไป เวลาพวกมึง ด่าเจ้า

แล้วอย่าเล่นกับ i pad บ่อยๆ นะ เพราะ ความจำกูดี

4 ข้อที่ตั้งมา มาจาก MOME เอ๊ย! Memo (ฮา) ล้วนๆ

นี่ถ้าให้กูเสิร์ชด้วย มึงตายห่าแน่ ป่านปุ้น[/b]

ปิ๊ศาจ (ฮา) แบบพระเจ้าตาก กับ

[b]ปิ๊ศาจ (ฮา)

แบบพระเจ้าตาก กับ ร. 1 เขาเรียก ปราบดาภิเษก

โง่มากก็ระวังตัวหน่อยเวลาแสดง คห. (ฟายเอ๋ง) (ฮา)

ขยายอีกที ยึดทรัพย์สินแบบนั้นเขาเรียกการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ที่ I pad พูดถึงยึดทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์สินที่ราชาองค์ใดยกให้เป็นของพสกนิกรแล้ว พสกนิกรถูกริบทรัพย์กลับคืน

อย่าซื่อบื้อนัก!

ส่วนที่ถามจริงหรือ ก็ลองตอบซิล่ะว่า กลุ่มใด คณะใด หรือคนใดโดดๆ ได้ทำการสำเร็จยึดทรัพย์สินของพระราชามาเป็นของตัวเองได้

ส่วนท้ายที่นายแถมา ก็ต้องตอบคำถาม I Pad ให้ได้ก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการยึดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือยัง ถ้ามีทำตอนไหน

แต่ที่จริงมันไม่มี ดังนั้น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ยังเป็นพระราชสมบัติของท่าน สืบต่อกันมา ที่ในหลวงท่านได้มาหลังสืบราชสมบัติ

นั่นคือ ประชาชนไทย ไม่เคยยึดวังสวนจิตรฯ วังสุโขทัย และ วังต่างๆ ที่ ร. 5 ร. 6 ทรงสร้างขึ้น หรือเอาให้ชัด ที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุ ทั้งหลาย และ ฯลฯ ไปเป็นของประชาชน เลย

แล้วประชาชนจะมาอ้างตู่เอาทรัพย์สินส่วนนี้ไปเป็นของประชาชนได้อย่างไร? ก็มันไม่เคยตกเป็นของประเชาชนมาก่อน

มันไม่เหมือนฝรั่งเศส หรือ รัสเซีย ที่คณะปฏิวัติยึดเอาของพระราชามาเป็นของประชาชน ที่จริงต้องบอกของรัฐ ทั้งหมด นั่นจึงจะพูดได้ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หมดไปจริง พร้อมการล้มล้างระบอบกษัตริย์

ง่ายๆ แค่นี้ทำไม่เข้าใจ หือออ์

คำถามช่วงท้ายของ ปิ๊สาด ก็จึงเป็นการ แถ วกวน ไปมา นั่นเอง

เอ้า! ลองพยายามมาใหม่

ยังห่างไกลนัก

อ้อ! เฉลยอีกอย่าง ที่ไม่มีใครสนใจ I Pad ก็เพราะพวกนั้นมันโง่ตอบไม่ได้ ไง (ฮา) ยกเว้นตัวเดียว อึตอม ถึงตอบไม่ได้ก็กลับมาแถไปเรื่อยๆ ตามประสาคนหน้าด้าน (อิอิอิ)

ไม่เชื่อลองถาม จันด่าง@Sharkชน ดูจิ้[/b]

บางกอก

[quote=บางกอก]http://www.baanjomyut.com/library/law/02/096.html

อ่านเวปที่ผมก็อปปี้มาให้ดูนี่แล้ว ผู้ที่พอเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะได้ข้อมูลที่นำมาใช้อ่าน
บทความของสมศักดิ์เจียมได้เข้าใจกระจ่างขึ้น ว่าแกเขียนแบบนี้ พูดความจริงไม่ครบ นั้นต้องการอะไร

ทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นแยกจากกันเด็ดขาดมาตั้งแต่สมัยคณะราษฏรแล้วครับ ว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้นต้องเสียภาษี ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริญ์นั้นถือว่าตกเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับ ทรัพย์สินอื่นของรัฐ ทรัพย์สินสำคัญก็คือที่ราชพัสดุที่ดูแลโดยกระทรวงการคลัง ใครเป็รรัฐบาลก็ได้อำนาจดูแลไป

กฏหมายที่ออกใช้บังคับนั้น ทุกฉบับออกโดยนักการเมืองที่ครองอำนาจในขณะนั้นทั้งสิ้น เจ้าไม่ได้มีอำนาจบทบาทอะไรกับการออกกฎหมายเหล่านี้ ปี๗๙ก็คณะราษฎร ปี๘๔ไม่ปรืดืก็จอมพลป.ซึ่งน่าจะเป็นปรีดีมากกว่าเพราะคุมเสียงในสภาอยู่แล่ะให้คณะผู้สำเร็จราชการใช้เงินจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ แล้วปรีดีก็อยู่ในคณะผู้สำเร็จราชการกับเขาด้วย......[b]ส่วนการแก้ไขปี๙๑ที่สมศักดิ์เจียมเอามาอ้างว่าประชาธิปัตย์โปรเจ้าแก้กฏหมายนั้น เขาแก้หลักๆก็ตรงตัดคณะผู้สำเร็จราชการออก[/b].......ในหลวงรัชกาลที่๙ยังศึกษาต่ออยู่ที่ยุโรป เสด็จกลับมาปี๙๓ครับ...
กลับมากฏหมายว่าอย่างไร ท่านก็ว่าอย่างนั้น ......นักการเมืองที่ไหนจะโปรกษัตริย์กันล่วงหน้า ครับ

[b]ส่วนเรื่องการใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยนั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี๒๔๗๙[/b] นักการเมืองไม่รู้กี่พรรคกี่คณะที่ใช้กมฬนี้ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่เห็นมีใครเสนอแก้ไขเป็นอย่างอื่น ไอ้พวกหัวการค้านักเซ็งลี้ก็มีอยู่บ้าง ที่เห็นที่เห็นทางราชพัสดุแล้วน้ำลายไหล แต่อย่างมากก้แค่หานักวิชาการอย่างสมศักดิ์เจียมมาเขียนถึง
หาแนวร่วมประเภทว่านอนสอนง่ายครูบาอาจารย์ว่าอะไรก็เฮตามไปกับเขาด้วย แบบโง่ๆ

กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ก็เหมือนกับกฏหมายอื่น ใครอยากจะแก้ไขก็ต้องให้นักการเมืองในสภาทำทั้งนั้น การแก้ไขกฏหมายนี้ทำได้ครับ พรรคการเมืองไหนนักการเมืองคนไหนอยากแก้ไข ตอนนี้ก็ฬกล้เลือกตั้งแล้ว ที่ถูกที่ควรนั้น

สมศักดิ์เจียมต้องนำเสนอพรรคการเมืองที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูงสุดไปเลยครับ ว่าให้ประกาศใช้เป็นนโยบายหลักสัญญาประชาคม ว่าชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่จะแก้ทันที พร้อมกับกฏหมายหมิ่นฯด้วยก็ได้
นักประชาธิปไตยเขาต้องทำเช่นนั้นครับ......

อย่างสมศักดิ์เจียมประพฤตินั้น เป็นได้แค่ ผู้ไม่นิยมเจ้าเข้ากระดูก แต่ไม่รู้กลไกกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย.....

ว่างๆ สมศักดิ์ลองไปหาข้อมูลดูนะครับว่า ตั้งแต่ปี๗๙ ถึง๙๑ นั้น ประเทศไทยมีกษัตริย์พระองค์ไหน เสด็จประทับอยู่ในประเทศ และมีบทบาททางการเมืองบ้าง เป็นเวลารวมกันกี่เดิอน......

กม.ทรัพย์สินส่วนพระองค์ส่วนพระมหากษัตริย์ นักการเมืองประกาศออกมาใช้ในช่วงนั้นทั้งหมด ครับ

ตรรกะ เจ้าผิดทุกเรื่อง ของสมศักดิ์เจียมนั้น ใช้ได้กับผู้ฟังที่โง่ระดับนับวันเดือนปีไม่เป็น กระมังครับ...[/quote]

"บางกอก" นี่ไม่รู้เป็นอะไรแฮะ นิสัยแก้ไม่หาย คือรู้เรื่อง ปวศ.การเมืองไทย น้อยมากๆ แต่ชอบอวดความไม่รู้นั้น มิหนำซ้ำยังมาทำเป็น "สั่งสอน" คนที่เขารู้มากกว่าชัดๆ ว่า ไปศึกษาโน่นศึกษานี่ โดนทัก "หน้าแตก" มาก็หลายคร้ัง ก็ยังมาแสดงลักษณะนี้อีก

ทีเขี่ยนมาข้างบนเกือบทุกบรรทัดก็เช่นเดียวกัน สะท้อนความไม่รู้ ปวศ.การเมืองเลย แต่เขียนราวกับว่า รู้เยอะแยะ มิหนำซ้ำ ยังให้ผม "ลองไปหาข้อมูล..." อะไรประมาณนั้นอีก

เฮ้อ แปลกจริงๆ ไอ้ที่ "หน้าแตก" ไปหลายครั้ง ไม่รู้สึกตัวจริงๆ?

เอาเฉพาะ 2 ตัวอย่าง นะ ที่ผมทำ bold ไว้ข้างบนน่ะ

[u]1. การแก้ในปี 2491 ไม่ใช่แค่ "แก้หลักๆตรงตัดผู้สำเร็จราชการ" ออก(โว้ย)[/u]

แก้ประเด็นสำคัญหมดทุกประเด็นเลยแหละ เอาประเด็นเดียวก็ได้ 2479 "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงการคลัง คืออยู่ในมือรัฐบาล ในตัวกฎหมายนั้นเอง ไม่มีแม้แต่ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ด้วยซ้ำ 2 ปีต่อมา จึงมีการตั้ง "สำนักงานทรัพย์สินฯ" ในฐานะ "กอง" หนึ่ง ใน กรมคลัง ของ กท.การคลัง (ตั้งโดย กฎหมายปรับระเบียบราชการกระทรวง) มีฐานะเล็กมากแค่นั้นเอง (ในขณะที่ 2491 ให้ "สนง.ทรัพย์สินฯ" เป็นอิสระ ขึั้นต่อกษัตริย์ (และดูข้อต่อมาที่กำลังจะพูด เป็นเรื่องการแก้ใหญ่เหมือนกัน)

[u]2. "ส่วนเรื่องการใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยนั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี๒๔๗๙"[/u]

ผิด (โว้ย) ไม่มีคำว่า ให้ใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัย อยู่เลย

ปี 2479 กท.คลัง เป็นคนคุม ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การใช้จ่ายต่างๆ รบ.เป็นคนคุม (อย่าง อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ที่สร้างขึั้นมาฉลองวันชาติ 2482 ก็เอาเงินมาจาก "สนง.ทรัพย์สินฯ" นี่แหละ เพราะ รบ.เป็นคนคุมการใช้จ่าย) แล้วใน กม.2479 ก็กำหนดว่า "ที่เหลือ" จากการใช้จ่าย ให้ "ถวายเพื่อใช้จ่ายในฐานะประมุข" (ไม่มี รบ.ระบอบรัฐธรรมนูญที่ไหนจะ "บ้า" กำหนดให้ "ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ" อย่าง รบ.นิยมเจ้า ปชป. ทำในปี 2491 หรอก

"ในฐานะประมุข" มี "ค่าใช่้จ่าย" เท่าไร ทาง รบ. ก็จะกำหนดอัตราไว้ (มีบอกในงบประมาณด้วย)

สรุปแล้ว ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ควร ทำเป็นรู้ พูดจาใหญ่โต แสดงความมั่นอกมั่นใจ มาสั่งสอนคนอื่น

คือจริงๆ แล้วปกติ ผมไม่ชอบต้องคอยบอกว่า ผมมีอาชีพอะไร ทำอะไรนะ ใครๆก็รู้อยู่

แต่กับ "บางกอก" นี่ สงสัยต้อง "เตือนความจำ" กันบ้าง เพราะรำคาญ ไอ้ลักษณะ ไม่รู้ แต่ดัดจริต วางมาดว่า รู้แล้ว สั่งสอนคนอื่นอีก "สมศักดิ์ ควรไปศึกษาข้อมูล..."

โถ นี่คุณ ผมมีอาชีพสอน ประวัติศาสตร์นะครับ แล้วสอนวิชา ประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาหลายสิบปีแล้ว ไม่นับทีตัวเองสนใจ และมีส่วนร่วมกับการเมืองไทย อย่างมากในสมัยก่อน มาอีกหลายปี

ถ้าไม่มีข้อมูล ไม่มีอะไร ผมไม่กล้าเขียนมั่วๆ มาแบบคุณหรอก

ขอทีเถอะ ก่อนที่จะบอกว่า ที่ผมเขียนมาไม่ใช่ จริงๆแล้ว ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (ดังตัวอย่าง 2 ข้อ ข้างต้น) รู้จัก "ทำการบ้าน" บ้าง เช็ค ข้อมูล เสียก่อน ที่จะมาแสดงความไม่รู้ออกมาแบบนี้อีก

(ปล. แต่รับรองว่า คราวหน้า "บางกอก" ก็คงมาแสดงความไม่รู้ ทำเป็นรู้มาก สั่งสอนคนอื่นอีกแหละ)

ประเด็นที่ว่า ใน กม.2479

ประเด็นที่ว่า ใน กม.2479 ของรัฐบาลคณะราษฎร ไม่มีคำว่า "ตามพระราชอัธยาศัย" (ซึ่งความจริง คำแบบนี้ มันผิดหลักการมากๆ ในระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ" น่ะ)

อย่าว่าแต่ ในส่วน "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" จะไม่มีคำว่า "ตามพระราชอัธยาศัย" เลย

แม้แต่ในส่วน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ก็ไม่มี

เพราะแม้แต่ในส่วน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" จริงๆแล้ว ทางรบ. โดย สำนักพระราชวัง ซึ่งตอนนั้น รัฐบาลเป็นคุมจริงๆ ก็เป็นคน "ดูแล" เก็บไว้ให้ ไม่ใช่ พระมหากษัตริย์เก็บเอง

อันนี้ มันมีหลักการอยู่ ว่าทำไม แม้แต่ "เงินส่วนตัว" ก็ยังต้องให้รัฐบาลเก็บดูแล และพระมหากษัตริย์ ไม่สามารถ "โดยพระราชอัธยาศัย" ที่จะใช้ ไเงินส่วนตัว" ได้

ก็เพราะในความเป็นจริง พระมหากษัตริย์ เป็น ตำแหน่งพิเศษ ปกติ 24 ชม. 365 วัน ทางรัฐบาล ก็ออกค่าใช้จ่าย ในเรื่องที่ (ถ้าเป็นคนอื่น) มีลักษณะ "ส่วนตัว" ต้องออกเอง (เช่น น้ำไฟ ยานพาหนะ อาหารการกิน ฯลฯ) อยู่แล้ว

พูดง่ายๆ แม้แต่ เรื่องที่ สำหรับคนทั่วไป เป็น "ค่าใช้่จ่ายส่วนตัว" ดังกล่าว รบ. ที่เอาเงินภาษีประชาชนมา ก็เป็นคนออกให้ พูดอีกอย่างคือ รัฐ หรือ ประชาชน หรือสังคม ออก "ค่าใช้จายส่วนตัว" ให้หมดอยู่แล้ว

ดังนั้น ในแง่นี้ แม้แต่ "เงินส่วนตัว" ("ทรัพย์สินส่วนพระองค์") ก็ควรต้องจัดในลักษณะพิเศษ คือ อยู่ในความดูแลของรัฐ (แต่คืนให้นะ ถ้าไม่ได้เป็นกษัตริย์ หรือมีการ "เบิกจ่าย" ให้ญาติ อะไรแบบนี้ ได้)

สรุปแล้ว "โดยพระราชอัธยาศัย" นี่ อย่าว่า แต่ ไม่มี สำหรับ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" เลย แม้แต่กับ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ก็ยังไม่มีกำหนดไว้ใน กม.2479

อยากย้ำว่า ก่อนจะ ทำท่าใหญ่โต พูดราวกับรู้โน่นรู้นี่ ศึกษามาก่อนครับ ตัวบท กฎหมาย ก็หาอ่านได้ตามเน็ต ไม่ยากเย็นอะไร ก่อนจะเขียนว่า "ไม่มีแก้อะไรนอกจาก เรื่องผู้สำเร็จ" หรือ "โดยพระราชอัธยาศัย ก็เป็นมาตั้งแต่ 2479 แล้ว" อะไรแบบนี้

แค่โหลดตัวบทมาดู ก็น่าจะรู้ อย่าทำเป็นขี้เกียจสันหลังยาว แต่ชอบ โชว์ ความไม่รู้ หน่อยเลยครับ

มันน่ารำคาญมากๆ

I Pad wrote:ปิ๊ศาจ

[quote=I Pad][b]ปิ๊ศาจ (ฮา)

แบบพระเจ้าตาก กับ ร. 1 เขาเรียก ปราบดาภิเษก

โง่มากก็ระวังตัวหน่อยเวลาแสดง คห. (ฟายเอ๋ง) (ฮา)

ขยายอีกที ยึดทรัพย์สินแบบนั้นเขาเรียกการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ที่ I pad พูดถึงยึดทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์สินที่ราชาองค์ใดยกให้เป็นของพสกนิกรแล้ว พสกนิกรถูกริบทรัพย์กลับคืน

[/b][/quote]

ปราบดาภิเษก [ปฺราบ-ดา-พิ-เสก] (สก. ปฺราปฺต + อภิเษก) ว. มีอภิเษกอันถึงแล้ว หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินผู้รบชนะศึกแล้วจึงได้ราชสมบัติ.

ยกตัวอย่างเช่น I Pad (ไอ้เปต) เป็นลูหน้องเจ้าพ่อท่านหนึ่ง มีทั้งเมียสวย สมบัติ ลูกน้องบริวารมากมาย วันดีคืนดีไอ้เปตคิดกำเริบสืบสาน อยากได้ทรัพย์สินเจ้านาย เลยวางแผนกันกับพวก ว่าเจ้านายเป็นบ้า เราต้องยึกทรัพย์มาแล้วจับเจ้านายฆ่าทิ้งเสีย ลูกและหลาน ๆ เจ้านายเราก็ฆ่าให้หมด แล้วไอ้เปตก็อ้างเอาความชอบธรรมด้วยปืน อาวุธ และลูกน้องที่เรามีว่าสมบัติต่างๆ เหล่านั้นคือของของไอ้เปต

ลักษณะอุปมาสถานการณ์อย่างนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า ปราบดาภิเษก

กูเองแหละ wrote:I Pad

[quote=กูเองแหละ][quote=I Pad][b]ปิ๊ศาจ (ฮา)

แบบพระเจ้าตาก กับ ร. 1 เขาเรียก ปราบดาภิเษก

โง่มากก็ระวังตัวหน่อยเวลาแสดง คห. (ฟายเอ๋ง) (ฮา)

ขยายอีกที ยึดทรัพย์สินแบบนั้นเขาเรียกการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ที่ I pad พูดถึงยึดทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์สินที่ราชาองค์ใดยกให้เป็นของพสกนิกรแล้ว พสกนิกรถูกริบทรัพย์กลับคืน

[/b][/quote]

ปราบดาภิเษก [ปฺราบ-ดา-พิ-เสก] (สก. ปฺราปฺต + อภิเษก) ว. มีอภิเษกอันถึงแล้ว หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินผู้รบชนะศึกแล้วจึงได้ราชสมบัติ.

ยกตัวอย่างเช่น I Pad (ไอ้เปต) เป็นลูหน้องเจ้าพ่อท่านหนึ่ง มีทั้งเมียสวย สมบัติ ลูกน้องบริวารมากมาย วันดีคืนดีไอ้เปตคิดกำเริบสืบสาน อยากได้ทรัพย์สินเจ้านาย เลยวางแผนกันกับพวก ว่าเจ้านายเป็นบ้า เราต้องยึกทรัพย์มาแล้วจับเจ้านายฆ่าทิ้งเสีย ลูกและหลาน ๆ เจ้านายเราก็ฆ่าให้หมด แล้วไอ้เปตก็อ้างเอาความชอบธรรมด้วยปืน อาวุธ และลูกน้องที่เรามีว่าสมบัติต่างๆ เหล่านั้นคือของของไอ้เปต

ลักษณะอุปมาสถานการณ์อย่างนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า ปราบดาภิเษก[/quote]
lean new word today,
thk

lk wrote:กูเองแหละ wrote:I

[quote=lk][quote=กูเองแหละ][quote=I Pad][b]ปิ๊ศาจ (ฮา)

แบบพระเจ้าตาก กับ ร. 1 เขาเรียก ปราบดาภิเษก

โง่มากก็ระวังตัวหน่อยเวลาแสดง คห. (ฟายเอ๋ง) (ฮา)

ขยายอีกที ยึดทรัพย์สินแบบนั้นเขาเรียกการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ที่ I pad พูดถึงยึดทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์สินที่ราชาองค์ใดยกให้เป็นของพสกนิกรแล้ว พสกนิกรถูกริบทรัพย์กลับคืน

[/b][/quote]

ปราบดาภิเษก [ปฺราบ-ดา-พิ-เสก] (สก. ปฺราปฺต + อภิเษก) ว. มีอภิเษกอันถึงแล้ว หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินผู้รบชนะศึกแล้วจึงได้ราชสมบัติ.

ยกตัวอย่างเช่น I Pad (ไอ้เปต) เป็นลูหน้องเจ้าพ่อท่านหนึ่ง มีทั้งเมียสวย สมบัติ ลูกน้องบริวารมากมาย วันดีคืนดีไอ้เปตคิดกำเริบสืบสาน อยากได้ทรัพย์สินเจ้านาย เลยวางแผนกันกับพวก ว่าเจ้านายเป็นบ้า เราต้องยึกทรัพย์มาแล้วจับเจ้านายฆ่าทิ้งเสีย ลูกและหลาน ๆ เจ้านายเราก็ฆ่าให้หมด แล้วไอ้เปตก็อ้างเอาความชอบธรรมด้วยปืน อาวุธ และลูกน้องที่เรามีว่าสมบัติต่างๆ เหล่านั้นคือของของไอ้เปต

ลักษณะอุปมาสถานการณ์อย่างนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า ปราบดาภิเษก[/quote]
learn new word today,
thk[/quote]

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]ประเด็นที่ว่า ใน กม.2479 ของรัฐบาลคณะราษฎร ไม่มีคำว่า "ตามพระราชอัธยาศัย" (ซึ่งความจริง คำแบบนี้ มันผิดหลักการมากๆ ในระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ" น่ะ)

อย่าว่าแต่ ในส่วน "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" จะไม่มีคำว่า "ตามพระราชอัธยาศัย" เลย

แม้แต่ในส่วน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ก็ไม่มี

เพราะแม้แต่ในส่วน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" จริงๆแล้ว ทางรบ. โดย สำนักพระราชวัง ซึ่งตอนนั้น รัฐบาลเป็นคุมจริงๆ ก็เป็นคน "ดูแล" เก็บไว้ให้ ไม่ใช่ พระมหากษัตริย์เก็บเอง

อันนี้ มันมีหลักการอยู่ ว่าทำไม แม้แต่ "เงินส่วนตัว" ก็ยังต้องให้รัฐบาลเก็บดูแล และพระมหากษัตริย์ ไม่สามารถ "โดยพระราชอัธยาศัย" ที่จะใช้ ไเงินส่วนตัว" ได้

ก็เพราะในความเป็นจริง พระมหากษัตริย์ เป็น ตำแหน่งพิเศษ ปกติ 24 ชม. 365 วัน ทางรัฐบาล ก็ออกค่าใช้จ่าย ในเรื่องที่ (ถ้าเป็นคนอื่น) มีลักษณะ "ส่วนตัว" ต้องออกเอง (เช่น น้ำไฟ ยานพาหนะ อาหารการกิน ฯลฯ) อยู่แล้ว

พูดง่ายๆ แม้แต่ เรื่องที่ สำหรับคนทั่วไป เป็น "ค่าใช้่จ่ายส่วนตัว" ดังกล่าว รบ. ที่เอาเงินภาษีประชาชนมา ก็เป็นคนออกให้ พูดอีกอย่างคือ รัฐ หรือ ประชาชน หรือสังคม ออก "ค่าใช้จายส่วนตัว" ให้หมดอยู่แล้ว

ดังนั้น ในแง่นี้ แม้แต่ "เงินส่วนตัว" ("ทรัพย์สินส่วนพระองค์") ก็ควรต้องจัดในลักษณะพิเศษ คือ อยู่ในความดูแลของรัฐ (แต่คืนให้นะ ถ้าไม่ได้เป็นกษัตริย์ หรือมีการ "เบิกจ่าย" ให้ญาติ อะไรแบบนี้ ได้)

สรุปแล้ว "โดยพระราชอัธยาศัย" นี่ อย่าว่า แต่ ไม่มี สำหรับ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" เลย แม้แต่กับ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ก็ยังไม่มีกำหนดไว้ใน กม.2479

อยากย้ำว่า ก่อนจะ ทำท่าใหญ่โต พูดราวกับรู้โน่นรู้นี่ ศึกษามาก่อนครับ ตัวบท กฎหมาย ก็หาอ่านได้ตามเน็ต ไม่ยากเย็นอะไร ก่อนจะเขียนว่า "ไม่มีแก้อะไรนอกจาก เรื่องผู้สำเร็จ" หรือ "โดยพระราชอัธยาศัย ก็เป็นมาตั้งแต่ 2479 แล้ว" อะไรแบบนี้

แค่โหลดตัวบทมาดู ก็น่าจะรู้ อย่าทำเป็นขี้เกียจสันหลังยาว แต่ชอบ โชว์ ความไม่รู้ หน่อยเลยครับ

มันน่ารำคาญมากๆ[/quote]

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อิ อิ อิ ........เป็นเกียรติครับ ที่สมศักดิ์เจียมลงมาแจมกับผม...

