สุรพศ ทวีศักดิ์: พุทธเถรวาทแบบไทยรับใช้อะไร?

“ธรรมก็เช่นเดียวกับสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ทั้งดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ ใครที่เข้าใจความหมายข้อนี้อย่างถ่องแท้ ย่อมประจักษ์ว่าทุกสรรพสัตว์คือพุทธ” (จาก “ดวงตะวันในดวงใจฉัน” (the my heart) ของ ติช นัท ฮันห์ แปลโดย วิศิษฐ์ วังวิญญู หน้า 85) ผมคิดว่า ในขณะที่พุทธนิกายเซ็น และวัชรญาณรับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติ แต่พุทธเถรวาทแบบไทยกลับยังหลับหูหลับตารับใช้ระบบชนชั้น Egoism และทุนนิยมบริโภคผ่านการโปรโมทอุดมการณ์ธรรมราชา แฟชันปฏิบัติธรรมดูจิตดูใจไม่ใส่ใจสังคมและวัฒนธรรมการทำบุญทำทานเพื่อสรรพสมบัติ ไม่สนใจความเป็นธรรมทางสังคม อุดมการณ์ธรรมราชา บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐในความหมายว่า รัฐใช้อุดมการณ์ทศพิธราชธรรมของพุทธเป็นอุดมการณ์ปกครองบ้านเมืองเพื่อความเป็นธรรมและผาสุก หรือรัฐใช้อุดุมการณ์นั้นเป็นเครื่องมือสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่อำนาจของตนเอง เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดูเหมือนท่านพุทธทาสภิกขุ จะเชื่อว่า เคยมีระบบที่รัฐใช้อุดมการณ์ธรรมราชาเป็นอุดมการณ์ปกครองเพื่อความผาสุกอยู่จริง แต่ถูกยกเลิกไป ดังที่ท่านกล่าวว่า เขาเคยมีอยู่ระบบหนึ่ง เขาเรียกว่าพระราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ไปศึกษาดูเถอะ เป็นระบบสังคมนิยมแบบพระเจ้า องค์คุณ 10 ประการ ที่ทำให้เป็นพระราชามีทศพิธราชธรรมนั้น เป็นหลักสังคมนิยมแบบพระเจ้าทั้งนั้น โผล่มาก็ ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺวํ มทฺทวํ ตปํ อโกธํ อวิหึสํ ขนฺตึ จ อวโรธนํ นี้ มันเป็นธรรมะสูงสุด และแบบสังคมนิยม แต่ถ้าถึงคราวเผด็จการก็ใช้ธรรมะเผด็จการ …ถ้าเผด็จการมันก็เผด็จการโดยธรรมะ อย่างพระเจ้าเผด็จการ หรือพระพุทธเจ้าเผด็จการ นี่นักการเมืองสมัยนี้เขาก็บอกว่าหาไม่ได้ มันก็มีส่วนจริง เพราะว่าโลกได้ทิ้งระบบที่ดีที่สุดอย่างนี้ไปเสียแล้ว เนื่องมาจากทิ้งพระเจ้าก่อน แล้วมันก็ทิ้งระบบที่บุคคลมีคุณธรรม ตามแบบของพระเจ้าเสียหมด[1] แต่ดูเหมือน ส.ศิวรักษ์ จะมองต่างออกไปว่า แต่ตามความเป็นจริงทางการเมืองนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้ามีความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ ผมว่าเราต้องยอมรับความจริงนะครับ พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกที่มาถือพุทธ คือ พระเจ้าพิมพิสาร ยกที่ดินถวายเป็นวัดแห่งแรก คือ วัดเวฬุวัน แต่พอมาถือพุทธแล้วแหยเลยครับ ถูกลูกฆ่าตาย ถือพุทธแล้วแหยครับ พระเจ้าอชาตศัตรู ที่แย่งราชสมบัติพ่อได้ เพราะไปเข้ากับเทวทัต ไม่ได้เข้าหาพระพุทธเจ้า พระเจ้าโกศลก็เหมือนกันนะครับ นับถือพระพุทธเจ้าในเรื่องส่วนตัว เช่น ท่านเสวยมากไป พระพุทธเจ้าบอกเสวยให้น้อยลง ก็ดี แต่ท่านก็เป็นคนบ้าสมภารไปตลอดชีวิต พระเจ้าอโศกเองมานับถือพุทธ ทำดีมากเลย แต่พระเจ้าอโศกเองก็ล้มเหลว ถูกแย่งราชสมบัติภายในรัชกาลพระองค์เอง อีกนัยหนึ่ง บทบาทคำสอนศาสนาพุทธในทางการเมืองมีความล้มเหลวมาโดยตลอด หรือผู้มีอำนาจเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองในทางการเมืองยิ่งกว่าในทางศาสนา[2] แม้แต่เรื่องความสัมพันธ์เชิงรูปธรรมของรัฐกับพุทธศาสนา หรือรัฐกับสถาบันสงฆ์นั้น ก็ดูเหมือนนักวิชาการพระสงฆ์ กับนักวิชาการฆราวาสจะมองต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มุมองของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ขณะเป็นพระเทพเวที ที่ว่า ในสังคมไทย บทบาทและหน้าที่ทางการเมืองของพระสงฆ์ได้ดำเนินมาในลักษณะที่เข้ารูปเป็นมาตรฐานพอสมควร พระสงฆ์สั่งสอนหลักธรรมในการปกครองและสอนนักปกครองให้มีธรรม แต่ไม่เข้าไปยุ่มย่ามก้าวก่ายในกิจการเมือง ทางฝ่ายบ้านเมืองก็ยกชูสถาบันสงฆ์ไว้ในฐานะที่ เหนือการเมือง โดยมีประเพณีทางการเมืองที่ปฏิบัติมาเกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ เช่นว่า ผู้ใดหนีเข้าไปในพัทธสีมาของวัดก็เป็นอันพ้นภัยการเมือง เหมือนลี้ภัยออกไปในต่างประเทศ ผู้บวชแล้วเป็นผู้พ้นภัย และเป็นผู้พ้นภัยจากปรปักษ์ทางการเมือง ดังกรณีของข้าราชบริพารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระสงฆ์สมมติพระราชวังเป็นพัทธสีมาแล้วอุปสมบทให้ พาออกจากวังผ่านกองทัพของผู้ยึดอำนาจ ไปสู่วัดได้โดยปลอดภัย และกรณีของขุนหลวงหาวัด (พระเจ้าอุทุมพร) ในรัชการพระเจ้าเอกทัศน์ เป็นต้น[3] ขณะที่ จิตร ภูมิศักดิ์ มองว่า พุทธศาสนาและพระสงฆ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐ เช่น ศักดินา (กษัตริย์) แบ่งปันที่ดินให้แก่ทางศาสนา แบ่งปันข้าทาสให้แก่วัดวาอาราม ยกย่องพวกนักบวชให้เป็นขุนนางมีลำดับยศ มีเครื่องประดับยศ มีเบี้ยหวัดเงินปีและแม้เงินเดือน...ศาสนามีหน้าที่สั่งสอนให้ผู้คนเคารพยำเกรงกษัตริย์ พวกนักบวชทั้งหลายกลายเป็นครูอาจารย์ที่ให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา ซึ่งแน่นอนแนวทางการจัดการศึกษาย่อมเป็นไปตามความปรารถนาของศักดินา [4] จะเห็นว่า หากมองในเชิงข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์อุดมการณ์ธรรมราชาไม่ใช่ “สัจธรรมที่เป็นอกาลิโก” หากแต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมการเมืองในบางนครรัฐของอินเดียโบราณ บางนครรัฐที่นับถือพุทธในแถบเอเชียรวมทั้งสยาม และจะว่าไปแล้วอุดมการณ์ดังกล่าวก็ถูกใช้เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจทางการเมืองมากกว่าจะสร้างความเป็นธรรมและความผาสุกทางสังคมอย่างที่ท่านพุทธทาสมอง ปัจจุบันนี้แม้สังคมไทยจะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 และ “ประกาศคณะราษฎร” ก็ระบุชัดว่า “แผ่นดินนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย” แต่เราก็ยังอยู่ในยุคของการปลูกฝังและโปรโมทความเชื่อเรื่อง “บ้านของพ่อ” พร้อมกับเชิดชูอุดมการณ์ธรรมราชาและสำทับ “ความกตัญญู” ของราษฎรที่ต้องมีต่อผู้ปกครอง ผ่านสื่อของรัฐ ระบบการศึกษาแบบทางการ และหนังสือต่างๆ รวมทั้งผ่าน “การตลาดหนังสือธรรมะ” ด้วย ซึ่งที่จริงแล้วตามหลักการของทศพิธราชธรรม (และจักรวรรดิวัตร) ในพุทธศาสนาแต่ดั้งเดิมไม่มีการสำทับว่าผู้ใต้ปกครองต้องกตัญญูต่อผู้ปกครองแต่อย่างใด มีแต่เน้นว่าผู้ปกครองต้องมีปัญญา มีศีล มีคุณธรรม ความอ่อนน้อม ความซื่อตรง เที่ยงธรรม ดูแลความเป็นอยู่ของราษฎรให้ได้รับความเป็นธรรม ผาสุกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และผู้ปกครองควรรับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ตามความจำเป็นเท่านั้น วันก่อนผมบังเอิญเปิดไปเจอรายการ “พื้นที่ชีวิต” ทาง Thai PBS ดำเนินรายการโดย “คุณนิ้วกลม” เขาพาเที่ยววัดแห่งหนึ่ง มีคนจำนวนมากไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ท่องบทสวดไป สลับกับการตะโกนคำว่า “รวยๆ!!” พร้อมกับเอามือตบกระเป๋าตังค์ไปด้วย คำถามคือหากศาสนาหมายถึงศรัทธาหรือความเชื่อในคุณค่าบางอย่าง เช่น เชื่อในคุณค่าของความจริง ความดี ความงามสูงสุดคือพระเจ้า หรือเชื่อในความพ้นทุกข์ เชื่อในคุณค่าของอิสรภาพทางจิตวิญญาณ หรือเชื่อในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ อิสรภาพและสันติภาพของมนุษยชาติ แต่ดูเหมือนพุทธศาสนาปัจจุบันจะถูกใช้เป็นเครื่องมือตอบสนองความเชื่อในคุณค่าของเงิน ของวัตถุนิยม ของชนชั้น สังคมไทยมีวัฒนธรรมการทำความดีในนามของการทำบุญทำทานเพื่อให้ได้ “สรรพสมบัติ” เงินทองไหลมาเทมา เจริญรุ่งเรืองด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ “การตลาดหนังสือธรรมะ” ที่ตอบสนองความต้องการแบบนี้ รวมทั้งเรื่องอิทธิปาฎิหาริย์ต่างๆ นับวันจะขยายตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับ “การตลาดหนังสือธรรมะ” ประเภทดูจิตดูใจตนเอง ไม่สนใจปัญหาสังคม มองปัญหาสังคมเป็นเรื่องกิเลส เรื่องความวุ่นวายทางโลกที่ผู้มุ่งทางธรรมไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็กำลังขยายตัวมากขึ้นๆ เช่นกัน เราแทบจะไม่ค่อยเห็นหนังสือธรรมะประเภทที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจความหมายและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นมนุษยชาติ นอกจากจะต้องอ่านหนังสือแบบเซ็น และวัชรญาณซึ่งก้าวหน้าอย่างกลมกลืนกับโลกสมัยใหม่ที่เน้นเรื่องการทำความเข้าใจความหมายของความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษยชาติที่สอดคล้องกับมิติสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ ความเสมอภาค และสันติภาพมากกว่า เช่น Concept ที่ว่า “ทุกสรรพสัตว์คือพุทธะ” เป็น Concept ของ “ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์” ที่สวยงามมาก ขณะที่พุทธเถรวาทแบบไทยแทบจะไม่กล้าเอ่ยประโยคเช่นนี้เลย เพราะไปถือว่าพุทธะเป็นสัพพัญญูเหนือมนุษย์ทั้งปวงในโลกธาตุ หากพุทธเถรวาทแบบไทยยังหลับหูหลับตาถวิลหาอดีต อยู่ในโลกแคบๆ ของตนเอง ไม่สนใจรับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติ พุทธศาสนาก็จะอยู่ในสภาพเป็นเครื่องมือของระบบชนชั้น ระบบการกดขี่เอาเปรียบ และเป็น “ยากล่อมประสาท” ภายใต้วัฒนธรรมการทำความดีเพื่อสรรพสมบัติและการตลาดธรรมะแบบ “สุขกันเถอะโยม” อย่างฉาบฉวยเช่นนี้ต่อไป และนั่นคือ “ความเสื่อม!” .................................................... [1] พุทธทาสภิกขุ.ธรรมกับการเมือง ชุดธรรมโฆษ (น.194-195) [2] ส.ศิวรักษ์.เสวนาพุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง:ความกล้ากับการท้าทายโครงสร้างทางสังคมอัน อยุติธรรม.http://www.prachatai.com/journal/2011/0132502.(1/14/211). [3] พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).กรณีสันติอโศก.หน้า 28. [4] จิตร ภูมิศักดิ์. โฉมหน้าศักดินาไทย.หน้า 66-67.

Comments

ขออภัยท่านผู้อ่าน ขอแก้คำผิดช

ขออภัยท่านผู้อ่าน

ขอแก้คำผิดชื่อหนังสือ จากเดิม "ดวงตะวันในดวงใจฉัน" แก้เป็น "ดวงตะวัน ดวงใจฉัน"

สุรพศ ทวีศักดิ์

ตอบเเทนให้ก้ได้คะ ว่า คนไทย

ตอบเเทนให้ก้ได้คะ ว่า คนไทย ไม่สามารถทำตามคำสอนในธรรมะได้จริงๆเพาะมัน ยากกกก ..ดังนั้น จึง อาจมีสิ่งที่เรียกว่า กูศสโลบายเพื่อเป็นตัวทำให้ปฏิบัติโดยง่าย เอาเเค่ ศีล ๕ ทำกันได้รึยัง ครบไหม ใครทำได้บ้างละ

เเต่ทุกวันนี้จิตใจคนมันมีเเต่กิเลส เสวยสุข ทั้งนั้น จึง เอาคำสอนมาใช้เปนเครื่องมือหากินกันทั้งนั้นเเระ ทั้งที่ของดีๆ อย่าง ศาสนา คนก็ยังเอามาทำให้เกิดสงครามเเย่งชิง ศาสนา กันได้เลย ..

อยากพูดเท่านี้ละคะ อย่าเอาหลักปกครองบ้านเมือง ที่ยึดโดยทศพิธราชธรรม ที่เปนต้นเเบบตัวอย่างให้คนปฏิบัติ ตาม เเบบกูศโลบาย มาเเปดเปื้อนกลับความ โง่ งม ของคุณเลยคะ ...

