'ไม่ประสงค์จะลงคะแนน' (Vote No) มีผลทางกฎหมายอย่างไร?

คุณอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ได้เขียนบทความ “ผลทางนิตินัยของบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน (VOTE NO)” เผยแพร่โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2554 ที่ http://bit.ly/juTJyf และโดยคมชัดลึก วันเดียวกัน ที่ http://bit.ly/lDZ6nc และโดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 ที่ http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000074994 ผู้เขียนเห็นว่าชื่อตำแหน่งของคุณอนุรักษ์มีความน่าเชื่อถือ แต่เกรงว่าข้อเขียนของคุณอนุรักษ์อาจไม่สมควรเชื่อถือในบางประเด็น อีกทั้งด้วยหวงแหนในสิทธิตามมาตรา 68 แห่งรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนจึงจำต้องตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นสามประการดังนี้ ข้อสังเกตประการแรก: บัตร Vote No ไม่มีผลจำกัดต่อผู้สมัครอื่น เว้นแต่เขตนั้นมีผู้สมัครคนเดียว คุณอนุรักษ์ตีความ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550” ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (เรียกย่อในที่นี้ว่า “กฎหมายเลือกตั้ง”) อย่างน่าเป็นห่วงยิ่งนัก โดยกล่าวว่า: “มาตรา 89 บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 88 ซึ่งเป็นเทคนิคการร่างกฎหมายที่ต้องการให้มาตรา 89 นำหลักการตามมาตรา 88 มาใช้บังคับด้วยโดยไม่ระบุซ้ำลงไปในมาตรา 89 อีก จึงหมายความว่า ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครหลายคน ผู้สมัครที่จะถือว่าเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จะต้องผ่านองค์ประกอบของกฎหมายทั้งมาตรามาตรา 88 และมาตรา 89 กล่าวคือ 1.ได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น 2.ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง และ 3.ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น” หากการตีความของคุณอนุรักษ์ถูกต้อง ย่อมหมายความว่า สมมติในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน และมีผู้มาใช้สิทธิครึ่งหนึ่ง คือ 50 คน แบ่งเป็นลงคะแนนให้พรรคที่หนึ่ง 15 เสียง พรรคที่สอง 5 เสียง และ Vote No อีก 25 เสียง แต่เมื่อผู้สมัครจากพรรคที่หนึ่ง (15 เสียง) ได้รับคะแนนน้อยกว่า Vote No (25 เสียง) ผู้สมัครจากพรรคที่หนึ่งก็ไม่ถือเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง แม้จะได้รับคะแนนสูงสุดก็ตาม การตีความเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด โดยคุณอนุรักษ์อาจสับสนนัยทางกฎหมายของคำว่า “ภายใต้บังคับ” ดังอธิบายตามบริบทได้ดังนี้ “ภายใต้บังคับ” เป็นวลีที่มีนัยพิเศษทางกฎหมายในบริบทนี้หมายความว่า “ยกเว้นในกรณีตาม” เช่น หากพิจารณาจากตัวบทที่คุณอนุรักษ์อ้างถึง คือ: “มาตรา 88 ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง...” “มาตรา 89 ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง...” การอ่านตัวบทย่อมหมายความว่า: ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 89 ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง (ไม่ว่าจะมีคะแนน Vote No มากน้อยเท่าใด) ยกเว้นในกรณีตามมาตรา 88 กล่าวคือกรณีมีผู้สมัครคนเดียวผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิในเขต และมากกว่าจำนวนบัตรVote No ดังนั้น กรณีมาตรา 88 กับ มาตรา 89 จะนำมาปะปนกันไม่ได้ เพราะในเขตเลือกตั้งเดียวกันย่อมเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง คือมีผู้สมัครหลายคนตามกรณีมาตรา 89 หรือไม่ก็มีผู้สมัครเพียงคนเดียวตามกรณีมาตรา 88 จึงไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือพร้อมกันได้ หากผู้อ่านยังไม่เชื่อผู้เขียน สามารถพิจารณาตัวอย่างที่เทียบได้ชัดเจน คือ บทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้งฉบับเดียวกัน ส่วนเดียวกัน ที่ใช้วลีเดียวกัน คือมาตรา 81 และ 85 ดังนี้: “มาตรา 81 ภายใต้บังคับมาตรา 85 การนับคะแนนเลือกตั้งให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเลือกตั้ง\ตรา 85 ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้ หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น...” จะเห็นได้ว่า “มาตรา 81 ภายใต้บังคับ มาตรา 85” หมายความว่า มาตรา 81 เป็นกรณีทั่วไป (ที่ต้องนับคะแนนให้เสร็จ) ยกเว้นในกรณีตาม มาตรา 85 (ที่ต้องงดนับคะแนนเพราะน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ฯลฯ) ซึ่งเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง ไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือเกิดพร้อมกันได้ สรุป คุณอนุรักษ์เข้าใจความหมายของคำว่า “ภายใต้บังคับ” ผิดไปจากบริบท แท้จริงแล้ว คะแนน Vote No จะมี “ผลทางนิตินัย” ดังที่คุณอนุรักษ์ว่าก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่เขตเลือกตั้งนั้นมีผู้สมัครเพียงคนเดียว แต่หากมีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน ผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จะนำสองกรณีมาปะปนกันไม่ได้ อนึ่ง สมควรกล่าวให้ความเป็นธรรมว่า จะหาว่าคุณอนุรักษ์จะเข้าใจผิดไปเองผู้เดียวก็มิถูกนัก เพราะนักกฎหมายไทยบางส่วนก็ได้ใช้วลี “ภายใต้บังคับ” ที่สื่อความหมายอย่างปะปนและไม่รัดกุม เช่น นักกฎหมายผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ใช้วลี “ภายใต้บังคับ” ให้หมายถึง “ยกเว้นในกรณีตาม” เช่น ในมาตรา 128 มาตรา 142 และ มาตรา 146 แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเองกลับใช้วลี “ภายใต้บังคับ” เพื่อหมายถึง “ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม” หรือ “ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อ” เช่น มาตรา 209 หรือ มาตรา 281 จึงน่าจะถึงยุคที่นักกฎหมายรุ่นใหม่จะได้ปฏิเสธการใช้ถ้อยคำที่ไม่รัดกุมโดยเฉพาะที่มาจากการร่างกฎหมายอย่างเร่งรีบและผิดครรลองประชาธิปไตยดังกล่าวเสียที ข้อสังเกตประการที่สอง (ที่สำคัญมากกว่าข้อแรก): การ Vote No เป็นทั้งสิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้เขียนอาจไม่เห็นด้วยกับคุณอนุรักษ์ในเรื่องวลี “ภายใต้บังคับ” แต่ผู้เขียนเห็นด้วยที่คุณอนุรักษ์ย้ำว่า การไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) นั้น “เป็นหลักประกันแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะสงวน[สิทธิ]ไม่เลือกผู้ใด” และ “สามารถกระทำได้โดยชอบ” อันที่จริงหากจะกล่าวให้ชัด ควรกล่าวว่าการ Vote No เป็น “เสรีภาพ”เพราะไม่มีกฎหมายใดจำกัดเสรีภาพนี้ไว้ อีกทั้งเป็น “สิทธิ” ที่กฎหมายรับรองโดยชัดแจ้งตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งกฎหมายเลือกตั้ง. สรุป หากผู้อ่านท่านใดประสงค์จะVote No ก็ขอให้ท่านมั่นใจว่าการ Vote No เป็นการใช้เสรีภาพของมนุษย์ที่ท่านมีโดยชอบธรรม อีกทั้งเป็นสิทธิที่ท่านมีตามกฎหมาย และไม่มีผู้ใดปฏิเสธเสรีภาพหรือสิทธิของท่านได้นอกจากตัวท่านเองที่ยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย เพื่อมิให้มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ข้อสังเกตประการที่สาม (ที่สำคัญที่สุด): สิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย มิได้อยู่เหนือหน้าที่ตามกฎหมาย แม้ผู้อ่านอาจใช้สิทธิเสรีภาพ Vote No ได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่ง มาตรา 28 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น [และ] ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ…” และ มาตรา 70 บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้”. ถามว่า “ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” และ “ตามรัฐธรรมนูญนี้” หมายความว่าอย่างไร ตอบว่าต้องเป็นไปตามหลักวิถีที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น 1. มีพระมหากษัตริย์ (มาตรา 8 - 25) 2. ชนชาวไทยมีสิทธิเสรีภาพ (มาตรา 26 - 69) 3. มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (มาตรา 93 - 110) 4. มีนายกรัฐมนตรีที่เห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (มาตรา 171 - 196) 5. มีศาลพิจารณาอรรถคดี โดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม (มาตรา 197 - 228) 6. มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญและกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐ (มาตรา 229 - 278) ฯลฯ ดังนั้น หากผู้อ่านท่านใดกาบัตร Vote No เพื่อขัดขวางหลักวิถีใดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ขัดแย้งต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่สำคัญ หากเรายอมให้มีผู้อ้างการ Vote No เพื่อขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญข้อหนึ่งข้อใดได้ (เช่น ขัดขวางมิให้มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง) ก็เท่ากับเรากำลังยอมต่อหลักการว่า ต่อไปก็สามารถมีผู้อ้างสิทธิเสรีภาพเพื่อขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญข้ออื่นได้เช่นกัน (เช่น ขัดขวางการมีพระมหากษัตริย์ หรือขัดขวางการมีสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น)! สรุป ผลทางกฎหมายของบัตร Vote No ที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญจึงไม่นับเป็นคะแนนเสียงโดยชอบตามกฎหมาย และไร้ความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่กำจัดเสียงดังกล่าวให้เป็นบัตรเสียตามกฎหมายเลือกตั้ง ตามมาตรา 82 วรรคสาม อนุมาตราหก นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 72 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” ดังนั้น หากผู้ใดประสงค์ Vote No แต่สำนึกในหน้าที่ว่าตนไม่อาจ Vote No ในทางที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญได้ ผู้นั้นก็ย่อมต้องเปลี่ยนไป Vote No ด้วยเหตุผลอื่น หรือไม่ก็ Vote อื่นที่ไม่ใช่ Vote No เพราะกฎหมายกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะมีใจสองมาตรฐาน ใจหนึ่งเรียกร้องสิทธิ แต่อีกใจนอนหลับทับสิทธิหาได้ไม่ บทส่งท้าย ผู้เขียนย้ำว่าบทความนี้ไม่ต้องการชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของการกาบัตรในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) แต่ตรงกันข้าม ผู้เขียนต้องการย้ำว่าการVote No นั้น ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ย่อมทำได้โดยชอบธรรมหากไม่ขัดหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ หากผู้ใดมีมาตรฐานมโนสำนึกที่เป็นธรรมแล้วไซร้ การอ้างสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายของตนทำได้ฉันใด การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของตนย่อมทำให้สมกันได้ฉันนั้น"

