ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็น “พ่อ” ของประชาชน

 

“วันนี้ลูกทุกคนอยากบอกพ่อว่า ‘ลูกรักและขอเดินตามรอยพ่อตลอดไป’ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” นิตยสารแพรว ฉบับที่ 775 ประจำวันที่ 25 พ.ย. 2554 หน้า 202 

“ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ” พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, นักแสดง, 16 พฤษภาคม 2553 ในงานประกาศผลและมอบรางวัลนาฏราช ณ หอประชุมกองทัพเรือ
 
“พระมหากษัตริย์เป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ มหาพรหมของเรา เราก็รัก เราก็ทนุถนอม” หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จาก นิตยสารน่านฟ้า (The Tiger Temple Magazine) ฉบับที่ 32 เดือนธันวาคม 2552 หน้า 9  
 
“It gradually became apparent that this was a religion. To North Koreans, Kim Il-sung was more than just a leader. He showered his people with fatherly love.” 
                 คำแปล: “มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่านี่คือศาสนา สำหรับชาวเกาหลีเหนือ คิม อิล ซุง เป็นมากกว่าผู้นำ เขามอบความรักดั่งบิดาให้แก่ประชาชนของเขา” จากหนังสือ Under the Loving Care of the Fatherly Leader โดย Bradley K. Martin, 2006 หน้า 1   
 
หากมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ต้องกลายเป็นอาชญากรรมแล้ว การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชนย่อมทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า การวิพากษ์กษัตริย์เป็นสิ่งเลวร้าย และผิดจารีตความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก 
 
ประชาชนผู้เชื่อว่า กษัตริย์คือพ่อหลวงของพวกเขา มองความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชน ผ่านแว่นตาของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก เกิดความผูกพันพึ่งพิงทางความคิดและจิตใจ และเสริมสร้างความรู้สึกในหมู่ประชาชน (ลูกๆ) ว่าการคิดเท่าทัน วิจารณ์ หรือไม่รักกษัตริย์ (พ่อ) นั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ เป็นการกระทำที่เลว อกตัญญู เช่นนี้แล้ว มาตรา 112 จึงกลายเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง “พ่อ-แม่” ไปโดยปริยาย
 
การใช้กลไกทางวัฒนธรรมเช่นนี้ เอาเข้าจริงอาจมีอานุภาพมากกว่าการใช้กฎหมายอันไม่เป็นประชาธิปไตยและป่า เถื่อนอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียอีก เพราะการตอกย้ำเปรียบเทียบแบบนี้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้งถึงระดับ อารมณ์และจิตใจ และโกรธหากใครจะมาวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับพ่อของพวกเขา แถมมันยังช่วยตอกย้ำ (reinforce) ว่า มาตรา 112 นั้นชอบธรรมแล้ว และทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า มี “ลูก” จำนวนหนึ่งที่ต้องการวิจารณ์พ่อ (กษัตริย์) 
 
กฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความรู้สึกแบบพ่อลูกนั้น หยั่งรากลึกถึงก้นบึ้งของจิตใจ และเมื่อประชาชนเชื่อว่าเป็นจริงแล้ว มันเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้ ดั่งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของพ่อ-ลูกที่แท้จริงทางสายเลือด
 
สื่อกระแสหลักและกระแสรองส่วนใหญ่ บริษัทห้างร้านต่างๆ สถาบันการศึกษา หน่วยราชการ องค์กรเอ็นจีโอ มักมีบทบาทสำคัญในการตอกย้ำความเป็นพ่อของกษัตริย์ต่อสังคมจนเห็นเป็นเรื่อง “ปกติ” “เป็นจริง” อย่างมิควรต้องสงสัยใดๆ หากคุณเชื่อว่ากษัตริย์คือพ่อ คุณจะไม่รู้สึกอยากตั้งคำถามกับพ่อ แถมหน้าที่ของลูกที่ดีก็คือ การเชื่อฟังพ่อ (พระราชา) และแม่ (พระราชินี) และหากลูกคนใดไม่เชื่อฟัง ก็ดูผิดธรรมชาติ พวกเขาควรถูกประณาม ลงโทษ จองจำ หรือตัดออกจากการนับญาติอย่างถาวร โดยอาจถูกกล่าวหาว่า พวกเขาไม่ใช่คนไทย และเป็นคนที่ต้องการทำลายหรือล้มล้างพ่อแม่ (ดูกรณี 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553 เป็นตัวอย่าง) เพราะคนเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้อกตัญญู หรือทรพี เพราะไม่ว่าพ่อจะดีหรือไม่ ลูกก็ควรเชื่อฟังและเคารพรัก และในด้านตรงกันข้าม การทำอะไรเพื่อกษัตริย์ (พ่อหลวง) จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้นและสนิทใจขึ้น เหมือนกับการบูชาคุณของบิดาแท้ๆ 
 
นอกจากนี้ การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชน ยังทำให้ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ซึ่งมีมิติของความไม่เท่าเทียมและมีความตึงเครียดทางชนชั้น ถูกกลบเกลื่อน ลบเลือนให้มองเห็นได้ยากยิ่งขึ้น และพร่ามัว และเปลี่ยนกลายมาเป็นความสัมพันธ์เชิงครอบครัวแบบสมมติ ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่นและความห่วงใยระหว่างพ่อ-ลูกแทน โดยที่ไม่จำเป็นต้องสงสัยในเรื่องชนชั้น หรือความไม่เท่าเทียม แล้วยังไม่จำเป็นต้องคิดเท่าทันหรือเรียกร้องความโปร่งใสเพื่อการตรวจสอบใดๆ เพราะแว่นตาของการมองแบบพ่อ-ลูก ไม่เอื้อให้ประชาชนรู้สึกหรือคิดเป็นอื่น ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ประชาชนอีกมากยากจน แต่กษัตริย์ (พ่อหลวง) ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน หรือผู้คนมักไม่สงสัยว่า ในความสัมพันธ์แบบนี้ ทำไมสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงยังคงเก็บค่าเช่าที่จากประชาชนอยู่
 
นี่ยังไม่รวมถึงการพึ่งพาทางสติปัญญาของประชาชน (ลูกๆ) ต่อ กษัตริย์ (พ่อ) โดยเห็นได้จากการนำคำพูดของพ่อ (พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส) มาเป็นเผยแพร่ซ้ำๆ และเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือของผู้คนจำนวนมากในสังคม ความเห็นของกษัตริย์จึงกลายเป็นคำสอนของพ่อไปโดยปริยาย ลูกๆ ไม่ต้องคิดอะไรเองมากมาย เพราะยึดถือคำสั่งสอนของพ่อที่พวกตนยกย่องว่า เป็นอัจฉริยะในสารพัดด้านก็เพียงพอ 
 
หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า การถ่ายโอน (transplant) ลักษณะความสัมพันธ์พ่อ-ลูก สู่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน ถูกตอกย้ำเป็นพิเศษในทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของปี ซึ่งวันเกิดของกษัตริย์กลายเป็น “วันพ่อ” เพื่อตอกย้ำความเป็นพ่อของกษัตริย์ คนไทยไม่น้อยถือว่า 5 ธันวา เป็นวันที่พวกเขาจะใช้เวลากับพ่อบังเกิดเกล้าของพวกเขา รวมถึงอาจให้ของขวัญกับพ่อหรือกินอาหารมื้อพิเศษเพื่อทดแทนบุญคุณและเฉลิม ฉลอง “วันพ่อ” จนมีผลให้ แม้กระทั่งบางคนที่คิดว่าตนคิดเท่าทันสถาบันฯก็ยังถือว่า วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันพ่อไปโดยไม่รู้ตัวและโดยปริยาย ถึงแม้พวกเขาจะยืนยันว่า “พ่อ” ของเขามีเพียงคนเดียว ซึ่งได้แก่บิดาโดยสายเลือด ที่พวกเขาจะไปกราบใน “วันพ่อ” วันที่ 5 ธันวาคมอยู่ดี
 

Comments

Very thought-provoking, very

Very thought-provoking, very bold. Big cheers to Pi Pravit. You are polite to say the image of "godfather" has simply been transplanted. I simply think it got "imposed".

สำหรับผม และ

สำหรับผม และ มหาประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นั้น การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชนนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกวิตกทุกข์ร้อนแต่ประการใด.....จริยะวัตรที่พระองค์ท่านกระทำเพื่อมหาประชาชนนั้น

แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าของกระผมเอง ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้....และพ่อผมเอง ก็รู้สึกเช่นเดียวกับผม เช่นกัน...

แต่สำหรับประวิตร และผู้ที่อาจมีความคิดเห็นคล้อยตามประวิตร ผมต้องชี้แจงเพิ่มเติมซ้ำๆอีกหลายครั้งหลายหนว่า....

ในหลวงนั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะตามรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข กฏหมายรัฐธรรมนูญใดๆได้...

พระราชอำนาจนั้นหมดสิ้นไปตั้งแต่๒๔๗๕ และด้วยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ กฏหมายใดที่มีไว้เพื่อดำรงพระเกียรติยสแห่งประมุขของรัฐนั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฏร มาหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่องค์พระประมุขไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นช่วงปลอดอิทธิพลของสถาบันทางการเมืองโดยสิ้นเชิง....

อย่างไรก็ตามนักการเมืองรู่นปู่รุ่นพ่อเขาก็เข้าใจบทบาทของสถาบันในจิตใจมหาประชาชนได้ดี รู้จักรุกรู้จักรับเพียงพอที่จะคงไว้ซึ่งกฏหมายที่เป็นเหตุเป็นผลต่อสถาบันกษัตริย์ที่ ไม่ใช่อำนาจทั้งสามในระบอบการปกครองประชาธิปไตย....

หากประวิตรจะหาคนผิดในเรื่องการเปรียบกษัตริย์ประดุจพ่อ....ประวิตรก็ควรตำหนินักการเมือง ยุคนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะราษฏร.......

สำหรับในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่คุยหนักหนาว่ามีเสียงประชาชนสนับสนุนสิบห้าล้านเสียง มีเสียงมีที่นั่งในสภาเกินครึ่ง.....

ด้วยระบบการปกครองที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลงกกหมายใดๆก็สามารถใช้กระบวนการนิติบัญญัติเสนอกฏหมายเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสิ้น...

กฏหมายหมิ่น.ม.๑๑๒ก็แค่กฏหมายฉบับหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูยมาตราต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยนักการเมืองผู้แทนประชาชนในสภา....

นักข่าวอาวุโสอย่างประวิตรต้องทราบความจริงข้อนี้ดี แต่ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร

จึงเขียนบทความที่มีเนื้อหาแค่....

