‘วิกิลีกส์’ เผย ‘ปณิธาน’ แจงทูตสหรัฐฯ ‘จาตุรนต์’ และ ‘ธงชัย’ เป็นมันสมองให้เสื้อแดง

‘วิกิลีกส์’ ปูดบทสนทนาระหว่าง ‘ปณิธาน’ อดีตโฆษกรัฐบาล และทูตสหรัฐ ‘เอริค จี จอห์น’ วิเคราะห์ฝักฝ่ายในเสื้อแดงสามกลุ่ม ปณิธานชี้ หากกลุ่ม ‘แดง-ปัญญาชน’ ซึ่งมี ’จาตุรนต์’ และ ‘ธงชัย’ เป็นหนึ่งในแกนนำ มุ่งเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ จะเป็นประโยชน์ต่อ “อนาคตประเทศไทย” 5 ก.ย. 2554 – เว็บไซต์วิกิลีกส์ ตีพิมพ์โทรเลขสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ลงวันที่ 22 มกราคม 2553 เปิดเผยบทสนทนาระหว่างปณิธาน วัฒนายากร อดีตโฆษกรัฐบาลในสมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเอกอัครราชทูตเอริค จี จอห์น เกี่ยวกับการวิเคราะห์ฝักฝ่ายต่างๆ ในกลุ่ม นปช. โดยปณิธานวิเคราะห์ว่า นปช. แบ่งได้เป็นสามฝ่าย โดยกลุ่ม ‘แดง-ปัญญาชน’ มี จาตุรนต์ ฉายแสง และธงชัย วินิจจะกูล อดีต ‘ซ้ายเก่า’ เป็นแกนนำ โทรเลขหมายเลข 10BANGKOK178 ระบุว่า ในระหว่างการเข้าพบของปณิธาน วัฒนายากร กับ เอริค จี. จอห์น เอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ณ ที่รับรองของสถานทูตสหรัฐ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 ปณิธานได้วิเคราะห์ฝักฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่าประกอบไปด้วยสามกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่อยู่ใน “สปอตไลท์” ของสื่อ และเป็นหน้าตาของกลุ่ม นปช. เขามองว่า กลุ่มนี้ “อยากดัง” (sought out the limelight) ใช้จ่ายเงินเยอะ แต่ลงแรงน้อย กลุ่มที่สอง ปณิธานระบุว่า เป็นกลุ่มแนวหน้าระดับล่าง (foot soldiers) ที่ได้รับการจัดตั้งในท้องถิ่นและเป็นอิสระจากกัน ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มปัญญาชน ที่ประกอบไปด้วย “อดีตนักกิจกรรมและอดีตคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีเป้าหมายทางการเมืองในระยะยาว” ที่มีจุดประสงค์มากกว่าแค่ให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับมามีอำนาจได้ และยังกล่าวอีกว่า กลุ่มนี้ไม่ได้สนใจพรรคเพื่อไทยและสองกลุ่มแรกมากนัก โทรเลขสถานทูตสหรัฐฯ ยังอ้างคำกล่าวของปณิธานซึ่งอธิบายให้ทูตเอริค จี จอห์น ฟังว่า ในค่ายนี้ ยังมีอดีตนักศึกษาของเขารวมอยู่ด้วย (เนื่องจากปณิธานเคยเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มาก่อน) และเสริมว่า จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน- เมดิสัน ประเทศสหรัฐฯ ยังเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลัง (backbone) ของเสื้อแดงกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ปณิธานยังอธิบายในโทรเลขว่า กลุ่มนี้ ได้รวบรวมเอามันสมองที่ดีที่สุด (Finest mind) ในขบวนการเสื้อแดงไว้ด้วยกัน และปณิธานยังชี้ว่า การตั้งคำถามของกลุ่มนี้ต่อประเด็นสถาบันกษัตริย์และการสืบราชสมบัติ จะเป็นประเด็นสำคัญมาก “ถ้าหากกลุ่มนี้ตั้งใจจะใช้พลังงานในการมุ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงสถาบันมากกว่าที่จะมุ่งโค่นล้ม และเสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศไทยได้” โทรเลขดังกล่าวระบุ หมายเหตุ ประชาไทแก้ไขสำนวนการแปล วันที่ 7 ก.ย. 2554 เวลา 20.00 น. ตามที่ได้รับการท้วงติงจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Comments

“ถ้าหากกลุ่มนี้ตั้งใจจะใช้พลั

“ถ้าหากกลุ่มนี้ตั้งใจจะใช้พลังงานในการมุ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงสถาบันมากกว่าที่จะมุ่งโค่นล้ม และเสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศไทยได้”
ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง พวกสมุนสวะลิ่วล้อระบอบเผด็จการอีแอบอัปรีย์ ก็ยังใช้วิธีการโสมมแบบนี้เสมอต้นเสมอปลาย แต่หลอกได้แต่ตัวเองเท่านั้นแหละ "คน" อื่นเขารู้กันหมดแล้วว่า พวกสมุนสวะจัญไรพวกนี้ทำไปก็เพื่อหวังผลประโยชน์อะไร เห็นหน้าก็เจี๋ยมเจี้ยมดีหรอก แต่มันสมองก็ขี้เหลืองดีๆ นี่แหละ

????