Comments

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

นั้นหมายความว่า เมื่อปวงชนชาวไทยเลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 82 บัญญัติว่า ให้มีการนับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง และให้ประกาศจำนวนบัตรดังกล่าวด้วย

นั้นหมายความว่า ในป้ายประกาศรวมคะแนนทุกป้ายจะต้องมีการประกาศจำนวนคะแนนของผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง คือ โหวตโนไว้ในป้ายนั้นร่วมกับผู้ได้รับคะแนนสูงสุดถึงต่ำสุดไว้ด้วย

และ มาตรา 89 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ผู้ได้คะแนนเลือกตั้งมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง...

จะเห็นได้ว่าคะแนนโหวตโน ถือเป็นคะแนนที่มีการนับไว้และหากการเลือกตั้งในเขตใดมีคะแนนโหวตโนสูงกว่าผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดต้องถือว่าประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยโดยการโหวตโน คือ ไม่เอานักการเมืองผู้ใดเลยเป็นคะแนนสูงสุด ต้องด้วยมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญจึงต้องถือว่าในเขตนั้นไม่มีผู้ใดได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรื่องคะแนนโหวตโนนี้ มิได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเลือกตั้งว่า หากมีคะแนนโหวตโนสูงกว่าผู้มีสิทธิได้รับการเลือกตั้งจะต้องทำอย่างไรต่อ จะเลือกตั้งใหม่หรือหากมีการเลือกตั้งใหม่แล้วคะแนนโหวตโนยังสูงกว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง และหากคะแนนโหวตโนทั้งประเทศสูงกว่าคะแนนของ ส.ส.ประเภทบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) รายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคการเมืองซึ่งมีต่ำกว่าโหวตโนนี้ย่อมไม่ใช่ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นคะแนนสูงสุด ตามนัยของมาตรา 89 ดังกล่าวข้างต้น

กรณีเช่นนี้ จะต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นการถวายคืนพระราชอำนาจนั่นเอง

พร้อมหรือยังที่จะร่วมกันถวายคืนพระราชอำนาจด้วยการโหวตโน

นายสุวัตร อภัยภักดิ์

ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
และคณะกรรมการปกป้องราชอาณาจักรไทย

อ้างอิง : http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000074785&#Comment
..................................................................................................

สุดท้าย...พวกคุณ ย้อนกลับทิศทางเดิม คือ "วงจรอุบาทว์"

เข้าใจครับว่า " นักการเมืองทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง " แต่การเมืองย่อมมีหนทางและทางออกของตัวมันเอง

มีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบทำไมไม่ให้การเมือง แก้ไขกันเอง

"ผมรักสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ..ท่านกำลังนำพระองค์มายึดติดกับดักความคิดอันแยบยลของพวกคุณ"

แล้วคำพูดที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่า "ทักษิณดึงฟ้าลงต่ำ" แต่ขณะนี้คุณทำเสียเอง

ปล. ผมไม่ต่อต้านเสรีภาพทางความคิดของท่าน แต่เป้าหมายคุณตั้งใจ
ให้พระมหากษัตริย์ผู้อยู่เหนือการเมือง ลงต่ำ!!!
ผมไม่เห็นด้วยครับ

ผลทางกฎหมายของบัตร Vote No

ผลทางกฎหมายของบัตร Vote No ที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญจึงไม่นับเป็นคะแนนเสียงโดยชอบตามกฎหมาย และไร้ความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่กำจัดเสียงดังกล่าวให้เป็นบัตรเสียตามกฎหมายเลือกตั้ง ตามมาตรา 82 วรรคสาม อนุมาตราหก

อ้าวแบบนี้...ในใบปลิวที่พิมพ์แจกๆๆ กันก็มั่วอีกแล้วคะท่าน

ออกนอกลู่ นอกทางกฎหมายเสมอๆ สำหรับ campaign ของเค้าแหละ

แต่นำเอามาใช้ได้จริงๆ เสมอๆ

เห็นด้วยกับคุณวีรพัฒน์ผู้เขีย

เห็นด้วยกับคุณวีรพัฒน์ผู้เขียนครับ เพราะบัตรที่กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน(โหวตโน)ในกรณีที่มีผู้สมัครมากกว่า1คนในเขตนั้นๆผลทางคะแนนเลือกตั้งก็เปรียบเสมือนบัตรเสีย
ถ้ายังไงก็ขอเรียกร้องให้ กกต.ออกมาชี้แจงด้วย ผิดถูกยังไงประชาชนจะได้ไม่ไขว้เขว และพันธมิตรก็ไม่ต้องเสียเวลาในการรณรงค์ในประเด็นนี้ เว้นแต่จะมีวาระซ่อนเร้นอย่างอื่นในภายหลัง

ในส่วนสุดท้ายของข้อวินิจฉัยส่

ในส่วนสุดท้ายของข้อวินิจฉัยส่วนตัวของเลขาศาลฯ ท่านนี้

"ระบุว่า ถ้าพรรคการเมืองยังส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งคนเดิม ให้ประชาชนเลือก (หลังจากผลการเลือกตั้งครั้งแรก ไม่เข้าตามหลักเกณฑ์) อาจถึงขั้นยุบพรรคและถือว่าได้อำนาจรัฐมาโดยทางที่มิชอบ"

ขอเรียนถามคุณวีรวัฒน์ ว่ามีข้อกฎหมายที่รองรับข้อวินิจฉัยดังกล่าวนี้ หรือไม่

100 บาท wrote:-- ขออภัยจริงๆ

[quote=100 บาท]-- ขออภัยจริงๆ อ่านแล้ว "งง"[/quote]

เลขาศาลการเมือง ให้ความเห็นแก่พันธมิตรว่า ถ้าคะแนนโหวตโนในเขตเลือกตั้งใด มากกว่าคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้น จะถือว่าผู้สมัครไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต้องทำการลงคะแนนใหม่ และถ้าพรรคการเมืองนั้น ส่งผู้สมัครคนเดิมลงเลือกตั้ง อาจถึงขั้นยุบพรรคและถือว่าล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจาก ได้อำนาจมาโดยมิชอบ

ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ปรากฎว่า กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในเขตเลือกตั้งนั้น มี "ผู้สมัครคนเดียว" ไม่มีคู่แข่ง กฎหมายจึงกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ให้แข่งกับตัวเอง โดยผู้สมัครนั้นต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์รับเลือกตั้งในเขตนั้นและต้องมากกว่าคะแนนโหวตโน (ถ้ามี) อีกด้วย

ส่วนการส่งผลถึงขั้นยุบพรรคโดยอ้างว่าได้อำนาจมาโดยมิชอบ เป็นความเห็นส่วนตัวของเลขาศาล อาจจะเนื่องด้วย มีความเกลียดนักการเมืองที่กำลังมีคะแนนนำอยู่ขณะนี้เป็นทุนเดิม หรือประสงค์จะให้ประชาชนเข้าใจผิดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง โดยไม่อาจชี้แจงให้ประชาชนทั่วไปทราบข้อเท็จจริงก่อนวันเลือกตั้ง ก็อาจเป็นได้

คนข้างศาล

[quote=คนข้างศาล]ในส่วนสุดท้ายของข้อวินิจฉัยส่วนตัวของเลขาศาลฯ ท่านนี้

"ระบุว่า ถ้าพรรคการเมืองยังส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งคนเดิม ให้ประชาชนเลือก (หลังจากผลการเลือกตั้งครั้งแรก ไม่เข้าตามหลักเกณฑ์) อาจถึงขั้นยุบพรรคและถือว่าได้อำนาจรัฐมาโดยทางที่มิชอบ"

