พุทธศาสนากับวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์

เพื่อนทางเฟซบุ๊คของผมคนหนึ่งระบายความในใจว่า บังเอิญเขาไปโต้แย้งกับพระรูปหนึ่งซึ่งอยู่ในวงการกิจกรรมทางสังคมด้วยกัน เพราะนึกว่าท่านจะใจกว้างแต่ที่ไหนได้กลับโดนท่านกล่าวหาว่า “กำเริบเสิบสาน” ซึ่งคำว่า “กำเริบเสิบสาน” มันมีความหมายขัดแย้งกับความเท่าเทียมในความเป็นคนอย่างที่ไม่อาจยอมรับได้ ผมเองพอจะเข้าใจความรู้สึก “รับไม่ได้” ของเพื่อนคนดังกล่าว และเข้าใจดีว่าการที่เรานั่งถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของกันและกันบนพื้นฐานความเท่าเทียมในความเป็นคนไม่ได้กับพระสงฆ์นั้น เป็นเรื่องปกติในสังคมไทย หากจะมีพระบางรูปที่เปิดใจรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาได้ นั่งถกเถียงกับเราได้อย่างไม่ถือสูง-ต่ำ ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษมากๆ ที่เป็นเช่นนี้ ผมคิดว่ามีสาเหตุหลักๆ อย่างน้อย 3 ประการ คือ ประการแรก สถานะของพระสงฆ์ไทยนั้นมีลักษณะเป็นชนชั้นในสองความหมาย คือ 1) เป็นสถานะที่เชื่อกันว่าสูงกว่าฆราวาสในทางธรรม เช่น ที่เรามักได้ยินกันอยู่เสมอว่า โยมมีศีลแค่ 5 ข้อ พระมี 227 ข้อ (รักษาได้ครบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ฉะนั้น พระสงฆ์จึงอยู่ในฐานะที่เราต้องเคารพกราบไหว้ เชื่อฟังคำสั่งสอน และกตัญญูรู้คุณท่าน เดิมทีสถานะเช่นนี้อาจมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่มาก เนื่องจากแหล่งการศึกษาของประชาชนมีเพียงวังกับวัด พระสงฆ์มีบทบาทเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนทั้งความรู้ทางธรรมทางโลกปะปนกันไป แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว สถานะเหนือกว่าของพระสงฆ์ การเรียกร้องการยอมรับนับถือจากสังคมโดยที่พระสงฆ์สูญเสียบทบาทของความเป็นครูบาอาจารย์แบบดั้งเดิมไปแล้วนั้น จึงอาจถูกตั้งคำถามจากผู้คนบางส่วนได้ 2) พระสงฆ์ถูกสถาปนาให้มีสมณศักดิ์ หรือมีศักดินาพระ ฉะนั้น เมื่อมีสถานะที่เชื่อว่าเหนือกว่าในทางธรรมบวกกับวัฒนธรรม “ยศช้างขุนนางพระ” ยิ่งทำให้พระสงฆ์รู้สึกว่าตนเองสูงส่งกว่า หรืออยู่เหนือกว่าฆราวาสทั่วไปมากยิ่งขึ้น มันจึงเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ตามเพียงแค่เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นพระภิกษุได้ไม่นาน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าตนมีสถานะสูงกว่าฆราวาส มักมีแนวโน้มที่จะไม่ฟังความคิดเห็นจากฆราวาส โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยแล้ว ยิ่งคิดว่าตนเองรู้ดีกว่า เมื่อเทศนาหรือแสดงทัศนะทางศาสนา หรือทัศนะทางสังคมการเมืองที่อ้างอิงจุดยืนของพุทธศาสนาก็มักคิดว่า ตนเองกำลังประกาศ “สัจธรรม” ที่ใครๆ จะโต้แย้งไม่ได้ (คนโต้แย้งไม่รู้จริง มีอคติ กระทั่งเป็นมิจฉาทิฐิ) ประการที่สอง มีบางคน (วิจักขณ์ พานิช) เคยตั้งข้อสังเกตว่า มันอาจผิดตั้งแต่แรกที่เราไปใช้คำ “ราชาศัพท์” กับพระพุทธเจ้า เพราะที่จริงแล้วไม่สมควรทำเช่นนั้นโดยประการทั้งปวง เนื่องจาก 1) เจ้าชายสิทธัตถะสละสถานะชนชั้นกษัตริย์เป็นคนธรรมดาตั้งแต่ออกบวชแล้ว 2) เมื่อตรัสรู้แล้วยิ่งไม่ยึดติดในสิ่งใดๆ เลย ยิ่งไม่ควรจะใช้คำราชาศัพท์ที่เป็นการยกสถานะของพุทธะให้สูงเหนือมนุษย์เลย ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธะกับเราควรเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคในความเป็นคน แต่วัฒนธรรมการใช้ราชาศัพท์กับพุทธะ และใช้ราชาศัพท์กับพระสงฆ์เป็นวัฒนธรรมที่ยกให้พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์อยู่เหนือหลักความเสมอภาคในความเป็นคน ซึ่งขัดแย้งกับเรื่องของการละอัตตาหรือตัวกูของกู เพราะวัฒนธรรมเช่นนี้เท่ากับเป็นการเพิ่มอัตตาหรือตัวกูของกูให้ใหญ่เกินปกติ ทำให้ “พระกับเจ้า” อยู่ในประเภทเดียวกันอย่างที่เรียกว่า “พระสงฆ์องค์เจ้า” ฉะนั้น พระกับเจ้าก็เลยแตะไม่ได้ วัฒนธรรมเช่นนี้อาจเข้มข้นมากเป็นพิเศษในพุทธเถรวาทแบบไทย ส่วนพระสงฆ์มหายานนั้นเขาไหว้ หรือทำความเคารพฆราวาสได้ และดูเหมือนจะอ่อนน้อมมากๆ ด้วย ที่ว่ามานี้ไม่ใช่ต้องการเรียกร้องให้พระไทยทำแบบพระมหายาน แต่ต้องการชี้ให้เห็นความซับซ้อนของปัญหาว่า ทำไมพระไทยจึงไม่มีวัฒนธรรมเปิดใจรับการวิพากษ์วิจารณ์ หรือร่วมถกเถียงเหตุผลกับฆราวาสบนจุดยืนความเสมอภาคในความเป็นคน ประการที่สาม ชาวพุทธไทยมักมองการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ อย่างที่อ้างกันว่าต้องดูจิตตัวเองเท่านั้น อย่าไปวิจารณ์คนอื่น วิจารณ์สังคม ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ ความเข้าใจดังกล่าวนี้ถือว่าคลาดเคลื่อนอย่างถึงราก เพราะพุทธศาสนาอุบัติขึ้นภายใต้วัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอินเดียโบราณที่มีการะปทะทางความคิดความเชื่อของลัทธิปรัชญาและศาสนาต่างๆ มากมาย การเผยแผ่พุทธธรรมตั้งแต่ปฐมเทศนาพระพุทธเจ้าก็วิจารณ์ลัทธิกามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยคแล้ว (วิจารณ์แบบไม่มีชิ้นดีเลย) เมื่อสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็วิจารณ์และปฏิเสธความเชื่อเรื่องพระพรหมสร้างโลก สอนอนัตตาก็วิจารณ์ความเชื่อเรื่องอัตตา และยังวิจารณ์ระบบชนชั้น วิจารณ์การนับถือต้นไม้ภูเขาเป็นของศักดิ์สิทธิ์ วิจารณ์พิธีล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ พิธีบูชายัญญ์ เป็นต้น ในเรื่องทางจิตใจพระพุทธเจ้าก็ไม่สอนให้ทำสมาธิให้จิตนิ่งสงบแบบทื่อๆ แต่ให้สงบเพียงเพื่อใช้ “วิปัสสนา” คือ การวิจารณ์กิเลส วิจารณ์เล่ห์กลต่างๆ ของอัตตาตนเองเพื่อเกิดปัญญารู้เท่าทัน และไม่ถูกทำให้เป็นทุกข์ทางจิตใจ หลักกาลามสูตรนั้นชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าต้องการให้เราใช้เสรีภาพทางปัญญาอย่างถึงที่สุด และพระองค์ยังเคยเตือนชาวพุทธว่า หากใครมาติเตียนพระรัตนตรัยก็อย่าโกรธ แต่พึงมีสติชี้แจงไปตามความเป็นจริง ฉะนั้น พุทธแบบดั้งเดิมเกิดขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ และมีวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ของตนเองตามหลักกาลามสูตร และหลักการไม่ควรโกรธคนวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดแจ้ง แต่ที่พระสงฆ์และสังคมพุทธบ้านเราปัจจุบันแปลกแยกจากวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะพุทธเถรวาทแบบไทยถูกพัฒนามาภายใต้วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย “ภิกษุ” ซึ่งแปลว่า “ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร” หรือแปลว่า “ผู้ขอ” ที่มีชีวิตอยู่เนื่องด้วยการอาศัยปัจจัยดำรงชีพจากผู้อื่น ถูกยกสถานะให้เป็นอีกชนชั้นหนึ่ง อยู่ในประเภทเดียวหรือเป็นพวกเดียวกับเจ้า เป็น “พระสงฆ์องค์เจ้า” จึงสำคัญตัวเองว่า ใครๆ จะแตะต้องไม่ได้ ทว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป วัฒนธรรมชนชั้นแบบ “ยศช้างขุนนางพระ” ย่อมจะถูกท้าทายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คำถามจึงอยู่ที่ว่าชาวพุทธและพระสงฆ์ที่ยืนยันว่าศาสนาพุทธเป็น “ศาสนาแห่งเหตุผล” จะเผชิญกับการท้าทายอย่างสร้างสรรค์ได้แค่ไหน อย่างไร

