ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ “การรับคนพิการเข้าทำงานในสถานประกอบการ”

หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (16-18 พ.ค. 2554) ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศกฎกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้าง

หรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับคนเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการ พ.ศ. 2554 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 อันเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 พอสรุปความได้ว่า

"กฎกระทรวงดังกล่าวดูจะไม่ เป็นกฎเหล็กเท่าที่ควร เมื่อมาวิเคราะห์ในขอบเขตความเป็นจริงสถานประกอบการของรัฐบางหน่วยงานที่ อ้างว่าคนพิการที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 2 ล้านกว่าคน และมีคนพิการที่ลงทะเบียนในสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยประมาณ 2 แสนกว่าคน และมีอยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิในการสมัครงาน กับสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ดูจะมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและสถานที่ทำงาน รวมถึงทัศนคติขององค์กรและเพื่อนร่วมงานยังเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวเนื่อง กับกฎกระทรวงนี้"

 

หากข้อมูลตามรายงานข่าว นี้เป็นจริง ดูจะมีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเรื่องที่น่าขบคิดอยู่สองประการ นอกเหนือจากประเด็นรายละเอียดเชิงตัวเลขคนพิการที่คาดว่าหน่วยงานและสถาน ประกอบการจะรับเข้าทำงานอันเป็นประเด็นที่สามารถสาธยายกันได้อีกยาวถึงความ ถูกต้องหรือความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ

ประการแรก กฎกระทรวงและแนวนโยบายเกี่ยวกับคนพิการดังกล่าวนี้ในมุมหนึ่งได้แสดงให้เห็น การดำเนิน/วางนโยบายเกี่ยวกับคนพิการของรัฐอย่างขาด "ฐานความรู้" กล่าวคือ ไม่มีงานศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้นและเพียงพอเพื่อเป็นฐานองค์ความรู้รองรับแผน งานหรือการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ ข้อมูลบางส่วนจาก รายงานการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นคนพิการระหว่าง ปี พ.ศ. 2517-2552 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ดูจะชี้ให้เห็นว่างานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคนพิการส่วนใหญ่ แม้จะมุ่งเน้นไปในประเด็นการฟื้นฟูสมรรถภาพ ชีวิตทางสังคม และการศึกษาของคนพิการ (329 ชิ้น จากรวมทั้งหมด 686 ชิ้น) หากแต่ดูจะไม่ปรากฏงานศึกษาที่ให้ "ภาพรวม" ทั้งประเทศเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างความต้องการของตลาดแรงงานกับการศึกษา ของคนพิการเลย อย่างน้อยก็จนถึงปี พ.ศ. 2551 จะมีบ้างก็เพียงแต่ในส่วนย่อยตามแต่ละสถานศึกษาสำหรับคนพิการ

ในแง่นี้ส่งผลได้นำไปสู่ปัญหาเชิงการจัดการหลังจากการประกาศกฎกระทรวงและ นโยบายเพราะภาครัฐไม่มีข้อมูลทางวิชาการเป็นพื้นฐานรองรับปฏิบัติการที่สืบ เนื่องมาจากแนวนโยบาย ดังตัวอย่างสำคัญ คือ การปราศจากการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางการศึกษาหรือคุณสมบัติของคนพิการกับ ความต้องการของตลาดแรงงานในภาพรวมทั้งประเทศทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มใน อนาคต เพื่อเตรียมการรองรับการปฏิบัติอันเป็นผลมาจากกฎกระทรวง