ขอเรียนถามคุณวีรวัฒน์ ว่ามีข้อกฎหมายที่รองรับข้อวินิจฉัยดังกล่าวนี้ หรือไม่[/quote]

คุณคนข้างศาล ถามคำถามที่สำคัญมากครับ ที่ผมไม่พูดถึงเรื่องนี้ในบทความเพราะผมมองว่าเป็นการให้ความเห็นที่ไม่มีกฎหมายพูดถึงเรื่องนี้ไว้โดยตรงอย่างชัดเจน ต่างจากเรื่อง "ภายใต้บังคับ" ซึ่งหากนักกฎหมายที่เห็นแล้วไม่ท้วง ปล่อยให้ประชาชนเข้าใจผิด ก็ผิดจริยธรรมวิชาชีพ ไม่ต่างอะไรกับแพทย์ที่เห็นใครเอายาผิดไปให้คนไข้ทานแล้วไม่พูดอะไร

แต่เรื่องถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ ฉันใดก็ฉันนั้น ตำรายาไม่ได้บอกไว้ครับว่าถ้ามีอาการนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปเองตามธรรมชาติ หรือต้องใช้ยาแรงเท่านั้น กฎหมายไม่ได้บอกไว้เป็นกรณ๊เฉพาะ จึงเป็นเรื่องของการตีความเสียมากครับ เช่น ใครตีความว่ากฎหมายไม่ได้พูดถึงกรณีดังกล่าวไว้ ย่อมยุบพรรคไม่ได้ แต่ใครตีความโดยกว้าง เช่นมองว่าการส่งคนเดิมลงสมัครอีก ทำไป
"เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใน การปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" ขัดต่อมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ก็อาจตีความคลุมว่าผิดได้และต้องยุบพรรค

ถามว่าส่วนตัวผมเห็นอย่างไร ก็ต้องกลับไปสู่หลักทั่วไปของกฎหมายมหาชน เช่น หลักความได้สัดส่วน (proportionality principle) และหลักการแบ่งแยกอำนาจ/หน้าที่ (separation of powers/functions) ซึ่งผลส่วนหนึ่งคือศาลต้องตีความกฎหมายอย่างจำกัดระมัดระวัง (judicial restraint) หากเป็นการกระทบสิทธิ (เช่น สิทธิในการรับสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง) หรือเป็นการก้าวไปกระทบอำนาจที่รัฐธรรมนูญแบ่งให้องค์กรอื่น ในที่นี้คือการได้มาซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติ หากมองเฉพาะส่วนนี้ ผมก็เห็นไปในทางว่า ต้องตีความว่าไม่เป็นเหตุให้ยุบพรรค

แต่อันนี้วิเคราะห์แบบหยาบนะครับ รายละเอียดยังต้องดูในเชิงวิธีสบัญญัติประกอบกับสาระและหลักฐานทุกกระเบียดนิ้วของคดี

ผมอาจเสริมว่า ความคิดทางกฎหมายส่วนตัวของผม เชื่อในเรื่องประสบการณ์ทางประชาธิปไตยของประชาชน คือประชาชนคนไทยไม่ใช่คนโง่เขลา เราอาจเลือกผิด หลงเชื่อคนไม่ไดี ตัดสินใจไม่ดีในบางครั้ง แต่หากเรามีโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดภายใต้กติกากฎหมายที่แน่นอน เราจะตัดสินใจได้ดีมากขึ้น แม้การเรียนรู้อาจใช้เวลาและสุ่มเสี่ยงต่อปัญหา เช่น การโกงกิน การปะทะกันของผู้ประท้วง แต่นั่นคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตยที่กำลังพัฒนา ในทางตรงกันข้าม หากเราใช้วิธีการตัดตอนกระบวนการการเรียนรู้ของประชาชน เช่น การตีความกฎหมายอย่างขยายความ ยุบพรรคง่ายๆ หรือแย่ที่สุด คือการรัฐประหารล้มรัฐบาล นั่นก็คือวงจรที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยพายเรืออยู่ในอ่างที่รั่ว ประชาชนในเรือจะจมในที่สุด และมีไม่กี่คนที่อาศัยอำนาจเกาะขอบอ่างไว้ แต่ก็คงไม่นาน. ความคิดทางกฎหมายนี้เป็นเรื่องที่ผมนำไปทำวิทยานิพนธ์ที่ Harvard Law School อ่านได้ตรงนี้ครับ: https://sites.google.com/site/verapat/legal-writings/master-of-laws-paper

ทุกท่าน ณ ที่นี้ หากไม่มีใครทักท้วงไว้ในความเห็น ผมจะขอนำความเห็นของท่านไปรวมไว้เป็น facebook comment ใต้ note ของผม เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านท่านอื่นต่อไปครับ

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของ

ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของ การตีความกฎหมายไทย
คือ เอารายละเอียดปลีกย่อย มาทำลายเนื้อหาสาระสำคัญ

ประเพณีนิยมนี้ เกิดจากนักกฎหมายที่เป็นนักกฎหมายเชิงเทคนิค
ที่ไม่มีจิตสำนีกพยายามใช้กฎหมายต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
ที่ตัวเองต้องการ แม้จะต้องทำลายเจตนารมณ์หลักของกฎหมาย ก็จะเลือกตีความอย่างงั้น

ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นตัวอย่างจะจะกันไป เช่น จัดเลือกตั้งหันหลังออกจากคูหา
การเลือกตั้งเป็นโมษะทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง ผัดกับข้าวออกทีวี ต้องพ้นจากการเป็นนายก

แต่สอนหนังสือในสถานที่ราชการ เป็นเรือจ้าง

กลายเป็นว่าความเก่งของนักกฎหมายไทย คือใครจะบิดเบือนอย่างไรให้ได้ผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ตามคำสั่งของผู้ให้ผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นรูปของตำแหน่ง เงินทอง หน้าที่ในคณะกรรมการต่าง ๆ
ใครสามารถรับใช้ การเมืองนอกระบบได้ดี จะได้เลื่อนขั้น ได้ตำแหน่งดีดี

หากคะแนน โหวตโน

หากคะแนน โหวตโน เป็นคะแนนที่ได้โดยธรรมชาติ ก็น่าจะพิจารณาตามกรอบความคิดนี้ได้
แต่คะแนนโนโหวตครั้งนี้เกิดจากการรณรงค์ที่สื่อความเข้าใจกับประชาชนอย่างชัดเจนว่า
ประชาชนกาช่องไม่ประสงค์ไม่เลือกใครเพราะประชาชนปฏิเสธพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มาเสนอตตนให้เลือก
ด้วยเหตุผลที่ไม่ไว้วางใจให้พรรคและนักการเมืองดังกล่าวมาเป็นตัวแทนของตนในสภา หากคะแนนโหวตโนได้เสียงข้างมากเจตนารมย์ของประชาชนก็ต้องได้รับการยอมรับ

ล่าสุดผมได้ปรับปรุงบทความเพิ่

ล่าสุดผมได้ปรับปรุงบทความเพิ่มเติม ณ หน้าต้นฉบับที่ http://www.facebook.com/verapat.pariyawong

ฉบับปรุบปรุงนี้มีคงสาระหลักการเดิมทุกประการ แต่เพิ่มข้อความให้มีความชัดเจนมากขึ้น คือ การเน้นเพิ่มว่า หากการ Vote No เป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของระบบการเมืองปัจจุบัน และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ (เช่น หากระบบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันล้มเหลว ก็ Vote No เพื่อเริ่มต้นเรียกร้องการปฏิรูปแก้ไข) การ Vote No นั้น คือการแสดงออกของปวงชนที่ประเสริฐยิ่ง และจะมีผู้ใดมาห้ามปรามมิได้

ผมย้ำอีกครั้งว่าบทความนี้ไม่ต้องการชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของการกาบัตรในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) แต่ตรงกันข้าม ผู้เขียนต้องการย้ำว่าการ Vote No นั้น ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ย่อมทำได้โดยชอบธรรมหากไม่ขัดหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ

คำว่า "Vote no"

คำว่า "Vote no" ไม่มีบัญญัติอยู่ในกฎหมายเลย แต่เอามาพูด เอามาบัญญัติกันเอง เอามาให้ความหมายกันเอง ทั้งสิ้น
ในกฎหมายมีแต่คำว่า "ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียง" ซึ่งความหมายในตัวของถ้อยคำก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ประสงค์จะให้เสียงของตนมีผลในการเลือกผู้ใด ก็คือการงดออกเสียงของตนนั่นเอง จึงไม่สามารถนำเอาคะแนนนี้ไปตัดสิน หรือตัดสิทธิ์ของผู้ได้รับคะแนนเสียงได้

เว้นแต่ที่กฎหมายระบุไว้ใน มาตรา 88 เป็นกรณี มีผู้สมัครคนเดียวปราศจากคู่แข่งขัน จึงต้องกำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ
ป้องการการใช้อำนาจหรืออิทธิพล กับคนอื่นไม่ให้เข้ามาสมัครแข่งขัน

Iterator

[quote=Iterator]ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของ การตีความกฎหมายไทย
คือ เอารายละเอียดปลีกย่อย มาทำลายเนื้อหาสาระสำคัญ