Comments

ผู้เขียนบทความนี้

ผู้เขียนบทความนี้ ไม่มีความเข้าใจในพุทธปรัชญาอย่างแท้จริง

จับแพะชนแกะ ไม่ไหว

พุทธพจน์ตรัสว่า

พุทธพจน์ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมนุษย์เริ่มสมสู่กันเองในครัวเรือน ยุคเสื่อมของมนุษย์ได้เริ่มขึ้นแล้ว ศีล 5 จะเริ่มขาดหายไปจากจิตใจมนุษย์ คนชั่วจะครองเมือง เหล่าคนทั้งหลายจะพากันเชิดชูคนที่เนรคุณผู้มีพระคุณว่าดี ว่าประเสริฐ และขับไล่คนดี มีศีลธรรมออกจากสังคม จนเมื่อมนุษย์มีอายุขัยเพียง 10 ปี เหล่าคนชั่วทั้งหลายจะพากันทำลายกันเองจนสิ้น เหลือเพียงเหล่าคนดีที่อยู่รอด และสร้างอารยธรรมกันใหม่ จนเมื่อมนุษย์มีอายุขัย 1 แสนปี"

Maximus

[quote=Maximus]ผู้เขียนบทความนี้ ไม่มีความเข้าใจในพุทธปรัชญาอย่างแท้จริง

จับแพะชนแกะ ไม่ไหว[/quote]

ไม่เข้าใจเเบบไหน จับเเพะชนเเกะยังไง ก็บอกมาให้ชัดๆ ยกตัวอย่างด้วยซิครับ ไอ้การดิสเครดิตด้วยการอ้างเเบบนี้ผมได้ยินมาจนเบื่อเเล้ว เเละก็คงเป็นอีกเหตุผลให้ผู้เขียน เขียนบทความนี้ขึ้นมา

สิี่งที่คุณทำไม่ต่างจากข้อความนี้ในบทความเลย "มันจึงเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ตามเพียงแค่เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นพระภิกษุได้ไม่นาน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าตนมีสถานะสูงกว่าฆราวาส มักมีแนวโน้มที่จะไม่ฟังความคิดเห็นจากฆราวาส โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยแล้ว ยิ่งคิดว่าตนเองรู้ดีกว่า เมื่อเทศนาหรือแสดงทัศนะทางศาสนา หรือทัศนะทางสังคมการเมืองที่อ้างอิงจุดยืนของพุทธศาสนาก็มักคิดว่า ตนเองกำลังประกาศ “สัจธรรม” ที่ใครๆ จะโต้แย้งไม่ได้ (คนโต้แย้งไม่รู้จริง มีอคติ กระทั่งเป็นมิจฉาทิฐิ)"

สุดท้ายก็ไม่มีความกล้าที่จะโต้เเย้งด้วยเหตุผล เเต่เลือกจะปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วย

ที่สุรพศ ทำอยู่ เนี๊ยะ

ที่สุรพศ ทำอยู่ เนี๊ยะ เรียกว่าอะไรล่ะ..! ช่วยตอบหน่อย ดิ..! ข่าวพระทางทีวี หนังสือพิมพ์ ไม่เว้นแต่ละวัน นั้นคืออะไรล่ะ..! ที่ผู้รู้เขาตำหนิติเตียน สุรพศ ก็เพราะว่าความติ๊งต๊อง ปัญญาอ่อนในการนำเสนอต่างหากล่ะ..! คุณอย่าจับแพะชนแกะอย่าบิดเบือนหลักธรรมความจริงในพระพุทธศาสนา ด้วยมิจฉาทิฏฐิของคุณซินะ..! แล้วจะไม่มีใครไปว่าคุณได้..! และบทความชิ้นนี้อาตมาค่อนข้างเห็นด้วยมากทีเดียว แต่ควรขัดเกลาความคิดอีกหน่อยในบางเรื่องบางประเด็น โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอน และความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่าจะทำให้คุณเป็นคนเนรคุณ และจะไม่มีใครให้อภัยคุณได้ ในความโง่เขลาเบาปัญญาของคุณ คุณต้องแยกส่วนให้ออกระหว่างพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พระสงฆ์นั้นมีทั้งพระอริยะสงฆ์ และสมมุติสงฆ์ เข้าใจบ่ ที่บอกมาเนี๊ยะ..! (อ่านพระไตรปิฎกจบเล่ม รึยัง) คริ คริ..!

