TCIJ: พิพาทสวนป่าคอนสาร อุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ไล่ ‘ชาวบ้านบ่อแก้ว’ พ้นที่ทำกิน

กรณีพิพาทสวนป่าคอนสาร ศาลอุทธรณ์ชี้ชาวบ้านผิดข้อหารุกป่า ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วันด้านชาวบ้านบ่อแก้วยืนกรานจะอยู่บนผืนดินทำกินเดิมต่อไป จวกฝ่ายปกครองใช้อำนาจโดยอาศัยกฎหมายมากดหัวประชาชน ภายหลังจากที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้หรือ ออป.ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกิน และเข้ามาปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส ตั้งแต่ปี 2521 กระทั่งเมื่อปี 2552ชาวชุมชนบ้านบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เข้ายึดที่ดินทำกินเดิมคืน และเริ่มปักหลักตั้งถิ่นฐาน จนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่าง ออป.กับกลุ่มชาวบ้าน โดยที่ผ่านมา ออป.ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ บุกเข้าจับกุมชาวบ้านบ่อแก้ว 31 คน เพื่อส่งดำเนินคดี พร้อมข้อกล่าวหา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม โดยผ่านกระบวนการสอบสวนคดีศาลชั้นต้นมาแล้วหลายยก วันที่ 21 ธ.ค.54 ที่ศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ ชาวบ้านบ่อแก้วกว่า 30 คน ร่วมฟังคำอ่านสำนวนคดี ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ชาวบ้านมีความผิดจริงตามกฎหมาย พร้อมได้มีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน นับจากมีคำสั่งศาล จนถึงวันที่ 21 มกราคม 2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากศาลตัดสิน ชาวบ้านมรการพูดคุยกันว่า การสืบพยานของชาวบ้านนั้นไม่มีผลต่อรูปคดี แม้แต่มติ ครม.ที่ให้ชาวบ้านได้ใช้พื้นที่เป็นที่อยู่อาศัย และใช้เป็นที่ทำกินไปพลาง ก่อนที่การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินจะได้ข้อยุติก็ยังไม่สามารถมีผลต่อรูปคดี เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายที่แน่ชัด นายนิด ต่อทุน ประธานชุมชนบ้านบ่อแก้ว จำเลยที่ 1 กล่าวว่า เขาพร้อมชาวบ้านเข้ามานั่งฟังคดี ภายหลังจากที่ผู้พิพาทษาขึ้นนั่งบังลังก์ ไม่ได้มีการไต่สวนข้อความใดๆ เพิ่มเติม นอกจากได้แต่อ่านคำพิพากษา ถึงกรณีสวนป่าคอนสาร ดูจากสีหน้าผู้ถูกดำเนินคดี และกำลังใจจากพี่น้องคนอื่นๆ นั่งฟังด้วยความเรียบเฉย โดยไม่ได้ใส่ใจกับคำพิพากษามากนัก เนื่องจากได้วิเคราะห์กันมาก่อนหน้าแล้วว่าผลการอุทธรณ์จะออกมาเป็นเช่นไร เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านเห็นความไม่เป็นธรรมของตัวกฎหมาย ที่มักถูกใช้สำหรับกดหัวชาวบ้าน ไม่เคยให้หลักประกันถึงความเป็นธรรมกับชาวบ้านแต่อย่างใด ในกรณีความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ การดำเนินคดีอย่ามองแต่เรื่องการบังคับใช้แต่กฎหมายด้านเดียว โดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน หรือตัดสินโดยไม่เห็นหัวชาวบ้าน ว่าผิดจริงหรือไม่ นายนิด เล่าด้วยว่า ชาวบ้านได้ทำกินบนที่ดินทำบริเวณบ้านบ่อแก้ว มาก่อนปี 2516 จนอยู่มา ออป.ได้ขอเข้ามาดำเนินการปลูกไม้ในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ไม่มีที่ดินทำกิน กระทั่งมากล่าวหาว่าเขาและชาวบ้านที่เข้าครอบครองทำกินอาศัยอยู่เดิม ว่าเป็นผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม และใช้อำนาจ ทั้งข่มขู่ คุกคาม บีบบังคับให้ออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จากการร่วมสำรวจลงพื้นที่ และมีมติจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแล้วว่า ชาวบ้านไม่ผิด แต่กลับถูกขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ “ถึงอย่างไร หัวใจ รวมทั้งเสียงของพี่น้องเราเป็นหนึ่งเดียว เพราะเชื่อมั่นว่า เป็นคดีความที่กลั่นแกล้งคนจน แม้ว่าคำสั่งศาลจะออกมายังไง พวกเราจะไม่ยอมหนี หรือให้ฝ่ายปกครองมาใช้อำนาจ โดยอาศัยตัวกฎหมาย ที่มากดหัวชาวบ้านต่อไปอีก ตัวผมพร้อมพี่น้องจะขออยู่ที่นี่ บนผืนดินทำกินเดิมของเรา จะอยู่ และจะสู้ต่อไปด้วยชีวิต เพื่ออนาคตลูกหลาน ได้มีที่อยู่อาศัย” นายนิด กล่าวทิ้งท้าย

Comments

"อารยะขัดขืน"

"อารยะขัดขืน" ทำไมชาวบ้านธรรมดา กลุ่มหนึ่งจะยอมขัดขืนต่อกฎหมายของบ้านเมือง สังคมต้องหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้น ....สู้ ต่อไป อย่าได้ถอยค่ะ พี่น้อง ขอให้กำลังลังใจ

สาวเมืองน้ำดำ