เรื่องตามแต่พระราชอัธยาศัยนั้น......สมศักดิ์เจียมก็พูดเองเออเอง แบบผู้มองราชวงศ์แต่ในแง่ร้าย

พาลูกหลานสาวกบริวาร เพ้อเจ้อตามกันไปด้วย

ปี๗๙ กับ ปี ๘๔ นั้น ในหลวงรัชกาลที่๘บรรลุนิติภาวะหรือยังครับ ......ปี๙๑นั้น ในหลวงรัชกาลที่๙ยังไม่ได้เสด็จนิวัติพระนคร

ต่อจากข้างบน....... ประเด็นสำ

ต่อจากข้างบน.......

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า สถาบันกษัตริย์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องประการใดกับการออกกฏหมายนี้ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ที่ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองต่อสถาบันแตกต่างกันไป และพยายามที่จะนำสถาบันมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะด้วยการพยายามดิสเครดิตว่าเจ้าผิด หรือการโหนเจ้า

พฤติกรรมเช่นนี้ มีมาตั้งแต่นักการเมืองรุ่นปู่ แล้วครับ สมศักดิ์เจียมไม่ใช่คนแรกหรอกครับ.....

แต่นักการเมืองรุ่นปู่นั้น เขาทำอะไรมีแบบมีแผนเนียนกว่าเยอะครับ อย่างกรณี ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย...

นักการเมืองรู่นปู่อธิบายได้ง่ายเลยครับว่า ที่ไม่ใส่ไว้แต่ต้นเพราะ ในหลวงในราชสมบัติยังทรงพระเยาว์ในขณะที่กฎหมายประกาศใช้.........

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ที่ดินอาคารและเงินสดของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ต้องเสียภาษี สำนักงานและคณะผู้บริหารทรัพย์สินมีสถานะเป็นนิติบุคคล บริหารรายได้รายจ่ายตามกฏหมาย......สำนักงานนี้จะถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือ ไม่ใช่ นักกฏหมายยังตีความขัดแย้งกัน แต่ที่แน่ๆ ทรัพย์สินทั้งปวงอันเป็นที่มาของรายได้นั้นเป็นของรัฐ และกระทรวงการคลังส่งคนมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของรัฐครับ....

ขอแจ้งเพิ่มเติมด้วยว่า ปี๗๙และปี๘๔นั้น...คณะผู้นิยมเจ้ารอยัลลิสท์ทั้งหลายนั้น ไม่อยู่เกาะตะรุเตา ก็อยู่ต่างประเทศกันเกือบหมด ไม่ได้มีอำนาจวาสนาอะไรในรัฐบาลในสภา.....

ว่าแต่ สมศักดิ์เจียม ไม่สงสัยหรือครับว่า ทำไมเมื่อสถานะของสถาบันเจ้าพัฒนาขึ้นจนถึงปัจจุบัน หกสิบกว่าปี พระองค์ท่านไม่เคยให้ใครผู้ใดคณะไหนไปเปลี่ยนแปลงกฏหมายนี้ ทั้งที่ทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกับสถาบันก็ทำได้........

ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ต้องเสียภาษีให้รัฐมาตั้งแต่ ๗๙......สมศักดิ์เจียมก็แกล้งทำลืมไปนะครับผม...

ผมเองทราบเพิ่มเติมมานิดหน่อยว่า รายได้ของทรัพยืสินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น แต่เดิมกว่า๙๐เปอร์เซนท์มาจาก เงินปันผลในหุ้น มีแค่ประมาณสิบเปอร์เซนท์ที่มาจาก การนำที่ดินมาให้เช่าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากมายมหาศาล......พึ่งจะมาปรับค่าเช่ากันทีละเล็กน้อยกันไม่กี่ปีมานี่เอง

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงระดับตลาดหุ้นล่ม รายได้ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ตกต่ำตามไปด้วย เพราะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆเหมือนครอบครัวบางครอบครัวที่จะไปทำการสกปรกกับตลาดหลักทรัพย์ได้

สมศักดิ์เจียมลองไปถามดร.โสภณผู้เชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ดูก็ได้ครับว่า ที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๕๔ ตารางกิโลเมตรในกทมใ และ ๑๓๖ ตารางกิโลเมตร ในต่างจังหวัดนั้น ปัจจุบันทำรายได้ไม่ถึง สองพันล้านบาทต่อปีนั้น ในสายตานักอสังหาเขาถือว่าเป็นการบริหารที่ดีหรือไม่ดีครับ....ทำให้เจ้าของรวยกว่านี้ได้ไหม....ทำไมถึงไม่ทำ...ถ้าทำแล้วใครเดือดร้อน

แล้วสมศักดิ์เจียมลองไปถามผู้ที่เช่าที่ดินอาคารของทรัพย์สินส่วนพระมหากาตริย์ดูด้วยว่า ไปหาเช่าที่อื่นในบริเวณใกล้เคียงกันได้ในราคานี้ไหม........

ถามกันให้ชัดๆไปเลยนะครับว่า

.......ถ้าเอาสำนักงานทรัพย์สินไปให้นักการเมืองไทยใช้อำนาจการเมืองบริหารกันตามอัธยาศัย ที่ดินทรัพย์สิน สมบัติของแผ่นดิน ซึ่งแต่เดิมเป็นของราชวงศ์จักรีโดยถูกต้องนั้น ป่านฉะนี้

จะตกเป็นของใคร ชาติไหน ตระกูลอะไร ไปแล้วบ้างครับ.......

เรื่องอยากแก้ไขกฏหมายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งกม.หมิ่น และรัฐธรรมนูญมาตรา๘ ที่สมศักดิ์ออกแอคชั่นเอาเป็นเอาตายเป็นศาสดาฝ่ายไม่นิยมเจ้าอยู่ทุกวันนี้นั้น......

ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ นักการเมือง พรรคการเมือง เขาสามารถทำได้ในสภาครับผม พรรคไหนอยากทำก็ทำได้ครับเสนอกฎหมายเข่าไป.....แต่ต้องเตรียมรับผลกระทบทางการเมืองจากฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยเอาเอง

นักวิชาการจะยึดถือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างไร สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ว่าทำได้ครับ แต่จะทำทั้งทีให้มันเนียนๆหน่อย จะอ้างจะอิงกฏหมายอะไร ก็ศึกษาเพิ่มเติม ภาวะการเมืองไทยขณะที่กฏหมายนั้นๆประกาศใช้ดูบ้าง......พูดความจริงให้ครบทุกด้าน

จะหลบจะเลี่ยงไปทำไมครับ กับความจริงที่ว่า....

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น.... นักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย คือ ผู้กระทำผิดที่แท้จริง เมื่อมองในมุมของผลประโยชน์อันตกแก่ มหาประชาชน(ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่)........

งานของสมศักดิ์เจียมนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่เห็น ผมว่าให้ความจริงไม่ครบทุกด้านนะครับ เหมาะสมและบริโภคได้แต่ผู้คนคอไม่นิยมเจ้าแต่รู้เรื่องประวัติการเมืองไทยน้อยด้วยกัน เท่านั้นครับ......

มีอะไรใหม่ๆ ก็ลองเสนอมา........ผมรออ่านอยู่

ต่อจากข้างบน... ก่อนจะเสนออะไ

ต่อจากข้างบน...

ก่อนจะเสนออะไรเพิ่มเติมออกมา ผมเสนอว่า

การจะอ้างว่ามีการออกกฏหมายมาอวยเจ้าในปีต่างๆนั้น สมศักดิ์เจียมควรจะใช้ความรู้ความเป็นนักประวัติศาสตร์ระดับครูบาอาจารย์ แจ้งให้ผู้บริโภคข่าวสารบทความเขาทราบกันด้วยว่า

ตั้งแต่ปี ๗๙ ถึง ๙๓ นั้น พระมหากษัตริย์สองพระองค์ ประทับอยู่ในประเทศเป็นเวลารวมกัน กี่เดือนครับ

กฏหมายอวยเจ้าที่สมศักดิ์นิยมเอาไปใช้นั้น มีฐานด้านพระราชอำนาจอันอาจจะทำให้เกิดการอวยกันได้อย่างไร..ใครอวยเจ้าในยุคนั้น จะมีปัญหากับนักการเมืองยุคนั้นอย่างไร....

กฏหมายต่างๆที่เกิดในยุคนั้น....อวยเจ้าหรืออวยนักการเมืองที่โหนเจ้าอยู่กันแน่......รวมถึงกฏหมายหมิ่นด้วยนะครับ....

คณะผู้นิยมเจ้ายุคนั้น๗๙และ๘๔ ก็อย่างที่ผมว่าไว้...ไม่อยู่ตะรุเตาก็อยู่ต่างประเทศ

ที่ออกกฏหมายกันก็คนของคณะราษฎรทั้งนั้น ......และ..กษัตริย์ก็ทรงเยาว์พระวัย ทำนิติกรรมไม่ได้

นักกฏหมายคณะราษฎรใครจะบ้าใส่ โดยพระราชอัธยาศัย ไปในกฎหมายนี้ครับ....

ผิดตรรกะทั้งผลประโยชน์อันพึงมีของคณะราษฏร และผลทางนิติกรรมของกฏหมาย......

ขอถามนิดเดียวเพื่อประเมินตามค

ขอถามนิดเดียวเพื่อประเมินตามคำแถลงการณ์ อยากรู้ตัวเลขสุทธิจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่า ปีหนึ่งๆพระมหากษัตริย์สามารถมีกำลังใช้จ่ายตามพระราชประสงค์จากผลกำไรเท่าไร???ถ้ากำลังส่วนนี้เป็นของประเทศชาติ ประเทศชาติจะเอามาทำประโยชน์แก่ส่วนรวมได้อย่างไร??

บางกอก

[quote=บางกอก]ต่อจากข้างบน.......

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า สถาบันกษัตริย์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องประการใดกับการออกกฏหมายนี้ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ที่ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองต่อสถาบันแตกต่างกันไป และพยายามที่จะนำสถาบันมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะด้วยการพยายามดิสเครดิตว่าเจ้าผิด หรือการโหนเจ้า

พฤติกรรมเช่นนี้ มีมาตั้งแต่นักการเมืองรุ่นปู่ แล้วครับ สมศักดิ์เจียมไม่ใช่คนแรกหรอกครับ.....

แต่นักการเมืองรุ่นปู่นั้น เขาทำอะไรมีแบบมีแผนเนียนกว่าเยอะครับ อย่างกรณี ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย...

นักการเมืองรู่นปู่อธิบายได้ง่ายเลยครับว่า ที่ไม่ใส่ไว้แต่ต้นเพราะ ในหลวงในราชสมบัติยังทรงพระเยาว์ในขณะที่กฎหมายประกาศใช้.........

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ที่ดินอาคารและเงินสดของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ต้องเสียภาษี สำนักงานและคณะผู้บริหารทรัพย์สินมีสถานะเป็นนิติบุคคล บริหารรายได้รายจ่ายตามกฏหมาย......สำนักงานนี้จะถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือ ไม่ใช่ นักกฏหมายยังตีความขัดแย้งกัน แต่ที่แน่ๆ ทรัพย์สินทั้งปวงอันเป็นที่มาของรายได้นั้นเป็นของรัฐ และกระทรวงการคลังส่งคนมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของรัฐครับ....

ขอแจ้งเพิ่มเติมด้วยว่า ปี๗๙และปี๘๔นั้น...คณะผู้นิยมเจ้ารอยัลลิสท์ทั้งหลายนั้น ไม่อยู่เกาะตะรุเตา ก็อยู่ต่างประเทศกันเกือบหมด ไม่ได้มีอำนาจวาสนาอะไรในรัฐบาลในสภา.....

ว่าแต่ สมศักดิ์เจียม ไม่สงสัยหรือครับว่า ทำไมเมื่อสถานะของสถาบันเจ้าพัฒนาขึ้นจนถึงปัจจุบัน หกสิบกว่าปี พระองค์ท่านไม่เคยให้ใครผู้ใดคณะไหนไปเปลี่ยนแปลงกฏหมายนี้ ทั้งที่ทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกับสถาบันก็ทำได้........

ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ต้องเสียภาษีให้รัฐมาตั้งแต่ ๗๙......สมศักดิ์เจียมก็แกล้งทำลืมไปนะครับผม...

ผมเองทราบเพิ่มเติมมานิดหน่อยว่า รายได้ของทรัพยืสินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น แต่เดิมกว่า๙๐เปอร์เซนท์มาจาก เงินปันผลในหุ้น มีแค่ประมาณสิบเปอร์เซนท์ที่มาจาก การนำที่ดินมาให้เช่าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากมายมหาศาล......พึ่งจะมาปรับค่าเช่ากันทีละเล็กน้อยกันไม่กี่ปีมานี่เอง

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงระดับตลาดหุ้นล่ม รายได้ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ตกต่ำตามไปด้วย เพราะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆเหมือนครอบครัวบางครอบครัวที่จะไปทำการสกปรกกับตลาดหลักทรัพย์ได้

สมศักดิ์เจียมลองไปถามดร.โสภณผู้เชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ดูก็ได้ครับว่า ที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๕๔ ตารางกิโลเมตรในกทมใ และ ๑๓๖ ตารางกิโลเมตร ในต่างจังหวัดนั้น ปัจจุบันทำรายได้ไม่ถึง สองพันล้านบาทต่อปีนั้น ในสายตานักอสังหาเขาถือว่าเป็นการบริหารที่ดีหรือไม่ดีครับ....ทำให้เจ้าของรวยกว่านี้ได้ไหม....ทำไมถึงไม่ทำ...ถ้าทำแล้วใครเดือดร้อน

แล้วสมศักดิ์เจียมลองไปถามผู้ที่เช่าที่ดินอาคารของทรัพย์สินส่วนพระมหากาตริย์ดูด้วยว่า ไปหาเช่าที่อื่นในบริเวณใกล้เคียงกันได้ในราคานี้ไหม........

ถามกันให้ชัดๆไปเลยนะครับว่า

.......ถ้าเอาสำนักงานทรัพย์สินไปให้นักการเมืองไทยใช้อำนาจการเมืองบริหารกันตามอัธยาศัย ที่ดินทรัพย์สิน สมบัติของแผ่นดิน ซึ่งแต่เดิมเป็นของราชวงศ์จักรีโดยถูกต้องนั้น ป่านฉะนี้

จะตกเป็นของใคร ชาติไหน ตระกูลอะไร ไปแล้วบ้างครับ.......

เรื่องอยากแก้ไขกฏหมายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งกม.หมิ่น และรัฐธรรมนูญมาตรา๘ ที่สมศักดิ์ออกแอคชั่นเอาเป็นเอาตายเป็นศาสดาฝ่ายไม่นิยมเจ้าอยู่ทุกวันนี้นั้น......

ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ นักการเมือง พรรคการเมือง เขาสามารถทำได้ในสภาครับผม พรรคไหนอยากทำก็ทำได้ครับเสนอกฎหมายเข่าไป.....แต่ต้องเตรียมรับผลกระทบทางการเมืองจากฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยเอาเอง

นักวิชาการจะยึดถือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างไร สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ว่าทำได้ครับ แต่จะทำทั้งทีให้มันเนียนๆหน่อย จะอ้างจะอิงกฏหมายอะไร ก็ศึกษาเพิ่มเติม ภาวะการเมืองไทยขณะที่กฏหมายนั้นๆประกาศใช้ดูบ้าง......พูดความจริงให้ครบทุกด้าน

จะหลบจะเลี่ยงไปทำไมครับ กับความจริงที่ว่า....

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น.... นักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย คือ ผู้กระทำผิดที่แท้จริง เมื่อมองในมุมของผลประโยชน์อันตกแก่ มหาประชาชน(ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่)........

งานของสมศักดิ์เจียมนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่เห็น ผมว่าให้ความจริงไม่ครบทุกด้านนะครับ เหมาะสมและบริโภคได้แต่ผู้คนคอไม่นิยมเจ้าแต่รู้เรื่องประวัติการเมืองไทยน้อยด้วยกัน เท่านั้นครับ......

มีอะไรใหม่ๆ ก็ลองเสนอมา........ผมรออ่านอยู่[/quote]

เมื่อไหร่บางกอกจะเลิกโชว์โง่ซักทีนะ โชว์บ่อยๆเดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจว่าโง่จริงนะ
อ่านไม่เข้าใจหรือไงว่าอาจารย์เขาเขียนตอบโต้ ที่สำนักงานทรัพย์สินบิดเบือนข้อเท็จจริงในรายงาน โดยอาจารย์นำเอาตัวบทต่างๆมาประกอบเป็นเหตุผล
อาจารย์ท่านไปต่อว่าสถาบันตรงไหน เวลาเขาคุยกันต้วยเหตุผลด้วยข้อเท็จจริง ก็ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง เอาความคิดความเข้าใจของตัวเองมาตอบแบบนี้ ก็มีแต่โชว์โง่อยู่ร่ำไป (ลองอ่านที่ตัวเองเขียนข้างบนดูว่าคิดคิดเองเออเองหรือเปล่า มีอะไรยืนยัน?) ระวังจะไปอยู่ในระดับสมองเดียวกับ IPAD นะขอเตือน

ผมมองโลกในแง่ดีนะ

ผมมองโลกในแง่ดีนะ ผมว่าสำนักงานทรัพย์สิน คงอยากให้เกิดความกระจ่างในการดำรงอยู่ของหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญของประเทศ ระดับซีพีหรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่า จึงแสดงจุดยืนขององค์การมาว่าเป็นองค์การของรัฐ ไม่ใช่ส่วนพระองค์ ดังนั้นรัฐบาลในภายภาคหน้าก็ควรทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน ปรับแก้กฎหมายต่างๆให้ชัดว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานพิเศษของรัฐ จะได้เป็นแหล่งรายได้เพื่อการพัฒนาประเทศอีกแหล่งหนึ่ง เหมือนรัฐวิสาหกิจหลายๆหน่วย ผมว่าจะช่วยผ่อนคลายภาระการเก็บภาษีจากประชาชนลงไป

ปลายทาง

[quote=ปลายทาง]เห็นบอกกว่าเป็นของรัฐงั้น รัฐก็น่าจะเบิกงบมาทำโครงการผันนำ้จากแม่นำ้โขงมาใช้
ไม่ดีกว่าหรือ? หรือโครงการทางเดินลอยฟ้าของ กทม. ก็เอางบจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
มาทำดีกว่า เพราะไหนๆก็เป็นของรัฐอยู่แล้ว[/quote]

เห็นด้วยมักๆ ยังมีอีกหลายโครงการที่ยังขาดเงิน และงบประมาณ

ขอคาราวะ อาจารย์สมศักดิ์

ขอคาราวะ อาจารย์สมศักดิ์

ด้วยความนับถือยิ่ง

รักษาสุภาพด้วยนะครับ ประชาชนต้องการความรู้จากท่าน

บางมด wrote:บางกอก

[quote=บางมด][quote=บางกอก]ต่อจากข้างบน.......

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า สถาบันกษัตริย์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องประการใดกับการออกกฏหมายนี้ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ที่ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองต่อสถาบันแตกต่างกันไป และพยายามที่จะนำสถาบันมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะด้วยการพยายามดิสเครดิตว่าเจ้าผิด หรือการโหนเจ้า

พฤติกรรมเช่นนี้ มีมาตั้งแต่นักการเมืองรุ่นปู่ แล้วครับ สมศักดิ์เจียมไม่ใช่คนแรกหรอกครับ.....

แต่นักการเมืองรุ่นปู่นั้น เขาทำอะไรมีแบบมีแผนเนียนกว่าเยอะครับ อย่างกรณี ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย...

นักการเมืองรู่นปู่อธิบายได้ง่ายเลยครับว่า ที่ไม่ใส่ไว้แต่ต้นเพราะ ในหลวงในราชสมบัติยังทรงพระเยาว์ในขณะที่กฎหมายประกาศใช้.........

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ที่ดินอาคารและเงินสดของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ต้องเสียภาษี สำนักงานและคณะผู้บริหารทรัพย์สินมีสถานะเป็นนิติบุคคล บริหารรายได้รายจ่ายตามกฏหมาย......สำนักงานนี้จะถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือ ไม่ใช่ นักกฏหมายยังตีความขัดแย้งกัน แต่ที่แน่ๆ ทรัพย์สินทั้งปวงอันเป็นที่มาของรายได้นั้นเป็นของรัฐ และกระทรวงการคลังส่งคนมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของรัฐครับ....

ขอแจ้งเพิ่มเติมด้วยว่า ปี๗๙และปี๘๔นั้น...คณะผู้นิยมเจ้ารอยัลลิสท์ทั้งหลายนั้น ไม่อยู่เกาะตะรุเตา ก็อยู่ต่างประเทศกันเกือบหมด ไม่ได้มีอำนาจวาสนาอะไรในรัฐบาลในสภา.....

ว่าแต่ สมศักดิ์เจียม ไม่สงสัยหรือครับว่า ทำไมเมื่อสถานะของสถาบันเจ้าพัฒนาขึ้นจนถึงปัจจุบัน หกสิบกว่าปี พระองค์ท่านไม่เคยให้ใครผู้ใดคณะไหนไปเปลี่ยนแปลงกฏหมายนี้ ทั้งที่ทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกับสถาบันก็ทำได้........

ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ต้องเสียภาษีให้รัฐมาตั้งแต่ ๗๙......สมศักดิ์เจียมก็แกล้งทำลืมไปนะครับผม...

