ประชาสังคมไทยไม่ชอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง

ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ประชาสังคมไทยทวีความสำคัญขึ้นในฐานะแนวคิดและแนวปฏิบัติในการสร้างเครือข่ายทางสังคมเพื่อหาทางออกจาก “วิกฤติ” ที่เกิดจากระบอบการเมืองการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยและจากระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี ผู้สนับสนุนประชาสังคมมองว่าแท้จริงแล้วระบอบเสรีประชาธิปไตยมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของระบบรัฐสภา พรรคการเมือง และนักการเมือง รวมทั้งยังรวมศูนย์อำนาจและไม่เปิดโอกาสให้กับการมีส่วนร่วมจากสมาชิก โดยเฉพาะจากสมาชิกเสียงส่วนน้อย ขณะเดียวกันก็เห็นว่าระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีซึ่งมักได้รับการส่งเสริมโดยรัฐทำให้ความยั่งยืนและความสามารถในการพึ่งตนเองของผู้คนและชุมชนถูกทำลาย ประชาสังคมไทยจึงมุ่งกำกับตรวจสอบการดำเนินงานของทั้งสองส่วนให้เกิดความชอบธรรม รวมทั้งเน้นการลดอำนาจหน้าที่และบทบาทของรัฐต่อสังคมลงและเพิ่มบทบาทของสังคมแทนรัฐ การดำเนินงานของฝ่ายประชาสังคมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ประชาสังคมได้เข้ามาแทนที่การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนกับกลุ่มชาวบ้านอันถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของขบวนการภาคประชาชน กลุ่มชาวบ้านในที่นี้มักก่อตัวขึ้นจากปัญหาผลกระทบจากนโยบาย/โครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ ในขณะที่ปัจจุบันองค์กรพัฒนาเอกชนก็ประสบกับข้อจำกัดด้านเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้นทุกขณะ ขณะเดียวกันประชาสังคมไทยก็มีอำนาจเพิ่มมากขึ้นในการการต่อรองกับฝ่ายต่างๆ โดยได้มีบทบาทในการเข้าผลักดันนโยบายรัฐในหลายเรื่อง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 การผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายฉบับ ที่สำคัญได้ผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง “องค์กรอิสระ” ซึ่งเป็นหน่วยงานกึ่งรัฐใหม่ๆ หลายองค์กร ที่สำคัญคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบัน/พัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ของสังคม โดยเชื่อกันว่าองค์กรอิสระเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากกว่าหน่วยงานในระบบราชการและสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากกว่า ในขณะเดียวกันองค์กรอิสระเหล่านี้ก็กลายมาเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญที่สนับสนุนการทำงานขององค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคม นอกจากนั้นชนชั้นนำในประชาสังคมไทยยังเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในภาครัฐ อาทิ การเป็น ส.ว. แต่งตั้งหรือเป็นรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี แม้จะดูเหมือนว่าประชาสังคมไทยจะมีอำนาจต่อรองกับภาครัฐมาก แต่ที่จริงแล้วประชาสังคมไทยมีสถานะเป็นกลไกที่รองรับการปรับตัวของเพื่อธำรงอำนาจต่อไปของรัฐไทยท่ามกลางการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ด้วย อนึ่ง “รัฐไทย” ในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะถึงรัฐบาลที่บริหารประเทศและส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตามโครงสร้างในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยแล้วต้องทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสถาบันและชนชั้นนำอื่นที่มีอำนาจมากทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเหนือภาคส่วนอื่นๆ ของรัฐและมีอิทธิพลอำนาจเหนือชีวิตทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองของประเทศและของผู้คนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทางอำนาจและการเมืองแบบจารีตอย่างกษัตริย์และทหาร ความท้าทายที่สถาบันทางการเมืองและอำนาจแบบจารีตต้องเผชิญมีทั้งความขัดแย้งทางอำนาจและผลประโยชน์ภายใน ความกังวลในการสืบทอดอำนาจของบางสถาบันหลัก กระแสโลกที่เน้นความเป็นประชาธิปไตย การก้าวขึ้นมาสู่อำนาจของรัฐบาลประชานิยม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น รวมทั้งกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนธรรมดาสามัญต่อความไม่เท่าเทียมและช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง น่าสนใจว่า ประชาสังคมไทยก่อกำเนิดโดยและมักอยู่ภายใต้การนำของชนชั้นนำ ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นนักวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้ชำนาญการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่พยายามผันตัวเองมาเป็นวิศวกรทางสังคม และผู้ซึ่งได้รับการนับถือยกย่องในสังคมกระแสหลักในฐานะผู้มี “คุณธรรม” สูงแล้วนั้น ชนชั้นนำประชาสังคมมักมีเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งในทางอุดมการณ์และในเชิงอุปถัมภ์กับบุคคล/สถาบันที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจสถาปนานั้นเสียเอง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย ประชาสังคมไทยถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าสนับสนุนระบอบการเมืองและสถาบันทางอำนาจแบบจารีต โดยพยายามส่งเสริม “ประชาธิปไตย” เฉพาะบางรูปแบบที่สอดคล้องกับแนวทางของสถาบันทางการเมืองแบบจารีต เนื่องจากประชาสังคมไทยไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงต่อระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) มองว่ามิใช่แนวทางประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งควรจะเป็นประชาธิปไตยในความหมายกว้างที่ไม่หมายเฉพาะถึงการเลือกตั้งหรือเสียงส่วนใหญ่ แต่หมายถึงการให้ภาคสังคมชี้นำและกำกับภาครัฐ เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อรัฐบาลประชานิยมหรือรัฐบาลพรรคเดียวชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จุดเน้นของแนวคิดและหลักการที่ประชาสังคมไทยนำเสนอต่อสังคมได้เปลี่ยนจากประเด็นคุณธรรมจริยธรรมพลเมือง (civic virtue) และอุดมการณ์ส่วนรวม ดังที่เน้นมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 2540 และต้นทศวรรษที่ 2550 มาสู่ประเด็นความสำคัญของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) และประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ผ่านกิจกรรม “สมัชชา” ที่แพร่หลายตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับตำบลหมู่บ้าน โดยมองว่าสมัชชาเหล่านี้ทำให้เกิดการรับ-ให้ข้อมูล การรวบรวมความเห็นที่หลากหลาย และการสร้างความเห็นพ้องต้องกัน ประชาสังคมเน้นการสร้างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นของพลเมืองในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่สามารถมีสิทธิมีเสียงและไม่สามารถแข่งขันในระบบการเมืองแบบตัวแทนที่มีการใช้เงินซื้อเสียงมากได้ รวมทั้งเน้นย้ำถึงสิทธิของการไม่เชื่อฟังรัฐ(ที่มาจากการเลือกตั้ง) ของพลเมือง (civil disobedience) น่าสนใจว่า ทั้งประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือนี้ถูกหยิบมาใช้โดยประชาสังคมไทยในฐานะคู่ตรงข้ามประชาธิปไตยแบบตัวแทน แทนที่จะมองว่าเป็นส่วนที่จะต้องช่วยหนุนเสริมซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นก็ยังถูกตีความไปในทางที่สนับสนุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบจารีตที่วางอยู่บนแนวคิดลำดับชั้นของอำนาจทางศีลธรรม (hierarchical order of moral authority) ที่ให้คุณค่ากับศีลธรรมที่เหนือกว่าของชนชั้นนำในภาคประชาสังคม ผู้ซึ่งส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับบุคคล/สถาบันที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจแบบจารีตของรัฐไทยหรือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจสถาปนานั้นเสียเอง ยังมิพักต้องพูดถึงประเด็นที่ว่ายังมีผู้คนและกลุ่มองค์กรอีกเป็นจำนวนมากที่มิเคยได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้หรือปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยเลย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ชนชั้นนำ นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนในเครือข่ายประชาสังคมวางตัวออกห่างจากการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่วางอยู่บนฐานของการเลือกตั้ง ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมารวมทั้งยังรับรองความชอบธรรมการสังหารหมู่ในครั้งนี้ด้วยการเข้ารับบทบาทสำคัญในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้กลบเกลื่อนการฆ่าของตน แต่ยังเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยที่ถูกประชาสังคมไทยจัดวางให้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งด้วย หมายเหตุ: บทความตีพิมพ์ในคอลัมน์ “คิดอย่างคน” หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2554