ประเพณีนิยมนี้ เกิดจากนักกฎหมายที่เป็นนักกฎหมายเชิงเทคนิค
ที่ไม่มีจิตสำนีกพยายามใช้กฎหมายต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
ที่ตัวเองต้องการ แม้จะต้องทำลายเจตนารมณ์หลักของกฎหมาย ก็จะเลือกตีความอย่างงั้น

ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นตัวอย่างจะจะกันไป เช่น จัดเลือกตั้งหันหลังออกจากคูหา
การเลือกตั้งเป็นโมษะทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง ผัดกับข้าวออกทีวี ต้องพ้นจากการเป็นนายก

แต่สอนหนังสือในสถานที่ราชการ เป็นเรือจ้าง

กลายเป็นว่าความเก่งของนักกฎหมายไทย คือใครจะบิดเบือนอย่างไรให้ได้ผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ตามคำสั่งของผู้ให้ผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นรูปของตำแหน่ง เงินทอง หน้าที่ในคณะกรรมการต่าง ๆ
ใครสามารถรับใช้ การเมืองนอกระบบได้ดี จะได้เลื่อนขั้น ได้ตำแหน่งดีดี[/quote]

ขอสนับสนุนความคิดนี้
ประเด็นแรก
แทนที่กฏหมายจะถูกใช้เป็นเครื่องมีอสร้างความสงบสุข และความเท่าเทียม เป็นธรรม แต่อยู่ที่การตีความของผู้พิจารณาว่าแล้วหาเหตุผลมาสนับสนุน จำนวนมากเป็นไปแบบนำขุ่นๆ

ทุกกรณีมนุษญืกิเลศหนาสามารถตีความหาเหตุผลสนับสนุนได้ทั้งจะให้ ผิด และ ไม่ผิด
ก้ลองดูเกือบทุกคดี มีตุลาการทั้งเสียงข้างมากและข้างน้อย ต่างมีเหตผลสนับสนุนเสมอ
ประเด็นที่สอง กระบวนการพิจารณาตัดสินคดี ไม่เป็นวิทยาศาสตร์
สมมุติ ท่านไปตรวจโรคหัวใจ โรงพยาบาลจึงใช้เครื่องมือทางการแพทย์ จำนวน 10 เครื่องตรวจเช็คร่างกายคุณ ปรากฏว่ามี 6 เครื่อง บอกว่าคุณเป็นโรคหัวใจต้องผ่าตัดใหญ่
แต่อีก 4 เครื่อง บอกคุณสบายดีไม่เป็นอะไรเลย แพทย์บอกว่าคุณต้องผ่าตัดใหญ่เพราะ 6 เครื่องบอกว่าคุณต้องผ่าตัด
คุณคิดว่าอย่างไร??????
สำหรับผมคงไม่ยอมผ่าตัด ไม่เชื่อถือ แสดงว่าเครื่องมือแพทย์ไม่น่าเชื่อถือ ในทางวิทยาศาสตร์เราเรียกว่าเครื่องมือไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความแม่นยำและเที่ยงตรง ผมขอเปลี่ยนโรงพยาบาลแน่
แต่การตัดสินคดี 6 คนบอกผิด 4 คนบอกถูก เราต้องยอมรับว่าผิด เพราะเราถูกบอกถ่ายทอดเป็นวัฒนธรรมให้เชื่อตามนี้
เมื่อไรเราจะพูดกันบางว่ากรณีเช่นนี้แสดงว่าตุลาการไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความแม่นยำและเที่ยงตรง
และ เสียงข้างน้อยก็ยังถือว่าไม่มีความบกพร่องอะไร ก็ยังนั่งตัดสินคดีอื่นๆต่อไปได้ ตรงข้ามกับทางวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยน ซ่อม ตรวจสอบ หรือ เลิกใช้เครื่องมืออันนั้นไปเลย
ดังนั้น อะไรคือถูก อะไรคือผิดที่แท้จริง??????????

ลูกชาวบ้าน wrote:Iterator

[quote=ลูกชาวบ้าน][quote=Iterator]ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของ การตีความกฎหมายไทย
คือ เอารายละเอียดปลีกย่อย มาทำลายเนื้อหาสาระสำคัญ

ประเพณีนิยมนี้ เกิดจากนักกฎหมายที่เป็นนักกฎหมายเชิงเทคนิค
ที่ไม่มีจิตสำนีกพยายามใช้กฎหมายต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
ที่ตัวเองต้องการ แม้จะต้องทำลายเจตนารมณ์หลักของกฎหมาย ก็จะเลือกตีความอย่างงั้น...[/quote]

ขอสนับสนุนความคิดนี้
ประเด็นแรก
แทนที่กฏหมายจะถูกใช้เป็นเครื่องมีอสร้างความสงบสุข และความเท่าเทียม เป็นธรรม แต่อยู่ที่การตีความของผู้พิจารณาว่าแล้วหาเหตุผลมาสนับสนุน จำนวนมากเป็นไปแบบนำขุ่นๆ...เมื่อไรเราจะพูดกันบางว่ากรณีเช่นนี้แสดงว่าตุลาการไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความแม่นยำและเที่ยงตรง
และ เสียงข้างน้อยก็ยังถือว่าไม่มีความบกพร่องอะไร ก็ยังนั่งตัดสินคดีอื่นๆต่อไปได้ ตรงข้ามกับทางวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยน ซ่อม ตรวจสอบ หรือ เลิกใช้เครื่องมืออันนั้นไปเลย
ดังนั้น อะไรคือถูก อะไรคือผิดที่แท้จริง??????????[/quote]

ผมมีความกังวลลักษณะเดียวกันครับ สมมติเรามองไปที่ตุลาการในฐานะผู้ตีความกฎหมายอย่างเจาะจง ก็จะพบว่าบางประเทศมีการแก้ปัญหาดังนี้

1. ผู้พิพากษาต้องลงเลือกตั้ง ประชาชนจะได้ลงโทษท่านที่ตัดสินคดีโดยไม่เชื่อมโยงกับประชาชน หรือ หากไม่ลงเลือกตั้ง ก็ต้องเสนอชื่อโดยนักการเมืองที่มาจากเลือกตั้ง แล้วสภาพิจารณา เพื่อให้ผู้ที่เลือกศาลนั้นเป็นผู้คำนึงถึงประชาชน เช่น เวลาชาวสหรัฐฯเลือก ประธานาธิบดี เขาจะถามผู้สมัครว่า หากท่านได้เป็นประธานาธิบดี ท่านจะเสนอชื่อแต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีแนววินิจฉัยกฎหมายแบบไหน

2. นักวิชาการและสื่อมวลชนต้องวิพากษ์ศาลได้ไม่น้อยไปกว่าวิพากษ์นักการเมือง คำพิพากษาที่ไร้ความชอบธรรม ตัดสินอย่างไร้มาตรฐานมดนสำนึก ต้องเป็นข่าววิจารณ์หน้าหนึ่งไม่ต่างไปจากปัญหาการทุจริตโกงกิน หรือ ภัยธรรมชาติ ที่สำคัญนักวิชาการจะได้ตำแหน่งหรือการสนับสนุนต้องพิจารณาจากคุณภาพที่ตอบสนองต่อสังคมโดยรวมอย่างทันเหตุการณ์ ไม่ใช่เน้นแต่ตำราพื้นฐานที่ไร้ข้อวิจารณ์ หรืองานวิจัยที่สนองนโยบายหน่วยงาน

3. การใช้ระบบลูกขุน ให้ประชาชนมีส่วนพิจารณาคดีในบางกรณี เพื่อให้คดีอาศัยมาตรฐานมโนสำนึกของประชาชนคนธรรมดา มิใช่ผู้พิพากษาไม่กี่คน

ส่วนไทยจะทำอย่างไร คงทำเหมือนเขาหมดไม่ได้ ก็คงต้องค่อยปรับไปครับ แต่อย่างน้อยสิ่งแรกที่ทำได้ทันทีคือเรื่องมาตรฐานนักวิชาการกฎหมายบ้านเรา.