พระธีรธนัชณฤทธา เมตตธัมโม

[quote=พระธีรธนัชณฤทธา เมตตธัมโม]ที่สุรพศ ทำอยู่ เนี๊ยะ เรียกว่าอะไรล่ะ..! ช่วยตอบหน่อย ดิ..! ข่าวพระทางทีวี หนังสือพิมพ์ ไม่เว้นแต่ละวัน นั้นคืออะไรล่ะ..! ที่ผู้รู้เขาตำหนิติเตียน สุรพศ ก็เพราะว่าความติ๊งต๊อง ปัญญาอ่อนในการนำเสนอต่างหากล่ะ..! คุณอย่าจับแพะชนแกะอย่าบิดเบือนหลักธรรมความจริงในพระพุทธศาสนา ด้วยมิจฉาทิฏฐิของคุณซินะ..! แล้วจะไม่มีใครไปว่าคุณได้..! และบทความชิ้นนี้อาตมาค่อนข้างเห็นด้วยมากทีเดียว แต่ควรขัดเกลาความคิดอีกหน่อยในบางเรื่องบางประเด็น โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอน และความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่าจะทำให้คุณเป็นคนเนรคุณ และจะไม่มีใครให้อภัยคุณได้ ในความโง่เขลาเบาปัญญาของคุณ คุณต้องแยกส่วนให้ออกระหว่างพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พระสงฆ์นั้นมีทั้งพระอริยะสงฆ์ และสมมุติสงฆ์ เข้าใจบ่ ที่บอกมาเนี๊ยะ..! (อ่านพระไตรปิฎกจบเล่ม รึยัง) คริ คริ..![/quote]

มีพระที่ "ไม่ถือองค์" แบบหลวงพี่นี่ก็น่ารักไปอีกแบบนะครับ ถึงไม่ค่อยฉลาด แต่ก็ตลกดี คริ คริ..!

Megasawa95 wrote:Maximus

[quote=Megasawa95][quote=Maximus]ผู้เขียนบทความนี้ ไม่มีความเข้าใจในพุทธปรัชญาอย่างแท้จริง

จับแพะชนแกะ ไม่ไหว[/quote]

ไม่เข้าใจเเบบไหน จับเเพะชนเเกะยังไง ก็บอกมาให้ชัดๆ ยกตัวอย่างด้วยซิครับ ไอ้การดิสเครดิตด้วยการอ้างเเบบนี้ผมได้ยินมาจนเบื่อเเล้ว เเละก็คงเป็นอีกเหตุผลให้ผู้เขียน เขียนบทความนี้ขึ้นมา

สิี่งที่คุณทำไม่ต่างจากข้อความนี้ในบทความเลย "มันจึงเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ตามเพียงแค่เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นพระภิกษุได้ไม่นาน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าตนมีสถานะสูงกว่าฆราวาส มักมีแนวโน้มที่จะไม่ฟังความคิดเห็นจากฆราวาส โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยแล้ว ยิ่งคิดว่าตนเองรู้ดีกว่า เมื่อเทศนาหรือแสดงทัศนะทางศาสนา หรือทัศนะทางสังคมการเมืองที่อ้างอิงจุดยืนของพุทธศาสนาก็มักคิดว่า ตนเองกำลังประกาศ “สัจธรรม” ที่ใครๆ จะโต้แย้งไม่ได้ (คนโต้แย้งไม่รู้จริง มีอคติ กระทั่งเป็นมิจฉาทิฐิ)"

สุดท้ายก็ไม่มีความกล้าที่จะโต้เเย้งด้วยเหตุผล เเต่เลือกจะปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วย[/quote]

อ่านที่ตัวเองเขียน ว่าเข้าใจพุทธปรัชญาหรือไม่
และอ่าน "ตัวเอง" ด้วย

พระธีรธนัชณฤทธา เมตตธัมโม

[quote=พระธีรธนัชณฤทธา เมตตธัมโม]ที่สุรพศ ทำอยู่ เนี๊ยะ เรียกว่าอะไรล่ะ..! ช่วยตอบหน่อย ดิ..! ข่าวพระทางทีวี หนังสือพิมพ์ ไม่เว้นแต่ละวัน นั้นคืออะไรล่ะ..! ที่ผู้รู้เขาตำหนิติเตียน สุรพศ ก็เพราะว่าความติ๊งต๊อง ปัญญาอ่อนในการนำเสนอต่างหากล่ะ..! คุณอย่าจับแพะชนแกะอย่าบิดเบือนหลักธรรมความจริงในพระพุทธศาสนา ด้วยมิจฉาทิฏฐิของคุณซินะ..! แล้วจะไม่มีใครไปว่าคุณได้..! และบทความชิ้นนี้อาตมาค่อนข้างเห็นด้วยมากทีเดียว แต่ควรขัดเกลาความคิดอีกหน่อยในบางเรื่องบางประเด็น โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอน และความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่าจะทำให้คุณเป็นคนเนรคุณ และจะไม่มีใครให้อภัยคุณได้ ในความโง่เขลาเบาปัญญาของคุณ คุณต้องแยกส่วนให้ออกระหว่างพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พระสงฆ์นั้นมีทั้งพระอริยะสงฆ์ และสมมุติสงฆ์ เข้าใจบ่ ที่บอกมาเนี๊ยะ..! (อ่านพระไตรปิฎกจบเล่ม รึยัง) คริ คริ..![/quote]

โยมคิดว่าหลวงพี่ควรปล่อยวาง แล้วหันมาเจริญสติจากบทความของคุณสุรพจ น่าจะเหมาะกว่า เพราะโยมเองก็ทำเช่นนั้นด้วย เห็นทั้งโทสะ และโมหะในตัวตนได้ชัดเจนเชียว คุณสุรพจกำลังสอนเราเดินทางสู่พระนิพพาน ตัวเขาเป็นแค่ป้ายชี้ทาง เราก็คนเดิน ท้ายที่สุดป้ายบอกทางยังปักอยู่กับที่ แต่ตัวเราถึงแล้วนครที่ชื่อว่า 'นิพพาน"

ผี-สาง-เทวดา

ผี-สาง-เทวดา เกิดขึ้นเกิดก่อนพระพุทธศาสนา
ในยุคที่มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรม จากการดำเนินชีวิตปศุสัตว์เร่ร่อน
มาเป็นการเพาะปลูกอยู่กับที่ - ซึ่งต้องอาศัยฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้ธัญญาหาร งอกงาม

คราวใดที่มนุษย์ต้องประสบภัยภิบัติร้ายแรง แผ่นดินไหว น้ำท่วม และโรคระบาด

สิ่งที่มนุษย์ทำได้ ในเวลานั้น ก็คือ การบวงสรวง-บนบาน-พลีบูชายัญ ต่อ ผี-สาง-เทวดา
แต่หากยังไม่ได้ดั่งใจ – มนุษย์จึงคิดอุบาย ใช้เวทมนต์, จนเกิดมี “บทสวดมนต์”
เพื่อบังคับ หรืออ้อนวอนขอร้องให้ ผี-สาง-เทวดา ช่วยดลบันดาลให้พวกเขาสมปรารถนา

กระทั่งเมื่อมีพระพุทธศาสนา เกิดขึ้น
ผู้คนบางพวก ก็หันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ผู้ที่มีปัญญารู้จักใช้เหตุผล ก็เลิกนับถือ ผี-สาง-เทวดา, แต่ก็เป็นเพียงผู้คนจำนวนเล็กน้อย

ผู้คนส่วนใหญ่ ที่แม้จะนับถือพระพุทธศาสนา, แต่ก็ยังนับถือ ผี-สาง-เทวดา คู่กันไปด้วย
เพียงแต่ว่า ลดความงมงายลุ่มหลง, ลดพิธีกรรมลง

กระทั่งเมื่อหัวหน้าเทวดา คือ “พระอินทร์” ที่มีอำนาจดลบันดาลฟ้าฝน
เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา - - จากพระอินทร์ ในยุคพระเวท ที่มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว
ชอบดื่มน้ำเมา แล้วส่งเสียงเอะอะโวยวาย – เป็นเสียงฟ้าร้อง

บัดนี้พระอินทร์ในศาสนาพราหมณ์ กลายมาเป็นพระอินทร์ ในศาสนาพุทธไปแล้ว
เทวดาอื่น ๆ ก็พลอยต้องเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ไปด้วย
และยังกลายมาเป็น ผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา, ปกป้องผู้คนให้พ้นจาก ผี-สาง-เทวดา ที่ยังเป็นมิจฉาทิฐิ

ผู้คนในเวลานั้น จึงอุ่นใจขึ้น ไม่ต้องวิตกกังวลกลัวว่า ผีร้าย จะมารบกวน
ผู้คนจึงได้ทำ “รูปเคารพ” เป็นรูปของ ผี-สาง-เทวดา ต่าง ๆ เพื่อป้องกันภัย
ยิ่งได้เห็นรูปเทพ-เทวดา, ยิ่งได้บูชาเทพ-เทวดา ก็ยิ่งสบายใจมากขึ้น !!!

