มายาคติและข้อสงสัยในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

อนุสนธิการยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯฉบับประชาชน เมื่อเดือนมกราคม2554 ที่ผ่านมา โดยจะเสนอเข้าสู่สภาประมาณกลางปีหน้า ซึ่งเสนอให้เชียงใหม่มีการบริหารราชการเฉพาะราชการส่วนกลางกับราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น โดยยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเสีย กอปรกับอดีตคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานฯได้เสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้เสนอให้มีการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นกัน แต่มิได้กำหนดระยะเวลาของการดำเนินการไว้ ปฏิกิริยาที่มีต่อปรากฏการณ์ครั้งนี้มีทั้งการตอบรับและการต่อต้าน ปรากฏการณ์ตอบรับมีการกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนจังหวัดต่างๆถึง 45 จังหวัดประกาศตัวเป็นแนวร่วมโดยให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่นำร่องไปก่อน บางจังหวัดถึงกับทำป้าย ทำเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ตหรือแม้กระทั่งการขึ้นป้ายขอจัดการตัวเอง โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เองมีการรณรงค์จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พรบ.ฯในพื้นที่ทั้ง 25 อำเภอกันอย่างคึกคัก แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ๆเช่นนี้ ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพราะความเข้าใจว่าอาจจะกระทบต่อสถานภาพของตนเองหรือกังวลในผลที่จะตามมาเพราะความไม่ไว้วางใจในคุณภาพของคนไทยกันเอง ซึ่งในเรื่องของความเห็นนั้นเป็นธรรมดาที่อาจะเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันแล้ว หากไม่มีอคติจนเกินไปนักก็ย่อมที่จะเห็นด้วยต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มายาคติและข้อสงสัย 1) เป็นการแบ่งแยกรัฐ ไม่จริง เพราะแม้จะไม่มีราชการส่วนภูมิภาค รัฐก็ยังคงเป็นรัฐเดี่ยวเหมือน เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น อีกทั้งยังมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกันกับไทย และท้องถิ่นจะไม่ทำอยู่ 4 เรื่อง คือ การทหาร การต่างประเทศ ระบบเงินตรา และ ศาล 2) กระทบต่อความมั่นคง ไม่จริง เพราะแม้แต่เกาหลีใต้ซึ่งไม่มีราชการส่วนภูมิภาคและยังอยู่ในสภาวะประกาศสงครามกับเกาหลีเหนืออยู่เลย ก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างใด 3) รายได้ท้องถิ่นยังไม่เพียงพอ ก็แน่นอนสิครับ เพราะปัจจุบันเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเก็บภาษีได้จิ๊บจ๊อย เช่น ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ภาษีล้อเลื่อน ฯลฯ แล้วจะเอารายได้ที่ไหนมาเพียงพอ แต่ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นทั้งหมดจะถูกจัดเก็บโดยท้องถิ่น แล้วจัดส่งไปส่วนกลาง 30 เปอร์เซ็นต์ เอาไว้ใช้ในท้องถิ่น 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์นั้นก็จะไปช่วยเหลือที่อื่นที่ยากจน เช่น ญี่ปุ่นก็ส่งไปให้ฮอกไกโดหรือโอกินาวา เป็นต้น 4) อบจ./อบต./เทศบาลจะมีอยู่หรือไม่ ในร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดไว้ให้มีการปกครองท้องใน 2 ระดับ คือ ระดับเป็นชียงใหม่มหานคร ส่วนระดับล่างเป็นเทศบาล ซึ่งแตกต่างจากกรุงเทพมหานครเป็นการปกครองท้องถิ่นระ ดับเดียวโดยรวมศูนย์อยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่เดียว แต่ในรูปแบบใหม่นี้ อบจ.หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะหายไปกรณีของเชียงใหม่ก็จะมีเชียงใหม่มหานครเข้ามาแทน ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่นในระดับบน ส่วนในระดับล่างก็เป็นเทศบาลเหมือนกันหมดไม่มีการแยกเป็นเทศบาลหรือ อบต.เพราะปัจจุบันบางตำบลมีทั้งเทศบาลและอบต.