หากมีโอกาส

หากมีโอกาส ผมจะเสนอให้คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ หรือ ธรรมศาสตร์ หรือ ที่อื่น ตั้งสถาบันวิจัยเพื่อการปฏิรูปองค์กรตุลาการไทย ไม่ใช่เพื่อให้นักวิชาการมาสอนศาลครับ แต่เพื่อเริ่มให้นักวิชาการได้ตื่นตัวกันเองเสียแต่แรก

หรือเราควรที่จะปฏิรูปภาษากฏหม

หรือเราควรที่จะปฏิรูปภาษากฏหมาย ให้ภาษาที่จะเขียนเป็นตัวบทกฏหมายที่ไม่ต้องมีการตีความและดิ้นได้ตามอำเภอใจของคนตัดสิน อย่าให้มีกฏหมายมาตราและบทเดียวกันแท้ๆมีผลออกมาจะซ้ายก็ได้จะขวาก็ได้ แล้วถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายนี่ ผู้พิพากษาไม่โดนข้อหาฆ่าคนตายกลางศาลหรือ ถ้าพบว่ามีการตีความที่ผิดตอนหลัง

ในสายตาของคนที่รู้กฏหมายน้อย

ในสายตาของคนที่รู้กฏหมายน้อย เมื่อเทียบความเห็นของเลขาฯศาลฯ กับความเห็นของคุณวีรพัฒน์ฯในกรณี Vote No ผมให้น้ำหนักกับความเห็นของคุณวีรพัฒน์ฯมากกว่า

ผมคิดว่าเจตนาของเลขาฯศาลฯ น่าจะเป็นเรื่องของการออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับประเด็น Vote No เพื่อรองรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกร้องให้ Vote No

การออกมาเรียกร้องให้ Vote No และการพยายามขยายผลของประเด็น Vote No ให้เกินความเป็นจริงของคนบางคน เป็นแผนหนึ่งในหลายแผนของฝ่ายเผด็จการและอมาตย์ที่เตรียมไว้เพื่อขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล

พวกเขาพยายามจะสร้างกระแสให้ประชาชนเห็นคล้อยตามว่านักการเมืองและพรรคการเมืองเป็นตัวปัญหา และไม่ว่าพรรคไหนเป็นรัฐบาลก็มีปัญหาทั้่งนั้น จึงไม่ควรลงคะแนนให้นักการเมืองและพรรคการเมืองใด ๆ แต่ให้ลงคะแนนว่าไม่ประสงค์จะเลือกใครและพรรคใด

ก่อนหน้านั้น พวกนี้พยายามสร้างกระแส "ไม่ไปลงคะแนน" แต่ไม่ได้ผล จึงต้องหันมาใช้แผน Vote No

ก่อนหน้านั้น มีกระแสข่าวการเตรียมทำรัฐประหาร มีการออกมาแสดงบทบาทที่น่ารังเกียจของทหารใหญ่หลาย ๆ คน มีการสอดประสานเสียงจากสื่อสามานย์และบางคนบางส่วน แต่กระแสต่อต้านรุนแรงกว่าจึงทำให้เรื่องนี้ยุติลง (ชั่วคราว ?)

เป้าหมายของพวกเขาคือ ทำอย่างไรก็ได้ที่่สามารถขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะโดยทำรัฐประหาร โดยการตั้งรัฐบาลแห่งชาติมีนายกฯด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญ หรือโดยการเลือกตั้งที่พวกเขาเตรียมการโกงด้วยเล่ห์กลต่าง ๆ และกระทั่งโดยวิธีัปัญญาอ่อนที่หวังจะเอาจำนวนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมกับจำนวนผู้ไม่ประสงค์จะเลือกใคร และรวมกับจำนวนผู้ลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย เพื่อจะบอกว่าจำนวนคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย "น้อยกว่า" คนที่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อเอามาอ้างว่า คนส่วนใหญ่ไม่เอาพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

แม้ว่าดูแล้วกระแส Vote No คงไม่มีผล แต่อย่าประมาท และต้องไม่ลืมว่า พวกเขาทำได้และกล้าทำ ไม่ว่าเรื่องที่ทำ วิธีการที่ทำนั้นจะชั่วช้าสามานย์แค่ไหน

แม้แต่รัฐประหาร ทำให้กฏหมายมีผลย้อนหลังเพื่อเล่นงานศัตรู อ้างพจนานุกรมก็ยังทำมาแล้ว เรื่องอื่น ๆ เป็นเรื่องขี้ผง

Quote:ผมอาจเสริมว่า

[quote]ผมอาจเสริมว่า ความคิดทางกฎหมายส่วนตัวของผม เชื่อในเรื่องประสบการณ์ทางประชาธิปไตยของประชาชน คือประชาชนคนไทยไม่ใช่คนโง่เขลา เราอาจเลือกผิด หลงเชื่อคนไม่ไดี ตัดสินใจไม่ดีในบางครั้ง แต่หากเรามีโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดภายใต้กติกากฎหมายที่แน่นอน เราจะตัดสินใจได้ดีมากขึ้น แม้การเรียนรู้อาจใช้เวลาและสุ่มเสี่ยงต่อปัญหา เช่น การโกงกิน การปะทะกันของผู้ประท้วง แต่นั่นคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตยที่กำลังพัฒนา ในทางตรงกันข้าม หากเราใช้วิธีการตัดตอนกระบวนการการเรียนรู้ของประชาชน เช่น การตีความกฎหมายอย่างขยายความ ยุบพรรคง่ายๆ หรือแย่ที่สุด คือการรัฐประหารล้มรัฐบาล นั่นก็คือวงจรที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยพายเรืออยู่ในอ่างที่รั่ว ประชาชนในเรือจะจมในที่สุด และมีไม่กี่คนที่อาศัยอำนาจเกาะขอบอ่างไว้ แต่ก็คงไม่นาน. [/quote]

ชอบความเห็นนี้มาก เพราะแสดงถึงความเข้าใจ'หลักเสียงส่วนมาก'ของประชาธิปไตยแจ่มแจ้ง

ในระบอประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงส่วนมาก ไม่ใช่เคารพเสียงส่วนน้อย ประชาธิปไตยไม่มีคำว่าเคารพเสียงส่วนน้อย เพราะถ้ามีคำนี้แสดงว่า เสียงส่วนมากไร้วุฒิภาวะ

ในระบอบประชาธิปไตย เวลาจะลงมติ จะมีการอภิปรายให้ทุกคนที่อยากพูดได้พูด ว่าที่เสียงส่วนน้อยก็ได้พูดจนหมดว่าไม่เห็นด้วยอย่างไร จะผิดอย่างไร หลักจากนั้นแต่ละคนตัดสินใจ ได้ผลลัพธ์ว่าเสียงส่วนมากเลือกทางไหน จะเห็นว่ากระบวนประชาธิปไตย ไม่ใช่ 4 วินาทีที่กาบัตรเลือกตั้ง หรือ 5นาที-หลายชั่วโมงที่ที่ประชุมยกมือลงมติและนับมติ แต่มีการรับฟังและอภิปรายโต้แย้งตามสมควร ยิ่งการเลือกตั้ง ประชาชนจะสะสมข่าวสารที่รับฟังเป็นปีๆ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครหรือพรรคใด

เสียงส่วนมาก เป็นผลจาก[u]การตัดสินใจ[/u]ของแต่ละคน คนที่เรียนบริหารธุรกิจแบบอ่านตำราไม่ใช่อ่านเล็คเชอร์สอบ จะรู้ว่า [u]การตัดสินใจ[/u] เป็นของเรื่องอนาคต(นาทีหลังจากตัดสินใจเป็นต้นไป) มีความไม่แน่นอน อาจถูกหรือผิด หรือพลาด หรือเจอปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลง

หลักการตัดสินมีแค่ว่า เมื่อต้องตัดสินใจ ก็จงตัดสินใจ แล้วเผชิญหน้ากับผลจากการเลือกของตน

การตัดสินใจ ควรประพฤติให้ถูกหลักดังว่า เพราะชีวิตคนเรามีเรื่องให้ตัดสินใจเข้ามาหาเรื่อยๆตั้งแต่เรื่องจุกจิกไปจนถึงเรื่องใหญ่ ต้องเผชิญหน้าผลการเลือกของตน เพราะเลือกเอง มิพึงโยนบาปให้ผู้อื่นหรือโทษปี่โทษกลอง

เคยเห็น ผู้จบเศรษฐศาสตร์ เขียนว่า "เสียงส่วนมากถูกเสมอ"...ไม่ใช่นะครับ ถ้าเสียงส่วนมากถูกเสมอ เราเอาคนมาแก้ปัญหาโลกแตกได้ด้วยการประชุมลงมติเสียงส่วนมาก เราค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วยการประชุมลงมติเสียงส่วนมาก จะได้คำตอบที่ถูกต้อง...หาได้เป็นดั่งนี้ไม่

เสียงส่วนมาก อาจไม่ถูกเสมอไป แต่เสียงส่วนน้อย ก็ไม่ถูกเสมอไปเช่นกัน

การเผชิญหน้ากับผลจากการเลือก ด้วยสติปัญญา ก็จะได้'บทเรียน'จากการเลือก เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ดังที่ผู้เขียนบทความอรรถาธิบายไว้

ถามว่า การกาโหวตโน

ถามว่า การกาโหวตโน เป็นโมฆะหรือไม่
หรือถามว่า การกาโหวตโน ถือเป็นคะแนน หรือไม่

ปัญหาการตีความคำว่า ภายใต้ข้อบังคับ นั้น
ทำไม ข้อ89 ถึงไม่อยู่ใต้ บทขยายความของ ข้อ88

ข้อ 89 กับ ข้อ88 มันแบ่งแยกกันจริงๆหรือ?
ถ้างั้น อะไรคือนิยามของ บัตรเสีย
ในเมื่อ คุณจขบท.ก็บอกเองว่า

ฉบับปรุบปรุงนี้มีคงสาระหลักการเดิมทุกประการ แต่เพิ่มข้อความให้มีความชัดเจนมากขึ้น คือ การเน้นเพิ่มว่า หากการ Vote No เป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของระบบการเมืองปัจจุบัน และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ (เช่น หากระบบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันล้มเหลว ก็ Vote No เพื่อเริ่มต้นเรียกร้องการปฏิรูปแก้ไข) การ Vote No นั้น คือการแสดงออกของปวงชนที่ประเสริฐยิ่ง และจะมีผู้ใดมาห้ามปรามมิได้

dk wrote:ถามว่า การกาโหวตโน

[quote=dk]ถามว่า การกาโหวตโน เป็นโมฆะหรือไม่
หรือถามว่า การกาโหวตโน ถือเป็นคะแนน หรือไม่