ผมเองทราบเพิ่มเติมมานิดหน่อยว่า รายได้ของทรัพยืสินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น แต่เดิมกว่า๙๐เปอร์เซนท์มาจาก เงินปันผลในหุ้น มีแค่ประมาณสิบเปอร์เซนท์ที่มาจาก การนำที่ดินมาให้เช่าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากมายมหาศาล......พึ่งจะมาปรับค่าเช่ากันทีละเล็กน้อยกันไม่กี่ปีมานี่เอง

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงระดับตลาดหุ้นล่ม รายได้ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ตกต่ำตามไปด้วย เพราะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆเหมือนครอบครัวบางครอบครัวที่จะไปทำการสกปรกกับตลาดหลักทรัพย์ได้

สมศักดิ์เจียมลองไปถามดร.โสภณผู้เชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ดูก็ได้ครับว่า ที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๕๔ ตารางกิโลเมตรในกทมใ และ ๑๓๖ ตารางกิโลเมตร ในต่างจังหวัดนั้น ปัจจุบันทำรายได้ไม่ถึง สองพันล้านบาทต่อปีนั้น ในสายตานักอสังหาเขาถือว่าเป็นการบริหารที่ดีหรือไม่ดีครับ....ทำให้เจ้าของรวยกว่านี้ได้ไหม....ทำไมถึงไม่ทำ...ถ้าทำแล้วใครเดือดร้อน

แล้วสมศักดิ์เจียมลองไปถามผู้ที่เช่าที่ดินอาคารของทรัพย์สินส่วนพระมหากาตริย์ดูด้วยว่า ไปหาเช่าที่อื่นในบริเวณใกล้เคียงกันได้ในราคานี้ไหม........

ถามกันให้ชัดๆไปเลยนะครับว่า

.......ถ้าเอาสำนักงานทรัพย์สินไปให้นักการเมืองไทยใช้อำนาจการเมืองบริหารกันตามอัธยาศัย ที่ดินทรัพย์สิน สมบัติของแผ่นดิน ซึ่งแต่เดิมเป็นของราชวงศ์จักรีโดยถูกต้องนั้น ป่านฉะนี้

จะตกเป็นของใคร ชาติไหน ตระกูลอะไร ไปแล้วบ้างครับ.......

เรื่องอยากแก้ไขกฏหมายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งกม.หมิ่น และรัฐธรรมนูญมาตรา๘ ที่สมศักดิ์ออกแอคชั่นเอาเป็นเอาตายเป็นศาสดาฝ่ายไม่นิยมเจ้าอยู่ทุกวันนี้นั้น......

ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ นักการเมือง พรรคการเมือง เขาสามารถทำได้ในสภาครับผม พรรคไหนอยากทำก็ทำได้ครับเสนอกฎหมายเข่าไป.....แต่ต้องเตรียมรับผลกระทบทางการเมืองจากฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยเอาเอง

นักวิชาการจะยึดถือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างไร สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ว่าทำได้ครับ แต่จะทำทั้งทีให้มันเนียนๆหน่อย จะอ้างจะอิงกฏหมายอะไร ก็ศึกษาเพิ่มเติม ภาวะการเมืองไทยขณะที่กฏหมายนั้นๆประกาศใช้ดูบ้าง......พูดความจริงให้ครบทุกด้าน

จะหลบจะเลี่ยงไปทำไมครับ กับความจริงที่ว่า....

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น.... นักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย คือ ผู้กระทำผิดที่แท้จริง เมื่อมองในมุมของผลประโยชน์อันตกแก่ มหาประชาชน(ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่)........

งานของสมศักดิ์เจียมนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่เห็น ผมว่าให้ความจริงไม่ครบทุกด้านนะครับ เหมาะสมและบริโภคได้แต่ผู้คนคอไม่นิยมเจ้าแต่รู้เรื่องประวัติการเมืองไทยน้อยด้วยกัน เท่านั้นครับ......

มีอะไรใหม่ๆ ก็ลองเสนอมา........ผมรออ่านอยู่[/quote]

เมื่อไหร่บางกอกจะเลิกโชว์โง่ซักทีนะ โชว์บ่อยๆเดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจว่าโง่จริงนะ
อ่านไม่เข้าใจหรือไงว่าอาจารย์เขาเขียนตอบโต้ ที่สำนักงานทรัพย์สินบิดเบือนข้อเท็จจริงในรายงาน โดยอาจารย์นำเอาตัวบทต่างๆมาประกอบเป็นเหตุผล
อาจารย์ท่านไปต่อว่าสถาบันตรงไหน เวลาเขาคุยกันต้วยเหตุผลด้วยข้อเท็จจริง ก็ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง เอาความคิดความเข้าใจของตัวเองมาตอบแบบนี้ ก็มีแต่โชว์โง่อยู่ร่ำไป (ลองอ่านที่ตัวเองเขียนข้างบนดูว่าคิดคิดเองเออเองหรือเปล่า มีอะไรยืนยัน?) ระวังจะไปอยู่ในระดับสมองเดียวกับ IPAD นะขอเตือน[/quote]
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ที่สมศักดิ์เจียมยกประเด็นไปถกกับสำนักงานทรัพย์สินนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ฟอร์บตีความความร่ำรวยของสถาบันกษัตรย์ไทยอยู่ที่มูลค่าทรัพย์สินและที่ดิน ที่สำนักงานนี้เขาดูแลอยู่ ก็เลยโพทะนาว่า สถาบันเรารวยที่สุดในโลก

สำนักงานเขาแจ้งให้ทราบว่า ทรัพย์สินทั้งหลายทั้งปวงที่ดินอาคารต่างๆและเงินสดนั้นเป็นของรัฐ ผมยกกฏหมายมาให้ดูกันแล้ว...ดังนั้น ไม่สามารถนำไปคิดคำนวณเป็นของส่วนพระองค์ได้

เกมโอเวอร์ไปแล้วครับ สำหรับประเด็นหลัก

ส่วนที่จะตะแบงกันต่อไปว่า กำไรจากการหารายได้จากทรัพย์สิน สามารถนำมาใช้ได้ตามพระาชอัธยาศัยนั้น ก็เป็นแค่ตะแบงแก้เกี้ยวครับ

เพราะ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนั้นผมว่า ไมถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีทางทำให้ราชวงศ์ไทยร่ำรวยที่สุดในโลกไปได้ เทียบกับซาอุ หรือบรูไน หรือเทียบกับตระกูลมหาเศรษฐีไทย

ที่จริงแล้ว คำว่าตามพระราชอัธยาศัยนั้น จะมีหรือไม่มี อยู่ในกม.ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยครับ ยังไงเสีย ต้องเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งสภารับรองแล้วแต่ผู้เดียวถึงจะเข้าเกณฑ์มีอำนาจใช้เงินตามกฏหมายนี้ทุกเวอร์ชั่น

จะมีผลเปลี่ยนแปลงได้ก็เฉพาะ ไปเพิ่มเติมกฎหมายว่า ....ตามแต่รัฐบาลอนุมัติ สภาอนุมัติหรือ อะไรเช่นนั้น....

ซึ่งเป็นเรื่องที่ .....นักการเมืองในสภาและรัฐบาลเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะทำการแก้ไข...

ในหลวงท่านไม่เคยยุ่งเกี่ยวด้วยมาหกสิบกว่าปีแล้วครับ........จากปี๙๑จนถึงปัจจุบัน

จะมีคนผิดก็นักการเมือง ยุคสมัยต่างๆเท่านั้นแหละครับ....

สรุปแล้วสำนักงานทรัพย์สิน แถลงถูกต้องแล้วครับเรื่องการได้รับประโยชน์จากทรัพย์สิน ไม่ได้แสดงว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

ดังนั้นความร่ำรวยของราชวงศ์ไทย อันเกิดจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ที่ฟอร์บประเมินไว้ก็ ผิดครับ....

ผมว่า คุณบางมด ย้ายบ้านมาอยู่แถว สะพานควาย น่าจะดีกว่านะครับ จะได้อ่านได้ฟังสมศักดิ์เจียมแกเขียนแกวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้ ใกล้ชิดชัดเจนเข้ามาหน่อย จะได้จับประเด็นเป็นกับเขาบ้าง.....

คิดง่ายๆ ถ้าแถว่าเป็นเงินของร

คิดง่ายๆ
ถ้าแถว่าเป็นเงินของรัฐ
เพราะมีรมต.คลังเป็นประธาน
ก็เอาเงินนั้นมาแจกคนจนทั้งประเทศ
ได้คนละล้านสองล้าน
ประเทศนี้ก็ไม่มีคนจน(ฮา)
เำพราะคนจนมีเงินล้านได้ที่ใหน(ฮา)
เงินมากขนาดนั้น
นี่ระดับโลกเลยนะ
แล้วจะมาแหกปากว่าสงสารคนจนได้อย่างไร(ฮา3ที)

บางกอก

[quote=บางกอก]http://www.baanjomyut.com/library/law/02/096.html

อ่านเวปที่ผมก็อปปี้มาให้ดูนี่แล้ว ผู้ที่พอเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะได้ข้อมูลที่นำมาใช้อ่าน
บทความของสมศักดิ์เจียมได้เข้าใจกระจ่างขึ้น ว่าแกเขียนแบบนี้ พูดความจริงไม่ครบ นั้นต้องการอะไร

ทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นแยกจากกันเด็ดขาดมาตั้งแต่สมัยคณะราษฏรแล้วครับ ว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้นต้องเสียภาษี ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริญ์นั้นถือว่าตกเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับ ทรัพย์สินอื่นของรัฐ ทรัพย์สินสำคัญก็คือที่ราชพัสดุที่ดูแลโดยกระทรวงการคลัง ใครเป็รรัฐบาลก็ได้อำนาจดูแลไป

กฏหมายที่ออกใช้บังคับนั้น ทุกฉบับออกโดยนักการเมืองที่ครองอำนาจในขณะนั้นทั้งสิ้น เจ้าไม่ได้มีอำนาจบทบาทอะไรกับการออกกฎหมายเหล่านี้ ปี๗๙ก็คณะราษฎร ปี๘๔ไม่ปรืดืก็จอมพลป.ซึ่งน่าจะเป็นปรีดีมากกว่าเพราะคุมเสียงในสภาอยู่แล่ะให้คณะผู้สำเร็จราชการใช้เงินจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ แล้วปรีดีก็อยู่ในคณะผู้สำเร็จราชการกับเขาด้วย......ส่วนการแก้ไขปี๙๑ที่สมศักดิ์เจียมเอามาอ้างว่าประชาธิปัตย์โปรเจ้าแก้กฏหมายนั้น เขาแก้หลักๆก็ตรงตัดคณะผู้สำเร็จราชการออก.......ในหลวงรัชกาลที่๙ยังศึกษาต่ออยู่ที่ยุโรป เสด็จกลับมาปี๙๓ครับ...
กลับมากฏหมายว่าอย่างไร ท่านก็ว่าอย่างนั้น ......นักการเมืองที่ไหนจะโปรกษัตริย์กันล่วงหน้า ครับ

ส่วนเรื่องการใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยนั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี๒๔๗๙ นักการเมืองไม่รู้กี่พรรคกี่คณะที่ใช้กมฬนี้ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่เห็นมีใครเสนอแก้ไขเป็นอย่างอื่น ไอ้พวกหัวการค้านักเซ็งลี้ก็มีอยู่บ้าง ที่เห็นที่เห็นทางราชพัสดุแล้วน้ำลายไหล แต่อย่างมากก้แค่หานักวิชาการอย่างสมศักดิ์เจียมมาเขียนถึง
หาแนวร่วมประเภทว่านอนสอนง่ายครูบาอาจารย์ว่าอะไรก็เฮตามไปกับเขาด้วย แบบโง่ๆ

กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ก็เหมือนกับกฏหมายอื่น ใครอยากจะแก้ไขก็ต้องให้นักการเมืองในสภาทำทั้งนั้น การแก้ไขกฏหมายนี้ทำได้ครับ พรรคการเมืองไหนนักการเมืองคนไหนอยากแก้ไข ตอนนี้ก็ฬกล้เลือกตั้งแล้ว ที่ถูกที่ควรนั้น

สมศักดิ์เจียมต้องนำเสนอพรรคการเมืองที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูงสุดไปเลยครับ ว่าให้ประกาศใช้เป็นนโยบายหลักสัญญาประชาคม ว่าชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่จะแก้ทันที พร้อมกับกฏหมายหมิ่นฯด้วยก็ได้
นักประชาธิปไตยเขาต้องทำเช่นนั้นครับ......

อย่างสมศักดิ์เจียมประพฤตินั้น เป็นได้แค่ ผู้ไม่นิยมเจ้าเข้ากระดูก แต่ไม่รู้กลไกกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย.....

ว่างๆ สมศักดิ์ลองไปหาข้อมูลดูนะครับว่า ตั้งแต่ปี๗๙ ถึง๙๑ นั้น ประเทศไทยมีกษัตริย์พระองค์ไหน เสด็จประทับอยู่ในประเทศ และมีบทบาททางการเมืองบ้าง เป็นเวลารวมกันกี่เดิอน......

กม.ทรัพย์สินส่วนพระองค์ส่วนพระมหากษัตริย์ นักการเมืองประกาศออกมาใช้ในช่วงนั้นทั้งหมด ครับ

ตรรกะ เจ้าผิดทุกเรื่อง ของสมศักดิ์เจียมนั้น ใช้ได้กับผู้ฟังที่โง่ระดับนับวันเดือนปีไม่เป็น กระมังครับ...[/quote]

ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม

ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม จักลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...
จิตร ภูมิศักดิ์, “หยดน้ำบนพื้นทราย”

..จบดีจัง อาจารย์

เรียนเชิญ

เรียนเชิญ อ.สมศักดิ์ชี้แจงให้ชัดเจนว่า

1. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือว่ามีสถานะเป็นของรัฐ หรือไม่ ถ้าไม่จะเป็นของผู้ใด

2. บทความนี้ต้องการสื่อ ในประเด็นใหน ความเป็นเจ้าของ หรือการบริหาร เพราะ อ่านแล้ว เข้าใจแบบเดียวกับคุณบางกอก กล่าวคือ มองว่าอาจารย์เสนอเป็นเรื่องแนวทางการบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติในบรรษัททั่วไปก็เป็น คือแยกเจ้าของ และนักบริหาร ซึ่งมันจะมีกลไกเชิงบริหารเชื่อมอยู่

3. มันเป็นความผิดของสถาบันกษัตริย์หรือที่สามารถบริหารงานกิจการจนรุ่งเรือง
จากบทความของอาจารย์แสดงว่าอย่างน้อย (1) ทางสถาบันได้เข้าบริหารกิจการ (2)ทางสถาบันนำดอกผลจากกิจการมาลงทุนกับกิจการเองจนเติบใหญ่

กรณีนี้เป็นประเด็นที่น่าจะส่งผลกระทบใหญ่มาก ส่วนตัวผมมองว่า สมัยก่อน มูลค่าของกิจการหรือทรัพย์สิน มันอยู่ในระดับแค่ พอเลี้ยงตัวและบำรุงรักษาปราสาทราชวังที่ถูกทิ้งร้างทรุดโทรมได้ เวลาล่วงเลยไป สถาบันมีการบริหารที่ดีมีประสิทธิภาพทำให้เติบใหญ่ เกินความคาดหมายของ รัฐบาลในยุคก่อนๆ

เรื่องต่อสู้เรื่องการเงินการทองของสถาบันนี่น่าสนใจมาก

ในหนังสือ "สู่ดุลยภาพ" มีข้อความที่บ่งชี้ว่าในยุคจอมพลป. ท่านจอมพล ได้จัดการควบคุมกษัตริย์ ในลักษณะเดียวกับที่อาจารย์ว่ามา (เท่าที่จำได้นะครับ คือควบคุมค่าใช้จ่ายในวัง และ อนุญาตให้อ่านหนังสือพิมพ์ได้ อาทิตย์ละ 2 ฉบับ)โดยทางฝ่ายเผด็จการทหารสมัยนั้นเชื่อว่า จะทำให้สามารถตัดการเชื่อมโยงระหว่างกษัตริย์กับประชาชนได้ เพราะทางสถาบันจะไม่มีเงินและงบประมาณ ในการเสด็จเยี่ยมเยือนเชื่อมโยงกับประชาชนได้ ทางสถาบันและฝ่ายนิยมเจ้าแก้เกมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ได้ทำการจัดตั้ง โรงเรียนจิตลดา ขึ้นเพื่อเป็นการระดมทุน จากพ่อค้าคณบดีในกรุงยุคนั้น

ผมไม่สงสัยมุมมองประวัติศาสตร์ของอาจารย์ แต่มองในเชิงการบริหารจัดการองค์กร ผมว่าอาจารย์ขาดมุมมองด้านนี้ไป

อ้าง ควายเห็ง! (ฮา)

[b]อ้าง ควายเห็ง! (ฮา) 384939

อยากบอกว่านี่คืออาการของพวก บ้องตื้น เพราะ ปราบดาภิเษก คือ การแย่งชิงอำนาจจากกษัตริย์องค์เดิมทุกรูปแบบ จัดเป็น ปราบดาภิเษก หมก เอ๊ย! โหมะ! เอ๊ย! หมด (ฮา)

ไม่เห็นจะต้อง 'โง่' ด้วยการเสียเวลาไปแต่งนิยายตอแหลหลอกเด็กให้เสียเวลา เสียสถานที่ (space) บนเซิฟเวอร์เลย ยิ่งจะเกิดโลกร้อนอยู่ด้วย (ฮา)

แถมไอ้นิยายควายเมินที่เล่ามาก็ไม่สมบูรณ์ในความหมายของ ปราบดา หยุ่น! (ฮา) เอ๊ย! ปราบดาภิเษก ด้วย!

สรุป ลงทุนลงแรงใช้ขาหน้าพิมพ์ (ฮา) (แต่ไม่เสียแรงคิดเพราะสมองพวกนี้มีค่าเท่ากับ ไม่มีนัยยะสำคัญ ทางบัญชี อยู่แล้ว สมองที่คิดไปเลยไม่มีค่า ไม่เป็งไร ม่ายเป็งรายยยย) (กร๊ากกกกก) ไปไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

พาลจะพาให้คนเข้าใจปราบดาภิเษกผิดพลาดเอาอีก

ปราบดาภิเษก ในบางครั้ง กษัตริย์องค์ใหม่ ก็ไม่ได้ฆ่า กษัตริย์องค์ก่อน แต่ให้อันเชิญไปอยู่เสียแดนไกล etc. เด๊อสู!

ขอย้อนต้นอีกที เพื่อสร้างความฉลาดสำหรับคนอ่าน ไม่ใช่ไปสร้างความโง่อย่างนาย ควายเห็ง! (ฮา) 384939

การสืบราชสมบัติ มี 2 รูปแบบ

1. ราชาภิเษก เป็นการสืบราชสมบัติ โดย ไม่เกิดจากการขัดแย้ง ใช้กำลังแย่งชิง เช่น king องค์เดิม สวรรคต King องค์ต่อไปขึ้นครองราชย์ต่อมา (แต่บางที king องค์ต่อไปที่ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมาก็ต้องแย่งชิงกับ Candidate อื่นๆ ก่อน แต่ไม่นับเป็น ปราบดาภิเษก) หรือ king องค์ก่อนรู้สึกว่าไม่ทรงมีความสามารถที่จะรักษาราชบัลลังค์ต่อไป ก็มอบราชสมบัติให้ผู้อื่นครองราชย์ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็น ลูก น้อง หรือพระประยูรญาติ ก็ได้ (บางทียกให้คนนอกที่ไม่มีความเกี่ยวพันกันเลยก็ยังมี)

หมายเหตุ.- กรณียกราชบัลลังค์ให้คนนอกเด๋วจะหาว่ามั่ว กรณีก็คือ กรณีพระนางชินสอบูแห่งอังวะ (อันนี้ไม่แน่ใจ) มอบพระราชบัลลังค์ให้องค์รักษ์ที่มีความสามารถ (ก่อนมอบราชสมบัติ ยังยกลูกสาวให้อีกด้วย ... กรูละอิจฉา)

ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ราชาภิเษก ทั้งสิ้น หรือ สรุป เป็นการสืบราชสมบัติ โดยไม่มีการขัดแย้งใช้กำลัง

2. ปราบดาภิเษก เป็นการสืบราชสมบัติ ด้วยการแย่งชิงราชสมบัติมาจากกษัตริย์องค์เดิม ไม่ว่าจะทำสงคราม เล่นเกมการเมืองภายใน ลอบปลงพระชนม์ ใช้กำลังบังคับให้มอบราชสมบัติให้

หรือสรุป ปราบดาภิเษก เหมือน Coup d Etat นั่นคือ เป็นการเปลี่นแปลงอำนาจการปกครองโดยใช้กำลัง โดยที่กษัตริย์องค์เดิมไม่ยินยอมพร้อมใจ

หมายเหตุ .- เข้าใจ Coup d Etat มะล่ะ รัฐประหารน่ะนะ อย่าทำหน้าโง่อย่างนั้นดิ้ (ฮา)

และก็ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านจดจำการบรรยายของ I Pad ไว้เป็นข้อมูล เพราะรับรองว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ได้บ้องตื้นไร้สาระแบบที่นาย 384939 เพ้อเจ้อมาแต่อย่างใด

และก่อนจบการ สีซอ สอนนาย 384939

ก็ขอ สีซอ อีกรอบ เพราะเห็นนาย 384939 พยายามทำตัวเป็น ผู้ชำนาญด้านภาษา แต่ตัวเองเสือกใช้ภาษาผิดซะเอง มันทำให้ดูความเป็นคนของนาย 384939 ด้อยค่าลงไปอีก ทั้งๆ ที่เดิม ก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว (อิอิอิ)

ยึกอำนาจ นี้ ดูแล้วก็ตลกขบขัน

ยักอำนาจ ยังจะดูดีมีความหมายมากกว่า

ดังนั้น

ยึดอำนาจก็ต้องยึดอำนาจ แต่เห็ง! ใจ (ฮา) แป้น กอ มันก่อน แป้น ดอ กด แพลด เอ๊ย! พลาด ดันไก้ เอ๊ย! กันได้ (ฮา) (เห็งมะ กูก็แดล้ง เอ๊ย! แกล้ง พลาดให้ดู เป็นเพื่อน วะเลย เอ๊ย! ซะเลย) (กร๊ากกกกกก)

เอาละไปหาหญ้ากินได้แล้ว นาย 384939 (ฮา)[/b]

รักนับถืออาจารย์สมศักดิ์มากเล

รักนับถืออาจารย์สมศักดิ์มากเลยครับ ที่กล้าต่อสู้ยืนหยัดเพื่อปลดแอกให้ประชาชน แม้ต้องต่อสู้กับอำนาจที่ทมิฬมากๆ

แต่อาจารย์ครับ ผมคงไม่ทำ สติ๊กเกอร์บอกรักอาจารย์แปะท้ายรถหรอกน๊ะครับ เด๋วมันจะโดนข้อหาเลียนแบบ อิอิ

ขอให้ พระเจ้า และประชาชน คุ้มครองอาจารย์น่ะครับ ใครคิดร้ายกับอาจารย์อย่างไร ก็ขอให้สิ่งนั้นดดนกับตัวมันเองนาครับ

อิจฉา

[b]อิจฉา ป๋าบางว่ะ

สมหงอกยอมโต้ตอบแกด้วย

เอาวะ ถึงไม่ตอบเราก็จะถาม มีรัยมะ (ฮา)

อย่างที่ถามไว้อันก่อน

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เดิม เคยตกเป็นของประชานและแผ่นดิน มาก่อนหรือเปล่า

คำตอบ คือ ไม่

เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มิถุนายน วันที่ 24 (ย้อนหลังเล่นๆ ) (ฮา) คณะราษฎร์ ไม่ได้ยึดอำนาจการปกครองจากพระมหากษัตริย์ แต่คณะราษฎร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยใช้กำลังเท่านั้น พระมหากษัตริย์ก็ยังคงตำแหน่งพระราชาอยู่เช่นเดิม พระราชอำนาจก็แทบจะยังคงมีอยู่เช่นเดิม (เพียงแต่ที่เดิมก่อนมีไอ้พวกบ่มแก๊สล่วงหน้า 79 ปี (ฮา) ท่านก็ปรึกษาข้อราชการกับ ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ แต่พอหลัง 24/6/75 ท่านก็ต้องให้คำปรึกษากับรัฐบาลแทน แต่พระราชอำนาจที่แท้จริง พระราชบิดาของท่าน (ล้นเกล้า ร. 5 พ่อหลวงของเรา)ได้เตรียมการถ่ายโอนอำนาจไว้รอการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น พระราชอำนาจที่แท้จริงของพระมหากษัตริย์ไทยตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชดั้งเดิม เสียที่ไหน เพียงแต่การถ่ายโอนอำนาจแทนที่จะเป็นภาพ พระมหากษัตริย์ทรงยื่นอำนาจมอบให้ปวงชนชาวไทย ก็กลายเป็นภาพไอ้ขบวนการ ห่าเหว (ฮา) อะไรไม่รุ ยื่นมาไปยื้อเอาพระราชอำนาจนั้นจากมือท่านมาให้ประชาชน เท่านั้นเอง)