Comments

"ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและป

"ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยที่ถูกประชาสังคมไทยจัดวางให้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง"

ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อยู่ตรงข้ามกับ ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง จริงหรือ?

ผมว่าด่วนตัดสินเร็วไปหน่อยครับ

ไม่เคยเห็นแนวคิดประชาสังคมที่

ไม่เคยเห็นแนวคิดประชาสังคมที่ไหนปฏิเสธการเลือกตั้ง ไม่มีที่ไหนจำกัดประชาธิปไตยสมัยใหม่ให้อยู่เพียงเรื่องระบบตัวแทน แม้กระทั่งในตะวันตก ที่อีกฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะพวกพันธมิตรฯ ด่ากันว่าประชาธิปไตยไทยไปลอกฝรั่งเลยให้ความสำคัญแค่การเลือกตั้ง นั่นก็เข้าใจผืดเพราะเขาขยายไปสู่มิติอื่นอีกมากมาย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าลอกมาไม่หมดมากกว่า

จุดประสงค์ใหญ่ของบทความน่าจะอยู่ที่ "ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553" ซึ่งสามารถวิพากษ์วิจารณ์ผู้คนที่เข้าร่วมในกระบวนการปฏิรูปว่าไปสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลได้โดยไม่มีความจำเป็นจะต้องพยายามไปลดทอนแนวคิดประชาสังคมให้ปฏิเสธการเลือกตั้ง

บางส่วน

บางส่วน ของบทความ

..น่าสนใจว่า ประชาสังคมไทยก่อกำเนิดโดยและมักอยู่ภายใต้การนำของชนชั้นนำ ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นนักวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้ชำนาญการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่พยายามผันตัวเองมาเป็นวิศวกรทางสังคม และผู้ซึ่งได้รับการนับถือยกย่องในสังคมกระแสหลักในฐานะผู้มี “คุณธรรม” สูงแล้วนั้น ชนชั้นนำประชาสังคมมักมีเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งในทางอุดมการณ์และในเชิงอุปถัมภ์กับบุคคล/สถาบันที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจสถาปนานั้นเสียเอง....

อยากทราบว่าผู้นำ องค์กรประชาสังคมไทย มีวิธีการคัดเลือกผู้นำองค์กรกันอย่างไร เห็นแต่หน้าเดิมๆ แล้วคนในองค์กรมีสิทธิมีเสียงอย่างไร อยากทราบที่มาของรายได้และรายจ่ายขององค์กร และผลประโยชน์ของผู้นำหรือกรรมการในองค์กรเป็นอย่างไร อย่างองค์กร กรรมการสิทธิมนุษยชน เห็นรถประจำตำแหน่งของกรรมการเป็นรถเบ็นซ์ มุลค่า 3ล้านกว่าบาท
มีคันหนึ่งถึง 15 ล้านบาท แล้วดรรชนีชี้วัด ผลงานผู้บริหารและความรับผิดชอบเป็นอย่างไร

ภาคประชาสังคมที่คุณว่าเขานะ

ภาคประชาสังคมที่คุณว่าเขานะ เท่าที่ผมสัมผัสพูดคุย เขามองทั้งสองด้าน มองทุกฝ่าย
มองเริ่มตั้งแต่รับบาลทักษิณเป็นต้นมา เขาก็รับไม่ได้ว่า จะมีฝ่ายใดก็ตามอ้างประชาธิปไตยแล้วจะทำอะไรก็ได้

เช่นเสื้อแดงอ้างปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว ไล่ฆ่าประชาชนด้วยกัน แถมมีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ยิงถล่มพันธมิตรฯ ผมจำได้ พวกเสื้อแดงเที่ยวป่าวประกาศว่า พวกแกนนำฆ่าพวกเดียวเอง แล้วโยนความผิดให้รัฐบาลประชาธิปไตยอย่าง รัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย

ถึงแม้ในสายตาของ จขบค. คนพวกนี้จะไม่ชอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลสมัยนั้นสมควรที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ให้ กองกำลังไม่ทราบฝ่ายกับเสื้อแดง ไล่เข่นฆ่าไล่ทำร้ายใหม

ทุกวันนี้ผู้ที่โดน M79 สิบกว่าศพและพวกที่ถูกเสื้อแดงตามต่างจังหวัดฆ่าตายในการชุมนุม ไม่เคยได้รับความยุติธรรมเหมือนกัน จับใครก็แทบไม่ได้

ล่าสุด รองประธานสภาฯ ดันเป็นคนที่พัวพันกับคลังแสงเสื้อแดงระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น แบบนี้หรือเรียกร้องประชาธิปไตย กับเรียกร้องการเลือกตั้ง