เเละก็ขอโทษเถอะคะ ในทุกนิกายของพุทธ ไม่ว่าจะเซ็นหรือ เเบบไหนก็ตาม ต่างก็มี เป้าหมาย คือ ยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้น เพื่อให้พ้นจากสภาพความทุกข์ หรือ ความโง่งมทั้งนั้น เเม้พระชื่อดังอย่างท่านตินัช ก็มีเเนวทางการสอนในเเบบท่าน ที่ ก็ยังคงมีความเป็นพุทธ เหมือนกัน ทั้งนั้น

บางที ก็อยากถามว่า คุณเเกล้งโง่ หรือ เเกล้งไม่รู้กันเเน่ ว่า พุทธ เรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งใด เเละ การเผยเเพร่ การพัฒนาของศาสนาเรา นั้นไปทางไหนกันบ้างง...

ถ้าคุณบอกว่า พุทธ เถรวาท เเบบนี้ เปนพุทธที่ไม่ดี ไม่ทำให้เกิดการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้นมา เดี้ยนก็พอจะบอกได้ว่า คุณเองนั้นเเระ ที่ไม่ยกระดับของคุณขึ้นมาเอง มัวเเต่ไปจมปลักกับ สิ่งที่มันต่ำยิ่งกว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ (มนุษย์ ที่มีความหมายว่า สัตว์ที่มีจิตใจสูงส่ง ) เสียอีกนะคะ

ถ้าคุณเปนมนุษย์ คุณอาจจะไม่พูดเเบบนี้เลย เเต่คิดว่า คุณ อาจเปนได้เเค่ คน (คน หมายถึง สัตว์ที่มัวเมาเเต่ในกิเลส) เท่านั้น เเละ อย่าลืม ว่า คนเราจะเป็น มนุษย์ หรือ คน เค้า ดูที่จิตใจ คะ ...

เกิดมาเหมือนกันทุกคน เเต่สภาพเเวดล้อมต่างกัน ทีนี้มาวัดกันเเล้ว ว่า คุณ จะอยากเปนมนุษย์ หรือเปนเพียงเเค่ คน ...ที่มีจิตใจต่ำช้า ก็เป็นได้

อ.สุรพงศขยันเขียนบทความจังเลย

อ.สุรพงศขยันเขียนบทความจังเลยนะครับ ผมสนใจอ่านบทความของอ.แทบจะทุกชิ้น เห็นด้วยบ้าง เห็นต่างบ้าง ได้สาระประโยชน์จากการอ่านทุกครั้ง แต่ไม่ค่อยได้คอมเมนต์ โดยส่วนตัวผมชื่นชมในสติปัญญาและความพากเพียรพยายามของอ.นะครับ แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าคนที่อ่านงานของอ.จะเข้าใจและเห็นด้วยกับสิ่งที่อ.พยายามเสนอหรือเปล่า เพราะอ่านคอมเมนต์ท้ายบทความบางชิ้นแล้ว บางครั้งก็เห็นความคิดที่ไม่ค่อยจรรโลงใจเท่าไร อยากให้อ.ถือว่านั่นคือสิ่งสะท้อนสติปัญญาของผู้อ่านแต่ละคน ไม่อยากให้อ.เสียเวลาไปใส่ใจกับบางความเห็นที่ไม่สร้างสรรค์...ขอสั้นๆห้วนๆแค่นี้ครับ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า พุทธศาสนาก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วย ทั้งในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งผมเห็นว่าก็ไม่ได้เป็นความเลวร้ายอะไร ตราบใดที่ไม่ได้นำมาบิดเบือนเพื่อประโยชน์ของผู้ปกครองแต่ถ่ายเดียวจนไม่เหลือแก่นแท้ของศาสนาพุทธให้ยึดเป็นแนวทางชีวิตได้

พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยนั้น ก็มืความหลากหลายเหลือเกินในแนวความคิดความเชื่อที่มีต่อคำสอนของพุทธศาสนา แบ่งเป็นสายอาจารย์โน้น สายหลวงปู่นี้ ทั้งๆที่เรามักจะอ้างว่า ประเทศไทยเป็นพุทธนิกายเถรวาท แต่เอาเข้าจริงชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่มีใครสนใจพระไตรปิฎกกันสักเท่าไรเลย ... แน่นอนว่ามีบางสายบางสำนักก็อาจจะนำพาเหล่าสาวกสานุศิษย์ ออกนอกลู่นอกทาง โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่ากำลังลูบเปลือกคลำกระพี้กันอยู่

ทรรศนะเกี่ยวกับพุทธศาสนาของอาจารย์สุรพศ ตามที่ปรากฏในบทความที่เผยแพร่ในประชาไทอยู่เนืองๆ มักจะได้รับการวิพากย์วิจารณ์ค่อนข้างรุนแรง ในบางคราวถึงกับโดนประณามว่าเจตนาทำลายพุทธศาสนา บ้างก็พยายามเขียนแย้งให้เห็นว่าที่อาจารย์นำเสนอมานั้นไม่ถูกต้องไม่น่าเชื่อถือ บ้างก็หาว่าโง่เง่าเต่าตุ่นไปเลยก็มี ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่อาจารย์นำเสนอก็สามารถเห็นได้ว่ามีอยู่จริงในสังคมไทย เพียงแต่อาจจะถูกมองผ่านเลนส์แห่งอคติต่างๆกันไป

ผมเห็นว่าบทความของอาจารย์ มักจะให้มุมมองที่ไม่อยู่ในกรอบกระแสหลัก จึงชวนให้ผู้ที่ไม่คุ้นชินมีปฏิกริยาตอบโต้อย่างที่กล่าวมาแล้ว .. อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่า สังคมไทยต้องการคนอย่างอาจารย์ และน่าจะมีให้มากมากกว่านี้!

จีน่า wrote:ตอบเเทนให้ก้ได้คะ

[quote=จีน่า]ตอบเเทนให้ก้ได้คะ ว่า คนไทย ไม่สามารถทำตามคำสอนในธรรมะได้จริงๆเพาะมัน ยากกกก ..ดังนั้น จึง อาจมีสิ่งที่เรียกว่า กูศสโลบายเพื่อเป็นตัวทำให้ปฏิบัติโดยง่าย เอาเเค่ ศีล ๕ ทำกันได้รึยัง ครบไหม ใครทำได้บ้างละ

เเต่ทุกวันนี้จิตใจคนมันมีเเต่กิเลส เสวยสุข ทั้งนั้น จึง เอาคำสอนมาใช้เปนเครื่องมือหากินกันทั้งนั้นเเระ ทั้งที่ของดีๆ อย่าง ศาสนา คนก็ยังเอามาทำให้เกิดสงครามเเย่งชิง ศาสนา กันได้เลย ..

อยากพูดเท่านี้ละคะ อย่าเอาหลักปกครองบ้านเมือง ที่ยึดโดยทศพิธราชธรรม ที่เปนต้นเเบบตัวอย่างให้คนปฏิบัติ ตาม เเบบกูศโลบาย มาเเปดเปื้อนกลับความ โง่ งม ของคุณเลยคะ ...

เเละก็ขอโทษเถอะคะ ในทุกนิกายของพุทธ ไม่ว่าจะเซ็นหรือ เเบบไหนก็ตาม ต่างก็มี เป้าหมาย คือ ยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้น เพื่อให้พ้นจากสภาพความทุกข์ หรือ ความโง่งมทั้งนั้น เเม้พระชื่อดังอย่างท่านตินัช ก็มีเเนวทางการสอนในเเบบท่าน ที่ ก็ยังคงมีความเป็นพุทธ เหมือนกัน ทั้งนั้น

บางที ก็อยากถามว่า คุณเเกล้งโง่ หรือ เเกล้งไม่รู้กันเเน่ ว่า พุทธ เรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งใด เเละ การเผยเเพร่ การพัฒนาของศาสนาเรา นั้นไปทางไหนกันบ้างง...

ถ้าคุณบอกว่า พุทธ เถรวาท เเบบนี้ เปนพุทธที่ไม่ดี ไม่ทำให้เกิดการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้นมา เดี้ยนก็พอจะบอกได้ว่า คุณเองนั้นเเระ ที่ไม่ยกระดับของคุณขึ้นมาเอง มัวเเต่ไปจมปลักกับ สิ่งที่มันต่ำยิ่งกว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ (มนุษย์ ที่มีความหมายว่า สัตว์ที่มีจิตใจสูงส่ง ) เสียอีกนะคะ

ถ้าคุณเปนมนุษย์ คุณอาจจะไม่พูดเเบบนี้เลย เเต่คิดว่า คุณ อาจเปนได้เเค่ คน (คน หมายถึง สัตว์ที่มัวเมาเเต่ในกิเลส) เท่านั้น เเละ อย่าลืม ว่า คนเราจะเป็น มนุษย์ หรือ คน เค้า ดูที่จิตใจ คะ ...

เกิดมาเหมือนกันทุกคน เเต่สภาพเเวดล้อมต่างกัน ทีนี้มาวัดกันเเล้ว ว่า คุณ จะอยากเปนมนุษย์ หรือเปนเพียงเเค่ คน ...ที่มีจิตใจต่ำช้า ก็เป็นได้[/quote]

การพิพากษาคนอื่นว่ามีจิตใจต่ำช้านี้ ถือว่าเป็นคนหรือมนุษย์ครับ
หรือว่าถ้าการกระทำใด เป็นไปเพื่อปกป้องศาสนา แม้จะเป็นเรื่องไม่ดี เช่น บอกว่าคนอื่นมีจิตใจต่ำช้า
ก็นับว่าเป็นเรื่องดีได้ เพราะจุดมุ่งหมายคือปกป้องศาสนา โดยเฉพาะกรณีนี้คือคนที่วิจารณ์ศาสนา
หรือตรรกะคือ ใครวิจารณ์ศาสนาในทางที่ไม่ดี คือคนจิตใจต่ำช้า?

จริงๆอ่านบทความในประชาไททุกครั้ง สเน่ห์อยู่ที่การติดตามอ่านความคิดเห็น
เพราะการตรวจสอบบทความนั้นผ่านมุมมองและประสบการณ์อื่นๆ
โดยเฉพาะคนโต้แย้งตัวบทความผมถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องอ่าน
แต่ว่าผมอ่านคำโต้แย้งคุณจีน่าไม่เข้าใจเลย อธิบายไม่จบสักส่วน
หรือจะว่าเป็นข้อโต้แย้งก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีคำอธิบายหรือแจกแจงข้อมูลยืนยันอะไรเลย
เหมือนเป็นแค่การระบายอารมณ์

อย่างไรรอฟังคำโต้แย่้งอื่นๆอยู่นะครับ

คำสอนทางพุทธมีสองแบบ สำหรับผู

คำสอนทางพุทธมีสองแบบ
สำหรับผู้ครองเรือน และนักบวช

เป็นคน อยู่ในสังคมของคน ถ้าทำตัวเป็นพระ ก็เจ๊งสิครับ

อย่าโทษศาสนาหรือนิกาย

ธรรมะ เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต
ใช้เครื่องมือไม่เป็น หาว่าเครื่องมือไม่ดี

รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

"รับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษย

"รับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติ"

คุณสรุพศ กะละครอบเองหรือเปล่า สภาพสังคมเปลี่ยนไปแล้ว

คุณลองไปอ่านประวัติการเผยแพร่ของพุทธศาสนานิกายวัชรยานหรือนิกายเซน
โดยเฉพาะท่านเชอเกียม ตรุงปะ คุณจะเห็นภาพที่เกิดขึ้นกับบ้านเราตอนนี้

วัชรยานและเซนช่วยเยียวยาบำบัดสังคมตะวันตกที่เป็นสังคมบริโภคนิยมและทุนนิยมอย่างไร พระกรรมฐานบ้านเรา ก็ช่วยบำบัดเยียวยา สังคมไทยแบบนั้น
มองในแง่หนึ่ง ก็มองได้ว่าเป็นแฟชั่น มองในเชิงธุรกิจ ทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ ต้องมีกิจกรรมต่อเนื่อง มีความเป็นองค์กรมากขึ้น

กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ไม่ว่าสังคมตะวันตกหรือสังคมไทย ต้องมีการใช้เงิน ทั้งนั้น อย่างมีการรับบริจาค มีการเก็บค่าฝึกอบรมเหมือนๆกัน เน้นปัจเจกก่อนเหมือนกัน เพื่อให้ปัจเจกมีพลัง ไปทำงานให้เกิด มิติทางสังคมต่างๆ (ค่าเทอมของสถาบันนาโรปะ ก็ไม่ใช่น้อย ค่าปฏิบัิติธรรมวัดของท่านปรมาจารย์โดเก็นก็ตกวันละเกือบ 4000 บาท สอบถามมาแล้ว)

แต่ถ้าคุณสรุพศ โจมตีที่องค์กรการบริหารของพุทธ เช่นมหาเถรสมาคมซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ซึ่งข้อวิพากษ์ของคุณสุรพศ มันสอดคล้องไปกันได้กับพฤติกรรมของมหาเถรสมาคม ส่วนวัดนั้นขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละวัดเอง คงไม่สามารถวิพากษ์เหมารวมไป ในกรณีสถานปฏิบัติธรรมของฆราวาส ก็เช่นกันจะวิพากษ์เหมารวมคงไม่เหมาะ

พุทธศาสนานั้นดีอยู่แล้ว

พุทธศาสนานั้นดีอยู่แล้ว แต่อยู่ที่คนเอามาใช้และวิธีการใช้

เจ้าของบทความพยายามจะชี้ว่า คนเอามาใช้ตั้งนานแสนนาน นั้นเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน
และวิธีการใช้ก็คือวิธีการแบบเครื่องมือทางการเมืองของคนใช้

ของดี ๆ เอามาใช้ไม่ถูก บางทีมันก็แย่กว่าไม่เอามาใช้

จริงอยู่ เปลือกที่ห่อหุ้นแก่นทำให้แก่นอยู่มาได้ แต่ เจ้าของบทความพยายามจะแกะเปลือก และเจาะให้ดูไปถึงแก่
มันอาจจะฝืนความรู้สึกของคนหลาย ๆ คน
เช่นเดียวกับคนที่ทนไม่ได้เมื่อเห็นมีใครก็ไม่รู้ พยายามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษตริย์

เจ้าของบทความพยายามแสดงทัศนะของตนต่อพระพุทธศาสนา
ในมุมมองที่หลาย ๆ คน ไม่เคยนึกถึง หรือไม่อยากจะนึกถึง
ก็ขอให้ขัดแย้งกันด้วยเหตุผลเพราะเขาก็เสนอขของเขาดี ๆ พูดเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ติดคุก
เจ้าของบทความเขาพยายามพูดเต็มที่แล้ว แต่คนเห็นต่างทำไมไม่พูดให้เต็มที่ อยากฟังเหตุผลโต้แย้งดี ๆ มากกว่าคำด่า

ส่วนผมมาแสดงความเห็นสนับสนุนครับ เขียนต่อไป ถ้าคุณแน่จริงของคุณดีจริง คนจะยอมรับเอง
เสียงด่าจะเบาลง เพราะอ้าปากด่าแล้วแทนที่จะสร้างอารมณ์ร่วมโกรธร่วมเกลียด กลายเป็นการสร้างอารมณ์ขบขัน
เหมือนหมาน้อยเที่ยวไล่กัดคน งับผิดงับถูกสักครู่ มันเบื่อมันก็เลิกไปเอง