[quote=????]“ถ้าหากกลุ่มนี้ตั้งใจจะใช้พลังงานในการมุ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงสถาบันมากกว่าที่จะมุ่งโค่นล้ม และเสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศไทยได้”
ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง พวกสมุนสวะลิ่วล้อระบอบเผด็จการอีแอบอัปรีย์ ก็ยังใช้วิธีการโสมมแบบนี้เสมอต้นเสมอปลาย แต่หลอกได้แต่ตัวเองเท่านั้นแหละ "คน" อื่นเขารู้กันหมดแล้วว่า พวกสมุนสวะจัญไรพวกนี้ทำไปก็เพื่อหวังผลประโยชน์อะไร เห็นหน้าก็เจี๋ยมเจี้ยมดีหรอก แต่มันสมองก็ขี้เหลืองดีๆ นี่แหละ[/quote]
ด่าได้ดีวะชอบครับเรื่องจริงๆหลวนๆๆ

ควายเหลืองอำมาตส์มาอีกตัวแล้ว

ควายเหลืองอำมาตส์มาอีกตัวแล้วเห็นพูดเรื่องประชาธิปไตย ควายเอ๋ยทาสอำมาตส์กับพรรคอนุรักษ์นิยมประชาธิปัตย์เหี้ยๆๆ
นี้หวา

พวกสมองหมาปัญญาควายมันบอกว่า

พวกสมองหมาปัญญาควายมันบอกว่า เสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย คราวนี้พยายามโยงว่าเป็นคอมมิวนิสต์อีก
เช่น ใช้คำว่า ลัทธิแดง
พยายามปลุกผีขึ้นอีกแล้ว
ช่างล้าหลังโคตรๆ

ตัวมันเอง ทำระยำกับแผ่นดินไทย แต่ปากมันโจมตีคนอื่นเพื่อใช้เป็นเครื่องอำพรางพฤติกรรมของมันไว้

จะรอดู มันจะทำชั่วได้ไปถึงไหน

เศษมนุษย์พวกไหน

เศษมนุษย์พวกไหน ใช้ลานจอดรถศาลา ก.ท.ม. เป็นที่ประชุม ว่าเมื่อบิ๊กจิ๋วกู้ IMF งวดแรก มันจะเดินขบวนที่สีลม

รอดูไม่นาน ก็จริงตามนั้น

จตุพร บอกว่าปลายปีนี้มันจะลงมืออะไรบางอย่างกับรัฐบาลของประชาชน

เอาธงมาฟันรอได้เลย
ถ้ามันจะตั้งรัฐบาลเหล้าเก่าในขวดใหม่

พวกเราเตรียมไชโยฉลองไว้ได้เลย

เพราะทุกคนจะมีความยากจนค่นแค้นเสมอภาคกันอย่างถ้วนทั่ว

สภาพชีวิตของประชาชน จะยากจนค่นแค้นยิ่งกว่าลัทธิคอมมิวนิสม์ที่มันกล่าวหา

เมื่อวานนี้

เมื่อวานนี้ นั่งกินข้าวในร้านอาหาร มีสองโต๊ะขนาบข้าง ได้ยินคุยกันเรื่องการเมือง

โต๊ะขวามือ โจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ฟังๆดูก็มีเหตุผลดี จึงฟังไปได้เรื่อยๆไม่เบื่อ
และรู้สึกว่า อาหารเครื่องดื่มอร่อยดี

ไม่นาน ได้ยินโต๊ะซ้ายมือ กล่าวยกย่องชื่นชมพรรคแมงสาป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ่ยชื่อสองสามคน

โอ๊ย ข้อยฮากแตกไม่รู้ตัวเลย

เสียดายข้าวอิ๊บอ๋าย

หยิงเป็ดเป็นผู้ดีชั้นสูง...เป

หยิงเป็ดเป็นผู้ดีชั้นสูง...เป็นคนดีสูงสุดในวงการผู้ดีชั้นสูง...เป็นคนดีที่สื่อนำเสนออย่างยิ่งใหญ่..ทุกวันเกือบปี..เอาไว้ถล่มรัฐบาลทักษิน..ผลงานมาตรา157...ที่สื่อเอามาบอกคนไทยว่าดีสุดๆ..แล้วสื่อรับผิดชอบยังไง...ในการหลอกต้มคนไทยทั้งประเทศอย่างจงใจ...

ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการข

ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการขับเคลือนเพื่อพัฒนาชาติและปชต และจะไม่มีขบวนการใดอีกแล้วหลังจากนี้ไป ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่จะมุ่งการพัฒนาอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด

ประเทศนี้มีการล้มล้างการบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วเกือบยี่สิบครั้งหรือมากกว่า และมีการแสดงการต่อต้านมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่มีมวลชนมากและหลากหลายรวมตัวกันมากมายเท่าครั้งนี้ และโดยเฉพาะมวลชนชั้นรากหญ้ามีครึ่งค่อนปท มีทั้งในปทและในต่างปททั่วโลก การต่อสู้ที่ยาวนานมากมีการสูญเสียชีวิตมากมายมีบาดเจ็บล้มตายและสูญหายรวมกันตั้งแต่ปี 51-53 มีเป็นจำนวนมาก แต่การต่อสู้ก็ของมวลชนก็ไม่ย่นย้อและท้อถอยต่ออำนาจปีนของฝ่ายอธรรม