หมายเหตุ.- แถมขบวนการติงต๊องบ่มแก๊ส 79 ปี ก็ไม่ได้เอาอำนาจนั้นมาให้ประชาชนอย่างแท้จริง แต่เสือกยักยอกกันเอง ด้วยซ้ำ น่าอายมากกว่าน่าชื่นชม

ที่สำคัญพระราชสมบัติยังคงเป็นของพระมหากษัตริย์ (พระบาทสมด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) อยู่เหมือนเดิม

จนวันที่ท่านสละราชสมบัติ พระราชสมบัติ (หรือที่ต่อมาแปลงสภาพมาเป็น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ก็ยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่คงสภาพอยู่รอส่งมอบต่อให้กษัตริย์องค์ต่อไปได้ครอบครอง เพราะของส่วนนี้ เป็น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ทรัพย์สินสาธารณะ ไม่ใช่ทรัพย์สินของแผ่นดิน

ดังนั้น เมื่อมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่สืบราชสมบัติต่อมา พระราชสมบัติ (อันรวมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ที่ว่างการครอบครองเพราะ ร. 7 ทรงสละราชสมบัติ ก็ได้สืบทอดตกมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

เพียงแต่เมื่อบ้านเมืองพัฒนาก้าวหน้าเป็นระบอบประชาธิปไตย ใช้หลัก นิติรัฐ ในการปกครองบ้านเมือง ก็จำต้องพัฒนารูปแบบองค์กรที่จะทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปตามรูปแบบการปกครองใหม่ที่เป็นนิติรัฐ

ทุกฝ่ายจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งองค์กรหนึ่ง ขึ้นมาดูแล กิจการอันเกี่ยวด้วย "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" นั้น เขาจึงจัดตั้งให้เกิด สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขึ้นเพื่อ อำนวยการ บริหารงาน จัดการ กิจการทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องด้วย ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นั่นคือ ทำให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มี 'นิติบุคคล' ขึ้นมาดูแล กิจการส่วนนี้ เพื่อให้ กิจการส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางทันสมัย สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงกับบ้านเมือง ด้วยการทำให้มีองค์กรที่มีฐานะทางกฎหมายเป็นผูดูแล

แต่....ย้ำ แต่ ทรัพย์สินทั้งหมดนั้นก็ยังเป็นของพระมหากษัตรย์เช่นเดิม

อำนาจที่แท้จริงในทรัพย์สินทั้งหมดนั้นอยู่ที่พระมหากษัริตย์เป็นผู้วินิจฉัยที่จะใช้ไปในทางใด เป็นหนึ่งในพระราชอำนาจ พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ที่จะจัดการกับทรัพย์สินส่วนนี้อย่างไรก็ได้ ประชาชนแบบสมหงอกไปเสือกไม่ได้ เพราะ ทรัพย์สินส่วนนั้นนายสมหงอกไม่มีส่วนเป็นเจ้าของ

เพียงแต่วันนี้บ้านเมืองปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กิจการทุกอย่างดำเนินการภายใต้กฎหมาย เพื่อให้ ย้ำ เพื่อให้ ภาระในการ อำนายการ บริหาร จัดการ ดูแล ทรัพย์สินเหล่านี้ดำเนินไปในรูป นิติบุคคล (นี่ย้ำคำนี้หนที่ 2 แล้วนะ พวกเมิง เก็ท อ๊ะยัง) (ฮา) เขาจึงจัดตั้งนิติบุคคลที่ชื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่นี้ โดย คณะกรรมการบริหารขององค์กรนี้ ก็คือ ผู้ช่วยพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ อำนายการ บริหาร จัดการ ดูแล อาจรวมถึง ตรวจสอบ แทน พระมหากษัตริย์ นั่นเอง

แต่ อีกที ไม่ใช่ แต่ช้าแต่ (ฮา) ..... แต่ พระราชอำนาจในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ยังคงเป็นของพระราชาอยู่เหมือนเดิม ใครจะมาตรวจสอบทรัพย์สินของท่านแทนท่านเพื่ออะไร

ถามไปแล้ว ก็คงไม่มีใครกล้ามาตอบหรอก

แต่ถามไว้แล้วเผื่อใครจะฉุกคิดได้ว่า เออหนอ! นายหงอก นี่มันก็ บ้องตื้นสิ้นดี

เพราะลองสมมติ ทรัพย์สินของนาย I Pad แต่นายหงอกบอก จะต้องให้สังคมรอบข้างมาตรวจสอบทรัพย์สินของนาย I Pad ด้วยเพื่อความโปร่งใสของสังคม

I Pad ก็จะถาม นี่มันทรัพย์สินของผม นายหงอกเสือกอะไร

Get ยัง!

ปล. แล้วถ้ามีใครจะมาขอตรวจสอบทรัพย์สินของนายหงอกบ้าง นายหงอกยอมหรือไม่?

; )~[/b]

ประเทศนี้มีแต่เทวดาปลอมๆ

[quote=ประเทศนี้มีแต่เทวดาปลอมๆ]รักนับถืออาจารย์สมศักดิ์มากเลยครับ ที่กล้าต่อสู้ยืนหยัดเพื่อปลดแอกให้ประชาชน แม้ต้องต่อสู้กับอำนาจที่ทมิฬมากๆ

แต่อาจารย์ครับ ผมคงไม่ทำ สติ๊กเกอร์บอกรักอาจารย์แปะท้ายรถหรอกน๊ะครับ เด๋วมันจะโดนข้อหาเลียนแบบ อิอิ

ขอให้ พระเจ้า และประชาชน คุ้มครองอาจารย์น่ะครับ ใครคิดร้ายกับอาจารย์อย่างไร ก็ขอให้สิ่งนั้นดดนกับตัวมันเองนาครับ[/quote]

[b]ส่วนใคร คิดร้าย คิดจังไร กับ คนดีๆ อย่างไร

ผมไม่ต้องแช่ง

กงกำกงเกวียน มีจริง

เด๋วพวกมันก็เจอเอง

; )~[/b]

ขอนอกเรื่อง ในป่าช้าไท เร็วๆ

[b]ขอนอกเรื่อง

ในป่าช้าไท เร็วๆ นี้ มีกระทู้หมิ่นเจ้าอยู่อันหนึ่ง

คนแสดงความเห็นคนหนึ่งได้ทำการดูหมิ่นพระรัตนตรัย ด้วยการดูหมิ่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ตอนผมเห็น ผมก็นึกสะใจว่า ไอ้หมอนี่ตอนนี้ก็แล้วไป ตอนมึงตายแล้วมึงจะรู้ นรกมีจริง

แต่มาวันนี้ผมมานึกได้ เฮ๊ย! ที่กรูนึกสะใจไปด้วยกูก็บาป คื๊อกัน

ดังนั้น ต่อไปนี้ ผมไม่ได้นึกสงสารไอ้คนที่ดูหมิ่นหลวงพ่อหรอกนะ

แต่ผมป้องกันตัวเองลงนรก

ด้วยการบอกว่า ให้ไอ้คนนั้นไปขอขมาพระรัตนตรัยเสีย

วิธีการให้เข้าดูเว็บไซ๊ต์ พระรัตนตรัยดอทคอม (search คำนี้แหละ ใน Google รับรองเจอ)

แล้วผมก็หมดหน้าที่ผมแล้ว ผมพ้นผิดแล้ว คนอื่นก็ตัดสินใจกันเอง ตอนตายคนที่ตายตายคนเดียว แต่อาจมีคนมารับเป็นเพื่อนเยอะ (ฮา) (ซึ่งตอนตายใครเจอสภาพนี้ก็ซวยละมึง) (อิอิอิ)[/b]

ขนาดอาจารย์ยกเอากฏหมาย

ขนาดอาจารย์ยกเอากฏหมาย พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สิ่นฯ กับการตีความของกฤษฏีกามาประกอบด้วย ยังมีการหักล้างด้วยการแถตามความรู้สึกเลย ผมอาจไม่ได้ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์มามากนัก ที่มาเป็นอย่างไรนั้น ไม่มีข้อมูลชัดเจนเพียงพอที่ถกได้ แต่จากการที่อาจารย์ได้นำข้อกฏหมายมาเผยแพร่ ตลอดจนการตีความของกฤษฏีกา ก็พอจะอนุมานได้ว่า เป็นองค์กรที่อยู่ในรูปแบบพิเศษของพิเศษ มีการกำหนดผู้มีอำนาจในการใช้ทรัพย์สินอย่างแน่นอนชัดเจน และสามารถใช้ได้ตามอัธยาศัยด้วย....ตรรกะนี้ ถ้าไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นหน่วยงานอะไร ผมเชื่อว่าหลายๆท่านจะเข้าใจ ว่า นี่เป็นหน่วยงานเอกชนเจ้าของคนเดียว...

I Pad

[quote=I Pad][b]ขอนอกเรื่อง

ในป่าช้าไท เร็วๆ นี้ มีกระทู้หมิ่นเจ้าอยู่อันหนึ่ง

คนแสดงความเห็นคนหนึ่งได้ทำการดูหมิ่นพระรัตนตรัย ด้วยการดูหมิ่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ตอนผมเห็น ผมก็นึกสะใจว่า ไอ้หมอนี่ตอนนี้ก็แล้วไป ตอนมึงตายแล้วมึงจะรู้ นรกมีจริง

แต่มาวันนี้ผมมานึกได้ เฮ๊ย! ที่กรูนึกสะใจไปด้วยกูก็บาป คื๊อกัน

ดังนั้น ต่อไปนี้ ผมไม่ได้นึกสงสารไอ้คนที่ดูหมิ่นหลวงพ่อหรอกนะ

แต่ผมป้องกันตัวเองลงนรก

ด้วยการบอกว่า ให้ไอ้คนนั้นไปขอขมาพระรัตนตรัยเสีย

วิธีการให้เข้าดูเว็บไซ๊ต์ พระรัตนตรัยดอทคอม (search คำนี้แหละ ใน Google รับรองเจอ)

แล้วผมก็หมดหน้าที่ผมแล้ว ผมพ้นผิดแล้ว คนอื่นก็ตัดสินใจกันเอง ตอนตายคนที่ตายตายคนเดียว แต่อาจมีคนมารับเป็นเพื่อนเยอะ (ฮา) (ซึ่งตอนตายใครเจอสภาพนี้ก็ซวยละมึง) (อิอิอิ)[/b][/quote]

ด้วยความเคารพท่านนะครับ ผมไม่คิดจะลบหลู่แต่ประการใด เพราะผมเข้าใจว่าความเชื่อความศรัทธานั้นมันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่ควรที่จะลบหลู่กัน และผมก็เป็นคนเชื่อถือเรื่อง นรก สวรรค์ ด้วย แต่ในส่วนตัวผม โดยความเคารพท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่เชื่อในปฏิหารของหลวงพ่อฤษีลิงดำ ครับ...

ง่าย ๆ

[quote=ง่าย ๆ]ถ้ายังมีปัญหาคลุมเครือ
ก็ให้รัฐสภาใหม่ ออก พ.ร.บ.โอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด ให้ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง ก็สิ้นเรื่อง

บุคคลากรสำนักงานทรัพย์สินฯ ท่านก็คงไม่ขัดข้อง หากจะโอนท่านตามไปหรือแม้แต่ย้ายไปอยู่ในหน่วยงานอื่น
ในตำแหน่งและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

เชื่ออีกว่า นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ออกกฎหมายมาจนถึงปัจจุบัน มีรายงานบัญชีรับ-จ่าย ให้ตรวจสอบ เงินของแผ่นดินไม่หายไปไหนหรอก สำนักงานทรัพย์สินก็ยืนยันมาแล้ว ว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ โอนไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ดีเสียอีก จะได้ไม่มีใครเข้าใจผิด

อย่างนิตยสารฝรั่งที่จัดให้พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็น่าจะถือวเป็นเกียรติแก่ประเทศชาติ แต่มันไม่น่าจะจริง เพราะประเทศเราจัดเป็นประเทศยากจน ไม่มีทรัพยากรมีค่าอย่างน้ำมันส่งออก ไม่มีสินค้าเทคโนโลยี่ขายเอากำไรเข้าประเทศมาก ๆ เมื่อคนส่วนใหญ่ยากจน ส่วนจำนวนน้อยแม้จะมีบ้างที่ร่ำรวย แต่ก็ย่อมเป็นไปตามสัดส่วนกับฐานะของคนส่วนใหญ่ในประเทศ[/quote]
เห็นด้วยเฮะ ประเทศยากจนอย่างเมืองไทยแถมไม่มีทรัพยกรมีค่ามากมาย จะมาบอกว่ากษัตริย์ของเราร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างนี้ได้ไง ปรับปรัมชัดๆ แถวซาอุฯที่มีน้ำมันให้ดูดกษัตริย์ในประเทศนั้นยังไม่ได้ร่ำรวยอย่างนี้เลย หรือไม่อีกอย่างที่คิดอย่างชาวบ้านโง่ๆอย่างเรา คือ ทรัพย์สินทำบัญชีผิดพลาด เติมตัวเลขเกิน

นวนคร wrote:เรียนเชิญ

[quote=นวนคร]เรียนเชิญ อ.สมศักดิ์ชี้แจงให้ชัดเจนว่า

1. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือว่ามีสถานะเป็นของรัฐ หรือไม่ ถ้าไม่จะเป็นของผู้ใด

2. บทความนี้ต้องการสื่อ ในประเด็นใหน ความเป็นเจ้าของ หรือการบริหาร เพราะ อ่านแล้ว เข้าใจแบบเดียวกับคุณบางกอก กล่าวคือ มองว่าอาจารย์เสนอเป็นเรื่องแนวทางการบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติในบรรษัททั่วไปก็เป็น คือแยกเจ้าของ และนักบริหาร ซึ่งมันจะมีกลไกเชิงบริหารเชื่อมอยู่

3. มันเป็นความผิดของสถาบันกษัตริย์หรือที่สามารถบริหารงานกิจการจนรุ่งเรือง
จากบทความของอาจารย์แสดงว่าอย่างน้อย (1) ทางสถาบันได้เข้าบริหารกิจการ (2)ทางสถาบันนำดอกผลจากกิจการมาลงทุนกับกิจการเองจนเติบใหญ่

กรณีนี้เป็นประเด็นที่น่าจะส่งผลกระทบใหญ่มาก ส่วนตัวผมมองว่า สมัยก่อน มูลค่าของกิจการหรือทรัพย์สิน มันอยู่ในระดับแค่ พอเลี้ยงตัวและบำรุงรักษาปราสาทราชวังที่ถูกทิ้งร้างทรุดโทรมได้ เวลาล่วงเลยไป สถาบันมีการบริหารที่ดีมีประสิทธิภาพทำให้เติบใหญ่ เกินความคาดหมายของ รัฐบาลในยุคก่อนๆ

เรื่องต่อสู้เรื่องการเงินการทองของสถาบันนี่น่าสนใจมาก

ในหนังสือ "สู่ดุลยภาพ" มีข้อความที่บ่งชี้ว่าในยุคจอมพลป. ท่านจอมพล ได้จัดการควบคุมกษัตริย์ ในลักษณะเดียวกับที่อาจารย์ว่ามา (เท่าที่จำได้นะครับ คือควบคุมค่าใช้จ่ายในวัง และ อนุญาตให้อ่านหนังสือพิมพ์ได้ อาทิตย์ละ 2 ฉบับ)โดยทางฝ่ายเผด็จการทหารสมัยนั้นเชื่อว่า จะทำให้สามารถตัดการเชื่อมโยงระหว่างกษัตริย์กับประชาชนได้ เพราะทางสถาบันจะไม่มีเงินและงบประมาณ ในการเสด็จเยี่ยมเยือนเชื่อมโยงกับประชาชนได้ ทางสถาบันและฝ่ายนิยมเจ้าแก้เกมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ได้ทำการจัดตั้ง โรงเรียนจิตลดา ขึ้นเพื่อเป็นการระดมทุน จากพ่อค้าคณบดีในกรุงยุคนั้น

ผมไม่สงสัยมุมมองประวัติศาสตร์ของอาจารย์ แต่มองในเชิงการบริหารจัดการองค์กร ผมว่าอาจารย์ขาดมุมมองด้านนี้ไป[/quote]
"พอเลี้ยงตัวและบำรุงรักษาปราสาทราชวังที่ถูกทิ้งร้างทรุดโทรมได้ " การทนุบำรุงของบจากรัฐไม่ใช่หรือ

นวนคร wrote:เรียนเชิญ

[quote=นวนคร]เรียนเชิญ อ.สมศักดิ์ชี้แจงให้ชัดเจนว่า

1. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือว่ามีสถานะเป็นของรัฐ หรือไม่ ถ้าไม่จะเป็นของผู้ใด

2. บทความนี้ต้องการสื่อ ในประเด็นใหน ความเป็นเจ้าของ หรือการบริหาร เพราะ อ่านแล้ว เข้าใจแบบเดียวกับคุณบางกอก กล่าวคือ มองว่าอาจารย์เสนอเป็นเรื่องแนวทางการบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติในบรรษัททั่วไปก็เป็น คือแยกเจ้าของ และนักบริหาร ซึ่งมันจะมีกลไกเชิงบริหารเชื่อมอยู่

3. มันเป็นความผิดของสถาบันกษัตริย์หรือที่สามารถบริหารงานกิจการจนรุ่งเรือง
จากบทความของอาจารย์แสดงว่าอย่างน้อย (1) ทางสถาบันได้เข้าบริหารกิจการ (2)ทางสถาบันนำดอกผลจากกิจการมาลงทุนกับกิจการเองจนเติบใหญ่

กรณีนี้เป็นประเด็นที่น่าจะส่งผลกระทบใหญ่มาก ส่วนตัวผมมองว่า สมัยก่อน มูลค่าของกิจการหรือทรัพย์สิน มันอยู่ในระดับแค่ พอเลี้ยงตัวและบำรุงรักษาปราสาทราชวังที่ถูกทิ้งร้างทรุดโทรมได้ เวลาล่วงเลยไป สถาบันมีการบริหารที่ดีมีประสิทธิภาพทำให้เติบใหญ่ เกินความคาดหมายของ รัฐบาลในยุคก่อนๆ

เรื่องต่อสู้เรื่องการเงินการทองของสถาบันนี่น่าสนใจมาก

ในหนังสือ "สู่ดุลยภาพ" มีข้อความที่บ่งชี้ว่าในยุคจอมพลป. ท่านจอมพล ได้จัดการควบคุมกษัตริย์ ในลักษณะเดียวกับที่อาจารย์ว่ามา (เท่าที่จำได้นะครับ คือควบคุมค่าใช้จ่ายในวัง และ อนุญาตให้อ่านหนังสือพิมพ์ได้ อาทิตย์ละ 2 ฉบับ)โดยทางฝ่ายเผด็จการทหารสมัยนั้นเชื่อว่า จะทำให้สามารถตัดการเชื่อมโยงระหว่างกษัตริย์กับประชาชนได้ เพราะทางสถาบันจะไม่มีเงินและงบประมาณ ในการเสด็จเยี่ยมเยือนเชื่อมโยงกับประชาชนได้ ทางสถาบันและฝ่ายนิยมเจ้าแก้เกมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ได้ทำการจัดตั้ง โรงเรียนจิตลดา ขึ้นเพื่อเป็นการระดมทุน จากพ่อค้าคณบดีในกรุงยุคนั้น

ผมไม่สงสัยมุมมองประวัติศาสตร์ของอาจารย์ แต่มองในเชิงการบริหารจัดการองค์กร ผมว่าอาจารย์ขาดมุมมองด้านนี้ไป[/quote]

ดอกผลให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

ส่วนตัวทรัพย์สินเอง[b]ให้อยู่ภายใต้กรรมการ 4 คน ผู้อำนวยการ 1 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยกษัตริย์[/b]

ตัดบรรทัดที่เป็นตัวหน้าทิ้ง แล้วใส่ว่า " ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย " แทน

นี่ก็คือกลายเป็น " ทรัพย์สินส่วนพระองค์ " แน่นอน ไม่มีใครแย้งได้

แต่ถามหน่อยเถิด การมีกรรมการเพิ่มขึ้นมา ซึ่งก็ต้องรับการแต่งตั้งโดยกษัตริย์เหมือนกัน มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ " มีนัยยะ " ในตัวทรัพย์สินนั้นเลยหรือ...

ส่วนตัวผมว่า " ไม่ "

โดยหลักมันก็คือการเพิ่มขั้นตอนขึ้นมาเท่านั้น...

มีคนร้อนตัวแล้วเว๊ย!

[b]มีคนร้อนตัวแล้วเว๊ย! (ฮา)

อย่างที่บอก ผมไม่ได้สนในคนที่ลบหลู่ ผมระวังตัวผมเอง ไม่ให้ลงนรก

แต่อยากชี้ให้เห็นความสับปลับในคำพูดของสาวกไอ้หงอก (เอ๊ะ! จัดใหเป็นสาวกไอ้หงอกจะโกรธหรือเป่าวะ) (ฮา)

บอกเองว่าไม่เคยคิดลบหลู่ใคร แต่อันก่อนก็พูดว่าหลวงพ่อ เป็นพระใบ้หวย

พอมาอันนี้ก็บอกว่า ไม่เชื่ออภินิหารหลวงพ่อ

นีมันเท่ากับตอแหลทีเดียวสองดอกนะนี่ (ฮา)

มิน่า! ล่ะ เขากล่าวหาว่าพวกเหี้ยล้มเจ้า หมิ่นเจ้า

พวกมันไม่เข้าใจ! เถียงจนคอขึ้นเอ็น (ฮา)

เพราะมันโง่ขนาดแยกแยะไม่ออกนี่เองว่า การดูหมิ่น เป็นอย่างไร

น่าสงสาร เนอะ!

สงสัยพวกนี้พูดกับพ่อแม่ด้วย สรรพนาม กู มึง แหงๆ เลยว่ะ (ฮา)

ตย.