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป นับพันปี – จากศาสนาของผู้รู้ (intellectual religion) และศาสนาของประชาชน
ถูกแปลความหมายใหม่ กลายมาเป็นศาสนาของผู้ปกครอง (ตามรายละเอียดที่คุณสุรพศว่ามาในบทความข้างต้น)

[b]วันนี้ “พระจึงต้องมาสู้กับผี”[/b] (จากที่ครั้งหนึ่ง ผีเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา) !!!

ศาสนาพุทธก็ยังเป็นศาสนาที่ใช่

ศาสนาพุทธก็ยังเป็นศาสนาที่ใช่เหตุผล ส่วนจะมีสงฆ์ไทยบางรูป หรือกี่มากน้อย จะรับได้กับการวิพากวิจารณ์หรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ปราศจากเหตุผลไปได้ คนคนนี้ชอบเหมาเอารวมพระสงฆ์หรือวัตรปฏิบัติอะไรไปกับแก่นศาสนาเสียเหลือเกิน จะวิจารณ์ก็วิจารณ์สงฆ์ไป ตามใจชอบ ศาสนาพุทธก็วิจารณ์ได้ในส่วนที่เป็นแก่นศาสนา เพราะศาสนาพุทธทนต่อการใช้เหตุผล ใครถามอะไรมา พระพุทธองค์ก็ทรงตอบด้วยเหตุผล ถ้ามีปัญญาเข้าใจ ก็จบ ไม่มี หรือไม่เชื่อ ก็ถามต่อไป หรือไปคิดหาคำตอบ พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไอ้สงฆ์ปากเสีย ด่าญาติโยมว่ากำเริบเสิบสาน จะมีสักกี่คนกัน พูดอย่างนี้ญาติโยมได้ชกปากแตก จะไปเอามาเป็นอารมณ์เพื่อติเรือทั้งโกลน ทำไม หน้าที่ก็คือจับพวกถ่วงเรือโยนทิ้งน้ำ ขัดตะไคร่ให้เห็นเรือ ไม่ใช่วิจารณ์เหมาๆ รวมๆ แบบนี้

Maximus wrote:Megasawa95

[quote=Maximus][quote=Megasawa95][quote=Maximus]ผู้เขียนบทความนี้ ไม่มีความเข้าใจในพุทธปรัชญาอย่างแท้จริง

จับแพะชนแกะ ไม่ไหว[/quote]

ไม่เข้าใจเเบบไหน จับเเพะชนเเกะยังไง ก็บอกมาให้ชัดๆ ยกตัวอย่างด้วยซิครับ ไอ้การดิสเครดิตด้วยการอ้างเเบบนี้ผมได้ยินมาจนเบื่อเเล้ว เเละก็คงเป็นอีกเหตุผลให้ผู้เขียน เขียนบทความนี้ขึ้นมา

สิี่งที่คุณทำไม่ต่างจากข้อความนี้ในบทความเลย "มันจึงเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ตามเพียงแค่เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นพระภิกษุได้ไม่นาน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าตนมีสถานะสูงกว่าฆราวาส มักมีแนวโน้มที่จะไม่ฟังความคิดเห็นจากฆราวาส โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยแล้ว ยิ่งคิดว่าตนเองรู้ดีกว่า เมื่อเทศนาหรือแสดงทัศนะทางศาสนา หรือทัศนะทางสังคมการเมืองที่อ้างอิงจุดยืนของพุทธศาสนาก็มักคิดว่า ตนเองกำลังประกาศ “สัจธรรม” ที่ใครๆ จะโต้แย้งไม่ได้ (คนโต้แย้งไม่รู้จริง มีอคติ กระทั่งเป็นมิจฉาทิฐิ)"

สุดท้ายก็ไม่มีความกล้าที่จะโต้เเย้งด้วยเหตุผล เเต่เลือกจะปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วย[/quote]

อ่านที่ตัวเองเขียน ว่าเข้าใจพุทธปรัชญาหรือไม่
และอ่าน "ตัวเอง" ด้วย[/quote]

ผมโพสต์ด้วยชื่อจริงตลอด ถ้ามีกึ๋นก็โต้แย้งประเด็น อย่าทำแค่กล่าวหามั่วๆ

มันเกี่ยวอะไรกับ "กึ๋น"

มันเกี่ยวอะไรกับ "กึ๋น" คุณสุรพศ

คุณ Maximus พูดถูกแล้ว

คุณสุรพศใช้ชื่อบทความว่า พุทธศาสนากับวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เหตุผล 3 ประการของคุณมัน ใช้ไม่ได้ เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ มันมีอย่างเข้มข้น เสมอมา

ถ้าคุณพิจารณาโครงสร้างการศึกษาของเถรวาท ไทยดีๆ ยังไม่สวมแว่นวิธีวิทยาฝรั่งมาครอบ

"เถรวาท" ชื่อมันก็บอกว่าสื่อถึง จารีต อาจริยวาท คือตามคำอาจารย์ ธรรมเนียมนี้ขึ้นกับสายครูบาอาจารย์ แต่ละสายมีการฝึกฝน สอบเทียบวิธีปฏิบัติกับพระไตรปิฏก มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หรือคุณว่าไม่จริง คุณสามารถไปเรียนกับครูบาอาจารย์สายใหนก็ได้ตามจริตคุณ เปลี่ยนไปได้ คุณวิเคราะห์เทียบเทียบได้ คุณก็จะเห็นว่าพวกดูจิต นั่นก็เที่ยวสอบเทียบวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติของแต่ละสายว่าเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้มันสื่อถึงวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่หรือ

เพียงแต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นรูปแบบงานเขียนแบบตะวันตกก็เท่านั้น

ผมเข้าใจว่า คำว่า "การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา" ของคุณคือ การพยายามจะให้พุทธศาสนาเข้ารีตฝรั่งใช้วิธีวิทยาของฝรั่งก็เท่านั้น คุณแค่ไปบีบบังคับพระให้ใช้วิธีวิทยาของคุณและเพื่อนคุณก็เท่านั้น

ดังนั้นเหตุผล 3 ข้อของคุณก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาถกเถียง เพราะมันเป็นแค่ความคิดของคุณเอง
ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางการปฏิบัติ

แต่ถ้าคุณบอกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมพุทธไทย ไม่ครอบคลุม อันนั้นผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่ถ้าคุณบอกว่าไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้นมันมั่วแน่ๆ

ขอเรื่องสมณศักดิ์ สักหน่อย คุณลองไปอ่านงานวิจัย ประวัติศาสตร์พุทธศาสนากับรัฐไทย บ้างผมเชื่อว่าสมณศักดิืเป็นเรื่องของรัฐที่พยายามควบคุมศาสนามากกว่าเป็นเรื่องของศาสนาเอง ดังนั้นข้อเสนอของคุณที่มีพื้นฐานว่า สมณศักดิืเป็นเรื่องใหญ่ของพุทธศาสนาหรือศาสนา จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ไม่สมเหตุผลสมผล แต่มันจะสมเหตุสมผลเมื่อพิจาณาไปที่องค์กรพุทธศาสนาอย่างมหาเถรสมาคม

