บางกอกบัณฑิต วิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้า-ออกเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์

บล็อกเกอร์ ‘บางกอกบัณฑิต’ (Bangkok Pundit) วิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้า-ออกเขื่อนหลักทั้งสองแห่ง โดยพล็อตกราฟแสดงข้อมูล 6 ปีย้อนหลัง ชี้ การปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์น่าจะมีผลต่อน้ำท่วมไม่มากก็น้อย ‘บางกอกบัณฑิต’ (Bangkok Pundit) บล็อกเกอร์ด้านการเมืองไทย นำเสนอบทวิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้า-ออกในเขื่อนภูมิพล ในเว็บไซต์ Asian Correspondent โดยประมวลข้อมูลจากน้ำในเขื่อนภูมิพล 6 ปีย้อนหลัง และพล็อตกราฟเพื่อเปรียบเทียบและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมได้อย่างน่าสนใจ ประชาไท จึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและนำเสนอ ดังนี้ 0000 เขื่อนภูมิพล: น้ำเข้า-ออก และความจุเขื่อน ผู้เขียนได้ตามหาตัวเลขต่างๆเกี่ยวกับเขื่อนภูมิพลในรูปแบบที่อ่านเข้าใจง่ายและสามารถเทียบกับตัวเลขของปีอื่นๆในตัวด้วยเรียบร้อยแล้ว ในบทความนี้เราจะพิจารณา 3 กราฟพร้อมๆ กันไป คือ กราฟที่ 1 ปริมาตรน้ำที่เก็บกักในเขื่อนภูมิพล กราฟที่ 2 คือปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในเขื่อนภูมิพลของแต่ละปีตั้งแต่ปี 2548-2554 และสุดท้าย กราฟที่ 3 คือปริมาณน้ำระบายสะสมในแต่ละปีของเขื่อนภูมิพล ตั้งแต่ปี 2548-2554 กราฟที่ 1 ปริมาตรน้ำที่กักเก็บในเขื่อนภูมิพล ระหว่างปี 2548-2554 ที่มา Bangkok Pundit ที่มา: กรมชลประทาน – เมื่อลองคลิ๊กที่เพจนี้ดูจะมีกราฟฟิกที่น่าสนใจมากให้ชม และเมื่อเอาเมาส์ไปวางบนเส้นในกราฟนั้น จะแสดงผลปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อนของวันนั้นๆด้วย หมายเหตุ: แกนกราฟแนวตั้งทางซ้ายมือแสดงตัวเลขหน่วยเป็น ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนที่ผู้เขียนเขียนไว้ว่า normal คือระดับความจุเต็มที่ของเขื่อน บางกอกบัณฑิต: ว่ากันจริงๆแล้วตอนช่วงต้นปีไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมาก แต่สังเกตว่าพอถึงเดือนมีนาคม 2554 แทนที่น้ำจะลดลงเพราะเขื่อนปล่อยน้ำตามตัวเลขในปีก่อนๆหน้า ปริมาณน้ำกลับยังคงเดิมเป็นแนวราบในกราฟ จนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคมก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ กราฟที่ 2 ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในเขื่อนภูมิพลของแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554 ที่มา Bangkok Pundit ที่มา: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ในเว็บไซต์ระบุไว้ว่าได้ข้อมูลมาจากกรมชลประทานอีกต่อหนึ่ง หมายเหตุ: แกนกราฟแนวตั้งทางซ้ายมือแสดงตัวเลขหน่วยเป็น ล้านลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนคือวันที่ โดยแสดงวันที่ทุกๆ 26 วัน (ไม่รู้ว่าทำไมเป็นแบบนั้น!) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ข้อมูลแบบเต็มสามารถดูได้เฉพาะ 7 ปีที่ผ่านนี้เท่านั้น บางกอกบัณฑิต: ปี 2554 เป็นปีที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บกักน้ำของเขื่อนมากที่สุด เห็นได้จากในกราฟอย่างชัดเจนเลยว่า ปี 2554 นี้มีปริมาณน้ำไหลเข้าในเชื่อนเป็นจำนวนถึง 2 เท่าของปริมาณน้ำปกติในปีอื่นๆ (2548, 2549-2552) น้ำในเขื่อนของปี 2554 เริ่มมีจำนวนมากกว่าปีอื่นๆเมื่อประมาณวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เราเห็นได้ว่าเส้นกราฟของปีนี้นั้นพุ่งขึ้นเร็วกว่าเส้นกราฟของปีอื่นๆตั้งแต่ตอนต้นปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ต้องพึงสังเกตด้วยว่าแม้แต่ในปีที่แห้งแล้งที่สุด (2553) ก็ยังมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเป็นปริมาณถึง 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร หมายความว่าแม้แต่ในปีที่น้ำน้อย ก็ยังมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเยอะอยู่ดี ในวันที่ 1 สิงหาคม (อันเป็นจุดที่กราฟของปีนี้เริ่มพุ่งทะยานขึ้น) น้ำในเขื่อนเพิ่มจาก 3.353 พันล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 11.689 พันล้านลูกบาศก์เมตรในวันที่ 1 พฤศจิกายน เท่ากับ 8.336 พันล้านลูกบาศก์เมตรในเวลาเพียง 3 เดือน หรือคือ 90 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หมายเหตุ: มีความล่าช้าอยู่บ้างจากวันที่มีฝนตกจนถึงวันที่น้ำไหลเข้าเขื่อน ดังนั้น ไม่ได้แปลว่าจู่ๆมีฝนตกในเดือนมิถุนายน แต่สังเกตดูว่าหน้าฝนเริ่นต้นขึ้นค่อนข้างเร็ว คือเริ่มในเดือนมีนาคม ดูโพสต์นี้เพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนที่ตกในภาคอีสาน กราฟที่ 3 ปริมาณน้ำระบายสะสมในแต่ละปีของเขื่อนภูมิพล ระหว่างปี 2548-2554 ที่มา Bangkok Pundit ที่มา: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ในเว็บไซต์ระบุว่าได้ข้อมูลมาจากกรมชลประทานอีกต่อหนึ่ง หมายเหตุ: แกนกราฟแนวตั้งทางซ้ายมือแสดงตัวเลขหน่วยเป็น ล้านลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนคือวันที่ โดยแสดงวันที่ทุกๆ 25 วัน (ไม่รู้ว่าทำไมเป็นแบบนั้น!) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ข้อมูลแบบเต็มสามารถดูได้เฉพาะ 7 ปีที่ผ่านนี้เท่านั้น บางกอกบัณฑิต: โปรดสังเกตดูว่ามีการระบายน้ำในระยะแรกน้อยเพียงใด ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 มีการระบายน้ำไปเพียง 1.545 พันล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น (ดูตรงเส้น 1500 ในกราฟ) ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณการระบายน้ำเริ่มเปลี่ยนไปจากปริมาณเฉลี่ยที่ระบายออกในปีอื่นๆ หลังจากนั้น เมื่อถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ปริมาณน้ำที่ระบายออกทั้งหมดคือ 2.5 พันล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น และกราฟก็เป็นแนวราบไปเลยหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีอื่นๆ โดยในปี 2550-2553 มีการระบายน้ำออกถึง 3 พันล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อถึงต้น/กลางเดือนเมษายน แต่ในปี 2554 นั้น กว่าจะระบายได้ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตรก็ปาเข้าไปตั้งวันที่ 16 สิงหาคม ตามจริงแล้ว เมื่อถึงวันที่ 2 สิงหาคม – เมื่อมีการระบายน้ำไปแล้ว 2.838 พันล้านลูกบาศก์เมตร – ปริมาณน้ำที่ระบายออกทั้งหมดที่ผ่านมาของปี 2554 ก็ยังน้อยกว่าทั้งปี 2548 อยู่ดี และถือว่าเป็นปริมาณการระบายน้ำที่น้อยที่สุดในรอบ 7 ปีที่บันทึกไว้เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ปี 2554 เป็นปีที่มีน้ำเก็บกักในเขื่อนเยอะที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาอีกต่างหาก การระบายน้ำเพิ่งจะมาระบายจริงจังกันหลังจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งก็คงเป็นความพยายามที่จะไม่ให้น้ำล้นปริมาตรสูงสุด 100% ของเขื่อนนั่นเอง ดังนั้น ปัญหาก็คือแบบที่ ดร. สมิทธ ได้กล่าวไว้แล้วว่า ไม่มีการระบายน้ำที่เพียงพอในระยะต้นของหน้าฝนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง มีนาคม-กรกฎาคม ก่อนที่อุทกภัยจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อวานนี้ ผู้ว่าการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ให้สัมภาษณ์อธิบายไว้ใน บางกอกโพสต์ ว่า ช่วงเวลาที่วิกฤติจริงคือเดือนกรกฎาคม หรือเมื่อระดับน้ำเริ่มที่จะสูงขึ้นมากๆ ในขณะที่ความสนใจของประเทศกับฝ่ายราชการไปอยู่กับการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลเพื่อไทยกันหมด แต่นายสุทัศน์กล่าวว่า จะไม่เป็นธรรมนักหากจะลากเอาหน่วยงานของเขาเข้ามาเกลือกกลั้วในการสาดโคลนทางการเมืองกันว่า เป็นต้นเหตุของน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยนายสุทัศน์ชี้ว่าสาเหตุมาจากฝนที่ตกหนักเกินปกติในปีนี้ต่างหาก “ประเทศนี้กำลังอยู่ในระหว่างวิกฤติภัยธรรมชาติ แทนที่เราจะมาใส่ร้ายกัน เรามาช่วยกันร่วมมือแก้ไขปัญหาดีกว่า” นายสุทัศน์กล่าว นายสุทัศน์กล่าวด้วยว่า ที่พูดๆ กันทั่วเมืองว่าน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนทางตอนเหนือทำให้เกิดน้ำท่วมนั้น