แน่จริงให้เรียกร้องสืบความจริง เรื่อง สมานเมตตาแมนชั่นด้วย กรณีอย่างนี้ ไม่เคยมีบทความจากพวกสื่อ นักวิชาการเสื้อแดง แม้แต่คนเดียว

จะเรียกร้องความยุติธรรม ก็เรียกร้องให้กับทุกฝ่าย ให้ความจริงปรากฏ

บทความนี้เขียนดีนะ Quote:ดังน

บทความนี้เขียนดีนะ

[quote]ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ชนชั้นนำ นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนในเครือข่ายประชาสังคมวางตัวออกห่างจากการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่วางอยู่บนฐานของการเลือกตั้ง ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมารวมทั้งยังรับรองความชอบธรรมการสังหารหมู่ในครั้งนี้ด้วยการเข้ารับบทบาทสำคัญในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้กลบเกลื่อนการฆ่าของตน แต่ยังเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยที่ถูกประชาสังคมไทยจัดวางให้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งด้วย[/quote]

ตรงนี้เป็นบทพิสูจน์เรื่องจุดขาย'ศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรม' ว่าไม่ได้มีสาระตามคำพูด เป็นแค่ศีลธรรมเถื่อนธรรมดา ไม่ได้ต่างไปจากศาสนจักรยุคกลางที่ฆ่าคนเป็นเบือ ของเรามันแย่ยิ่งกว่าเค้าตรงที่ว่าศีลธรรมพื้นฐานข้อแรกสำหรับชาวบ้านคือไม่ฆ่าสัตว์ไม่ฆ่ามนุษย์ แต่ของเรายังฆ่าได้หน้าตาเฉย นิยาย"1984"เขาสรุปชัดเจนว่าชนชั้นกลางมันก็แค่คนกระหาย[b]อำนาจ[/b]-[b]อำนาจ[/b]ในการเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงผู้คน มันก็แค่นั้น แล้วมันก็ไม่แบ่งอำนาจให้ใครหรอก เพราะอำนาจที่ได้มาก็เพราะจะเอาอำนาจ ไม่ใช่จะปล่อยอำนาจออกไป อำนาจกระจุกตัวในคณะประชาสังคม(คณาธิปไตย)อย่างที่บทความพูด

....

[quote=....]ไม่เคยเห็นแนวคิดประชาสังคมที่ไหนปฏิเสธการเลือกตั้ง ไม่มีที่ไหนจำกัดประชาธิปไตยสมัยใหม่ให้อยู่เพียงเรื่องระบบตัวแทน แม้กระทั่งในตะวันตก ที่อีกฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะพวกพันธมิตรฯ ด่ากันว่าประชาธิปไตยไทยไปลอกฝรั่งเลยให้ความสำคัญแค่การเลือกตั้ง นั่นก็เข้าใจผืดเพราะเขาขยายไปสู่มิติอื่นอีกมากมาย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าลอกมาไม่หมดมากกว่า

จุดประสงค์ใหญ่ของบทความน่าจะอยู่ที่ "ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553" ซึ่งสามารถวิพากษ์วิจารณ์ผู้คนที่เข้าร่วมในกระบวนการปฏิรูปว่าไปสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลได้โดยไม่มีความจำเป็นจะต้องพยายามไปลดทอนแนวคิดประชาสังคมให้ปฏิเสธการเลือกตั้ง[/quote]

[b]"ไม่เคยเห็นแนวคิดประชาสังคมที่ไหนปฏิเสธการเลือกตั้ง"[/b]

ก็แค่ปากพูดเป็น'คำขวัญ' แต่ความคิดและการกระทำมันบอกหมดได้แก่

-นิยมรัฐบาลแห่งชาติหรือนายกฯพระราชทาน ทั้ง2แบบไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของปวงชน
-ไม่ปฎิเสธ หรือเชียร์รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
-เข้าร่วมใช้อำนาจอธิปไตยกับคณะเผด็จการทหารได้แก่ตำแหน่งการเมือง ตำแหน่งสนช. กลไกกระบวนการอยุติธรรมของเผด็จการ
-นิยมใช้ม็อบไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง

...ต้องการ "การนำร่วม" ไม่เอา

...ต้องการ "การนำร่วม" ไม่เอา "การนำเดี่ยว" ได้ไหมครับ...เพราะเวลาอ้างคำก็ "ภาคประชาสังคม" คำนี้มันบอกในตัวว่าเป็นสิ่งที่ต้องการ"การมีส่วนร่วมคิด+ทำ+ตัดสินใจ+แก้ไข+ประโยชน์ร่วมของสาธารณะ" ซึ่งต้องมี "เป้าหมายร่วมกัน" (ไม่รู้คืออะไร??? ของใคร??) แต่ที่แน่ ๆ พอมาถึงจุดสำคัญระดับตัดสินใจ "ภาคประชา+สังคม"ก็จะหลุดจากพื้นที่นี้ไป "บุคคลชั้นนำ+วิชาการ+คุณธรรมจริยธรรมที่ดี" (ไม่รู้ว่าใครกำหนด) มักจะมาแทนที่เสมอตลอดและยาวนาน...ณ ตอนนี้อาจจะปฏิเสธระบบตัวแทนไม่ได้...แต่สามารถทำให้ระบบการมีส่วนร่วมดีขึ้นได้ "แต่ไม่ยอมทำ" เพราะ "ประโยชน์กลุ่มบุคคล" มันยิ่งใหญ่กว่า "ประโยชน์ร่วมของสาธารณะ" ...

เรื่องง่ายๆไม่ต้องคิดวิจัยกัน

เรื่องง่ายๆไม่ต้องคิดวิจัยกันให้เมี่อยตุ้ม...ฝ่ายครองอำนาจคือทหารกับอำมาตย์ไม่ยอมรับกติกาการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลไหนไม่ยอมให้พวกเขามีส่วนเอี่ยวในการ "ปกครองแดก" พวกเขาก็จะหาเรื่องออกมาปฎิวัติเช่น รัฐบาลน้าชาติ รัฐบาลทักษิณ ทั้งสองรัฐบาลนี้ปฎิเสธคนของ เฒ่าเปรม มาเอี่ยวเป็นรัฐมนตรีเลยโดนอัดทั้งคู่ ทางแก้คือเลิกล้มระบบกองทัพแบบเก่าและล้มเลิกระบบอำมาตย์ แค่นี้จบ.

ขอบคุณคนเขียนบทความแลชะคุณมอง

ขอบคุณคนเขียนบทความแลชะคุณมองทะลุ

"ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ชนชั้นนำ นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนในเครือข่ายประชาสังคมวางตัวออกห่างจากการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่วางอยู่บนฐานของการเลือกตั้ง ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมารวมทั้งยังรับรองความชอบธรรมการสังหารหมู่ในครั้งนี้ด้วยการเข้ารับบทบาทสำคัญในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้กลบเกลื่อนการฆ่าของตน แต่ยังเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยที่ถูกประชาสังคมไทยจัดวางให้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งด้วย"

สรุปตรงกับสภากาแฟที่ผมนั่งประจำในหมู่บ้านเลย

NGOs คือพวกปิศาจคาบคำภีร์เด็กๆ ที่มีปลอกคอจากฆาตกรฆ่าคนและฆ่ารัฐของประชาชน เป็นนักตบทรัพย์จากความยากจนหรือความเดือดร้องของชาวบ้านในชุมชน เด็กนรกพวกนี้เข้ามาในหมู่บ้านเมื่อใหร่ เราจะช่วยกันจับมันโยนออกไป

ผมอยากแลกเปลี่ยนอย่างนี้ครับ.

ผมอยากแลกเปลี่ยนอย่างนี้ครับ...
๑.) ผมคิดว่าเป็นการเหมารวมเข่งสิ่งที่เรียกว่า "ประชาสังคม" รวมทั้งเกินไป เราอาจจะเห็นคนที่มีบทบาทในภาคประชาสังคมมีทัศนะในเชิงที่คุณอาจคิดว่าเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยในทัศนะของคุณ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกคนในภาคที่เรียกว่าประชาสังคมจะมีความเห็นเป็นเช่นนั้น ถ้าอย่างนั้นผมถามง่ายๆ ปัจจุบันมี "ภาคประชาสังคม" ที่ว่าเท่าไร? และมีจำนวนเท่าไรที่ไม่ชอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้ง ถ้ามีตัวเลขเกินสัก ๘๐% ก็คงพอที่จะเหมาร่วมได้ว่าพวกประชาสังคมไม่เอาประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง

๒.) ช่วยอธิบายหน่อยว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อยู่ตรงข้ามกับ ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งอย่างไร ในความเห็นผมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม คือการอธิบาย เติมเต็มส่วนเสี่ยวของประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง หาได้เป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง....มันควรหรือ ที่หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น ได้ สส. ได้นายก ประชาชนก็กลับไปบ้านโดยไม่สนใจใยดีว่ารัฐบาลจะเป็นอย่างไร มันไม่ดีหรือ ที่ประชาชนสามารถลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารย์การทำงานของรัฐบาลและนักการเมืองอย่างแข็งขัน