ในอนาคตหากฝ่ายอธรรมยังมีความคิดที่จะมีการกลับมาอีก การต่อสู้ของมวลชนคนเสือแดงก็จะต่อสู้กับพวกมันจนถึงที่สุด เอาให้สิ้นไปข้างใดข้างหนึ่ง

เมื่อสูญสิ้นอำนาจในอีกฝากฝ่าย

เมื่อสูญสิ้นอำนาจในอีกฝากฝ่ายหนึ่ง ย่อมต้องหาสิ่งที่จะยึดเหนี่ยวได้ ก็เลยพาลไปหาประเทศที่คิดว่าเป็นประชาธิปไตยจ๋าๆๆๆ มากๆๆๆๆๆ แต่หารู้ไม่ว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่ระวังตัวแจอย่างเดียว และพยายามหาประเทศที่ต่อต้านประเทศตนเองให้เป็นแพะรับบาป

Taron

[quote=Taron]ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการขับเคลือนเพื่อพัฒนาชาติและปชต และจะไม่มีขบวนการใดอีกแล้วหลังจากนี้ไป ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่จะมุ่งการพัฒนาอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด

ประเทศนี้มีการล้มล้างการบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วเกือบยี่สิบครั้งหรือมากกว่า และมีการแสดงการต่อต้านมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่มีมวลชนมากและหลากหลายรวมตัวกันมากมายเท่าครั้งนี้ และโดยเฉพาะมวลชนชั้นรากหญ้ามีครึ่งค่อนปท มีทั้งในปทและในต่างปททั่วโลก การต่อสู้ที่ยาวนานมากมีการสูญเสียชีวิตมากมายมีบาดเจ็บล้มตายและสูญหายรวมกันตั้งแต่ปี 51-53 มีเป็นจำนวนมาก แต่การต่อสู้ก็ของมวลชนก็ไม่ย่นย้อและท้อถอยต่ออำนาจปีนของฝ่ายอธรรม

ในอนาคตหากฝ่ายอธรรมยังมีความคิดที่จะมีการกลับมาอีก การต่อสู้ของมวลชนคนเสือแดงก็จะต่อสู้กับพวกมันจนถึงที่สุด เอาให้สิ้นไปข้างใดข้างหนึ่ง[/quote]

จริง ๆ นะ ไม่ได้โม้นะ ?

Taron

[quote=Taron]ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการขับเคลือนเพื่อพัฒนาชาติและปชต และจะไม่มีขบวนการใดอีกแล้วหลังจากนี้ไป ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่จะมุ่งการพัฒนาอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด

ประเทศนี้มีการล้มล้างการบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วเกือบยี่สิบครั้งหรือมากกว่า และมีการแสดงการต่อต้านมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่มีมวลชนมากและหลากหลายรวมตัวกันมากมายเท่าครั้งนี้ และโดยเฉพาะมวลชนชั้นรากหญ้ามีครึ่งค่อนปท มีทั้งในปทและในต่างปททั่วโลก การต่อสู้ที่ยาวนานมากมีการสูญเสียชีวิตมากมายมีบาดเจ็บล้มตายและสูญหายรวมกันตั้งแต่ปี 51-53 มีเป็นจำนวนมาก แต่การต่อสู้ก็ของมวลชนก็ไม่ย่นย้อและท้อถอยต่ออำนาจปีนของฝ่ายอธรรม

ในอนาคตหากฝ่ายอธรรมยังมีความคิดที่จะมีการกลับมาอีก การต่อสู้ของมวลชนคนเสือแดงก็จะต่อสู้กับพวกมันจนถึงที่สุด เอาให้สิ้นไปข้างใดข้างหนึ่ง[/quote]

ถูกต้องที่สุด...