ตัวเองเป็นทุกข์เป็นร้อน กับการที่มหาประชาชนเขายอมรับการเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อ.........และตั้งข้อสงสัยต่อสถาบันกษัตริย์แบบงุบงิบอีแอบเช่นนี้

ทำไมไม่เขียนให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับทราบกันไปเลยว่า การที่สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ในสภาพใดๆในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป้นประมุขนั้น ขึ้นอยู่กับตัวบทกฏหมายในรัฐธรรมนูญที่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยสภาผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป....

นักการเมือง หรือนักข่าวอย่างประวิตร หรือประชาชนบางส่วน อยากให้เปรียบใครเป็นพ่อ ก็ทำได้ทั้งนั้นโดยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฏหมายรัฐธรรมนูญในสภา...ด้วยเสียงข้างมากอันมีอยู่แล้วในมือโดย รัฐบาลปัจจุบัน....

ดัวยเทคนิคการออกกฏหมายถือได้ว่า เป็นเรื่องไม่ยากในการทำพิธีการเพื่อเปลี่ยนแปลงกม.ต่างๆ..........

เรื่องที่ยากกว่า ซึ่งผมว่าประวิตรก็ทราบดี ก็คือ....

ปฏิกิริยาของมหาประชาชน ต่อผู้กระทำการอันใดอันมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของสถาบันกษัตริย์ในจิตใจของพวกเขา..........

รัฐบาลสิบห้าล้านเสียงเขาฉลาดพอที่จะรู้การควรไม่ควรอยู่....

แต่ผมว่า...

หน้าที่นักข่าวอย่างประวิตรนั้น ต้องหันไปเขียนจวกรัฐบาลและนักการเมืองครับ ที่ไม่ยอมทำตามสิ่งที่ประวิตและคนที่เห็นด้วยต้องการ

ไปอ้างอำมาตย์ ไปแขวะอำนาจตุลาการ.....ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น

ประเทศนี้ปกครองด้วยกฏหมาย Rule by Laws ตุลาการก็ตัดสินไปตามกฎหมายที่ประกาสใช้อยู่...

ในภาคปฏิบัติ..มีแต่รัฐบาลและสมาชิกสภาทั้งสองสภาเท่านั้นที่มีเอกสิทธิจะอนุมัติแก้ไขกฏหมายใดๆได้.........อยากจะแก้อะไรก็ไปกดดันเขา..

มหาประชาชนส่วนใหญ่นั้น อิ อิ อิ ทำได้แค่รอลงประชามติ หรือลงประชาทัณฑ์ ตามโอกาสอันควรแค่นั้นเอง..............

กษัตริย์ไม่ใช่พ่อของเราแต่เป็

กษัตริย์ไม่ใช่พ่อของเราแต่เป็นประมุขของรัฐมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตย
ควรกิจการงานไม่เกินนี้

เป็นเรื่องของคนที่มีปัญหากับพ

เป็นเรื่องของคนที่มีปัญหากับพ่อทางสายเลือด พ่อที่เลี้ยงดูอุ้มชูเรามา
แต่ลูกมีความเห็นผิด ไม่รู้จักบุญคุณ และหมิ่นน้ำใจผู้บังเกิดเกล้าของตัวเอง

ลูกไขว่คว้าหาพ่อในภาพฝัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตจริง

ชีวิตจริงซึ่งพ่อต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ประหยัดอดออม หารายได้มาเลี้ยงลูก
ชีวิตจริงซึ่งพ่อเป็นมนุษย์ปุถุชน มีเหน็ดเหนื่อย มีอารมณ์โกรธ-หงุดหงิด
ชีวิตจริงซึ่งพ่อทำหน้าที่เลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ดุด่าว่ากล่าวเรา

แต่ภาพฝันไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

ลูกไม่สามารถรักพ่อในชีวิตจริงได้ตามมาตรฐานของสังคม
จึงไขว่คว้าหาภาพฝันมาไว้รักเทิดทูนบูชา เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดี.

ประวิตร โรจนพฤกษ์

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ไปกันใหญ่แล้วคุณ
ขอยกตัวอย่างข้างบ้านแล้วกัน

มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง มีลูกหลายคน แต่มีลูกคนหนึ่งที่ชาวบ้านรักมาก
ก็เลยเรียกผู้ใหญ่บ้านตามลูกสาวว่า พ่อ
ส่วนย่าของลูกสาวนั้น ชาวบ้านก็เรียก ย่า ตามลูกสาวเช่นกัน

ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ชาวบ้านเรียกตามที่ลูกผู้ใหญ่บ้านเรียก

เรื่องมีเพียงเท่านี้จริงๆ

ส่วนวันพ่อวันแม่ ก็ถือว่าดี ลูกๆจะได้คิดถึงคนที่เลี้ยงดูมาเติบใหญ่
การกำหนดเอาวันใดวันหนึ่งที่ถือเป็นมงคล ก็เพื่อความพร้อมเพรียงกัน
เหมือนกับการถือฤกษ์ยามนั่นแหละ เป็นอุบายให้คนตรงต่อเวลาในกิจสำคัญ

เมืองไทยของเรา ไม่เข้มแข็งด้านกฎหมาย จึงมีการลูบหน้าปะจมูก
เพราะสังคมไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่เข้มแข็งมาก มีความมั่นคงยิ่งกว่าการใช้กฎหมาย

ประเทศที่เข้มงวดด้วยกฎหมายเพื่อรักษาสังคม มักมีแต่ความขัดแย้งกัน
ลงท้ายก็เอาชนะกันด้วยกฎหมาย

โลกนี้มันไม่สมประกอบไปเสียทั้งหมดหรอก
ขนาดฝันหวาน
ยังต้องสะดุ้งตื่นลุกขึ้นไปฉี่

เป็นการอธิบายได้ดีถึงวิธีการท

เป็นการอธิบายได้ดีถึงวิธีการทำให้ประชาชนเชื่อฟัง และว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ เคารพอย่างไม่ขัดข้องใจ ตามประเพณีไทย

4people

[quote=4people]เป็นการอธิบายได้ดีถึงวิธีการทำให้ประชาชนเชื่อฟัง และว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ เคารพอย่างไม่ขัดข้องใจ ตามประเพณีไทย[/quote]

หน้าหนาวปีนี้ น่าไปแอ่วเมืองเหนือ
นอกจากดอยอินทนนท์ดูแม่คะนิ้ง ก็มีดอยหลวงเชียงดาว ภูชี้ฟ้า
และที่ไม่าพลาด คือ

เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวง และอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้

แล้วจะได้รู้ว่า ชาวบ้านเสื้อสีทั้งเจ็ด ได้รับประโยชน์เลี้ยงชีวิตมากน้อยเพียงไหน

ใครเป็นผู้ทำให้เกิดแหล่งน้ำเหล่านี้ขึ้นมา

ผืนดินที่เคยปลูกฝิ่น วันนี้กลายเป็นแปลงผักผลไม้
ป่าไม้เจริญงอกงาม มีคุณประโยชน์ต่อระบบนิเวศ

หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราไม่เคยรู้ หรือ มองข้าม หรืออื่นใด

หลายสิ่งหลายอย่างที่มีผู้ทำในสิ่งที่ดีต่อแผ่นดินและประชาชน ยิ่งกว่านายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ

ความรัก หรือ ความเคารพ เป็นเรื่องภายในจิตใจ
แสดงออกก็ได้ ไม่แสดงออกก็ได้

เช่นเดียวกับความรู้สึกดูหมิ่นและความเกลียดชัง
เป็นเรื่องภายในจิตใจ
แสดงออกก็ได้ ไม่แสดงออกก็ได้

ท่านมีเสรีภาพในการแสดงออก และน่าจะคิดเองได้ว่า แสดงออกสิ่งไหนได้ผลอย่างไร

Maximus wrote:4people

[quote=Maximus][quote=4people]เป็นการอธิบายได้ดีถึงวิธีการทำให้ประชาชนเชื่อฟัง และว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ เคารพอย่างไม่ขัดข้องใจ ตามประเพณีไทย[/quote]

หน้าหนาวปีนี้ น่าไปแอ่วเมืองเหนือ
นอกจากดอยอินทนนท์ดูแม่คะนิ้ง ก็มีดอยหลวงเชียงดาว ภูชี้ฟ้า
และที่ไม่าพลาด คือ

เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวง และอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้

แล้วจะได้รู้ว่า ชาวบ้านเสื้อสีทั้งเจ็ด ได้รับประโยชน์เลี้ยงชีวิตมากน้อยเพียงไหน

ใครเป็นผู้ทำให้เกิดแหล่งน้ำเหล่านี้ขึ้นมา

ผืนดินที่เคยปลูกฝิ่น วันนี้กลายเป็นแปลงผักผลไม้
ป่าไม้เจริญงอกงาม มีคุณประโยชน์ต่อระบบนิเวศ

หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราไม่เคยรู้ หรือ มองข้าม หรืออื่นใด

หลายสิ่งหลายอย่างที่มีผู้ทำในสิ่งที่ดีต่อแผ่นดินและประชาชน ยิ่งกว่านายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ

ความรัก หรือ ความเคารพ เป็นเรื่องภายในจิตใจ
แสดงออกก็ได้ ไม่แสดงออกก็ได้

เช่นเดียวกับความรู้สึกดูหมิ่นและความเกลียดชัง
เป็นเรื่องภายในจิตใจ
แสดงออกก็ได้ ไม่แสดงออกก็ได้

ท่านมีเสรีภาพในการแสดงออก และน่าจะคิดเองได้ว่า แสดงออกสิ่งไหนได้ผลอย่างไร[/quote]

การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่คุณอ้าง ต้องขอบคุณชาวบ้านท้องถิ่นที่ช่วยกันทำให้เกิดขึ้น เพราะ คงไม่มีใครที่สามารถทำให้เกิดการเปลียนแปลงที่ว่าโดยลำพังได้แน่ๆ

ขอบคุณประชาชนผู้เสียภาษี ที่จ่ายถาษี เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ

ใช่ รัก หรือเกลียดเป็นเสรีภาพ แล้วทำไมจึงมีไอ้โง่ คอยจับคนติดคุกด้วยข้อหาที่ไม่ชอบใครสักคน

ประเทศนี้ที่เจริญมาทุกวันนี้ เพราะ ความร่วมมือของประชาชนในการร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะตามแนวทางของผู้นำที่ฉลาด มีวิสัยทัศน์

และ ผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงต่างชาติ ก็โดนไล่ออกจากประเทศแล้ว ด้วยฝีมือใครก็ไม่รู้ ช่างเลวทรามสิ้นดี

Maximus wrote:4people

[quote=Maximus][quote=4people]เป็นการอธิบายได้ดีถึงวิธีการทำให้ประชาชนเชื่อฟัง และว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ เคารพอย่างไม่ขัดข้องใจ ตามประเพณีไทย[/quote]