ผิดถนัด เขายืนยันว่าความจริงคือตรงข้ามกันเลยต่างหาก ถ้าหากไม่มีเขื่อนใหญ่ทั้งสองเขื่อน ที่ลุ่มภาคกลางก็จะถูกน้ำท่วมถึง 30 พันล้านลูกบาศก์เมตรเรียบร้อยแล้ว หรือเท่ากับสองหรือสามเท่าของปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่ทุกวันนี้ กรมชลประทานยังให้ข้อมูลด้วยว่า ในรอบ 10 เดือนของปีนี้ เขื่อนภูมิพลได้สะสมน้ำมาทั้งหมด 11.488 พันล้านลูกบาศก์เมตร และระบายออกไป 4.085 ล้านลูกบาศก์เมตร [บางกอกบัณฑิต: ไม่จริง มีการระบายน้ำออกไป 6.163 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่างหาก ดูที่นี่สำหรับหลักฐาน] เขื่อนสิริกิติ์ สะสมน้ำมาทั้งหมด 10.3 พันล้านลูกบาศก์เมตร และระบายออก 6.573 พันล้านลูกบาศก์เมตร ที่ลุ่มภาคกลางในขณะนี้ถูกท่วมจากน้ำที่เอ่อล้นมาจากแม่น้ำ 5 สาย คือ ปิง วัง ยม เจ้าพระยา และ สะแกกรัง เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตเป็นแหล่งจ่ายน้ำสำหรับทำการชลประทานให้แก่จังหวัดภาคกลางถึง 20% ทั้งสองเชื่อนมีน้ำอยู่ในเขื่อนน้อยมาก หรือเพียง 45-50% ของความจุเต็มที่เท่านั้น ตั้งแต่ปลายปี 2553 จนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องด้วยจากภัยแล้ง เมื่อพายุโซนร้อนไหหม่าพัดเข้าถล่มในเดือนมิถุนายนนั้น แม่น้ำสายต่างๆในประเทศ รวมทั้งสะแกกรัง ยม และวัง ต่างก็มีระดับน้ำเอ่อล้นจนทะลักตลิ่ง และเกิดเป็นอุทกภัยในจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร และนครสวรรค์ ทั้งเขื่อนภูมิพลที่มีความจุ 13.46 พันล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิตที่มีความจุ 9.51 พันล้านลูกบาศก์เมตร ต่างก็หยุดการระบายน้ำออกในช่วงเวลานี้ ตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนที่แล้ว มีพายุลูกใหญ่ๆพัดเข้าประเทศไทยอีกถึง 4 ลูก ส่งผลให้เขื่อนเกือบทุกแห่งในประเทศเต็มความจุ รวมทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตด้วย กฟผ. ต้องจำใจเปิดประตูระบายน้ำ (สปิลเวย์) ของเขื่อนสิริกิตตั้งแต่สิ้นเดือนสิงหาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน ในขณะที่เขื่อนภูมิพลต้องเปิดประตูระบายน้ำเมื่อเดือนที่แล้ว “ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยปกติจะโดนพายุใหญ่เข้า 2 หรือ 3 ลูกต่อปี” นายสุทัศนน์ชี้แจง “แต่ปีนี้ เราโดนถึง 5 ลูก ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะให้น้ำไหลไปลงอ่าวไทยได้ทัน” บางกอกบัณฑิต: เห็นการใช้ตรรกะวิบัติไหม? เราไม่ได้วิจารณ์เลยว่าปัญหาคือเรา “มี” เขื่อน แต่วิจารณ์ว่าน่าจะระบายน้ำได้มากกว่านี้และเร็วกว่านี้ต่างหาก คนที่อ่านคำสัมภาษณ์ของนายสุทัศน์คงต้องงงเป็นไก่ตาแตกเป็นแน่เมื่ออ่านถึงตอนที่นายสุทัศน์บอกว่า “ที่พูดๆกันทั่วเมืองว่าน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนทางตอนเหนือทำให้เกิดน้ำท่วมนั้น ผิดถนัด” เพราะว่า ถ้านายสุทัศน์พูดแบบนี้ แสดงว่าการระบายน้ำจากเขื่อนไม่ได้ส่งผลให้มีน้ำท่วมมากขึ้นเลยหรือ? การปล่อยน้ำลงมาไม่ได้เพิ่มระดับน้ำท่วมหรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเลยจริงหรือ? โอเค ข้ออ้างที่ว่ามีพายุโซนร้อนไหหม่าพัดเข้าประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2554 ทำให้ไม่สามารถปล่อยน้ำได้เพราะถ้าปล่อยน้ำไปอาจจะเสี่ยงให้น้ำท่วมทวีความรุนแรงเข้าไปอีกน่ะ พอฟังขึ้นได้แน่นอน แต่ข้ออ้างดังกล่าว มันขัดกับข้ออ้างที่ว่า การระบายน้ำไม่ได้ส่งผลต่อน้ำท่วมใดๆเลยมิใช่หรือ??? อย่างไรก็ตาม หากดูจากปริมาณน้ำที่ระบายออกในปี 2554 นี้ ไม่ได้มีแค่เดือนมิถุนายนเท่านั้นที่ปล่อยน้ำน้อยเกินไป เดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2554 ก็ยังระบายน้ำได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของที่ปกติระบายกันในปีก่อนๆ ผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีปัจจัยอื่นๆด้วย และปริมาณน้ำฝนจากภาคเหนือสูงเป็นพิเศษจากเดือนมีนาคมเป็นต้นมา แต่การปล่อยน้ำเพียงน้อยนิดเช่นนี้ มีแต่จะทวีความรุนแรงของอุทกภัยเท่านั้นเอง 000 จากนั้น บางกอกบัณฑิต ได้โพสต์ข้อสังเกตเกี่ยวกับปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ดังนี้.... โพสต์ก่อนหน้านี้ ได้วิเคราะห์ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลไปแล้ว แต่ในโพสต์นี้ จะพิจารณาถึงเขื่อนหลักๆ อีกเขื่อนหนึ่งนั่นคือเขื่อนสิริกิติ์ โดยมีสามกราฟที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์พร้อมกัน ประกอบไปด้วย 1. ปริมาตรน้ำที่ถูกเก็บกักอยู่ในเขื่อนสิริกิติ์ 2. ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างสะสมลงเขื่อนสิริกิติ์ในแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554 และ 3. ปริมาณที่ถูกระบายออกสะสมจากเขื่อนสิริกิติ์ในแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554 กราฟที่ 1 ปริมาตรน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในเขื่อนสิริกิติ์ระหว่างปี 2548-2554 ภาพโดย Bangkokpundit ที่มาของข้อมูล: กรมชลประทาน – เมื่อคุณคลิกเข้าไปดูในหน้าเพจ จะมีกราฟิกที่น่าสนใจอยู่ และเมื่อคุณเอาเมาส์ไปวางเหนือเส้นบนกราฟ จะปรากฎปริมาณน้ำที่แน่นอนในเขื่อนของแต่ละวัน หมายเหตุ: แกนแนวตั้งมีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และการอ้างอิงโดยปกติคิดจาก 100 เปอร์เซ็นต์ของความจุ แกนแนวนอน ซ้ายไปขวาคือปี 2548 ถึง 2554 นี่เป็นปีที่มีข้อมูลแบบเต็ม บางกอกบัณฑิต: จะเห็นว่า ในช่วงเดือนแรกๆ ของปี ยังไม่มีอะไรที่ผิดสังเกตมากนัก ถึงแม้เมื่อถึงเดือนเมษายน 2554 จะเริ่มเห็นแนวโน้มการคงที่ของปริมาณน้ำ แต่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนของปี 2554 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และกราฟก็พุ่งสูงขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในวันที่ 25 มิถุนายน มีน้ำปริมาณ 5.201 พันล้าน ลบ.ม.และเพิ่มขึ้นเป็น 6.140 พันล้าน ลบ.ม. เมื่อถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งนับเป็นเกือบหนึ่งพันล้าน ลบ.ม.ในระยะเวลาเพียงอาทิตย์เดียว เห็นได้ชัดว่า การเพิ่มขึ้นสูงของปริมาณน้ำในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2554 ทำให้เขื่อนกักเก็บปริมาณน้ำที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับ 6 ปีที่ผ่านมา กราฟที่ 2 ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในเขื่อนสิริกิติ์ของแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554 ภาพโดย Bangkokpundit ที่มาของข้อมูล: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ก็ได้ระบุไว้ว่าข้อมูลตัวเลขที่ได้มาจากกรมชลประทาน หมายเหตุ: แกนแนวตั้งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนเป็นวันที่ มีรอบทุกๆ 26 วัน (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม) และเริ่มจากเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนธันวาคม ข้อมูลเต็มๆ มีเฉพาะ 7 ปีนี้เท่านั้น บางกอกบัณฑิต: ปี 2554 เป็นปีที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดที่ไหลเข้าสูอ่างเก็บน้ำ โดยน้ำที่ไหลเข้ามาในเวลาเดียวกันของปี 2554 คิดเป็น 2 เท่าของปริมาณน้ำที่เคยมีมา 6 ทั้งปีก่อนหน้า และเมื่อปลายเดือนมิถุนายนก็ปรากฎปริมาณน้ำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายนนั้นเอง ปริมาณน้ำก็เริ่มพิสดารขึ้น น้ำในเขื่อนยังเพิ่มสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ และเพิ่งมาในตอนนี้เองที่ระดับน้ำจะดูคงที่มากขึ้น หมายเหตุ: มันมีความเหลื่อมกันอยู่บ้างระหว่างวันที่ฝนตก และวันที่น้ำไหลเข้าสู่เขื่อน ดังนั้น มันจึงไม่ได้หมายความว่าฝนเริ่มตกในเดือนมิถุนายนโดยทันที ถึงแม้ว่ามันจะมีพายุโซนร้อนในปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งสามารถอธิบายสาหตุถึงปริมาณน้ำจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่เขื่อนในช่วงนี้ แต่คุณจะเห็นด้วยว่า ฤดูฝนได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ตามโพสต์นี้ ที่ว่าด้วยปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือ กราฟที่ 3 ปริมาณน้ำระบายสะสมในแต่ละปีของเขื่อนสิริกิติ์ ระหว่างปี 2548-2554 ภาพโดย Bangkokpundit ที่มาของข้อมูล: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ก็ได้ระบุไว้ว่าข้อมูลตัวเลขที่ได้มาจากกรมชลประทาน หมายเหตุ: แกนแนวตั้งทางซ้ายมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนเป็นวันที่ ซึ่งมีรอบทุกๆ 25 วัน และเริ่มจากเดือนมกราคมถึงธันวาคม ข้อมูล “ฉบับเต็ม” สามารถหาได้แค่ 7 ปีนี้เท่านั้น บางกอกบัณฑิต: เราจะเห็นว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 มีการพร่องน้ำ 2.503 พันล้านลบ.