สุดท้าย การวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าอิงตามภูมิธรรมร่วมดั้งเดิม ก็จะแบ่งเป็น 3 ขั้น วิวาทะ กัลปะ และวิตัณหา
วิวาทะ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งเพื่อให้พิสูจน์ความจริงและความงอกงามทางปัญญาของทั้งสองฝ่ายตามแนวทางของตัว
กัลปะ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งใช้เหตุผลเพื่อให้เอาชัยชนะแก่อีกฝ่ายหนึ่ง (ฝรั่งชอบมากแบบนี้)

วิตัณหา เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งถึงขั้นเถียงด้วยอารมณ์ ด่าแหลกเทือกนั้น สนองตัณหากันอย่างเดียว

Ref: #399015 »

Ref:
#399015 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 398927) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (110.49.242.139 110.49.242.139) .. Sat, 2011-08-13 07:17
ผมโพสต์ด้วยชื่อจริงตลอด ถ้ามีกึ๋นก็โต้แย้งประเด็น อย่าทำแค่กล่าวหามั่วๆ
<<<>>>

โมหะ คือ คิดว่าตนเองเต็มไปด้วยกึ๋น
โทสะ คือ ยัวะผู้ที่ขัดคอ

*****
สุดยอดแห่งผู้รู้และเดินสายกลาง = #399029 » ความคิดเห็นของ นวนคร

สุดท้าย การวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าอิงตามภูมิธรรมร่วมดั้งเดิม ก็จะแบ่งเป็น 3 ขั้น วิวาทะ กัลปะ และวิตัณหา
วิวาทะ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งเพื่อให้พิสูจน์ความจริงและความงอกงามทางปัญญาของทั้งสองฝ่ายตามแนวทางของตัว
กัลปะ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งใช้เหตุผลเพื่อให้เอาชัยชนะแก่อีกฝ่ายหนึ่ง (ฝรั่งชอบมากแบบนี้)

วิตัณหา เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งถึงขั้นเถียงด้วยอารมณ์ ด่าแหลกเทือกนั้น สนองตัณหากันอย่างเดียว

*****

ข้าน้อยขอคุกเข่าคารวะหนึ่งจอก

นวนคร wrote:มันเกี่ยวอะไรกับ

[quote=นวนคร]มันเกี่ยวอะไรกับ "กึ๋น" คุณสุรพศ

คุณ Maximus พูดถูกแล้ว

คุณสุรพศใช้ชื่อบทความว่า พุทธศาสนากับวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เหตุผล 3 ประการของคุณมัน ใช้ไม่ได้ เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ มันมีอย่างเข้มข้น เสมอมา

ถ้าคุณพิจารณาโครงสร้างการศึกษาของเถรวาท ไทยดีๆ ยังไม่สวมแว่นวิธีวิทยาฝรั่งมาครอบ

"เถรวาท" ชื่อมันก็บอกว่าสื่อถึง จารีต อาจริยวาท คือตามคำอาจารย์ ธรรมเนียมนี้ขึ้นกับสายครูบาอาจารย์ แต่ละสายมีการฝึกฝน สอบเทียบวิธีปฏิบัติกับพระไตรปิฏก มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หรือคุณว่าไม่จริง คุณสามารถไปเรียนกับครูบาอาจารย์สายใหนก็ได้ตามจริตคุณ เปลี่ยนไปได้ คุณวิเคราะห์เทียบเทียบได้ คุณก็จะเห็นว่าพวกดูจิต นั่นก็เที่ยวสอบเทียบวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติของแต่ละสายว่าเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้มันสื่อถึงวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่หรือ

เพียงแต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นรูปแบบงานเขียนแบบตะวันตกก็เท่านั้น

ผมเข้าใจว่า คำว่า "การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา" ของคุณคือ การพยายามจะให้พุทธศาสนาเข้ารีตฝรั่งใช้วิธีวิทยาของฝรั่งก็เท่านั้น คุณแค่ไปบีบบังคับพระให้ใช้วิธีวิทยาของคุณและเพื่อนคุณก็เท่านั้น

ดังนั้นเหตุผล 3 ข้อของคุณก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาถกเถียง เพราะมันเป็นแค่ความคิดของคุณเอง
ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางการปฏิบัติ

แต่ถ้าคุณบอกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมพุทธไทย ไม่ครอบคลุม อันนั้นผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่ถ้าคุณบอกว่าไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้นมันมั่วแน่ๆ

ขอเรื่องสมณศักดิ์ สักหน่อย คุณลองไปอ่านงานวิจัย ประวัติศาสตร์พุทธศาสนากับรัฐไทย บ้างผมเชื่อว่าสมณศักดิืเป็นเรื่องของรัฐที่พยายามควบคุมศาสนามากกว่าเป็นเรื่องของศาสนาเอง ดังนั้นข้อเสนอของคุณที่มีพื้นฐานว่า สมณศักดิืเป็นเรื่องใหญ่ของพุทธศาสนาหรือศาสนา จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ไม่สมเหตุผลสมผล แต่มันจะสมเหตุสมผลเมื่อพิจาณาไปที่องค์กรพุทธศาสนาอย่างมหาเถรสมาคม

สุดท้าย การวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าอิงตามภูมิธรรมร่วมดั้งเดิม ก็จะแบ่งเป็น 3 ขั้น วิวาทะ กัลปะ และวิตัณหา
วิวาทะ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งเพื่อให้พิสูจน์ความจริงและความงอกงามทางปัญญาของทั้งสองฝ่ายตามแนวทางของตัว
กัลปะ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งใช้เหตุผลเพื่อให้เอาชัยชนะแก่อีกฝ่ายหนึ่ง (ฝรั่งชอบมากแบบนี้)

วิตัณหา เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งถึงขั้นเถียงด้วยอารมณ์ ด่าแหลกเทือกนั้น สนองตัณหากันอย่างเดียว[/quote]

วิวาทะ เป็นที่ทราบกันว่าหมายถึงการถกเถียง หรือวิวาทก็ได้

แต่ "กัลปะ" ในภาษาบาลีว่า กลฺป หรือ กปฺป หมายถึงอายุยาวนานของโลก อย่างที่เรียกว่าชั่วกัปชั่วกัลป์
ส่วน "วิตัณหา" ไม่พบทั้งในพจนานุกรมพุทธศาสตร์และพจนานุกรมราชบัณฑิต

แต่ถ้าเทียบเคียงกับบาลี "วิราค" แปลว่าปราศจากราคะ "วิตัณหา" ก็แปลได้ว่าปราศจากตัณหา (วิ เป็นคำอุปสรรคในภาษาบาลี แปลว่า วิเศษ, แจ้ง, ต่าง นิยมนำไปประกอบหน้าคำศักพ์ทำให้มีความหมายในเชิงปฏิเสธ เช่น วิราค ปราศจากราคะ วิสังขาร แปลว่าพ้นจากการปรุงแต่ง วิวัฏฏ พ้นจากวัฏฏะ เป็นต้น)

ฉะนั้นที่คุณนวนครยกมานี่มั่วมากๆ (คงจำขี้ปากเจ้าสำนักบาลีเถื่อนมา)

ส่วนที่คุณนวนครว่า "ผมเข้าใจว่า คำว่า "การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา" ของคุณคือ การพยายามจะให้พุทธศาสนาเข้ารีตฝรั่งใช้วิธีวิทยาของฝรั่งก็เท่านั้น คุณแค่ไปบีบบังคับพระให้ใช้วิธีวิทยาของคุณและเพื่อนคุณก็เท่านั้น"

อันนี้ฮามากครับ ผมไปบีบบังคับใครไม่ทราบครับ ผมเอาปืนไปจี้ให้คณต้องเห็นด้วยกับผมเมื่อไร ฮา!

