blognone: จดหมายเปิดผนึกถึงกสทช. เรื่องข้อเสนอสิทธิแห่งผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

note: วันนี้ผมมาร่วมงาน NBTC Public Forum ที่รับฟังความคาดหวังของภาคประชาสังคมต่อกสทช. ผมและ mk จึงร่างจดหมายเพื่อแสดงความคาดหวังของเราในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อแสดงต่อกสทช. ในงานนี้ครับ ถึง กสทช. ทุกท่าน ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา บริการโทรคมนาคมมีความสำคัญต่อชีวิตประชาชนขึ้นอย่างมาก คนจำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยีโทรคมนาคม คนจำนวนมากมีชีวิตโดยต้องพึ่งพิงโทรคมนาคมเพื่อการดำรงค์ชีวิต ทั้งการอาชีพและการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคมตามอัตภาพ เป็นเรื่องน่ายินดีที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้จัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) โดยที่ผ่านมาหน่วยงานแห่งนี้ก็ได้มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิผู้บริโภคในประเด็นต่างๆ เรื่อยมา แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วงหลัง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมของไทยเป็นวงกว้าง แม้สบท. และกสทช. จะออกมาแถลงการเตือนผู้บริโภคต่อเหตุการณ์เหล่านั้น แต่กลับไม่ได้ออกแสดงถึงเจตน์จำนงค์ที่จะยืนยันสิทธิแห่งผู้บริโภค การออกแถลงการณ์เตือนให้ผู้บริโภคต้องระวังตัวเองนั้นแม้จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้บริโภคแต่ในทางหนึ่งกลับเป็นการยอมรับให้ผู้บริโภคถูกกระทำ ทีมงาน Blognone ขอเสนอสิทธิแห่งผู้บริโภค ที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งกสทช. และสบท. ควรต้องยืนยันสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคทุกคน และเรียกร้องให้มีการสร้างกฏเกณฑ์เพื่อบังคับใช้ในการคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้บริโภคพึงสามารถใช้งานตามปรกติสุขได้โดยไม่ต้องมีกังวล: กรณีคดีอากง SMS เป็นคดีที่สร้างความกังวลต่อผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก การเตือนให้ผู้บริโภคพกเครื่องไม่ห่างตัวไม่ใช่การใช้งานอย่างเป็นปรกติสุขโดยทั่วไป หากการใช้งานโดยทั่วไปมีความเป็นไปได้ที่การกระทำจากตัวเครื่อง กระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคต้องให้ความคุ้มครอง และเรียกร้องต่อสิทธิการใช้งานอย่างเป็นปรกติต่อไปโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ผู้บริโภคมีสิทธิกำหนดขอบเขตการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย: ปัญหาค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ผู้บริโภคคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากในประเทศ หรือการใช้งานจากต่างประเทศ สร้างปัญหาและเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่องตามประวัติของสบท. และในอนาคตก็คาดว่าจะมีปัญหาในรูปแบบอื่นๆ ในแนวทางเดียวกันอีก จากความซับซ้อนของระบบการคิดค่าบริการของบริการโทรคมนาคม ผู้บริโภคควรมีสิทธิกำหนดขอบเขตการรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง เช่นหากผู้บริโภคกำหนดความรับผิดชอบไว้ที่ 15,000 บาท เป็นหนัาที่ของผู้ให้บริการ ที่จะต้องไม่ปล่อยให้มีการใช้งานเกินกว่า 15,000 บาท โดยที่ผู้บริโภคยังไม่ได้รับแจ้งและมีการยินยอมเพิ่มขอบเขตความรับผิดชอบนี้ หากผู้ให้บริการให้บริการเกินกว่าขอบเขต ต้องถือเป็นความผิดของผู้ให้บริการและผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะรับรู้เงื่อนไขและข้อจำกัดอย่างชัดเจน: เงื่อนไขของการใช้งานบริการต่างๆ ทางโทรคมนาคมนั้นมักมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนหลากหลาย หลายครั้งผู้ให้บริการเลือกที่จะนำข้อดีของบริการในเงื่อนไขหนึ่งๆ มาโฆษณาร่วมกับข้อดีในเงื่อนไขอื่นๆ ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง และต้องมีการคุ้มครองให้ข้อความในโฆษณานั้นอยู่ภายในเงื่อนไขเดียวกัน เช่นโฆษณา \อินเทอร์เน็ตความเร็ว 7.2Mbps ไม่จำกัด\" ที่จริงแล้วกลับเป็น \"อินเทอร์เน็ตความเร็ว 7.2Mbps ในปริมาณ 5GB แรก และความเร็ว 512kbps ไม่จำกัด\" หากการโฆษณาจำเป็นต้องรวบรัดเพื่อให้เหมาะกับพื้นที่โฆษณา ผู้บริโภคควรได้รับความคุ้มครองที่จะเห็นโฆษณาในเงื่อนไขเดียวกันเช่น \"อินเทอร์เน็ต 7.2Mbps ปริมาณ 5GB\" หรือ \"อินเทอร์เน็ตไม่จำกัด 512kbps\" โดยข้อความทั้งหมดต้องเด่นชัดในระดับเดียวกัน ผู้บริโภคต้องได้รับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: บริการต่างๆ ทางด้านโทรคมนาคมนั้น เป็นผู้ให้บริการที่รับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งข้อมูลทั่วไปเข่น ข้อมูลที่อยู่อาศัย หมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนถึงข้อมูลการสื่อสารระหว่างกัน กสทช. ต้องให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่จะไม่ถูกนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานอย่างไม่เป็นธรรม เช่นการส่งต่อข้อมูลไปยังบริษัทในเครือหรือคู่ค้าเพื่อใช้ส่งโฆษณา จนถึงการส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกประเภทบริการที่ต้องการใช้งาน: บริการโทรคมนาคมหลายประเภทในตอนนี้มักผูกติดกันหลายต่อหลายประเภทบริการ เช่นบริการเสียงเพลงรอสายที่ผูกมากับบริการโทรศัพท์