ม. นับเป็นปริมาณน้ำที่ถูกพร่องมากที่สุดในจุดเดียวกันเมื่อเทียบกับ 6 ปีก่อนๆ แต่แทนที่จะยังคงปล่อยน้ำในระดับเดิมต่อไป มันกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งมีการพร้องน้ำจำนวน 3.167 พันล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำที่น้อยที่สุดเป็นลำดับสองเมื่อเทียบกับระยะเวลาหกปีก่อนๆ การพร่องน้ำในปริมาณน้อยนี้ยังคงเป็นต่อมาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งในจุดนี้ มีเพียงจำนวน 3.542 ลบ.ม. เท่านั้นที่ถูกปล่อย และหลังจากนั้น ปริมาณน้ำที่ถูกปล่อยก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงวันที่ 5 สิงหาคมก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยพร่องน้ำจำนวน 3.967 ลบ.ม. จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม มีการปล่อยน้ำถึง 5.280 ลบ.ม. ซึ่งนับเป็นการปล่อยน้ำที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี เราคงต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการปล่อยน้ำน้อยผิดปรกติระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 13 กรกฎาคม? มีการพร่องน้ำเพียง 1 พันล้านลบ.ม. เท่านั้นในช่วงนี้ ซึ่งน้อยกว่าถึง 1-2 พันล้าน ลบ.ม. ในช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ยกเว้นปี 2553 ทั้งนี้ เมื่อถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เราเข้าใจได้ว่ามันลดน้อยลงอย่างกะทันหันเนื่องจากมีพายุโซนร้อนเข้ามา แต่ในช่วงเดือนก่อนหน้านี้เล่า มันเป็นเพราะเหตุใด? ซึ่งนั่นก็ทำให้เราจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการพร่องน้ำเมื่อน้ำได้ท่วมแล้ว สุดท้ายนี้ เมื่อคำนึงถึงปริมาณฝนในปีนี้ ผู้เขียนคิดว่า ถึงแม้เราจะมีระบบการจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ เราก็ยังประสบน้ำท่วมอยู่ดี เพราะมันมีน้ำจำนวนมากเกินกว่าที่ระบบจะจัดการได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังเห็นว่า การพร่องน้ำออกจากเขื่อนช้า ทำให้ปัญหาน้ำท่วมแย่ลง เนื่องจากมันบังคับให้ปริมาณมากต้องถูกปล่อยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา 5 ใน 6 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นปี 2553 (ซึ่งมีการปล่อยน้ำที่น้อยกว่านั้นอีก) มีการปล่อยน้ำต่ำกว่า 1 พันล้าน ลบ.ม. ระหว่างช่วงวันที่ 1 สิงหาคมถึง 31 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2554 มีการปล่อยน้ำสูงถึง 4 พันล้าน ลบ.ม. – จาก 3.946 พันล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 1 สิงหาคม เป็น 8.206 พันล้านลบ.ม. ในวันที่ 31 สิงหาคม มวลน้ำที่ปล่อยออกมานี้เองที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมถูกซ้ำเติมเข้าไปอีก มันอาจจะระบุได้อยากว่า ควรจะมีการปล่อยน้ำก่อนหน้านี้เท่าใดกันแน่ แต่มันเป็นความผิดพลาดแน่ที่มีการกักเก็บน้ำไว้มากจนต้องปล่อยออกมาในเดือนสิงหาคม ซึ่งน้ำได้ท่วมไปแล้ว มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนคิดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันอาจจะทำมากกว่านี้ได้ในการป้องกันน้ำท่วม ด้วยระบบเตือนภัยที่ทันเวลาและเตรียมพร้อมในการรับมือความเสียหายที่ดีกว่า และ กทม. ก็เช่นเดียวกัน แต่เมื่อดูจากปริมาณน้ำฝนและน้ำที่ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ตัวเลือกที่มีอยู่ ก็คงต้องเป็นการตัดสินใจว่าจะให้น้ำเข้าท่วมที่ไหน และรักษาที่ไหนให้ได้มากกว่า