ประการที่สอง นอกจากปัญหาการขาดข้อมูลและฐานความรู้เพื่อใช้ปฏิบัติการตามนโยบายแล้ว ข่าวดังกล่าวนี้ยังสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นจริงของ "การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล" (Universal Design-UD) ซึ่งเป็นพื้นฐานหนึ่งของกฎเกณฑ์และกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวเนื่องกับคนพิการ และผู้สูงอายุ ว่าหลักปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวนี้ประสบผลสำเร็จเพียงน้อยนิดเท่านั้น แม้บางส่วนของเส้นทางคมนาคมและขนส่งมวลชนของประเทศจะได้ปรับแต่งกายภาพให้ เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนทั้งมวลและคนพิการ หากแต่ถึงที่สุดแล้ว คนพิการดูจะยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางต่อไป อันเนื่องมาจากสภาพทางกายภาพของการคมนาคมที่ยังมิได้ถูกปรับแต่งโดยทั้งหมด รวมถึง "สำนึก" และ "จินตภาพ" ของสังคมและหน่วยงานต่างๆ ที่มีต่อคนพิการอันสัมพันธ์กับการปฏิบัติให้การออกแบบ เพื่อคนทั้งมวลใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งประเด็นของสำนึกและจินตภาพดูจะสัมพันธ์กับทัศนคติของเจ้าของสถานประกอบ การและผู้ร่วมงานที่มีต่อคนพิการด้วย ซึ่งจากคำบอกเล่าและงานศึกษาบางส่วนได้ชี้ให้เห็นว่าสถานประกอบการจำนวน หนึ่งที่มีโครงการรับคนพิการเข้าทำงานก่อนการประกาศกฎกระทรวงนี้ ได้มอบหมายงานให้กับคนพิการทำอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพหรือความคาดหวังของคน พิการ อีกทั้งบางส่วนอย่างปฏิบัติกับคนพิการแตกต่างและเท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่ ในทางเดียวกันสถานประกอบการบางแห่งก็ดูจะรับคนพิการเข้าทำงานเพื่อสร้างภาพ ลักษณ์ "เพื่อสังคม" ให้กับองค์กรมากกว่าที่จะให้คนพิการทำงานอย่างเท่าเทียมกับพนักงานคนอื่น

การวางนโยบาย ข้อปฏิบัติ และการขับเคลื่อนเกี่ยวกับการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการ จึงฉายให้เห็นภาพของปัญหาเกี่ยวกับคนพิการไทยที่แม้จะมีแนวนโยบายก้าวหน้า สักเพียงใด หากแต่สภาวะที่เป็นจริงของสังคมยังไม่สอดคล้องหรือไปด้วยกันไม่ได้แนวคิด เชิงนโยบายดังกล่าวก็ดูยากที่จะสัมฤทธิผล

ในแง่นี้ ปัญหาเชิงนโยบายเกี่ยวกับคนพิการจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดอย่างเชื่อมโยงกับ ประเด็นและการปฏิบัติทางสังคมอื่นๆ รวมถึงควรต้องตั้งอยู่บนสภาพหรือพื้นฐานที่เป็น "จริง" และฐาน "ความรู้" ที่เพียงพอ เพื่อที่จะได้กำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม เกิดประสิทธิภาพ และก่อปัญหาที่น้อยที่สุด มิใช่ปล่อยละเลยอย่างไร้ทิศทางและความรู้ เฉกเช่นเดียวกับในหลายๆ การขับเคลื่อน และนโยบายของสังคมไทย

 

Comments

ผมลองแลกเปลี่ยนกับคุณอนรรฆ

ผมลองแลกเปลี่ยนกับคุณอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ดูนะครับ ผมคิดว่าปัญหาการรับคนพิการเข้าทำงานที่ดูไม่ก้าวหน้าไปไหนเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายหรือระเบียบที่ออกมาซึ่งแลดูจะก้าวหน้า มันแปรผกผันกันได้ไง จริงๆ ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างพอๆ กับอคติทางวัฒนธรรมหลายๆ อย่างทีซ้อนๆ ทับๆ กันอยู่

ประการแรก ที่ผมบอกว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างก็เพราะ หากเราลองเปรียบเทียบดูจะพบว่า ปัจจุบันการศึกษาของคนพิการดูจะมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าอดีต มีโรงเรียนพิเศษมีศูนย์การศึกษาสำหรับคนพิการกระจายออกไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น มีหลักสูตรพิเศษของ กศน. ที่ลงไปในชุมชนจำนวนหนึ่ง แม้จะยังไม่ครอบคลุมแต่ก็มีแนวโน้มสูงกว่าอดีต

ปัญหาคือ แม้การเข้าถึงการศึกษา หรือระดับการศึกษาของคนพิการเพิ่มขึ้น แต่มันกลับแปรผกพันกับลักษณะการทำงานซึ่งแลดูยังเหมือนเดิม กล่าวคือ แม้คนพิการจะได้เรียนสูงขึ้น จบ ม. ปลาย ปริญญาตรีมากกว่าอดีต แต่งานที่พวกเขาทำก็ไม่ได้แตกต่างจากอดีต เช่น คนตาบอดก็ยังทำได้อยู่ไม่กี่อาชีพแม้จะจบการศึกษาสูง เช่น สับสายโทรศัพท์ เป็นโอเปเรเตอร์ ทำงานขายลอตเตอร์รี่ เป็นนักร้องเร่ เป็นหมอนวดตาบอด