Comments

บางรายที่บอกว่า 512

บางรายที่บอกว่า 512 นี่มันเหลือแค่ 348 ก็มีนะ
พวกกิจการโทรคมฯนี่เป้นอะไรที่ช่องโหว่เยอะมากนะผมว้่

เมื่อก่อน ผมไม่ทราบว่า กสทช.

เมื่อก่อน ผมไม่ทราบว่า กสทช.

จนผมฟัง ดร.สุนัย จุลพงศธร และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์

อภิปรายที่มาที่ไปของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ที่โยงใยกับ คมช.

อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสของ กสทช. และอภิปรายถึงความเอียงจนหัวคะมำ เอียงจนหัวทิ่มหัวตำ เป็นสื่อสารที่ขาดจรรยาบรรณ ขาดความเป็นกลางอย่างชัดเจน

ผมจึงถึงบางอ้อว่า ที่แท้ เป็นเช่นนี้เอง (ผมก็สงสัยอยู่ลึกๆในใจมานานแล้ว จากที่ฟังด้วยหูดูด้วยตาตัวเองมานาน รู้สึกเอียงข้างมากเกินไป มากจนหน้าเกลียด)

ดีแล้วครับ ที่ผมเลิกดูสื่อทีวีพวกนี้ หันมาเลือกดูสื่อทางเน็ต สามารถเลือกดูเองได้ ไม่ถูกยัดเยียด

ผมจึงได้รู้ได้เห็นทุกด้าน ไม่ใช่ถูกยัดเยียดแต่เรื่อง กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ชายชุดดำ พวกล้มเจ้า พวกเผาบ้านเผาเมือง

และล่าสุดนี้ ผมไปดูคลิปที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมต. ว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

ชี้แจงเรื่องการยกเลิกคำสั่งของนายกษิต ภิรมย์ เรื่องระงับหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ

ผมไม่โง่ครับ ฟังคำชี้แจงและหนังสืออ้างอิงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนครับ แม้จะพูดไม่เก่ง แต่พูดจริง ผมรับได้ และให้ความไว้วางใจครับ สวัสดี.

ปล. ก็เพราะสื่อที่ไร้จรรยาบรรณ ขาดจิตวิญญาณ เอียงเข้าข้างเผด็จการฯ เอียงแบบหัวคะมำเข้าข้างรัฐบาลที่มาแบบหน้าด้านๆ ปล้นอธิปไตยไปจากปวงชน

สื่อแบบนี้ ผมรับไม่ได้ ผมจึงไม่ดูทีวีมาประมาณ สี่ซ้า ห้าปี

ทุกวันนี้ ถ้าผมจะดูทีวี ผมมักจะดูถ่ายทอดสดกีฬามวยสากลระดับชิงแชมป์โลก หรือฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปกับบอลโลกเท่านั้น

การเมืองจากสื่อพวกนี้ ที่เสนอข่าวเท็จมากกว่าจริง เชิญแขกรับเชิญมา ก็ชนิด 2,3 หรือ 4 รุม 1 ผมจึงไม่ดูอีกต่อไป จนกว่าจะกลับมาซื่อตรงต่ออาชีพตามเดิม

แต่คงยากครับ เพราะถูกอำนาจเผด็จการฯ เข้าครอบงำหมดจนถึงทุกวันนี้ครับ.