Comments

กูงง

กูงง

กราฟชัดเจนมากเลยครับ

กราฟชัดเจนมากเลยครับ มีความวิปริตอยู่พอควรในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนครั้งนี้ เห็นชัดว่า "การเก็บน้ำ" และ "การปล่อยน้ำ" ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ในปีนี้น้ำเยอะแต่ปล่อยน้ำจากเขื่อนน้อยกว่าปกติ เห็นชัดว่ากราฟพุ่งทะยานสูงขึ้นเป็นแนวตั้งทีเดียว

น่าสงสัยคงต้องสืบลับกันพิเศษล่ะครับงานนี้

สรุปว่าพายุเข้าหลายลูกจึงไม่ม

สรุปว่าพายุเข้าหลายลูกจึงไม่มีเวลาพอที่จะระบายน้ำออกจากเขื่อนได้ทัน แต่เวลาที่พายุแต่ละลูกพัดเข้าสอดคล้องกับการระบายน้ำด้วยหรือไม่?

เราคงต้องตั้งคำถามว่า

เราคงต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการปล่อยน้ำน้อยผิดปรกติระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 13 กรกฎาคม? มีการพร่องน้ำเพียง 1 พันล้านลบ.ม. เท่านั้นในช่วงนี้ ซึ่งน้อยกว่าถึง 1-2 พันล้าน ลบ.ม. ในช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ยกเว้นปี 2553 ทั้งนี้ เมื่อถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เราเข้าใจได้ว่ามันลดน้อยลงอย่างกะทันหันเนื่องจากมีพายุโซนร้อนเข้ามา แต่ในช่วงเดือนก่อนหน้านี้เล่า มันเป็นเพราะเหตุใด? ซึ่งนั่นก็ทำให้เราจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการพร่องน้ำเมื่อน้ำได้ท่วมแล้ว

ถ้าเข้าไปดูกราฟจริง

1.ต้องทำความเข้าใจกับ upper rule /lower rule curve ด้วย

2.ถ้ามองแต่น้ำในเขื่อนก็จะมีอคติบังตาอย่างนี้แหละ แต่ถ้าพิจารณาให้รอบครอบ รอบด้าน การที่จะปล่อยน้ำออกจากเขื่อนจะต้องดูท้ายเขื่อน ท้ายน้ำด้วย ถึงจะครอบคลุม ซึ่งหากคิดเพียงจะรักษาระดับน้ำในเขื่อนอย่างเดียวโดยที่ไม่ดูน้ำท้ายเขื่อน นี่ ผมว่าโง่นะ

ถ้าดูวิธีการคิดแล้วปี53

ถ้าดูวิธีการคิดแล้วปี53 แล้งมาก กรมชลฯก็เลยคิดว่าปี 54 จะแล้งเหมือนปี 53 จึงไม่กล้าปล่อยน้ำออกมาและกะว่าจะเป็นฮีโร่ คือ สามารถทำให้มีน้ำในการชลประทานได้ตลอดทั้งปี54 แต่คาดการณ์ผิดไปนิส

ข้อเท็จจริงการระบายน้ำ

ข้อเท็จจริงการระบายน้ำ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์
1. การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ.ทำอย่างไร

เขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทุกเขื่อนเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ มีหน้าที่กักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรมและการบรรเทาอุทกภัยเป็นหลัก ส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเพียงผลพลอยได้จากการปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามปริมาณ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่กล่าวข้างต้น

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ตามหลักการจะควบคุมให้ระดับน้ำ อยู่ในกรอบของ "เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ" (Rule Curve) ซึ่งมีอยู่ 2 เกณฑ์ คือ "เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง" (Lower Rule Curve) และ "เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน" (Upper Rule Curve) โดยในการจัดทำเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำนั้น ได้นำปัจจัยและข้อมูลของปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ท้ายเขื่อนในรอบกว่า 30 ปีมาประกอบการจัดทำ ทั้งนี้ยังได้ทำการปรับปรุงตามสภาวการณ์เป็นระยะๆ

ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง(Lower Rule Curve) จะทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากเก็บน้ำไว้ต่ำกว่าระดับนี้ จะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในปีหน้า

เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน(Upper Rule Curve) จะทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากเก็บน้ำไว้สูงกว่าระดับนี้จะมีความเสี่ยงเรื่อง น้ำล้นเขื่อนจนอาจต้องเปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway)

ในสภาวการณ์ปกติ เขื่อนจะควบคุมไม่ให้ระดับน้ำต่ำกว่า เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่างในช่วงฤดูแล้ง และช่วงฤดูฝน เขื่อนก็จะพยายามระบายน้ำเพื่อไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน ดังนั้นเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำจึงเปรียบเสมือนเกณฑ์ที่คอยควบคุมระดับน้ำในเขื่อนให้มีปริมาณน้ำเก็บกักที่เหมาะสมตามสภาวการณ์ของปริมาณน้ำทั้งเหนือเขื่อนและสภาพน้ำในลุ่มน้ำท้ายเขื่อน เพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี

ตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำเขื่อนภูมิพลโดยเกณฑ์ระดับน้ำควบคุม (Rule Curve)
ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นปีน้ำมาก

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธาน และอีก 8 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทกศาสตร์ สำนักการระบายน้ำ กทม. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.) และ กฟผ. โดยคณะอนุกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและร่วมกันพิจารณาปริมาณน้ำที่เหมาะสมที่จะต้องระบายออกจากเขื่อนทุกสัปดาห์หรือทุกวัน ซึ่ง กฟผ.ก็ได้ปฏิบัติตามมติของคณะอนุกรรมการฯ มาโดยตลอด

2. ทำไมเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จึงไม่ระบายน้ำออกมาก่อนในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้

ช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ ณ วันที่ 1 พ.ค. เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำเก็บกัก 6,076 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 45.1 ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำเก็บกัก 4,784 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 50.3 ของความจุ ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ (Rule Curve) ที่ใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแล้วถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ซึ่งตามแนวปฏิบัติของการบริหารจัดการน้ำตามสถิติข้อมูลที่ใช้อ้างอิง จะต้องเก็บกักน้ำไว้ เพื่อให้สามารถมีน้ำไว้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี ดังนั้นปริมาณน้ำที่ระบายน้ำออกจากเขื่อนในช่วงนี้จึงเป็นไปตามความต้องการใช้เพื่อการเกษตรกรรมและสาธารณูปโภคเป็นหลัก

ต่อมามีพายุเข้ามาหลายลูกได้แก่ "ไหหม่า" (ปลาย มิ.ย.-ก.ค.) "นกเตน"(ปลาย ก.ค.-ส.ค.) พายุโซนร้อน "ไหถ่าง" และ "เนสาด" (เดือน ก.ย.) และ "นาลแก" (เดือน ต.ค.)