ปัญหาการตีความคำว่า ภายใต้ข้อบังคับ นั้น
ทำไม ข้อ89 ถึงไม่อยู่ใต้ บทขยายความของ ข้อ88

ข้อ 89 กับ ข้อ88 มันแบ่งแยกกันจริงๆหรือ?
ถ้างั้น อะไรคือนิยามของ บัตรเสีย
ในเมื่อ คุณจขบท.ก็บอกเองว่า

ฉบับปรุบปรุงนี้มีคงสาระหลักการเดิมทุกประการ แต่เพิ่มข้อความให้มีความชัดเจนมากขึ้น คือ การเน้นเพิ่มว่า หากการ Vote No เป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของระบบการเมืองปัจจุบัน และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ (เช่น หากระบบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันล้มเหลว ก็ Vote No เพื่อเริ่มต้นเรียกร้องการปฏิรูปแก้ไข) การ Vote No นั้น คือการแสดงออกของปวงชนที่ประเสริฐยิ่ง และจะมีผู้ใดมาห้ามปรามมิได้[/quote]

เรื่อง vote no มีประเด็นให้ขบคิดพอสมควร และอาจจะสำคัญ

1-ควรถามตัวเองว่า หา'กลับฝ่าย' เปลี่ยนเป็นเสื้อแดงรณรงค์โหวตโน อย่างตอนโหวตรับร่างรธน.2550 ทำไมถึงโหวตได้

[u]มั่วตอบ[/u] ในระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่ยอมรับเสียงส่วนมาก หรือก็คือเผด็จการ เมื่อฝ่ายประชาธิปไตย vote no จะแพ้ยังวันค่ำ เพราะเผด็จการโกงทุกรูปแบบ ยกตัวอย่างการเลือกตั้งพม่า เผด็จการนอกจากกำหนดกติกาที่แพ้ยากแล้ว ยังบ่อนทำลายฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งหน้าด้วย

2-สมมติสถานการณ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งปกติ มีแต่ยี้ห้อย บรรหาร ปชป. ไม่มีเพื่อไทย สมควรมี vote no ที่มีผลปฎิรูปการเมืองหรือไม่?

[u]มั่วตอบ[/u] ในกรณี ปชป.มีคะแนนนิยมได้เปรียบ ชนชั้นกลางจะไม่ใยดีการปฏิรูปการเมือง พูดถึงน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ยุคชวน ไม่ยอมรับการปฏิรูปการเมือง เมื่อบรรหารเข้ามาเป็นนายก ถึงพูดกันเรื่องปฏิรูปการเมืองและกดดันอย่างหนัก เมื่ออภิสิทธิ์เป็นฝ่ายค้านก็พูดเรื่องปฏืรูปการเมือง ครั้นอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล ชนชั้นกลางเลิกพูดปฏิรูปการเมือง อภิสิทธิ์ตั้งคณะปฏิรูปการเมืองเอง แต่ก็ไม่รับข้อเสนอที่เขาศึกษามา(ปฏิรูปไปทำไม ชั้นได้เป็นนายกเป็นรัฐบาลอยู่นี่นา) เลือกรับแต่เรื่องที่จะเพิ่มคะแนนนิยมให้ปชป.อย่างเช่น ลดส.ส.เขต แก้รัฐธรรมนูญปาร์ตี้ลิสต์

ก็จะเห็นว่า การอวดอ้างปฏิรูปการเมือง มีความหมายเท่ากับว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงกติกาเพื่อให้ปชป.มีโอกาสเพิ่มขึ้นในการเป็นรัฐบาล

กลับมาที่ตัวคำถาม ในระบบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงข้างมาก ถ้าผู้สมัครไม่น่าพึงใจจนอยากเปลี่ยนตัวผู้สมัครให้เป็นผู้สมัครที่ดูดี ต้องเพ่งปัญหาให้ดีๆว่า ไม่ใช่ปัญหา[u]กติกา[/u] แต่เป็นปัญหา[u]ตัวเลือก[/u] เพราะผู้สมัครสมัครโดยอิสระ หากไม่มีคนที่ดูดีมาสมัครก็จะทำอย่างไรได้

หากจะพูดว่า ถึงคราวต้องปฏิรูปการเมือง ก็ควรประเมินว่า ในรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ร่างโดยผู้เผด็จการ ได้กำหนดกติกาเลือกตั้งโดยเฉลี่ยไว้ดีพอสมควรแล้วหรือไม่? เชื่อว่าประสบการณ์ของประเทศไทยหลาย10ปี กติกาเหล่านี้ก็โอเค ถ้าจะมีแก้ไขก็ไม่ถึงกับปฏิรูปการเมือง เพียงแก้ในบางจุด เช่น ทุนเลือกตั้ง เพราะเลือกตั้งโดยทั่วไปใช้ทุนมาก ส่วนเรื่อง vote no น่าจะเป็นเสียงของชนชั้นกลางมากกว่าชนชั้นล่าง ซึ่งแน่นอนว่าบังคับห้ามไม่ได้ และควรรับพิจารณา แต่ไม่มีผล[u]บังคับ[/u]อะไร

จากข้อ 1 และ 2 โดยทั่วไป vote no โหวตได้ แต่จะไม่เกิดผลกับผู้สมัครในระบบ เพราะ รากหญ้าต้องการการแก้ปัญหาแบบรอไม่ได้ ถ้าไม่มีรัฐบาลไม่มีผู้แทนไม่มีสภารากหญ้าจะยิ่งลำบาก แต่ชนชั้นกลางรอได้เพราะไม่จำเป็นต้องพึ่งรัฐมากเท่าที่รากหญ้าต้องพึ่ง

ดังนั้น vote no ในระบอบประชาธิปไตย จึงควรต้องกำหนดให้ไม่มีผลกับการเปิดสภา ขัดขวางการเปิดสภา

การจะรณรงค์โหวตโนก็รณรงค์ได้ แต่ไม่ควรบิดเบือนหลักการ บิดเบือนกฎหมาย หรือตรากฎหมายให้ขัดหลักประชาธิปไตย

ส่วนในระบอบที่ไม่ประชาธิปไตย เช่น ระบอบอำมาตย์ สมบูรณาฯ ทรราชเสียงส่วนน้อย vote no อย่างไรก็แพ้เผด็จการ

สรุป [u]โดยทั่วไป[/u] ผู้นิยมประชาธิปไตย ไม่ควรหวังผล vote no ต่อผู้สมัคร(ยกเว้นกรณีเฉพาะ เช่น เป็นรายเขต) แต่ควรหวังในแง่เป็น 'คำวิจารณ์' ไม่พอใจต่อระบบการเมือง

โนหรือไม่โน ก็คงต้องถามตนเอง

โนหรือไม่โน ก็คงต้องถามตนเอง ก่อนว่าคุณเชื่อใคร ระหว่างตัวตนเองกับแป๊ะลิ้ม
ขอเด็กวัดแสดงความเห็นนิดเดียว เชื่อตนเองเถอดครับถ้สต้องการประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชน
คนโกหกบอกว่าไม่ตั้งพรรคการเมือง แล้วเป็นไงก็ตั้งพรรค
แต่พอคำนวนดูสมาชิกเหลืองเหลือน้อย ลงเลือกตั้งก็แพ้ ออกกฎใหม่ โหวตโนซะงั้น จริงหรือไม่จริงผมว่าเขาไม่กล้ายอมรับหลอก เพื่อใว้ว่าคนโหวตโนแยะๆ จะได้อำนาจพิเศษมาจัดการเหมือนครั้งก่อน คือมาคร ม7 ยังไง จำไม่ได้หรือ
เพื่ออะไรก็เพื่อผลพลอยได้โดยไม่ต้องลงทุน ดูนายกษิต ซิมาจากใหน ก็ผลประโยชนต่างตอบแทนไงหรือว่าไม่จริงอีก
คนไทยเดียวนี้ไม่ใช่ควาย ถึงพวกสาวกแป๊ะจะด่าว่าเราเป็นควายเ้ราก็ยังภูมิใจที่เป็นควายที่ไม่เชือกร้อยจมูกจูงไปจูงมาเหมือนเหล่าสาวกของแป๊ะ ใช้ความคิดของตนเองตัดสินใจด้วยตนเองอย่าให้ใครจูงจมูกเลยมันเจ็บนะซิบอกให้

ผมเห็นด้วยกับการตีความมาตรา๘๘

ผมเห็นด้วยกับการตีความมาตรา๘๘ และ๘๙ แยกจากกันของคุณวีรพัฒน์ครับ ส่วนคุณอนุสรณ์นั้นผมว่ากินยาไม่ได้เขย่าขวด ก่อนให้ความเห็น.....