ขอบคุณครับ

ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายม

ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายมากที่สุด
ตอบ=ประเทศไทย
ถาม=ภาคไหนของประเทศไทยเลี้ยงควายมากที่สุด
ตอบ=ภาคอีสานมากที่สุดรองลงมาคือภาคเหนือ

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ

rabbit.8

[quote=rabbit.8]ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายมากที่สุด
ตอบ=ประเทศไทย
ถาม=ภาคไหนของประเทศไทยเลี้ยงควายมากที่สุด
ตอบ=ภาคอีสานมากที่สุดรองลงมาคือภาคเหนือ

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ[/quote]

คนไม่เหี้ย..แม่มคิดไม่ได้นะครับ!

NGOs. คือ นักตบทรัพย์

NGOs. คือ นักตบทรัพย์ จากประเทศด้อยพัฒนาทั่วโลก
โดยเฉพาะประเทศที่ปกครองในระบอบจารีต เนื่องจากนัก
ปกครองแบบจารีตไม่ต้องการให้ประชากรมีความรู้เท่าทัน

rabbit.8

[quote=rabbit.8]ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายมากที่สุด
ตอบ=ประเทศไทย
ถาม=ภาคไหนของประเทศไทยเลี้ยงควายมากที่สุด
ตอบ=ภาคอีสานมากที่สุดรองลงมาคือภาคเหนือ

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ[/quote]

คือบางภาคมันไม่ค่อยเลี้ยงควายกัน
แล้วมันก็เลยเป็นควายกันเสียเอง...จบข่าว

rabbit.8

[quote=rabbit.8]ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายมากที่สุด
ตอบ=ประเทศไทย
ถาม=ภาคไหนของประเทศไทยเลี้ยงควายมากที่สุด
ตอบ=ภาคอีสานมากที่สุดรองลงมาคือภาคเหนือ

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ[/quote]

ควายปลัก
เลี้ยงกันในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว เลี้ยงเพื่อใช้แรงงานในไร่นา เพื่อปลูกข้าวและทำไร่ และเมื่อกระบืออายุมากขึ้นก็จะส่งเข้าโรงฆ่าเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหาร ชอบนอนแช่ปลัก มีรูปร่างล่ำสัน ผิวหนังมีสีเทาเข้มเกือบดำอาจมีสีขาวเผือก มีขนเล็กน้อย ลำตัวหนาลึก ท้องใหญ่ หัวยาวแคบ เขามีลักษณะแบบโค้งไปข้างหลัง หน้าสั้น หน้าผากแบบราบ ตานูนเด่นชัด ช่วงระหว่างรูจมูกทั้งสองข้างกว้าง คอยาวและบริเวณใต้คอจะมีขนขาวเป็นรูปตัววี (chevlon) หัวไหล่และอกนูนเห็นชัด
ควายแม่น้ำ
พบในประเทศอินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ ประเทศในยุโรปตอนใต้และยุโรปตะวันออก ให้นมมากและเลี้ยงไว้เพื่อรีดนม ไม่ชอบลงแช่โคลน แต่จะชอบน้ำสะอาด มีหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์มูร่าห์ นิลิ ราวี เมซานี เซอติ และเมดิเตอเรเนียน เป็นต้น กระบือประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่ รูปร่างแข็งแรง ลักษณะทั่วไปจะมีผิวหนังสีดำ หัวสั้น หน้าผากนูน เขาสั้น และบิดม้วนงอ ส่วนลำตัวจะลึกมาก มีขนาดเต้านมใหญ่

คำว่า กระบือ เป็นคำยืมมาจากภาษาเขมร ក្របី กฺรบี แปลว่าควายเช่นกัน
ควาย ในภาษาตากาล็อก เรียกว่า คาราบาว เป็นที่มาของวงดนตรีคาราบาว
รถไถที่นำมาใช้แทนแรงงานควาย เรียกว่า "ควายเหล็ก"
พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงริเริ่มโครงการธนาคารกระบือ (Buffalo Bank Project) ขึ้นที่ จ.ปราจีนบุรี
ในประเทศไทยมีประเพณีวิ่งควายที่จังหวัดชลบุรี ในประเทศเวียดนามมีประเพณีชนควายที่จังหวัดหายฟ่อง[2]
มีการนำควายมาเลี้ยงเพื่อการท่องเที่ยว อย่างเช่น บ้านควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี
ควายบ้านที่นำไปปล่อยไว้ในป่า หรือหนีเข้าไปอยู่ในป่า จนกระทั่งมีวิถีชีวิต ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปจากความเป็นควายบ้าน มีคำเรียกว่า "ควายปละ" (ข้อมูลคุณมาโนช พุฒตาล การจัดรายการวิทยุ 99.5MHz ออกอากาศวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550)
[url]http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B8%AD[/url]