คน "เฮ๊ย! พ่อ วันนี้กูไม่มีตังค์แล้ว"

พ่อ "ไปขอแม่ไป"

คน "อ้าว! แล้วแม่มันอยู่ไหนวะ พ่อ"

พ่อ "อยู่นู่นไง"

คนเดินไปหาแม่มัน

คน "เฮ๊ย! แม่ พ่อมันให้กูมาเอาตังกับมึง เอามาหน่อยดิ๊"

ประมาณนี้แน่เร็ย (ฮา)[/b]

ส่วนอันนี้ไม่เกี่ยวกับการร้อน

[b]ส่วนอันนี้ไม่เกี่ยวกับการร้อนตัวของใคร

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ชื่อราชทินนามจริงของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ไม่เคยเน้นการสอนด้วยอภินิหาร

เพราะ มโนมยิทธิ ก็เป็นหนึ่งในวิชชาที่พระพุทธเจ้าสอน

ถ้าใครหาว่าที่หลวงพ่อสอนเป็นการสอนนอกตำรา

ก็แสดงว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า

ไม่ว่ากัน

ตอนลมหายใจหลุดลอยก็ตัวใครตัวมัน

ปล. ให้ความรูสักหน่อย

วิชชา ของพระพุทธเจ้ามี 4 ระดับ

1. สุกขวิปัสโก ไม่มีความรู้พิเศษใดๆ
2. เตวิชโช (วิชาสาม) มีฤทธิ์ทางใจ
3. ฉฬภิญโญ (อภิญญา 6) มีฤทธิ์
4. จตุถปฏฺสัมภิธาญาณ (ปฏิสัมภิธาญาณ 4) มีฤทธิ์ รู้ภาษา สัตว์ รู้วาระน้ำใจคน

คำว่าฤทธิ์ ที่พูดถึงไม่ใช่ อภินิหาร แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากพลังจิต

ถ้าใครทำพลังจิตถึงระดับ ก็สามารถมีฤทธิ์ได้ ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะบัญญัติให้พระโมคคัลลา เป็นอัครสาสวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเลิศด้านอิทธฤทธิ์ได้อย่างไร ถ้าเรื่องฤทธิ์ไม่มีจริง เรื่องฤทธิ์จึงไม่ได้เป็นเรื่อง อภินิหาร โกหก หลอกลวง แต่อย่างใด

แล้วหลวงพ่อก็ไม่ได้เอาอภินิหารมาออกอวดเพื่อหลอกลวงชาวบ้านเหมือนพวก ปทปรม บางพวกหลงผิดคิดจนตกนรก (ฮา) แต่อย่างใด

กรูไปละ

ตอนตายอย่าให้พวกใส่ชุดแดงมารับเน้อ เพราะจากคนจะกลายเป็นผีนรก อย่างแน่นอน

พวกชุดแดงคบกับมันตอนเป็นคนก็พาซวยพอแฮงแล้ว ขืนมาเจอคนชุดแดงตอนตายด้วยนี่ซวยเป็นล้านๆ ปี เลยมึง (ฮา)

หมายเหตุ.- ซวยเป็นล้านปี นี่ไม่ได้พูดเล่น เพราะ อย่างกรณีนี้ อเวจี (ไม่ใช่อเวนิวนะมึง) (ฮา) เป็นอย่างต่ำ แล้วไล่จากอเวจี ต่ำกว่าล้านปี ไม่มีหรอก (กร๊ากกกกก)[/b]

ขอทักทายทอนหิดอีกคนเป็นน้ำจิ้

[b]ขอทักทายทอนหิดอีกคนเป็นน้ำจิ้ม

ขอสงสัยว่าที่ทอนหิด แสดงความเห็น ถ้าโพสต์เล่นๆ ไม่จริงจัง (ส่วนไม่จริงใจน่ะ ผมรู้ ไม่ต้องถามย้ำ) (ฮ่าฮ่าฮ่า) ก็ไม่เป็นไร คห. ของทอนหิด ยังจัดเป็น ความเห็น ได้

แต่ถ้าพูดเอาจริง คห. นี้ของ ทอนหิด จะกลายเป็น ควววววายคิดเห็ง โดยทันพลัน (ฮา)

ขอ'ญาติ อธิบาย เพราะผมเป็นนัก ศศ. (ศศบ. จาก มธ. ปี 31) ; )~

การทำแบบที่ทอนหิดพูดมาถ้าเป็นความคิดจริงๆ ก็ไม่ได้ผลอย่างที่ทอนหิดเข้าใจ

เพราะการนำเงินมาแจก ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิต สินค้าและบริการ ในประเทศไทยก็จะมีเท่าเดิม

แต่

เงินในมือประชาชนจะมีมากขึ้นอย่างฉับพลันจากการแจก

คนที่ได้รับแจกก็จะนำเงินที่ได้รับแจกไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่อย่างที่บอกเงินเหล่านี้ไม่ได้จากการผลิต สินค้าและบริการในระบบ (ประเทศ) ก็อยู่เท่าเดิม แต่ความต้องการ (อุปสงค์) เพิ่มขึ้น

ผลก็คือ จะมีการซื้อขายสินค้าและบริการเพิ่มชึ้นอย่างมโหฬาร ทำให้สินค้าขาดตลาด สินค้าก็จะมีราคาสูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา

เงินที่นำไปแจกก็จะลดค่าจนในที่สุดคนที่ได้รับแจกคนละล้าน (ตามที่ทำตามความคิดโง่ๆ ที่ว่ามา) ก็จะไม่มีค่าอะไรเงิน 1 ล้านบาทอาจจะซื้อหาอะไรไม่ได้เลย เพราะเกิดเงินเฟ้อเป็นเปอร์เซ็นต์สูงมากๆ

สุดท้ายคนก็กลับไปจนเท่าเดิม หรือ อาจจะจนมากกว่าเดิม เพราะเกิดภาวะเงินเฟ้อระดับสูงมากๆ

กลายเป็นว่าคนก่อนมีเงินล้านในมือ กลับจนมากกว่าตอนมีเงินล้าน

สภาวะแบบนี้เขาเรียก กับดักสภาพคล่อง Liquidity Trap อยู่ในระดับ ประมาณ EC 001 ตาม คณะ ศศ. เท่านั้น

คนที่ไม่รู้ก็แสดงว่า พื้นฐาน ด้าน ศศ. เป็นศูนย์ พูดภาษาชาวบ้านเขาเรียก โฮ่ เอ๊ย! โง่ (ฮา)

หมายเหตุ .- EC 001 ที่จริงคงไม่มีหรอก ย้อเย่น น่ะ (ฮา)

สรุป.- นี่เป็นสาเหตุที่คนสติดีๆ ที่ไหนเขาถึงไม่มีใครฟายพอไปคิดเอาเงินมาแจกคนให้หายจน เพราะหลักการทฤษฎีกับดักสภาพคล่อง นั่นเอง (เอ๊ะ! ทำไม I Pad เสือกจำได้วะ) (ฮา)

และนี่คือคำอธิบายอย่างเป้นหลักวิชาการตามทฤษฎี ศศง ว่า นบ. ประชานิยม ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่าง แม้ว มาร์ก เสือก เอาประชานิยม (ถึงจะแถลไปเรียกปรชาภิวัฒน์ พ่อง แม่ง มัน ก็ไอ้อันเดว น่ะแหละ ขี้คร้านแค่นจะตอแหล มาร์กเอ๊ย) (อิอิอิ) มามอมเมาประชาชน สุดท้ายประเทศชาติก็เสียหายอยู่ดี

กรณีไอ้แม้วพอว่า พ่อมันค้ายา ตัวมันเป็น ตร. (ฮา) คงไม่เข้าใจทฤษฎี ศศ. หรอก

แต่ไอ้มาร์ก หัวคอนดอมแมน นี่ดิ้ (ฮา) แม่ง เรียน ศศ. มา ต้องรู้ กับดักสภาพคล่องอยู่แล้ว เสือกทำประชานิยมอีก สมเป็นอัปรีสิด กิงกิง (ฮา)

สรุปอีกที เพราะคิดว่าคงทอนหิดสลบไปแว๊ว (ฮา)

อย่าคิดว่าเรื่องที่เงินล้านบาทกลายเป็นไม่มีค่าเป็นเรื่องไม่จริง มีกรณี ตย. ก็คือตอน สงครามโลก 2nd เยอรมัน เข้าแทรกแซงประเทศที่ยอมแพ้ให้เยอรมัน แล้วเยอรมันก็สั่งให้พิมพ์เงินประเทศที่ยอมให้เยอรมันครอบครอง เพื่อซื้อสินค้าจากประเทศเหล่านั้นเป็นยุทธปัจจัย ผลก็คือประเทศอย่าง เกาหลี โปแลนด์ เกิดเงินเฟ้ออย่างหนัก คิดเป็น 2 - 3 พัน% ก็มี ค่าเงินตกฮวบ จนแบ๊งค์ใหญ่สุดของค่าเงินสกุลประเทศนั้น ซื้อมะเขือเทศลูกเดียวก็ไม่ได้ สุดท้าย ศก. ของประเทศเหล่านั้น ถึงขนาดต้องเอาแบ๊งก์ ใบละ 1000 มาชั่งกิโล ซื้อไข่ กิโลเดียว (เหมือนไอ้มาร์ก เป๊ะ) (ฮา)

หลักฐานก็คือ บางประเทศในโลกนี้ สกุลเงิน มีค่าน้อยมากๆ เช่น ลีร์อิตาลี 1,000 ลีร์ เท่ากับ 1 ดอลล์ หรือ 10,000 วอนเกาหลี เท่ากับ 1 ดอลลาร์ เป็นต้น

เพราะประเทศเหล่านี้หลังสงครามโลกไม่ได้ปรับค่าเงินให้คืนสภาวะปกติ ก็ใช้เงินตามค่าที่เฟ้อไปตอนสงคราม[/b]

??????? จีน่า

???????

[quote=จีน่า]คุนหัวโตคะ ถ้าสมองคุนนิ่มมากเเต่โต ให้ไปเชค็ประสาทจะดีที่สุดนะคะ เเค่คำว่า คลังเปนประธานในการรับผิดชอบ โดยตำเเหน่ง เเละ สนง.เป็นผู้ดูเเล ยังตีความไปไกลเสียเหมือนกับว่า ไม่รู้จักระบบของหุ้นส่วนการดูเเล จัดการ บริหาร เเละรับผิดชอบซึ่งกันเเละกันเท่าไรเลยนะคะ

คำว่า คลังเปนประธาน ให้รับผิดชอบในกรณีที่สนง.เกิดดูเเลผิดพลาด ก็เขียนได้ถูกต้องอยู่เเล้ว เพาะประธานต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เนื่องจากคำว่า มาโดยตำเเหน่ง นี่คือคำที่ตีความหมายที่เข้าใจง่ายๆ มากว่า มีสถานะเเค่สวมหัวโขนสอดส่อง จะมีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวหรือไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นก็ได้ เเต่ โดยมารยาทเเล้ว คงไม่มีคลังที่ไหนที่มาทำหน้าที่เเค่สวมหัวโขน เเล้ว ต้องมาทำงานในสนง.อีกอย่างหรอกนะคะ อย่างมากก้คงจะดูในส่วนของงบการเงินมากกว่า เพื่อส่งเงินช่วยสนับสนุนให้กิจการของสนง.เสียมากกว่า

เเต่ถึงจะบอกว่า โดยตำเเหน่งเเล้วทำไมต้องรับผิดชอบ ก็มาเปน คณะกก.ใหญ่ ก้ต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เหมือน เจ้าสัวซีพีอะ เปนถึงประธานใหญ่ เเต่เวลาบอร์ดบริหารงานพลาด เเล้ว ใครรับผิดชอบละคะ ก็เจ้าสัวซีพีงัย เพาะเปนประธานโดยตำเเหน่ง เเม้ว่า จะทำงานรึไม่ทำงานก้ตามทีคะ ...

เอาเเค่นี้ อิชั้นก้มองว่า คุนจงใจบิดเบือนเเละก็ฟายมากๆเลยนะคะ ไม่เคยเข้าใจระบบธุรกิจเเล้วยังมาสะเออะ เเสดงความคิดเหนโชว์ฟายอีกนะคะ ..เเหมๆ อีสมองโตเเต่หนัง ฮ่วย..

ส่วนอื่น ไม่ขอตอบนะคะ ขี้เกียจตอบเดวมันยาวคะ มีจับผิดเเละอทิบายให้สมองฟายๆๆอย่างคุนได้อีกเยอะคะ กับการเปนเเค่อ.สอนปวศ จะมาเข้าใจอะไรกับรับระบบธุรกิจละคะ ฟายยยย... เอาเปนว่า ขอตอบเเค่นี้สั่นๆ นะคะ ไม่ตอบเยอะ[/quote]

??????? บางกอก

???????

[quote=บางกอก]http://www.baanjomyut.com/library/law/02/096.html

อ่านเวปที่ผมก็อปปี้มาให้ดูนี่แล้ว ผู้ที่พอเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะได้ข้อมูลที่นำมาใช้อ่าน
บทความของสมศักดิ์เจียมได้เข้าใจกระจ่างขึ้น ว่าแกเขียนแบบนี้ พูดความจริงไม่ครบ นั้นต้องการอะไร

ทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นแยกจากกันเด็ดขาดมาตั้งแต่สมัยคณะราษฏรแล้วครับ ว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้นต้องเสียภาษี ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริญ์นั้นถือว่าตกเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับ ทรัพย์สินอื่นของรัฐ ทรัพย์สินสำคัญก็คือที่ราชพัสดุที่ดูแลโดยกระทรวงการคลัง ใครเป็รรัฐบาลก็ได้อำนาจดูแลไป

กฏหมายที่ออกใช้บังคับนั้น ทุกฉบับออกโดยนักการเมืองที่ครองอำนาจในขณะนั้นทั้งสิ้น เจ้าไม่ได้มีอำนาจบทบาทอะไรกับการออกกฎหมายเหล่านี้ ปี๗๙ก็คณะราษฎร ปี๘๔ไม่ปรืดืก็จอมพลป.ซึ่งน่าจะเป็นปรีดีมากกว่าเพราะคุมเสียงในสภาอยู่แล่ะให้คณะผู้สำเร็จราชการใช้เงินจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ แล้วปรีดีก็อยู่ในคณะผู้สำเร็จราชการกับเขาด้วย......ส่วนการแก้ไขปี๙๑ที่สมศักดิ์เจียมเอามาอ้างว่าประชาธิปัตย์โปรเจ้าแก้กฏหมายนั้น เขาแก้หลักๆก็ตรงตัดคณะผู้สำเร็จราชการออก.......ในหลวงรัชกาลที่๙ยังศึกษาต่ออยู่ที่ยุโรป เสด็จกลับมาปี๙๓ครับ...
กลับมากฏหมายว่าอย่างไร ท่านก็ว่าอย่างนั้น ......นักการเมืองที่ไหนจะโปรกษัตริย์กันล่วงหน้า ครับ

ส่วนเรื่องการใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยนั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี๒๔๗๙ นักการเมืองไม่รู้กี่พรรคกี่คณะที่ใช้กมฬนี้ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่เห็นมีใครเสนอแก้ไขเป็นอย่างอื่น ไอ้พวกหัวการค้านักเซ็งลี้ก็มีอยู่บ้าง ที่เห็นที่เห็นทางราชพัสดุแล้วน้ำลายไหล แต่อย่างมากก้แค่หานักวิชาการอย่างสมศักดิ์เจียมมาเขียนถึง
หาแนวร่วมประเภทว่านอนสอนง่ายครูบาอาจารย์ว่าอะไรก็เฮตามไปกับเขาด้วย แบบโง่ๆ

กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ก็เหมือนกับกฏหมายอื่น ใครอยากจะแก้ไขก็ต้องให้นักการเมืองในสภาทำทั้งนั้น การแก้ไขกฏหมายนี้ทำได้ครับ พรรคการเมืองไหนนักการเมืองคนไหนอยากแก้ไข ตอนนี้ก็ฬกล้เลือกตั้งแล้ว ที่ถูกที่ควรนั้น

สมศักดิ์เจียมต้องนำเสนอพรรคการเมืองที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูงสุดไปเลยครับ ว่าให้ประกาศใช้เป็นนโยบายหลักสัญญาประชาคม ว่าชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่จะแก้ทันที พร้อมกับกฏหมายหมิ่นฯด้วยก็ได้
นักประชาธิปไตยเขาต้องทำเช่นนั้นครับ......

อย่างสมศักดิ์เจียมประพฤตินั้น เป็นได้แค่ ผู้ไม่นิยมเจ้าเข้ากระดูก แต่ไม่รู้กลไกกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย.....

ว่างๆ สมศักดิ์ลองไปหาข้อมูลดูนะครับว่า ตั้งแต่ปี๗๙ ถึง๙๑ นั้น ประเทศไทยมีกษัตริย์พระองค์ไหน เสด็จประทับอยู่ในประเทศ และมีบทบาททางการเมืองบ้าง เป็นเวลารวมกันกี่เดิอน......

กม.ทรัพย์สินส่วนพระองค์ส่วนพระมหากษัตริย์ นักการเมืองประกาศออกมาใช้ในช่วงนั้นทั้งหมด ครับ

ตรรกะ เจ้าผิดทุกเรื่อง ของสมศักดิ์เจียมนั้น ใช้ได้กับผู้ฟังที่โง่ระดับนับวันเดือนปีไม่เป็น กระมังครับ...[/quote]

คุณ ML มันไม่พอหรอกคุณ ML

คุณ ML มันไม่พอหรอกคุณ ML ไปดูงบกรมศิลปากร ดูก็ได้

ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยแทบจะเรียกว่าไม่มีกษัตริย์ อยู่เกือบ 20 ปี ถ้าจำไม่ผิด เพราะกษัตริย์อยู่เมืองนอก แล้วทรัพย์สินส่วนใหญ่ เป็นที่ดิน ซึ่งตอนนั้นก็ปล่อยให้เช่า ทุกวันนี้บางที่ค่าเช่ายังเป็นปีละไม่กี่ร้อยบาทก็ยังมีเหลืออยู่ แต่ผู้เช่าเอาไปปล่อยเซ้งต่อเดือนละหลายหมื่นก็เยอะ ผมเชื่อว่ารัฐบาลทหารสมัยนั้นก็คงไม่ได้คิดว่า กิจการมันจะใหญ่โตได้อย่างนี้

คุณ iii ลองเอาง่าย คุณว่า สติฟ จอบส์ ผู้บริหาร แอบเปิล เป็น เจ้าของ บริษัทแอบเปิล หรือเปล่าล่ะ
หรือเอาทางการเมือง นายกฯ มีงบกลางเกือบ 2 แสนล้านบาทไว้ใช้จ่ายในงาน ตามดุลยพินิจ แล้วคุณคิดว่า เงิน 2 แสนล้านนี้เป็นเงินส่วนตัวของนายกฯ หรือเปล่า

ผมไม่คิดว่าการยึดหลักว่า "การมีสิทธิ์ในการบริหารอย่างเต็มที่ถือว่าเท่ากับเป็นเจ้าของ" แนวทางนี้มันถูกต้อง

ในกรณีเจ้าต่างประเทศ เช่น มกุฎราชกุมารอังกฤษ ก็ได้บริหารจัดการ ที่ดินคอร์นวอลล์ ประมาณ 3000 ไร่ (ไม่แน่ใจหน่วย) ดอกผลก็คนที่เป็นมกุฎราชกุมารอังกฤษใช้ตามใจ

นวนคร wrote:คุณ ML

[quote=นวนคร]คุณ ML มันไม่พอหรอกคุณ ML ไปดูงบกรมศิลปากร ดูก็ได้

ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยแทบจะเรียกว่าไม่มีกษัตริย์ อยู่เกือบ 20 ปี ถ้าจำไม่ผิด เพราะกษัตริย์อยู่เมืองนอก แล้วทรัพย์สินส่วนใหญ่ เป็นที่ดิน ซึ่งตอนนั้นก็ปล่อยให้เช่า ทุกวันนี้บางที่ค่าเช่ายังเป็นปีละไม่กี่ร้อยบาทก็ยังมีเหลืออยู่ แต่ผู้เช่าเอาไปปล่อยเซ้งต่อเดือนละหลายหมื่นก็เยอะ ผมเชื่อว่ารัฐบาลทหารสมัยนั้นก็คงไม่ได้คิดว่า กิจการมันจะใหญ่โตได้อย่างนี้

คุณ iii ลองเอาง่าย คุณว่า สติฟ จอบส์ ผู้บริหาร แอบเปิล เป็น เจ้าของ บริษัทแอบเปิล หรือเปล่าล่ะ
หรือเอาทางการเมือง นายกฯ มีงบกลางเกือบ 2 แสนล้านบาทไว้ใช้จ่ายในงาน ตามดุลยพินิจ แล้วคุณคิดว่า เงิน 2 แสนล้านนี้เป็นเงินส่วนตัวของนายกฯ หรือเปล่า

ผมไม่คิดว่าการยึดหลักว่า "การมีสิทธิ์ในการบริหารอย่างเต็มที่ถือว่าเท่ากับเป็นเจ้าของ" แนวทางนี้มันถูกต้อง

ในกรณีเจ้าต่างประเทศ เช่น มกุฎราชกุมารอังกฤษ ก็ได้บริหารจัดการ ที่ดินคอร์นวอลล์ ประมาณ 3000 ไร่ (ไม่แน่ใจหน่วย) ดอกผลก็คนที่เป็นมกุฎราชกุมารอังกฤษใช้ตามใจ[/quote]

เปรียบเทียบอะไรเนี่ย มั่วแล้ว...

งบกลางปีนายกสามารถใช้จ่ายได้ " ตามอัทธาศัย " หรือเปล่า ???

นายกสามารถโอนเงินเข้าเป็นส่วนตัวได้หรือ ???

แล้วสำหรับสำนักงานทรัพย์สินมันไม่ใช่แค่สิทธิ์ในการบริหารเลย... ใช้หลักคิดตรงไหนว่าเป็นแค่ " สิทธิ์บริหาร "

เอาง่ายๆ ตามตัวอย่างที่ยกไว้ข้างบน

[b]หากสิทธิ์ในการบริหาร และสิทธิ์ในการรับดอกผล เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย นั่นก็เปรียบเหมือน " ทรัพย์สินส่วนพระองค์ " เรื่องนี้เถียงหรือไม่ ???[/b]

แต่ใน พรบ. ทรัพย์สินเขียนแยกไว้ว่า...