โหวตโนจะกี่แสนกี่ล้านเสียงก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการที่พรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จะมียกเว้นบ้างก็กรณีเขตใดมรผู้สมัครคนเดียว ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้คงไม่มี

การนับคะแนนของผู้ที่โหวตโนออกมาประกาศนั้น สาระสำคัญมันอยู่ที่ เป็นการประกาศภาพรวมว่า

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ไม่ชอบตัวผู้สมัครซักคน ไม่ชอบพรรคการเมืองสักพรรค หรือ ไม่ชอบใช้การเลือกตั้งเป็นวิธีการจัดตั้งคณะผู้บริหารประเทศทั้งสิ้น และไม่ชอบมากถึงขนาดเต็มใจกา ไม่ประสงค์ลงคะแนน กี่คนในแต่ละเขต.........และกี่คน ทั้งประเทศ

การชนะการเลือกตั้งและทำการจัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นเหตุการณ์ปรกติตามระบอบประชาธิปไตย คะแนนโหวตโนไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย.....ไม่ต้องไปนับว่าคะแนนโหวตโนแปลเป็นจำนวนสส.ปาร์ตี้ลิสท์เท่าไหร่ให้เสียเวลา..........รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้เช่นนั้น

นักกฎหมายพันธมิตรบางคน ยังพยายามจะเอาผลคะแนนโหวตโนไปใช้ในระบอบประชาธิปไตยอยู่อีก ซึ่งมันก็ขำดี เพราะขัดรัฐธรรมนูญ จะใช้อย่างว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน ให้นับคะแนนโหวตโนเป็นผู้แทนด้วย ซึ่งก็มีปัญหาอีกว่า แล้วจะให้ใครเป็นผู้แทนของพวกโหวตโน....สนธิ จำลอง หรือ อิ อิ อิ

อันที่จริงแล้ว ทุกฝ่ายควรจะยอมรับความเป็นจริงที่ว่า หลังจากการเลือกตั้งแล้ว ทั้งฝ่ายที่นิยมการเลือกตั้ง และฝ่ายโหวตโน ก็ยังมีกิจกรรมการเมืองที่จะต้องทำกันไปอย่างต่างฝ่ายต่างทำ ก็คือ ฝ่ายนิยมการเลือกตั้งก็ต้องหาทางให้พรรคที่ตนเลือกได้รับการสนับสนุนให้ได้อำนาจรัฐไว้ในมือ

ฝ่ายไม่นิยมการเลือกตั้งอันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโหวตโน ก็ต้องหากิจกรรมที่จะรวบรวมกลุ่มโหวตโนด้วยกันให้มีพลังเพียงพอที่จะปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วยนักการเมืองและนายทุนสามานย์ล้วนๆตามที่ฝ่ายตนเห็น......

กลู่มโหวตโน หรือกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียงนั้น มีความชอบธรรมในการไม่เลือกข้างพรรคการเมืองใด โดยธรรมชาติ และอยู่ในฐานะที่สามารถวิจารณ์วิพากษ์และประนาม นักการเมืองนักเลือกตั้งทุกคนทุกพรรคได้ และหมายรวมไปถึงระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ที่ตกเป็นเครื่องมือของนักเลือกตั้งที่จะตั้งคณะผู้บริหารประเทศ........มหาประชาชนชาวไทยไม่มีทางเลือกอื่นที่อาจดีกว่านั้นให้เลือกหรือครับ...

ทำไมอีกหลายๆประเทศเขามีระบอบการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่มหาประชาชนของเขาได้รับประโยชน์สุขยิ่งกว่าชาวไทยเรา ไม่ว่าจะวัดกันด้วยแง่มุมไหน โดยเฉพาะปากท้องของประชาชน....

กลุ่มโหวตโนจะต้องใช้แกนร่วมที่ร่วมกันปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำเสนอระบอบการปกครองที่มีประสิทธิผลดีกว่าอย่างสันติ.............และกระทำการนั้นอย่างมีเอกลักษณ์และเปิดเผย ไม่ใช่ว่ายวนเวียนอยู่กับคำว่าประชาธิปไตย

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ผมว่าควรกล้าๆหน่อยเปลี่ยนชื่อไปเลยเป็น

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชน.......

คำว่าประชาธิปไตยนั้น มันเป็นอัปมงคลครับ เอาไปตั้งชื่อประเทศยังไม่ได้เรื่องสักประเทศเลยครับ..

ชื่อประเทศไหนมีคำว่าประชาธิปไตย แทบจะรับประกันได้ว่า เป็นแต่ชื่อนะครับ......

เลนอความเห็นครับ

เลนอความเห็นครับ ถ้าเรียนรู้จากสิ่งผิดเลือกกันผืดครั้งละ4 ปีต้องถูกโกงกินไปอีกกี่บาทถึงจะตาสว่าง
สิทธิในการออกเสียงมีทุกๆคนแต่ถามว่าการออกเสียงนั้นสมเหตุสมผลหรือเปล่า มีใครมั้ยที่เลือก.สส.โดยคิดว่าคนนั้นหรือพรรคนั้นจะทำอะไรให้ชาติผมว่าส่วนมากเลือกเพราะคิดว่าพรรคนั้นทำอะไรให้เรา หรือเอื้ออะไรให้เรามากกว่า หรือจะเถียงว่าไม่จริง

กฏหมายเป็นเครื่ิงมือที่หยาบที่สุดที่เอาไว้ควบคุมสันดานของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีแต่กิเลศ เวลามาอยู่รวมกันก็ต้องใช้กฏหมาย ถ้ามนุษย์คนไหนมีจริยธรรมและมโนธรรมแล้วกฏหมายก็เป็นแค่กระดาษกับอักษร ดังนั้นอยากให้ทุกคนอย่ามองกฏหมายหรืออ้างรัฐธรรมนูนนั่นๆนี่ๆ แล้วมาตีความต่างๆ ลองคิดแบบง่ายฟูที่สุดว่าตามจิตสำนึกอันดีของแต่ละคนนั้นตอบคำถามเรื่องเลือกตั้งvote no และการเลือกนักการเมืองว่าอย่างไร

ในหลวงทรงอยู่เหนือการเมืองครั

[quote=ในหลวงทรงอยู่เหนือการเมืองครับ.....]รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

นั้นหมายความว่า เมื่อปวงชนชาวไทยเลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 82 บัญญัติว่า ให้มีการนับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง และให้ประกาศจำนวนบัตรดังกล่าวด้วย

นั้นหมายความว่า ในป้ายประกาศรวมคะแนนทุกป้ายจะต้องมีการประกาศจำนวนคะแนนของผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง คือ โหวตโนไว้ในป้ายนั้นร่วมกับผู้ได้รับคะแนนสูงสุดถึงต่ำสุดไว้ด้วย

และ มาตรา 89 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ผู้ได้คะแนนเลือกตั้งมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง...

จะเห็นได้ว่าคะแนนโหวตโน ถือเป็นคะแนนที่มีการนับไว้และหากการเลือกตั้งในเขตใดมีคะแนนโหวตโนสูงกว่าผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดต้องถือว่าประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยโดยการโหวตโน คือ ไม่เอานักการเมืองผู้ใดเลยเป็นคะแนนสูงสุด ต้องด้วยมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญจึงต้องถือว่าในเขตนั้นไม่มีผู้ใดได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรื่องคะแนนโหวตโนนี้ มิได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเลือกตั้งว่า หากมีคะแนนโหวตโนสูงกว่าผู้มีสิทธิได้รับการเลือกตั้งจะต้องทำอย่างไรต่อ จะเลือกตั้งใหม่หรือหากมีการเลือกตั้งใหม่แล้วคะแนนโหวตโนยังสูงกว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง และหากคะแนนโหวตโนทั้งประเทศสูงกว่าคะแนนของ ส.ส.ประเภทบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) รายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคการเมืองซึ่งมีต่ำกว่าโหวตโนนี้ย่อมไม่ใช่ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นคะแนนสูงสุด ตามนัยของมาตรา 89 ดังกล่าวข้างต้น

กรณีเช่นนี้ จะต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นการถวายคืนพระราชอำนาจนั่นเอง

พร้อมหรือยังที่จะร่วมกันถวายคืนพระราชอำนาจด้วยการโหวตโน

นายสุวัตร อภัยภักดิ์

ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
และคณะกรรมการปกป้องราชอาณาจักรไทย

อ้างอิง : http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000074785&#Comment
..................................................................................................