อยู่ในตำบลเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างระบนกับระดับล่างเป็นไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ มิใช่การบังคับบัญชา 5) จะเอาข้าราชส่วนภูมิภาคไปไว้ไหน/นายอำเภอยังมีอยู่หรือไม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งมีวาระ 4 ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมและข้าราชการส่วนภูมิภาคก็มีทางเลือกว่าจะกลับไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรมที่ส่วนกลางก็ได้หรือเลือกจะอยู่ในพื้นที่ก็สังกัดเชียงใหม่มหานคร เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนนายอำเภอที่มาจากการแต่งตั้งจากกรมการปกครองก็จะหมดไป มีผู้อำนวยการเขตซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเชียงใหม่มหานครทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน มิใช่เป็นเช่นผู้อำนวยการเขตแบบ กทม.ที่มีอำนาจล้นเหลือเช่นในปัจจุบัน 6) เขตพื้นที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จะหายไป ไม่จริง เขตการปกครองยังเหมือนเดิม แต่จะเรียกเป็น เขต แขวง แทน 7) กำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงมีอยู่หรือไม่ หากยังคงมีอยู่จะ มีบทบาทอะไร ยังคงมีอยู่ดังเช่นกรุงเทพมหานคร แต่บทบาทในด้านการพัฒนาจะหมดไปเพราะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณเป็นของตนเอง แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในฐานะหัวหน้าฝ่ายรักษาความสงบเรียบของตำบลและหมู่บ้านตามกรณี มีอำนาจจับกุมคุมขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 8) ประชาชนยังไม่พร้อม ยังไม่มีการศึกษาที่ดีพอ ไม่จริง เพราะคำกล่าวที่ว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนเป็นอย่างนั้น” จะเห็นได้จากผู้แทนของคนกรุงเทพยังชกต่อยกันในสภาแต่ผู้แทนของคนจังหวัดอื่นยังไม่ปรากฏ และในตำบลหมู่บ้าน ตลาดสด เดี๋ยวนี้ชาวบ้านร้านค้าเขาไม่คุยกันแล้วเรื่องละครน้ำเน่า ถึงคุยก็คุยน้อย แต่คุยเรื่องการเมืองกันทั้งนั้น ที่สำคัญเป็นการเมืองนอกสื่อกระแสหลักเสียด้วยสิ 9) นักเลงครองเมือง ไม่จริง ตัวอย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่ละคนก็ไม่เห็นขี้เหร่สักคน(ถึงแม้ว่าจะมีคนขี้เหร่สมัครแต่ก็ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง) ที่สำคัญก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบันแต่ละคนล้วนแล้วมาจากการแต่งตั้งซึ่งในบางยุคถึงกับมี “แก๊งแต่งตั้ง”ซึ่งเข้าใจง่ายก็คือถูกแต่งตั้งมาจากนักเลงนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ผู้ว่าฯเป็นนักเลง อย่างน้อยก็ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาด้วยมือของเขาเอง ไม่ได้ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้เช่นในปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบแล้วผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้งย่อมพบง่ายเข้าใจง่ายและต้องเอาใจประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา มิใช่คอยเอาใจเจ้านายที่ส่วนกลางที่เป็นคนแต่งตั้งเขา 10) ซื้อเสียงขายเสียงอาจจะจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันนี้จะดีกว่า และก็มิใช่ว่าใครมีเงินมากกว่าแต่มิได้ทำคุณงามความดีอะไรเลย หิ้วกระเป๋าบรรจุเงินไปแล้วจะได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เขาจะต้องกุมชะตาชีวิตประจำวันเขาอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญจะซื้อคนทั้งจังหวัดไหวหรือ 11) ทุจริตคอรัปชัน/เปลี่ยนโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้มีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมือง(Civil Juries)คอยถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วชี้มูลหรือส่งฟ้องศาล ซึ่ง กทม.ไม่มีเช่นนี้ ฉะนั้น จึงมิใช่การถ่ายโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก เพราะปัจจุบันนี้ท้องถิ่นต่างๆก็ทำตัวเป็นอำมาตย์เล็กอยู่แล้วดังจะเห็นได้จากการขออนุมัติ อนุญาตต่าง ต้องเสียเบี้ยไบ้รายทางตลอด แต่เมื่อเรามีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมืองคอยตรวจสอบแล้ว สภาพเช่นนี้จะดีขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน อีกทั้ง สตง., ปปช., ฯลฯ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม 12) ผิดกฎหมาย ไม่จริง เพราะเป็นการใช้สิทธิที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา 281 ถึงมาตรา 290 รองรับไว้ โลกหมุนไปข้างหน้า นานาอารยประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค หากใครยังฝืนทวนกระแสโลก ก็ย่อมจะถูกกระแสแห่งโลกาภิวัตน์กวาดตกเวทีไปอย่างช่วยไม่ได้

