พรุ่งนี้! นัดพิพากษาคดีชายวัย 61 ส่ง SMS เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ แจ้งข่าวว่า วันพรุ่งนี (23 พ.ย.54) ที่ห้อง 801 ศาลอาญา ถนนรัชดา เวลา 9.00 น. จะมีการพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.311/1554  กรณีนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวว่าส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  โดยอัยการส่งฟ้องเมื่อวันที่ 18 ม.ค.54 กล่าวหานายอำพลว่า เมื่อวันที่ 9, 11, 22 พ.ค. 2553 ได้ใช้โทรศัพท์มือถือพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่นพระเกียรติยศด้วยถ้อยคำหยาบคายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยส่งข้อความดังกล่าวไปยังโทรศัพท์มือถือที่มีหมายเลขโทรศัพท์ของนายสม เกียรติ ครองวัฒนสุข ขณะดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2), (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งนี้สถิติการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงความขัด แย้งทางการเมืองหลายปีมานี้ โดยในระหว่างปี 2553 เพียงปีเดียวมีการดำเนินคดีถึงกว่า 400 คดี

นายอำพลวัย 61 ปี ถูกคุมขังมาแล้วกว่า 1 ปี คดีโทษสูงสุดถึง 15 ปี ระหว่างการพิจารณาคดี ทีมทนายความยื่นประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า “คดีมีความร้ายแรง และกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา”

คดีนี้นายอำพล หรือที่มักเรียกกันว่า ‘อากง’ ได้ให้การปฏิเสธว่า เขาไม่ได้กระทำความผิด และพิมพ์ข้อความ SMS ผ่านมือถือไม่เป็น ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาแล้วกว่า 1 ปี แม้ว่า แม้อากงจะเคยได้รับการประกันตัวมาก่อนในชั้นสอบสวนโดยมิได้หลบหนีแต่อย่างใด อีกทั้งยังป่วยเป็นโรคมะเร็งกล่องเสียงและมีภาระต้องเลี้ยงดูภรรยาและหลาน เล็กๆ 3 คน

ข้อตอนหนึ่งจากจดหมายที่ลูกสาวของอากงเขียนถึงคุณหนุ่ม เรดนนท์ (ธันย์ฐวุฒิ) ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกคนหนึ่งที่คอยดูแลเป็นกำลังใจให้อากง

"สิ่งที่เราเป็นห่วงเตี่ยมากที่สุดคือ จิตใจที่อ่อนล้าและท้อแท้ของเตี่ย ความเข็มแข็งคงแทบจะหมดไปแล้ว ครั้งนี้ขอประกันตัวอีกกี่ครั้งก็ถูกปฏิเสธตลอด... แต่ความทุกข์ของครอบครัวเราก็ยังเบาบางลงเพราะมีพี่หนุ่มคอยดูแล คอยให้กำลังใจ คอยกระตุ้นจิตใจของเตี่ย...เพราะรู้ว่าไม่ได้สู้เพียงลำพังยังมีคนอื่นอีก มากมายที่โดนแบบเรา พวกเขาก็สู้เพื่อขอความยุติธรรมและอิสรภาพให้กับคนที่ต้องโดนแบบเตี่ย พวกเราพี่น้องทุกคนก็ไม่ท้อแท้แล้วยังมีหนทางสู้เพื่อเตี่ยของเรา พวกเราอยู่ข้างนอกต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อคนข้างใน ครอบครัวของเราไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดกับพวกเราเพราะดูแล้วเป็น เรื่องที่ห่างไกลเหลือเกิน ในความเป็นคนไทยของเราครอบครัวเราทุกคน ให้รักความเทิดทูนเคารพบูชาสถาบันมากที่สุด และเสียใจมากที่สถาบันลูกนำมาใช้อ้างโดยที่สถาบันไม่รู้ไม่เห็น มันเป็นความสะเทือนใจสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคนเพราะคนไทยรักและเคารพสถาบัน มากกว่าสิ่งใด พวกเราต้องสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ เพราะคดีนี้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยที่มีมดปลวกอย่างพวกเราเป็นแพะคอยรับบาป"