และคนพิการที่ทำงานในลักษณะ office ที่เราเห็นตามหน้าจอโทรทัศน์ เช่น เป็นอาจารย์ เป็น สว. เป็นคนสับส่ายโทรศัพท์ ก็มีจำนวนน้อยของน้อยมากๆ ของจำนวนคนพิการทั่วประเทศ

ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นได้ไง ผมหมายถึง การเข้าถึงการศึกษาเพิ่มมากกว่าอดีต แต่ทำไมลักษณะงานที่คนพิการทำยังเหมือนเดิม ไม่ก้าวหน้า

ผมคิดว่า ส่วนหนึ่งมันเกิดจากอคติทางวัฒธรรม อคติทางผัสสะ อคติของการสร้างความรู้ อคติชุดต่างๆ ที่ซ้อนทับกันอยู่จนได้สร้างโลกประสบการณ์การรับรู้ของคนทั่วไปที่มีต่อคนพิการ

ผมจะยกตัวอย่างคนตาบอด เราจะเห็นว่า หากมีอคติทางวัฒนธรรมไทยจำนวนหนึ่งที่เป็นสิ่งกำหนดมลทิน การดูถูกผู้คนในบ้านเรา เช่น เป็นคนบ้านนอก การศึกษาต่ำ อยพยพมาจากบ้านนอก เป็นคนเร่ร่อน จรจัด เป็นคนจน เป็นต้น เราจะพบว่าอคติทางวัฒนธรรมทั้งหมดทั้งมวลเรานี้ มันแฝงอยู่ในคนตาบอดทั้งหมด (ดีไปหากไม่เป็นไพร่เสื้อแดงอีก) โดยเฉพาะคนตาบอดที่ทำอาชีพขายลอตเตอร์รี่ ร้องเพลงเร่แบบคาราโอเกะ หรือแม้กระทั่งร้องเป็นวงแบบในอดีต

อคติทางผัสสะก็คือ เชื่อว่า I see therefore I know หรือสายตา หรือการเห็นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าผัสสะประเภทอื่นๆ เป็นต้น

หรือคนพิการเป็นราวกับกระจกสะท้อนความอ่อนแอ เปราะบางของร่างการมนุษย์ หรือหลักอนิจจังให้กับคนทั่วไป เช่น ทำไมคนตาบอดเวลาออกทีวีต้องสวมแว่นตาดำตลอด หรือพูดให้ตรงประเด็น ทำไมต้องปกปิดสายตาที่พิการของตัวเองด้วย

ผมอยากจะสรุปว่า มันมีปัจจัยเชิงโครงสร้างและอคติทางวัฒนธรรมหลายๆ ชุดที่ซ้อนทับกันอยู่จนทำให้การแปรนโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับคนพิการไม่ได้ผล เป็นแค่ข้อเขียนในกระดาษ มันไม่ใช่แค่เรื่องรัฐไม่จริงใจ (เรายังวิเคราะห์ได้ว่าที่รัฐไม่จริงใจเกี่ยวกับปัญหาคนพิการ ก็อาจจะเพราะรัฐก็เหมือนคนทั่วไป คือยังมีอคติทางวัฒนธรรม หรือโครงสร้างบางลักษณะที่กำหนด มีอิทธิพลต่อรัฐ การที่เราดูคล้ายรัฐไม่จริงใจ อาจเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง)

และที่สำคัญการมุ่งมาใส่ใจกับการพัฒนาการเข้าถึงอาชีพให้กับคนพิการ โดยที่ไม่ศึกษาให้ละเอียดถึงอาชีพอันหลากหลายที่คนพิการทำ เช่น คนตาบอดหนึ่งคนหากจะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ต้องประกอบอาชีพหลายอย่างไปพร้อมกัน ต้องสวิงไปสวิงมาสกับอาชีพหลายๆ อย่างไปพร้อมๆกัน ซึ่งอาชีพเหล่านี้ก็มักเป็นอาชีพที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่ใช่อาชีพในสำนักงาน เช่น ขายลอต ทำนวด ร้องเพลงวง ร้องเพลงเร่ สลับกันไปมา