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปเป็นยุต

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปเป็นยุติว่าคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ชี้ขาดว่าสิทธิหน้าที่ของบุคคลในทางกฎหมายมีอยู่อย่างไร คำพิพากษานั้นจะถูกหรือผิดอย่างไรในทางกฎหมายก็ตาม โดยปรกติแล้วก็ย่อมมีผลผูกพันบรรดาคู่ความในคดี ข้อพิพาททางกฎหมายย่อมยุติลงตามการชี้ขาดคดีของศาลซึ่งถึงที่สุด และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเป็นฐานแห่งการบังคับคดี ตลอดจนการกล่าวอ้างของคู่ความในคดีต่อไปได้ คุณค่าของการต้องยอมรับคำพิพากษาของศาลก็คือความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล อันมีผลบั้นปลายในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมาย
การรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่
อย่างไรก็ตาม กรณีย่อมเป็นไปได้เสมอที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นอาจเกิดความผิดพลาดขึ้น ความผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรือความผิดพลาดนั้นอาจเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยก็ได้ ระบบกฎหมายที่ดีย่อมกำหนดกฎเกณฑ์ให้มีการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้วได้ ในทางกฎหมายเราเรียกกระบวนการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้ว แต่มีความบกพร่อง และหากปล่อยไว้ไม่ให้มีการทบทวนก็จะไม่ยุติธรรมแก่คู่ความในคดีว่าการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในกรณีที่ปรากฏในกระบวนการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วนั้นเป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ศาลที่พิจารณาคดีดังกล่าวนั้นย่อมต้องยกคำพิพากษาเดิมซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาดเสีย แล้วพิพากษาคดีดังกล่าวใหม่
การรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่จึงเป็นหนทางของการลบล้างคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ทั้งนี้ ตามกระบวนการ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าในระบบกฎหมายนั้น โดยองค์กรที่มีอำนาจลบล้างคำพิพากษาที่ผิดพลาดดังกล่าวก็คือองค์กรตุลาการหรือศาลนั่นเอง
ในทางนิติปรัชญาและในทางทฤษฎีนิติศาสตร์ยังคงมีปัญหาให้พิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาอาศัยอำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดีไปตามตัวบทกฎหมาย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับความยุติธรรม หรือในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่เคารพหลักการพื้นฐานของกฎหมาย นำตนเข้าไปรับใช้อำนาจทางการเมืองในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ยอมรับสิ่งซึ่งไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้ให้เป็นกฎหมาย แล้วชี้ขาดคดีออกมาในรูปของคำพิพากษา ในเวลาต่อมาผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่ไม่อาจยอมรับนับถือให้มีผลในระบบกฎหมายได้ และเห็นได้ชัดว่าไม่อาจใช้วิธีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ลบล้างคำพิพากษานั้นได้เช่นกัน จะมีหนทางใดในการลบล้างคำพิพากษาดังกล่าวนั้น
หลักการเบื้องต้นในเรื่องนี้มีอยู่ว่า กฎเกณฑ์ที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างรุนแรงไม่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายฉันใด คำตัดสินที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความยุติธรรมอย่างชัดแจ้งก็ไม่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นคำพิพากษาฉันนั้น
ศาลประชาชนสูงสุดเยอรมนี
ในประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ความปรากฏชัดว่าศาลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลพิเศษที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จัดตั้งขึ้นเป็นศาลสูงสุดในคดีอาญาทางการเมือง (เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า Volksgerichtshof ซึ่งอาจแปลตามรูปศัพท์ได้ว่า ศาลประชาชนสูงสุด เมื่อแรกตั้งขึ้นนั้นศาลดังกล่าวนี้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทรยศต่อชาติ ต่อมามีการขยายอำนาจออกไปในคดีอาญาอื่นๆด้วย เช่น การวิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะในสงครามของรัฐบาลนาซีเยอรมัน ศาลดังกล่าวนี้ก็อาจลงโทษประหารชีวิตผู้วิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะนั้นเสียก็ได้) ได้พิพากษาลงโทษบุคคลจำนวนมากโดยขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความยุติธรรม
มีคำพิพากษาจำนวนไม่น้อยที่ศาลใช้วิธีการตีความกฎหมายขยายความออกไปอย่างกว้างขวางเพื่อลงโทษบุคคล ในหลายกรณีเห็นได้ชัดว่าศาลได้ปักธงในการลงโทษบุคคลไว้ก่อนแล้ว และใช้เทคนิคโวหารในการใช้และการตีความกฎหมายโดยบิดเบือนต่อหลักวิชาการทางนิติศาสตร์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลงโทษบุคคลนั้น (เช่นคดี Leo Katzenberger)
มีข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีในนามของกฎหมายและความยุติธรรมของศาลในระบบนาซีเยอรมันเกิดจากแรงจูงใจในทางการเมือง เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และศาสนา (อาจเรียกให้สมกับยุคสมัยว่า “ตุลาการนาซีภิวัฒน์”) อีกทั้งกระบวนการในการดำเนินคดีขัดต่อหลักการพื้นฐานหลายประการ เช่น การไม่ยอมให้มีการคัดค้านผู้พิพากษาที่เห็นได้ชัดว่ามีส่วนได้เสียหรือมีอคติในการพิจารณาพิพากษาคดี การจำกัดสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา การกำหนดให้การพิจารณาพิพากษากระทำโดยศาลชั้นเดียว ไม่ยอมให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา การจำกัดระยะเวลาในการต่อสู้คดีของจำเลยเพื่อให้กระบวนพิจารณาจบไปโดยเร็ว มิพักต้องกล่าวถึงบรรยากาศของการโหมโฆษณาชวนเชื่อในทางสาธารณะ และแนวความคิดของผู้พิพากษาตุลาการในคดีว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาเพียงใด
ที่น่าขบขันและโศกสลดในเวลาเดียวกันก็คือ แม้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้นจะออกโดยเผด็จการนาซี และศาลในเวลานั้นต้องใช้กฎหมายของเผด็จการนาซีในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่ถ้าใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้วไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้เช่นนี้ ศาลก็จะตีความกฎหมายจนกระทั่งในที่สุดแล้วสามารถพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหาจนได้
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงแล้ว มีเสียงเรียกร้องให้ลบล้างหรือยกเลิกคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการครองอำนาจของรัฐบาลนาซีเสีย แม้ว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรจะต้องลบล้างบรรดาคำพิพากษาดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ถกเถียงกันว่าวิธีการในการลบล้างคำพิพากษาเหล่านั้นควรจะเป็นอย่างไร ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีเป็นรายคดีไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรลบล้างคำพิพากษาทั้งหมดเป็นการทั่วไป
ในชั้นแรก ในเขตยึดครองของอังกฤษนั้นได้มีการออกข้อกำหนดลงวันที่ 3 กรกฎาคม 1947 ให้อำนาจอัยการในการออกคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซี หรือให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีก็ได้เป็นรายคดีไป การลบล้างคำพิพากษาเป็นรายคดีนี้มีการนำไปใช้ในเวลาต่อมาในหลายมลรัฐ อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก ทั้งความยุ่งยากในการดำเนินกระบวนการลบล้างคำพิพากษาและการเยียวยาความเสียหาย ปัญหาดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เรื่อยมาในเยอรมนีเกือบจะตลอดศตวรรษที่ 20
ใน ค.ศ. 1985 สภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์ (Bundestag) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 25 มกราคม ประกาศว่าศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมือง (Volksgerichtshof) เป็นเครื่องมือก่อการร้ายเพื่อทำให้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนาซีสำเร็จผลโดยบริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้บรรดาคำพิพากษาทั้งหลายที่เกิดจากการตัดสินของศาลดังกล่าวจึงไม่มีผลใดๆในทางกฎหมาย และในปี ค.ศ. 2002 ได้มีการออกรัฐบัญญัติลบล้างคำพิพากษานาซีที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมในคดีอาญา กฎหมายฉบับนี้มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมืองและศาลพิเศษคดีอาญาทุกคำพิพากษา
ลบล้างคำพิพากษาศาลไทย
ปัญหาการลบล้างหรือยกเลิกหรือประกาศความเสียเปล่าหรือความเป็นโมฆะของคำพิพากษาเป็นปัญหาที่แทบจะไม่เคยมีการอภิปรายในระบบกฎหมายไทย ทั้งๆที่คำพิพากษาของศาลถือเป็นการแสดงเจตนาในทางมหาชนก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิหน้าที่ของบุคคล ซึ่งหากขัดต่อกฎหมายอย่างรุนแรงแล้วก็อาจตกเป็นโมฆะได้ โดยทั่วไปแล้วหากนักกฎหมายไทยต้องการให้คำพิพากษาของศาลไม่สามารถที่จะบังคับการต่อไปได้ในทางกฎหมายก็มักจะใช้วิธีการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษเป็นสำคัญ ทั้งนี้ โดยไม่กระทบต่อคำพิพากษานั้น ซึ่งหมายความว่าระบบกฎหมายยอมรับคำพิพากษานั้น แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลในทางรัฐประศาสโนบายจำเป็นต้องระงับโทษหรือยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหรือบุคคลที่ถูกพิพากษาว่าได้กระทำความผิด
เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าศาลและนักกฎหมายไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าบรรดาคำสั่งตลอดจนประกาศต่างๆของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย และความเป็นกฎหมายของคำสั่งตลอดจนประกาศของคณะรัฐประหารในสายตาของศาลและนักกฎหมายไทยไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในห้วงเวลาที่คณะรัฐประหารครองอำนาจเท่านั้น แม้คณะรัฐประหารสิ้นอำนาจลงแล้ว บรรดาคำสั่งตลอดจนประกาศเหล่านั้นก็มีผลเป็นกฎหมายต่อเนื่องไปด้วย
ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ศาลหรือองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคล้ายกับศาลภายหลังการรัฐประหาร เช่น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 จึงสามารถดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีตามคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารได้ เช่น การที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 มาใช้บังคับย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล และสามารถทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้มีผลในระบบกฎหมายได้ ทั้งๆที่ขั้นตอนต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการ “ยุติธรรม” นั้น ในบางขั้นตอนเป็นขั้นตอนที่ถูกกำกับโดยคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ซึ่งเมื่อตรวจวัดกับหลักการพื้นฐานในทางกฎหมายแล้วไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การตั้งปรปักษ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น
นอกจากนี้หากพิเคราะห์เฉพาะในแง่มุมของตัวบทกฎหมาย โดยยังไม่พิเคราะห์ถึงบรรยากาศทางสังคม ทรรศนะของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มพลังต่างๆในทางสังคม เช่น สื่อมวลชน ตลอดจนทรรศนะและค่านิยมของผู้พิพากษาตุลาการในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับผลได้เสียทางการเมือง การต่อสู้คดีของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่เพราะถูกจำกัดโดยโครงสร้างของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงหรือโดยอ้อมของการทำรัฐประหารเอง เช่น การบัญญัติรับรองให้บรรดาคำสั่งหรือประกาศต่างๆของคณะรัฐประหารซึ่งรับรองไว้ชั้นหนึ่งแล้วว่าให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว (ดูมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว 2549) เป็นคำสั่งหรือประกาศ (รัฐธรรมนูญเรียกว่า “การใดๆ”) ที่ “ถือว่า” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับที่เกิดขึ้นตามมา คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ต้องการให้ใช้บังคับถาวร (ดูมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฯ 2550)