[i]ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

ทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวในวรรคก่อน ให้อยู่ใน ความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์[/i]

[b]ที่นี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่า การมีกรรมการ 4 คนที่ตั้งกษัตริย์ตั้งขึ้นมันจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง " นัยยะ " ของการบริหารหรือเปล่า ก็ขอให้ทุกท่านพิจารณาด้วยสติปัญญาของตัวเอง...[/b]

ปล. แต่สำหรับคุณ คงไม่ต้องแล้ว เพราะคุณเล่นสรุปเองแล้วว่า " กษัตริย์มีสิทธิ์ในการบริหาร " เพราะฉะนั้น " จบข่าว " ครับ 555555

ประเทศไทย

ประเทศไทย ถ้าจะชำระหนี้

ก็ต้องอาศัยเงินก้อนใหญ่จากขุมทรัพย์แสนล้าน
เพื่อประเทศชาติ น่าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก

คุณ iii คุณไปเอาหลักการแบบ

คุณ iii คุณไปเอาหลักการแบบ "ห้ามเจ้ามีสิทธิ์บริหารทรัพย์สิน" มาจากใหนเนี่ย ผมเดาว่าคุณคงขยายตรรกมาจากประเด็นการห้ามเจ้ายุ่งการเมืองแน่นอน มันสุดโต่งไปหรือเปล่า ผมจึงพยายามชี้ให้คุณเห็น แถมยกตัวอย่าง เจ้าต่างประเทศให้ดูด้วย ว่าเขาทำกันยังไง

คุณสงสัยคุณก็ต้องไปดู เอาเองว่า ที่อังกฤษหรือที่อื่นๆ คุณจะสรุปตามความคิดคุณเองก็ตามใจแต่ผมขอดูการจัดการสถาบันที่อื่นๆด้วย

"หากสิทธิ์ในการบริหาร และสิทธิ์ในการรับดอกผล เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย นั่นก็เปรียบเหมือน " ทรัพย์สินส่วนพระองค์ " เรื่องนี้เถียงหรือไม่ ??? "

ก็มันไม่เหมือนนะสิ ผมก็ยกตัวอย่างสถาบันของต่างประเทศให้ดูแล้ว ว่าสิทธิ์ในการบริหารจัดการมันต้องมี แต่ว่าในทางปฏิบัติเพื่อให้ไม่เป็นที่ครหา ก็ต้องจ้างมืออาชีพนักบริหาร มาดำเนินการแบ่งแยกให้ชัด ตามแบบการจัดการ บรรษัทขนาดใหญ่ทั่วๆไป ยกเว้นว่าคุณจะมองว่า สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ สถาบันในสังคมไทยอีกต่อไป

ในกรณีสำนักงานทรัพย์สิน คุณควรดูและตรวจสอบกลไก กระบวนการ ว่ามันเป็นอย่างไร ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ตีความเอาจาก ตัวหนังสือ แค่นั้นก็สรุป ควรจะหาความจริงจากมิติอื่นๆ บ้าง
ผมจำได้ว่าเคยอ่านรายงานว่า เอาเข้าจริง ที่บรรษัทในเครือมีกำไรมหาศาล แต่สุดท้ายเทียบแล้วก็ปันผลน้อยมากอยู่ในระดับ พันสองพันล้านบาทนี่แหละ

ถ้าคุณไม่มีอคติจนเกินไป และมองเห็นเจ้าเป็นคนเหมือนคุณเหมือนผม ก็จะรู้ว่าคำถามคุณเป็นการเล่นเกมส์ตรรก ด่าเจ้าเท่านั้นเอง มุกนี้ ผมบอกตามตรงผมเคยใช้มาก่อนตอนยังเป็นพวกต้านกษัตริย์ ก็เที่ยวไปวิเคราะห์เชื่อมโยงเอกสารแล้วสรุปเอานี่แหละ มันง่ายดี

จุดยืนผม นะชัดเจน ว่า ถ้าคนในสังคมยังต้องการ สถาบันกษัตริย์อยู่ สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ควรจะมีภารกิจสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆของสถาบันกษัตริย์อย่างเต็มที่ ส่วนงบจากรัฐก็จ่ายแค่เงินปีใช้จ่ายส่วนตัวก็พอ ที่ผมเห็นว่าควรลดละเลิก ก็คืองบเฉลิมพระเกียรติต่างๆ ที่แอบแฝงไปในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทั้งหมด

ผมมองว่าไม่ควรเอาเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ มาเป็นประเด็นตีความทางการเมือง เพราะถึงอย่างไร สำนักงานทรัพย์สินฯที่ตอนนี้ยังคลุมเครืออยู่ ก็ต้องเป็นของรัฐในท้ายที่สุดอยู่ดี ดังนั้นจึงควรจะว่ากันเรื่องการบริหารจัดการล้วนๆ ผมต้องการให้สำนักงานทรัพย์สิน รับภาระของสถาบันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ฝ่ายคลั่งประชาธิปไตย ก็จะได้ไม่ต้องว่าสถาบันใช้เงินภาษีประชาชน ฝ่ายนิยมเจ้าก็ยังคงรักษาอุดมการณ์ของตัวเองได้

ไอ้เปรตนี่มันคล้ายหมาบ้า กัดไ

ไอ้เปรตนี่มันคล้ายหมาบ้า
กัดไปทั่ว
ฟ้องคนมาครึ่งประเทศ(ฮา)
ไม่รู้ศาลพระภูมิใหน(ฮา)
ขอสาธุชนอย่าไปให้ความสนใจและใส่ใจ
มันบ้าและคลั่งจริงๆนะ
โปรดอย่างไปให้ราคาและสนใจมัน(ฮา)
เมื่อไหร่มันตาสว่างแล้วค่อยคุยกับมัน(ฮา3ที)

นวนคร wrote:คุณ iii

[quote=นวนคร]คุณ iii คุณไปเอาหลักการแบบ "ห้ามเจ้ามีสิทธิ์บริหารทรัพย์สิน" มาจากใหนเนี่ย ผมเดาว่าคุณคงขยายตรรกมาจากประเด็นการห้ามเจ้ายุ่งการเมืองแน่นอน มันสุดโต่งไปหรือเปล่า ผมจึงพยายามชี้ให้คุณเห็น แถมยกตัวอย่าง เจ้าต่างประเทศให้ดูด้วย ว่าเขาทำกันยังไง

คุณสงสัยคุณก็ต้องไปดู เอาเองว่า ที่อังกฤษหรือที่อื่นๆ คุณจะสรุปตามความคิดคุณเองก็ตามใจแต่ผมขอดูการจัดการสถาบันที่อื่นๆด้วย

"หากสิทธิ์ในการบริหาร และสิทธิ์ในการรับดอกผล เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย นั่นก็เปรียบเหมือน " ทรัพย์สินส่วนพระองค์ " เรื่องนี้เถียงหรือไม่ ??? "

ก็มันไม่เหมือนนะสิ ผมก็ยกตัวอย่างสถาบันของต่างประเทศให้ดูแล้ว ว่าสิทธิ์ในการบริหารจัดการมันต้องมี แต่ว่าในทางปฏิบัติเพื่อให้ไม่เป็นที่ครหา ก็ต้องจ้างมืออาชีพนักบริหาร มาดำเนินการแบ่งแยกให้ชัด ตามแบบการจัดการ บรรษัทขนาดใหญ่ทั่วๆไป ยกเว้นว่าคุณจะมองว่า สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ สถาบันในสังคมไทยอีกต่อไป

ในกรณีสำนักงานทรัพย์สิน คุณควรดูและตรวจสอบกลไก กระบวนการ ว่ามันเป็นอย่างไร ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ตีความเอาจาก ตัวหนังสือ แค่นั้นก็สรุป ควรจะหาความจริงจากมิติอื่นๆ บ้าง
ผมจำได้ว่าเคยอ่านรายงานว่า เอาเข้าจริง ที่บรรษัทในเครือมีกำไรมหาศาล แต่สุดท้ายเทียบแล้วก็ปันผลน้อยมากอยู่ในระดับ พันสองพันล้านบาทนี่แหละ

ถ้าคุณไม่มีอคติจนเกินไป และมองเห็นเจ้าเป็นคนเหมือนคุณเหมือนผม ก็จะรู้ว่าคำถามคุณเป็นการเล่นเกมส์ตรรก ด่าเจ้าเท่านั้นเอง มุกนี้ ผมบอกตามตรงผมเคยใช้มาก่อนตอนยังเป็นพวกต้านกษัตริย์ ก็เที่ยวไปวิเคราะห์เชื่อมโยงเอกสารแล้วสรุปเอานี่แหละ มันง่ายดี

จุดยืนผม นะชัดเจน ว่า ถ้าคนในสังคมยังต้องการ สถาบันกษัตริย์อยู่ สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ควรจะมีภารกิจสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆของสถาบันกษัตริย์อย่างเต็มที่ ส่วนงบจากรัฐก็จ่ายแค่เงินปีใช้จ่ายส่วนตัวก็พอ ที่ผมเห็นว่าควรลดละเลิก ก็คืองบเฉลิมพระเกียรติต่างๆ ที่แอบแฝงไปในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทั้งหมด

ผมมองว่าไม่ควรเอาเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ มาเป็นประเด็นตีความทางการเมือง เพราะถึงอย่างไร สำนักงานทรัพย์สินฯที่ตอนนี้ยังคลุมเครืออยู่ ก็ต้องเป็นของรัฐในท้ายที่สุดอยู่ดี ดังนั้นจึงควรจะว่ากันเรื่องการบริหารจัดการล้วนๆ ผมต้องการให้สำนักงานทรัพย์สิน รับภาระของสถาบันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ฝ่ายคลั่งประชาธิปไตย ก็จะได้ไม่ต้องว่าสถาบันใช้เงินภาษีประชาชน ฝ่ายนิยมเจ้าก็ยังคงรักษาอุดมการณ์ของตัวเองได้[/quote]

ผมไปบอกตอนไหนครับว่า " ห้ามเจ้าบริหารทรัพย์สิน " 555+

ที่ผมต้องการคือ ให้ทุกอย่างมันเคลียร์ครับ...

ไม่ใช่ว่าในทางพฤตินัยกษัตริย์มีสิทธิ์ใช้จ่ายเงินต้น ดอกผล ตามพระราชอัธยาศัย มีใครยื่นฟ้อง สนง. ทรัพย์สิน ก็อ้างว่านี่เป็นเอกชน เป็นเรื่องส่วนพระองค์

แต่พอนิตยสารต่างประเทศเขาเอาไปรวมกับทรัพย์สินส่วนพระองค์ ( เพราะในทางพฤตินัยมันเกือบเหมือนกัน ) มีเรื่องภาษีมาเกี่ยวข้อง ก็อ้างว่า " นี่เป็นหน่วยงานของรัฐ "

[b]สำหรับผม อีแบบนี้เขาเรียกว่า " อ้างเอาทั้งขึ้นทั้งล่อง " ครับ...[/b]

แล้วเห็นยกตัวอย่าง Cornwall มาก็พอดีเลย

ดูครับ เจ้าชายชาร์ลส เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไร...

[quote]Charles, Prince of Wales, has stated publicly that the Duchy of Cornwall is [b]a "well managed private estate" and voluntarily pays certain taxes[/b][/quote]

แล้วก็เรื่องภาษีเป็นแบบนี้ครับ

[quote]In 2010, the duchy generated £17.1 million in income. Prince Charles paid income tax of 40%, the rate generally applicable to citizens of the UK liable to pay tax at the higher rate.[/quote]

เหมือนหรือต่างกับ สนง. ทรัพย์สิน อย่างไร... คิดเอาเองครับ...

กรูเอง ก็ไม่มีความรู้

กรูเอง ก็ไม่มีความรู้ เข้ามาก็เพื่อ จะเพิ่ม รอยหยักใน สมองซักหน่อย

เห้น คนเปิดประเด็น มี ตัว ออ จุด นำ หน้า กรู ก็นึกว่าเป็นอาจารย์

อ่านไปอ่านมา กรู ก็ชัก จะงง หนักไปใหญ่ ที่แท้ ออ จุด ย่อ มา จาก ไอ้

โครงการ ของในหลวงท่าน เป็นประโยชน์ กับ ประชาชาบ้านนอกคอกนาอย่างพวกกรู

ส่วนใหญ่ ก็เริ่มมาจาก ทรัพย์สินส่วนพระองค์ท่าน ทั้งสิ้น

แล้วไม่ดีตรงไหนหว่า ?

แล้วจู่ พวก มรึง จะไปตีความหาพระแสง ค ว ย อันใด ที่จะเอา ของท่าน มาแจกจ่าย

เอางี้ ง่าย ๆ มรึงเอา เงินเดือน มรึง มาแบ่ง ให้ กรูใช้หน่อยดิ ได้ มะ

กรูจน

เขียนกันเยอะแยะเหลือเกิน ผมสง

เขียนกันเยอะแยะเหลือเกิน

ผมสงสัยอยู่อย่าง...
สำนักทรัพย์สินฯนั้นร่ำรวยเหลือหลาย
รัฐบาลควบคุมไม่ได้ ใครๆก็เกรงใจ
กิจการต่างๆมีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
จนได้กำไรงามๆทุกปีหรือไม่?
...มันเป็นเพียงคำถามที่ผมก็ไม่รู้คำตอบ

ว่าแต่ว่าแบ่งทรัพย์สินกันได้เมื่อไหร่จะมาอ่านใหม่
อ่านไม่ไหว ไปดีกว่า...เสียววุ้ย

I Pad

[quote=I Pad][b]มีคนร้อนตัวแล้วเว๊ย! (ฮา)

อย่างที่บอก ผมไม่ได้สนในคนที่ลบหลู่ ผมระวังตัวผมเอง ไม่ให้ลงนรก

แต่อยากชี้ให้เห็นความสับปลับในคำพูดของสาวกไอ้หงอก (เอ๊ะ! จัดใหเป็นสาวกไอ้หงอกจะโกรธหรือเป่าวะ) (ฮา)

บอกเองว่าไม่เคยคิดลบหลู่ใคร แต่อันก่อนก็พูดว่าหลวงพ่อ เป็นพระใบ้หวย

พอมาอันนี้ก็บอกว่า ไม่เชื่ออภินิหารหลวงพ่อ

นีมันเท่ากับตอแหลทีเดียวสองดอกนะนี่ (ฮา)

มิน่า! ล่ะ เขากล่าวหาว่าพวกเหี้ยล้มเจ้า หมิ่นเจ้า

พวกมันไม่เข้าใจ! เถียงจนคอขึ้นเอ็น (ฮา)

เพราะมันโง่ขนาดแยกแยะไม่ออกนี่เองว่า การดูหมิ่น เป็นอย่างไร

น่าสงสาร เนอะ!

สงสัยพวกนี้พูดกับพ่อแม่ด้วย สรรพนาม กู มึง แหงๆ เลยว่ะ (ฮา)

ตย.

คน "เฮ๊ย! พ่อ วันนี้กูไม่มีตังค์แล้ว"

พ่อ "ไปขอแม่ไป"

คน "อ้าว! แล้วแม่มันอยู่ไหนวะ พ่อ"

พ่อ "อยู่นู่นไง"

คนเดินไปหาแม่มัน

คน "เฮ๊ย! แม่ พ่อมันให้กูมาเอาตังกับมึง เอามาหน่อยดิ๊"

ประมาณนี้แน่เร็ย (ฮา)[/b][/quote]

เพิ่งเข้ามาเห็น.....จึงขอขยายเพิ่มเติม
ขอชี้แจงเรื่องใบ้หวย คืออย่างนี้ผมมีเพื่อเล่นหวย แล้วถูกหวย เขาบอกว่า หลวงพ่อที่ท่านศรัทธานี่แหละให้โชค ผมจึงเข้าใจว่า หลวงพ่อที่ท่านศรัทธาท่านนี้แหละให้เลข หรือที่เขาเรียกว่า ใบ้หวย อีกอย่างหนึ่งที่ผมบอกว่าผมไม่ได้ศรัทธา เนื่องจากผมไม่ได้นับถือพุทธ....ส่วนท่านจะนิยมอย่างไรมันเรื่องของท่าน เพียงแต่อยากบอกว่า อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน สิ่งที่ท่านเชื่อท่านศรัทธา ใช่ว่าคนอื่นจะต้องตามอย่างท่านด้วย เสริมอีกนิดครับ จินตนาการของท่านมันบันเจิดเกินคนจริงๆ เป็นแถวบ้านเขาจะไม่ปล่อยให้ไปสร้างปัญหากับสังคมหรอกครับ เขาจะจับส่งไปยัง "หลังคาแดง" ครับ 555+

บทความนี้ให้มุมมองและเหตุผลที

บทความนี้ให้มุมมองและเหตุผลที่ดีมีน้ำหนัก แต่ แต่ สำหรับประเทศไทยหากจะคิดแต่ผิดถูก หรือตรงหลักการอย่างเดียวท่าจะไมารอดเพราะคนทุกวันนี้ขาดคุณธรรม หากบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกท่านทุกพระองค์ไม่ตั้งทรัพย์สินส่วนพระองค์ขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์ของประเทศชาติ วันนี้อาจจะแย่กว่านี้ก็เป็นได้ถ้าทรัพย์ของแผ่นดินกลายเป็น ทรัพย์สินส่วนนักการเมือง คิดดูอันไหนแย่กกว่ากัน น่ากลัวกว่ากัน "คนที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจ" จะเป็นใครก็ได้หรือ

ทอนหิดนอกจากความสามารถทาง ศศ.

[b]ทอนหิดนอกจากความสามารถทาง ศศ. เป็นศูนย์ (โง่แต่ชอบเอามาอวด) (กร๊ากกกกกก)

ยังชอบลอกมุขอีกคนและ

แล้วมีอาการอิเหนาแถมเข้าอีก

บอกคนอื่นอย่าสนใจ I Pad เอ๊!!!!!! แล้วใครวะเสือกพูดถึงผมอยู่ ปาว ปาว

นี่เป็นลักษณะสังลาง! (สันดาน น่ะ) ของพวกแดงหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ

ดูกันไป (อิอิอิ)

ปล. เห็นแถมาดูผม ผมถามกลับอีกที ตกลงยัง เซ่อ!!!! คิดว่าการแจกเงินแก้ปัญหาความยากจน ได้อยู่อีกหรือเปล่า วะ

ขอแนะนำ วันหน้าถ้าคิดจะพล่ามเพ้อเจ้อเรื่อง ศศ. อีกละก็ มาปรึกษาก่อนได้นะ เด๋ว! หน้าแหกเป็นไอ้นั่นควายละได้ขายขี้หน้าแย่ (อิ๊อิ๊อิ๊)[/b]

อาจารย์คนหนึ่ง

[quote=อาจารย์คนหนึ่ง]ผมมองโลกในแง่ดีนะ ผมว่าสำนักงานทรัพย์สิน คงอยากให้เกิดความกระจ่างในการดำรงอยู่ของหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญของประเทศ ระดับซีพีหรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่า จึงแสดงจุดยืนขององค์การมาว่าเป็นองค์การของรัฐ ไม่ใช่ส่วนพระองค์ ดังนั้นรัฐบาลในภายภาคหน้าก็ควรทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน ปรับแก้กฎหมายต่างๆให้ชัดว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานพิเศษของรัฐ จะได้เป็นแหล่งรายได้เพื่อการพัฒนาประเทศอีกแหล่งหนึ่ง เหมือนรัฐวิสาหกิจหลายๆหน่วย ผมว่าจะช่วยผ่อนคลายภาระการเก็บภาษีจากประชาชนลงไป[/quote]
กด like100ครั้ง

ก็บอกแล้วไง

ก็บอกแล้วไง ว่าให้รัฐสภาใหม่ออกกฎหมายโอนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้ไปขึ้นกับกระทรวงการคลังก็หมดเรื่อง ทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายง่ายกว่าเรื่องการแก้ไข หมวดพระมหากษัตริย์ ใน รธน. และแก้ไข ม.112 ป.อาญา เยอะครับ

อะไรที่จะทำให้สถาบันต้องมาเกี่ยวข้องกับเงินและอำนาจ กันออกไปให้หมด ถึงตอนนั้น คำติฉินนินทาว่าร้าย ก็จะไปลงที่นักการเมืองและข้าราชการประจำ พระมหากษัตริย์ก็จะมีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนพระแก้วมรกต เป็นที่เคารพสักการะอย่างแท้จริง

ทำไมไม่ยอมมองเห็นคุณูปการในข้อเสนอของ อ.สมศักดิ์ เลยครับ

จีน่า wrote:คุนหัวโตคะ

[quote=จีน่า]คุนหัวโตคะ ถ้าสมองคุนนิ่มมากเเต่โต ให้ไปเชค็ประสาทจะดีที่สุดนะคะ เเค่คำว่า คลังเปนประธานในการรับผิดชอบ โดยตำเเหน่ง เเละ สนง.เป็นผู้ดูเเล ยังตีความไปไกลเสียเหมือนกับว่า ไม่รู้จักระบบของหุ้นส่วนการดูเเล จัดการ บริหาร เเละรับผิดชอบซึ่งกันเเละกันเท่าไรเลยนะคะ

คำว่า คลังเปนประธาน ให้รับผิดชอบในกรณีที่สนง.เกิดดูเเลผิดพลาด ก็เขียนได้ถูกต้องอยู่เเล้ว เพาะประธานต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เนื่องจากคำว่า มาโดยตำเเหน่ง นี่คือคำที่ตีความหมายที่เข้าใจง่ายๆ มากว่า มีสถานะเเค่สวมหัวโขนสอดส่อง จะมีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวหรือไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นก็ได้ เเต่ โดยมารยาทเเล้ว คงไม่มีคลังที่ไหนที่มาทำหน้าที่เเค่สวมหัวโขน เเล้ว ต้องมาทำงานในสนง.อีกอย่างหรอกนะคะ อย่างมากก้คงจะดูในส่วนของงบการเงินมากกว่า เพื่อส่งเงินช่วยสนับสนุนให้กิจการของสนง.เสียมากกว่า

เเต่ถึงจะบอกว่า โดยตำเเหน่งเเล้วทำไมต้องรับผิดชอบ ก็มาเปน คณะกก.ใหญ่ ก้ต้องรับผิดชอบสิคะ ก็เหมือน เจ้าสัวซีพีอะ เปนถึงประธานใหญ่ เเต่เวลาบอร์ดบริหารงานพลาด เเล้ว ใครรับผิดชอบละคะ ก็เจ้าสัวซีพีงัย เพาะเปนประธานโดยตำเเหน่ง เเม้ว่า จะทำงานรึไม่ทำงานก้ตามทีคะ ...

เอาเเค่นี้ อิชั้นก้มองว่า คุนจงใจบิดเบือนเเละก็ฟายมากๆเลยนะคะ ไม่เคยเข้าใจระบบธุรกิจเเล้วยังมาสะเออะ เเสดงความคิดเหนโชว์ฟายอีกนะคะ ..เเหมๆ อีสมองโตเเต่หนัง ฮ่วย..

ส่วนอื่น ไม่ขอตอบนะคะ ขี้เกียจตอบเดวมันยาวคะ มีจับผิดเเละอทิบายให้สมองฟายๆๆอย่างคุนได้อีกเยอะคะ กับการเปนเเค่อ.สอนปวศ จะมาเข้าใจอะไรกับรับระบบธุรกิจละคะ ฟายยยย... เอาเปนว่า ขอตอบเเค่นี้สั่นๆ นะคะ ไม่ตอบเยอะ[/quote]

เห็นด้วยค่ะ ความคิด ฟาย ฟาย

มิน่าที่มีประชุมใหญ่ นปช ที่ฟินแลนด์ ถึงได้ย้ำกันนักเรื่อง ต้องการเอาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ "ไปให้รัฐบาลดูแล" เตรียมกันถึงว่า "ให้ไอ้เหลี่ยมดูแล" เพราะ เพื่อไทย มาแน่

ถุยไอ้พวก animal from Hell.

นปช

นปช ไปถึงฟิลแลนด์เลยเรอะ
เรื่องนี้ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พูดไว้ตั้งแต่ทักษิณยังเป็นลมอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พูดมาเกินกว่ายี่สิบปีแล้ว

ผมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ ให้โอนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้เป็นหน่วยงานขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง และมีฐานะเป็นกรมก็พอ สถานะของหน่วยงานนี้จะได้ชัดเจน โปร่งใส รัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล

ดีแต่จ้อ

[quote=ดีแต่จ้อ]
ผมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ ให้โอนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้เป็นหน่วยงานขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง และมีฐานะเป็นกรมก็พอ สถานะของหน่วยงานนี้จะได้ชัดเจน โปร่งใส รัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล[/quote]

เป็นข้อเสนอที่ดี รัฐบาลก็มีกรมธนารักษ์บริหารที่ดินทั่วประเทศอยู่แล้ว การโอนสำนักงานทรัพย์สินฯให้เป็นกรมที่ขึ้นอยู่กะกระทรวงการคลังสามารถทำได้ หรือจะแยกสำนักงานทรัพย์สินใ้ห้เ็ป็นส่วนๆก็ไ้ด้ เช่น ส่วนที่บริหารอสังสาริมทรัพย์ก็เอาไปรวมกะกรมธนารักษ์ได้ ส่วนทีลงทุนในบริษัทต่างๆก็จัดให้เป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนรัฐวิสาหกิจอื่นๆได้

ถ้าทำแบบนี้ได้จริงถึงจะเรียกได้ว่าสำนักงานทรัพย์ิสินฯอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง !!!

==แย้ง อ.สมศักดิ์

==แย้ง อ.สมศักดิ์ กรณีโต้รายงานประจำปี53 สนง.ทรัพย์สิน==

http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=37297

I Pad

[quote=I Pad][b]ทอนหิดนอกจากความสามารถทาง ศศ. เป็นศูนย์ (โง่แต่ชอบเอามาอวด) (กร๊ากกกกกก)

ยังชอบลอกมุขอีกคนและ

แล้วมีอาการอิเหนาแถมเข้าอีก

บอกคนอื่นอย่าสนใจ I Pad เอ๊!!!!!! แล้วใครวะเสือกพูดถึงผมอยู่ ปาว ปาว

นี่เป็นลักษณะสังลาง! (สันดาน น่ะ) ของพวกแดงหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ

ดูกันไป (อิอิอิ)

ปล. เห็นแถมาดูผม ผมถามกลับอีกที ตกลงยัง เซ่อ!!!! คิดว่าการแจกเงินแก้ปัญหาความยากจน ได้อยู่อีกหรือเปล่า วะ

ขอแนะนำ วันหน้าถ้าคิดจะพล่ามเพ้อเจ้อเรื่อง ศศ. อีกละก็ มาปรึกษาก่อนได้นะ เด๋ว! หน้าแหกเป็นไอ้นั่นควายละได้ขายขี้หน้าแย่ (อิ๊อิ๊อิ๊)[/b][/quote]

[size=25][color=#ff0000]เชิญชม
ตัวอย่างของจิตแตกธาตูไฟฟุ้งกระจาย
สรุปคือบ้านั่นเอง(ฮา)
เดี๋ยวมันต้องออกอาการมากกว่านี้(ฮา)[/size][/color]

แย้ง อ.สมศักดิ์ เจียมฯ

แย้ง อ.สมศักดิ์ เจียมฯ กรณีโต้รายงานประจำปี 53 สนง.ทรัพย์สินฯ

1.) รายงานประจำปี 2553 ของ สนง.ทรัพย์สินฯ กล่าวถูกต้องแล้วว่า
"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน"
เพราะมีกฎหมายกำหนดให้แยกต่างหากจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณา พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ พ.ศ.2491
ในมาตรา 7 จะเห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงไม่สามารถโอนหรือจำหน่าย
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัยได้เหมือนทรัพย์สิน
ส่วนพระองค์ แต่ตรงกันข้ามคือรัฐบาลสามารถออกกฎหมายนำมาใช้เพื่อ
สาธารณประโยชน์ได้

มาตรา 7 : ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 6 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อัน
ได้มีบทกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น

2.) ประเด็นรัฐบาลโดยรัฐมนตรีคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ
โดย สนง.ทรัพย์สินฯเป็นผู้ดูแลก็ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณา
พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ พ.ศ.2491 ในมาตรา 9 ซึ่งระบุอย่างชัดเจน
ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง มีหน้าที่รักษาการตาม พรบ.