rabbit.8

[quote=rabbit.8]ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายมากที่สุด
ตอบ=ประเทศไทย
ถาม=ภาคไหนของประเทศไทยเลี้ยงควายมากที่สุด
ตอบ=ภาคอีสานมากที่สุดรองลงมาคือภาคเหนือ

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ[/quote]

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ
>>>
<<<
ตอบคำถามของคนที่แม่ใช้ขี้เลี้ยงมาไม่ได้
และผู้ที่ดูถูกควาย
เขาเรียก
ไอ้ควาย

ดาวเหนือ ณ แดนใต้

[quote=ดาวเหนือ ณ แดนใต้][quote=rabbit.8]ถาม=ประเทศใดในอาเซี่ยนมีควายมากที่สุด
ตอบ=ประเทศไทย
ถาม=ภาคไหนของประเทศไทยเลี้ยงควายมากที่สุด
ตอบ=ภาคอีสานมากที่สุดรองลงมาคือภาคเหนือ

ประเทศที่เลี้ยงควายมากๆเนี่ยเหมาะกับการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไหนดีครับ[/quote]

คนไม่เหี้ย..แม่มคิดไม่ได้นะครับ![/quote]
55555

ตาม "ทฤษฏีกรัมซี"

ตาม "ทฤษฏีกรัมซี" ว่าด้วยการครอบครองความเป็นใหญ่ เรื่องการใช้ภาค "ประชาสังคม"คือการเมืองภาคประชาสังคม หรือการเมืองภาคพลเมืองจัดตั้ง ปัจจุบันในมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อผลทางการเมืองจริงๆ โดยจัดตั้งแก่นำเป็นคนของรัฐบาล และจัดงบประมาณไปให้องค์กรทางการเมืองต่างๆ เพื่อให้แก่นำครอบงำ, ชี่นำ กลุ่มมวลชนต่างๆ ที่บุคคลนั้นเป็นแกนนำ เพื่อผลทางการเมือง ของเจ้าระบบอุปถัมภ์ ระฟว่างเจ้าอุปถัมภ์และลูกอุปภัมพ์

ดาวเหนือ ณ แดนใต้

[quote=ดาวเหนือ ณ แดนใต้]ผมอยากแลกเปลี่ยนอย่างนี้ครับ...
๑.) ผมคิดว่าเป็นการเหมารวมเข่งสิ่งที่เรียกว่า "ประชาสังคม" รวมทั้งเกินไป... ๒.) ... ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม คือการอธิบาย เติมเต็มส่วนเสี่ยวของประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง หาได้เป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง... [/quote]

เห็นควรด้วยทั้งสองประเด็นนี้นะครับ ว่าคนทำงานไม่ได้เป็นแบบนั้นหมด แต่คนมองก็ต้องเหมาเข่ง ไปมองที่หัวขบวนแทนไม่ได้มองภายใน จริงๆ เรื่องภายนอก ภายใน ภาพรวม ภาพย่อย มันขัดกันเสมอแหละครับ เหมือน พธม. หรือเสื้อแดง ในภาพภายนอก กับภายใน หรือ ภาพใหญ่กับภาพย่อย ที่ขัดกันก็มีทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นทิศทางเดียวกันหมด แต่ใครละคุมเวที ก็คือแกนนำ ดังนั้นจะิมองทิศทางอะไร เลยมองผ่านภาพแกนนำนี่แหละ

นอกจากนี้ผมว่าคนเขียนคงอยากบอกว่า ใครเป็นคนให้ทุน คนนั้นเป็นเจ้าของผลผลิต เช่น สกว. และ สสส. ให้ทุน NGOs ไปขับเคลื่อนภาคประชาสังคม ขณะเดียวกันก็มีธงการให้งบประมาณขับเคลื่อนกำกับไปด้วย ส่วน NGOs เองก็มีธงการขับเคลื่อนและครอบงำมวลชนอยู่ด้วย เหมือนกัน