ขอแสดงความนับถือเจ้าของบทความครับ

วาทะกรรม

วาทะกรรม ของสงฆ์ทางการเมืองที่ขัดกับหลักพุทธอย่างชัดเจนเช่น
"ฆ่าคอมมิวนิสส์ไม่บาป เหมือนฆ่าปลาถวายพระ"
ในทัศนะของผมถือว่าพระรูปนี้หมดสิ้นความเป็นพระไปแล้ว และมีจิตใจเป็นฆาตรกรด้วยซ้ำ
วาทะกรรมนี้ก่อให้เกิดเหตุเศร้าสลดตามมา คนไทยฆ่าคนไทยอย่างโหดร้ายทารุณ
จนไม่สามารถรับได้ว่าเราคนไทยเป็นชาวพุทธหรือเปล่า นับถือคำสอนพระพุทธเจ้าหรือเปล่า
หรือแค่เพียงในนาม พุทธศาสนาในบ้านเรานั้นถูกแปลงจารีต หลักการจนเพี้ยนไปหมด
พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้ปัญญา สอนให้รู้จักการมีเหตุผล สอนให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง
แต่ดูเอาเถอะ พุทธบ้านเรากลับเต็มไปด้วยความงมงาย ความกดทับทางความคิดสติปัญญา
เอาเทวะของศาสนาอื่นมาเป็นเทวะของพุทธ ทั้งที่พุทธคือ อเทวะนิยม
และเน้นการสั่งสอนแบบ จงเชื่อ จงฟัง จงทำ อย่างไร้สติ
ดังนั้นคนที่ยึดแนวคำสอนแบบงมงายนี้ก็ไม่น่าที่จะเป็นชาวพุทธ เพราะทำให้เสื่อมเสียแก่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ประกอบกับพุทธไม่มีชนชั้น แต่บ้านเรามีไม่รู้กี่ชั้น
ดังนั้น ควรจะเปลี่ยนจากนับถือพุทธ เป็น พรุทธ(พะ+รุด) ที่มาจาก พรามหม + พุทธ หรือไม่ก็ พรามหมให้รู้แล้วรู้รอดไป

..........มารบ่มีบารมีบ่อเกิด

..........มารบ่มีบารมีบ่อเกิด......พุทธศาสนานั้นมีหมู่มารที่คอยขัดขวาง.....การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเสมอ....

...พุทธศาสนาอยู่ในสภาพเป็นเคร

...พุทธศาสนาอยู่ในสภาพเป็นเครื่องมือของระบบชนชั้น ระบบการกดขี่เอาเปรียบ
และเป็น “ยากล่อมประสาท”

ภายใต้วัฒนธรรมการทำความดีเพื่อสรรพสมบัติ
และการตลาดธรรมะแบบ “สุขกันเถอะโยม” .....

**********************************

- ประทับใจมาก -

คุณสุรพศ ชี้ให้เห็นความจริง
ที่ถูกบดบังด้วยมนต์สะกด "ความดี" และ "ธรรมราชา".

บางท่านอาจจะต่อว่าคุณสุรพศ อา

บางท่านอาจจะต่อว่าคุณสุรพศ
อาจจะด้วยแนวทางไม่ตรงกัน

สำหรับผมแล้วมองว่าคุณสุรพศเป็นคนที่มีอุดมการณ์
ในการที่จะช่วยกันทักท้วงติติงสังคมให้หยุดคิดหยุดพิจารณา
ก่อนที่ผู้คนจะถลำดำเนินชีวิตกันไปคนละทิศคนละทาง

เราอาจพบว่ามีผู้คนจำนวนมาก
นำความรู้ทางศาสนาของตน
มาสร้างผลประโยชน์มากมายให้กับตนเอง
โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในสังคม
ไม่สนใจว่าผู้คนจะหลงงมงายดำเนินชีวิตเข้ารกเข้าพง
แต่ผมเชื่อว่าคุณสุรพศไม่ได้เป็นเช่นนั้น
หากแต่กระทำตรงกันข้ามกับบุคคลเหล่านั้น

ตัวผมเองพอใจที่จะยกย่องการกระทำแบบคุณสุรพศ
แต่ต้องการประนามบุคคลที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน
ซึ่งมีอยู่มากเหลือเกินในสังคมปัจจุบัน

ผู้คนจำนวนมากยอมบริจาคเงินทองมากมายให้กับคนเหล่านั้น
เพียงเพราะความงก ความโลภของเขาเอง หวังจะรวยในอนาคต จากการทำบุญ
สุดท้ายคนกลางที่รับทำพิธีการทำบุญนั่นเองที่รวยแน่ๆ

แทนที่การบริจาคนั้น จะเป็นการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยหรือปัญหาต่างๆ
ซึ่งนั่นต่างหาก เป็นสิ่งที่น่าจะถูกต้องตามเป้าหมายของการบริจาคของแต่ละศาสนา
ในสังคมเราก็มีผู้คนจำนวนมาก ที่เข้าใจถูกต้องกับการบริจาคแบบไม่หวังผลตอบแทนเช่นนี้
สังเกตได้จากยอดบริจาคผู้ประสพภัยพิบัติต่างๆในทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชมในสังคม

คำสอนในพุทธศาสนานั้นมันดิ้นได้ มันตีความไปในแง่มุมต่างๆได้เช่นเดียวกันกับกฎหมาย
อย่างแค่ศีลข้อที่หนึ่ง มันไม่ควรจะจบอยู่แค่การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเท่านั้น
แต่ว่ามันควรจะขยายความไปถึงการเคารพในสิทธิของผู้อื่น ให้ความเมตตาต่อผู้อื่น
ไม่ว่าผู้อื่นนั้นจะเป็นคนฉลาด เป็นคนโง่ เป็นสัตว์เลี้ยง เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ย่อมจะมิสิทธิในการดำรงตนทั้งสิ้น
ถ้าหากการดำรงตนของสิ่งนั้น มันไม่ไปกระทบกระเทือนกับชีวิตอื่นๆมากเกินไป
และยังจะควรขยายความไปถึงการส่งเสริมให้ผู้อื่นมีชีวิตรอด ในยามที่เขาประสพวิกฤติในการดำรงตน
การบริจาคผมมองว่า มันก็คือวิธีการส่งเสริมให้ผู้อื่นรอดพ้นจากวิกฤติในชีวิตนั่นเอง

ศีลข้อที่หนึ่งมันควรจะขยายความมาถึง ความเสมอภาคในสิทธิทางการเมืองได้ด้วยซ้ำไป
ในเมื่อเราไม่เบียดเบียนกัน ก็ย่อมหมายถึงการไม่ทำร้ายกัน มีความเคารพซึ่งกันและกัน
สิทธิทางการเมืองจึงควรจะถูกเคารพในทุกเสียงไปโดยปริยาย
ไม่ว่าเสียงนั้นจะมาจากคนฉลาด มาจากคนโง่ มาจากคนดี มาจากคนเลว
ทุกเสียงทางการเมือง คือเจตน์จำนงของผู้คนที่จะดำรงตน
คือการกำหนดทิศทางการดำรงตนของแต่ละบุคคลว่าต้องการอะไร

คนฉลาดต้องการอย่างหนึ่ง คนโง่ต้องการอย่างหนึ่ง
คนแต่ละกลุ่มต้องการในแบบของตนเองที่แตกต่างกันไป
และเอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าใครโง่ ใครฉลาด ใครดี ใครเลว
คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดอาจจะโง่สุดขีดก็ได้
คนที่ถูกตราหน้าว่าโง่จริงๆแล้วอาจฉลาดก็ได้
คนที่ได้รับการยกย่องว่าดี แท้จริงอาจเลวสูงสุด
คนที่ถูกตราหน้าว่าเลวสุดๆ แท้จริงอาจเลวน้อยกว่าคนดีก็ได้

ปรกติคนเรานั้น โง่บางอย่าง ฉลาดบางอย่าง อยู่เสมอ
มันเป็นลักษณะความโง่บวกความฉลาดแบบทูอินวันอยู่ในตัวตนของทุกคน
แต่คนเราก็มักจะอวดฉลาดในสิ่งที่ตนรู้ และหลีกเลี่ยงที่จะโชว์โง่เสมอ
บางคนเลือกที่จะไม่สุงสิงกับใครแต่จะอวดฉลาดกับตัวเองเท่านั้น

อย่างผมก็โม้มาก อวดทั้งโง่อวดทั้งฉลาดไปพร้อมๆกัน แบบทูอินวันไงละครับ

กูคิดว่า มหาบ้าสึรพศทวีศักดิ์

[color=red]กูคิดว่า มหาบ้าสึรพศทวีศักดิ์ ควรกลับไปบวชใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้เรียนให้จบประโยค ๖ คงจะฉลาดกว่านี้ แหม ๆๆๆ ตอนมึงบวชอยู่ไมไม่ไปบ่นแบบนี้กับเจ้าอาวาสวัดบุบผารามบ้างละ ว่าเอ้ย! "หลวงพ่อ ผมคิดว่า วัดเราเถราวาทนะมันไม่ได้เรื่อง เรามาเปลี่ยนนิกายเป็นมหายาน วัชรยาน เซ็นกันดีกว่า"[/color]

[color=red]แหม ๆๆๆ ทนหื่นไม่ไหวสึกมากลับหันมาโจมตีวัดใหญ่เลย ไอ้นั้นก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ถูก ตอนบวชอยู่ไม่ไม่พูด ใครเอาตาลปัตรยัดปากไว้ไง ? หือ.....[/color]

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ผมคิดว่า ในขณะที่พุทธนิกายเซ็น และวัชรญาณรับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติ แต่พุทธเถรวาทแบบไทยกลับยังหลับหูหลับตารับใช้ระบบชนชั้น Egoism และทุนนิยมบริโภคผ่านการโปรโมทอุดมการณ์ธรรมราชา แฟชันปฏิบัติธรรมดูจิตดูใจไม่ใส่ใจสังคมและวัฒนธรรมการทำบุญทำทานเพื่อสรรพสมบัติ ไม่สนใจความเป็นธรรมทางสังคม[/quote]

[color=red]ดูคิดดิ คิดจากอะไร หนังสือเซ็น หนังสือธิเบตแค่ไม่กี่เล่มที่ได้อ่าน แล้วก็โง่สรุปเอาว่ารับใช้ความเป็นมนุษย์ หูยยยย พ่อคูณณณ เพ้อไปหน่อยมั้ย ไปดูอุมการณ์วัชรยานนะ ว่าเค้ามีความเป็นมาอย่างไร ทำอะไร เพื่ออะไร ว่ารับใช้มนุษย์จริงมั้ย โหยอ้างได้ไง ดาไลลามะ คืออวตาลของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปันเชนลามะ คือ อวตาลอามิตภะพุทธเจ้า ดูดู้ดู มันตีความกัน อภิปรัชญาทั้งนั้น กลายเป็นว่าตำแหน่งนี้ คนธรรมดาเป็นไม่ได้ ต้องเป็นคนพิเศษจริง ๆ ที่มาจากการอวตาลเท่านั้น แล้วก็มีตำแหน่งโน่น นี้ นั่น เยอะแยะมากมาย ที่ล้วนอ้างกันว่าอวตาลมานะ กูคืออวตาล มึงจะมาละเมิดไม่ได้ มึงเป็นแค่คนธรรมดาที่กรรมมายาบกูกรรมปราณีต ถุย แล้วไหนว่ะรับใช้มนุษย์ มนุษย์นิยม[/color]

[color=red]ในเชิงปรัชญาเถราวาทตะหากละ ที่คนที่ศึกษาจริง ๆจัง ๆ จะเข้าใจว่าเป็นหลักการที่เป็นไปเพื่อมนุษย์จริง ๆ พระพุทธเจ้าคือมนุษย์ ที่ปฏิบัติจนบรรลุอรหันต์ ไม่ได้เป็นองอวตาลของใครผู้ใดในแดนอื่น มิติอื่น แต่คือคนในโลกนี้ มีชีวิต กิน ขี้ ปี้(จนมีพยานรักมาแล้วด้วย) นอน แล้วสุดท้ายคือตาย ตายหรือนิพานของพระพุทธเจ้าเถราวาทคือตายจริง ๆ ไม่เกิดอีก ไม่กลับไปสู่โลกอื่น ๆ ใดอีก ไม่เหมือนตายของวัชรยาน[/color]

[color=red]พระเจ้าอโนรธามั่งฉ่อแห่งพุกาม ไม่เอาวัชรยานกลับเลือกปฏิรูปศาสนาโดยนำเอาหลักเถราวาทจากลังกาทวีป เพราะเห็นว่า วัชรยานมันบ้า อ้างแต่จิต อ้างแต่การหลุดพ้นแบบสายฟ้าฟาด ลามะเงี่ยนจะปล้ำลูกสาวชาวบ้าน ก็อ้างเพื่อปลดปล่อยดวงวิญาณผีเร่ร่อนให้ได้ผุดได้เกิด ไรประมาณนี้[/color]

[color=red]อินเดียที่เรียกว่ายุดมืดของอินเดีย ก็ด้วยเหตุของการแผ่ขยายของพุทธแบบวัชรยานหรือตันตระยานนั้นแหละ [/color]

[color=red]มาที่เญซ็นแบบเวียดนาม ติช นัต ฮันกันบ้าง วันก่อนเห็นประกาศในเวปไซต์ผลังจิตดอทคอม และก็มหายานดอทคอม ว่าเฮ้ย ช่วนหน่อย คณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมไปดราม่าที่เวียดนามอีท่าไหนก็ไม่รู้ รัฐบาลเวียดนามไล่ออกนอกประเทศหมดทั้งหมู่บ้าน เข้ามาในเมืองไทย ประกาศกันใหญ่ ว่าเฮ้ยไทยใจบุญ (เพราะเถราวาทอีกนั้นแหละที่ทำให้ใจบุญ) ช่วยหน่อย สงฆ์บ้านพลัมโดนไล่มาจากเมืองยวน ตอนนี้ขาดปัจจัยหลายสิ่ง แล้วระบุมาเป็นอย่า ๆ เลยนะ เช่น ว่าอาหารเจ โน่น นี้ นั้น ตู้เย็นขนาดนั้น คีมอาบน้ำยี้ห้อนั้น สารพัดสารเพ ประมาณว่าไทยใจบุญไม่เคยเจอการระบุุสินค่าและสเปกในการที่จะทำบุญอย่างนี้ในวัดป่ากรรมฐานเถราวาทอย่างนี้มาก่อน เพราะเถราวาทเลี่ยงง่ายไม่เรื่องมาก ไม่มีกีต้าดีดพระหลวงตา หลวงพี่ หลวงพ่อก็สวดมนต์ได้ ไม่มีสนามพุตบอลในวัดพระก็กวาดขยะออกกำลังกายไป ไม่เป็นพระเซแลบ ทำเท่เวลาออกสื่อ [/color]