มาตรา 9 : ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่
รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง
ร่วมกันเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

3.) ข้อวิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์ เรื่อง "อำนาจหน้าที่" ของ "คณะกรรมการ
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในมาตรา 4 ตรี วรรคสอง ที่ระบุว่า "ดูแล
โดยทั่วไป" ซึ่ง "กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"

การขีดเส้นใต้ที่คำว่า "สำนักงาน" ผมมองว่า อ.สมศักดิ์ ตีความสาระสำคัญ
ของกฎหมายผิด เพราะในประโยคนั้นที่ถูกควรขีดเส้นใต้ที่คำว่า "กิจการ"
เนื่องจากเนื้อหาสาระในวรรคนี้ คณะกรรมการทรัพย์สินฯ มีอำนาจหน้าที่
"ดูแลกิจการ" ไม่ใช่ "ดูแลสำนักงาน" อ.สมศักดิ์ ขีดเส้นใต้คลาดเคลื่อน
ในสาระสำคัญครับ ถ้าเป็นงานของนักศึกษาจุดนี้ต้องถูกตัดคะแนน ^_^

4.) สังเกตว่า อ.สมศักดิ์ ระบุถึงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออก พรบ.
จัดระเบียบทรัพย์สินฯ พ.ศ.2491 หลายครั้งว่าเป็นรัฐบาลนิยมเจ้า(royalist)
ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎร ในปี พ.ศ.2490

บังเอิญว่าขณะที่ อ.สมศักดิ์ เขียนบทความนี้ กำลังอยู่ในช่วงการหาเสียง
เลือกตั้ง และบังเอิญว่าที่ผ่านมารัฐบาลประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบันถูกกล่าวหา
โดยฝ่ายทักษิณว่า "ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร" ผมไม่แน่ใจว่า อ.สมศักดิ์
จงใจย้ำประเด็น "ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร" โดยมีวัตถุประสงค์โจมตี
พรรคประชาธิปัตย์ทางการเมืองหรือไม่

ทั้งที่ความจริงรัฐบาลอภิสิทธิ์มาจากการโหวตเลือกนายกฯในสภาผู้แทนราษฎร
มีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับ พล.ต.อ.ประชา
พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี ส.ส.แค่ไม่กี่คน แต่มีพรรคเพื่อไทย
ที่หาคนจากพรรคตัวเองมาเสนอเป็นนายกฯไม่ได้ เป็นผู้สนับสนุน และในที่สุด
สภาผู้แทนราษฎรก็โหวตเลือกนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ไม่เอา พล.ต.อ.ประชา
กระบวนการตั้งรัฐบาลครั้งนั้นเป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลทั่วโลก

การอ้างขั้นตอนการพูดคุยล็อบบี้ของพรรคการเมืองว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
เป็นการบิดเบือนสาระสำคัญที่ "การโหวตเลือกนายกฯกระทำในสภาผู้แทนฯ"
ขณะที่การพูดคุยล็อบบี้เป็นเรื่องที่กระทำกันเป็นปกติไม่ว่าจะไปคุยกันที่ดูไบ
แอบเจอกันที่ฮ่องกงหรือโฟนอินเข้ามา สุดท้ายแล้วก็ต้องไปโหวตกันในสภาฯ
ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย

สำหรับรัฐบาลนายควง ยังมีข้อมูลและแง่มุมอื่นๆที่สมควรกล่าวถึง เช่น..
พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ พ.ศ.2491 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2491 ขณะนั้นเป็นรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์
ที่รักษาการมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
ที่โค่นล้มรัฐบาลนอมินีของนายปรีดี พนมยงค์จริง แต่รัฐบาลรักษาการ
ก็ได้จัดเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยไปตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491
และพรรคประชาธิปัตย์ก็ชนะการเลือกตั้ง กำลังอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะรัฐมนตรี
ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2491 จะเรียกว่า
เป็นรัฐบาลผู้จงรักภักดี(royalist) ที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้เหมือนกัน

น่าสังเกตด้วยว่าก่อนการรัฐประหาร 2490 พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรค
ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และกำลังทำหน้าที่
ตรวจสอบคานอำนาจเผด็จการรัฐสภาของรัฐบาลนอมินีนายปรีดี ^_^

ในอีกแง่มุมหนึ่ง กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดย
คณะราษฎร ในปี 2479 ก็เหมือนเป็นความพยายามปล้นราชสมบัติโดย
รัฐบาลที่ไม่จงรักภักดีและขึ้นสู่อำนาจโดยการรัฐประหารได้อีกเหมือนกัน
ถึงจะมีเลือกตั้งเมื่อปี 2476 ก็เถอะ ผมไม่แน่ใจว่าประชาชนตอนนั้นจะ
เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร เพราะจนป่านนี้ก็ยังเข้าใจกันไปคนละทิศ
คนละทางอยู่เลย ไม่แน่ว่าหลังเลือกตั้งคราวนี้จะเอากฎหมู่มาล้มกฎหมาย
ฟอกผิดในนักโทษหนีคดีก็ไม่รู้ (ไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ?) ^_^

5.) ประเด็นการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมไม่เห็นว่าในการ
ตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ.2533) และครั้งที่ 5 (พ.ศ.2544) มีความสับสน
เปลี่ยนกลับไปกลับมาแต่อย่างใด

ในการตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ.2533) ว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต
หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบ สนง.ทรัพย์สินฯ
ได้หรือไม่ และคณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า ปปป.ไม่มีอำนาจตรวจสอบ
สรุปง่ายๆ เป็นเพราะ ปปป.ขณะนั้นแต่งตั้งโดย นายกฯ ตาม พรบ.ปี 2518
ไม่ได้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อยึดทรัพย์ผู้นำรัฐบาลที่
ถูกโค่นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ขณะที่ คณะกรรมการทรัพย์สินฯ แต่งตั้ง
โดยพระมหากษัตริย์ ปปป.ก็เลยมาตรวจสอบไม่ได้

ขณะที่ในการตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ.2544) ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 มีอำนาจตรวจสอบ สนง.ทรัพย์สินฯ
ได้หรือไม่ และมีความเห็นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ สามารถตรวจสอบได้
ก็สรุปง่ายๆคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์
ก็เลยตรวจสอบการทำงานของ คณะกรรมการทรัพย์สินฯ ได้แค่นั้นเองครับ

ส่วนเรื่องที่การตรวจสอบต้องคำนึงถึงการกระทบกับสถาบันฯก็ถูกต้องแล้ว
ตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นมีอะไรน่าติดใจสงสัย

6.) สำหรับบทส่งท้ายที่ อ.สมศักดิ์ พยายามชี้ว่าแทบไม่มีความแตกต่าง
ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

ผมได้ชี้แจงในข้อ 1. แล้วว่าตาม พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ พ.ศ.2491
ในมาตรา 7 ระบุชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ทรงไม่สามารถโอนหรือจำหน่าย
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัยได้เหมือนทรัพย์สิน
ส่วนพระองค์ แต่ตรงกันข้ามคือรัฐบาลสามารถออกกฎหมายนำมาใช้เพื่อ
สาธารณประโยชน์ได้ นั่นคือความแตกต่างชัดเจนครับ

รายงานประจำปี 53 ของ สนง.ทรัพย์สินฯ จึงระบุถูกต้องแล้วว่า "ทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาล
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ
โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล"

และต่อให้ตีความตาม อ.สมศักดิ์ ในประเด็นพระมหากษัตริย์มีอำนาจในการ
บริหารจัดการผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพย์สินฯ ตามพระราชอัธยาศัย
การประเมิน "ความร่ำรวย" โดยนับทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ
ตามตำแหน่ง รวมเข้ากับทรัพย์สินส่วนตัวด้วย อย่างกรณีนิตยสารฟอร์บ
ก็ยังเป็นความผิดพลาดอย่างชัดเจนอยู่ดี

7.) หากถามความเห็นส่วนตัวของผมเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ผมมองว่าจริงๆก็เป็นทรัพย์สมบัติตกทอดของตระกูลท่าน ซึ่งมีการบริหาร
จัดการแยกต่างหากจากทรัพย์สินของแผ่นดินมานานแล้ว หลักๆก็คือ
กิจการธนาคาร และกิจการปูนซิเมนต์ ท่านใดขึ้นเป็นประมุขของตระกูล
ก็ควรเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการ และใช้สอยผลประโยชน์จากทรัพย์สิน
และประมุขของตระกูลท่านต่อๆไปก็ควรได้รับสิทธินี้เช่นเดียวกัน

ในส่วนที่ดินในความดูแลของ สนง.ทรัพย์สินฯ เดิมที่ดินทั่วราชอาณาจักร
เป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อพระราชทานให้บุคคลหรือส่วนราชการใดๆ
บุคคลหรือส่วนราชการก็ไม่มีอำนาจสิทธิขาดในการครอบครองจำหน่าย
จ่ายโอนต่อมาจึงพระราชทานโฉนดให้ด้วยเพื่อจะได้มีสิทธิขาดในที่ดิน

ดังนั้นที่ดินที่เหลือจากการพระราชทานก็ต้องเป็นของพระมหากษัตริย์
ตามโฉนดที่ดินมาจนถึงปัจจุบันถูกต้องแล้ว และเมื่อมีความจำเป็นของ
ประชาชนก็เคยพระราชทานให้ใช้ในการปฏิรูปที่ดินถึง 44,000ไร่ คิดเป็น
ประมาณครึ่งหนึ่งของที่ดินที่มีทั้งหมดแต่แรก ไม่ได้ทรงหวงแหนเก็บไว้
เป็นสมบัติของตระกูลแต่อย่างใด เป็นที่ประจักษ์ชัดในพระมหากรุณาธิคุณ

หากจะนับว่าในหลวงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยนับรวมทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์เข้ากับทรัพย์สินส่วนพระองค์ กรณีการพระราชทาน
ที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินถึง 44,000ไร่ ก็เป็นประจักษ์พยานชัดเจนแล้วว่า
ความร่ำรวยของในหลวงเป็นไปเพื่อ "ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์แต่อย่างใด

...

ด้วยบังเอิญไปพบเอกสารโต้ สนง.ทรัพย์สินฯ ของ อ.สมศักดิ์ กลางดึก
ทำให้ผมต้องเสียเวลานอนทั้งคืนเขียนบทความแย้งความเห็น อ.สมศักดิ์
ฉบับนี้ ทั้งที่วันนี้ก็มีธุระสำคัญต้องออกไปจัดการ โดยหวังใจว่าจะช่วยเพิ่ม
แง่คิดมุมมองที่ถูกต้องชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"

ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าบทความแย้ง อ.สมศักดิ์ ฉบับนี้อาจนับเป็นส่วนหนึ่ง
ของการ "ถวายความเป็นธรรม" ตามที่เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ประทานสัมภาษณ์
"ขอความเป็นธรรม" ให้แก่พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี

*ในฐานะประชาชนคนไทยน่าจะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมกันปกป้องดูแล
สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ให้ถูกเข้าใจผิด ขณะเดียวกันเราควรต้องช่วยกัน
เผยแพร่พระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปครับ*

หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้พอจะมีประโยชน์ต่อสาธารณะ ขอความกรุณา
ช่วยกันแนะนำเผยแพร่จะเป็นพระคุณอย่างสูง - jerasak 22 มิย.54

ที่ดินการรถไฟทั่วประเทศนักการ

ที่ดินการรถไฟทั่วประเทศนักการเมืองงาบไปแล้วเท่าไหร่? เน-คืนที่ดินเขาใจกลางเมืองบุรีรัมย์หรือยัง

ขนาดที่วัด ที่ยายเนื่องบริจาคให้วัด นักการเมืองยังงาบไปทำอัลไพล์

ที่ดินป่าเสื่อมโทรมนักการเมืองงาบในนาม สปก401

การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติโดยผู้มีอำนาจ....

ทุกวันนี้ผมเช่าบ้านที่ทรัพย์สินอยู่ ก็สุขกายสบายใจ ค่าเช่าทำเลกลางมืองในราคาแสนถูก เช่ามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย

ผมไม่สบายใจครับที่ อ.สมฯ จะนำที่ดินทรัพย์สินไปให้นักการเมืองดูแลผมไม่ใว้ใจพวกมัน

ผมไม่เชื่อว่าทั้งเหลือง แดง ฟ้า เป็นคนดี (อ.สม เคยไปชุมนุมแดง ผมก็ไม่ไว้ใจแล้ว)

ขอชื่นชมคุณ Jerasak

ขอชื่นชมคุณ Jerasak เป็นอย่างสูงที่พยายามโต้แย้งด้วยข้อมูลและเหตุผล อ่านแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลเหมือนกันโดยเฉพาะข้อโต้แย้งแลกเรื่อง ม.7 จึงได้ไปทำการหาพรบ.ดังกล่าวมาอ่านเพิ่มเติม ... อยากจะขอแลกเปลี่ยนด้วยดังนี้...

จากเนื้อหาใน พรบ. ดังกล่าว ด้วยความเคาราผมเห็นว่าสิ่งที่ได้อธิบายมามีความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ในสาระสำคัญดังนี้

1. มาตรา 7 พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ
ขอยกเนื้อความจาก พรบ.ดังกล่าวทั้งมาตรา 7 และ มาตรา 6 มาประกอบในที่นี้

[quote] มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวใน มาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้อง จ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น
รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่าย ใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการ พระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนาหรือราชประเพณี บรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
[ มาตรา 6 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2491)

มาตรา 7 ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 6 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และ โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มี บทกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น
[ มาตรา 7 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2491)
[/quote]

จะเห็นว่าเนื้อความใน มาตรา 7 เนื้อความไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านไอ้อธิบายมาแต่อย่างใด ... โดยตาม พรบ.ฉบับนี้ที่ได้แก้ไขในปี 2491 นั้น ไม่เฉพาะแต่ใน มาตรา 6 จะระบุว่ารายได้หักรายจ่ายหรือเรียกง่ายๆว่าผลกำไรสามารถใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัยแล้วเท่านั้น ...

ในมาตรา 7 ยังระบุย้ำอีกว่า ทรัพย์สินส่วนฯจะทำการโอน หรือ จำหน่ายได้ ก็เฉพาะในกรณีต่อไปนี้
- เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
และ
- ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ อันได้มี บทกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้

จริงอยู่ที่ว่า พระมหากษัตริย์คงไม่สามารถโอนย้ายจำหน่ายได้เหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่สามารถโอนได้ถ้ามีพระบรมราชานุญาต และ เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ... ซึ่งตาม พรบ. ฉบับแก้ไขใหม่นี้ ประโยชน์แกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับ ประโยชน์แก่องค์พระมหากษํตริย์มีความทับซ้อนกันราวกับเป็นเนื้อเดียว ...

ตามหลักการสากลที่จะใช้ระบุว่าใครเป็น Absolute Shareholder/Owner ของทรัพย์สินนั้น มีหลักสำคัญสองข้อคือ
1. พิจารณาว่าใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สิน
2. พิจารณาว่าใครคือผู้มีอำนาจบริหาร/จัดสรรผลประโยชน์ที่แท้จริง
- ผู้มีอำนาจในที่นี้ตามพรบ.ดังกล่าวก็ชัดเจนว่าอำนาจการแต่งตั้ง และ เปลี่ยนแปลง กรรมการ และ ผู้อำนวยการฯ เกือบทั้งหมดเป็นของพระมหากษัตริย์
- ผู้มีอำนาจในการจัดสรรผลประโยชน์ อันนี้ก็ชัดเจนว่า การใช้สอยผลกำไรนั้นทำได้โดยพระราชอัธยาศัยเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อฟอร์บอ่านกฎหมายฉบับนี้จึงไม่แปลกใจที่เขาจะเข้าใจตามหลักสากลว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ = ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์

2. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็น ทรัพย์สินตกทอดประจำตระกูล ?
ความเชื่อนี้คิดว่าเป็นที่แพร่หลายพอสมควรในความคิดของคนไทยทั่วไป ถ้าประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความเชื่อนี้ก็อาจจะไม่ได้คลาดเคลื่อนไปมากนักเนื่องจาก อำนาจพระมหากษัตริย์ = อำนาจรัฐ ทรัพย์สินส่วนฯ นั้นแตกต่างจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ตรงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนฯนั้นได้มาโดยการใช้อำนาจรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นสิทธิ์ในที่ดินทั่วประเทศนั้นก็ชัดเจนว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้อำนาจรัฐ จึงจะเห็นได้ว่าที่ดินบางแห่งที่เป็นการซื้อมาจากประชาชน จึงถูกจัดให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่ได้เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่ออำนาจรัฐของกรุงธนบุรีสิ้นสุดลง ทรัพย์สินของราชวงค์ตากสินทั้งหมดจึงตกทอดมาถึง ราชวงค์จักรีอันเนื่องมากรุงรัตรนโกสินทร์ที่สืบทอดการครองอำนาจรัฐสยามสืบต่อจากกรุงธนบุรีนั้นมีราชวงค์จักรีเป็นกษัตริย์สืบต่อกันมา แต่ เราไม่สามารถกล่าวหาว่า ราชวงค์จักรีปล้นทรัพย์สมบัติประจำตระกูลตากสินได้ เนื่องจากเป็นที่เข้าใจอยู่แล้วว่าทรัพย์สมบัติของรัฐในขณะนั้นเท่ากับทรัพย์สมบัติของพระมหากษัตริย์ เมื่อรัฐเดิมถูกปกครองโดยกษัตริย์องค์ใหม่ ทรัพย์สมบัติของรัฐทั้งหมดก็ย่อมเป็นของกษัตริย์องค์ใหม่เป็นธรรมดา ซึ่งถ้าการก่อการในปี 2475 นั้นคณะราษฏร์ มีเจตนาจะล้มราชวงค์จักรี แล้วตั้งราชวงค์ใหม่ขึ้นทดแทนภายใต้ระอบบสมบูรฯ ก็ไม่แปลกอะไรที่จะบอกว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของราชวงค์จักรีทั้งหมดก็คงจะถูกเปลีย่นผ่านมาเป็นสิทธิ์ของราชวงค์ใหม่

แต่เมื่อในปี 2475 เมื่อคณะราษฏร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ... อำนาจรัฐ = อำนาจของประชาชน หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคณะราษฏร์ได้เปลี่ยนผ่านสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปให้แก่เจ้าของอำนาจรัฐคนใหม่ ซึ่งก็คือประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยหลักการแล้วจึงควรเป็นทรัพย์สินของประเทศ

ส่งท้ายนี้
โดยส่วนตัวผมก็เห็นว่า ไม่ว่าทรัพย์สินส่วนฯ จะเป็นของสมบัติของราชวงค์ หรือ ของประเทศก็ดี คงไม่ได้แตกต่างกันมากสำหรับคนไทย ดังนั้นก็ควรจะให้มันแน่ชัดไปเลย ไม่ใช่ลักปิดลักเปิดแบบนี้ ถ้าทางสำนักทรัพย์สินเห็นว่าเป็นสมบัติของประเทศ แม้ตาม พรบ.ฉบับปัจจุบัน จะไม่อนุญาตให้นำผลประโยชน์มาพัฒนาประเทศได้ นอกจากใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย ... แต่สิ่งที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าทรัพย์สินส่วนฯมีความใกล้เคียงกับการเป็นสมบัติสาธารณะก็คือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยเริ่มจากการเปิดเผยงบการเงินของกิจการในแต่ละปี ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นการขัดกับพรบ.แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังอาจจะขอพระบรมราชานุญาตให้เปิดเผยว่าในแต่ละมี สำนักฯมีการใช้สอยผลกำไรอย่างไร มีการใช้สอยเพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละปีเท่าไหร่ คิดเป็นอัตราส่วนเท่าไหร่

เีรียน

เีรียน คุณKikและอะไรวา..จีนา

แค่ชื่อของคุณทั้งสองก็รู้อยุ่แล้วว่าเป์นพวกเดียวกับเจ้า สงสารแต่คุณKik ที่อ้างว่าอยู่เมืองนอก น่าจะตาสว่างบ้าง เพราะ เวปไม่ได้ถูกบล็อกเหมือนเมืองไทย ก็คงKikกับพวกเดียวกันนั่นแหละ สมองคุณถึงไม่เปิด งานคงเข้าคุณ อะไรวา..จีนาแ้ล้วนะ แล้วที่ต้องแนะนำเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือ ขอเป็นฝุ่นใต้ตีนเจ้าไปจนกว่าชีวิตจำหาไม่ ก็ขอให้จงรักภักดีต่อไป จะได้ตามเป็น"ข้า"ทุกชาติภพ" นี่รวม นรก สวรรค์ ด้วยนะ พันธุ์นี้ยิ่งร่อยหรอลงทุกวัน ระวังจะสูญพันธุ์"นะจ้ะ" ถ้า "เพื่อไทย"ชนะจริงๆ พวกนี้ก็ต้องเหนื่อยอีก..แต่เอาง่ายๆหนีไปเกาหลีเหนือสิ นั่นแหละ" โมเด็ลเศรษฐกิจพอเพียง" ยังคงใช้ได้อยู่ ประชาชนก็นอบน้อม สุภาพ เช่ือฟัง"ท่านผู้นำ" สมเป็นฝุ่นใต้ตีนที่ดี ถ้ายิ่งพลีชีพถวายชีวิตด้วยยิ่งดี ถือว่าเป์นผู้"ซาบซึ้ง"ระดับ"Hardcore" ที่น่า"สรรเสริญ"

นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ไม่ได้

นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ไม่ได้เรียนกับอาจารย์สมศักดิ์ ไม่งั้นปานนี้คงงงกับ ปวศ แง่ๆ ผมมาเพิ่มเติมครับ ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯมีหน่วยงานตรวจสอบนะครับ แม้จะไม่มี ปปป หรือ ปปช แต่มี สตง ตรวจสอบครับ หากมีการใช้งบประมาณ สตง จะตรวจสอบทุกปีครับ ขออีกนิด สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็คือส่วนพระองค์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็คือทรัพย์สินประจำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ หากมีการเปลี่ยนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินในส่วนนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงด้วย อีกนิดครับ ปัจจุบัน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสียภาษีอันเกิดจากการให้เอาอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่ กรุงเทพมหานครด้วยนะครับ แถมมีย้อนหลัง 10 ปีด้วย บางตึกโดนเป็นล้านบาท ส่วนเรื่องอื่นไม่ขอพุดดีกว่า เพราะความรู้น้อยครับ

ขอแย้งนายปิศาจ ที่บอกว่าคณะรา

[b]ขอแย้งนายปิศาจ

ที่บอกว่าคณะราษฎร์ปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตกเป็นของประชาชน