หน้าหนาวปีนี้ น่าไปแอ่วเมืองเหนือ
นอกจากดอยอินทนนท์ดูแม่คะนิ้ง ก็มีดอยหลวงเชียงดาว ภูชี้ฟ้า
และที่ไม่าพลาด คือ

เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวง และอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้

แล้วจะได้รู้ว่า ชาวบ้านเสื้อสีทั้งเจ็ด ได้รับประโยชน์เลี้ยงชีวิตมากน้อยเพียงไหน

ใครเป็นผู้ทำให้เกิดแหล่งน้ำเหล่านี้ขึ้นมา

ผืนดินที่เคยปลูกฝิ่น วันนี้กลายเป็นแปลงผักผลไม้
ป่าไม้เจริญงอกงาม มีคุณประโยชน์ต่อระบบนิเวศ

หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราไม่เคยรู้ หรือ มองข้าม หรืออื่นใด

หลายสิ่งหลายอย่างที่มีผู้ทำในสิ่งที่ดีต่อแผ่นดินและประชาชน ยิ่งกว่านายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ

ความรัก หรือ ความเคารพ เป็นเรื่องภายในจิตใจ
แสดงออกก็ได้ ไม่แสดงออกก็ได้

เช่นเดียวกับความรู้สึกดูหมิ่นและความเกลียดชัง
เป็นเรื่องภายในจิตใจ
แสดงออกก็ได้ ไม่แสดงออกก็ได้

ท่านมีเสรีภาพในการแสดงออก และน่าจะคิดเองได้ว่า แสดงออกสิ่งไหนได้ผลอย่างไร[/quote]

การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่คุณอ้าง ต้องขอบคุณชาวบ้านท้องถิ่นที่ช่วยกันทำให้เกิดขึ้น เพราะ คงไม่มีใครที่สามารถทำให้เกิดการเปลียนแปลงที่ว่าโดยลำพังได้แน่ๆ

ขอบคุณประชาชนผู้เสียภาษี ที่จ่ายถาษี เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ

ใช่ รัก หรือเกลียดเป็นเสรีภาพ แล้วทำไมจึงมีไอ้โง่ คอยจับคนติดคุกด้วยข้อหาที่ไม่ชอบใครสักคน

ประเทศนี้ที่เจริญมาทุกวันนี้ เพราะ ความร่วมมือของประชาชนในการร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะตามแนวทางของผู้นำที่ฉลาด มีวิสัยทัศน์

และ ผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงต่างชาติ ก็โดนไล่ออกจากประเทศแล้ว ด้วยฝีมือใครก็ไม่รู้ ช่างเลวทรามสิ้นดี

อย่ามายัดเยียด กรูไม่ใช่ทาส

อย่ามายัดเยียด กรูไม่ใช่ทาส ไม่ใช่วัว ไม่ใชาควาย กรูเป็นคนไม่ใช่เดียรัจฉาน
กรูมีพ่อคนเดียว บิดาโดยสายเลือด คนอื่นมันตัวปลอม แอบอ้าง ใครหือถูกยัดเข้าคุกสถานเดียว

ชาวบ้าน-1

[quote=ชาวบ้าน-1]เป็นเรื่องของคนที่มีปัญหากับพ่อทางสายเลือด พ่อที่เลี้ยงดูอุ้มชูเรามา
แต่ลูกมีความเห็นผิด ไม่รู้จักบุญคุณ และหมิ่นน้ำใจผู้บังเกิดเกล้าของตัวเอง

ลูกไขว่คว้าหาพ่อในภาพฝัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตจริง

ชีวิตจริงซึ่งพ่อต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ประหยัดอดออม หารายได้มาเลี้ยงลูก
ชีวิตจริงซึ่งพ่อเป็นมนุษย์ปุถุชน มีเหน็ดเหนื่อย มีอารมณ์โกรธ-หงุดหงิด
ชีวิตจริงซึ่งพ่อทำหน้าที่เลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ดุด่าว่ากล่าวเรา

แต่ภาพฝันไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

ลูกไม่สามารถรักพ่อในชีวิตจริงได้ตามมาตรฐานของสังคม
จึงไขว่คว้าหาภาพฝันมาไว้รักเทิดทูนบูชา เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดี.[/quote]

ในฐานะที่เป็นพ่อคน อยากบอกว่าถ้าตัวเองทำผิดพลาดไป แล้วลูกตำหนิได้เป็นสิ่งที่ลูกควรทำ
การที่ลูกเมียตำหนิพ่อหรือผัวได้ เป็นการคุมประพฤติพ่อให้อยู่ในร่องในรอย

พ่อที่ดีอย่างผมไม่กลัวถูกลูกตำหนิ ก็เพราะผมไม่ประพฤติในสิ่งที่น่าตำหนิ
การที่ผมทำหน้าที่พ่อดีเพียงใด ผมหวังเพียงว่าลูกจะเอาเป็นตัวอย่าง ทำหน้าที่นี้ต่อหลานของผม
ลูกสำนึกในบุญคุณของผมนั้นดีแล้ว เป็นมงคลแก่ตัว แต่ถ้าลูกคนไหนจะสำนึกในบุญคุณของพ่อมากเป็นพิเศษ แล้วไปตั้งกฎห้ามตำหนิพ่ออย่างคนจีนในหนังกำลังภายใน ก็จะบอกลูกคนนั้นว่าลูกไม่คิดจะตำหนิพ่อเลยก็ไม่เป็นไร แต่อย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ห้ามใคร ๆ ทำอย่างนั้น

สุดท้ายผู้ปกครองก็ต้องอาศัยปร

สุดท้ายผู้ปกครองก็ต้องอาศัยประชาชนเป็นผู้ลงมือกระทำ เพราะลำพังก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ดั้งนั้นถ้าหากประชาชนเค้าไม่เอาคุณแล้ว คุณจะอยู่ได้อย่างสะบายใจหรือ?

ถ้าเป็นเอามากอาการหนักเอาการ5

ถ้าเป็นเอามากอาการหนักเอาการ5555 โทษที่คณะราษฎร์เถอะประวิตรว่าทำไม่ไม่เปลียนการปกครองไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ตามที่ประวิตรต้องการ เพราะใจผมมันต้องการแบบนั้น แต่ไม่แสดงออก.........เลยเอาแม้วมาเป็นพวก
คุณเดินนำหน้าพร้อมไอใจคนขี้ขลาดหรือเปล่า
ออกจากนักข่าวแล้วมานำหน้าเดินแถวหน้า
ไม่น่าละ ............... ก็ไม่ต่างอะไรกับไอพวกขี้ขลาดนักเลงหน้าหน้าคอมหลอกใช้ไอเต้นไอตู่อีดาไอเหวง แต่ผมไม่นำครับเพราะเอกสิทธิ์นักข่าวมันคลุมครองผมอยู่ ผมก็กลัวตายเหมือนกัน

มะนุดมะนา

[quote=มะนุดมะนา]อย่ามายัดเยียด กรูไม่ใช่ทาส ไม่ใช่วัว ไม่ใชาควาย กรูเป็นคนไม่ใช่เดียรัจฉาน
กรูมีพ่อคนเดียว บิดาโดยสายเลือด คนอื่นมันตัวปลอม แอบอ้าง ใครหือถูกยัดเข้าคุกสถานเดียว[/quote]

ตามนั้นครับ คือความจริง

มีพ่อ กับเค้า รักพ่อ เถิดทูล

มีพ่อ กับเค้า รักพ่อ เถิดทูล พ่อ ย่ามาว่วพ่อเราไม่ดี พ่อเรา ถึงแม้ไม่ดีในสายตาใครหลายคน แต่เราก็รัก

ตอนนี้พ่อต้องทำนาอยู่ที่บ้านนอก น้ำเพิ่งลด
เหนื่อยมาก ใครอย่ามาแอบอ้างว่าเป็นพ่อเราอีก

มีพ่อคนเดี่ยวรักที่สุด

ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื

ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

.ประชาชนผู้เชื่อว่า

.ประชาชนผู้เชื่อว่า กษัตริย์คือพ่อหลวงของพวกเขา มองความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชน ผ่านแว่นตาของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก เกิดความผูกพันพึ่งพิงทางความคิดและจิตใจ และเสริมสร้างความรู้สึกในหมู่ประชาชน (ลูกๆ) ว่าการคิดเท่าทัน วิจารณ์ หรือไม่รักกษัตริย์ (พ่อ) นั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ เป็นการกระทำที่เลว อกตัญญู เช่นนี้แล้ว มาตรา 112 จึงกลายเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง “พ่อ-แม่” ไปโดยปริยาย"

วิจารณ์ได้ครับ ด้วยเหตุด้วยผล ทุกวันนี้ คนที่อยากล้มล้าง วิจารณ์แบบไม่มีเหตุมีผล ใช้อารมณ์ หยุดสร้างความเกลียดชังเถอะครับ

อีกคำที่ผมได้ยินบ่อยๆคือ "ความเท่าเทียม" ใครมีความรู็้บอกผมหน่อยได้มั้ยว่า คุณต้องการให้อะไรเท่าเทียมกับอะไร แล้วยังไงคุณถึงจะพอใจในความเท่าเทียม มีหลายอย่างในชีวิตที่ควรทำครับ ถ้าวันๆเอาแต่จะล้มล้าง ทำลายคนนู็น คนนี้ เพื่อความเท่าเทียม ผมว่า ความเท่าเทียมที่คุณได้คือของปลอมครับ กลับมาพัฒนาตัวเอง ดีกว่าที่จะ แบบมือ เรียกร้องเอาจากคนอื่น เถอะครับ

รอยต่อ

[quote=รอยต่อ]ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง[/quote]

ไม่เป็นไรครับ ไม่รักไม่มีใครว่า แต่หยุดไม่พอใจกับคนที่เขารัก จะดีกว่ามั้ง?

เรื่อง Propaganda ผมเห็นเยอะมากครับ โดยเฉพาะจากฝั้งที่จะล้มล้างสถาบันเนี้ย

4people

[quote=4people]สุดท้ายผู้ปกครองก็ต้องอาศัยประชาชนเป็นผู้ลงมือกระทำ เพราะลำพังก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ดั้งนั้นถ้าหากประชาชนเค้าไม่เอาคุณแล้ว คุณจะอยู่ได้อย่างสะบายใจหรือ?[/quote]

ผมว่าคุณเข้าใจประเด็นดีนะครับ เพราะประชาชนรักและศรัทธาในความดีของประมุขของเขา สถาบันถึงตั้งมั่นอยู่แบบนี้ไงครับ ไม่แน่ใจว่าปัญหา ความขับข้องใจของคุณคืออะไรเหรอครับ?

M-DER wrote:รอยต่อ

[quote=M-DER][quote=รอยต่อ]ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง[/quote]

ไม่เป็นไรครับ ไม่รักไม่มีใครว่า แต่หยุดไม่พอใจกับคนที่เขารัก จะดีกว่ามั้ง?