[color=blue]อยากบอกมหาลาพรตสุรพศ ทวีศักดิ์ เลิกบ้าได้แล้ว แล้วลองเอาความรู้ทางศาสนาที่เรียนมา ประโยค๕ นำไปปฏิบัติดูบ้าง อย่ามัวแต่พล่มมจะเห็นผลเลิกสงสัย นิกายไหน ๆ มันก็มีอุดมการณืเดียวกัน คือนิพพาน ทำให้สุดแล้วก็เหมือนปีนเขา จะท่าไหน ทิศไหน เมื่อถึงที่สุดแล้วก็คือยอดเขาที่เดียวกัน[/color]

ขอแก้ไขที่มั่วนะครับ

ขอแก้ไขที่มั่วนะครับ ผมไม่เคยบวชอยู่ที่ "วัดบุบผาราม"
ที่ถูกคือผมเคยบวชอยู่ที่ "วัดอนงคาราม" คลองสาน กรุงเทพฯ ครับ

แต่ว่าจะวิจารณ์ จะด่าอะไรผมก็เชิญตามสบาย ตามจริต "นิสัย" ของใครของมันเลยนะครับ ไม่เกี่ยวกับวัดที่ผมเคยอยู่มา

ได้อ่านบทความและความคิดเห็นขอ

ได้อ่านบทความและความคิดเห็นของอาจารย์สุรพศ แล้วเห็นว่าเป็นดาบสองคมทางสองแพร่งที่อาจเกิดได้ทั้งประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและทำลายล้างได้ไปพร้อมๆกัน

เหตุผลก็คือคนที่ได้อ่านมีหลายประเภท(บุคคลสามเหล่า สี่จำพวก) ที่จะเป็นปัญหาก็คือจำพวกที่อ่านแล้วไม่เกิดปัญญา

ผมเองก็ไม่ทราบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของอาจารย์สุรพศ ว่าเสนอแนวคิดเหล่านี้เพื่อหวังผลอะไร? แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่าเป็นข้อวิตกกังวลที่ต้องการสะท้อนมุมมองที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระศาสนาให้มีคามบริสุทธิ์และมีคุณค่าแก่ชาวพุทธทั่วไป

ดังนั้น จึงใคร่ขอให้อาจารย์กรุณาให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะแนวทางที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเป็นการเปรียบเทียบด้วยก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง โดยเฉพาะพุทธฝ่ายเถรวาทเองนั้น ผมก็ยังเห็นพ้องกับอาจารย์ในบางประเด็นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพุทธเถรวาทที่แท้จริงนั้นจะไม่ดีเหมือนมหายานหรือเซ็น

ที่สำคัญก็คือ เมื่อไหร่ที่มการเปรียบเทียบเถรวาทกับมหายานแล้ว หลายประเด็นจะเกิด paradox อย่างที่อาจารย์เคยวิเคราะห์พระธรรมวินัยไว้ อย่างนี้ถือว่าเป็นการสร้างปัญหามากกว่าสร้างสรรค์หรือเปล่าครับ

เอาเป็นว่าถ้าสังคมไทยจะต้องอิงหลักธรรมตามแนวทางของฝ่ายเถรวาทให้เกิดความผาสุกสงบสันติด้วยแล้ว จะมีแนวทางและวิธีการอย่างไรที่ฝ่ายเถรวาท(ปัจจุบัน)พึงสำเหนียกและมีส่วนร่วมปรับปรุงพัฒนาให้เข้าที่เข้าทางตามที่ควรจะเป็นให้มากที่สุด..ดีไหมครับ

เห็นด้วยกับการแยกสงฆ์ออกจากคฤหัสถ์เพราะวิถีชีวิตต่างกัน แต่สงฆ์จะต้องพัฒนาตนเองให้บริสุทธิ์เพื่อทำหน้าที่พัฒนาให้คฤหัสถ์มีคุณธรรมจริยธรรมที่จำเป็นแก่การครองเรือนครองตนในสังคมอย่างมีความสุขตามอัตภาพ(อุบาสกอุบาสิกา)เพื่อส่งไม้ต่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนพระศาสนาในกระแสสังคมโลก

คุณปู่

[quote=คุณปู่]ได้อ่านบทความและความคิดเห็นของอาจารย์สุรพศ แล้วเห็นว่าเป็นดาบสองคมทางสองแพร่งที่อาจเกิดได้ทั้งประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและทำลายล้างได้ไปพร้อมๆกัน

เหตุผลก็คือคนที่ได้อ่านมีหลายประเภท(บุคคลสามเหล่า สี่จำพวก) ที่จะเป็นปัญหาก็คือจำพวกที่อ่านแล้วไม่เกิดปัญญา

ผมเองก็ไม่ทราบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของอาจารย์สุรพศ ว่าเสนอแนวคิดเหล่านี้เพื่อหวังผลอะไร? แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่าเป็นข้อวิตกกังวลที่ต้องการสะท้อนมุมมองที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระศาสนาให้มีคามบริสุทธิ์และมีคุณค่าแก่ชาวพุทธทั่วไป

ดังนั้น จึงใคร่ขอให้อาจารย์กรุณาให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะแนวทางที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเป็นการเปรียบเทียบด้วยก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง โดยเฉพาะพุทธฝ่ายเถรวาทเองนั้น ผมก็ยังเห็นพ้องกับอาจารย์ในบางประเด็นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพุทธเถรวาทที่แท้จริงนั้นจะไม่ดีเหมือนมหายานหรือเซ็น

ที่สำคัญก็คือ เมื่อไหร่ที่มการเปรียบเทียบเถรวาทกับมหายานแล้ว หลายประเด็นจะเกิด paradox อย่างที่อาจารย์เคยวิเคราะห์พระธรรมวินัยไว้ อย่างนี้ถือว่าเป็นการสร้างปัญหามากกว่าสร้างสรรค์หรือเปล่าครับ

เอาเป็นว่าถ้าสังคมไทยจะต้องอิงหลักธรรมตามแนวทางของฝ่ายเถรวาทให้เกิดความผาสุกสงบสันติด้วยแล้ว จะมีแนวทางและวิธีการอย่างไรที่ฝ่ายเถรวาท(ปัจจุบัน)พึงสำเหนียกและมีส่วนร่วมปรับปรุงพัฒนาให้เข้าที่เข้าทางตามที่ควรจะเป็นให้มากที่สุด..ดีไหมครับ

เห็นด้วยกับการแยกสงฆ์ออกจากคฤหัสถ์เพราะวิถีชีวิตต่างกัน แต่สงฆ์จะต้องพัฒนาตนเองให้บริสุทธิ์เพื่อทำหน้าที่พัฒนาให้คฤหัสถ์มีคุณธรรมจริยธรรมที่จำเป็นแก่การครองเรือนครองตนในสังคมอย่างมีความสุขตามอัตภาพ(อุบาสกอุบาสิกา)เพื่อส่งไม้ต่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนพระศาสนาในกระแสสังคมโลก[/quote]

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ใดๆ ในโลก ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
พวกเราเองซึ่งเป็นคนรุ่นนี้ ก็มีชิวิตที่ไม่ยั่งยืน ตายจากไปด้วยกันทั้งหมด เอาอะไรๆ ติดตัวไปไม่ได้ซักอย่าง
เหลือไว้ แต่ความดี ความไม่ดี ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง
ถึงวันที่เราจากไป ก็ควรจะทิ้งไว้แต่สิ่งดีๆ ให้คุณรุ่นหลัง จดจำไว้ ไม่ดีกว่าหรือ

ติ เพื่อ ก่อ กันเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้ทิ้งสิ่งดีๆ ไว้ให้คนรุ่นหลัง

คุณปู่

[quote=คุณปู่]ได้อ่านบทความและความคิดเห็นของอาจารย์สุรพศ แล้วเห็นว่าเป็นดาบสองคมทางสองแพร่งที่อาจเกิดได้ทั้งประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและทำลายล้างได้ไปพร้อมๆกัน

เหตุผลก็คือคนที่ได้อ่านมีหลายประเภท(บุคคลสามเหล่า สี่จำพวก) ที่จะเป็นปัญหาก็คือจำพวกที่อ่านแล้วไม่เกิดปัญญา

ผมเองก็ไม่ทราบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของอาจารย์สุรพศ ว่าเสนอแนวคิดเหล่านี้เพื่อหวังผลอะไร? แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่าเป็นข้อวิตกกังวลที่ต้องการสะท้อนมุมมองที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระศาสนาให้มีคามบริสุทธิ์และมีคุณค่าแก่ชาวพุทธทั่วไป

ดังนั้น จึงใคร่ขอให้อาจารย์กรุณาให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะแนวทางที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเป็นการเปรียบเทียบด้วยก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง โดยเฉพาะพุทธฝ่ายเถรวาทเองนั้น ผมก็ยังเห็นพ้องกับอาจารย์ในบางประเด็นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพุทธเถรวาทที่แท้จริงนั้นจะไม่ดีเหมือนมหายานหรือเซ็น

ที่สำคัญก็คือ เมื่อไหร่ที่มการเปรียบเทียบเถรวาทกับมหายานแล้ว หลายประเด็นจะเกิด paradox อย่างที่อาจารย์เคยวิเคราะห์พระธรรมวินัยไว้ อย่างนี้ถือว่าเป็นการสร้างปัญหามากกว่าสร้างสรรค์หรือเปล่าครับ

เอาเป็นว่าถ้าสังคมไทยจะต้องอิงหลักธรรมตามแนวทางของฝ่ายเถรวาทให้เกิดความผาสุกสงบสันติด้วยแล้ว จะมีแนวทางและวิธีการอย่างไรที่ฝ่ายเถรวาท(ปัจจุบัน)พึงสำเหนียกและมีส่วนร่วมปรับปรุงพัฒนาให้เข้าที่เข้าทางตามที่ควรจะเป็นให้มากที่สุด..ดีไหมครับ

เห็นด้วยกับการแยกสงฆ์ออกจากคฤหัสถ์เพราะวิถีชีวิตต่างกัน แต่สงฆ์จะต้องพัฒนาตนเองให้บริสุทธิ์เพื่อทำหน้าที่พัฒนาให้คฤหัสถ์มีคุณธรรมจริยธรรมที่จำเป็นแก่การครองเรือนครองตนในสังคมอย่างมีความสุขตามอัตภาพ(อุบาสกอุบาสิกา)เพื่อส่งไม้ต่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนพระศาสนาในกระแสสังคมโลก[/quote]

ประเด็นของบทความคือ "การใช้พุทธศาสนา" ไม่ใช่ประเด็นว่า "หลักการมหายานกับเถรวาทใครถูกใครผิด"

ซึ่งผมเสนอให้เห็นว่า เซ็นและวัชรญาณเขาใช้พุทธศาสนาเพื่อรับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติที่เข้ากันได้กับคุณค่าร่วมสมัยเช่น เสรีภาพ ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชนมากกว่า

ขณะที่ "พุทเถรวาทแบบไทย" ยังคงใช้พุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนระบบชนชั้น วัตถุนิยม และส่งเสริมศีลธรรมแบบ egoism ที่ปลูกฝังการทำความดีทุกอย่างเพื่อ "สรรพสมบัติ" ที่ตนต้องการปราถนา (ตัวอย่างที่ยกมาในบทความแค่ส่วนหนึ่ง ลองมองดูข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่จริงอย่างตรงไปตรงมาครับ แล้วจะเห็นว่าเป็นจริง)

ลองช่วยกันมองให้เห็น "ทุกขสัจจะ" ในค่านิยม วัฒนธรรมของชาวพุทธเถรวาทแบบไทยก่อนครับ แล้วจะเห็นว่า มีหลายเรื่องจำเป็นต้องแก้ไข ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราโกหกตัวเอง มีแต่ต้องให้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นจึงจะเห็นทางแก้ปัญหาที่แท้จริงได้

ส่วนประเด็นว่า "คนอ่านมีหลายระดับ" ผมเคารพคนทุกระดับว่า ในฐานะที่เป็น "คนเหมือนกัน" ทุกคนมีวิจารณญาณของตนเองในการอ่านและวินิจฉัยถูกผิดด้วยตนเอง!

แนวคิดของสุรพศ

[color=red]แนวคิดของสุรพศ ก็ไม่ต่างอะไรกะพวกที่ชอบอ้าง ศาสนานั้นดีกว่าศาสนานี้ ลัทธินิกายนั้นดีกว่าลัทธินิกายนี้ แล้วก็พล่ามไปต่าง ๆ นา ๆ เพ้อเจ้อไปเรื่องตามแต่ความยาวของหางอึ่งที่มี[/color]

[color=red]ไม่ยากเลยหากไม่พอใจเถราวาท ก็เลิกนับถือซะง่ายนิดเดียว ตายโหง ตายห่าไปก็บอกลูกเมีย ว่าอย่าเอาไปวัด ตายห่าตงไหนก็ฝังแม่งตงนั้น ก็ในเมื่อชอบบ่น ชอบว่านัก ว่าวัฒนธรรมอย่างเถราวาทไม่ดีอย่างนี้ อย่างนั้น ว่าพุทธไทยไม่ไดีอย่างนั้นอย่างนี้ จารีตไทยเอย พุทธไทยเอยไม่ดีหมด ก็เอาศพไปเผาที่หมู่บ้านพลัมโน่น ไม่ก็เอาปักตอหั่นให้แร้งแดกเหมือนพวกธิเบตวัชระยาน ดีมะ ?[/color]

[color=red]เกิดชาติหน้าฉันใด ก็อย่าได้เจอกะเถราวาทอีก สิ้นเวรกรรมกันซะที แต่ถ้าคิดว่าจะนับถือ หรือเลิกนับถือไม่ได้ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม นั้นหมายถึงไม่แน่พอ เกลียดตัวกินไข่ ก็ช่วยคิดไรให้สร้างสรรค์บ้าง มองเห็นปัญหาก็พล่ามอะไรที่มันเป็นทางออกบ้าง[/color]

อีกอย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง อยากจะบอกให้พวกโง่ ๆๆ ควาย ๆ ทั้งหลายได้หูตาสมอง สว่าง ๆ กันว่า ตามหลักฐานทางโบราณคดีเอย มีนัยว่า ไสยศาสตร์ไทย ที่ปลอมปนเป็นอีกแอบอยู่กับพุทธศาสนาเถราวาทนั้น นั่นแหละ คือซากเดนจากวัฒนธรรมงี่เง่าจากพุทธศาสนา วัชรยานหรือตันตระยาน ที่ไทยรับมาจากขอมโบราณ ทั้งระบบเลข ยันต์ คาถาอาคม กุมารทอง ปลัดขิก ควยธนู ฯลฯ