คำว่า "วิวาทะ"

คำว่า "วิวาทะ" อาจชวนให้นึกถึงคำว่า "ทะเลาะวิวาท" ซึ่งแน่นอนว่าไม่ชวนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่าง สมานฉันท์สักเท่าไร ผมจึงอยากทำความเข้าใจว่า วิวาทะในที่นี้เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่าวิซึ่งมาจากคำว่า "วิเศษ"1 แปลว่า เฉพาะหรือพิเศษ รวมกับคำว่า วาทะ แปลว่า คำพูด ถ้อยคำ หรือ (การแสดง) ความคิดเห็น

วิวาทะจึงหมายถึงการ นำเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

นอกจากนี้คำว่า วิ ยังหมายความว่า แตกต่าง ได้ด้วย

วิวาทะจึงมีนัยหมายถึง (การเสนอ) ความเห็นหรือคำพูด (จากมุมมอง) ที่แตกต่างกัน

[url]http://www.gotoknow.org/blog/y-now/252966[/url]

*****
ท่าน นวนคร ได้แสดงความเห็นไว้อย่างถูกต้องแล้ว
ขอคารวะสองจอก

Maximus wrote:คำว่า "วิวาทะ"

[quote=Maximus]คำว่า "วิวาทะ" อาจชวนให้นึกถึงคำว่า "ทะเลาะวิวาท" ซึ่งแน่นอนว่าไม่ชวนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่าง สมานฉันท์สักเท่าไร ผมจึงอยากทำความเข้าใจว่า วิวาทะในที่นี้เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่าวิซึ่งมาจากคำว่า "วิเศษ"1 แปลว่า เฉพาะหรือพิเศษ รวมกับคำว่า วาทะ แปลว่า คำพูด ถ้อยคำ หรือ (การแสดง) ความคิดเห็น

วิวาทะจึงหมายถึงการ นำเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

นอกจากนี้คำว่า วิ ยังหมายความว่า แตกต่าง ได้ด้วย

วิวาทะจึงมีนัยหมายถึง (การเสนอ) ความเห็นหรือคำพูด (จากมุมมอง) ที่แตกต่างกัน

[url]http://www.gotoknow.org/blog/y-now/252966[/url]

*****
ท่าน นวนคร ได้แสดงความเห็นไว้อย่างถูกต้องแล้ว
ขอคารวะสองจอก[/quote]

กัลปะ กับ วิตัณหา ล่ะครับ คุณนวนครให้ความหมายถูกไหมครับ คุณ Maximus ผู้รู้พุทธปรัชญาดี มี "กึ๋น" ไปหาหลักฐานมาอ้างอิงไหมครับ?

เป็นปรกติของสุรพศ

เป็นปรกติของสุรพศ ที่เมื่อกระทู้ไหนโดนด่ามาก ๆ สุรพศก็จะรีบปั่นกระทู้ใหม่โดยพลัน และเมื่อกระทู้ต่อมายังคงพายเรือวนอยู่ในกะละมังไม่ไปไหน สุรพศก็จะปั่นกระทู้ล่อเป้า ดึงแขก ประมาณว่า บทความแรงๆ โง่ ๆ กวนส้นตีนชาวบ้าน

ไร้ความเป็นวิชาการ เ้หมือนอึ่งอ่างคางคก ยิ่งตียิ่งพอง ยิ่งด่ายิ่งสู่

กระทู้บ้า ๆ เนื้อหาเดิม ๆ

กระทู้บ้า ๆ เนื้อหาเดิม ๆ เหล้าขาวเก่าๆ ที่แดกเหลือ เอามากรอกใหม่ใส่ขวดเหล้านอก แล้วหลอกให้คนอื่นแดก คนมาแดกแล้วถุยใส่หน้าสุรพศ

เป็นครูบาอาจารย์คน หัดเขียนไรให้สร้างสรรค์บ้าง อย่าขยันแต่กวนส้นตีน

Ref: กัลปะ กับ วิตัณหา

Ref: กัลปะ กับ วิตัณหา ล่ะครับ คุณนวนครให้ความหมายถูกไหมครับ คุณ Maximus ผู้รู้พุทธปรัชญาดี มี "กึ๋น" ไปหาหลักฐานมาอ้างอิงไหมครับ?
#399062 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 399052) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (202.29.83.76 202.29.83.76) .. Sat, 2011-08-13 10:44
<<<>>>

รอให้คุณ นวนคร ชี้แจงเอง ถ้าท่านมีเวลา เพราะท่านคงมีข้อมูลของท่าน

ผมคงอ่านที่ท่านสุรพศ เขียน เพียงเท่านี้ เพราะเสียเวลามากแล้ว
ผู้ที่มีจิตเป็นพุทธ ย่อมไม่โอ้อวดหรือแสดงอารมณ์

โบราณว่า คนโง่อวดฉลาด เสมือนยื่นองคชาติเข้าปากงูเห่า

ผมเคยสนทนากับพระป่าหลายองค์ ท่านจะนิ่งๆเงียบๆเสียมากกว่า
ถามอะไรท่านมักแนะนำให้ปฏิบัติเอง

เหมือนช้างเผือก ย่อมอยู่ในป่า
ไม่ตะโกนโหวกเหวกป่าวร้องแสดงตน

จะด่าว่าอะไรก็ทำได้เลยตามสะดวก ไม่อ่านอีกแล้วหน้าบทความนี้และนักเขียนคนนี้
ดูยังอ่อนหัดอยู่มาก จิตและอารมณ์อย่างนี้หรือ เขียนเรื่องศาสนา ?

ใครอยากสนุกที่ผมถูกด่าก็อ่านเอาเอง ผมไม่ถือสา
เพราะคำด่าจากปากคนพาล ย่อมไร้ค่า

ส่วนผม จะไปนั่งผ่อนคลายกับสุราสักไห ดื่มอวยพรให้แก่คุณนวนครด้วย
ไปละ

Maximus wrote:Ref: กัลปะ กับ

[quote=Maximus]Ref: กัลปะ กับ วิตัณหา ล่ะครับ คุณนวนครให้ความหมายถูกไหมครับ คุณ Maximus ผู้รู้พุทธปรัชญาดี มี "กึ๋น" ไปหาหลักฐานมาอ้างอิงไหมครับ?
#399062 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 399052) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (202.29.83.76 202.29.83.76) .. Sat, 2011-08-13 10:44
<<<>>>

รอให้คุณ นวนคร ชี้แจงเอง ถ้าท่านมีเวลา เพราะท่านคงมีข้อมูลของท่าน

ผมคงอ่านที่ท่านสุรพศ เขียน เพียงเท่านี้ เพราะเสียเวลามากแล้ว
ผู้ที่มีจิตเป็นพุทธ ย่อมไม่โอ้อวดหรือแสดงอารมณ์

โบราณว่า คนโง่อวดฉลาด เสมือนยื่นองคชาติเข้าปากงูเห่า

ผมเคยสนทนากับพระป่าหลายองค์ ท่านจะนิ่งๆเงียบๆเสียมากกว่า
ถามอะไรท่านมักแนะนำให้ปฏิบัติเอง

เหมือนช้างเผือก ย่อมอยู่ในป่า
ไม่ตะโกนโหวกเหวกป่าวร้องแสดงตน

จะด่าว่าอะไรก็ทำได้เลยตามสะดวก ไม่อ่านอีกแล้วหน้าบทความนี้และนักเขียนคนนี้
ดูยังอ่อนหัดอยู่มาก จิตและอารมณ์อย่างนี้หรือ เขียนเรื่องศาสนา ?