เรื่อง Propaganda ผมเห็นเยอะมากครับ โดยเฉพาะจากฝั้งที่จะล้มล้างสถาบันเนี้ย[/quote]

ขอชี้แจงเพิ่มเติมครับ

ผมเข้าใจและเห็นใจคนที่รักในหลวงอย่างยิ่งครับ ญาติผมจำนวนมากก็รักในหลวงอย่างลึกซึ้ง

ส่วนข้อที่ว่าการ Propaganda นั้น ผมยิ่งเห็นด้วยอย่างมากว่าใครๆก็ทำกัน วงการตลาด วงการเมือง คอมมิวนิสต์ แต่ที่ผมพอจะรู้สึกไม่เข้าทีอยู่ ก็ตรงที่เวลาใคร Propaganda เรื่องอะไรเขาก็ใช้ทรัพยากรของคนนั้น จะบังคับกันก็บังคับเฉพาะคนที่กินเงินเดือนจากคนนั้น

วันก่อนมีคนลอกราชกิจจาเรื่องค่าใช้จ่ายมาลง หากเป็นไปได้อยากให้ลงอีกที

ประเด็นของผมคือ เงินภาษีถูกใช้จ่ายเพื่อกิจการของวังมากเกินไป- ไม่ใช่ไม่ให้ใช้นะครับ ในฐานะประมุขของประเทศที่คนจำนวนมากยังลำบากอยู่ ความเห็นผมคือมากเกินไป

อีกประเด็นคือขออย่าบังคับกัน อย่างที่บอกเวลาย้อนนึกตอนเป็นนักเรียน มันตลกสิ้นดี

ส่วนเสื้อแดง จะหาเงินมาจากทักษิณคนเดียว หรือจากใครก็ตาม มาใช้จ่ายเพื่อ propaganda ปีละสักหมื่นล้าน ผมก็ไม่เดือดร้อนครับ

สมมุติว่าผมไม่รักพ่อ...แล้วผม

สมมุติว่าผมไม่รักพ่อ...แล้วผมก็กลายเป็นคนบาป
สมมุติว่าชาติหน้ามีจริง...ตายไปผมต้องตกนรก
แล้วผมต้องไปเกิดใหม่...เป็นตัวแมลง...

มีแมลงสองแบบให้ไปเลือกเกิด...

แมลงแบบหนึ่งสมัครสมานสามัคคีกันอย่างเยี่ยมยอด
อยู่รวมกันเป็นรัง มีแบบแผนการแบ่งงานที่ชัดเจน
แมลงทุกตัวขยันขันแข็ง และยอมตายเพื่อปกป้องรังได้ทุกเมื่อ
ดูเป็นสังคมในฝัน ดูดี น่าชื่นชมเนาะ

แมลงอีกแบบหนึ่ง...ดำรงชีวิตอย่างอิสระเสรี ไม่มีรัง ไม่มีขอบเขต
มันชอบบินเป็นฝูงๆ ตามท้องทุ่ง ท้องไร่ท้องนา...ก็ดูดีไปอีกแบบ

เอ...ผมจะเลือกเกิดเป็นแมลงแบบไหนดี?

แต่เชื่อเหอะ...บางคนมันอาจจะบอกให้ผมเป็นคะวายแทน
ถ้าผมได้เป็นคะวาย...สงสัยผมต้องเป็นคะวายบ้า ไล่ขวิดหะอ๋ำมัน...แฮ่

รอยต่อ wrote:M-DER

[quote=รอยต่อ][quote=M-DER][quote=รอยต่อ]ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง[/quote]

ไม่เป็นไรครับ ไม่รักไม่มีใครว่า แต่หยุดไม่พอใจกับคนที่เขารัก จะดีกว่ามั้ง?

เรื่อง Propaganda ผมเห็นเยอะมากครับ โดยเฉพาะจากฝั้งที่จะล้มล้างสถาบันเนี้ย[/quote]

ขอชี้แจงเพิ่มเติมครับ

ผมเข้าใจและเห็นใจคนที่รักในหลวงอย่างยิ่งครับ ญาติผมจำนวนมากก็รักในหลวงอย่างลึกซึ้ง

ส่วนข้อที่ว่าการ Propaganda นั้น ผมยิ่งเห็นด้วยอย่างมากว่าใครๆก็ทำกัน วงการตลาด วงการเมือง คอมมิวนิสต์ แต่ที่ผมพอจะรู้สึกไม่เข้าทีอยู่ ก็ตรงที่เวลาใคร Propaganda เรื่องอะไรเขาก็ใช้ทรัพยากรของคนนั้น จะบังคับกันก็บังคับเฉพาะคนที่กินเงินเดือนจากคนนั้น

วันก่อนมีคนลอกราชกิจจาเรื่องค่าใช้จ่ายมาลง หากเป็นไปได้อยากให้ลงอีกที

ประเด็นของผมคือ เงินภาษีถูกใช้จ่ายเพื่อกิจการของวังมากเกินไป- ไม่ใช่ไม่ให้ใช้นะครับ ในฐานะประมุขของประเทศที่คนจำนวนมากยังลำบากอยู่ ความเห็นผมคือมากเกินไป

อีกประเด็นคือขออย่าบังคับกัน อย่างที่บอกเวลาย้อนนึกตอนเป็นนักเรียน มันตลกสิ้นดี

ส่วนเสื้อแดง จะหาเงินมาจากทักษิณคนเดียว หรือจากใครก็ตาม มาใช้จ่ายเพื่อ propaganda ปีละสักหมื่นล้าน ผมก็ไม่เดือดร้อนครับ[/quote]
เห็นภาพเลยครับ การบังคับให้รักให้ศรัทธาด้วยอัฐยายซื้อขนมยาย...

เออนะ ไอ้เรื่อง praproganda

เออนะ ไอ้เรื่อง praproganda ที่ว่ามาผมเองก้อเห็นมานานแล้วเหมือน แต่มาจากฝั่งในวังมากกว่า เอียนมานานแร๊ะ แต่ก้อโดนยัดยียดเสมอมาและคงจะยัดเยียดให้รักต่อไปอีกสองชั่วโคตรกระมัง

พวกมรึงก็ไปอยู่ที่อื่นดิ ที่ๆ

พวกมรึงก็ไปอยู่ที่อื่นดิ
ที่ๆ มีแต่ความเท่าเทียม ไม่ต้องมีพ่อหลวง
ไอ่สัดหมา ระยำ พ่อท่านทำเพื่อคนไทยตั้งเท่าไหร่ ยังมีหน้า(ส้นตีน) มาวิจารณ์กันอีก
ถ้าเปนพวกมรึง มรึงมีเงิน มรึงมีข้ารับใช้ ได้อยู่ในวัง
พวกมรึงจะมาลำบากแบบนี้มั๊ย กรูถามหน่อยเถอะ สาดดดด โพสท์กัน ไม่ได้คิดเลย
เอาหัวนิ้วตีนคิดหรือไงว่ะ แมร่ง มีหัวไว้กันหูติดกันเฉยๆ นี่หว่า

รักในหลวงโว้ย แล้วใครจะทำไม

เป็นไงล่ะ...สังคมไทยภูมิใจนัก

เป็นไงล่ะ...สังคมไทยภูมิใจนักหนามิใช่หรือ ที่เอาชนะลัทธิคอมมิวนิสต์ได้
แต่เป็นชัยชนะกำมะลอ.... เพราะตอนเรียนดันไปลอกการบ้านพี่เบิ้มซะนี่! แถมยังหลงตัวเองว่าเป็นตย.ของประเทศปชต.โลกที่สามอีกด้วย

ตอนนี้ดช.ปทท.ก็เลยต้องวนเวียนเรียนซ้ำชั้น วิชาประวัติศาตร์ที่เพิ่งสร้าง,การเมืองนอกสภาขวาพิฆาตซ้าย,ศักดินาสิบพ่อค้าหนึ่งพระยาเลี้ยง,ชนชั้นสี่วินาทีที่คูหา โปรปากันดากีฬาสีไม่เลือกเราเขามาแน่ ฯลฯ

ถึงแม้จะไม่มีแม้ว....วันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี

คุณฟักกลิ้ง คุณกำลังหมิ่นแบบแนบเนียนอยู่นะ....เอาท่านไปเกลือกกลั้วกับคำหยาบคายอย่างนั้นได้ไง! จะแกล้งกันหรือ?

-มันแค่การเปรียบเทียบของคนบาง

-มันแค่การเปรียบเทียบของคนบางกลุ่มบางพวกบางคน แต่ถ้าบางคนเขาไม่ได้เปรียบเทียบแบบนั้นก็ไม่มีสิทธิไปว่าเขาไม่รักไม่ได้ จะเปรียบเทียบแบบไหนไม่สำคัญเท่าต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและต้องตรวจสอบได้ เหมือนที่ ส.สิวาลักษณ์ บอกสถาบันกษัติย์และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัติย์ของไทยตรวจสอบไม่ได้

Cocoon

[quote=Cocoon]เป็นไงล่ะ...สังคมไทยภูมิใจนักหนามิใช่หรือ ที่เอาชนะลัทธิคอมมิวนิสต์ได้
แต่เป็นชัยชนะกำมะลอ.... เพราะตอนเรียนดันไปลอกการบ้านพี่เบิ้มซะนี่! แถมยังหลงตัวเองว่าเป็นตย.ของประเทศปชต.โลกที่สามอีกด้วย

ตอนนี้ดช.ปทท.ก็เลยต้องวนเวียนเรียนซ้ำชั้น วิชาประวัติศาตร์ที่เพิ่งสร้าง,การเมืองนอกสภาขวาพิฆาตซ้าย,ศักดินาสิบพ่อค้าหนึ่งพระยาเลี้ยง,ชนชั้นสี่วินาทีที่คูหา โปรปากันดากีฬาสีไม่เลือกเราเขามาแน่ ฯลฯ

ถึงแม้จะไม่มีแม้ว....วันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี

คุณฟักกลิ้ง คุณกำลังหมิ่นแบบแนบเนียนอยู่นะ....เอาท่านไปเกลือกกลั้วกับคำหยาบคายอย่างนั้นได้ไง! จะแกล้งกันหรือ?[/quote]

คุณ Cocoon

ผมขอโทษที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น

ผมไม่เคยเลย แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ที่จะคิดแบบนั้น

Fucking Red Shirt

[quote=Fucking Red Shirt]พวกมรึงก็ไปอยู่ที่อื่นดิ
ที่ๆ มีแต่ความเท่าเทียม ไม่ต้องมีพ่อหลวง
ไอ่สัดหมา ระยำ พ่อท่านทำเพื่อคนไทยตั้งเท่าไหร่ ยังมีหน้า(ส้นตีน) มาวิจารณ์กันอีก
ถ้าเปนพวกมรึง มรึงมีเงิน มรึงมีข้ารับใช้ ได้อยู่ในวัง
พวกมรึงจะมาลำบากแบบนี้มั๊ย กรูถามหน่อยเถอะ สาดดดด โพสท์กัน ไม่ได้คิดเลย
เอาหัวนิ้วตีนคิดหรือไงว่ะ แมร่ง มีหัวไว้กันหูติดกันเฉยๆ นี่หว่า

รักในหลวงโว้ย แล้วใครจะทำไม[/quote]
อยากถามว่า รักโดยไม่มีเงื่อนไข เลยรวมไปถึงคนอื่นใกล้ๆ ท่านด้วยทุกท่านทุกคนไหม? ถ้าน่ารักก็รัก ถ้าไม่น่ารักไม่น่าเคารพ จำเป็นต้องรักเพราะถูกสั่งให้รักไปชั่วลูกชั่วหลานไหม? ก็เผอิญไม่ได้เป็นคนที่ใช้หัวนิ้วตีนคิดแทนสมองจริงๆ น่ะแหละ เลยสงสัยได้ และเลยสงสัยว่า มีสิทธิ์คิดมีสิทธิสงสัยไหม?
ทองแท้ไม่ควรจะกลัวแพ้ไฟ ถ้าดีก็ปล่อยให้ความดี (จริง) ชนะเสียงวิจารณ์เองด้วยตัวของมันเอง จะสง่างามกว่าบังคับกันไหม?