เหล่านี้เดิมทีเถราวาทไม่มี โว้ยยย กล่าวกันว่าพุทธรูปที่กราบไว้กันอยู่ปัจจุบันนี้ มีรากฐานมาจากตันตระยานในอินเดียเหนือ หรือแถบ ๆ ปากีสถานปัจจุบัน ซึ่งเมื่อคราวที่วัฒนธรรมการสร้างพุทธรูปแพร่ไปลังกาทวีปใหม่ ๆ ในดินแดนแห่งเถราวาทที่เป็นแม่แบบดั่งเดิมปรากฎว่าพระสง ฆ์เถราวาทลังกายุคนั้นไม่ยอมกราบไว้ ซึ่งเดิมทีเถราวาทจะใช้เครื่องหมายอื่น ๆ เช่น ต้นโพธิ์ พุทธบาท ธรรมจักร แทนปุคคลาทิฐฐานถึงพระพุทธเจ้า ไม่บูชาเจว็ดรูปเคารพอย่างมหายาน ตันตระยาน วัชรยานกัน

ในอินเดียยุคก่อนการหมดไปของพุทธ ไม่ใช่เพราะกองทัพเติร์กมุสลิมอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกันว่าเป็นสาเหตุ หากแต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการที่อินเดียเต็มไปด้วยวัชระยานนั้นเอง วัชระยานหรือตันตระยานอินเดียสมัยนั้น จันไรอย่างไรลองหาอ่านในบันทึกหลวงจีนอี้จิงดูก็จะรู้ จนขนาดเจ้าคุณระแบบ(พี่ชายต่างมารดากับจตุพร พรหมพันธ์) ยังกล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์พุทธศานาว่าเป็นการดีเสียอีก ที่ได้ล้างบางให้หมดไปซึ่งความเชื่อที่ผิด คำสอนที่เลอะเทอะของวัชระยานหรือตันตระยาน ที่กองทัพเติร์กมุสลิมบุก

นี้นะหางอึ่งมีอยู่ติดเดว ดูอะไรแค่ฉาบฉวยเอาแต่การแสดงออกผ่านสื่อกับพระเซแลบทำเท่ออกทีวีสื่อต่างประเทศ เห็นพ่อคนอื่นดีกว่าพ่อตัวเอง

พยายามจะอ่านคำแย้งดีๆ

พยายามจะอ่านคำแย้งดีๆ ก็น่าฟังหลายอัน
แต่ดูเหมือนอารมณ์ร้อนกันทุกท่านเลยนะครับ ๕๕๕

ไม่เคยบวช

ไม่เคยบวช จึงให้ทัศนะเรื่องบวชไม่ได้ แต่ถ้าจะมองในแง่ประวัติศาสตร์แล้ว พุทธแบบเถรวาทดังที่ อ.สุรพศ กล่าวถึง น่าจะมี เศษเสี้ยวและระดับความ ผิดเพี้ยน ดังที่อาจารย์กล่าวว่า ถูกสร้างมาให้รับใช้เพื่อปกครอง ระบอบชนชั้น และ Egoism ที่ว่านั้นตั้งแต่ต้นยุค ร.4

( จากท่อนนี้เป็นต้นไป คือ แนวคิดที่ผู้อ่านได้รับฟังมาจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ผิดพลาดประการใดเป็นความผิดของผู้อ่านคนเดียว )

เรื่องก็คือ เถรวาทปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องถูก กำหนดและดัดแปลง จากแนวคิด ธรรมยุกติ ในช่วงเวลาที่ ชาติเราจำเป็นต้องมี คุณสมบัติ รัฐชาติ ณ เวลานั้น เพื่อต่อต้านการขยายตัวของ สงครามความเป็นรัฐ เมื่อไม่เป็นรัฐ รัฐจึงควรมีสิทธิ์ปกครอง ผู้ไม่เป็นรัฐ ซึ่งเป็นวิธีที่ ชาติมหาอำนาจ มากลบเหลื่อน นโยบาย หลักว่า เรามีปืนกับเรือ ยอมเราหรือยัง ปัญหาที่ตาม เมื่อเราก้าวเข้าสู่ โลกสากล ปัจจุบัน

ในขณะที่ ตะวันตก ค้นพบความลับว่า สื่อกับวิทยาศาสตร์ ควบคุมศาสนา ได้ เอเชีย กลับค้นพบว่า เล่มที่คล้ายคลึงกัน ทั้งใน จีน อินเดีย กลุ่มอิสลาท ( การปฎวิัติอิหร่าน ) ว่า มันง่าย และ ลึกซึ้งดี ที่จะทำให้ ทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงกล่อมเกลาให้ผู้คน มีศาสนาเป็นหลักยึดและทำตามนั้นไป โดยไม่ต้องสนใจ ความคิดที่ควรจะมีส่วนร่วมในการจัดสรร ทรัพยากรและสาธารณูปโภคทุกชีวิต เพื่อยกระดับชีิวิตและความเป็นอยู่ ถึงตรงนี้ ผมถามอาจารย์ว่า เพื่อจะเป็นอย่างนี้ เพื่อปกครองได้ จึงต้องเป็นคนดีตามเขาหรือ

อาจารย์ท่านว่า เปล่า แท้จริงแล้ว ณ เวลานั้น ความคิดและหลักธรรมยุกติเป็นเพียงเครื่อมือหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อ ให้ รัฐบาลกลางและชนในสังคมเวลานั้น มีหลักยึด ให้เกิดความเป็นชาติโดยเร็วเท่านั้น แต่ กระบวนการที่เราได้เห็นความผิดพลาดในปัจจุบันนั้น ผมกับคุณเอง เป็นคนเห็น แต่ คนยุคนั้น ไม่ได้เห็นนะ จะบอกว่า เค้าผิด คงจะไม่ได้ แต่จะบอกว่า เรายึดเหนี่ยวต่อไปแบบนี้ มันควรหรือ ก็คงจะไม่ใช่

ผมถามอาจารย์ว่า จะบอกว่า ธรรมยุกติ เป็น ฝ่ายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อาจารย์ท่านว่า เปล่า แท้จริงแล้ว ผู้ครอบครองเถรวาทในปัจจุบันต่างหากที่นำ ธรรมยุกติ มาใช้จน ผิดเพี้ยนไปหมด และหาประโยชน์ให้กับตัวเอง โดยหลักแล้ว ธรรมยุกติ มีหลักในจารีตให้เกิดส่วนร่วมมากกว่าที่ เถรวาท บัญญัติ เพื่อครอบครอง ขุมพลังอำนาจในความเป็นสงฆ์ อยู่ฝ่ายเดียว เสียด้วยซ้ำ ปัญหาคือ ตั้งต้นแต่ย้อนหลังไป เถรวาท ดั้งเดิมและปัจจุบันนั้น ไม่ได้ถูกคิดและปลูกรากจากพระพุทธเจ้า แต่ผู้วากรากให้เหิดเถรวาท ดั้งเดิม แท้จริง คือ พระเจ้าอโศกมหาราช สมัยนั้น อินเดีย ผจญ ความทุกข์ยาก แสนสาหัส เพราะ สงครามเกือบ สองร้อยปี ภายหลัง พระพุทธเจ้าท่าน สิ้นแล้ว พระเจ้าอโศกเป็นอัจฉริยะ แต่ในทางหนึ่งก็ทรงรู้ดีว่า ปล่อยให้หลักสงฆ์เดิมๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านวางเอาให้ดำรงไม่ได้

ภายหลังที่ท่านขึ้นมา ท่านจึงรวบแนวคิดและอำนาจในทางสัญลักษณ์การเมืองและศาสนาเข้าด้วยกัน คุณไปดูเถอะ จะเล่มไหน ก็เขียนว่า ท่านเรียกขานตัวเองว่า กองทัพธรรม ทั้งที่ เข่นฆ่าผู้คนในอินเดียไปกว่า 1 ใน 4 เพื่อรวบอำนาจไว้ แนวคิดเรื่อง ทศชาติก็ถือกำเนิดมาจากความคิดนี้ ลองคิดกันง่ายๆว่า แนวคิดทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือ เพราะ เคยทำอย่างนั้น จึงต้องเกิดแบบนี้ มันใช้อะไรด้จริงในยุคปัจจุบันหรือ กับการที่ มนุษย์เราทำให้ สงคราม กลายเป็น เศรษฐกิจปิด ในรูปแบบหนึ่งเพื่อปกครองผู้คนให้เข้าใจและตระหนัก ความอยู่ดีกินดีโดยไม่ขัดขืนและสร้างให้เราชินชา ผ่าน ทีวี

ถ้า หาก มันใช้ได้จริง ป่านนี้ นรก คงล้าง อเมริกาไปนานแล้ว เหมือนที่ถูกระบุไว้ใน โซดอม - -

ไม่ได้ยึดอะไรเป็นนิจมานานแล้ว

ไม่ได้ยึดอะไรเป็นนิจมานานแล้วครับ สวดมนต์ก่อนนอนก็ไม่ได้สวด ข้าวที่กินก็ไม่ได้ไหว้ วัดปีหนึ่ง เข้าแค่ครั้งเดียว เพราะ พุทธที่เห็นว่า เป็นพุทธในตัวเองก็แค่ ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน กล้าพูดครับ ว่า คนบาป

โอ๊ย เลิกๆ กันไปดีกว่า

โอ๊ย เลิกๆ กันไปดีกว่า บทความนี้มองชาวพุทธแบบเหมารวมกันทั้งประเทศไปแล้ว
ตราบใดที่ยังเห็นป้ายทำบุญบารมี 10 ทัศ 30 ทัศ ตามข้างถนนหนทางอยู่ ก็แสดงว่าอุดมการณ์เพื่อสรรพสัตว์ยังอยู่คู่สังคมไทยอยู่ ให้สุรพศคิดเหมารวมไปคนเดียวเหอะ

คุณกูเองแหละ

ปีที่แล้ว TPBS เอาสารคดีเรื่องจีนมาฉาย มีส่วนของธิเบตด้วย น่าดูจริงๆ เกี่ยวกับพระธิเบตด้วยเดียวนี้พระธิเบตไปไกลมาก รับจ้างทำพิธีโชว์ตามโรงแรมของพวกจีนฮั่น โชว์นักท่องเที่ยว ใหนจะสวดไล่ผีตามบ้านต่างๆ วิ่งรอก 4-5ที่ต่อวันกันอุตลุด หาเงินเข้าอาราม

บางพวกเลอะเทอะกว่า ขายพระพุทธรูปเก่าๆของวัดเลย เอาเงินมาบำรุงอาราม

อย่างเรื่องตำแหน่ง กรรมาปะละมะ องค์ที่ 17 ของนิกายกาคิว ก็ยังทะเลาะกันไม่จบ แต่องค์ทะไลลามะรับรอง ออกเยน ทรินเลย์ ให้เป็นกรรมาปะไปแล้ว แต่อีกฝ่าย คือ ทะเย ดอร์เจ ก็อ้างว่าตัวเป็นกรรมาปะลามะ มีฝรั่งคอยหนุนด้วย

คุณสุรพศ แก่อ่านเอาจากหนังสือเดาว่าปรัชญาแล้วสรุปเอา ไม่ได้พยายามไปดูไปศึกษา ว่าสังคมวัชรยานจริงๆ มันมีพลวัตเป็นยังไง

ธรรมะ.....ธรรมชาติ.....ธรรมดา

ธรรมะ.....ธรรมชาติ.....ธรรมดา.....บทนี้ธรรมเดา หรือธรรมด่า
/ ใครเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ใครเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม

นวนคร wrote:โอ๊ย เลิกๆ

[quote=นวนคร]โอ๊ย เลิกๆ กันไปดีกว่า บทความนี้มองชาวพุทธแบบเหมารวมกันทั้งประเทศไปแล้ว
ตราบใดที่ยังเห็นป้ายทำบุญบารมี 10 ทัศ 30 ทัศ ตามข้างถนนหนทางอยู่ ก็แสดงว่าอุดมการณ์เพื่อสรรพสัตว์ยังอยู่คู่สังคมไทยอยู่ ให้สุรพศคิดเหมารวมไปคนเดียวเหอะ

คุณกูเองแหละ

ปีที่แล้ว TPBS เอาสารคดีเรื่องจีนมาฉาย มีส่วนของธิเบตด้วย น่าดูจริงๆ เกี่ยวกับพระธิเบตด้วยเดียวนี้พระธิเบตไปไกลมาก รับจ้างทำพิธีโชว์ตามโรงแรมของพวกจีนฮั่น โชว์นักท่องเที่ยว ใหนจะสวดไล่ผีตามบ้านต่างๆ วิ่งรอก 4-5ที่ต่อวันกันอุตลุด หาเงินเข้าอาราม

บางพวกเลอะเทอะกว่า ขายพระพุทธรูปเก่าๆของวัดเลย เอาเงินมาบำรุงอาราม

อย่างเรื่องตำแหน่ง กรรมาปะละมะ องค์ที่ 17 ของนิกายกาคิว ก็ยังทะเลาะกันไม่จบ แต่องค์ทะไลลามะรับรอง ออกเยน ทรินเลย์ ให้เป็นกรรมาปะไปแล้ว แต่อีกฝ่าย คือ ทะเย ดอร์เจ ก็อ้างว่าตัวเป็นกรรมาปะลามะ มีฝรั่งคอยหนุนด้วย

คุณสุรพศ แก่อ่านเอาจากหนังสือเดาว่าปรัชญาแล้วสรุปเอา ไม่ได้พยายามไปดูไปศึกษา ว่าสังคมวัชรยานจริงๆ มันมีพลวัตเป็นยังไง[/quote]

เห็นด้วยทุก ๆ ประการครับ สุรพศแกเป็นมหาบ้า โตมากับเถรวาทแท้ ๆ พอได้ผุดได้เกิดได้เป็นครูบาอาจารย์คน ลืมบุญคุณข้าวแดงแกงร้อน(ที่ชาวพุทธเถราวาทใส่บาตรให้แกกินเมื่อตอนบวช และผมมั่นใจว่าไม่มีนธิเบตใส่นมเปรี้ยวที่ทำด้วยนมจามารีให้แกเลยแม้แต่ครั้งเดียว) แคได้อ่านหนังสือเซ็น หนังสือลามะไม่กี่เล่มก็ด่วนสรุปไรโง่ ๆ บ้า ๆ เป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ครับ เบื่อมากเลยกับบทความโง่ ๆ ชักจูงคนไม่รู้ให้บ้าตามนี้

ชาวบ้าน-1

[quote=ชาวบ้าน-1]...พุทธศาสนาอยู่ในสภาพเป็นเครื่องมือของระบบชนชั้น ระบบการกดขี่เอาเปรียบ
และเป็น “ยากล่อมประสาท”[/quote]

[color=red]หลวงพ่อองค์ไหนละ ที่ไปกดขี่เอาเปรียบมึง บอกหน่อย เดี่ยวจะร้องเรียนไปสำนักพุทธให้ คนที่เค้าไปวัดกัน เค้าไม่ได้ไปเพราะเจตนาจะไปเสพยา ไอ้คนไม่เคยไปก็หาว่าเค้ากันมั่วซั่ว ลูกสาวลูกชายและเยาวชนไทยชายหญิงที่ไปหลงดารา บ้าวัตถุกันโน่น ที่เรียกว่าโดนมอมเมา ไปยืนด่าหน้าผับ บา และห้างดัง ๆ ซิมึง ดีกว่ามาแหกปากตะโกนโง่ ๆ (มั้ง) ว่าศาสนาคือยากล่อมประสาท(ควาย)[/color]