ใครอยากสนุกที่ผมถูกด่าก็อ่านเอาเอง ผมไม่ถือสา
เพราะคำด่าจากปากคนพาล ย่อมไร้ค่า

ส่วนผม จะไปนั่งผ่อนคลายกับสุราสักไห ดื่มอวยพรให้แก่คุณนวนครด้วย
ไปละ[/quote]

ไม่ได้แสดงอารมณ์ หรือโกรธอะไรหรอกครับ เพียงแต่เห็นคุณตามมา "ฟันธง" ในหลายบทความ
แต่ไม่โต้แย้ง "ประเด็น" แถมยังออกแนวข่มและให้โอวาทข้างๆคูๆ เลยอยากเห็น "กึ๋น" ของคุณบ้างเท่านั้นเอง
อย่าโมโหน่า เดี๋ยวพระพยอมท่านก็เทศน์เอาหรอก ฮา ฮา บ้าง ฮา

เข้ามาให้กำลังใจ อ.สุรพศ ฯ

เข้ามาให้กำลังใจ อ.สุรพศ ฯ เป็นพิเศษ

อยากสนับสนุนอาจารย์ว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผลและเชิดชูศักยภาพการให้เหตุผล (อย่างน้อยในระดับโลกียธรรม และอย่างสูงก็ย่อมมองเห็นกระแสธรรมตามหลักปฏิจจสมุปบาท) อย่างถูกต้องเป็นลักษณะเด่นทีเดียว

และที่สำคัญ นี่มิใช่เป็นเรื่องกระแสวิธีวิทยาแบบตะวันตกหรือตะวันออก แต่มันเป็น "สัจจธรรม" ตามธรรมชาติต่างหาก

หลักสัปปุริสธรรม 7 ก็เริ่มด้วยความเป็นผู้รู้จักเหตุและความเป็นผู้รู้จักผล ประกอบเข้าด้วยเหตุอื่น ๆ อีก 5 ประการ
จึงถือได้ว่า เป็นสัตบุรุษตามหลักธรรมวินัยของพระบรมศาสดา

ถ้าไม่ชอบเสื้อแดง

ถ้าไม่ชอบเสื้อแดง ก็ไปเป็นเสื้อเหลือง

ถ้าไม่ชอบประชาธิปปัต ก็ไปเพื่อไทย ไม่ก็การเมืองใหม่

ถ้าไม่ชอบพุทธอย่างไทย ก็ไม่มีใครรั่งไว้อย่าไปนับถือศาสนาอื่นนะ

มีเสรีภาพนะ อย่าทน อย่าอึดอัดกันเลย เปลี่ยนศาสนากันซะ ศาสนาพุทธจะได้เจริญ ๆ ซักที หมดพวกนี้ไปซะได้

พวกมือไม่พาย เอาส้นตีนราน้ำ อย่าง สุรพศ ส ศิวลึง นี้ คนพวกนี้มันมีแต่ติ ๆๆๆ นั้นไม่ดี นี้ไม่ถูก แต่ก็ไม่เคยทำอะไรเพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นเลย แล้วก็พวกนี้นะ ดีแต่ว่าคนอื่นไม่มองตัวเอง แต่ละตัวพอ ๆ กันทั้งนั้น ถ้าเอาประวัติมาขุดคุ้ยกันจะหนาว

ปากตินั้น นี้ แต่พอตอนที่ตัวเองบวชอยู่นะ จัญไรอย่างกับสิ่งที่ตัวเองติอยู่ตอนนี้นั้นแหละ

สำเหนียกไว้นะ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจร

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจริงๆ เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ (สักพัก) แล้วสักประเดี๋ยวมันก็หายไป

ปัจจุบันชาวต่างชาติหันมานับถื

ปัจจุบันชาวต่างชาติหันมานับถือพุทธมากขึ้น คนที่ไม่มีศาสนาก็หันมานับถือศาสนากันมากขึ้นเพราะพุทธศาสนา เหตุเพราะพุทธศาสนา สอนให้รู้ทุกข์ของชันธ์ที่ถือครองกันอยู่ ชาวต่างชาติไม่อ่านพระคัมภีอย่างพระไตรปิฎก แต่หันมาปฏิบัติไม่วาจะเป็นอานาปาณสติ,สติปัฐฐาน 4 ฯลฯ ปล่อยไว้อย่างนี้คงเป็นเช่นที่ท่านพุทธทาสหรือหลางปู่มั่น หลวงพ่อชาพูดว่า "ดูเถิด ต่อไปตะวันตกต่างชาติจะกลายเป็นศูมย์กลางของพุทธศาสนา เราชาวไทยพุทธจะต้องบินไปฟังธรรมหรือบินไปปฏิบัติธรรมกันที่โน่น"

ทัศนะของอาจารย์สุรพศฯ

ทัศนะของอาจารย์สุรพศฯ เกี่ยวกับทิฏฐิ มานะของพระภิกษุ(บางรูป) ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงที่สังคมควรเปิดใจกว้างรับฟังก่อน โดยเฉพาะสมมติสงฆ์ที่มีความตั้งใจบวชเพื่อแสวงหาปัญญาและความหลุดพ้น(อย่างน้อยก็ควรพ้นจากนิวรณ์ 5)ให้ได้ในชีวิตนี้

ข้อคิดเห็นลักษณะนี้เป็นประโยชน์มากกว่าจะหาเหตุผลมาแก้ตัวหรือย้อนกลับไปต่อว่าผู้แสดงทัศนะ ไม่ว่าจะตรงหรือไม่ตรงตามความจริงของแต่ละรูปนามก็ตาม

จะมีใครสักกี่คนที่กล้าหาญวิพากษ์วิจารณ์สมมติสงฆ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ จะจริงหรือไม่จริงผู้อ่านต้องใช้หลักโยนิโสมนสิการไตร่ตรอง ถ้าจริงก็นำไปปรับปรุงตัว ถ้าไม่จริงก็ปล่อยวาง let it go and get it out จากใจพร้อมกับขอบคุณอาจารย์สุรพศที่ได้ตั้งโจทย์ปัญหามาให้ใคร่ครวญจนเกิดสติปัญญา ไม่ใช่ปล่อยให้โมหะเข้ามาครอบงำไม่รู้ตัว

จึงสรุปว่า ทัศนะของอาจารย์สุรพศเป็นมุมมองที่ควรรับฟังและไตร่ตรองให้เห็นและรู้ตามความเป็นจริง ไม่ว่าอาจารย์สุรพศจะมีวัตถุประสงค์ในการวิพากษ์อย่างไรก็ตามต้องถือว่าเกิดคุณมากกว่าโทษ เพราะหากประเทศไทยมีอริยสงฆ์มากกว่าสมมติสงฆ์ พระพุทธศาสนาก็ไม่เสื่อมถอยไปจากแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองแห่งนี้แน่นอน