การพัฒนาประเทศ

การพัฒนาประเทศ ใครๆที่มีความรู้ มีความตั้งใจที่ดี มีวิสัยทรรศ์ ก็ทำได้ทุกคน ช่วยกันทำได้ทุกคน ไม่ต้องมารอคนๆเดียวหรอก และเมื่อทำแล้วผลก็เกิดขึ้นกับทุกๆคน สามัคคีกัน ช่วยกัน ประเทศชาติก็เจริญ ไม่ใช่เกิดมาจากคนๆเดียว รอคนๆเดียว หวังไว้กับคนๆเดียว เกิดคนที่เราหวังตายขึ้นมา ประเทศไม่ล่มจมหมดหรือ

รอยต่อ wrote:M-DER

[quote=รอยต่อ][quote=M-DER][quote=รอยต่อ]ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง[/quote]

ไม่เป็นไรครับ ไม่รักไม่มีใครว่า แต่หยุดไม่พอใจกับคนที่เขารัก จะดีกว่ามั้ง?

เรื่อง Propaganda ผมเห็นเยอะมากครับ โดยเฉพาะจากฝั้งที่จะล้มล้างสถาบันเนี้ย[/quote]

ขอชี้แจงเพิ่มเติมครับ

ผมเข้าใจและเห็นใจคนที่รักในหลวงอย่างยิ่งครับ ญาติผมจำนวนมากก็รักในหลวงอย่างลึกซึ้ง

ส่วนข้อที่ว่าการ Propaganda นั้น ผมยิ่งเห็นด้วยอย่างมากว่าใครๆก็ทำกัน วงการตลาด วงการเมือง คอมมิวนิสต์ แต่ที่ผมพอจะรู้สึกไม่เข้าทีอยู่ ก็ตรงที่เวลาใคร Propaganda เรื่องอะไรเขาก็ใช้ทรัพยากรของคนนั้น จะบังคับกันก็บังคับเฉพาะคนที่กินเงินเดือนจากคนนั้น

วันก่อนมีคนลอกราชกิจจาเรื่องค่าใช้จ่ายมาลง หากเป็นไปได้อยากให้ลงอีกที

ประเด็นของผมคือ เงินภาษีถูกใช้จ่ายเพื่อกิจการของวังมากเกินไป- ไม่ใช่ไม่ให้ใช้นะครับ ในฐานะประมุขของประเทศที่คนจำนวนมากยังลำบากอยู่ ความเห็นผมคือมากเกินไป

อีกประเด็นคือขออย่าบังคับกัน อย่างที่บอกเวลาย้อนนึกตอนเป็นนักเรียน มันตลกสิ้นดี

ส่วนเสื้อแดง จะหาเงินมาจากทักษิณคนเดียว หรือจากใครก็ตาม มาใช้จ่ายเพื่อ propaganda ปีละสักหมื่นล้าน ผมก็ไม่เดือดร้อนครับ[/quote]

โอเค ผมดีใจที่พูดกันด้วยเหตุและผลนะครับ

เรื่องเงินภาษี ผมอาจคิดต่างหน่อยครับ เงินภาษีมาจากประชาชนครับ และก็จะถูดจัดจ่ายออกไปในส่วนต่างๆเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งทางตรงและอ้อม ในความคิดผม ผมเชื่อว่าสถาบันมีความสำคัญครับ สถาบันทำให้คนในชาติเป็นปึกแผ่น รู็สึกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ สร้างสรร สิ่งต่างๆมากมาย คุณอาจเห็นต่างหรือจะว่าผมก็ได้นะครับ แต่ ความสามัคคีของคนในชาติ สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้เยอะมากครับ มองในมุมอรรถประโยชน์ ผมก็ยังเชื่อว่าสถาบันเป็นส่วนสำคัญและดำรงประโยชน์ให้คนโดยรวม นี่ยังไม่รวมถึงความรักของคนส่วนมากในชาติ ซึ่งผมเชื่อลึกๆว่าเขาก็พร้อมจะยอมให้สถาบันนำภาษีของเขาไปใช้ ส่วนการดำเนินการของรัฐบาลต่อพระราชพิธี ผมว่ารัฐบาลมาจากประชาชนนะครับ (โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบัน ที่หลายคนในนี้ชื่นชอบ) รัฐบาลก้ต้องคิดตริตรองว่า ทำไมสิ่งนี้ถึงได้สำคัญกับคนในชาติ การดำเนินการผ่านตัวแทนของประชาชน ก็ไม่น่าเสียหายอะไร

ส่วนเรื่องบังคับที่คุณประสบมาตอนยังเป็นเด็ก ผมก็อยากมองว่า ในชีวิตคนเรามีหลายเรื่องที่เราไม่ได้สนใจนักแต่ก็ต้องทำ เช่น ผมเคยถูกบังคับให้ต้องไปเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งผมอาจจะไม่ชอบก็ได้ หรือ คุณถูกบังคับให้ต้องขับรถชิดซ้ายเพื่อให้รถคณะรัฐมนตรีผ่านไป มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละครับ บางครั้งเราก็อาจไม่เข้าใจความสำคัญของมัน หรือ บางครั้งมันก็อยู๋ที่ว่าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากน้อยแค่ในที่จะไม่พอใจ มันอยู่ที่ทัศนคติ และ การใช้ชีวิตเชิงบวก ที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้ครับ

บางกอก wrote:สำหรับผม และ

[quote=บางกอก]สำหรับผม และ มหาประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นั้น การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชนนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกวิตกทุกข์ร้อนแต่ประการใด.....จริยะวัตรที่พระองค์ท่านกระทำเพื่อมหาประชาชนนั้น

แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าของกระผมเอง ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้....และพ่อผมเอง ก็รู้สึกเช่นเดียวกับผม เช่นกัน...

แต่สำหรับประวิตร และผู้ที่อาจมีความคิดเห็นคล้อยตามประวิตร ผมต้องชี้แจงเพิ่มเติมซ้ำๆอีกหลายครั้งหลายหนว่า....

ในหลวงนั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะตามรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข กฏหมายรัฐธรรมนูญใดๆได้...

พระราชอำนาจนั้นหมดสิ้นไปตั้งแต่๒๔๗๕ และด้วยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ กฏหมายใดที่มีไว้เพื่อดำรงพระเกียรติยสแห่งประมุขของรัฐนั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฏร มาหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่องค์พระประมุขไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นช่วงปลอดอิทธิพลของสถาบันทางการเมืองโดยสิ้นเชิง....

อย่างไรก็ตามนักการเมืองรู่นปู่รุ่นพ่อเขาก็เข้าใจบทบาทของสถาบันในจิตใจมหาประชาชนได้ดี รู้จักรุกรู้จักรับเพียงพอที่จะคงไว้ซึ่งกฏหมายที่เป็นเหตุเป็นผลต่อสถาบันกษัตริย์ที่ ไม่ใช่อำนาจทั้งสามในระบอบการปกครองประชาธิปไตย....

หากประวิตรจะหาคนผิดในเรื่องการเปรียบกษัตริย์ประดุจพ่อ....ประวิตรก็ควรตำหนินักการเมือง ยุคนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะราษฏร.......

สำหรับในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่คุยหนักหนาว่ามีเสียงประชาชนสนับสนุนสิบห้าล้านเสียง มีเสียงมีที่นั่งในสภาเกินครึ่ง.....

ด้วยระบบการปกครองที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลงกกหมายใดๆก็สามารถใช้กระบวนการนิติบัญญัติเสนอกฏหมายเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสิ้น...

กฏหมายหมิ่น.ม.๑๑๒ก็แค่กฏหมายฉบับหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูยมาตราต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยนักการเมืองผู้แทนประชาชนในสภา....

นักข่าวอาวุโสอย่างประวิตรต้องทราบความจริงข้อนี้ดี แต่ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร

จึงเขียนบทความที่มีเนื้อหาแค่....

ตัวเองเป็นทุกข์เป็นร้อน กับการที่มหาประชาชนเขายอมรับการเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อ.........และตั้งข้อสงสัยต่อสถาบันกษัตริย์แบบงุบงิบอีแอบเช่นนี้

ทำไมไม่เขียนให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับทราบกันไปเลยว่า การที่สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ในสภาพใดๆในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป้นประมุขนั้น ขึ้นอยู่กับตัวบทกฏหมายในรัฐธรรมนูญที่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยสภาผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป....

นักการเมือง หรือนักข่าวอย่างประวิตร หรือประชาชนบางส่วน อยากให้เปรียบใครเป็นพ่อ ก็ทำได้ทั้งนั้นโดยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฏหมายรัฐธรรมนูญในสภา...ด้วยเสียงข้างมากอันมีอยู่แล้วในมือโดย รัฐบาลปัจจุบัน....

ดัวยเทคนิคการออกกฏหมายถือได้ว่า เป็นเรื่องไม่ยากในการทำพิธีการเพื่อเปลี่ยนแปลงกม.ต่างๆ..........

เรื่องที่ยากกว่า ซึ่งผมว่าประวิตรก็ทราบดี ก็คือ....

ปฏิกิริยาของมหาประชาชน ต่อผู้กระทำการอันใดอันมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของสถาบันกษัตริย์ในจิตใจของพวกเขา..........