[quote=ชาวบ้าน-1]ภายใต้วัฒนธรรมการทำความดีเพื่อสรรพสมบัติ
และการตลาดธรรมะแบบ “สุขกันเถอะโยม” .....[/quote]

[color=red]มึงเคยอ่านมั้ยล่ะ "สุขกันเถอะโยม" ของพระมหาสมปอง ไปอ่านมาก่อน สรุปส่งมาเป็นการบ้าน ชี้ชัด ๆ ว่าตรงไหนของหนังสือเล่มนิดเดียวนั้นที่ว่า ทำความดีเพื่อสรรพสมบัติและการตลาด นะ[/color]

[color=red]เมื่อกล้าเห่า ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเห่าด้วย[/color]

**********************************

[quote=ชาวบ้าน-1]- ประทับใจมาก -

คุณสุรพศ ชี้ให้เห็นความจริง
ที่ถูกบดบังด้วยมนต์สะกด "ความดี" และ "ธรรมราชา".[/quote]

[color=red]ในโลกของควายตาบอด ควายตัวหนึ่งตาบอดข้างเดียวก็สามารถเป็นราชาของเหล่าบรรดาควายตาบอดได้ เลยไม่แปลกใจ ที่คนโง่คนหนึ่งจะประทับใจในความโง่ของใครอีกคนหนึ่ง อิอิ [/color]

คนบนโลก wrote:วาทะกรรม

[quote=คนบนโลก]วาทะกรรม ของสงฆ์ทางการเมืองที่ขัดกับหลักพุทธอย่างชัดเจนเช่น
"ฆ่าคอมมิวนิสส์ไม่บาป เหมือนฆ่าปลาถวายพระ"
ในทัศนะของผมถือว่าพระรูปนี้หมดสิ้นความเป็นพระไปแล้ว และมีจิตใจเป็นฆาตรกรด้วยซ้ำ[/quote]

[color=red]อย่าเรียกว่าวาทะกรรมสงฆ์ดิ มันคืออัตตโนมติ(อ่านว่า อัด ตะ โน มะ ติ)ส่วนตัวของท่านกิตติวุฒโฑ (ตายห่าไปหลายปีแระ) และก็ไม่ต้องในทัศนะของมึงซึงเป็นอัตตโนมติเช่นเดียวกับความเห็นเชิงว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เพราะโดยภาววิสัยในวินัยพระก็ถือว่าเป็นการอวดคุณแห่งความตาย ให้เกิดการฆ่ากัน เข้าข่ายปาราชิกด้วย เหมือนกันกับพระที่พูดชี้นำว่าทำแท้งไม่บาปนั้นแหละ[/color]

[quote=คนบนโลก]วาทะกรรมนี้ก่อให้เกิดเหตุเศร้าสลดตามมา คนไทยฆ่าคนไทยอย่างโหดร้ายทารุณ
จนไม่สามารถรับได้ว่าเราคนไทยเป็นชาวพุทธหรือเปล่า นับถือคำสอนพระพุทธเจ้าหรือเปล่า
หรือแค่เพียงในนาม[/quote]

[color=red]การจารศึกษาประวัติศาสตร์ยุคใกล้จะพบหลักฐานที่ชีชัด ๆ ได้โดยมั่นใจได้ว่า การฆ่านศครั้งนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากกิตติวุฒโฑ ศาสนาในเชิงวัฒนธรรม หรือที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่จำเป็นที่ทุก ๆ คนที่อ้างว่าตนนับถือจะต้องปฏิบัติตามอย่างสุดจิตสุดใจ[/color]

[quote=คนบนโลก] พุทธศาสนาในบ้านเรานั้นถูกแปลงจารีต หลักการจนเพี้ยนไปหมด
พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้ปัญญา สอนให้รู้จักการมีเหตุผล สอนให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง
แต่ดูเอาเถอะ พุทธบ้านเรากลับเต็มไปด้วยความงมงาย ความกดทับทางความคิดสติปัญญา
เอาเทวะของศาสนาอื่นมาเป็นเทวะของพุทธ ทั้งที่พุทธคือ อเทวะนิยม
และเน้นการสั่งสอนแบบ จงเชื่อ จงฟัง จงทำ อย่างไร้สติ[/quote]

[color=red]เป็นการพูดถึงภาพรวมอย่างมีอคติ สวนทางกับสิ่งที่ปรากฎจริง ๆ ในสังคมไทยในเชิงวัฒนธรรมศาสนาที่มักมีการกล่าวอ้างอยู่จนชินตา ถึงการพูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสติ การกล่าวร้ายจารีตอย่างรุนแรงราวกับว่า จารีตคือบุคคล ที่(เหี้ยมากๆ) ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั้น จารีต(norm)นั้น เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสมาชิกของกลุ่มหรือสังคมที่เรานั้นสังกัด และร่วมสร้างกันมาเอง เช่น คนไม่ร่วมเพศกับหมา นี้คือจารีตอย่างไทย ถามว่าผิด กม มั้ย ตอบได้ว่าไม่ผิด ถามว่าผิดศีลห้ามั้ย ยิ่งไม่ผิดกันใหญ่ แต่ถามว่าทำไม่มึงไม่เอาหมาะ ตอบว่าเพราะจารีต(ข้อนี้ถ้าไม่จริงตามนี้ แย้งกูได้)[/color]

[quote=คนบนโลก]ดังนั้นคนที่ยึดแนวคำสอนแบบงมงายนี้ก็ไม่น่าที่จะเป็นชาวพุทธ เพราะทำให้เสื่อมเสียแก่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ประกอบกับพุทธไม่มีชนชั้น แต่บ้านเรามีไม่รู้กี่ชั้น
ดังนั้น ควรจะเปลี่ยนจากนับถือพุทธ เป็น พรุทธ(พะ+รุด) ที่มาจาก พรามหม + พุทธ หรือไม่ก็ พรามหมให้รู้แล้วรู้รอดไป[/quote]

[color=red]สรุปโง่ ๆ เหมือนกับตรรกะที่ว่า "ไม่แดกเบียร์ช้างไม่ใช่คนไทย" ไรประมาณนั้น สังคมเถราวาทมันมีการให้อภัยแม้ทำผิดหนัก ๆ จากมาตรฐานของชาวพุทธแต่เมื่อกลับใจหรือยอมรับในผิดนั้น พุทธก็ให้อภัยนี้คือการปลงอาบัติ เคยฟังการสัมภาษณ์คนแขมร์ เมื่อสมัยแขมร์แดงเรื่องอำนาจ แกเล่าว่า "แกเคยเป็นพระสมัยเขมรแดง โดนเขมรแดงบังคับให้แกต้องล่อผู้หญิง จนแกปาราชิก เมื่อแกผิดแล้ว ถึงแม้โดนบังคับ แต่แกก็สำนึกว่าแกผิด ผิดของแกคือการละเมิดศีลขั้นรุนแรง แกไม่อาจบวชใหม่ได้ แต่แกก็ยังคมช่วยส่งเสริมกิจการของวัดเขมรทุกๆ รูปแบบที่ทำได้ โดยถึงแม้จะผิดอย่างใจ แต่ใจแกก็เป็นพุทธ"[/color]

[color=red]และก็ต้องยอมรับ ศาสนาเราก็เหมือนศาสนาอื่นนั้นแหละ มีทั้งคนที่ดีแล้วมานับถือและคนชั่วก็นับถือด้วย เหมือนเสื้อแดงนั้นแหละ แดงเหี้ยๆ ก็มีเยอะ เหลืองก็เหมือนกัน[/color]

[color=red]พระพุทธเจ้าท่านปรินิพานนานแล้ว ใครเอาพระพุทธรูปมาแล้วเอายกทรงผู้หญิงคล้องพระศอไว้แล้วถ่ายรูปลงนิตยสารฝรั่ง พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้หมองหม่นไปกับการกระทำจันไรนั้นหรอก ศาสนาพุทธแบบเถราวาท สร้างขึ้นมาเพือรับใช้มวนชน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ กษัตริย์ ราชา นายทหาร เสื้อแดง เสื้อเหลือง กระหรี่แถวพัฒพงก็ร่วมศาสนาเดียวกันได้ ทำบุญวัดเดียวกันได้ อย่าไปเซอะตามสุรพศเลย พุทธกับพราหมณ์ รวมตัวเป็นศาสนาเดียวกันได้เป็นเรื่องดี น่าสรรเสิญออก จริงมั้ยคิดดู มันจะกลายเป็นศาสนาใหญ่ที่สุดของโลกเลย สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการที่จะทำให้เกิดภารดรภาพระหว่างศาสนา คิดดิมีศาสนาใดในโลกรวมกันได้มั้ย นอกจาก พุทธกับพราหมณ์ ท่านติช นัต ฮัน (พ่อบุญธรรมของมหาสุรพศ) โน่น ไปไกลมากเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระสงฆ์อยู่นะ ท่านไปทำพิธีรับศีลล้างบาปในโบสถ์คริสต์แนะ เอากะท่านดิ ยิ่งกว่าไปพุทธไหว้เจ้าแม่กาลีเลยนะนั้น[/color]

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดิฉันสนใ

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดิฉันสนใจศึกษามาตั้งแต่เล็ก เป็นศาสนาที่พิสูจน์ได้และทนทานต่อการพิสูจน์ เป็นศาสนาที่ต้องลงมือทำจริงๆก็จะเกิดเห็นเป็นขึ้นในใจเอง เมื่อก่อนสนใจหลายๆศาสนายังเด็กก็ศีกษาไปเรื่อยๆชางสงสัยแก่ตรรก ชอบเถียง ตอบถูกใจก็เชื่อ ไม่ถูกใจก็ไม่เชื่อ ขี้เกียจปฏิบัติ เรียนโรงเรียนคริสต์ ช่วงวัยรุ่น แรกๆเกือบจะเข้ารีต แต่ก็เพราะตอบข้อสงสัยไม่ได้ถ้าให้ใช้ศรัทธาล้วนๆไม่ให้สงสัยคงไม่เกิดศรัทธา แน่
โตขี้นได้อ่านธรรมจากพระนักปฏิบัตื มากมายหลายองค์ ได้ศึกษาลงมือปฏิบัติ จึงค้นพบว่าไม่มีศาสนาใดในโลกอีกแล้วที่จะสอนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ได้อย่างลงลึกถึงแก่น ได้เท่านี้ แม้บางครั้งจะได้ฟังธรรมที่รู้สึกว่าเพี้ยน จากพระบางรูป ได้พบพระที่ปฏิบัติไม่ถูกไม่ตรงไม่ชอบ ก็สามารถแยกแยะว่านี่คือคนๆหนึ่งที่สักแต่ว่าห่มเหลืองคล้ายพระแต่หาใช่พระไม่ ความรู้สึกนั้นก็ไม่ระคายเคืองจิตของเรา และเราถือเป็นหน้าที่ๆจะประกาศความถูกต้องจากการค้นพบด้วยการปฎิบัติด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปถกเถียงโต้แย้งดังการโต้วาทีอวดอ้างโวหาร
ศาสนาพุทธสอนให้เราเป็นคนมีเหตุผลมีวิจารณญาณ จึงทรงบัญญัติหลักกาลามสูตร 10 ประการให้เราพิจารณาให้ดี นี่จึงเป็นศาสนาแห่งจักรวาล หาใช่เฉพาะในโลกมนุษย์ไม่ขอให้ผู้ที่ถกเถียงกันไปลองศึกษาและปฏิบัติเองเถิด พระพุทธองค์ทรงให้เราดูที่จิต ศึกษามองที่ตัวเราถ้าเรายังเป็นบัวที่โผล่พ้นนำได้ก็จะศึกษาธรรมของพระพุทธองค์ได้คะ

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ขอแก้ไขที่มั่วนะครับ ผมไม่เคยบวชอยู่ที่ "วัดบุบผาราม"
ที่ถูกคือผมเคยบวชอยู่ที่ "วัดอนงคาราม" คลองสาน กรุงเทพฯ ครับ

แต่ว่าจะวิจารณ์ จะด่าอะไรผมก็เชิญตามสบาย ตามจริต "นิสัย" ของใครของมันเลยนะครับ ไม่เกี่ยวกับวัดที่ผมเคยอยู่มา[/quote]

เลี้ยงเสียข้าวสุก กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา มะตอนมึงบวชเณรลามะหรือพระเซ็นรูปไหนเอาข้าวให้มึงแดกบ้างละ

Maximus

[quote=Maximus]คำสอนทางพุทธมีสองแบบ สำหรับผู้ครองเรือน และนักบวช เป็นคน อยู่ในสังคมของคน ถ้าทำตัวเป็นพระ ก็เจ๊งสิครับ... [/quote]

ชอบมุมนี้แหละ สังคมมันมั่ว เพราะคฤหัสถ์เอาศีลของพระ เอามาปฏิบัติ แล้วด่ากันใครศีลมากศีลน้อย

[quote=Maximus]... ธรรมะ เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต ใช้เครื่องมือไม่เป็น หาว่าเครื่องมือไม่ดี [/quote]

ผมว่า Max ยังมองไม่เห็นว่า สุรพศ พูดถึงการที่บรรดาผู้รู้สถาปนาอำนาจ ความเชี่ยวชาญ เพื่อการตีความธรรมมะ และการตีความนั้น ทำให้ใครสักคนมีอำนาจ ไม่ได้พูดถึงธรรมมะ ในฐานะปัจเจกชน เอามาใช้ประโยชน์ไม่เป็น

นายสรุพศ เป็นพวกถ้วยเต็ม

[b]นายสรุพศ เป็นพวกถ้วยเต็ม ที่เอาอะไรใส่เข้าไปอีกก็ไม่ได้แล้วมันจะล้นออก

เพราะคนที่มีความคิดตื้นเขินว่า การนั่งดูใจ ไม่ใส่ใจโลก คือการเมินเฉย สังคม คิดอย่างนี้คือ ความคิดบ้องตื้น (แต่บ้องกลวงโบ๋ว โจ๋ว มะมีรัยเร็ย) (ฮา)

ตั้งต้นแล้วก็คงมีคนด่าในใจ I Pad แม่ง! เอาอีกแล้ว (ฮา)

แต่ลองอ่านดูนะ

สังคมประกอบด้วยคนทุกคนในสังคม

ถ้าแต่ละคน ปฏิบัติธรรม เท่ากัน มี ศีล เท่ากัน โดยแต่ละคนต่างคนต่างประพฤติธรรม แต่ละคนก็จะเป็นคนดี

เมื่อทุกคนเป็นคนดี (จากการประพฤติธรรม) แล้ว สังคมก็ไม่ต้องไปทำอะไรเรื่องความดีแล้ว เพราะสังคมนี้เป็นสังคมที่ดี เพราะประกอบด้วยคนดีทั้งหมดเสียแล้ว