ที่จริง พระสิทธัตถะ เป็น

ที่จริง พระสิทธัตถะ เป็น ผู้พบสัจจธรรม แล้วเผยแพร่ กลายเป็น กระบวนการศาสนา ซึ่งประกอบด้วย สงฆ์ กับ พระไตรปิฏก โดยมี
ปัจเจกพุทธเจ้า ร่วมที่เรียกว่า ไตรรัตน์

พระพุทธเจ้า เป็น ปฏิภาคกับ ศาสนาฮินดูในยุคนั้น

ศาสนาพุทธในไทย ถูกผนวกเป็น ภาคโตรงสร้างส่วนบนเพื่อการปกครอง ชัดเจนสมัยร.4

นั่นเป็น ยุทธศาสตร์ทางการปกครองของศักดินาไทย
กระบวนการศาสนา จึงถูกใช้เป็นเครืองมือของชนชั้นบน เพื่อ ทำให้ปชช.เชื่อง
จากนั้น ศาสนาพุทธ จึงกลายเป็นของสูง และลอยเหนือผืนดิน และชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่

มีแต่สนับสนุน ชีวิตปัจเจก ละเลยโลกจริง ความแปลกจริง ไม่รู้จักความเท่าเทียม มีแต่หาทางตัดช่องน้อยไปพ้นๆจากฝาครอบใดๆ

ไม่ว่าจะวิจารณ์เพื่ออะไร ไม่ว่าจะอุดมการณ์เพื่ออะไร
ศาสนาพุทธ มีข้อพิจารณาให้โต้แย้งได้ ในหลายระดับ
สังคมไทย ถูกทำให้เชื่อว่า ศาสนาเดินคนละเส้นทางกับ เรื่องส่วนรวม จิตสาธารณะ หรือ ความเท่าเทียม เสรีภาพ ความยุติธรรม หรือ ปชต.

***พระพุทธศาสนาวิพากษ์ได้

***พระพุทธศาสนาวิพากษ์ได้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถูกวิพากษ์ได้ ภายใต้กุศลจิต ของผู้วิพากษ์
หากทำด้วยอกุศลจิต อคติ มิจฉาทิฎฐิ ก็เป็น บาป เป็นทุกข์ ของผู้วิพากษ์เอง ผู้ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง

***การศึกษาพระพุทธศาสนา เริ่มแต่ ปริยัติ ๑ ปฏิบัติ ๑ และปฏิเวธ ๑

***ปริยัติ เป็นการเรียนรู้พระพุทธศาสนา ดีที่สุดขั้นนี้ คือจบพระไตรปิฏก แตกฉานพระไตรปิฏก ดีขั้นตั้นคือรู้เบญจศีล เบญจธรรม

***ปฏิบัติ คือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา โดยขันติ วิริยะ

***ปฏิเวธ คือ ได้โสดาปัตติมรรค โสดาปััติผล เป็นต้นไป จนถึงได้อรหัตผล

***คนที่จักวิพากษ์พุทธศาสนาได้ดีที่สุด คือคนที่ได้ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้มีกุศลจิตสูง มีรักโลภโกรธหลงเบาบาง ส่วนผู้ที่เรียนแค่ขั้นปริยัติ ถึงแม้จักมากมายเพียงใด ก็ยังมีกิเลสหนา และปรารถนาลามกในเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โสมนัส

***คนที่มีเจตนาที่เป็นอกุศล ขณะนั้น มีทุกข์ ทุกข์เพราะภวตัณหา หรือภวตัณหา หรือกามตัณหา จงดับตัณหานั้นเสีย คือด้วยโลกุตรปัญญา

***แก้....... หรือวิภวตัณหา

***แก้....... หรือวิภวตัณหา หรือกามตัณหา จงดับตัณหานั้นเสียด้วยโลกกุตรปัญญา

ในโรงเรียน เด็กๆ

ในโรงเรียน เด็กๆ ก็วิพากษ์วิจารณ์ ครู รูปแบบการเรียนการสอน ไม่ได้
ในศาสนสถาน เช่น วัด ศาสนิก ก็วิพากษ์วิจารณ์ หลักธรรม นักบวชไม่ได้
ถ้าไปทำงานในระบบกึ่งทหาร รับทราบแล้วปฏิบัติ ชีวิตนี้ก็ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ อะไรได้

แล้วเราจะมีสังคมสร้างสรรค์ คิดต่างได้อย่างไร???
เอาแค่นี้ให้ได้ก่อน เพราะจะไปหวังสร้างนวัตกรรม หรือ ธุรกิจสร้างสรรค์ มันไกลเกิน

ยังคงสนุกกับการได้อ่านบทความเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ สร้างสรรค์ มั๊กๆ

...สมมุติว่าผมเป็นเด็กเกิดใหม

...สมมุติว่าผมเป็นเด็กเกิดใหม่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระสงฆ์มาก่อนทั้งนั้น
...เมื่อเห็นพระสงฆ์ และการดำเนินชีวิตของพระสงฆ์ ก็อาจจะงุนงง และคิดไปต่างๆนานา

...ทำไมพระต้องโกนหัว ไหนบอกว่าปลงแล้วไง อะไรมันจะเกิดก็ต้องปล่อยมันสิ
...ทำไมพระต้องอาศัยอาหารจากคนอื่น...ทำไมไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเองเลย
...ไม่ทำมาหากินเองแล้วยังสอนคนอื่นอีก...ไม่เห็นสอนตัวเองบ้างเลย
...ไอ้ที่สอนๆนะส่วนใหญ่ก็แค่บอกให้คนอื่นรู้จักพอ...แล้วพระรู้จักพอกันหรือยัง
...พระเคยไปเห็นสวรรค์กับนรกมากับตาหรือยัง...จึงมาบอกว่าสวรรค์ดีอย่างโน้น นรกแย่อย่างนี้
...ไม่ทำมาหากินแล้วยังมีคนกราบไหว้อีกแฮะ...สรุปว่าอยากเป็นพระมั่ง

...เมื่อไหร่จัดทัวร์เที่ยวนรกกับสวรรค์บอกหน่อยนะ...จะไปถ่ายรูปมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก
...เผื่อจะตัดสินใจได้ว่าเมื่อตายแล้วจะไปนรกหรือสวรรค์ดี...แต่เอ๊ะ...เขาให้เราเลือกได้เหมือนเลือกตั้งไหมเนี่ยะ

...ไปดีกว่า...เดี๋ยวโดนคนธรรมะธรรมโมเขาด่าเอา...เชื่อแล้วเสือกลบหลู่
...เดี๋ยวเขาจัดให้ มาตรา 112.5 ใช้กับคนหมิ่นศาสนา

How about a cool poem from a

How about a cool poem from a buddhist monks with 34 พรรษา of mediation and teaching?

Dhamma Moon - Web site.
Poet: Ajhan Sucitto The abbot of Cittaviveka Buddhist Monastery, England.

Buddha Image

1
wood worn naked round the chest
the gold leaf flaking
the splintered foot with its wormholes

such blossoms

2
two hands open
softly raised

the forefingers cocked over
touching each thumb-tip

between them
a thread of silence

of how I don’t know
being held
in the nothing he knows

3
My need swells up, swallows its howl, stands like a rock.

Shape it, rub the rough surface bare-handed.

Polish it with the tattered skin of all these years.

As he arises, strides
out of the roar that was once a howl,

all that mass, faces peeling off, heaving with cries,
sees its strange beauty.

4
On the other side of solitude
the broad harbour

small boats perch on their reflections
an egret unfolds into its white

in the misty town
we’ll talk again