เป็นการแสดงความเห็นที่ตื้นเขิน เพราะการล้มล้างระบอบการปกครองโดยทีสมบัติของพระราชาถูกริบไปเป็นของประชาชน คือกรณี อย่าง ฝรั่งเศส รัสเซีย

ที่สถาบันกษัตริย์ ถุกล้มล้าง และ ถูก สังหารทิ้งไปด้วย

แต่กรณีอย่าง ประเทศไทย และ อีกหลายประเทศในยุโรป อย่าง สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เบลเยี่ยม สถาบันกษัตริย์ได้ปรับตัวมาเป็น ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนของไทยทั้งสิ้น

ดังนัน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่เคยถ่ายโอนจากสถาบันกษัตรยิ์ มาเป็นของประชาชนแต่อย่างใด ทรัพย์สืนส่วนนี้ยังเป็นพระราชสมบัติตกทอดมาจากราชวงศ์ของพระมหากษตัริย์องค์นี้ตามพระราชประเพณี

เพียงแต่มา ณ วันนี้ สถาบันกษัตริย์ของไทย ก็เหมือนสถาบนกษัตริย์ในยุโรปที่ปรับตัวให้สอดคล้องกับการปกครองประชาธิปไตย จึงต้องจัดตั้งองค์กรที่เป็น นิติบุคคล ขึ้นดูแลกิจการของ พระราชสมบัติ (ซึ่งพระราชสมบัติ ในปัจจุบันที่เป็นประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็เป็นเพื่อประชาชนด้วย เช่นกัน)

กรณีที่ปิศาจพูดว่า พระมหากษัตริย์ คงอยู่ได้เพราะประชาชนต้องการให้อยู่ในอำนาจ เป็นกรณีที่ยิ่งตื้นเขิน เพราะกรณีเช่นที่ว่าเท่าที่ทราบคือกรณีประเทศเสปน ที่กษัตริย์ ฮวน คาร์ลอส ถูกนายพลฟรังโก้โค่นล้มอำนาจต้องเนรเทศไปอยู่ต่างประเทศ แต่นายพลฟรังโกก็ปกครองประเทศอย่างโหดเหี้ยม จนประชานพากันโค่มล้มนายพลฟรังโก แล้วทูลเชิญกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส กลับมาครองราชย์ใหม่อีกครั้ง

แต่ทั้งอย่างนั้นประชาชนเสปนที่ทูลเชิญพระมหากษัตริย์ให้กลับมาครองอำนาจ ที่เป็นลักษณะที่ประชานเหมือนมี บุญคุณ ต่อพระมหากษัตริย์ของเขา ก็ไม่เห็นเขาจะมีปัญหาอะไรกับกษัตริย์ของเขาเหมือนพวก ล้มเจ้า ในเมืองไทย เลย

สาเหตุ เพราะ เสปน ไม่มีคนเหี้ยอย่างทักษิณ นั่นเอง (ฮา)[/b]

และเพื่อตอกย้ำว่า

[b]และเพื่อตอกย้ำว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริบ์ เป็นสมบัติของแผ่นดิน และ ของพระมหากษัตริย์ที่ได้ขึ้นครองราชย์ โดยที่ไม่เคยเป็นของประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของร่วมกันระหว่างพระมหากษัตริย์และพสกนิกรของพระองค์

หาได้เป็นไปตามความหลงเฃื่อที่ตื้นเขิม และ อุดมอคติ ของคนอย่างสมศัก หัวโต และ แนวร่วมที่มีน้อยนิด (แต่เผอิญได้เงินดีจากไอ้แม้ว เลยทำโอหังได้ช่วงนี้เท่านั้นเอง) (ฮา)

นายปิศาจพูดถูกที่ว่า พระราชสมบัติ เดิมเป็นของพระเจ้าตาก เพราะท่านกู้ชาติไทยมาจากพม่า

แต่ ต่อมาพระเจ้าตากโดนปราบดาภิเษก โดย สมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ราชสมบัติ ในครอบครองของพระเจ้าตาก ก็หมดไป แต่ สืบทอดถ่ายโอนมาให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และ ถ่ายทอดสืบสันติตวงศ์มาในราชวงศ์จักรี นับแต่นั้น

ที่สำคัญมีเหตุการณ์สำคัญที่ตอกย้ำว่า ราชสมบัติ นี้เป็นของราชวงศ์จักรี อย่างชัดแจ้ง ก็คือ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ของ ราชวงศ์จักรี ในรัชสมัยที่ท่านทรงครองราชย์ ท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวฃาญเรื่องการทำการค้า จนพระราชบิดาของท่าน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เคยเย้าพระราชโอรสของท่านว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระราชทินนามของ พระนั่งเกล้าฯ ก่อนครองราชย์) "เป็นเจ้าสัว"

ต่อมาเมื่อได้ขึ้นครองราชย์ ท่านก็ไม่ละทิ้งกิจการค้าขาย ด้วยการแต่งเรือสำเภาออกค้าขายของท่านมาตลอด ทำให้ท่านมีพระราชวินิจฉัยต่อการเมืองการค้าระหว่างประเทศอย่างแจ่มชัด

จนท่านเคยตรัสว่า "อันการสงครามข้าง พม่า รามัญ เขมร เห็นจะลดลง คงแต่การสงครามจากฝรั่งต่างชาติ" โดยท่านพูดก่อนลัทธิจักรวรรดินิยมจะเกิดล่วงหน้าเป็น 3 - 4 สิบปี แสดงความเป็นคนมีวิสัยทัศน์ชาญฉลาดอย่างสูงของท่าน

ด้วยความกังวลเช่นว่า รายได้จากการค้าขายของท่าน ท่านจึงกันรายได้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน 'พระคลังข้างที่' โดยท่านสั่งสอนบอกไว้ว่าเงินก้อนนี้เอาไว้ ไถ่ประเทศ ถ้าเราจะแพ้สงครามให้ฝรั่งต่างชาติ

ซึ่งเรื่องดังกล่วมาเป็นจริงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ของเรา ท่านได้แพ้สงครามให้ฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสพยายามจะใช้วิธีของลัทธิจักรวรรดินิยมเพื่อยึดประเทศของเรา แต่ทำไม่ได้จึงแก้เกี้ยวด้วยการเรียกค่าไถ่ประเทศจากการที่เราแพ้สงคราม

ร. 4 ของเราก็ได้เงินพระคลังข้างที่ก้อนนี้นี่เองเอาไปไถ่ประเทศ ตามที่ฝรั่งเศสพวกจักรวรรดินิยมชั่วร้ายได้กลั่นแกล้งรียกเอาจากเรา

ทำให้เรารอดพ้นไม่ต้องตกเป็นขี้ข้าฝรั่ง

แล้วอยากถามว่า ข้อเท็จจริง เช่นนี้ ประเทศนี้เป็นของใคร ถ้าบอก เป็นของประฃาชน ประชาชนได้ช่วยออกเงินไถ่ประเทศจากฝรั่งเศสด้วยหรือไม่? ตอบ คือ ไม่ เพราะเงินไถ่ประเทศ ล้นเกล้า ร. 3 หามาได้จากการค้าขายเรือสำเภาส่วนพระองค์ของท่าน แต่ท่านมีพระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ สละ เงิน ก้อนนี้ ซึ่งควรจะเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของท่าน ให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เอาไว้เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ซึ่งเงินก้อนนี้ก็ได้ช่วยประเทศได้จริงๆ

แต่เรื่องอย่างนี้ พวกล้มเจ้าคงไม่อยากได้ยิน

และเรื่องลักษณะนี้ คือ คำตอบต่อคำถามที่พวกล้มเจ้ามักพูดว่า มีแต่กษัตริย์ ไม่มีประชาชน ประเทศก็ก้าวหน้ามาไม่ถึงวันนี้ ก็ไม่ค่อยจริง เพราะ ที่จริง ถ้าไม่มีพระราชา อย่าง ร. 3 และ ร. 5 ประเทศไทยก็ตกเป็นขี้ข้าฝรั่ง ไปแล้ว ประเทศไทยก็ไม่ตั้งต้นความเจริญที่ ร. 5 ท่านทรงริเริ่มขึ้นมากมาย

ตย. คนไทยที่เป็นทาส พอ ร. 5 ท่านทรงเลิกทาส บางคนยังสมัครใจกลับไปอยู่กับมูลนายเดิม ก็ยังมี (ลักษณะเหมือนเสื้อแดงในปัจจุบัน ที่อยากเป็นข้าทาสทักษิณกันเหลือเกิ๊น) (ฮา)

ปล. กรณี อย่าเงินพระคลังข้างที่ แสดงถึงพระมหากษัตริบ์ไทยไม่เคยนำทรัย์สินของแผ่นดินไปใช่เพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์ ดังนั้น คนไทยจึงเชื่อใจให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดินมากกว่าที่จะปล่อยให้นักการเมืองชั่วเข้ามาดูแล เพราะจากประสบการณ์นานปีในยุคนักการเมืองปกครองประเทศ ไม่เห็นมียุคสมัยใดที่นักการเมืองเอาทรพัย์สินของแผ่นดินไปทำ ปย. เพื่อ ประชาชน เห็นแต่เบียดบังเอาจากประชาชน ทั้งสิ้น[/b]

บางมด wrote:บางกอก

[quote=บางมด][quote=บางกอก]ต่อจากข้างบน.......

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า สถาบันกษัตริย์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องประการใดกับการออกกฏหมายนี้ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ที่ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองต่อสถาบันแตกต่างกันไป และพยายามที่จะนำสถาบันมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะด้วยการพยายามดิสเครดิตว่าเจ้าผิด หรือการโหนเจ้า

พฤติกรรมเช่นนี้ มีมาตั้งแต่นักการเมืองรุ่นปู่ แล้วครับ สมศักดิ์เจียมไม่ใช่คนแรกหรอกครับ.....

แต่นักการเมืองรุ่นปู่นั้น เขาทำอะไรมีแบบมีแผนเนียนกว่าเยอะครับ อย่างกรณี ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย...

นักการเมืองรู่นปู่อธิบายได้ง่ายเลยครับว่า ที่ไม่ใส่ไว้แต่ต้นเพราะ ในหลวงในราชสมบัติยังทรงพระเยาว์ในขณะที่กฎหมายประกาศใช้.........

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ที่ดินอาคารและเงินสดของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ต้องเสียภาษี สำนักงานและคณะผู้บริหารทรัพย์สินมีสถานะเป็นนิติบุคคล บริหารรายได้รายจ่ายตามกฏหมาย......สำนักงานนี้จะถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือ ไม่ใช่ นักกฏหมายยังตีความขัดแย้งกัน แต่ที่แน่ๆ ทรัพย์สินทั้งปวงอันเป็นที่มาของรายได้นั้นเป็นของรัฐ และกระทรวงการคลังส่งคนมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของรัฐครับ....

ขอแจ้งเพิ่มเติมด้วยว่า ปี๗๙และปี๘๔นั้น...คณะผู้นิยมเจ้ารอยัลลิสท์ทั้งหลายนั้น ไม่อยู่เกาะตะรุเตา ก็อยู่ต่างประเทศกันเกือบหมด ไม่ได้มีอำนาจวาสนาอะไรในรัฐบาลในสภา.....

ว่าแต่ สมศักดิ์เจียม ไม่สงสัยหรือครับว่า ทำไมเมื่อสถานะของสถาบันเจ้าพัฒนาขึ้นจนถึงปัจจุบัน หกสิบกว่าปี พระองค์ท่านไม่เคยให้ใครผู้ใดคณะไหนไปเปลี่ยนแปลงกฏหมายนี้ ทั้งที่ทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกับสถาบันก็ทำได้........

ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ต้องเสียภาษีให้รัฐมาตั้งแต่ ๗๙......สมศักดิ์เจียมก็แกล้งทำลืมไปนะครับผม...

ผมเองทราบเพิ่มเติมมานิดหน่อยว่า รายได้ของทรัพยืสินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น แต่เดิมกว่า๙๐เปอร์เซนท์มาจาก เงินปันผลในหุ้น มีแค่ประมาณสิบเปอร์เซนท์ที่มาจาก การนำที่ดินมาให้เช่าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากมายมหาศาล......พึ่งจะมาปรับค่าเช่ากันทีละเล็กน้อยกันไม่กี่ปีมานี่เอง

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงระดับตลาดหุ้นล่ม รายได้ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ตกต่ำตามไปด้วย เพราะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆเหมือนครอบครัวบางครอบครัวที่จะไปทำการสกปรกกับตลาดหลักทรัพย์ได้

สมศักดิ์เจียมลองไปถามดร.โสภณผู้เชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ดูก็ได้ครับว่า ที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๕๔ ตารางกิโลเมตรในกทมใ และ ๑๓๖ ตารางกิโลเมตร ในต่างจังหวัดนั้น ปัจจุบันทำรายได้ไม่ถึง สองพันล้านบาทต่อปีนั้น ในสายตานักอสังหาเขาถือว่าเป็นการบริหารที่ดีหรือไม่ดีครับ....ทำให้เจ้าของรวยกว่านี้ได้ไหม....ทำไมถึงไม่ทำ...ถ้าทำแล้วใครเดือดร้อน

แล้วสมศักดิ์เจียมลองไปถามผู้ที่เช่าที่ดินอาคารของทรัพย์สินส่วนพระมหากาตริย์ดูด้วยว่า ไปหาเช่าที่อื่นในบริเวณใกล้เคียงกันได้ในราคานี้ไหม........

ถามกันให้ชัดๆไปเลยนะครับว่า

.......ถ้าเอาสำนักงานทรัพย์สินไปให้นักการเมืองไทยใช้อำนาจการเมืองบริหารกันตามอัธยาศัย ที่ดินทรัพย์สิน สมบัติของแผ่นดิน ซึ่งแต่เดิมเป็นของราชวงศ์จักรีโดยถูกต้องนั้น ป่านฉะนี้

จะตกเป็นของใคร ชาติไหน ตระกูลอะไร ไปแล้วบ้างครับ.......

เรื่องอยากแก้ไขกฏหมายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งกม.หมิ่น และรัฐธรรมนูญมาตรา๘ ที่สมศักดิ์ออกแอคชั่นเอาเป็นเอาตายเป็นศาสดาฝ่ายไม่นิยมเจ้าอยู่ทุกวันนี้นั้น......

ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ นักการเมือง พรรคการเมือง เขาสามารถทำได้ในสภาครับผม พรรคไหนอยากทำก็ทำได้ครับเสนอกฎหมายเข่าไป.....แต่ต้องเตรียมรับผลกระทบทางการเมืองจากฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยเอาเอง

นักวิชาการจะยึดถือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างไร สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ว่าทำได้ครับ แต่จะทำทั้งทีให้มันเนียนๆหน่อย จะอ้างจะอิงกฏหมายอะไร ก็ศึกษาเพิ่มเติม ภาวะการเมืองไทยขณะที่กฏหมายนั้นๆประกาศใช้ดูบ้าง......พูดความจริงให้ครบทุกด้าน

จะหลบจะเลี่ยงไปทำไมครับ กับความจริงที่ว่า....

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น.... นักการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย คือ ผู้กระทำผิดที่แท้จริง เมื่อมองในมุมของผลประโยชน์อันตกแก่ มหาประชาชน(ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่)........

งานของสมศักดิ์เจียมนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่เห็น ผมว่าให้ความจริงไม่ครบทุกด้านนะครับ เหมาะสมและบริโภคได้แต่ผู้คนคอไม่นิยมเจ้าแต่รู้เรื่องประวัติการเมืองไทยน้อยด้วยกัน เท่านั้นครับ......

มีอะไรใหม่ๆ ก็ลองเสนอมา........ผมรออ่านอยู่[/quote]

เมื่อไหร่บางกอกจะเลิกโชว์โง่ซักทีนะ โชว์บ่อยๆเดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจว่าโง่จริงนะ
อ่านไม่เข้าใจหรือไงว่าอาจารย์เขาเขียนตอบโต้ ที่สำนักงานทรัพย์สินบิดเบือนข้อเท็จจริงในรายงาน โดยอาจารย์นำเอาตัวบทต่างๆมาประกอบเป็นเหตุผล
อาจารย์ท่านไปต่อว่าสถาบันตรงไหน เวลาเขาคุยกันต้วยเหตุผลด้วยข้อเท็จจริง ก็ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง เอาความคิดความเข้าใจของตัวเองมาตอบแบบนี้ ก็มีแต่โชว์โง่อยู่ร่ำไป (ลองอ่านที่ตัวเองเขียนข้างบนดูว่าคิดคิดเองเออเองหรือเปล่า มีอะไรยืนยัน?) ระวังจะไปอยู่ในระดับสมองเดียวกับ IPAD นะขอเตือน[/quote]

กด like 100 ที
บางกอกออกนอกประเด็นเรื่อย

คุณ I Pad,

คุณ I Pad, การแจกเงินในกรณีนี้ อาจไม่ได้ทำให้อุปสงค์เพิ่มก็ได้นะครับ, ถ้าแทนที่เงินนั้นจะเอาไปใช้จ่ายเป็นอุปสงค์ของสำนักทรัพย์สิน, ถ้าเอามาแจกคนจน, ก็ทำให้อุปสงค์จากสำนักทรัพย์สิน ลดลง, ก็เจ๊ากัน.

คุณ I Pad,

คุณ I Pad, การแจกเงินในกรณีนี้ อาจไม่ได้ทำให้อุปสงค์เพิ่มก็ได้นะครับ, ถ้าแทนที่เงินนั้นจะเอาไปใช้จ่ายเป็นอุปสงค์ของสำนักทรัพย์สิน, ถ้าเอามาแจกคนจน, ก็ทำให้อุปสงค์จากสำนักทรัพย์สิน ลดลง, ก็เจ๊ากัน.

[quote=I Pad][b]ขอทักทายทอนหิดอีกคนเป็นน้ำจิ้ม

ขอสงสัยว่าที่ทอนหิด แสดงความเห็น ถ้าโพสต์เล่นๆ ไม่จริงจัง (ส่วนไม่จริงใจน่ะ ผมรู้ ไม่ต้องถามย้ำ) (ฮ่าฮ่าฮ่า) ก็ไม่เป็นไร คห. ของทอนหิด ยังจัดเป็น ความเห็น ได้

แต่ถ้าพูดเอาจริง คห. นี้ของ ทอนหิด จะกลายเป็น ควววววายคิดเห็ง โดยทันพลัน (ฮา)

ขอ'ญาติ อธิบาย เพราะผมเป็นนัก ศศ. (ศศบ. จาก มธ. ปี 31) ; )~

การทำแบบที่ทอนหิดพูดมาถ้าเป็นความคิดจริงๆ ก็ไม่ได้ผลอย่างที่ทอนหิดเข้าใจ

เพราะการนำเงินมาแจก ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิต สินค้าและบริการ ในประเทศไทยก็จะมีเท่าเดิม

แต่

เงินในมือประชาชนจะมีมากขึ้นอย่างฉับพลันจากการแจก

คนที่ได้รับแจกก็จะนำเงินที่ได้รับแจกไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่อย่างที่บอกเงินเหล่านี้ไม่ได้จากการผลิต สินค้าและบริการในระบบ (ประเทศ) ก็อยู่เท่าเดิม แต่ความต้องการ (อุปสงค์) เพิ่มขึ้น

ผลก็คือ จะมีการซื้อขายสินค้าและบริการเพิ่มชึ้นอย่างมโหฬาร ทำให้สินค้าขาดตลาด สินค้าก็จะมีราคาสูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา

เงินที่นำไปแจกก็จะลดค่าจนในที่สุดคนที่ได้รับแจกคนละล้าน (ตามที่ทำตามความคิดโง่ๆ ที่ว่ามา) ก็จะไม่มีค่าอะไรเงิน 1 ล้านบาทอาจจะซื้อหาอะไรไม่ได้เลย เพราะเกิดเงินเฟ้อเป็นเปอร์เซ็นต์สูงมากๆ

สุดท้ายคนก็กลับไปจนเท่าเดิม หรือ อาจจะจนมากกว่าเดิม เพราะเกิดภาวะเงินเฟ้อระดับสูงมากๆ

กลายเป็นว่าคนก่อนมีเงินล้านในมือ กลับจนมากกว่าตอนมีเงินล้าน

สภาวะแบบนี้เขาเรียก กับดักสภาพคล่อง Liquidity Trap อยู่ในระดับ ประมาณ EC 001 ตาม คณะ ศศ. เท่านั้น

คนที่ไม่รู้ก็แสดงว่า พื้นฐาน ด้าน ศศ. เป็นศูนย์ พูดภาษาชาวบ้านเขาเรียก โฮ่ เอ๊ย! โง่ (ฮา)

หมายเหตุ .- EC 001 ที่จริงคงไม่มีหรอก ย้อเย่น น่ะ (ฮา)

สรุป.- นี่เป็นสาเหตุที่คนสติดีๆ ที่ไหนเขาถึงไม่มีใครฟายพอไปคิดเอาเงินมาแจกคนให้หายจน เพราะหลักการทฤษฎีกับดักสภาพคล่อง นั่นเอง (เอ๊ะ! ทำไม I Pad เสือกจำได้วะ) (ฮา)

และนี่คือคำอธิบายอย่างเป้นหลักวิชาการตามทฤษฎี ศศง ว่า นบ. ประชานิยม ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่าง แม้ว มาร์ก เสือก เอาประชานิยม (ถึงจะแถลไปเรียกปรชาภิวัฒน์ พ่อง แม่ง มัน ก็ไอ้อันเดว น่ะแหละ ขี้คร้านแค่นจะตอแหล มาร์กเอ๊ย) (อิอิอิ) มามอมเมาประชาชน สุดท้ายประเทศชาติก็เสียหายอยู่ดี

กรณีไอ้แม้วพอว่า พ่อมันค้ายา ตัวมันเป็น ตร. (ฮา) คงไม่เข้าใจทฤษฎี ศศ. หรอก

แต่ไอ้มาร์ก หัวคอนดอมแมน นี่ดิ้ (ฮา) แม่ง เรียน ศศ. มา ต้องรู้ กับดักสภาพคล่องอยู่แล้ว เสือกทำประชานิยมอีก สมเป็นอัปรีสิด กิงกิง (ฮา)

สรุปอีกที เพราะคิดว่าคงทอนหิดสลบไปแว๊ว (ฮา)

อย่าคิดว่าเรื่องที่เงินล้านบาทกลายเป็นไม่มีค่าเป็นเรื่องไม่จริง มีกรณี ตย. ก็คือตอน สงครามโลก 2nd เยอรมัน เข้าแทรกแซงประเทศที่ยอมแพ้ให้เยอรมัน แล้วเยอรมันก็สั่งให้พิมพ์เงินประเทศที่ยอมให้เยอรมันครอบครอง เพื่อซื้อสินค้าจากประเทศเหล่านั้นเป็นยุทธปัจจัย ผลก็คือประเทศอย่าง เกาหลี โปแลนด์ เกิดเงินเฟ้ออย่างหนัก คิดเป็น 2 - 3 พัน% ก็มี ค่าเงินตกฮวบ จนแบ๊งค์ใหญ่สุดของค่าเงินสกุลประเทศนั้น ซื้อมะเขือเทศลูกเดียวก็ไม่ได้ สุดท้าย ศก. ของประเทศเหล่านั้น ถึงขนาดต้องเอาแบ๊งก์ ใบละ 1000 มาชั่งกิโล ซื้อไข่ กิโลเดียว (เหมือนไอ้มาร์ก เป๊ะ) (ฮา)

หลักฐานก็คือ บางประเทศในโลกนี้ สกุลเงิน มีค่าน้อยมากๆ เช่น ลีร์อิตาลี 1,000 ลีร์ เท่ากับ 1 ดอลล์ หรือ 10,000 วอนเกาหลี เท่ากับ 1 ดอลลาร์ เป็นต้น

เพราะประเทศเหล่านี้หลังสงครามโลกไม่ได้ปรับค่าเงินให้คืนสภาวะปกติ ก็ใช้เงินตามค่าที่เฟ้อไปตอนสงคราม[/b][/quote]