ดังนั้นการที่แต่ละคนทำความดีให้เป็นหน้าที่ ด้วยการที่แต่ละคนประพฤติธรรม (นั่งดูจิตดูใจนี่หละ) ก็เท่ากับธรรมในสังคมก็จะเกิดขึ้นเอง เท่ากับแต่ละคนต่างช่วยกันสร้งคุณธรรมในสังคม ด้วยการทำตนให้เป็นคนดี แล้วทุกคนก็จะเป็นคนดีในที่สุด นี่ไม่ได้เป็นการละเลยสังคมอย่างที่บางคนหลงละเมอแต่อย่างใด

(การอุปมานี้ เพียงแค่เกิดจริงตามสัดส่วน เช่น คน 10% ในสังคมทำอย่างนั้น สังคมก็ดี 10% สังคมทำอย่างนั้น 50% ก็สังคมดี 50% ไล่ไปจน 100% สังคมก็ดีทั้งหมด)

และที่น่าขายหน้าที่สุดที่บอกว่า เถรวาท ไม่รับใช้สังคม แต่แท้ที่จริง มหายาน อย่างธิเบตไม่ใช่หรือที่อัดแน่นไปด้วย พิธีกรรม กฎเกณฑ์ มากมายกว่าเถรวาท อีกทั้งเรื่องเสริมแต่งที่สอนสั่งให้ประชาชนติดอยู่กับพิธีกรรม ตัวอย่างก็เช่น การเดินทำอัษฎางคประเดิษฐ์ เดิน 3 ก้าว ไหว้ 1 ที แบบนี้ไม่ใช่หรือที่ มหายาน กักเก็บคนไว้ในเขตบรรพชิตเสียยิ่งกว่า เถรวาท มากมายนัก

อ้อ! อย่าโมเมเอาลัทธิจานบินเป็น เถรวาท ด้วยนะ เพราะ สาขานั้น อะไรก็อ้างระดับโลกทั้งสิ้น เช่น สมาธิโลก บวชระดับโลก ที่นั่นเลยเขต เถรวาท ไปไกลประมาณ 100,000 รูป ต่อฤดูบวชเลยล่ะ(ฮา)[/b]

การอ้างว่า สังคมไทยใช้

[b]การอ้างว่า สังคมไทยใช้ พุทธเถรวาท ครอบงำคนให้สยบยอมต่อชนชั้น (ที่จริงจะโจมตีเจ้าก็ไม่กล้าเนาะ) (ฮา)

เป็นการคิดแบบ ตาบอดคลำช้าง คนที่กำหำช้างก็จะบอกว่าช้างตัวมันเหมือนหนอน (กร๊ากกกกกก)

พื้นฐานความคิดที่ผิดแบบหลุดเลนออกไปนอกโลกก็คือ

ประเทศไทยเป็นรัฐศาสนาเหมือนอัฟกานิสถานหรือครับ ที่ใช้ศาสนาเป็นกฎหมาย

ไม่ใช่นีนา

ในประเทศไทยใครจะเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้โดยเสรี แล้วคนที่ไม่เลือกนับถือพุทธแบบเถรวาทในเมืองไทย จะถูกพุทธศาสนาแบบเถรวาทครอบงำให้ก้มหัวให้กับระบบชนชั้นได้อย่างไร

เพราะถ้าพูดแบบนี้ก็เท่ากับทุกศาสนาในเมืองไทยกดหัวคนให้ก้มหัวให้ศักดินา อย่างนั้นหรือ! นี่จะเหวี่ยงแหกันเกินไปแล้วมัง!

แล้วเนื่องจากทุกคนมีเสรีที่จะเลือกมี ศาสนา หรือไม่มี ศาสนา ก็ยังได้ แล้วจะใช้ศาสนาเป็นเครื่อมือทางการเมืองได้อย่างไร (คิดได้แบบ! พวกดื่มกาแฟล้นเกิน กิงกิง) (ฮา)

(พูดแบบนี้นึกได้แต่ว่าวัดในเมืองไทย [u]ต้อง[/u] มีกองกำลังเสื้อดำแบบพวกเสื้อแดงคอยกวาดต้อนคนเข้าวัด แล้วเอา 4 คูณ ร้อย ให้คนกิน เพื่อให้คนกล้าๆ แสดงออกหน้าเวทีราชประสงค์ ซะงั้น) (ฮา) เอ๊ะ! นี่มันศาสนา หรือ วิทุยชุมชนและนปช. กันแน่วะ (ฮา)

ไหนจะคนที่อยู่ในเมืองไทยแต่นับถือ อนัมนิกาย และ อีกหลายนิกายที่สังกัด มหายาน ในเมืองไทย อีกล่ะ ถ้าอ้างตามที่สุรพศทำน้ำกระฉอกจากถ้วยมา (ฮา) บอกว่า มหายาน รับใช้สิทธิมนุษยชน สายลม แสงแดด (ฮา) แล้วคนไทยเหล่านี้ ที่ไหว้เจ้าที่ศาลเจ้ามังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่ ข้าวราดแกงข้างศาลเจ้าอร่อยมาก ขอบอก แต่ต้องมาช่วงบ่ายๆ นะ เมนูแนะนำ ข้าวราดแกงกะหรี่ใส่กุนเชียง รับรองเด็ด) (เอ๊ะ! นี่ถกกันเรื่อง'รัยวะ ชักเชวเหมือนกัน) (ฮา) พวกนี้ถูกชนชั้นในเมืองไทยกดขี่หรือไม่

แค่พื้นฐานความคิดก็บิดจนเกซะร้าว!!!! (ฮา)[/b]

เห็นอ้างว่าเคยบวชเหรอ! ไม่ได้

[b]เห็นอ้างว่าเคยบวชเหรอ!

ไม่ได้ดูถูกนะ อย่างนายก็เป็นพวกปริยัติ น่ะแหละ วันๆ นั่งลูบๆ คลำๆ ตำรา แล้วพาลเผลอคิดว่า 'หลุดพ้น' แล้ว

แต่พอเดินผ่านสาวๆ แถวๆ ท่าพระจันทร์ ก็หำตั้ง

ถูกจ้าวอาวาสตำหนิอะไร ก็หูตั้ง

พอถึงเพลโยมจัดของถูกปากมาก็ กินจนพุงตั้ง

ตกบ่ายจังหันแล้วก็จำวัดนอนเคลิ้ม จนคอตั้งตกหมอน (ฮา)

ตกเย็นไปทำวัตร ก็แอบจำวัดมันซะเลย (กร๊ากกกกกก)

แบบนี้หรือเปล่า

เข้าตำรา ไปให้สัตว์โปรด ไม่ได้ ไปโปรดสัตว์ (อิอิอิ)

ระวังนรกกินหัวเน้อ!~ ทิด (แล้วเวลาพระตกนรกน่ะ เขาไปที่ไหนเอ่ยทิดพศ ช่ายเลย! อเวนิว เอ๊ย! อเวจี) (ฮา)

หมายเหตุ.- ความผิคกระทำขณะบวชเป็นพระไม่ได้ลบล้างไปหลังจากลาศึก แต่ตายแล้วก็กลับมาทบต้นทบดอก ทุบหัวทุบหู แทงหน้าแทงหลัง แหกอกแหกพุง กันครบทุกดอก เชื่อผม! นะ ทิด นะ (อิอิอิ)

แนะนำ ขอขมาพระรัตนตรัยซะ หนักจะได้เป็นเบา (แต่ไม่พ้นหมดหรอก)[/b]

ตะกี๊ไปเยี่ยวมา

[b]ตะกี๊ไปเยี่ยวมา (ฮา)

พอเยี่ยวเสร็จ น้ำก็ไม่ล้น ปัญญาก็เกิดเลย

เห็นมะทิดพศ ทำถ้วยให้พร่องซะก่อนจึงจะศึกษาได้ (อิอิอิ)

ทิดบอกว่า ประเทศที่ใช้พุทธเถรวาทครอบงำประชาชน เพราะ พุทธเถรวาท ไม่ Relevant กับสังคมสมัยใหม่ สมัยเด็กแนวครองเมือง (ฮา)

แล้วถ้าอย่างนั้นทำไม (ขอโทษ มุสลิม นะครับ ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ แต่ขอให้ดูเหตุการณ์ Arab Awakening ดูนะครับ)

ประเทศอาหรับทั้งหลาย ที่ใช้หลักการ Fundamentalism ในศาสนาอิสลามกล่อมเกลาประชาชนให้ตกอยู่ภายใต้ชนชั้นปกครองของชาติตนเสียยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ในโลก จนประเทศมุสลิมหลายๆ แห่งในโลกอยู่ในภาวะ ทุพภิกขภัย Famine ตย. ก็คือ Horn of Africa ในปัจจุบัน

ถ้าศาสนา ทำหน้าที่ กดขี่ประชาชนจริง

แล้วทำไม คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ที่ถูกกดขี่เหมือนศาสนาอิสลามในโลกมุสลิม (ตามที่ทิดแกกระฉอกมา) (ฮา) คนไทยไม่ลุกฮือ (Uprising) ขึ้นโค่นล้มระบอบการปกครองของตนเหมือน ตูนีเซีย อียิปต์ ซีเรีย บาห์เรน ฯลฯ เล่าทิด! (บางระบอบอยู่มาแค่ 23 ปี เอง)

แต่ทำไมคนไทยจึงสยบยอมอยู่ใต้ระบอบการปกครองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออยู่ได้มาตั้งเป็นเกือบร้อยปีเล่าทิด

เลิกกินกาแฟเหอะทิด (ฮา)

หมายเหตุ.- ศาสนาอิสลามโดยหลักการเป็นศาสนาที่ดีมาก เพราะศาสนาอิสลามถือหลักภารดรภาพอย่างแท้จริง และมีความเคร่งครัดต่อหลักการอย่างน่ายกย่อง เพียงแต่การเมืองโลกโดยไอ้กันโสโครกมันเอาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือสร้างระเบียบโลก ที่แสนสามานย์ เท่านั้น ศาสนาอิสลามจึงถูกใส่ความให้เป็นผู้ร้ายโดยผู้ร้ายตัวจริง (ระบบทุนนิยมโลก และ ไอ้กัน)[/b]

1.

1. เข้าใจและคาดเดาว่าผู้เขียนอยากเห็นความเป็นธรรมในสังคมในบ้านในเมือง
2. แต่ "ความไม่เป็นธรรมในสังคม" เกิดจากสาเหตุอื่นเยอะแยะโดยเฉพาะผู้มีอำนาจในบ้านในเมือง
3. ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เขียนต้องมาลงที่ "พุทธเถรวาทแบบไทย"
4. หรือว่า "พุทธเถรวาทแบบไทย" ถูกนำมา "รับใช้" อารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน

I Pad wrote:ตะกี๊ไปเยี่ยวมา

[quote=I Pad][b]ตะกี๊ไปเยี่ยวมา (ฮา)

พอเยี่ยวเสร็จ น้ำก็ไม่ล้น ปัญญาก็เกิดเลย

เห็นมะทิดพศ ทำถ้วยให้พร่องซะก่อนจึงจะศึกษาได้ (อิอิอิ)

ทิดบอกว่า ประเทศที่ใช้พุทธเถรวาทครอบงำประชาชน เพราะ พุทธเถรวาท ไม่ Relevant กับสังคมสมัยใหม่ สมัยเด็กแนวครองเมือง (ฮา)

แล้วถ้าอย่างนั้นทำไม (ขอโทษ มุสลิม นะครับ ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ แต่ขอให้ดูเหตุการณ์ Arab Awakening ดูนะครับ)

ประเทศอาหรับทั้งหลาย ที่ใช้หลักการ Fundamentalism ในศาสนาอิสลามกล่อมเกลาประชาชนให้ตกอยู่ภายใต้ชนชั้นปกครองของชาติตนเสียยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ในโลก จนประเทศมุสลิมหลายๆ แห่งในโลกอยู่ในภาวะ ทุพภิกขภัย Famine ตย. ก็คือ Horn of Africa ในปัจจุบัน

ถ้าศาสนา ทำหน้าที่ กดขี่ประชาชนจริง

แล้วทำไม คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ที่ถูกกดขี่เหมือนศาสนาอิสลามในโลกมุสลิม (ตามที่ทิดแกกระฉอกมา) (ฮา) คนไทยไม่ลุกฮือ (Uprising) ขึ้นโค่นล้มระบอบการปกครองของตนเหมือน ตูนีเซีย อียิปต์ ซีเรีย บาห์เรน ฯลฯ เล่าทิด! (บางระบอบอยู่มาแค่ 23 ปี เอง)

แต่ทำไมคนไทยจึงสยบยอมอยู่ใต้ระบอบการปกครองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออยู่ได้มาตั้งเป็นเกือบร้อยปีเล่าทิด

เลิกกินกาแฟเหอะทิด (ฮา)

หมายเหตุ.- ศาสนาอิสลามโดยหลักการเป็นศาสนาที่ดีมาก เพราะศาสนาอิสลามถือหลักภารดรภาพอย่างแท้จริง และมีความเคร่งครัดต่อหลักการอย่างน่ายกย่อง เพียงแต่การเมืองโลกโดยไอ้กันโสโครกมันเอาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือสร้างระเบียบโลก ที่แสนสามานย์ เท่านั้น ศาสนาอิสลามจึงถูกใส่ความให้เป็นผู้ร้ายโดยผู้ร้ายตัวจริง (ระบบทุนนิยมโลก และ ไอ้กัน)[/b][/quote]

อ้าว เฮ๊ย ได้ข่าวว่ายาหมด อาละวาดไปทั่วเลยว่ะ ลีลาเหมือนกูเองแหละเด๊ะเลย สงสัยอยุ่กระทะเดียวกัน ฮา

แสดงว่าพุทธศาสนาสมัยพระพุทธเจ

แสดงว่าพุทธศาสนาสมัยพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาที่โลกแคบและไม่รับความเป็นมนุษย์ ถ้าคิดด้วยตรรกะที่คุณเขียนนะ มันไม่ได้เกี่ยวกับคำสอนของศาสนา มันเกี่ยวกับคนที่นำมาใช้ รถแรงแต่คนขับห่วย เมียสวยแต่เสื่อมสมรรถภาพ มันผิดที่อะไร ไปมองดูใหม่นะ งี่เง่าจริงๆ

เฮ๊ย! เขียดตะปาดขอบกระด้ง

[b]เฮ๊ย! เขียดตะปาดขอบกระด้ง ก็เห่าเป็นเหมือนกันว่ะ

เห่าบ๊อกๆ แล้วหลบฉาก สงสัยกลัวจะได้อีกคดี (กร๊ากกกกกกก)[/b]

คนที่เป็นอาจงอาจานอาชาม

[b]คนที่เป็นอาจงอาจานอาชาม พูดได้ทีละบรรทัด น่าเห็นใจอนาคตเด็กไทยที่มีอาจารย์แบบนี้ (สอนที่ไหนบอกด้วยดิ้ กระด้ง จะได้บอกหลานไม่ให้ไปลงเรียน) (ฮา) (แถมพอนึกหน้าได้ว่ายังมี หัวโต วอเจ็ด ปิ๊บูด ที่อยู่ในวงชาม เอ๊ย! วงการอาจม เดวกันอีกโตย ก็ได้แต่อุทานว่า โอว! ประเทศไทย ที่เป็นตอแหลแลนด์ก็เพราะไอ้พวกนี้นี่เอง!) (ฮา)

เราเข้าเนื้อหากันต่อดีกว่าอย่าสนใจอาจารย์ปัญญาอ่อนสอนฝัดกระด้งเลย (กร๊ากกกกกก)

อ้างถึงตัวบทความที่ทิดพด บอกว่าพุทธเถรวาท เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำไทยใช้กดขี่ประชาชน น่าแปลก!