Comments

สู้ให้ถึงที่สุดนะครับ ข้อเสนอ

สู้ให้ถึงที่สุดนะครับ
ข้อเสนอดีๆที่ฝ่าระบบแบบเดิมๆคงต้องลำบากและใช้เวลาน่าดูกว่าจะเป็นจริงได้ ไม่ต่างกับข้อเสนอแก้ไข 112 ข้อเสนอล้มล้างผลพวงรัฐประหาร
แต่ระบบที่ดีทุกอันไม่เคยมีใครประทานให้ฟรีๆ มันเกิดจากการต่อสู้และเรียกร้องของประชาชนเท่านั้น

เอาใจช่วยเต็มที่ครับ :)

ปรเมศร์

[quote=ปรเมศร์ ]สู้ให้ถึงที่สุดนะครับ
ข้อเสนอดีๆที่ฝ่าระบบแบบเดิมๆคงต้องลำบากและใช้เวลาน่าดูกว่าจะเป็นจริงได้ ไม่ต่างกับข้อเสนอแก้ไข 112 ข้อเสนอล้มล้างผลพวงรัฐประหาร
แต่ระบบที่ดีทุกอันไม่เคยมีใครประทานให้ฟรีๆ มันเกิดจากการต่อสู้และเรียกร้องของประชาชนเท่านั้น

เอาใจช่วยเต็มที่ครับ :)[/quote]
ถึงเวลานายก อบจ.รวยกว่าผู้ว่าแล้วครับ

พวกชนชั้นปกครองหรือพวกอำมาตย์

พวกชนชั้นปกครองหรือพวกอำมาตย์คงไม่ยอมหรอกครับ เพราะหากยอมให้เชียงใหม่แล้ว ต่อไปก็จะต้องยอมให้จังหวัดอื่นๆ ด้วย เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดแล้ว พวกเขาก็จะเข้ามาควบคุมไม่ได้อีกต่อไป คงต้องรอต่อไปครับ

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไ

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าซึ่งจะมาบริหารท้องถิ่นเองแล้ว เพราะถ้าเราสังเกตุให้ดีจะเห็นว่ามีผลดี และผลเสียอย่างไรชัดเจนมากในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ระหว่าง กรุงเทพ ฯ และจังหวัดนนทบุรี ผู้ว่า กทม.ทำและคิดที่จะทำเพื่อ คน กทม.เท่านั้น แต่ ผู้ว่านนทบุรีไม่ได้คิดเช่นนั้น เรื่องนี่เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนมาก ส่วนข้อท้วงติงที่อาจารย์ชำนาญ ฯ ยกขึ้นมาเป็นข้อที่ถูกคอมเมนท์นั้น จริง ๆ แล้วมีอยู่ข้อเดียวที่ยิ่งใหญ่คือหวงอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้นเอง