Comments

คดีร้ายแรงมาก

คดีร้ายแรงมาก น่าจะแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้เป็นประหารชวิต ให้สาสมกับความผิด
แต่พอจะเปิดเผยได้ไหมว่าผู้ต้องหารายนี้ทำผิดร้ายแรงอย่างไรครับท่าน คนอื่นจะได้ไม่ทำตาม

อ่านข้อความตอนหนึ่งของลูกสาวอ

อ่านข้อความตอนหนึ่งของลูกสาวอากง ถ้าเขียนออกมาจากใจจริงก็น่าสงสารนะ
สงสารที่ป่วย คงต้องเปลืองยาหยอดตาอีกหลายหลอด
และถ้าเขียนออกมาจากใจจริง ก็ไม่ควรคร่ำครวญ ท่านควรจะภูมิใจตะหากที่อากงจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ต้องคดีประวัติศาสตร์ คนที่จงรักภักดีจริง แม้ชีพยังสละได้โดยมิได้ปริปาก แค่นี้ท่านจะคร่ำครวญไปใย

แต่ถ้าเขียนขึ้นเพื่อขอความเห็นใจใครบางคน ก็พอจะเข้าใจได้ถึงความทุกข์ ความรัก ความเป็นห่วงที่มีต่ออากง ก็ขอเป็นกำลังใจให้ ขอให้เข้มแข็งนะครับ มีกลางวันย่อมมีกลางคืน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของอากงและครอบครัว แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ มันเรื่องใหญ่ครับ
ผมเชื่อว่าขณะนี้มีคนไทยเกินครึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ อันจะนำไปสู่การแก้ใขในอีกไม่นานเกินรอ เพราะไม่งั้นจะนำไปสู่ความวุ่นวายและความตายอย่างใหญ่หลวงในไม่ช้านี้แน่

กฎหมายหมิ่นควรจะยกเลิกได้แล้ว

กฎหมายหมิ่นควรจะยกเลิกได้แล้ว เพราะนอกจากจะไร้สาระแล้ว ยังจะสร้างปัญหาให้กับภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอีกด้วย

ประการแรก ที่ว่าไร้สาระก็เพราะ การมีกฎหมายหมิ่นไม่ต่างอะไรกับการมีกฎหมายห้ามด่าพ่อแม่ต้วเองไม่งั้นจะต้องคิดคุก ถามว่ามีพ่อแม่ที่ไหนอยากเห็นลูกตัวเองต้องคิดคุกบ้าง ไร้สาระสิ้นดี ถึงลูกจะดีหรือเลวก็เป็นเรื่องของลูก เป็นบุญกรรมของพ่อแม่ แต่ถ้าจะให้ลุกต้องคิดคุก ไม่มีทาง

ประการที่สอง ที่ว่าสร้างปัญหาให้กับตัวเองก็เพราะ เพียงแค่ได้ยินคำว่า "ห้ามหมิ่นไม่งั้นติดคุก" คนส่วนใหญ่คงรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกปากทันที ในขณะที่ในสมองเกิดมีคำถามเกิดขึ้นมากมายแต่ไม่มีคำตอบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ พวกเขาต้องไปปิดห้องซุบซิบกันเอง ส่วนจะมีข้อสรุปอย่างไรใครจะไปรู้ได้

นี่แสดงให้เห็นว่า กฎหมายหมิ่นไม่ได้ช่วยให้คนยอมรับสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สูงขึ้น แต่เป็นเพียงกฎหมายที่เขียนขึ้นอย่างไม่รอบคอบ และสะท้อนถึงความหวาดระแวงว่า ประชาชนจะไม่ให้การยอมรับสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ต่างหาก ซึ่งผลของมันกลับยิ่งเป็นตรงกันข้าม ดังจะเห็นได้จากจำนวนคดีหมิ่น มีเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ยกเลิกไปเถอะครับ ม.112

ยกเลิกไปเถอะครับ ม.112 มีแต่จะทำให้ประเทศสาระขันธ์นี้ต่ำลงทุกที

ยิ่งใช้กฏหมายนี้มากหรือบ่อยเท

ยิ่งใช้กฏหมายนี้มากหรือบ่อยเท่าใด ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อสถาบันมากขึ้นเท่านั้น สนับสนุนให้แก้ไขหรือยกเลิกเถอะครับ (เห็นด้วยอย่างที่สุด) ก่อนที่เหตุการณ์มันจะบานปลายร้ายไปกว่านี้