การจะตอบคำถามว่า ทำไม

การจะตอบคำถามว่า ทำไม "ขบวนการประชาสังคมไทย" จึงเลือกยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ "ระบบ/กติกาและอุดมการณ์ประชาธิปไตย-ตัวแทน"? ตามโจทย์ที่ ชลิตา ตั้งไว้ ....ข้าพเจ้าคิดว่า

ประการหนึ่ง ตามตรรกะแล้ว ยังมีข้อบกพร่องของ "โจทย์" คือ ถ้าขบวนการประชาสังคมนี้ปฏิเสธและต่อต้านระบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งซะแล้ว พวกเขาจึงไม่ใช่ยืนอยู่ตรงข้ามกับ "ประชาธิปไตยตัวแทน" แต่พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อ "ระบอบประชาธิปไตย" เลยทีเดียว-แบบไม่ต้องตีความอะไรให้เวียนหัว เพราะหากไม่มีกลไกและกระบวนการเลือกตั้งตัวแทนไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ บริหาร เป็นพื้นฐาน ก็ไม่อาจเรียกว่ามีกระบวนการประชาธิปไตยได้เลย ....กระบวนการประชาธิปไตยทางตรง/แบบมีส่วนร่วม/แบบปรึกษาหารือ-อะไรก็ตาม ก็เป็นเพียง กระบวนการ/ขบวนการอนาธิปัตย์(แอบอ้าง)และเครื่องมือของระบอบเผด็จการอำมาตย์ซากเดนศักดินาที่ไม่นิยมระบบ/กติกา/อุดมการณ์ประชาธิปไตย(ความเสมอภาค-เสรีภาพ-อำนาจรัฐเป็นของประชาชน)เท่านั้นเอง....โจทย์ที่น่าสนใจ จึงน่าจะเป็นว่า "ทำไมขบวนการประชาสังคมไทย/ภาคประชาชนไทย-ภายใต้เครือข่ายราษฎรอาวุโส-จึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายเหลือง / ตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย?" มากกว่า

ประการหนึ่ง หากจะตอบคำถาม/โจทย์ข้างต้น ลำพังเพียง แนวคิดเรื่อง “ความผิดพลาดของประชาสังคมไทย” หรือไม่ว่า “Depolitization ในงานพัฒนา “ น่าจะยังไม่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจต่อปรากฎการณ์นี้ ......แท้จริงแล้ว หากเราลากใส้ขบวนการนี้ออกมาแบ โดยชี้ให้เห็นถึงประวัติการเกิดขึ้นและการเคลื่อนตัว-ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจการเมืองที่เคลื่อนไหวหนึ่งๆ-ของกลไก(แกนนำ-ปฏิบัติงาน-เครือข่าย-ผู้สนับสนุน)-อุดมการณ์-ข้อวิเคราะห์-ข้อเสนอ-ยุทธวิธี-ปฎิบัติการทางสังคมการเมืองของขบวนการนี้ ออกมาให้เห็นจะๆ ชัดๆ แล้ววิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยการหยิบยืม แนวคิด Hegemony +การต่อสู้ทาง Ideology + Discourse + ชนชั้น มาใช้ ก็น่าจะทำให้เห็นกำพืด+ทิศทางการเคลื่อน ที่อธิบายได้ชัดเจนกว่านี้?

วิเคราะห์แบบชาวบ้านก็คือ ให้ดูว่าใครได้ใครเสียจากการเคลื่อนไหวของพวกมัน ก็จะเห็นเองว่าโดยธาตุแท้แล้วพวกมันก็คือ ปัญญาชนและเครือข่ายของกลุ่มอำนาจนอก/เหนือระบอบประชาธิปไตย(เผด็จการอำมาตย์+ทุนซากเดนศักดินา+CIA)-จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ?

"ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าป

"ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553"

ทหารเข้าไปสลายโดยใช้โล่ คุณก็มีพวกชุดดำติดอาวุธมาฆ่า
เสร็จแล้วก็ตั้งกองกำลังติดอาวุธตั้งค่าย โดยเสธแดง

การชุมนุมพวกคุณมันไม่ปกติ ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเข้าข่ายกบฎ
พอทหารปิดล้อมคุณก็ขนอาวุธมายิงกับทหาร

นี่เหรอสันติอหิงสา คุณอย่าเอาไปเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตที่ทหารยิงคนมือเปล่า