ซ้ำร้ายการมุ่งมาที่การพัฒนาการเข้าถึงอาชีพให้คนพิการโดยไม่ระวัง มันก็กลับจะไปรองรับคุณค่าที่คนทั่วไปสร้างขึ้น นั่นคือ คนทุกคนต้องทำงานหาเลี้ยงชีพได้ เพื่อที่จะไม่เป็นภาระสังคม คนที่ทำงานเหมือนคนอื่นในสังคมไม่ได้ยิ่งจะถูกดูถูก ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวก critical social model of disability วิพากษ์กันมากในปัจจุบัน

ทุกวันนี้คนพิการโปลิโอ (ขาลีบ

ทุกวันนี้คนพิการโปลิโอ (ขาลีบ แขนลีบ แม้แต่ข้างใดข้างหนึ่ง)
ยังถูกจำกัดสิทธิ์ในการเข้าสอบเป็นผู้พิพากษา-อัยการ เลยครับ เข้าอ้างความเหมาะสมในเชิงบุคคลิกภาพ

เลยชวนให้คิดว่า องค์กรเกี่ยวกับความยุติธรรมแท้ ๆ ยังไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คนพิการ

5-6 ปี ก่อน มีข่าวคนพิการผลจากการป่วยเป็นโปลิโอ ถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
องค์กรคนพิการ หรือองค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเงียบเสียงกันหมด

ดูเหมือนมีแต่ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ คนเดียวที่ออกมาแสดงความเห็น
แถมในความเห็นแกว่าที่ออกมาพูดก็เพราะไม่เห็นมีใครให้ความสนใจเรื่องนี้เลย

ผมคิดว่ายังมีประเด็นแลกเปลี่ย

ผมคิดว่ายังมีประเด็นแลกเปลี่ยเพิ่มเติม ดังนี้

นโยบายรัฐหรือหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาคนพิการทั้งรัฐและเอกชน ผมคิดว่ามุ่งมาที่การพัฒนาหรือการเข้าถึงอาชีพให้กับคนพิการในลักษณะงานที่เป็นทางการ หรืองานที่มีหลักแหล่ง งานในสำนักงาน งานในโรงงาน เป็นต้น ทั้งที่จริงๆ งานที่คนพิการทำอยู่จริงๆ ในชีวิตประจำวันตอนนี้ มักเป็นงานที่ดูไม่เป็นทางการ เช่น คนตาบอด ทำนวด ขายลอตเตอร์รี่ ร้องเพลงเร่แบบคาราโอเกะตามตลาดนัด ตามสะพานลอย หรือเล่นเป็นวงตามโรงเรียน ตามหน่วยงานราชการ

ผมกำลังจะวิพากษ์ว่า การพัฒนามาพัฒนาอาชีพ หรือส่งเสริมอาชีพให้กับคนพิการ กลับไปพัฒนาหรือส่งเสริมอาชีพในสิ่งที่คนพิการส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ และคิดว่าอีกหลายปีกว่าจะมีโอกาสได้ทำงานตามที่รัฐออกระเบียบส่งเสริม อย่างที่ผมบอกมันมีโครงสร้างมันมีอคติหลายๆ ชุดเป็นกำแพงกั้นไว้อยู่

ทำไมเราไม่หันมาพัฒนาอาชีพที่คนพิการทำอยู่ในปัจจุบันให้มันดีขึ้น ดูมีศักดิ์ศรีไม่ได้แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่เป็นทางการ เช่น ทำไมไม่ออกกฎหมายแยกให้ชัดเจนระหว่างคำว่า "ขอทาน" กับ "วณิพก" เพราะที่ผ่านมาคนตาบอดที่นั่งร้องเพลงเร่ตามข้างถนน หรือสะพานลอยมักจะโดนลูกหลงถูกจับทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ออกกวาดล้างขอทานชาวต่างชาติ หรือทำไม รัฐไม่ออกใบอนุญาติให้กับนักร้องตาบอดให้ถูกระเบียบหากจะเล่นเปิดหมวกตามสถานที่ต่างๆ (ในต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ การที่คุณจะมาเปิดการแสดงข้างถนน หรือที่เราเรียกว่าเล่นเปิดหมวก ต้องขอใบอนุญาติจากเทศบาลเมือง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีใบผู้อยู่อาศัย) รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมจัดพื้นที่บางส่วนของเมืองไว้ให้เปิดการแสดง หรือ คนขายลอตเตอร์รี่ ทำไมรัฐไม่มีกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำไว้ให้กู้ยืม หรือนวด ทำไมรัฐไม่สนับสนุนใบประกอบโรคศิลปะสำหรับหมอนวดตาบอดให้เต็มที่มากกว่าปัจจุบัน ฯลฯ