รัฐบาลสิบห้าล้านเสียงเขาฉลาดพอที่จะรู้การควรไม่ควรอยู่....

แต่ผมว่า...

หน้าที่นักข่าวอย่างประวิตรนั้น ต้องหันไปเขียนจวกรัฐบาลและนักการเมืองครับ ที่ไม่ยอมทำตามสิ่งที่ประวิตและคนที่เห็นด้วยต้องการ

ไปอ้างอำมาตย์ ไปแขวะอำนาจตุลาการ.....ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น

ประเทศนี้ปกครองด้วยกฏหมาย Rule by Laws ตุลาการก็ตัดสินไปตามกฎหมายที่ประกาสใช้อยู่...

ในภาคปฏิบัติ..มีแต่รัฐบาลและสมาชิกสภาทั้งสองสภาเท่านั้นที่มีเอกสิทธิจะอนุมัติแก้ไขกฏหมายใดๆได้.........อยากจะแก้อะไรก็ไปกดดันเขา..

มหาประชาชนส่วนใหญ่นั้น อิ อิ อิ ทำได้แค่รอลงประชามติ หรือลงประชาทัณฑ์ ตามโอกาสอันควรแค่นั้นเอง..............[/quote]

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคณะราษฎรตรงไหน กม. หมิ่นฉบับนี้เป็นผลมาจากรัฐบาลเผด็จการธานินทร์ กรัยวิเชียร

เม็นข้างต้นมีถูกอยู่หนึ่ง คือ คำว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับได้กับการเปรียบเทียบกษัตริย์เป็นพ่อ อย่างไรก็ดี มีประชาชนส่วนใหญ่ (ในท่ามกลางการโปรประกันด้า และการใช้กม. ที่บังคับให้รักพ่อ) เห็นว่า ควรยกเลิก มาตรา 112 เพราะมันถูกใช้ทำร้ายคนที่มีความเห็นต่าง

พจนา wrote:การพัฒนาประเทศ

[quote=พจนา]การพัฒนาประเทศ ใครๆที่มีความรู้ มีความตั้งใจที่ดี มีวิสัยทรรศ์ ก็ทำได้ทุกคน ช่วยกันทำได้ทุกคน ไม่ต้องมารอคนๆเดียวหรอก และเมื่อทำแล้วผลก็เกิดขึ้นกับทุกๆคน สามัคคีกัน ช่วยกัน ประเทศชาติก็เจริญ ไม่ใช่เกิดมาจากคนๆเดียว รอคนๆเดียว หวังไว้กับคนๆเดียว เกิดคนที่เราหวังตายขึ้นมา ประเทศไม่ล่มจมหมดหรือ[/quote]

มรึงก็ไปถามพ่อมรึงซึ ว่าประเทศชาติจะล่มจมมั๊ย

“พระมหากษัตริย์เป็นพ่อใหญ่แม่

“พระมหากษัตริย์เป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ มหาพรหมของเรา เราก็รัก เราก็ทนุถนอม” หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จาก นิตยสารน่านฟ้า (The Tiger Temple Magazine) ฉบับที่ 32 เดือนธันวาคม 2552 หน้า 9
ผมเชื่อคำสอนของหลวงตาท่านครับ เพราะคำสอนของท่านที่ซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์เจ้าองค์หนึ่ง มีประโยชน์ต่อปวงชนทุกท่าน และจากประสบการณ์กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ผมก็ไม่เคยเห็นท่าน(ในหลวง)ได้ทำร้ายใคร ตรงกันข้ามท่านกลับทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอดมา
สำหรับ ม. 112 ที่ทำให้เกิดความขัดข้องใจต่อคนบางกลุ่มนั้น รัฐฯเป็นผู้สร้างเป็นผู้กำหนดขึ้นมา (คงเห็นว่าการที่ลูกกล่าวร้าย ทำให้พ่อแม่เสื่อมเสียนั้นเป็นบาป แล้วยิ่งในที่แจ้งแล้วยิ่งบาปมหันต์)
ใครไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร ขอให้มีศีลมีธรรมของตนไว้ เหตุการณ์ฆ่าฟันกันคงไม่เกิด
ลองศึกษาหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีๆคับ จะได้ไม่ใช้ความรู้ที่ำได้ล่ำเรียนมาในทางที่เป็นอกุศลครับ

M-DER wrote:รอยต่อ

[quote=M-DER][quote=รอยต่อ][quote=M-DER][quote=รอยต่อ]ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง[/quote]

ไม่เป็นไรครับ ไม่รักไม่มีใครว่า แต่หยุดไม่พอใจกับคนที่เขารัก จะดีกว่ามั้ง?

เรื่อง Propaganda ผมเห็นเยอะมากครับ โดยเฉพาะจากฝั้งที่จะล้มล้างสถาบันเนี้ย[/quote]

ขอชี้แจงเพิ่มเติมครับ

ผมเข้าใจและเห็นใจคนที่รักในหลวงอย่างยิ่งครับ ญาติผมจำนวนมากก็รักในหลวงอย่างลึกซึ้ง

ส่วนข้อที่ว่าการ Propaganda นั้น ผมยิ่งเห็นด้วยอย่างมากว่าใครๆก็ทำกัน วงการตลาด วงการเมือง คอมมิวนิสต์ แต่ที่ผมพอจะรู้สึกไม่เข้าทีอยู่ ก็ตรงที่เวลาใคร Propaganda เรื่องอะไรเขาก็ใช้ทรัพยากรของคนนั้น จะบังคับกันก็บังคับเฉพาะคนที่กินเงินเดือนจากคนนั้น

วันก่อนมีคนลอกราชกิจจาเรื่องค่าใช้จ่ายมาลง หากเป็นไปได้อยากให้ลงอีกที

ประเด็นของผมคือ เงินภาษีถูกใช้จ่ายเพื่อกิจการของวังมากเกินไป- ไม่ใช่ไม่ให้ใช้นะครับ ในฐานะประมุขของประเทศที่คนจำนวนมากยังลำบากอยู่ ความเห็นผมคือมากเกินไป

อีกประเด็นคือขออย่าบังคับกัน อย่างที่บอกเวลาย้อนนึกตอนเป็นนักเรียน มันตลกสิ้นดี

ส่วนเสื้อแดง จะหาเงินมาจากทักษิณคนเดียว หรือจากใครก็ตาม มาใช้จ่ายเพื่อ propaganda ปีละสักหมื่นล้าน ผมก็ไม่เดือดร้อนครับ[/quote]

โอเค ผมดีใจที่พูดกันด้วยเหตุและผลนะครับ

เรื่องเงินภาษี ผมอาจคิดต่างหน่อยครับ เงินภาษีมาจากประชาชนครับ และก็จะถูดจัดจ่ายออกไปในส่วนต่างๆเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งทางตรงและอ้อม ในความคิดผม ผมเชื่อว่าสถาบันมีความสำคัญครับ สถาบันทำให้คนในชาติเป็นปึกแผ่น รู็สึกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ สร้างสรร สิ่งต่างๆมากมาย คุณอาจเห็นต่างหรือจะว่าผมก็ได้นะครับ แต่ ความสามัคคีของคนในชาติ สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้เยอะมากครับ มองในมุมอรรถประโยชน์ ผมก็ยังเชื่อว่าสถาบันเป็นส่วนสำคัญและดำรงประโยชน์ให้คนโดยรวม นี่ยังไม่รวมถึงความรักของคนส่วนมากในชาติ ซึ่งผมเชื่อลึกๆว่าเขาก็พร้อมจะยอมให้สถาบันนำภาษีของเขาไปใช้ ส่วนการดำเนินการของรัฐบาลต่อพระราชพิธี ผมว่ารัฐบาลมาจากประชาชนนะครับ (โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบัน ที่หลายคนในนี้ชื่นชอบ) รัฐบาลก้ต้องคิดตริตรองว่า ทำไมสิ่งนี้ถึงได้สำคัญกับคนในชาติ การดำเนินการผ่านตัวแทนของประชาชน ก็ไม่น่าเสียหายอะไร

ส่วนเรื่องบังคับที่คุณประสบมาตอนยังเป็นเด็ก ผมก็อยากมองว่า ในชีวิตคนเรามีหลายเรื่องที่เราไม่ได้สนใจนักแต่ก็ต้องทำ เช่น ผมเคยถูกบังคับให้ต้องไปเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งผมอาจจะไม่ชอบก็ได้ หรือ คุณถูกบังคับให้ต้องขับรถชิดซ้ายเพื่อให้รถคณะรัฐมนตรีผ่านไป มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละครับ บางครั้งเราก็อาจไม่เข้าใจความสำคัญของมัน หรือ บางครั้งมันก็อยู๋ที่ว่าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากน้อยแค่ในที่จะไม่พอใจ มันอยู่ที่ทัศนคติ และ การใช้ชีวิตเชิงบวก ที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้ครับ[/quote]

ผมเคารพความคิดคุณเต็มที่ครับ ผมมั่นใจว่าเป็นความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งคนใกล้ชิดผมด้วย

เช่น
- เร็วๆนี้พระเทพฯไปจังหวัดผม เขาตั้งเป้าว่าต้องให้ครบ 100 คนๆ ละ 10,000 บาทในการเข้าเฝ้า ญาติห่างๆ ผมคนหนึ่งมีลูกสองคนบอกว่าขอ 2 คนๆละ 10,000 เพื่อเป็นสิริมงคล ...อย่างนี้ที่ผมบอกว่าเข้าใจและเห็นใจ
- บังเอิญพระเทพฯไปถี่ไปหน่อย ครั้งที่สองปรากฎว่าไม่ถึงเป้า พี่ผมก็ถูก "ขอ" จากปศุสัตว์ (ก็พี่ผมเลี้ยงหมูนี่ครับ) ...อย่างนี้ที่ผมเห็นว่าไม่ควรให้เกิดขึ้น
- คดีอากง หาพยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เลยสักคนเดียว คนอาจอธิบายได้หลายอย่าง...แต่ความเห็นผม ความกลัวอยู่เหนือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ...แล้วความกลัวทั้งสังคมอย่างนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
- เวลามีใครไปมอบวันจบ นักศึกษาจ่าย 500 X 3000 = 1.5 ล้าน ผมเข้าใจนักศึกษา แต่รู้สึกแปลกใจว่าการไปมอบทีวีบอกว่าเป็นบุญคุณ (สาบานได้ ผมเพิ่งทราบไม่นานมานี่เอง ว่าคนไปมอบได้รับเงินมากขนาดนั้น เมื่อก่อนคิดว่าได้ของที่ระลึก นั่นพอเข้าใจได้ว่าเหน็ดเหนื่อยเพื่อเป็นกำลังใจให้คนจบใหม่)

ที่คุณเขียนมา ผมเห็นด้วยในหลักการส่วนใหญ่ครับ

เพียงแต่หากสังคมเปิดพื้นที่ให้คำถามต่างๆอย่างสร้างสรรค์ เปิดเผย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกส่วน รวมทั้งสถาบันเอง คุณอาจเถียงว่าก็ที่ผมเขียนอยูู่นี่ไงวิพากษ์วิจารย์ แต่มองอีกมุมทำไมไม่มีคนกล้าเป็นพยานให้อากง และทำไมยังมีคนถูกคุกคามเวลาไม่ยืนในโรงหนัง

ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนครับ

ถ้าสังคมปล่อยให้คนชั่วลอยนวล

ถ้าสังคมปล่อยให้คนชั่วลอยนวล แล้วจากโลกนี้ไปขณะอยู่ในอำนาจ....
นั่นคือสังคมได้ทำให้คนชั่วผู้นี้ ประกอบอาชญากรรมสำเร็จโดยสมบูรณ์
เรา..สังคม...มวลชน...ผู้มีชีวิตอยู่ในคาบเวลาของปีศาจตนนี้...คือผู้ร่วมก่ออาชญากรรม
โดยเฉพาะอย่างผู้เคยไปการันติความดีงามของคนชั่วผู้นี้ หรือเป็นผู้รับคำสั่งแล้วลงมือทำลายผู้บริสุทธิ์
คุณจักได้ชื่อว่าเป็น"จำเลยที่สองในประวัติศาตร์" เป็นตราบาปที่แก้ไขไม่ได้!