โครงสร้างของรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นฐานทางกฎหมายชั้นดีในการให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้ โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารซึ่งในทางรูปแบบเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมนั้น ในทางเนื้อหาถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่
ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์การฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มองค์กรสูงสุดในทางบริหารและทางนิติบัญญัติอย่างไร้อารยะมาหลายครั้งเต็มที และเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ภาวะที่พอจะได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่องค์กรซึ่งได้รับอาณัติในการปกครองและมีความชอบธรรมสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยจะได้กลับไปทบทวนบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย คำพิพากษาต่างๆที่เป็นผลพวงไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการรัฐประหารว่าสมควรจะทำให้บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาเหล่านั้นสิ้นผลลงในทางกฎหมาย หรือทำให้ไม่เคยเกิดผลในทางกฎหมายเลยอย่างไรได้บ้าง
อาจมีผู้เสนอความเห็นว่าสมควรที่จะต้องตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเสีย การดำเนินการไปตามความเห็นดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจมีปัญหาในทางกฎหมายตามมาอีกว่า ต่อให้ตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาที่เกิดขึ้นแล้วก็อาจจะไม่ได้ถูกยกเลิกตามไปด้วยโดยอัตโนมัติหากคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารนั้นไม่ใช่กฎหมายอาญาสารบัญญัติที่กำหนดความผิดและโทษขึ้น แต่เป็นคำสั่งหรือประกาศที่กำหนดกระบวนการในการดำเนินคดี หรือเป็นคำสั่งหรือประกาศแต่งตั้งบุคคลให้เป็นเจ้าหน้าที่หรือกรรมการสอบสวน นอกจากนี้ในทางหลักการ การตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารโดยไม่ลบล้างบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาขององค์กรของรัฐไปพร้อมกัน ในทางสัญลักษณ์ยังเท่ากับยอมรับความถูกต้องของคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาขององค์กรของรัฐเหล่านั้นด้วย
การนิรโทษกรรมบรรดาผู้ที่ต้องคำพิพากษาอันเนื่องมาจากการทำรัฐประหารนั้น แม้จะทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด แต่ก็อาจมีข้อเสียในแง่ที่หากบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดจริงก็จะทำให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดไป และในทางสัญลักษณ์ก็เท่ากับยอมรับคำพิพากษาของศาลเช่นกัน ทั้งๆที่เป็นไปได้อีกด้วยที่ในทางเนื้อหานั้นคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น ศาลตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาออกไปกว้างมากจนไม่ใช่แค่การตีความโดยขยายความเท่านั้น แต่กลายเป็นการใช้กฎหมายโดยเทียบเคียง (analogy) เป็นผลร้ายต่อบุคคล ซึ่งต้องห้ามในกฎหมายอาญา
สิ่งที่วงการกฎหมายไทยควรตรึกตรองอย่างมีเหตุผล มีความเป็นธรรม ก็คือการตรากฎหมายลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาที่เป็นผลพวงไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการทำรัฐประหาร โดยถือเสมือนว่าไม่เคยเกิดมีคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาเหล่านั้นขึ้น ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และหลังจากนั้นถ้าจะดำเนินคดีกับผู้ใดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดก็ให้ดำเนินคดีไปตามความเป็นธรรม ตามกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ได้รับการปฏิรูปแล้ว แม้จะมีผู้กล่าวว่าในทางความเป็นจริงการกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น การประกาศลบล้างคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคดีที่มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเป็นเวลา 5 ปี จากการบังคับใช้ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 เพราะเมื่อถึงวันนั้นระยะเวลาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคงจะล่วงพ้นไปแล้ว แต่การประกาศลบล้างคำวินิจฉัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลในทางสัญลักษณ์ในการปฏิเสธอำนาจรัฐประหารแล้ว ในทางกฎหมายย่อมจะต้องถือว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเลยด้วย
อย่างไรก็ตาม โดยที่บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เป็นผลพวงไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากรัฐประหาร เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมายประกาศลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาดังกล่าวอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้บังคับต่อจากรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว 2549 ซึ่งเป็นผลจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549) วินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเสียก็ได้ อีกทั้งการประกาศความเสียเปล่าของคำสั่ง คำวินิจฉัย ตลอดจนคำพิพากษานั้น บางกรณีก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองด้วย เพราะฉะนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้การตัดสินใจในกรณีนี้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในระดับสูงสุด กรณีจึงสมควรที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวจึงต้องผ่านการออกเสียงประชามติ
หากเป็นเช่นนั้น นี่จะเป็นการให้คำตอบของเจ้าของอำนาจตัวจริงที่ชัดเจนที่สุดต่อระบบแห่งกฎเกณฑ์ที่เกิดจากการทำรัฐประหาร