เอา'ไรคิด เนี่ยยยยย! (ฮิฮิ)

จะพูดไปตอนนี้เป็นตอนกำลังดีเลยที่ โลก ได้เห็นตัวอย่างของการปกครองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชนอย่างในโลกอาหรับ (นี่ดิ้! ทิด ถึงจะเรียกว่าใช้ศาสนาเป็นเครืองมือทางการเมืองของจริง)

เพราะหลักการศาสนาอิสลาม มีแนวทาง Fundamentalism ที่ยึดกุมคำสอนทางศาาสนาเป็นเหมือนหลักการในการดำเนินชีวิต ที่ควบคุมประชาชนให้อยู่ในขนบศีลธรรม จนประชาชนแทบกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ รวมถึงให้ประชาชนสยบยอมต่อผู้ปกครองตามหลักศาสนา

ทำให้สังคมในประเทศมุสลิมที่ไม่มีทรัพยากรทางพลังงานอย่าง ซาอุฯ คูเวต ส่วนใหญ่ระดับความเป็นอยู่ของประชากรอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก

รวมถึงเสรีภาพของประชาชนก็ถูกจำกัดไปตามความเข้มข้นของระดับความเป็น Fundamentalism เพราะหลักของศาสนาอิสลามไม่ค่อยเปิดกว้างเหมือนศาสนาอื่น

ดังนั้นชาติอาหรับที่เป็นรัฐที่ใช้หลักศาสนา เป็นหลักทางสังคมจึงตีกรอบประชาชนเป็นอย่างสูงมายาวนาน

จนมาถึงวันหนึ่งที่เทคโนโลยีในโลกได้สร้าง Social Network ให้เป็นช่องทางที่ ส่งต่อ ส่งผ่าน ข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างกว้างไกลและรวดเร็วราวสายฟ้า

สภาพสังคมที่ถูกดหัวไว้ด้วยผู้ครองอำนาจรัฐ ที่แอบอ้างศาสนาเป็นเครื่องมือมาใช้อย่างผิดๆ จึงถูกเปิดโปงจนประชาชนมุสลิมเริ่มมองเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม และรับรู้ (Perception) มากขึ้นๆ

จนถึงจุดประทุ ที่ ตูนีเซีย เป็นหัวขบวนของ Arab Awakening (ยืมคำสำนักข่าวอัลจาซีเราะห์) ที่ส่งต่อภารกิจให้ชุมชนมุสลิมแทบจะทั่วทั้งภูมิภาคอาหรับได้รับไม้ภารกิจนั้นต่อๆ มา

ปล. ขอขยายความว่า Social Network ได้ทำหน้าที่ ตีแผ่ และ ถลกหนัง ความเป็นจริงของผู้ครองอำนาจในประเทศเหล่านั้น โดยเห็นได้ชัดจากกรณีซีเรียที่แบนนักข่าวต่างชาติไม่ให้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชน แต่สุดท้าย โทรศัพท์มือถือ ก็ทำหน้าที่ ผู้สื่อข่าวอิสระ เก็บภาพ รวบรวม ข้อมูล ส่งต่อความเป็นจริงที่ชั่วร้ายของรัฐบาลนาย อัสซาด ที่ถูกปกปิดไว้ เอาประจานให้ทั่วโลกรู้ จนส่งผลให้ชาติอาหรับด้วยกันที่เคยหนุนหลัง ซีเรีย จำใจต้องกลับลำส่งเสียงประณามและกดดัน ซีเรีย (โดยมี ซาอุ คูเวต บาห์เรน เป็นตัวนำ) (จนถึงขณะนี้ประชาชนซีเรียถูกฆ่าตายโดยกองกำลังความมั่นคง (เรียกซะหรูเลยนะ) ไปไม่น้อยกว่า 2,000 คน แล้ว)

และที่น่าสรรสเริญอย่างที่สุดของกระบวนการประชาชนก็คือ ประชาชานเลบานอนได้ออกมาชุมนุมประท้วง เพื่อส่งเสียงกดดันรัฐบาลซีเรียให้หยุดการใช้ความรุนแรง โดยที่เลบานอนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันกับซีเรียแบบไม้เบื่อไม้เมามาตลอด เพราะในอดีต ซีเรีย เคยเป็นฐานให้ผู้ก่อการร้ายที่เข้าไปปฏิบัติการในเลบานอนอยู่ช่วงหนึ่ง

แต่ด้วยหลักมนุษยธรรมชาวเลบานอนได้เพิกเฉยต่ออดีตที่ขมขื่น และ ด้วยหลักการคิดแบบแยกแยะได้ถูก ว่า อะไรคือเรื่องระหว่างรัฐ อะไรคือหลักมนุษยธรรม ประชาชนเลบานอนได้เลือกหลักมนุษยธรรมด้วยการเรียกร้องอิสระภาพให้กับประชาชนในรัฐที่เคยปฎิบัติการร้ายกับประเทศตน

นี่คือ วีรชน อย่างแท้จริง

(ต่างจากคนที่เรียกตัวเองว่าวีรชน แถว ผ่านฟ้า ราชประสงค์ ลิบลับ) (ฮา)[/b]

อ้าง คห.

[b]อ้าง คห. 397865

ที่จริงจะพูดเชิงเปรียบเทียบระหว่าง พุทธ - ไทย กับ อาหรับ - มุสลิม

แต่หมู่นี้ค่อนข้าง in กับเหตุการณ์ในโลกอาหรับค่อนข้างมาก (นั่งดูอัลจาซีเราะห์ ทุกคืน) เลยเขียนหลุดวงโคจรไปหน่อย

ขอกลับเข้าประเด็นที่ตั้งใจไว้

ผมได้ชี้ให้เห็นใน คห. 397865 แล้วว่าปรเทศที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองบีบบังคับประชาน ส่วนใหญ๋จะเกิดในโลกอาหรับและในประเทศที่ใช้ศาสนาอิสลาม เพราะหลักของศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ เคร่งครัด ต่อการปฎิบัติ จึงทำให้สามารถบีบบังคับให้คนถูกตีกรอบอยู่ในกรอบที่ผู้นำประเทศต้องการได้

แต่ถ้าประเทศใดมีการวางแผนจะใช้ ศาสนา เป็นเครื่องมือเพื่อบีบบังคับประชาชนให้สยบยอมต่ออำนาจของผู้นำประเทศแล้ว ประเทศนั้นเลือกเอาศาสนาพุทธมาใช้ ก็เท่ากับผู้นำประเทศนั้นมีความบ้องตื้นพอๆ กับคนเขียนคอลัมน์นี้ (อุตส่าห์ไปบวชเรียนมาซะเปล่า! กลับมืดบอดเอาขนาดนี้ บวชเสียข้าวสุกจริงๆ) (ฮา)

ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น คำตอบก็คือ เพราะศาสนาพุทธ ถ้าวัดกันที่ความเคร่งครัดแล้วละก็ ศาสนาพุทธจัดเป็นศาสนาที่หย่อนยานที่สุดในโลก

เพราะศาสนาพุทธต่างจากทุกศาสนา

ศาสนิกชนของศาสนาใดๆ ต่างถูกบีบบังคับให้ปฏิบัติตามกฎศาสนาอย่างเคร่งครัด มากบ้าง น้อยบ้าง ว่ากันไป

ยิว และ มุสลิม ห้ามไม่ให้กินหมู (มีจุดร่วมเหมือนกัน แต่ แม่ง ตีกันเองซะ!) (อิอิอิ) อีกจุดหนึ่งคือต้องทำสุหนัดเหมือนกัน

คริสเตียน ห้ามไม่ให้หย่าร้าง ไม่เช่นนั้นถือว่าเป็นคนนอกศาสนา รวมถึงในอดีตก็เข้าใจได้ดีในสมัยยุคกลาง ที่หลักคริสเตียนทำตัวเป็นศาสนาจักร รับใช้ระบบฟิวดัล จนชาติยุโรปอยู่ในยุคมืดไปหลายร้อยปี (ดีแต่ว่าเกิด Renaissance ปฏิวัติยุโรปให้ลืมตาตื่นจาก คริสจักร และคริสจักรก็ลดบทบาทลงมาแต่นั้น)

ฯลฯ

แต่ศาสนาพุทธไม่เคยบีบบังคับให้ใครปฏิบัติตามศีลห้าเลย คณเลือกไอ้เองที่ จะทำ หรือ ไม่ทำ ก็ได้โดยที่คุณก็ยังเป็น พุทธมามกะ อยู่เหมือนเดิม

แล้วถ้าผู้นำชาติใดโง่เลือกพุทธศาสนาเอาเป็นเครื่องมือบีบบังคับประชาชนของตน

คุณคิดว่ามันจะทำได้หรือไม่

คนที่คิดแบบนี้ได้ ไม่ค่อนข้างตื้น ก็หนักไปทางเซอะ นะผมว่า (ฮา)

ทีสำคัญ เทียบระหว่าง มหายาน กับ หินยาน แล้วดันมาบอกว่า มหายาน เข้ากับหลักการเสรีนิยมก็เข้าข่ายมืดบอดจริงๆ

เพราะ หินยาน ไม่เคยสอนให้ปฏิบัติด้วยการทรมานตน เพราะ การยึดหลักอัตถกิลมถานุโยค ในทางพุทธ ไม่ใช่แนวทางที่ถูก พุทธหินยานจึงยึดการปฏิบัติตามสบายไม่ตึง ไม่หย่อน (เห็นมะ! แล้วมันจะเอาศาสนาพุทธ ไปกดบังคับใครได้วะ!) (ฮิฮิ)

ต่างจาก มหายาน ที่รุงรังด้วย วิถีแนวทางเบี่ยงเบนจากแนวทางพุทธสายหลัก ไม่ว่าทรงเจ้าเข้าผี กราบไหว้บูชาเทพเจ้า ต่างๆ นานา

แล้วอย่างนี้จะจัดให้ พุทธมหายาน เข้าข่ายศาสนาที่รับใช้มวลมนุษยชาติได้ยังไง ก็ยังทรงเจ้าเข้าผีกันอยู่เลย หืออ์ ทิด ; )~[/b]

ไอแพด มาโปรดมหาสุรพศ

ไอแพด มาโปรดมหาสุรพศ

โปรดได้ดีมาก อ่านแล้วยังดูดีมีสาระมากกว่าพวกบ้ามหาลาพรต บวชเรียนมาเปล่า ๆ เสียข้าวสุกชาวบ้าน ธรรมะห่าไรไม่เอาซักอย่าง แต่แต่ปรัชญาฝรั่ง อ้างแต่เสรีภาพเสรีเพียง ห่าเหวบ้า ๆ บอ ๆ ฟุ้งซ่านไปเรื่อย

วันก่อนเปิดอ่าน"มรรควิถีแห่งการฝึกตน" ของดาไลลามะ อย่างที่ไอแพดพูดไว้ เรื่องมหายานเจาะจงเฉพาะวัชรยาน ในวิธีการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งของเขา คือ โยคะตันตระ หรือเทวโยคะ ดาไลลามะกล่าวว่า ผู้ท่อยู่ในมณฑลจักรวาร จะอาราทนาเอาองพระ มาสิงสถิตย์ในตัวเอง คือเป็นประหนึ่งพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ หรือเทวะ ในระหว่านั้น แม่นว่าจะเสพสุรา หรือเสพกาม ก็ไม่ถือเป็นความผิดใด ๆ เพราะกระทำด้วยจิตว่าง คือเป็นการกระทำขององค์เทพ

นี้อะน่ะ มนุษย์นิยม รับใช้มนุษย์ กิกิ

สงสัยมหาสุรพศ เมื่อตอนบวชอยู่ได้ไปทำเทวะโยคะอย่างวัชรยานนี้กับใครมาหรือเปล่า สึกมาเลยติดใจ เชียร์กันใหญ่ ดียังงั้นดียังงี้ แล้วก็ด่าวัด ด่าศาสนาที่ตัวเองเคยเป็นกาฟากหาแดก

ผมพยายามทำความเข้าใจ

ผมพยายามทำความเข้าใจ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ(ว่ะ) คุณมองมุมไหน(วะ)เนี่ย

แต่ไม่ว่าคุณจะมองอย่างไร ก็ตามเถิด ผมเชื่อว่ามีคนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกับคุณ

แต่ก็ขอบคุณนะ ที่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า บัวมีเหล่าที่สี่อยู่ไม่น้อยจริงๆ

***พุทธเถรวาท แบบไทย

***พุทธเถรวาท แบบไทย รับใช้ใคร

***ไม่รับใช้ใคร

***แต่เป็นมรรคาที่ชอบ เป็นแสงสว่าง ให้คนเกิดปัญญา ให้สรรพสัตว์ได้พ้นทุกข์

"ผมคิดว่า

"ผมคิดว่า ในขณะที่พุทธนิกายเซ็น และวัชรญาณรับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติ"
So you think!

I don't think it is appropriate to lump everything
under "พุทธเถรวาทแบบไทย". In my opinion, this has nothing to do
with "พุทธเถรวาทแบบไทย". In other words, problems that exist now in this
world (all the issues that you have mentioned) would still exist in
other parallel possible worlds. Do you need a proof?

คนจะเขียนคอลัมน์ได้นี่ไม่ใช่จ

คนจะเขียนคอลัมน์ได้นี่ไม่ใช่จะมีโอกาสอย่างเดียวนะ ต้องกล้าหน้าด้านและจมปลักด้วย...

มาถึงก็ชูป้ายหรา โชว์อีโก้คนเขียนมาเลย

"...ผมคิดว่า ในขณะที่พุทธนิกายเซ็น และวัชรญาณรับใช้ความเป็นมนุษย์และมนุษยชาติ แต่พุทธเถรวาทแบบไทยกลับยังหลับหูหลับตารับใช้ระบบชนชั้น Egoism และทุนนิยมบริโภคผ่านการโปรโมทอุดมการณ์ธรรมราชา แฟชันปฏิบัติธรรมดูจิตดูใจไม่ใส่ใจสังคมและวัฒนธรรมการทำบุญทำทานเพื่อสรรพสมบัติ ไม่สนใจความเป็นธรรมทางสังคม..."