ดุจเดียวกับปชช.ของอาณาจักรไรซ์ที่สาม ที่ทำให้ความเป็น"ฮิตเลอร์"สมบูรณ์แบบ
สมาชิกเรดการ์ด ทำให้แก๊งสี่คน...เป็นแก๊งสี่คนที่ก่ออาชญากรรมได้โดยสมบูรณ์

เราจะถูกฝังอยู่ในคาบเวลาของทรราชย์ผู้นั้น...ไปตลอดกาล
ประวัติศาตร์เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาด ถ้าไม่มีความผิดพลาดใดๆ
ก็ไม่มีอะไรให้จดจำ และเราอยากถูกขังในประวัติศาตร์แบบนี้หรือ?

Fucking Red Shirt wrote:พจนา

[quote=Fucking Red Shirt][quote=พจนา]การพัฒนาประเทศ ใครๆที่มีความรู้ มีความตั้งใจที่ดี มีวิสัยทรรศ์ ก็ทำได้ทุกคน ช่วยกันทำได้ทุกคน ไม่ต้องมารอคนๆเดียวหรอก และเมื่อทำแล้วผลก็เกิดขึ้นกับทุกๆคน สามัคคีกัน ช่วยกัน ประเทศชาติก็เจริญ ไม่ใช่เกิดมาจากคนๆเดียว รอคนๆเดียว หวังไว้กับคนๆเดียว เกิดคนที่เราหวังตายขึ้นมา ประเทศไม่ล่มจมหมดหรือ[/quote]

มรึงก็ไปถามพ่อมรึงซึ ว่าประเทศชาติจะล่มจมมั๊ย[/quote]
เราว่าพ่อนายผลิตนายออกมาไม่คุ้มกับที่เป็นคนเลยน้อ

รอยต่อ wrote:M-DER

[quote=รอยต่อ][quote=M-DER][quote=รอยต่อ][quote=M-DER][quote=รอยต่อ]ปีนี้เมืองไทยบอบช้ำจากหลายเรื่อง หากจะหยุด propaganda สักปีได้ไหม

เงินภาษีไปช่วยชาวบ้านได้มาก

หรือให้ดีหยุดบังคับให้โรงเรียน ปกครองท้องถิ่น บริษัทฯห้างร้าน ประดับประดาได้ไหม
(ผมก็เพิ่งทราบไม่นาน ว่าเขาบังคับกัน)

นึกย้อนไปก็ตลกดี ตอนเด็กๆ ไปเดินถวายพระพรทุกปี หากไม่ไปครูจะคาดโทษอย่างโน้น อย่างนี้
พอกลับมาบ้านตอนเย็น ทีวีทุกช่องออกข่าวเดียวกัน พูดเหมือนกันว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า "พร้อมใจ" กัน

ความรักชนิดนี้จึงไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง[/quote]

ไม่เป็นไรครับ ไม่รักไม่มีใครว่า แต่หยุดไม่พอใจกับคนที่เขารัก จะดีกว่ามั้ง?

เรื่อง Propaganda ผมเห็นเยอะมากครับ โดยเฉพาะจากฝั้งที่จะล้มล้างสถาบันเนี้ย[/quote]

ขอชี้แจงเพิ่มเติมครับ

ผมเข้าใจและเห็นใจคนที่รักในหลวงอย่างยิ่งครับ ญาติผมจำนวนมากก็รักในหลวงอย่างลึกซึ้ง

ส่วนข้อที่ว่าการ Propaganda นั้น ผมยิ่งเห็นด้วยอย่างมากว่าใครๆก็ทำกัน วงการตลาด วงการเมือง คอมมิวนิสต์ แต่ที่ผมพอจะรู้สึกไม่เข้าทีอยู่ ก็ตรงที่เวลาใคร Propaganda เรื่องอะไรเขาก็ใช้ทรัพยากรของคนนั้น จะบังคับกันก็บังคับเฉพาะคนที่กินเงินเดือนจากคนนั้น

วันก่อนมีคนลอกราชกิจจาเรื่องค่าใช้จ่ายมาลง หากเป็นไปได้อยากให้ลงอีกที

ประเด็นของผมคือ เงินภาษีถูกใช้จ่ายเพื่อกิจการของวังมากเกินไป- ไม่ใช่ไม่ให้ใช้นะครับ ในฐานะประมุขของประเทศที่คนจำนวนมากยังลำบากอยู่ ความเห็นผมคือมากเกินไป

อีกประเด็นคือขออย่าบังคับกัน อย่างที่บอกเวลาย้อนนึกตอนเป็นนักเรียน มันตลกสิ้นดี

ส่วนเสื้อแดง จะหาเงินมาจากทักษิณคนเดียว หรือจากใครก็ตาม มาใช้จ่ายเพื่อ propaganda ปีละสักหมื่นล้าน ผมก็ไม่เดือดร้อนครับ[/quote]

โอเค ผมดีใจที่พูดกันด้วยเหตุและผลนะครับ

เรื่องเงินภาษี ผมอาจคิดต่างหน่อยครับ เงินภาษีมาจากประชาชนครับ และก็จะถูดจัดจ่ายออกไปในส่วนต่างๆเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งทางตรงและอ้อม ในความคิดผม ผมเชื่อว่าสถาบันมีความสำคัญครับ สถาบันทำให้คนในชาติเป็นปึกแผ่น รู็สึกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ สร้างสรร สิ่งต่างๆมากมาย คุณอาจเห็นต่างหรือจะว่าผมก็ได้นะครับ แต่ ความสามัคคีของคนในชาติ สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้เยอะมากครับ มองในมุมอรรถประโยชน์ ผมก็ยังเชื่อว่าสถาบันเป็นส่วนสำคัญและดำรงประโยชน์ให้คนโดยรวม นี่ยังไม่รวมถึงความรักของคนส่วนมากในชาติ ซึ่งผมเชื่อลึกๆว่าเขาก็พร้อมจะยอมให้สถาบันนำภาษีของเขาไปใช้ ส่วนการดำเนินการของรัฐบาลต่อพระราชพิธี ผมว่ารัฐบาลมาจากประชาชนนะครับ (โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบัน ที่หลายคนในนี้ชื่นชอบ) รัฐบาลก้ต้องคิดตริตรองว่า ทำไมสิ่งนี้ถึงได้สำคัญกับคนในชาติ การดำเนินการผ่านตัวแทนของประชาชน ก็ไม่น่าเสียหายอะไร

ส่วนเรื่องบังคับที่คุณประสบมาตอนยังเป็นเด็ก ผมก็อยากมองว่า ในชีวิตคนเรามีหลายเรื่องที่เราไม่ได้สนใจนักแต่ก็ต้องทำ เช่น ผมเคยถูกบังคับให้ต้องไปเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งผมอาจจะไม่ชอบก็ได้ หรือ คุณถูกบังคับให้ต้องขับรถชิดซ้ายเพื่อให้รถคณะรัฐมนตรีผ่านไป มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละครับ บางครั้งเราก็อาจไม่เข้าใจความสำคัญของมัน หรือ บางครั้งมันก็อยู๋ที่ว่าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากน้อยแค่ในที่จะไม่พอใจ มันอยู่ที่ทัศนคติ และ การใช้ชีวิตเชิงบวก ที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้ครับ[/quote]

ผมเคารพความคิดคุณเต็มที่ครับ ผมมั่นใจว่าเป็นความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ รวมทั้งคนใกล้ชิดผมด้วย

เช่น
- เร็วๆนี้พระเทพฯไปจังหวัดผม เขาตั้งเป้าว่าต้องให้ครบ 100 คนๆ ละ 10,000 บาทในการเข้าเฝ้า ญาติห่างๆ ผมคนหนึ่งมีลูกสองคนบอกว่าขอ 2 คนๆละ 10,000 เพื่อเป็นสิริมงคล ...อย่างนี้ที่ผมบอกว่าเข้าใจและเห็นใจ
- บังเอิญพระเทพฯไปถี่ไปหน่อย ครั้งที่สองปรากฎว่าไม่ถึงเป้า พี่ผมก็ถูก "ขอ" จากปศุสัตว์ (ก็พี่ผมเลี้ยงหมูนี่ครับ) ...อย่างนี้ที่ผมเห็นว่าไม่ควรให้เกิดขึ้น
- คดีอากง หาพยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เลยสักคนเดียว คนอาจอธิบายได้หลายอย่าง...แต่ความเห็นผม ความกลัวอยู่เหนือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ...แล้วความกลัวทั้งสังคมอย่างนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
- เวลามีใครไปมอบวันจบ นักศึกษาจ่าย 500 X 3000 = 1.5 ล้าน ผมเข้าใจนักศึกษา แต่รู้สึกแปลกใจว่าการไปมอบทีวีบอกว่าเป็นบุญคุณ (สาบานได้ ผมเพิ่งทราบไม่นานมานี่เอง ว่าคนไปมอบได้รับเงินมากขนาดนั้น เมื่อก่อนคิดว่าได้ของที่ระลึก นั่นพอเข้าใจได้ว่าเหน็ดเหนื่อยเพื่อเป็นกำลังใจให้คนจบใหม่)