people

people (visitor)
คอมเมนท์ที่ว่าไว้ ควรตั้งเป็นกระทู้ไปเลย จะได้วิจารณ์กันกว้างขวางขึ้น
อ่านแล้วเป็นบทความที่ดีได้เลยล่ะ ประเศเราสถานการณืก้อกำลังอยู่ในสถานการณ์นั้นนั่นแหละ

อันนี้ เอามาจากที่ผมเขียนใน

อันนี้ เอามาจากที่ผมเขียนใน facebook นะ

...........................

ความจริง ประชาไท แปลสรุปไม่ตรงเป๊ะนัก ถ้าอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษจะให้ sense ที่ต่างกันอยุ่บ้าง

"....โทรเลขสถานทูตสหรัฐฯ ยังอ้างคำกล่าวของปณิธานซึ่งอธิบายให้ทูตเอริค จี จอห์น ฟังว่า ในค่ายนี้ ยังมีอดีตผู้นำนักศึกษา เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน- เมดิสัน ประเทศสหรัฐฯ เป็นกระดูกสันหลัง (backbone) ของเสื้อแดงกลุ่มนี้..."

Panitan told the Ambassador he had several former students in this camp.... Panitan also said Chaturon Chaisang, the former DPM, and Dr. Thongchai Winichakul, a professor at the University of Wisconsin were among those who formed the backbone of this red shirt faction.

ประชาไทแปลสรุปไม่ตรง 2 ส่วนนะ ส่วนแรกที่ ประชาไท ใช้คำว่า "ผู้นำนักศึกษา" อันที่จริง former students ในประโยคแรก ปณิธาน หมายถึง "อดีตนักศึกษาของเขา" (ของปณิธาน HE had "เขามี" - ทูตบันทึกว่า ปณิธานเป็นอาจารย์สอน ir มาก่อน) .. ผมเข้าใจว่า ประชาไท รีบๆ เลยจับตรงนี้ ไปบรรยาย ธงชัยกับอ๋อย ความจริง ในโทรเลข ไม่มีตรงไหนที่บรรยายถึงธงชัยกับพี่อ๋อยว่าเป็น "อดีตผู้นำนักศึกษา" เลยนะ

ในส่วนหลัง were among THOSE WHO FORMED the backbone ... เขาหมายความว่า มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งเป็น backbone ให้ "ค่าย" นี้ โดยในกลุ่มที่ว่าเป็น backbone นี้ มีธงชัยกับพี่อ๋อย รวมอยู่ด้วย (ไมใช่ ธงชัยกับพี่อ๋อย เป็น backbone ให้ "ค่าย" นี้ ที่การสรุปในภาษาไทยมีแนวโน้มจะทำให้อ่านเช่นนั้น) ยิ่งไมใช่ว่า "อดีตผู้นำนักศึกษา" ด้วย เพราะจริงๆ เขาไม่ได้พูดถึง "อดีตผู้นำนักศึกษา" เลย

ปล.1 ตรงที่ประชาไท เขียนว่า

ปล.1 ตรงที่ประชาไท เขียนว่า "มันสมองที่ดีที่สุด" ไว้ด้วยกัน นี่ ก็ไม่ตรงนัก ในภาษาอังกฤษคือ finest minds IN THE RED SHIRT MOVEMENT คือ finest minds ในบรรดาขบวนการเสื้อแดง)

ปล.2 "...ซึ่งการตั้งคำถามของกลุ่มนี้ต่อสถาบันกษัตริย์และการสืบราชสมบัติจะมีความสำคัญมาก" ความจริง ก็ชวนให้เข้าใจผิดนะ

ปณิธาน ไม่ได้กำลังพูดถึงว่า กลุ่มนี้ กำลังจับเรือ่งสถาบันฯ ดังที่การเขียนของประชาไท ชวนให้คิด (สิ่งที่ปณิธานพูดคือ "had longer-term political goals, rather than simply returning Thaksin to power"

ที่นี้ ส่วนที่เกี่ยวกับ monarchy และ succession นั้น ความจริง ปณิธานยกขึ้นมาเองว่า กลุ่มที่ว่า (ซึ่งต้องการมากกว่า ทักษิณกลับสู่อำนาจ) จะมอง 2 ปัญหานี้ อย่างไร จะเป็นประเด็นสำคัญมาก

(คือถ้าปณิธานบอกว่ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่จับเรืองสถาบันฯ - ไมใช่ว่า เขาเป็นคนยกประเด็นนี้ขึ้นมาเอง เพื่อตั้งคำถามว่า กลุ่มนี้ จะมีท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้ - ก็จะเป็นเรื่องแปลกมกาๆ ที่จะรวมพี่อ๋อยเข้าไว้ด้วย

ประเด็นสำคัญของการบรรยายกลุ่มนี้ มี sense คนละอย่างกับที่ถ้าอ่านจากประชาไทนะ

ขอแสดงความนับถือ อ. สมศักดิ์

ขอแสดงความนับถือ อ. สมศักดิ์ เจียมฯ
ดีว่ามันเป็นการงานของคนชื่อ‘ปณิธาน’

ประเด็นสำคัญของบทความนี้คือสิ่งที่ ปณิธาน เขามีความเห็น
คือ real text ไม่ได้ real event อย่างที่เป็นจริง as it 's.

เอาแบบเต็มๆได้อารมณ์ ¶2. (C)

เอาแบบเต็มๆได้อารมณ์

¶2. (C) The Ambassador began the meeting by asking Panitan for
his assessment of the red shirt movement. Panitan told the
Ambassador the red shirts were fragmented and had effectively
divided into three separate groups. The first group, which
enjoyed the media spotlight and contained most of the UDD's
celebrity fire power, was in many ways the public face of the
movement. According to Panitan, this group sought out the
limelight and spent lots of money, but did little of the hard
work and fundraising necessary to keep a movement in
business. This first faction was widely resented by the
others.

¶3. (C) According to Panitan, faction number two consisted of
the foot soldiers on the ground throughout the country. UDD
supporters in this category were localized and acted largely
independently of each other.