ทำให้มีฝนตกทั้งบริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนรวมทั้งพื้นที่ในภาคกลาง เกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง นอกจากนั้นในลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำยมไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่รองรับน้ำ ดังนั้นแม้จะพยายามระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็มีข้อจำกัดในการระมัดระวังผลกระทบต่อพื้นที่น้ำท่วมท้ายเขื่อน

3. ทำไมเขื่อนต้องระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น (Spillway) เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการปล่อยน้ำผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้า

ในปีนี้เขื่อนภูมิพลมีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ระหว่างวันที่ 5 - 13 ต.ค. และ 18 - 20 ต.ค. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ระหว่างวันที่ 25 ส.ค. - 11 ก.ย. 2554

การที่ทั้ง 2 เขื่อนจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นผ่านประตูระบายน้ำล้น นอกเหนือจากการระบายน้ำผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากขณะนั้นมีปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุของอ่างเก็บน้ำ และจากการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ ยังมีแนวโน้มที่มีปริมาณสูงอยู่ จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกเพิ่มมากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้ระดับเก็บกักน้ำเกินความจุของอ่าง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบ ทั้งนี้ในระหว่างการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ก็ได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ อย่างใกล้ชิด เมื่อพบว่ามีแนวโน้มลดลงก็ให้ลดปริมาณการระบายน้ำ จนปัจจุบันไม่มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้นจากเขื่อนทั้งสอง

4. เขื่อนต้องการเก็บน้ำไว้มากเพื่อประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่

การผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน แต่เป็นผลพลอยได้จากการระบายน้ำตามความต้องการใช้น้ำเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อาทิ เช่น การอุปโภค บริโภค การเกษตรกรรม รวมทั้งการบรรเทาอุทกภัย ซึ่งการบริหารจัดการเรื่องปริมาณน้ำที่จะต้องระบายออก ในช่วงเวลาใดๆ ในรอบปี อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาตัดสินใจบริหารน้ำร่วมกันอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การเก็บกักน้ำไว้เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในเรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อ กฟผ. แต่ประการใด ทั้งนี้เนื่องจากในระบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบัน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำหนดให้ กฟผ.ได้รับอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบ "ผลตอบแทนเงินลงทุน" (ROIC) จึงไม่มีแรงจูงใจให้ กฟผ.จะต้องเก็บกักน้ำไว้ในปริมาณมากๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ปัจจุบันการระบายน้ำจากเขื่อนจึงเป็นไปตามความจำเป็นทางด้านเกษตรกรรม การบรรเทาอุทกภัย และสาธารณูปโภคเป็นหลัก

5. ปัจจุบันเขื่อนลดปริมาณการปล่อยน้ำลงแล้ว แต่ทำไมน้ำยังท่วมอยู่

ปัจจุบัน(29 ต.ค. 54) เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์เพียงประมาณ 610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นร้อยละ 16.7 ของมวลน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ราว 3,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนจึงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วม ซึ่งน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์มาจากแม่น้ำหลัก 4 สาย คือ ปิง วัง ยม และน่าน ขณะที่มีเขื่อนขนาดใหญ่กั้นอยู่เพียง 2 สาย คือ แม่น้ำปิงและน่าน ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจึงมาจากแม่น้ำยมและวัง รวมทั้งน้ำที่ค้างอยู่ตามทุ่งไหลลงมา ซึ่งมีปริมาณรวมถึงร้อยละ 83.3 ของน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ แล้วไหลสู่กรุงเทพฯและปริมณฑลไปรวมกับมวลน้ำที่ยังค้างอยู่ตามไร่นา จากสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. - ก.ย. ทำให้มวลน้ำที่หลากเข้าสู่กรุงเทพฯ ยังคงมีปริมาณมาก

นอกจากนี้แล้ว เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังช่วยเก็บกักน้ำปริมาณจำนวนมากไว้ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. เพื่อบรรเทาสภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งสองเขื่อนมากถึง 10,940 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีการระบายน้ำออกรวมกันเพียง 4,915 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้เก็บกักน้ำไว้รวมทั้งสิ้น 6,025 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากปริมาณน้ำจำนวนนี้ไม่ได้ถูกเก็บกักไว้ในเขื่อนทั้งสอง จะส่งผลกระทบต่อภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางมากขึ้น

อย่างไรก็ดี มวลน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนทั้งสองจะใช้เวลาเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงไม่ส่งผลต่อมวลน้ำก้อนใหญ่ที่โอบล้อมกรุงเทพฯอยู่ขณะนี้ ประกอบกับน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบนก็กำลังมีปริมาณที่ลดลงเป็นลำดับ

เนื้อหาจาก TPBS

ขอบงาน Op. Ed. (opposite the

ขอบงาน Op. Ed. (opposite the editorial page) ของ the prominent Bangkok Pundit (บางกอก พันดิท)มากๆ BP's views are well balance and his punch lines are great... เหมาะสม.... แหลมคม.... ฉลาดเฉลียว
มาก

คำว่า Pundit มีความหมายเหมือนกันคำว่า บัณฑิต. Around ปีพศ 2513, Pundit เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ยืมมาจากภาษาสันสกิด (sansakrit/ อินเดีย) ความหมาย = บันฑิต = ผู้รู้, ผู้สอน

Thanks Prachatai for this post.