ที่คุณเขียนมา ผมเห็นด้วยในหลักการส่วนใหญ่ครับ

เพียงแต่หากสังคมเปิดพื้นที่ให้คำถามต่างๆอย่างสร้างสรรค์ เปิดเผย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกส่วน รวมทั้งสถาบันเอง คุณอาจเถียงว่าก็ที่ผมเขียนอยูู่นี่ไงวิพากษ์วิจารย์ แต่มองอีกมุมทำไมไม่มีคนกล้าเป็นพยานให้อากง และทำไมยังมีคนถูกคุกคามเวลาไม่ยืนในโรงหนัง

ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนครับ[/quote]

ตัวอย่างที่คุณยกมาส่วนมากเป็นเรื่องของผุ้ปฎิบัติครับ ไม่ใช่สถาบัน ต้องดูรายละเอียดมากทีเดียวก่อนที่จะไปตำหนิใคร การเรี่ยไรหลายครั้งก็เกิดจากหน่วยงานซึ่งเปํ็นผู้เชิญ อันนี้ผมไม่ออกความคิดเห็นนะครับ ไม่ใช่ความกลัว แต่ผมไม่ทราบข้อมูลจริงๆ

สุดท้ายผมเห้นด้วยเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ครับ หลายเรื่องเกี่ยวกับผู้ปฎิบัติ ไม่ใช่สถาบัน ก็สมควรวิจารณ์ให้เหมาะสม ถูกประเด็น สังคมตื่นตัวเรื่องการปกป้องสถาบันมากเพราะ มีการวิจารณ์อย่างไม่มีเหตุผล หยาบคาย ผิดประเด็น และ โยงเอาทุกเรื่องไปที่สถาบันโดยการพยายามแยกเขาแยกเรา ซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานในการสร้างความขัดแย้ง หลายเรื่องก็ไม่จริง เป็นความพยายามล้มล้างเพื่อ ประโยชน์บางอย่าง ส่วนตัวก็ดี เพื่อ ผลประโยชน์จากผู็อื่นก็ดี หรือ จะเพราะความเชื่อที่ผิดๆก็ดี

สุดท้ายผมอยากให้สังคมที่อ้างเรื่อง สิทธิ และ เสรีภาพ มาก โดยเฉพาะในเวบไซด์นี้ หันมาปกป้องสิทธิของสถาบันที่ถูกละเมิด ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าด้วยครับ

ไม่เกี่ยวกับพ่อนะครับ

ไม่เกี่ยวกับพ่อนะครับ

ทหารไปให้การกับตำรวจว่า
เขาไม่มีหน้าที่ในเมืองถ้าไม่มีคำสั่งนายก
ตอนที่ทำรัฐประหาร...ใครสั่งครับ

ตอนที่ทหารทำรัฐประหาร

ตอนที่ทหารทำรัฐประหาร ใครสั่งน่ะคงหาหลักฐานยาก

แต่ใครเซนต์รับรองน่ะ เห็นๆกันอยู่

แล้วพวกเค้าก้อบอกล่ะน๊ะว่า ใครเป็นหัวหน้า

พอ ต่างประเทศ พูดถึง เลยรีบเปลี่ยนชื่อเลยน่ะ ขำว่ะ

รัฐประหารเฮงซวย

[quote=รัฐประหารเฮงซวย]ตอนที่ทหารทำรัฐประหาร ใครสั่งน่ะคงหาหลักฐานยาก

แต่ใครเซนต์รับรองน่ะ เห็นๆกันอยู่

แล้วพวกเค้าก้อบอกล่ะน๊ะว่า ใครเป็นหัวหน้า

พอ ต่างประเทศ พูดถึง เลยรีบเปลี่ยนชื่อเลยน่ะ ขำว่ะ[/quote]
-ถูกต้อง ถ้าไม่เซ็นรับรองพวกคณะรัฐประหารก็คือกบฎมีโทษถึงประหาร

พ่อของแผ่นดิน วันพ่อ

พ่อของแผ่นดิน วันพ่อ เดิมเป็นภาพที่กระตุ้นให้ลูกๆนึกถึงบุพการี ควรกตัญญู กราบไหว้พ่อบังเกิดเกล้า ซึ่งดีมาก หลายปีให้หลังมีขบวนการแอบอ้างผลประโยชน์ การจึงเปลี่ยนไปให้จงรัก เทิดทูน(อย่างบ้าคลั่ง)ต่อตัวบุคคลซึ่งปกติเป็นที่เทิดทูนอยู่แล้ว จนกลายเป็นทำร้ายปชช ทำลายบุคคลที่เรารัก เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถูกดึงให้ต่ำ สมควรเลิกบังคับปชช ยกเลิก112

บางกอก wrote:สำหรับผม และ

[quote=บางกอก]สำหรับผม และ มหาประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นั้น การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชนนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกวิตกทุกข์ร้อนแต่ประการใด.....จริยะวัตรที่พระองค์ท่านกระทำเพื่อมหาประชาชนนั้น

แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าของกระผมเอง ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้....และพ่อผมเอง ก็รู้สึกเช่นเดียวกับผม เช่นกัน...

แต่สำหรับประวิตร และผู้ที่อาจมีความคิดเห็นคล้อยตามประวิตร ผมต้องชี้แจงเพิ่มเติมซ้ำๆอีกหลายครั้งหลายหนว่า....

ในหลวงนั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะตามรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข กฏหมายรัฐธรรมนูญใดๆได้...

พระราชอำนาจนั้นหมดสิ้นไปตั้งแต่๒๔๗๕ และด้วยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ กฏหมายใดที่มีไว้เพื่อดำรงพระเกียรติยสแห่งประมุขของรัฐนั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฏร มาหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่องค์พระประมุขไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นช่วงปลอดอิทธิพลของสถาบันทางการเมืองโดยสิ้นเชิง....

อย่างไรก็ตามนักการเมืองรู่นปู่รุ่นพ่อเขาก็เข้าใจบทบาทของสถาบันในจิตใจมหาประชาชนได้ดี รู้จักรุกรู้จักรับเพียงพอที่จะคงไว้ซึ่งกฏหมายที่เป็นเหตุเป็นผลต่อสถาบันกษัตริย์ที่ ไม่ใช่อำนาจทั้งสามในระบอบการปกครองประชาธิปไตย....

หากประวิตรจะหาคนผิดในเรื่องการเปรียบกษัตริย์ประดุจพ่อ....ประวิตรก็ควรตำหนินักการเมือง ยุคนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะราษฏร.......

สำหรับในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่คุยหนักหนาว่ามีเสียงประชาชนสนับสนุนสิบห้าล้านเสียง มีเสียงมีที่นั่งในสภาเกินครึ่ง.....

ด้วยระบบการปกครองที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลงกกหมายใดๆก็สามารถใช้กระบวนการนิติบัญญัติเสนอกฏหมายเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสิ้น...

กฏหมายหมิ่น.ม.๑๑๒ก็แค่กฏหมายฉบับหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูยมาตราต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยนักการเมืองผู้แทนประชาชนในสภา....

นักข่าวอาวุโสอย่างประวิตรต้องทราบความจริงข้อนี้ดี แต่ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร

จึงเขียนบทความที่มีเนื้อหาแค่....

ตัวเองเป็นทุกข์เป็นร้อน กับการที่มหาประชาชนเขายอมรับการเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อ.........และตั้งข้อสงสัยต่อสถาบันกษัตริย์แบบงุบงิบอีแอบเช่นนี้

ทำไมไม่เขียนให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับทราบกันไปเลยว่า การที่สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ในสภาพใดๆในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป้นประมุขนั้น ขึ้นอยู่กับตัวบทกฏหมายในรัฐธรรมนูญที่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยสภาผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป....

นักการเมือง หรือนักข่าวอย่างประวิตร หรือประชาชนบางส่วน อยากให้เปรียบใครเป็นพ่อ ก็ทำได้ทั้งนั้นโดยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฏหมายรัฐธรรมนูญในสภา...ด้วยเสียงข้างมากอันมีอยู่แล้วในมือโดย รัฐบาลปัจจุบัน....

ดัวยเทคนิคการออกกฏหมายถือได้ว่า เป็นเรื่องไม่ยากในการทำพิธีการเพื่อเปลี่ยนแปลงกม.ต่างๆ..........

เรื่องที่ยากกว่า ซึ่งผมว่าประวิตรก็ทราบดี ก็คือ....

ปฏิกิริยาของมหาประชาชน ต่อผู้กระทำการอันใดอันมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของสถาบันกษัตริย์ในจิตใจของพวกเขา..........

รัฐบาลสิบห้าล้านเสียงเขาฉลาดพอที่จะรู้การควรไม่ควรอยู่....

แต่ผมว่า...

หน้าที่นักข่าวอย่างประวิตรนั้น ต้องหันไปเขียนจวกรัฐบาลและนักการเมืองครับ ที่ไม่ยอมทำตามสิ่งที่ประวิตและคนที่เห็นด้วยต้องการ

ไปอ้างอำมาตย์ ไปแขวะอำนาจตุลาการ.....ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น

ประเทศนี้ปกครองด้วยกฏหมาย Rule by Laws ตุลาการก็ตัดสินไปตามกฎหมายที่ประกาสใช้อยู่...

ในภาคปฏิบัติ..มีแต่รัฐบาลและสมาชิกสภาทั้งสองสภาเท่านั้นที่มีเอกสิทธิจะอนุมัติแก้ไขกฏหมายใดๆได้.........อยากจะแก้อะไรก็ไปกดดันเขา..

มหาประชาชนส่วนใหญ่นั้น อิ อิ อิ ทำได้แค่รอลงประชามติ หรือลงประชาทัณฑ์ ตามโอกาสอันควรแค่นั้นเอง..............[/quote]

ข้าน้อยขอคาราวะพี่ท่าน.. นับหมื่นๆ จอก มิรู้ลืม และเฝ้ารอวันลงประชาทัณฑ์ (ทางสังคม - ไม่นิยมความรุนแรง).!!! ^ ^

ผมว่านี่เป็นสาเหตุหนึงที่ประเ

ผมว่านี่เป็นสาเหตุหนึงที่ประเทศนี้หยุดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไปส่วนหนึ่ง--เพราะเราจะมองเห็นว่าใครจะรวมหัวกันปั่นจักรยานก็อ้างท่าน ใครสักกลุ่มจะเก็บขยะก็อ้างท่าน ใครจะปลูกต้นไม้สักต้นก็อ้างท่าน--ใครจะปลูกหญ้าแฝกสักแถวก็อ้างท่าน--จะทำฝายกั้นน้ำก็อ้างท่าน แล้วยกขบวนกันไป จนบางทีก็ไม่เข้าใจ ไม่กล้าคิดเป็นความคิดตัวเองเลยบ้างหรือ? อะไร ๆ ก็อ้างท่าน หรือถ้าไม่อ้างแล้วไม่ขลัง--??อะไรที่ไม่เป็นความคิดของตัวเองก็ยากจะปลูกฝังได้--ก็น่าจะเข้านะ--