ทำไมเรามุ่งมาเฉพาะที่การพัฒนาอาชีพที่เป็นทางการ ซึ่งจริงๆ ก็คืออาชีพที่คนทั่วไปมองว่ามีคุณค่า หรือจริงๆ ทั้งรัฐ ทั้ง NGO ทั้งเรา ทั้งคุณ ทั้งผม เราก็ยังถูกกำหนดด้วยม่านบังตา อคติหลายๆ ชุดที่หล่อหลอมเราในการมองคนพิการในสังคมไทย

ปัญหาคนพิการในสังคมไทย จึงไม่ไปหน้า มาหลัง

ผมคิดว่ายังมีประเด็นแลกเปลี่ย

ผมคิดว่ายังมีประเด็นแลกเปลี่ยเพิ่มเติม ดังนี้

นโยบายรัฐหรือหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาคนพิการทั้งรัฐและเอกชน ผมคิดว่ามุ่งมาที่การพัฒนาหรือการเข้าถึงอาชีพให้กับคนพิการในลักษณะงานที่เป็นทางการ หรืองานที่มีหลักแหล่ง งานในสำนักงาน งานในโรงงาน เป็นต้น ทั้งที่จริงๆ งานที่คนพิการทำอยู่จริงๆ ในชีวิตประจำวันตอนนี้ มักเป็นงานที่ดูไม่เป็นทางการ เช่น คนตาบอด ทำนวด ขายลอตเตอร์รี่ ร้องเพลงเร่แบบคาราโอเกะตามตลาดนัด ตามสะพานลอย หรือเล่นเป็นวงตามโรงเรียน ตามหน่วยงานราชการ

ผมกำลังจะวิพากษ์ว่า การพัฒนามาพัฒนาอาชีพ หรือส่งเสริมอาชีพให้กับคนพิการ กลับไปพัฒนาหรือส่งเสริมอาชีพในสิ่งที่คนพิการส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ และคิดว่าอีกหลายปีกว่าจะมีโอกาสได้ทำงานตามที่รัฐออกระเบียบส่งเสริม อย่างที่ผมบอกมันมีโครงสร้างมันมีอคติหลายๆ ชุดเป็นกำแพงกั้นไว้อยู่

ทำไมเราไม่หันมาพัฒนาอาชีพที่คนพิการทำอยู่ในปัจจุบันให้มันดีขึ้น ดูมีศักดิ์ศรีไม่ได้แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่เป็นทางการ เช่น ทำไมไม่ออกกฎหมายแยกให้ชัดเจนระหว่างคำว่า "ขอทาน" กับ "วณิพก" เพราะที่ผ่านมาคนตาบอดที่นั่งร้องเพลงเร่ตามข้างถนน หรือสะพานลอยมักจะโดนลูกหลงถูกจับทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ออกกวาดล้างขอทานชาวต่างชาติ หรือทำไม รัฐไม่ออกใบอนุญาติให้กับนักร้องตาบอดให้ถูกระเบียบหากจะเล่นเปิดหมวกตามสถานที่ต่างๆ (ในต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ การที่คุณจะมาเปิดการแสดงข้างถนน หรือที่เราเรียกว่าเล่นเปิดหมวก ต้องขอใบอนุญาติจากเทศบาลเมือง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีใบผู้อยู่อาศัย) รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมจัดพื้นที่บางส่วนของเมืองไว้ให้เปิดการแสดง หรือ คนขายลอตเตอร์รี่ ทำไมรัฐไม่มีกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำไว้ให้กู้ยืม หรือนวด ทำไมรัฐไม่สนับสนุนใบประกอบโรคศิลปะสำหรับหมอนวดตาบอดให้เต็มที่มากกว่าปัจจุบัน ฯลฯ

ทำไมเรามุ่งมาเฉพาะที่การพัฒนาอาชีพที่เป็นทางการ ซึ่งจริงๆ ก็คืออาชีพที่คนทั่วไปมองว่ามีคุณค่า หรือจริงๆ ทั้งรัฐ ทั้ง NGO ทั้งเรา ทั้งคุณ ทั้งผม เราก็ยังถูกกำหนดด้วยม่านบังตา อคติหลายๆ ชุดที่หล่อหลอมเราในการมองคนพิการในสังคมไทย

ปัญหาคนพิการในสังคมไทย จึงไม่ไปหน้า มาหลัง

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find