¶4. (C) The third UDD faction was composed primarily of former
activists and communists and had longer-term political goals,
rather than simply returning Thaksin to power. This group
had little to no regard for the political wing of the
anti-government movement, Puea Thai, and viewed the first two
red shirt groups as irrelevant. Panitan told the Ambassador
he had several former students in this camp (Note: Panitan
was a former Associate Professor of International Relations
before joining the government. End Note.) Panitan also said
Chaturon Chaisang, the former DPM, and Dr. Thongchai
Winichakul, a professor at the University of Wisconsin were
among those who formed the backbone of this red shirt
faction. Panitan told the Ambassador this faction had
assembled the finest minds in the red shirt movement, and how
they decided to approach the question of the monarchy and
succession would be critical. If this group decided to focus
its energies on improving the monarchy through change, rather
than tearing it down, and enhancing the overall democratic
process, it could play a productive role in Thailand's
future.

อันนี้น่าสนใจ

อันนี้น่าสนใจ เอะอะอะไรก็อ้างว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้ว่าจะบอกว่าเป็นอดีตก็ตาม แสดงถึงความคิดพวกนี้ยังวนเวียนย่ำอยู่กับอดีตไม่ไปถึงไหนเลย หรือตกลงตัวละครหลักยังเล่นโรงเดียวกันอยู่

"4. (C) The third UDD faction was composed primarily of former
activists and communists and had longer-term political goals,
rather than simply returning Thaksin to power."

คนที่คิดต่างแล้วโดนกวาดล้างโดนฆ่ากันกลางถนนและในมหาวิทยาลัยโดยรัฐ จะให้เขาอยู่ให้ฆ่ากันและจับกุมกันได้ยังไง พวกเขาก็ต้องไปหาที่ที่พึ่งพิงและให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตพวกเขาได้ ทั้งๆที่พวกเขาอาจจะไม่มีความคิดที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ที่จะไปล้มอะไรเลย คนที่อยู่ในสมัยนั้นและได้เผชิญกับเหตุการณ์นั้นน่าจะให้คำตอบได้ดีกว่า

ML wrote:อันนี้น่าสนใจ

[quote=ML]อันนี้น่าสนใจ เอะอะอะไรก็อ้างว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้ว่าจะบอกว่าเป็นอดีตก็ตาม แสดงถึงความคิดพวกนี้ยังวนเวียนย่ำอยู่กับอดีตไม่ไปถึงไหนเลย หรือตกลงตัวละครหลักยังเล่นโรงเดียวกันอยู่

"4. (C) The third UDD faction was composed primarily of former
activists and communists and had longer-term political goals,
rather than simply returning Thaksin to power."

คนที่คิดต่างแล้วโดนกวาดล้างโดนฆ่ากันกลางถนนและในมหาวิทยาลัยโดยรัฐ จะให้เขาอยู่ให้ฆ่ากันและจับกุมกันได้ยังไง พวกเขาก็ต้องไปหาที่ที่พึ่งพิงและให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตพวกเขาได้ ทั้งๆที่พวกเขาอาจจะไม่มีความคิดที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ที่จะไปล้มอะไรเลย คนที่อยู่ในสมัยนั้นและได้เผชิญกับเหตุการณ์นั้นน่าจะให้คำตอบได้ดีกว่า[/quote]

ตกลงเราควรเรียกอดีตคอมมิวนิสต์ที่วิวัฒนาการเป็นปัญญาชนเสื้อเหลืองว่าอะไร? คอมมิวนิสต์ทุนนิยม? คอมมิวนิสต์เอ็นจีโอ? คอมมิวนิสต์ชุมชนนิยม?

คอมมิวนิสต์พอเพียง?

ธงชัย เป็นผู้นำเสื้อแดง

ธงชัย เป็นผู้นำเสื้อแดง ช่างตลกสิ้นดี เป็นผู้นำพวกแอบเป็นแดงละไม่ว่า

ถ้าเชื่อนายปณิธาน เชื่อคนที่เป็นศัตรูกับเสื้อแดงก็คงเจ๊งแน่นอนครับ

the war ครังนี้ใคล้จะ end

the war ครังนี้ใคล้จะ end แล้วหรือยัง

หรือแค่การเริ่มต้นรอบไหม่ ของกลุ่มซ้าย-ขวา

แต่จะอย่างไรก็ขอให้สู้กันอย่างสันติ ไม่ใช้กำลัง

ยังมีคนเชื่อจตุพรอีกหรือนี่

ยังมีคนเชื่อจตุพรอีกหรือนี่ บอกส่งภาพนายกไม่อยู่ในรถไปให้ FBI ตรวจสอบสองปีแล้ว ไม่ทราบผลคืบหน้าไปถึงไหน
ฝนเทียมจากจีนลูกละ ๕ ล้านบาท เพื่อมาตกใส่คนเสื้อแดงโดยเฉพาะยิงจากในกรมทหารอีกเรื่อง

จตุพรฯ น่าเชื่อกว่า ปณิธาน

จตุพรฯ น่าเชื่อกว่า ปณิธาน เยอะเลย
วิคกี้ลีก มีความน่าเชื่อถือกว่า โฆสกปรก ทบ. และ โฆสกปรก รัฐบาลอภิ....... ส ต ว