กราฟไม่กี่รูปวิเคราะห์กันได้เ

กราฟไม่กี่รูปวิเคราะห์กันได้เป็นฉากๆ น่าอัศจรรย์เหลือหลาย
แต่คำถามคือปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ใต้เขื่อนทำไมจึงไม่ได้เอาไปวิเคราะห์ร่วมกัน เพราะฉะนั้นจะพูดยังไงๆ ก็ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะ "เล่น" หรือ "วิพากษ์" ใครฝ่ายใดได้เต็มๆ
แน่นอนว่าน้ำท่วมหนักครั้งนี้มาจากความผิดพลาด(หรือจงใจ?)ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการคำนวณปริมาณน้ำฝนที่เกิดจากลมมรสุม แต่ปริมาน้ำฝนและน้ำท่าสะสมในพื้นที่ใต้เขื่อนก็มากกว่าปกติเช่นกัน เหตุใดนักคิดทั้งหลายจึงไม่เอามาเป็นประเด็นร่วมในการวิเคราะห์ด้วย?
เราจึงจะได้พบเห็นการใช้กราฟปล่อยน้ำจากเขื่อนมาเป็นประเด็นอีกนานโขอยู่.....

ใช่วงต้นฤดูฝน

ใช่วงต้นฤดูฝน น้ำท่วมภาคเหนือหลายระลอก แต่ข้างล่างก็ยังเฉย ไม่คิดเลยหรือว่าจะพร่องน้ำในเขื่อนเพื่อรับน้ำเหนือ คิดเพียงว่าปีที่แล้วน้ำแล้ง ปีนี้ก็คงแล้งอีก ต้องเก็บน้ำไว้เต็มที่ คิดอย่างนี้ก็ให้ตาสีตาสาที่บ้านผมมาบริหารเขื่อนยังจะดีกว่า เพราะที่บ้านแกบริหารเหมืองฝายของแกได้เป็นอย่างดี

น้ำในเขื่อนจะด้วยเจตนาตั้งใจห

น้ำในเขื่อนจะด้วยเจตนาตั้งใจหรือเป็นความผิดพลาดสุดวิสัย
ก็จงรู้ไว้ว่า..มีคนตายจากอุทกภัยไป500กว่าคนแล้ว
มีคนต้องออกจากบ้านโดยเฉพาะคนแก่คนเฒ่าไปศูนย์พักพิง

ก็ไม่รู้ว่านรกจะจัดการ'เวรกรรม'ครั้งนี้ยังไง
พูดอย่างกลางๆนะ..จัดการให้'ส า ส ม'กับความเสียหายนั่นแหละ

-น้ำในเขื่อนเยอะ

-น้ำในเขื่อนเยอะ และน้ำใต้เขื่อนไม่รีบระบายออกทะเลมั่วแต่เอาไปเก็บไว้ตามแก้มลิงสารพัดแก้มลิง กลัวน้ำท่วมกรุงเทพ ระบบระบายน้ำห่วย สุดท้ายเหลือแต่หลังคาบ้าน ถ้าจะโทษต้องโทษคนที่เขาบริหารจัดการน้ำในประเทศนี้ตัวจริงไม่ใช่พวกหน้าม้า

ต้องคิด น้ำในเขื่อน และ

ต้องคิด น้ำในเขื่อน และ น้ำฝนตกนอกเขื่อน ด้วย พายุตั้ง 4-5 ลูก
และน้ำในเขื่อน ไม่ได้ปล่อยออกมาบ้าง ทั้งที่ฝนตกทางเหนือ ตั้งแต่ กรกฏา.แล้ว
เดือนกันยา ประมาณกลางเดือน เห็นน้ำเจ้าพระยา ปริ่มฝั่งแล้ว
กระสอบทรายสูงแค่ 1.5 เมตร เราว่า ต่ำไปด้วยซ้ำ
กรรมการในนั้น มีกรมชลฯ และสำนักระบายน้ำ ด้วย ใช่ของ กทม รึเปล่า

บทความนี้พูดตอนต้นดี แต่ไหง จบตรงรัฐบาลชุดนี้
อยากให้ใครมาเป็นนายกฯเหรอ นายกฯในฝันของคุณน่ะ
ยังไงก็ทำไม่ถูก รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง
อย่างน้อย คุณยิ่งลักษณ์ ก็ไม่เล่นการเมืองสกปรกแบบนี้
มีแต่ผู้ชายที่กล้าทำ เพื่อสนองตัณหาตนเอง ทำได้ทั้งนั้น หน้ามืดไง

ระบบเตือนภัยของ กทม เป็นไงละ
ยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามา ก็น้ำท่วม รัฐมนตรีบางคน ยังแต่งห้องไม่เสร็จ
ก็เจอเรื่องน้ำท่วม แต่เธอก็พยายามอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้น เละกว่านี้

พระแม่คงคา บอกว่า ยังไงแม่ต้องท่วม เพื่อล้างความสกปรกของบ้านเมือง
เรามาดูกัน ใครจะอยู่ ใครจะไป
คนเดือดร้อนขนาดนี้ ความดีงามต้องชนะ

Why the author has to end the

Why the author has to end the article by blame the government ?
She actually started her duty on August 26. It took almost a month to announce her to
win the election, they tried to find out the wrong doings etc., which it seemed not possible that the candidates would make. They had few opportunity, so that they had to prepare at their best. I know why that Thailand will never be the developped country, because their people never developped their mind. They can kill their patriots simply.