สุดท้าย...พวกคุณ ย้อนกลับทิศทางเดิม คือ "วงจรอุบาทว์"

เข้าใจครับว่า " นักการเมืองทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง " แต่การเมืองย่อมมีหนทางและทางออกของตัวมันเอง

มีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบทำไมไม่ให้การเมือง แก้ไขกันเอง

"ผมรักสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ..ท่านกำลังนำพระองค์มายึดติดกับดักความคิดอันแยบยลของพวกคุณ"

แล้วคำพูดที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่า "ทักษิณดึงฟ้าลงต่ำ" แต่ขณะนี้คุณทำเสียเอง

ปล. ผมไม่ต่อต้านเสรีภาพทางความคิดของท่าน แต่เป้าหมายคุณตั้งใจ
ให้พระมหากษัตริย์ผู้อยู่เหนือการเมือง ลงต่ำ!!!
ผมไม่เห็นด้วยครับ[/quote]
คำว่านักการเมืองทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง กล่าวหากันเกินไปหรือเปล่า หากคุณไม่ชอบการเมืองก็อย่าเกิดเป็นคน ส่วนเรื่องความจงรักภักดี ขอร้งอย่าผูกขาดพูดเองเออเอง เอียนวะ

ผมเป็นคนธรรมดา

ผมเป็นคนธรรมดา แต่ด้วยสามัญสำนึก ผมกลับเห็นต่างไปเล็กน้อยจากผู้เขียนบทความนี้ กล่าวคือ มาตรา 89 ภายใต้บังคับ มาตรา 88 นั้น น่าจะแปลว่า ให้ทำตามอย่างมาตรา 88 ยกเว้นในกรณีที่มีเงื่อนไขอื่น ในกรณีมาตรา 89 คือมีผู้สมัครรับเลือกตั้งหลายคน จึงจำเป็นต้องบบรรจุ ข้อความว่าให้คนที่มีคะแนนมากที่สุดเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งด้วย แต่มิได้เป็นการละไม่ใช้ข้อความในมาตรา 88 แต่อย่างใด ดังนั้นก็ย่อมทำให้เงื่อนไขของการได้เป็นส.ส.ในมาตร 89 มากกว่าในมาตรา 88 หากมาตา 89 ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 88 มาอ้างเลย แล้วจะไปเขียนข้อความนี้เพื่ออะไร ก็แยกไปเลย ไม่เข้าใจง่ายกว่าหรือ
ถ้าไม่เชื่่อผมตามมา มาตรา 81 ภายใต้บังคับมาตรา 85 การนับคะแนนเลือกตั้งให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเลือกตั้ง"ตรา 85 ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้ หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น...” นี่ก็เช่นกัน ควรหมายความว่าในมาตรา 81 ก็ต้องมีความพยายามที่จะทำให้เร็วให้เสร็จสิ้นให้ได้ก่อน หากมันสุดวิสัยจึงจะมีทางออกทางอื่นให้ ไม่ใช่ให้ละเลยมาตรา 85 ไปเลย

จากมหาวิทยาลัยราชดำเนิน

ขอต่ออีกนิด

ขอต่ออีกนิด กฎหมายเลือกตั้งก็บัญญัติไม่ประสงค์จะลงคะแนน กับ บัตรเสียไว้ต่างกันมาก เพราะกาไม่ประสงค์จะลงคะแนน ต้องนับเป็นคะแนน แต่บัตรเสียไม่นับเป็นคะแนน ไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่ประสงค์จะลงคะแนนก็คือเสียงของประชาชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากว่าเป็นประชาธิปไตยที่ถือเสียงประชาชนข้างมากเป็นใหญ่ หากประชาชนที่ไม่ต้องการเลือกผู้สมัครมีมากกว่าที่เลือก แล้วจะยัดเยียดคนนั้นให้เป็นส.ส.ได้อย่างไร

ศ.น.พ.วิฑูร อึ้งปรเพันธ์

ศ.น.พ.วิฑูร อึ้งปรเพันธ์ ผู้ที่ทำงานเป็นกฤษฎีกามานับสิบปีเขียนบทความอีกชิ้นยืนยัน กฎหมายเลือกตั้งมาตรา 89 (ผู้สมัครหลายราย)ต้องนำกฎเกณฑ์ของมาตรา 88 (มีผู้สมัครคนเดียว)มาใช้ด้วยตามข้อความที่เรียกว่า "ภายใต้บังคับตามมาตรา 88"คือผ่านเกณฑ์ 20% และต้องชนะคะแนนโหวตโนถึงจะเป็น สส.ได้ ดังนั้นโหวตโนมีผลทางกฎหมาย

ต่างก็มีเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้น

ต่างก็มีเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้น ในความเห็นส่วนตัวของผู้ไม่สันทัดเรื่องกฏหมาย มีความรู้สึกว่ากฏหมายไทยบัญญัติขึ้นเพื่อให้ตีความโดยเฉพาะ ด้งนั้นมันจึงไม่มีมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในการตีความว่าจะตีความอย่างไร จะให้คุณหรือให้โทษ เพื่อตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก่อนที่จะมีการสังคยนาข้อกฏหมายกันใหม่ สมควรที่จะต้องโหวดเยสไปก่อน หากไม่ประสงค์จะลงให้ใครก็กาให้เป็นบัตรเสียไปเลย เพื่อไม่ให้กลุ่มใดๆเอามาขยายสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอีก...

ดูตามโพลล์แล้ว โหวตโน

ดูตามโพลล์แล้ว โหวตโน ไม่น่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือ พรรคการเมืองได้

รวมตัวอย่างความเห็นเรื่อง

รวมตัวอย่างความเห็นเรื่อง Vote No โดย กกต. นักกฎหมาย และนักวิชาการท่านอื่น

http://bit.ly/jefGbM

http://bit.ly/jof8ep

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000076820

http://www.meechaithailand.com/ver1/?module=4&cateid&action=view&id=045075#q

http://www.siamintelligence.com/lost-opportunity-for-vote-no/

---------------

มักมีผู้ถามผมว่า หากมาตรา 88 ไม่มีผลต่อมาตรา 89 เลย แล้วเขียน “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ ไว้ทำไม?

ตอบ เพราะว่า นัยทางกฎหมายของ “ภายใต้บังคับ” นั้นเป็นการแสดงถึงข้อยกเว้นครับ ผู้ร่างกำกับคำว่า “ภายใต้บังคับ” ไว้เพื่อให้ผู้ใช้กฎหมายไม่ลืมว่า แม้กรณีทั่วไปตามมาตรา 89 การเลือกตั้งย่อมมีผู้สมัครมากกว่า 1 คน แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ หากมีผู้สมัครคนเดียว ก็ต้องว่าไปตามมาตรา 88 ครับ นี่คือหลักการใช้คำว่า “ภายใต้บังคับ” ครับ. เขียนเพื่อกันลืมว่ายังมีข้อยกเว้นหากมีผู้สมัครแค่คนเดียว คนอ่านมาตรา 89 จะได้ชำเลืองไปดู มาตรา 88 ว่าเข้ากรณีใด. แต่จะเอามาตรา 88 กับ 89 มาปนกันไม่ได้ครับ.

เพิ่งนึกออกครับว่า vote no

เพิ่งนึกออกครับว่า vote no ยังมีความหมายอีกประการ

นึกถึงที่ประชุมสภา ส.ส.มากันครบ ครั้นให้ลงมติ จะพบว่ามี ส.ส. จำนวนหนึ่ง 'งดออกเสียง'

โหวตโน ในอีกความหมายก็คือ 'งดออกเสียง' ซึ่งถ้าโหวตโนมีจำนวนน้อย ก็หมายความว่า..สุดแล้วแต่ว่าเสียงที่เหลือจะลงมติกันออกมาอย่างไร

คิดกันไปให้มากความ... การเลือ

คิดกันไปให้มากความ...
การเลือกตั้งเป็นสิทธิ
สิมธิที่จะมาเลือกใครสักคน
หากไม่ประสงค์จะเลือกใครก้อไม่ต้องมา
แต่มาโวตโนก้อเป็นสิทธิ แต่เป็นสิทธิที่จะไม่ประสงค์จะมีผู้แทนของตน
ส่วนคนมาใช้สิทธิ์เขาประสงค์จะให้มีผู้แทนของตน ใครคะแนนมากกว่าก้อได้เป็นผู้แทนไป มากน้อยไม่เกี่ยว เกี่ยวกับ ยี่สิบเปอร์เวนต์เท่านั้น ก้อว่ากันไปตามกฏหทาย
สำหรับคะแนนโวตโน เป็นการแสดงเจตนาว่าไม่อยากให้มีผู้แทนของตน ก้อเป้นสิทธิอีกเช่นกัน แต่ไม่ควรให้ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น
ซึ่งคนที่ได้รับเลือกต้องตะหนักให้ดีในการทำหน้าที่ผู้แทนที่ได้รับเลือกจากเสียงน้อย การเลือกตั้งในครั้งต่อไปต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะขอคะแนนเสียงพวกเขาเหล่านั้น อะไรไม่ดีไม่งามก้อก้อปรับปรุงแก้ให้ให้เป็นที่ถูกใจคะแนนพวกโวตโน ก้อเท่านั้นเอง
มันเหมือนการมีข้อสังเกตุที่ต้องการให้คนรับรู้
กฏหมายรัฐธรรมนูญก้อมีแล้ว ให้สิทธิที่จะลงชื่อขอแก้ไข ความจริงพวกโวตโนน่าจะใช้สิทธิในทางนี้ถึงจะถูก
เวลานี้เป็นสิทธิของการเลือกตั้งเพื่อให้มีผู้แทน ไม่ใช่สิทธิของการไม่ให้มีผู้แทน
ผมว่าเพี้ยนไปกันใหญ่แล้ว
อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากมีรัฐบาลที่ตนชอบ ทำได้ทางเดียวต้องไปเลือกผู้แทน ไม่ใช่ไม่ไปเลือกผู้แทน รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเสียงของปวงชนชาวไทย น่าจะเรียกว่า "รัฐบาลหมา" เพราะคงมีหมาสักตัวมาแต่งตั้งให้มั้ง หุหุ