ศูนย์ทนายมุสลิมเตรียมแถลง ผลกระทบ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้ หลังปล่อยนิเซ๊ะ นิฮะ

ศูนย์ทนายมุสลิมเตรียมแถลง ผลกระทบจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้ นับสถิติเทียบตัวเลขผู้ถูกคุมตัวกับคดีที่ศาลยกฟ้อง 18 องค์กรในชายแดนใต้เคลื่อนจี้ยกเลิก ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ได้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ แล้ว นายอับดุลเลาะห์ หะยีอาบู ทนายความศูนย์ทนายความมุสลิมหรือ MAC เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ศูนย์ทนายความมุสลิมจะแถลงข่าวเรื่องผลกระทบจากการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการประมวลจำนวนผู้ที่มาร้องเรียนกับศูนย์ทนายความมุสลิมตั้งแต่เริ่มบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อปี 2548 นายอับดุลเลาะห์ เปิดเผยต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2548 มีจำนวนผู้ร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯสูงมาก พร้อมกับจำนวนผู้ที่ถูกไต่สวนในชั้นศาล และจำนวนผู้ที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องมานำเสนอด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่ชาวบ้านที่นี่ได้รับจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นายอับดุลเลาะห์ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันแถลงข่าว แต่คิดว่าน่าจะภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่สังคมกำลังสนใจ และส่งสัญญาณให้รัฐบาลใหม่ทราบว่า ควรจะต่ออายุการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกหรือไม่ คิดว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ จะส่งสร้างผลสะเทือนได้ไม่น้อย หากถูกนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล นายอับดุลเลาะห์ เผยด้วยว่า นอกจากนี้ จะมีการร้องเรียนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษไปละเมิดสิทธิของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย “ส่วนตัวเห็นว่า การแก้ไขพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้ลดผลกระทบจากการละเมิดสิทธิโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายได้ ทางออกคือต้องยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไปเลย เพราะมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งทำเยี่ยงการจับกุมผู้ต้องหา ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า ถ้าศาลยังไม่ตัดสินความผิด ต้องสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์” นายอับดุลเลาะห์ กล่าว นายอับดุลเลาะห์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยเยี่ยงผู้กระทำผิดจริง สังเกตจากการควบคุมตัวคนไปซักถามในกระบวนการซักถามตามหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีการซักถามเพื่อให้ผู้ต้องสงสัยรับผิด ไม่ใช่เพื่อหาข้อมูลว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรือไม่ แม้ผู้ถูกควบคุมตัวจะปฏิเสธก็ตาม แถมยังมีการขอต่อเวลาควบคุมตัวต่อไปได้อีก เพื่อใช้เวลาซักถามจนกว่าผู้ถูกควบคุมตัวจะรับสารภาพ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 กลุ่มนักกิจกรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 18 องค์กร นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ได้ร่วมกันได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ยกเลิกการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ในนามเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แถลงการณ์ระบุว่า กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ที่ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อดีตนักกิจกรรมเพื่อสังคม ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554โดยไม่มีการแสดงหมาย จากนั้นนายนิเซ๊ะ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ขอต่ออายุการควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯว่า เป็นการควบคุมตัวที่ไม่มีเหตุผล แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า เครือข่ายประสังคมคัดค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีข้อเรียกร้องต่อรัฐ 3 ข้อ คือ 1.ขอให้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ทันที เพื่อเป็นบรรทัดฐานและให้มีหนังสือยอมรับผิดต่อความผิดพลาดในการทำงานของเจ้าหน้าที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ 2.ให้รัฐชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบตามสมควรแก่กรณี 3.ขอเสนอต่อรัฐบาลให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ภายใน 30 วัน ถ้ายังตระหนักถึงความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพของประชาชน นายลีโอ เจ๊ะกือลี กรรมการเครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนใต้ หรืออินเซาท์ INSOUTH หนึ่งในองค์กรร่วมออกแถลงการณ์ เปิดเผยว่า กิจกรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ องค์กรของตนมีแผนไว้สองระยะ คือในระยะสั้น จะใช้วิธีการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเป็นหลัก เช่น อาจจะมีการออกแบบสติกเกอร์แจกจ่ายไปยังองค์กรเครือข่าย การใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ในการรณรงค์ เป็นต้น นายลีโอ เปิดเผยต่อไปว่า ส่วนในระยะยาวนั้น มีการวางแผนคร่าวๆว่า จะมีการขับเคลื่อนให้เป็นประเด็นใหญ่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรนั้น ยังบอกไม่ได้ นายลีโอ เปิดเผยอีกว่า ส่วนเหตุผลที่อินเซาท์ เข้าร่วมในเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เนื่องจากที่ผ่านมาภาคประชาสังคมในพื้นที่ มีความพยายามในการเดินหน้าคัดค้านและขอให้ยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาโดยตลอด ทั้งในรูปแบบการรณรงค์และการเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิชาวบ้าน แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กลับไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนัก กลายเป็นว่า ภาคประชาสังคมคิดเรียกร้องแทน “แต่กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ผู้ได้รับผลกระทบออกมาคัดค้านเอง ทำให้การขยับเรื่องนี้ง่ายขึ้นเยอะ แต่สังเกตได้อีกอย่างว่า ช่วงนี้ภาคประชาสังคมในพื้นที่มีการขยับเรื่องนี้กันเยอะขึ้นด้วย ทำให้บรรยากาศในการเรียกร้องยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อำนวยให้เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกแถลงการณ์ครั้งนี้” นายลีโอ กล่าว นายลีโอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว ที่ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่กล้าคัดค้านหรือเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปละเมิดสิทธิชาวบ้าน แต่ที่ผ่านมาเป็นเพราะชาวบ้านไม่เข้าใจกระบวนการเรียกร้องและชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือจนถึงที่สุด ทำให้การเรียกร้องขององค์กรภาคประชาสังคมไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ไม่ไกล “แต่กรณีของนายนิเซ๊ะ นิฮะ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมที่เคยเคลื่อนไหวประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ด้วยนั้น ย่อมเข้าใจว่า การคัดค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วยตัวเอง ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะส่งผลให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชาสังคมและนักกฎหมายเดินต่อไปได้ง่ายขึ้น” นายลีโอ กล่าว สำหรับองค์กรร่วมในแถลงการณ์ ประกอบด้วย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC) ศูนย์ประสานงานองค์กรนักศึกษาและเยาวชนชายแดนใต้ (BOMAS) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) องค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี องค์การบริหารนักศึกษาภาคปกติมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP) มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ (YAKIS) ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย (CCPD) ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) สมาคมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YDA) สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ (DEEPPEACE) สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) เครือข่ายผู้ช่วยทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (SPAN) เครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (INSOUTH) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง (PNYS) รายงานข่าวแจ้งว่า เวลาบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ได้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ แล้ว โดยมีการแจ้งให้ญาติและทนายความรับทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้นำตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะไปส่งที่อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และนายนิเซ๊ะ นิฮะได้เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงแจ้งมาเพื่อทราบ